ภาพบุรุษคนหนึ่งที่เลี้ยงบุตรสาวตามลำพัง ภาพวันที่เขาโชกเลือดกลับบ้านมา ภาพที่เธอถูกคนกลั่นแกล้งต่างๆนาๆเป็นที่ระบายอารมณ์เสมอ ภาพสุดท้ายเธอถูกถอดเสื้อผ้าตัวนอกออกและใส่ชุดตัวในเท่านั้น บังคับให้แช่น้ำจนป่วยตาย
ไป๋เจินเจินรับรู้ทั้งภาพอารมณ์ ความรู้สึกและสิ่งสุดท้ายเด็กคนนี้คว้ามือเธอเอาไว้แล้วฝากฝังบิดา นี่ตอนนี้เธออยู่ในร่างคนอื่นเหมือนในนิยายที่เคยอ่านฆ่าเวลาใช่ไหม
“ไป๋เจินเจิน...เธอวางใจใครที่ทำร้ายเธอกับพ่อ ฉันจะให้พวกมันชดใช้ทุกคน ขอบใจนะที่ให้ฉันได้มีชีวิตอีกครั้ง”
สายลมอุ่นๆพัดผ่านร่างบอบบาง เสียงไอดังออกมาจากด้านในห้องนอนของบิดา บ้านสกปรกเกินไป ไป๋จิ้งคนนี้ไม่ยอมให้บุตรสาวแตะต้องงานบ้านงานเรือนเลยเพราะกลัวว่านางจะมือหยาบมือกร้าน ถึงเวลาออกเรือนสามีจะรังเกียจ
“เฮ้อ รักลูกผิดจริงๆเลย ไหนๆก็มาแล้วคงต้องเปลี่ยนแปลงบางอย่างแล้วล่ะ ไม่มีเงินจะกินข้าว ไม่มีเงินจะซื้อยา หึ เรียนหนังสือหรือ ไปเรียนทุกวันแต่กลับไม่ได้อักษรสักตัว เพราะอาจารย์เหล่านั้นไม่ยอมสอนนางนะสิ ได้ๆไม่สอนก็ไม่อยากเรียนเหมือนกัน เอาเวลาไปหาเงินดีกว่า
ไป๋เจินเจินที่คิดตกแล้วก็ทนนอนในห้องอับๆจนกระทั่งเช้า บิดาลุกออกมาต้มน้ำให้นางล้างหน้าบ้วนปาก ไป๋เจินเจินเดินออกมาจากห้อง ไป๋จิ้งเห็นบุตรสาวก็ดุ
“เพิ่งจะยามอิ๋นไปนอนต่อเถอะ พ่อต้มน้ำเสร็จจะยกไปให้”
ไป่เจินเจินที่รู้สึกอบอุ่นมากนัก ชาติก่อนมีกันแค่พ่อลูก แต่พ่อจากไปเร็ว ชาตินี้มีพ่อกับเขาอีกครั้งเธอรู้สึกดีจริงๆก่อนจะเอ่ย
“ท่านพ่อ..ให้ข้าช่วยเถอะ ท่านเอาแต่กลัวว่าข้าจะมือหยาบกร้านหาสามีที่ดีไม่ได้ ท่านพ่อ ท่านแต่งกับท่านแม่เพราะนางขยัน งานบ้านงานเรือนล้วนแต่สะอาดหมดจดมิใช่หรือเจ้าคะ หากข้าไม่เอาไหนแต่งงานไปสามวันท่านไม่กลัวเขาเอาข้ามาคืนท่านหรอกหรือ”
ไป๋เจินเจินเอ่นออกมาด้วยน้ำเสียงหยอกเย้า ไป๋จิ้งพยักหน้านางจึงเข้าครัวช่วยบิดาติดเตาต้มน้ำ ในครัวๆไม่มีอะไรเลยนอกจากแป้งหนึ่งกำมือ ไป๋เจินเจินจึงนำมานวดเล็กน้อย ไป๋จิ้งเห็นก็แปลกใจว่าบุตรสาวทำได้อย่างไร ไป่เจินเจินรู้ว่าเขาสงสัยนางจึงเอ่ยลอยๆ
“เฮ้อ สำนักศึกษานี่ไม่ใช่ต้องเรียนหนังสืออย่างเดียวหรือเจ้าคะ ไหนจะเย็บปัก ไหนจะทำอาหาร ข้าอยากเรียนหนังสือกับต้องมานวดแป้งหุงต้ม”
“เรียนไปถอะ..คนอื่นอยากเรียนยังไม่ได้เลยแต่เจ้าเข้าได้”
“หึ ท่านพ่อท่านปกป้องรัชทายาทจนตัวเองบาดเจ็บ ขาก็เกือบเป๋ แต่สิ่งที่ได้มาคือเงินเพียงสิบตำลึงกับการที่ให้ข้าได้เรียนที่โสโครกนั้น ใครอยากเรียนกัน เป็นถึงรัชทายาทกลับใจแคบ”
“อาเจิน อย่าเอ่ยเช่นนี้อีก อยากถูกตัดหัวหรืออย่างไร”
