“ยังเลยเจ้าค่ะ” เมื่อได้เจอกันบ่อยครั้งขึ้น จางชิงหนี่ว์ไม่รู้ตนเองเลยว่านางได้ลดท่าทีอยากถอยห่างจากเขา การสนทนาหรือก็ลื่นไหลขึ้น “เช่นนั้นหรือ ช่างน่าเสียดายมันถูกกินไปหมดแล้ว” “ข้าพลาดไปได้อย่างไร” สหายของนางที่ชื่นชอบการกินไม่น่าจะมองข้าม เหตุใดถึงไม่ทราบว่ามีขนมกุ้ยฮวาด้วย “พี่ล้อเจ้าเล่น แม้ขนมจะหมดไปแล้ว แต่ทว่าพี่ได้ยินมาว่าเจ้าชอบ จึงเก็บเอาไว้ให้” กล่าวจบก็ยื่นมือออกไปรับจานขนมที่อยู่ในมือของบ่าวรับใช้ ‘มันจะไปมีได้อย่างไร นอกเสียจากว่าเจ้าศิษย์หน้าเหม็นเตรียมมาเอง’ ท่านราชครูคิด ‘ได้ยินฮ่องเต้กล่าวว่าบุตรชายข้าหลงใหลสตรีผู้หนึ่งเข้าจนต้องยืมพ่อครัวหลวงมาเพื่อจะหัดทำข
“แต่บุรุษที่จะแต่งกับสตรีตระกูลจางมิอาจรับสตรีเข้าเรือนหลังเพิ่มได้” “เรื่องนั้นข้ายินดีขอรับ” “อันฉี เราเป็นเชื้อพระวงศ์ มิอาจแต่งสตรีได้เพียงคนเดียว” “ข้าทำได้ขอรับ ข้าสาบานกับท่านแม่ไว้แล้ว ว่าจะแต่งกับสตรีที่ตนพึงใจเพียงคนเดียว” โจวอันฉีตอบผู้เป็นอาจารย์โดยไม่คิดจะสนใจบิดา เรื่องที่บิดาทำไม่ได้ ใช่ว่าเขาจะทำไม่ได้เช่นเดียวกัน ดูอย่างองค์รัชทายาทยังต่อรองกับฮ่องเต้ได้ “เป็นเช่นนั้นหรือ” ชินอ๋องนิ่งไปชั่วครู่ก่อนจะเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือเล็กน้อย ดูแล้วนางคงผูกใจเจ็บเรื่องนี้ไม่น้อยมิเช่นนั้นคงไม่ให้บุตรชายสาบานเช่นนั้น&nb
หลังจากผ่านพ้นงานหมั้นขององค์รัชทายาท พี่ใหญ่ของนางก็ทำงานหนักยิ่งกว่าเดิม เพราะนอกจากจะมีพิธีอภิเษกสมรสแล้วฮ่องเต้จะทำการสละบัลลังก์จึงมีบัญชาให้มีการแต่งตั้งฮ่องเต้พระองค์ใหม่ เรียกได้ว่าสหายของนางแต่งเป็นพระชายาได้เพียงไม่กี่ชั่วยามก็ต้องกลายเป็นมารดาของแผ่นดิน ด้วยเหตุนี้นางจึงมีเวลามากมายที่จะเดินทางไปเตรียมการจัดงานประชันบุรุษที่ร้านขายภาพซือซือ “พี่สาวหยุนซือไม่อยู่หรือเจ้าคะ” นางเอ่ยถามเมื่อเห็นว่าคนที่เดินไปมาในร้านเป็นหลานชายของพี่สาว “นางออกไปตลาดประเดี๋ยวกลับมา” “เช่นนั้นเอาไว้ข้าจะมาใหม่อีกครั้ง” ไปร้านผ้าก่อนก็ไม่เสียหาย “น
16 เบื้องหลังของขนมกุ้ยฮวา ด้านคุณหนูจางที่เดินออกมาจากร้านขายภาพวาดก็พบเข้ากับชินอ๋องซื่อจื่อ ในคราแรกนางคิดจะเดินเลี่ยงไปแสร้งทำไม่เห็น แต่เขาดันหันมาเห็นจึงต้องทักทายไปตามมารยาท “คารวะชินอ๋องซื่อจื่อเจ้าค่ะ”&n