ไป๋เจินเจินขัดใจ นางนวดแป้งเสร็จแล้วก็หั่นเป็นเส้นๆ ไม่มีเนื้อสัตว์มีแต่ไข่สองใบที่บิดาร่างเดิมซื้อมาบำรุงบุตรสาว ยายหนูนี่วาสนาดีจริงๆ บิดารักขนาดนี้เสียดายอายุสั้นไปหน่อย เว่ยซูถิงเจ้าล้างคอรอข้าได้เลย
บะหมี่สองชามกับไข่ต้มถูกใส่ในชามของพ่อลุกคนละชาม ไม่มีวัตถุดินเครื่องปรุงใดๆ แต่ดีกว่าไม่มีกิน
เมื่อทุกอย่างเรียบร้อยไป่เจินเจินก็ไปสำนักศึกษา วันนี้ต้องได้เงินสักตำลึงครึ่งตำลึงสิน่า ในครัวไม่มีของกินแล้ว บิดาต้องกินยาฝังเข็ม เขาต้องรักษา เมื่อเช้านางแสร้งทำน้ำร้อนกระเด็นใส่ เขาแสบและเจ็บ แต่ยังบอกนางว่าไม่เป็นไร แปลว่าขายังมีความรู้สึกอยู่มีโอกาสหาย ในเมื่อเด็กคนนั้นเลือกเธอก็ต้องตอบแทนที่เธอเสียสละร่างกายให้ได้เริ่มชีวิตใหม่
ไป๋เจินเจินที่เดินมาถึงสำนักศึกษาก็เห็นที่ลานด้านหน้ามีลูกศิษย์ของสำนักรวมตัวกัน พอไป๋เจินเจินเดินมาทุกคนก็หัวเราะเยาะเรื่องเมื่อวาน จ้าวหย่งเฉิงที่ยืนดูอยู่ชั้นสองของเรือนพักอาจารย์ส่ายหน้า มิใช่ว่าเขาบอกว่าให้พักผ่อนหรอกหรือเหมือนเมื่อวานนางจะมีไข้เพราะแช่น้ำนาน ที่สำคัญเขาไปดูมาแล้ว ผลการเรียนของนางก็แย่มากไม่ได้อะไรสักอย่างเลย
ลานด้านล่างเสียงของคุณหนูจวนเสนาบดีเอ่ยเยาะเย้ยขึ้นมา
“โย่ว...เมื่อวานนี้ใครช่วยเจ้าขึ้นมาเล่าไป๋เจินเจิน นี่ๆเจ้าได้ไปขายตัวเพื่อซื้อยาให้บิดาขาเป๋ของเจ้าหรือไม่ได้เท่าไหร่กันเล่า”
“ฮ่าๆๆๆๆๆ”
ลูกคู่ของนางหัวเราะเยาะเย้ย นักเรียนทั้งหลายก็หัวเราะตาม แต่สิ่งที่ไป่เจินเจินเอ่ยออกมาทำเอาพวกเขาตกใจ เพราะปกตินางจะก้มหน้าร้องไห้อย่างเดียว แม้แต่จ้าวหย่งเฉิงที่ยืนดูอยู่ไกลก็ได้ยินเช่นกัน
“คุณหนูเว่ย... ข้าไม่รู้ว่าเจ้าพูดเรื่องอะไร ที่ผ่านมาข้าเห็นเจ้าเอ่ยแต่เรื่องขายตัวๆ เจ้าดูชำนาญเอ่ยออกมาไม่กระดากปากสักเท่าไหร่ หรือว่าปกติเจ้าขายจนชิน เอ๋...จวนเสนาบดีตกอับถึงกระทั่งเจ้าต้องไปขายตัวหาเลี้ยงพวกเขาเชียวหรือ”
“เจ้าๆๆๆ ไป๋เจินเจินกล้ายอกย้อนข้าหรือ พวกเจ้าจับนางเอาไว้ วันนี้ข้าจะสั่งสอนนางเอง”
บรรดานักเรียนกรูกันเข้ามาเพื่อจับไป่เจินเจิน แต่กลับถูกเหวี่ยงไปคนละทิศละทาง ตอนนี้ไป๋เจินเจินกำลังกระทืบนักเรียนชายสามคน และเตะพวกเขาลงน้ำไปแล้ว อาจารย์พากันเข้ามาห้ามและเข้าข้างเว่ยซูถิง ชี้หน้าต่อว่าไป๋เจินเจินรุนแรง“ไป๋เจินเจิน หยุดเดี๋ยวนี้นะ!! เจ้าช่างก่อเรื่องไม่จบไม่สิ้นการเรียนก็ไม่เคยพัฒนา ข้าจะไล่เจ้าออกเจ้าไม่คู่ควรกับสำนักศึกษานี้จริงๆ”“แปะๆๆ ..อาจารย์ฉู่ ท่านเอ่ยวาจาได้ดีนักข้าปรบมือให้เลย ข้าก่อเรื่องเช่นนั้นหรือ มิใช่พวกนางที่หาเรื่องข้าก่อนหรอกหรือ อ้ออีกอย่างที่เรียนไม่ได้มิใช่เพราะข้าโง่ แต่ตั้งแต่เข้ามาที่นี่พวกเจ้ารังเกียจไม่ยอมสอนข้า ล่วงเลยมาเกือบปีพวกเจ้าก็ไม่เคยเห็นข้าเป็นลูกศิษย์ มิใช่ข้าไม่คู่ควรกับสำนักศึกษาพวกเจ้า หากแต่เป็นสำนักศึกษาของเจ้าต่างหากที่ไม่คู่ควรกับข้า กลับล่ะเห็นหน้าพวกเจ้าแล้วคลื่นไส้ น่าขยะแขยง”ไป๋เจินเจินเดินออกไปเกือบถึงประตูรั้วก่อนจะนึกบางอย่างได้ นางเดินกลับมาพร้อมกับหิ้วคอเสื้อของเว่ยซูถิงกับซูซินเอ๋อร์โยนลงกลางสระน้ำ ก่อนจะหาไม้ยาวๆมาเขี่ยให้พวกนางลอยออกไปกลางสระ ใครที่จะเข้าไปช่วยถูกไป๋เจินเจินเตะ
จ้าวหย่งเฉินที่เห็นสีหน้าไม่สลดของนางก็ให้คนอื่นๆ ไปก่อน แล้วหันไปเอ่ยกับนาง“ไป๋เจินเจิน..ตามไปที่ห้องหนังสือของข้า เจ้ามีเรื่องต้องอบรมมากนัก”เขาสั่งให้นางไปพบที่ห้องทำงานของเขา ไป๋เจินเจินเกาหัวแกรกๆ อะไรของเขาวะ เมื่อทุกอย่างเรียบร้อยจ้าวหย่งเฉิงก็ไปรอตัวต้นเรื่องที่ห้องหนังสือ แต่ไป๋เจินเจินกลับไปขวางทางสวีข่ายเหยียน จินเสี่ยวฟงและฝางอี้หลุนเอาไว้ ทั้งสามคนมองหน้านาง ก่อนที่สวีข่ายเหยียนจะผลักไหล่ให้หลบไป แต่ไป๋เจินเจินจับมือของสวีข่ายเหยียนแล้วออกแรงบีบ เขาร้องทันที"เจ้าๆทำอะไรนังยาจก ปล่อยข้านะ""ปากดีอีกข้าจะหักมือเจ้า""นี่ไป๋เจินเจินปล่อยข่ายเหยียนนะ เจ้าต้องการอะไร"จินเสี่ยวฟงเอ่ยปากถามนาง ไป๋เจินเจินผลักสวี่ข่ายเหยียนไปอีกด้านก่อนจะเป่าปากแล้วเอ่ยขึ้น"คัดกฎสำนักห้าร้อยจบราคาสองตำลึง พวกเจ้าขี้เกียจข้ารู้ดี ได้เข้าเรียนก้เพราะเงินตำลึงที่แอบจ่ายใต้โต๊ะอาจารย์จอมละโมบพวกนั้น แต่ช่างเถอะเรืองนั้นไม่เกี่ยวกับข้า กฎสำนักที่ถูกลงโทษพวกเจ้าให้บ่าวช่วยเขียนคงไม่ได้หรอก ได้ยินว่าตาเฒ่าจ้างหย่งเฉิงราชครูคนนี้ฉลาดมากนัก ข้าเรียนไม่ได้เรื่อง แต่ถ้าเป็นเรื
เชิงเขาหลังสำนัก จินเสี่ยวเฟิง ฝางอี้หลุน สวีข่ายเหยียนกับเด็กรับใช้ยืนรอนางอยู่ เมื่อมาถึงพวกเขาก็รีบมาหานาง ได้เวลาจะเข้าเรียนแล้วนะ"นี่ๆๆ เจ้ายาจกรีบๆหน่อยไม่ได้หรือไง""คุณชายสวี หากเรียกข้าเช่นนั้นอีกคำข้าจะให้สวีข่ายเฉิงปู่ของเจ้าจำหน้าไม่ได้เลยคอยดู ฝนหมึกมา กระดาษด้วย"เมื่อทุกอย่างพร้อมไป่เจินเจินก็ลงมือเขียนกฎสำนักที่มีกว่าสองพันข้อให้พวกเขาคนละแผ่น จินเสี่ยวเฟิงตาโต"เหมือนไปแล้ว นี่ดูเผินหรือตั้งใจดูก็เป็นลายมือข้า ฮ่าๆข้าจ้างเจ้าข้าจ้างฮ่าๆๆ""ข้าด้วยๆ สองตำลึงหรือ นี่ไป่เจินเจินข้าให้เจ้าเดือนละยี่สิบตำลึง ทำการบ้านให้ข้าเจ้าจะว่าอย่างไร"ฝางอี้หลุนเป็นบุตรชายคหบดีในเมืองหลวงเขาร่ำรวยเงินทองมากมาย ยี่สิบตำลึงแคะฟันเขายังไม่เกลี้ยงเลย ไป๋เจินเจินเห็นโอกาสก็รีบค้าทันทีก่อนจะเอ่ย"ข้าไม่เก่งเรื่องอื่น แต่ถ้าคำนวณ วาดภาพ หรือแต่งกลอนข้าทำได้ ที่สำนักข้าไม่อยากเรียนเองนั่นแหละ มานี่ข้าจะแต่งบทกวีให้พวกเจ้าลองอ่านหนึ่งบท"จากนั้นไป่เจินเจินก็ลอกเอาบทกวีของหลี่ไป๋ นักกวีชื่อดังมาหนึ่งบทซึ่งเป็นบทไม่ได้ยากมากนัก ทั้งสามตาโตทันที ไป่เจินเจินจึงกลายเป