“ไม่เข้าใจจริงหรือ ต้องรอเข้าหอกันก่อนหรือไม่จึงจะเข้าใจ” กล่าวจบเขาก็แสร้งจะกดตัวนางลงกับพื้นรถม้า “ข้าเข้าใจแล้วเจ้าค่ะ” นางรีบกล่าวรัวเร็วเลิกแกล้งใสซื่อก็ได้ ที่ผ่านมาต้องแกล้งไม่รู้และพยายามถอยห่างเพราะกลัวตัวร้ายที่เข้าหานางในนามบุรุษสวมหน้ากากจะรู้เข้าแล้วมาทำร้ายนาง “ถึงแล้วขอรับ” “เข้าใจแล้วก็ดี เอาล่ะ ไปกินข้าวกันเถิด” เขากล่าวก่อนจะปล่อยนางออกห่าง บุรุษร่างสูงออกมายืนนอกรถม้ารอนาง ‘ท่านอ๋องน้อย อาภรณ์ท่านด้านหลัง’ ขันทีหยวนที่ออกมาต้อนรับผู้เป็นนายกล่าวพลางส่งสัญญาณบอก “...” เขาพยักหน้าพลางใช้มือปัดคราบผงแป้งที่เปื้อนอาภรณ์ด้านหลังก่อนจะจัดอาภรณ์ให้เรียบร้อยยา
“มีข่าวลือถึงเรื่องนี้เช่นกันขอรับ จะว่าไปหลานชายเจ้าของร้านที่เดินเข้าออกร้านซือซือผู้นั้น มีรูปลักษณ์คล้ายคลึงกับองค์รัชทายาทแคว้นสือเจ้านะขอรับ” “ตอนที่ชิงหนี่ว์เข้าไปในร้านขายภาพซือซือ หลานชายเถ้าแก่เนี้ยผู้นั้นอยู่หรือไม่” “คนของเรากล่าวว่าไม่มีใครออกไปไหนนอกจากเถ้าแก่เนี้ยหยุนซือ” สิ้นเสียงขององครักษ์คนสนิท ชินอ๋องซื่อจื่อที่ยืนอยู่เมื่อครู่เดินออกจากครัวไปแล้ว ‘ท่านอ๋องน้อยอาภรณ์ท่านเปื้อนผงแป้งอยู่นะขอรับ’ ซานเทียนคิดก่อนจะรีบติดตามผู้เป็นนายไป นัยน์ตาดำที่จับจ้องสตรีตรงหน้าฉายแววอ่อนโยน มือใหญ่คีบอาหารที่สั่งให้พ่อครัวของตำหนักตระเตรียมอย่างกะทันหัน
“ไม่ดีเจ้าค่ะ” จางชิงหนี่ว์รีบตอบกลับ นั่นยิ่งไม่ดีใหญ่หากท่านปู่ทราบเรื่องนี้เข้า นางมิต้องรีบแต่งเข้าตำหนักเขาภายในสามวันเจ็ดวันหรือ “เช่นนั้นพี่จะไปส่งเจ้า” “ขอบคุณเจ้าค่ะ” นางตอบรับก่อนจะเบือนหน้าหนี สายตาพราวระยิบระยับนั่นช่างทำให้จิตใจนางว้าวุ่น ขอให้นางได้เจรจากับบุรุษผู้นั้นก่อนได้หรือไม่ ยามค่ำคืนไร้แสงจันทร์ มีเพียงแสงดาวระยิบระยับที่ส่องแสงอยู่บนท้องฟ้าที่มืดมิด เงาสองสายเข้าห้ำหั่นกันอย่างไม่คิดออมมือ แรงปะทะทำให้ต้นไผ่หักโค่น “ที่แท้บุรุษที่จับจ้องสตรีของข้าเป็นเจ้านี่เอง” “