ไป๋เจินเจินตื่นมาทำอาหารเช้านางต้มข้าวต้มและหุงข้าวขาว จากนั้นเอาเนื้อหมูมาเคล้าเกลือซื้อพริกไทยมาจากหอโอสถห่อหนึ่งก็เอามาบดๆ คลุกเคล้ากันหมักเอาไว้ ไข่ไก่ถูกนำมาตีจนเนื้อไข่เนียน ไป๋เจินเจินเติมน้ำแล้วปรุงรสด้วยเกลือ เหยาะน้ำมันเล็กน้อยแล้วตีให้เข้ากันอีกที ช้อนฟองอากาศออกจนเนื้อที่ตีเนียนหุงข้าวและต้มข้าวเสร็จแล้วไป๋เจินเจินก็เพิ่มฟืนแค่หนึ่งท่อน ตั้งกระทะจนน้ำเดือดนำชามไข่ตุ๋นวางลงไป เงินสามตำลึงพอซื้อเพียงกระทะใบไม่ใหญ่แต่ก็พอให้สองพ่อลูกทำอาหารกินได้ไม่ลำบาก ไป่เจินเจินมองไปยังทางบิดาของร่างเดิม เพราะมีคนปองร้ายรัชทายาท เขาเข้าช่วยเหลือ เว่ยซูหยางพี่ชายเว่ยซูถิงแอบอ้างเอาผลงานไป เพราะว่าไป๋จิ้งเจ็บหนักจากการที่ถูกคนร้ายลงมือ เขานอนพักรักษาตัวอยู่มาวันหนึ่งมีคนจากจวนเสนาบดีมาหาแล้วสั่งให้เขาปิดปากเงียบเรื่องวันนั้น ไม่เช่นนั้นชีวิตเขากับบุตรสาวจะไม่ปลอดภัยไป๋จิ้งมีเพียงร่างเดิมเป็นบุตรสาวคนเดียวเท่านั้น เขาจึงยอมกล้ำกลืนแต่ตระกูลเว่ยยังไม่หยุดรังควานสุดท้ายเขาต้องออกจากบ้านที่อยู่มาแต่เด็ก ถูกกลั่นแกล้งถูกบีบจนไม่เหลืออะไรเลย ในที่สุดก็เหลือเงินก้อนสุดท้ายมาเช่าบ้านที่ตรอกแห่งน
ไป๋เจินเจินหยิบเอาสมุดเล่มเล็กๆ ที่นางตัดเองเป็นสมุดทำมือ นี่เป็นวิธีคำนวณหลักคณิตศาสตร์ของเด็กประถมปลายซึ่งในยุคนี้อาจารย์สำนักศึกษาที่เก่งๆ หลายคนยังคำนวณออกมาไม่ได้เลย คนในยุคสมัยนี้แม้ว่าจะเรียนหนังสือแต่หากเป็นเรื่องเกี่ยวกับตัวเลขหรือคณิตศาสตร์นั้นพวกเขาแทบจะไม่รู้เรื่อง สวีข่ายเหยียนตาโตทันทีก่อนจะถามนางว่าเอามาจากที่ใดกัน“อาเจิน..บอกข้าทีไปเอามาจากไหน เอ่อเรียกข้าเหมือนอี้หลุนก็ได้”“พี่ข่ายเหยียน พี่อี้หลุน พี่เสี่ยวฟง บิดาของข้านับวันก็ป่วย ข้าขึ้นเขาไปเก็บสมุนไพรบ่อยๆ จะไปที่ร้านโอสถข้าก็ไม่มีเงินตำลึงไปซื้อ วันหนึ่งข้าเจอกับผู้อาวุโสคนหนึ่งเขาถามข้าว่าทำไม่ไปเรียน คงเห็นว่าข้าใสชุดสำนักศึกษากระมัง”“แล้วต่อจากนั้นเล่า” ฝางอี้หลุนใจร้อนอยากฟังจนจินเสี่ยวฟงตบศรีษะของเขาให้ฟังเงียบๆ“จากนั้นข้าก็ตอบไปว่า ข้าไปก็ไร้ประโยชน์อาจารย์เหล่านั้นไม่เต็มใจสอนข้า เพราะข้ายากจนไม่มีเงินจ่ายค่าเล่าเรียน ข้าๆๆ ฮือๆๆ ข้าพูดแล้วก็สะท้อนใจนัก ฮือๆๆ ผู้อาวุโสท่านนั้นเห็นว่าข้าอัดอั้นเขาจึงให้ข้าไปเจอกับเขาทุกวันหลังยามเซิน ข้าเรียนกับเขาได้สองเดือนจนพอเกือบจะทันพวกท่านแต่ๆๆ กลับถูกคุณหนูเ
ทางด้านสามคนที่กลับสำนักศึกษาเข้าห้องเรียนก็เดินผ่านคุณหนูทั้งหลายไปนั่งยังที่ประจำเพื่อรออาจารย์ เว่ยซูถิงไม่ได้อยากแต่งงานกับจินเสี่ยวฟงอยู่แล้ว นางแอบชอบรัชทายาทและนางอยากเป็นไท่จื่อเฟยมากกว่า พี่ชายได้ขึ้นชื่อว่ามีบุญคุณช่วยเหลือพระองค์ตอนที่ถูกลอบทำร้ายเมื่อปีที่แล้ว ยามนี้ไท่จื่อมักจะมาพูดคุยสนทนาที่จวนเสมอ นางขอท่านปู่ให้ถอนหมั้นนางกับจินเสี่ยวฟง แต่ท่านปู่ยังไม่รับปากเช่นนั้นนางจะหางทางเอง“หึ จนป่านนี้เพิ่งจะเข้าเรียน จ่ายเงินเข้ามาก็ยังเรียนไม่ได้น่าสงสารจริงๆ”“นี่เว่ยซูถิงสตรีปีศาจอย่างเจ้ากล้าต่อว่าคนอื่นหรือ หึ..อย่าคิดว่าข้าไม่รู้ พี่ชายเจ้าพาเจ้าเข้ามาเรียนที่นี่ อาศัยแอบอ้างผลงานคนอื่นแล้วมาผยอง น่าสมเพช”“สวีข่ายเหยียน เจ้าพูดดีๆ นะใครแอบอ้าง พี่ชายข้าที่ผ่านมาไม่มีสิ่งใดให้ละอาย”“อ้อ..นี่เว่ยซูถิงข้าจินเสี่ยวฟงขอถามสักคำเถอะ พี่เจ้ากระบี่ยังตวัดสะเปะสะปะกลับบอกว่าคนเองเป็นวีรบุรุษอีกหรือ”“จินเสี่ยวฟง เจ้ามันขยะที่เรียนก็ไม่ได้เรื่องข้าจะถอนหมั้นเจ้า”“โย่ว..เจ้ารีบถอนเถอะ สตรีชั่วร้ายเช่นเจ้าใครได้ไปนับว่าชีวิตอัปมงคลยิ่งนัก”“เจ้าๆๆๆ”เว่ยซูถิงอับอายยิ่งนัก ยิ่งบ
ไป่เจินเจินไม่รู้ว่าตนเองกำลังเป็นเป้าสายตาคนกลุ่มหนึ่ง อีกทั้งยังกำลังถูกอาจารย์เจ้าระเบียบหมายหัวอีกต่างหาก นางวิ่งลัดเลาะไปทั่วเขา วางกับดักเอาไว้ หากได้สัตว์ป่าสักตัวนางจะได้ไม่ต้องเสียเงินมาซื้อเนื้อหมูหรือซื้อไก่ สายตาเหลือบไปเห็นอะไรบางอย่างสีขาวๆแวบๆ"หืมนี่มันของดีนี่นา อีกสามวันจะเป็นวันเกิดของท่านย่าพี่ข่ายเหยียนเอาไปให้เขาดีกว่า อย่างน้อยเขาก็ใจกว้าง"ไป๋เจินเจินวางกับดัก คนที่ตามมาดูก็งงว่านางทำอะไรเพื่อจะกลับไปรายงาน ไป๋เจินเจินวางกับดักทั่วภูเขา ที่นางเดินผ่าน ไม่นานก็มีแต่กับดักเต็มไปหมด บุรุษที่เฝ้าสังเกตการณ์ไม่รู้ว่านนางกำลังทำอะไรเห็นนางก้มๆเงย หลังจากวางกับดักแล้วก็ใจเย็นนอนบนกิ่งไม้รอให้เหยื่อมาติดกับสวบ!!เสียงกับดักทำงานแต่ไป๋เจินเจินไม่ลงมาดู ไม่นานก็ได้ยินอีก สวบ!! สวบ!! สวบ!! สวบ!! สวบ!!มู่ถิงน้ำตาคลอนี่มันกับดักบ้าอะไร นังเด็กน้อยนี่ฝีมือไม่ธรรมดาเลย หากเขาจัดการนางคุณชายเอาเรื่องเขาแน่ๆ ดูท่าทางจะสนใจปีศาจน้อยตัวนี้เสียด้วย มูาถิงเดินเขยกๆกลับไปรายงาน ไป๋เจินเจินยิ้มออกมาอย่างชั่วร้าย"เหอะ นึกว่าจะแน่ไอ้คนไม่เอาไหนเอ้ย" จากนั้นก็