1เกือบไปแล้ว ผ่านมาเกือบเจ็ดปีแล้วที่พี่ชายผู้นี้ทำหน้าที่เป็นทั้งบิดาและมารดาให้นางเพราะตั้งแต่มารดาตาย บิดาจึงอาสาไปออกรบเกือบสามปีกว่าจะสิ้นลมในสนามรบ และก็เป็นเวลาสิบสี่ปีที่นางได้มาเกิดใหม่ในโลกแห่งนี้ซึ่งตามความเข้าใจของนางมันคือโลกนิยาย ทั้งยังเป็นหนึ่งในนิยายที่นางได้อ่านก่อนจะตายเพราะเดินข้ามทางม้าลายแล้วถูกรถมอเตอร์ไซค์บิ๊กไบค์ไร้จิตสำนึกชนล้มหัวกระแทกฟุตบาทตายอนาถ แม้จะงุนงงอยู่สักเล็กน้อยที่จู่ๆ ก็ได้มาเกิดใหม่ในที่แห่งนี้ แต่ก็คิดเข้าข้างตนเองว่าคงเป็นเพราะก่อนตายเพียงสองวันนางได้บริจาคเงินหนึ่งร้อยหยวนให้กับวัดที่เดินผ่านทุกวัน ด้วยผลบุญนั้นจึงนำพาให้นางได้มาเกิดใหม่โดยไม่ต้องไปเดินเล่นในนรกก่อน ใช่แล้ว การมาที่โลกแห่งนี้ของนางไม่ได้ทะลุมิติหรือตายแล้วมาเข้าร่างผู้อื่นเช่นนางเอกนิยายที่เคยอ่าน แต่เป็นการที่นางตายจากแล้วเกิดใหม่โดยเริ่มตั้งแต่เป็นทารก ผ่านร้อนผ่านหนาวกว่าจะกลายเป็นแม่นางน้อยวัยใกล้ปักปิ่นผู้นี้ “พี่ใหญ่ข้าขอไปร่วมงานจิบชาชมดอกไม้ที่จวนหลิวมิได้หรือเจ้าคะ” จางชิงหนี่ว์ส่งสายตาออดอ้อนพี่ชาย “มิได้
“ไม่ดีเจ้าค่ะ” จางชิงหนี่ว์รีบตอบกลับ นั่นยิ่งไม่ดีใหญ่หากท่านปู่ทราบเรื่องนี้เข้า นางมิต้องรีบแต่งเข้าตำหนักเขาภายในสามวันเจ็ดวันหรือ “เช่นนั้นพี่จะไปส่งเจ้า” “ขอบคุณเจ้าค่ะ” นางตอบรับก่อนจะเบือนหน้าหนี สายตาพราวระยิบระยับนั่นช่างทำให้จิตใจนางว้าวุ่น ขอให้นางได้เจรจากับบุรุษผู้นั้นก่อนได้หรือไม่ ยามค่ำคืนไร้แสงจันทร์ มีเพียงแสงดาวระยิบระยับที่ส่องแสงอยู่บนท้องฟ้าที่มืดมิด เงาสองสายเข้าห้ำหั่นกันอย่างไม่คิดออมมือ แรงปะทะทำให้ต้นไผ่หักโค่น “ที่แท้บุรุษที่จับจ้องสตรีของข้าเป็นเจ้านี่เอง” “
“มีข่าวลือถึงเรื่องนี้เช่นกันขอรับ จะว่าไปหลานชายเจ้าของร้านที่เดินเข้าออกร้านซือซือผู้นั้น มีรูปลักษณ์คล้ายคลึงกับองค์รัชทายาทแคว้นสือเจ้านะขอรับ” “ตอนที่ชิงหนี่ว์เข้าไปในร้านขายภาพซือซือ หลานชายเถ้าแก่เนี้ยผู้นั้นอยู่หรือไม่” “คนของเรากล่าวว่าไม่มีใครออกไปไหนนอกจากเถ้าแก่เนี้ยหยุนซือ” สิ้นเสียงขององครักษ์คนสนิท ชินอ๋องซื่อจื่อที่ยืนอยู่เมื่อครู่เดินออกจากครัวไปแล้ว ‘ท่านอ๋องน้อยอาภรณ์ท่านเปื้อนผงแป้งอยู่นะขอรับ’ ซานเทียนคิดก่อนจะรีบติดตามผู้เป็นนายไป นัยน์ตาดำที่จับจ้องสตรีตรงหน้าฉายแววอ่อนโยน มือใหญ่คีบอาหารที่สั่งให้พ่อครัวของตำหนักตระเตรียมอย่างกะทันหัน