จ้าวหย่งเฉิงเอ่ยลาบิดาของสาวน้อยก่อนจะเรียกให้นางตามไป ไป๋เจินเจินเดินตามเขามาด้วยสีหน้าไม่พอใจเท่าไหร่ เมื่อขึ้นบนรถม้าก็นั่งห่างจากเขาราวกับรังเกียจเขานักหนา จ้าวหย่งเฉิงยกยิ้มมุมปาก เด็กคนนี้ต้องสั่งสอนจริงๆรถม้าออกจากตรอกมาได้ครึ่งทางจ้าวหย่งเฉิงนั่งเคาะนิ้วเล่นเบาที่เก้าอี้ก่อนจะลงลมปราณทำให้รถมาสั่นโคลงไปมาทำให้ไป๋เจินเจินถลามาหาเขากอดเขาเอาไว้ทันทีจ้าวหย่งเฉิงโอบแผ่นหลังนางไว้กระซิบข้างหูเบาๆ "ไหนว่าบุรุษน่ารังเกียจ กอดข้าแน่นเพียงนี้หรือว่าข้าเป็นข้อยกเว้น หื้ม""อาจารย์จ้าว ปะ ปล่อยศิษย์เถอะเจ้าค่ะ"มือที่โอบนางเอาไว้ปล่อยเอวบางข้างหนึ่ง ก่อนจะก้มลงช้อนข้อพับแล้วเอาร่างบางมานั่งบนตักตนเอง เขาแผ่ลมปราณให้รถม้าส่ายไปมาจนคนตัวเล็กต้องโอบรอบคอเขาไว้เพราะกลัวตก จ้าวหย่งเฉิงสูดกลิ่นหอมของเส้นผมที่สะอาดบวกกับดอกไม้ที่นางแซมผมเอาไว้ ไป่๋เจินเจินนั่งบนตักเขาจนถึงสำนักศึกษา เขาไม่ให้นางลงได้แต่สั่งคนขับรถม้า"เสี่ยวจง...ไปหาอาจารย์หยุนบอกเอาชุดนักเรียนสตรีมาสามชุด"เสี่ยวจงรับคำแล้วเข้าไปในสำนัก ไป่เจินเจินพยายามดิ้นลงจากตักเขาแต่จ้าวหย่งเฉิงกระซิบข้างหูนาง"นั่งดีๆสิ เ
"ท่านอา ข้าอยากไปเรียนกับอาเจิน เมื่อก่อนคนอื่นๆชอบดูถูกข้า หาว่าข้าไม่เอาไหนทั้งที่เป็นหลานสาวตระกูลบัณฑิต แต่ว่าข้าไม่ชอบคบค้ากับพวกเขานี่เจ้าคะ ตระกูลบัณฑิตจำต้องเก่งทุกคนหรือ อาเจินบอกว่าบางคนเกิดในตระกูลชาวนาทำนาไม่เป็นก็มี บางคนเกิดในตระกูลพ่อค้าขายของไม่เป็นก็มี"ทันทีที่หลานสาวพูดจบเขาก็หันมาหาคนตัวเล็กทันที ไป่เจินเจินพยักหน้าให้กับหายก่อนจะเอ่ยตอกย้ำ"ใช่เจ้าค่ะอาจารย์ ต้นไม้ยังมีตรงมีงอ คนเราไม่จำเป็นต้องเก่งเหมือนกัน บัณฑิตไม่ยอมให้ลูกหลานค้าขายบังคับศึกษาเล่าเรียน แต่กลับกันก็กีดกันพ่อค้ามิให้บุตรหลานรับราชการ ส่วนพวกตนเรียนมาเสียเปล่าดูถูกผู้อื่น แต่ทำตัวยิ่งกว่าขอทานรีดไปเอาเงินพวกเขาเพื่อแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ ยังกล้าเรียกตนเองว่าวิญญูชน""อาเจิน อย่าเสียมารยาท"ไป๋จิ้งหยวนตำหนิบุตรสาว เพราะนอกจากอาจารย์จ้าวแล้วยังมีอีกคนที่เพิ่งเดินออกมา จ้าวหย่งเฉิงมองหน้านาง วาจาเช่นนี้หากคนในสำนักบัณฑิตได้ยินเข้าคงกระอักเลือดตายแน่นอน แต่น่าแปลกคนที่ตระหนักถึงหลักการ มิยอมให้ใครมาทำลายกฎเกณฑ์ที่สร้างมาอย่างเช่นท่านย่าของเขากลับยืนฟังนางเอื้อนเอ่ยสงบนิ่ง ไม่โมโหหรือตำหนิสักนิด จ้าวห
เมื่อเข้าเฝ้าเรียบร้อยแล้ว ฮ่องเต้ก็เสด็จกลับไปยังตำหนักคุณหนิง ไป๋จิ้งหยวนเองก็ตามเสด็จไปด้วย ซ่งหว่านเดินมาดัหน้าเขาก่อนจะเอ่ย"องครักษ์ไป๋ มิเจอกันเสียนานท่านสบายดีหรือ ได้ข่าวว่าปีก่อน ไท่จื่อถูกคนลอบทำร้าย มีองครักษ์ที่ทิ้งหน้าที่คนหนึ่ง""ดูเหมือนจะใช่ ชื่ออะไรนะ ซ่งเอ๋อร์ อืมนั่นมิใช่หลานชายของคุณชายรองบ้านท่านหรอกหรือใต้เท้าซ่ง""หึ...ไป๋จิ้งหยวน ได้ไปไหว้หลุมศพฮูหยินบ้างหรือเปล่า ได้ยินว่าบุตรสาวเพิ่งปักปิ่นมิใช่หรือ หากข้าอยากทาบทามให้หลานชายคนโตของข้า มิทราบว่าใต้เท้าไป๋คิดเห็นเช่นไร"ฮูหยินของเขาถูกพิษเรื่องนี้เขารู้ดี ที่ต้องทำเป็นคนขาเป๋ เป็นเพียงทหารหนีหน้าที่เพราะต้องปกป้องบุตรสาว แต่บัดนี้อาเจินมีคนปกป้องแล้ว สกุลซ่งพวกเจ้าไม่อยากอยู่ก็บอกข้าดีๆสิ"เรื่องเซ่นไหว้ภรรยาใต้เท้าซ่งมิต้องมากังวลหรอก ส่วนบุตรสาวข้านั้นนางมีคู่หมายแล้ว หรือท่านมิได้ฟังราชโองการสมรสพระราชทานของบุตรสาวข้ากับราชครูจ้าว อ้อซ่งหว่านหวังว่าจะไม่ทำให้ท่านเสียหน้าในเรื่องนี้ ต้องขอตัวก่อนดูเหมือนฝ่าบาทจะเรียกหาข้าแล้ว"ไป๋จิ้งหยวนเดินจากไปโดยที่ไม่มองกลับมายังชายชราที่ยืนกำมือแน่น เขาส่งคนไปเยี่ยมบ้
ส่วนซ่งหว่านรอคำตอบอยู่ เขาได้รับการยืนยันแล้วว่ารัชทายาทที่อยู่ในตำหนักบูรพาเป็นตัวปลอม ตัวจริงคงเสียชีวิตไปตั้งแต่เกือบสองปีก่อนแล้วหยางมู่เฉินเดินออกมาอยู่ตรงหน้าฮ่องเต้ก่อนจะกราบทูล"ทูลฝ่าบาท เรื่องอาวุธมิได้หายไปที่ใดพ่ะย่ะค่ะ แต่เนื่องจากคุณภาพที่หลอมออกมานั้นย่ำแย่ กระหม่อมจึงได้หาวิธีหลอมออกมาใหม่ และยามนี้ก็ได้อาวุธที่แข็งแกร่งกว่าเดิมมากนัก"ซ่งหว่านถึงกับส่ายหน้าก่อนจะเดินมาตรงหน้าเขาอย่างไม่เกรงใจ"ไท่จื่อ มิใช่กระหม่อมดูถูกพระองค์ อาวุธเหล่านี้สกุลซ่งของเราดูแลมาตลอด ทรงบอกว่าอาวุธที่มีคุณภาพย่ำแย่เช่นนั้นทรงกล้านำสิ่งที่หลอมใหม่มาเปรียบเทียบหรือไม่เล่าพ่ะย่ะค่ะ"หยางมู่เฉินหันไปทางที่ฮ่องเต้ประทับอยู่ก่อนจะเอ่ย"ฝ่าบาท ที่นี่ท้องพระโรงห้ามพกอาวุธ แต่ลังอาวุธอยู่ด้านนอก จะเสด็จทอดพระเนตรด้วยพระองค์เองหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ"ฮ่องเต้พยักหน้าก่อนจะลุกขึ้น จ้าวหย่งเฉิงอารักขาทันที และคนที่ซ่งหว่านคิดไม่ถึงก็ยืนอยู่ข้างพระวรกายฝ่าบาท ไป๋จิ้งหยวนมิใช่กลายเป็นไอ้คนพิการไปแล้วหรือ ก่อนจะเอ่ยอีกเรื่อง"ฝ่าบาท ไท่จื่อพระองค์นี้คือไท่จื่อหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ"ขุนนางฟังแล้วก็
ไป๋เจินเจินค่อนขอดในใจ คนบ้านี่เอานางมาทิ้งแล้วหายหัวไปสามวันแล้ว พวกนางกำลังขนไหผักดองไปเก็บก็ได้ยินเสียงเรียกชื่อนางเป็นเสียงเรียกที่คุ้นเคย จากนั้นนางก็หันไป ดรุณีน้อยคนหนึ่งยืนยิ้มจนเห็นฟันที่เรียงสวยขาวสะอาดจ้าวลู่ซินวิ่งมาหานางทันที ไป่เจินเจินเค้นความทรงจำเดิม นางคือเพื่อนสนิทของเจ้าของร่าง แต่เพราะขี้เกียจเรียนหนังสือ จึงถูกท่านย่าทวดของนางพาไปไหว้พระด้วยและเพิ่งกลับมา "อาเจิน ข้าได้ยินว่าท่านอาพาคนมาพักที่นี่ไม่คิดว่าจะเป็นเจ้า""ท่านอาหรือ..