“ไม่เข้าใจจริงหรือ ต้องรอเข้าหอกันก่อนหรือไม่จึงจะเข้าใจ” กล่าวจบเขาก็แสร้งจะกดตัวนางลงกับพื้นรถม้า “ข้าเข้าใจแล้วเจ้าค่ะ” นางรีบกล่าวรัวเร็วเลิกแกล้งใสซื่อก็ได้ ที่ผ่านมาต้องแกล้งไม่รู้และพยายามถอยห่างเพราะกลัวตัวร้ายที่เข้าหานางในนามบุรุษสวมหน้ากากจะรู้เข้าแล้วมาทำร้ายนาง “ถึงแล้วขอรับ” “เข้าใจแล้วก็ดี เอาล่ะ ไปกินข้าวกันเถิด” เขากล่าวก่อนจะปล่อยนางออกห่าง บุรุษร่างสูงออกมายืนนอกรถม้ารอนาง ‘ท่านอ๋องน้อย อาภรณ์ท่านด้านหลัง’ ขันทีหยวนที่ออกมาต้อนรับผู้เป็นนายกล่าวพลางส่งสัญญาณบอก “...” เขาพยักหน้าพลางใช้มือปัดคราบผงแป้งที่เปื้อนอาภรณ์ด้านหลังก่อนจะจัดอาภรณ์ให้เรียบร้อยยา
16 เบื้องหลังของขนมกุ้ยฮวา ด้านคุณหนูจางที่เดินออกมาจากร้านขายภาพวาดก็พบเข้ากับชินอ๋องซื่อจื่อ ในคราแรกนางคิดจะเดินเลี่ยงไปแสร้งทำไม่เห็น แต่เขาดันหันมาเห็นจึงต้องทักทายไปตามมารยาท “คารวะชินอ๋องซื่อจื่อเจ้าค่ะ”&n
หลังจากผ่านพ้นงานหมั้นขององค์รัชทายาท พี่ใหญ่ของนางก็ทำงานหนักยิ่งกว่าเดิม เพราะนอกจากจะมีพิธีอภิเษกสมรสแล้วฮ่องเต้จะทำการสละบัลลังก์จึงมีบัญชาให้มีการแต่งตั้งฮ่องเต้พระองค์ใหม่ เรียกได้ว่าสหายของนางแต่งเป็นพระชายาได้เพียงไม่กี่ชั่วยามก็ต้องกลายเป็นมารดาของแผ่นดิน ด้วยเหตุนี้นางจึงมีเวลามากมายที่จะเดินทางไปเตรียมการจัดงานประชันบุรุษที่ร้านขายภาพซือซือ “พี่สาวหยุนซือไม่อยู่หรือเจ้าคะ” นางเอ่ยถามเมื่อเห็นว่าคนที่เดินไปมาในร้านเป็นหลานชายของพี่สาว “นางออกไปตลาดประเดี๋ยวกลับมา” “เช่นนั้นเอาไว้ข้าจะมาใหม่อีกครั้ง” ไปร้านผ้าก่อนก็ไม่เสียหาย “น
“แต่บุรุษที่จะแต่งกับสตรีตระกูลจางมิอาจรับสตรีเข้าเรือนหลังเพิ่มได้” “เรื่องนั้นข้ายินดีขอรับ” “อันฉี เราเป็นเชื้อพระวงศ์ มิอาจแต่งสตรีได้เพียงคนเดียว” “ข้าทำได้ขอรับ ข้าสาบานกับท่านแม่ไว้แล้ว ว่าจะแต่งกับสตรีที่ตนพึงใจเพียงคนเดียว” โจวอันฉีตอบผู้เป็นอาจารย์โดยไม่คิดจะสนใจบิดา เรื่องที่บิดาทำไม่ได้ ใช่ว่าเขาจะทำไม่ได้เช่นเดียวกัน ดูอย่างองค์รัชทายาทยังต่อรองกับฮ่องเต้ได้ “เป็นเช่นนั้นหรือ” ชินอ๋องนิ่งไปชั่วครู่ก่อนจะเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือเล็กน้อย ดูแล้วนางคงผูกใจเจ็บเรื่องนี้ไม่น้อยมิเช่นนั้นคงไม่ให้บุตรชายสาบานเช่นนั้น&nb
“ยังเลยเจ้าค่ะ” เมื่อได้เจอกันบ่อยครั้งขึ้น จางชิงหนี่ว์ไม่รู้ตนเองเลยว่านางได้ลดท่าทีอยากถอยห่างจากเขา การสนทนาหรือก็ลื่นไหลขึ้น “เช่นนั้นหรือ ช่างน่าเสียดายมันถูกกินไปหมดแล้ว” “ข้าพลาดไปได้อย่างไร” สหายของนางที่ชื่นชอบการกินไม่น่าจะมองข้าม เหตุใดถึงไม่ทราบว่ามีขนมกุ้ยฮวาด้วย “พี่ล้อเจ้าเล่น แม้ขนมจะหมดไปแล้ว แต่ทว่าพี่ได้ยินมาว่าเจ้าชอบ จึงเก็บเอาไว้ให้” กล่าวจบก็ยื่นมือออกไปรับจานขนมที่อยู่ในมือของบ่าวรับใช้ ‘มันจะไปมีได้อย่างไร นอกเสียจากว่าเจ้าศิษย์หน้าเหม็นเตรียมมาเอง’ ท่านราชครูคิด ‘ได้ยินฮ่องเต้กล่าวว่าบุตรชายข้าหลงใหลสตรีผู้หนึ่งเข้าจนต้องยืมพ่อครัวหลวงมาเพื่อจะหัดทำข
15 ปิ่นที่มีความหมายซ่อนอยู่ งานหมั้นขององค์รัชทายาทกับคุณหนูเจิ้งถูกจัดขึ้นใหญ่โต บรรดาขุนนางและคหบดีทั่วแคว้นต่างมาร่วมแสดงความยินดีมากมาย แต่ขึ้นชื่อว่าเป็นงานหมั้นย่อมยิ่งใหญ่ไม่เท่ากับงานอภิเษกสมรส ชิงหนี่ว์ยืนมองสหายที่ต้อนรับแขกเหรื่อด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม ดวงตาหงส์เปล่งประกาย ความสุขฉายชัดบ่งบอกได้ว่าคุณหนูเจิ้งยินดีกับการหมั้นหมายครั้งนี้ ‘ไม่ได้เจอกันเพียงไม่กี่วัน เรื่องราวเปลี่ยนไปถึงเพียงนี้’ ในฐานะสหาย นางก็ได้แต่หวังว่าเรื่องราวของเจิ้งเข่อชิงจะแตกต่างไปจากนิยายที่นางเคยอ่าน “ชิงหนี่ว์ ข้าไปหาอะไรกินก่อนนะ” “อืม ไปเถิด” เมื่อนางเอ่ยปากสหายก็เดินจากไป “เห็นสหายหมั้นหมายแล้ว เจ้าไม่อยากจะมีความสุขเช่นนางบ้างหรือ” ท่านราชครูที่เดินเข้ามาหาหลานสาวเอ่ยถาม “หากนางมีความสุขเช่นนี้ตลอดไปคงดีไม่น้อยเจ้าค่ะ” อยู่เหนือสตรีอื่นแล้วอย่างไรในเมื่อสุดท้ายก็ต้
แม้จะรู้ว่าความรู้สึกที่แท้จริงของตนเป็นเช่นไร นางก็คิดจะเก็บงำเอาไว้ เพราะคิดว่าคนที่นางพึงใจนั้นไม่มีค่ามากพอที่จะเอาความสุขทั้งชีวิตไปแลกมา นางไม่อยากกลายเป็นสตรีร้ายกาจต้องการเศษเสี้ยวความเมตตาจากเขาที่เพียงแค่เขาปรายตาหันมามองก็หัวใจเต้นระรัวไปหลายวัน “เข่อชิง เจ้าไม่รักข้าแล้วก็ไม่เป็นไร ขอแค่อย่าปิดกั้นข้าจะได้หรือไม่ ให้ข้าได้พิสูจน์ตนเองได้หรือไม่” สีหน้าอ้อนวอนของเขาทำให้นางใจเต้นระรัว “ท่านทำถึงเช่นนี้เพื่ออันใด มันไม่ดีต่อตัวท่านเองเลยแม้แต่น้อย” “เพราะข้ารักเจ้า รักมากกว่าทุกสิ่ง ข้ายินยอมที่จะแลกทุกสิ่งเพื่อมีเจ้าเคียงข้าง เรื่องราวในกาลก่อนที่ข้าเคยทำร้ายจิตใจเจ้า เคยทำให้เจ้าลำบากทั้งที่ตั้งใจก็ดี ไม่ตั้งใจก็ดี ข้าขอโทษ ให้โอกาสข้าได้หรือไม่” กล่าวจบบุรุษสูงศักดิ์ก็คุกเข่าลงกับพื้น ยอมละทิ้งซึ่งศักด