อาจารย์เป็นบุตรชายคนเดียวของมหาราชครูจ้าวเหว่ย อาซินเจ้าเป็นญาติฝ่ายไหนตาแก่จ้าวกันหรือ"คนที่เพิ่งลงมาจากรถม้าถึงกับสะอึก ตาแก่จ้าวหรือ ว่าที่หลานสะใภ้นางนี่วาจาช่างร้ายกาจจริงๆ มิน่าเจ้าหลานบ้าถึงถูกใจ ชอบสตรีโลดโผนแบบนี้สินะ เฮ้อ"ซินเอ๋อร์..อย่าเสียมารยาท""เจ้าค่ะท่านย่าทวด อาเจินนี่ท่านย่าทวดของข้า อ้อท่านปู่จ้าวเหว่ยบิดาของท่านอาหย่งเฉิงเป็นพี่ชายของท่านปู่ข้าน่ะ"ไป๋เจินเจินยอบกายคารวะหญิงชราทันทีที่จ้าวลู่ซินเอ่ยจบ พร้อมกับอีกสามคนก็คำนับเช่นกัน"ข้าน้อยไป๋เจินเจินคารวะไท่ฮูหยิน ขอให้ไท่ฮูหยินมีสุขภาพแข
ไป๋เจินเจินยังคงอึ้งอยู่ ดูเหมือนการแต่งงานครั้งนี้มิใช่เรื่องปกติ ศัตรูของบิดามีอำนาจหรือ ยิ่งใหญ่แค่ไหนถึงกับต้องให้นางไปหลบภัยที่อื่น มิน่าเขาแปลกๆมาหลายวันแล้ว ส่วนจ้าวหย่งเฉิงเองก็คงอยากรับผิดชอบในวันนั้นที่เขาเห็นเรือนร่างนาง แต่งได้ก็หย่าได้ เอาเป็นว่าหาหลุมภัยก่อนแล้วกัน รอให้สืบแน่ชัดว่าศัตรูบิดาเป็นผู้ใดค่อยว่ากัน เรือมาถึงริมตลิ่ง จ้าวหย่งเฉิงก็ลุกขึ้นอุ้มนางแล้วดีดตัวขึ้นฝั่ง ไป๋เจินเจินขึ้นไปนั่งบนรถม้าเรียบร้อยแล้ว มีกรงเพียงพอนอยู่บนรถม้า เสี่ยวจงกลับไปเอาเพียงพอนมาให้นางหรือ แปลว่าท่านพ่อคงจะไม่กลับไปที่บ้านหลังนั้นอีก แล้วสหายของนางอีกสามคนเล่ารถม้าเคลื่อนไปแล้ว จ้าวหย่งเฉิงรู้สึกว่าที่นางไม่โวยวายนั้นแปลกมาก ด้วยนิสัยของนางไม่น่าจะสงบ แปลว่านางกำลังหาทางรู้ความจริง ต้องไม่ให้นางสืบได้อะไร มิเช่นนั้นจะปกป้องนางลำบาก เขาจึงเอ่ยกับนาง"พี่รับสามคนนั้นเป็นลูกศิษย์ส่วนตัว พวกเขาจะมาพักที่เรือนไผ่ พวกเจ้าจะได้เรียนด้วยกัน ห้ามสนิทมากเกินไปพี่หึง""ใครเขาจะคิดอกุศลเช่นท่าน คนเอาแต่ใจ""มานี่ มานั่งตักดีๆอย่าดื้อ""เฮ้อ..ไม่หนักหรือข้าตัวใ
จ้าวหย่งเฉิงพายเรือมาจนถึงกลางบึง เขาเลี้ยวเข้าไปยังกลางดงที่มีใบบัวบังหนาแน่น เรือลำใหญ่พอให้เขาได้นอนเหยียดยาว จ้าวหย่งเฉิงกระเถิบมาหาคนตัวเล็กก่อนจะนอนหนุนตักนาง ไป๋เจินเจินทำอะไรไม่ถูก เมื่อวานก็จูบนาง วันนี้ก็จูบนาง ตอนนี้ยังมานอนหนุนตักอีก มือบางไม่รู้จะเอาไปวางตรงไหน นางเงอะงะไปหมด จ้าวหย่งเฉิงรวบมือสองข้างของนางมาจูบแล้วนำมาแนบกุมเอาไว้ที่หน้าอกตนเอง เขาหลับตาปล่อยให้เรือลอยไปเรื่อยๆตามกระแสน้ำเอื่อยๆ นี่เพิ่งจะยามซื่อ ใบบัวชูก้านสูงช่วยบังแดดได้ดี ไป๋เจินเจินเห็นเขาหายใจสม่ำเสมอ คนบ้านี่นอนหลับบนเรือจริงๆด้วย ไม่กลัวเรือล่มตกน้ำตกท่านหรือไงนะ จ้าวหย่งเฉิงไม่ได้หลับ เขารู้สึกถึงอารมณ์คนที่นั่งอยู่ นางกำลังเกร็งตัว เขาแอบอมยิ้ม ไปๆมาๆก็หลับไปจริงๆ เรือลอยมาจนถึงกอบัวหนาแน่นไปต่อไม่ได้มันจอดอยู่ตรงนั้น ไป๋เจินเจินหาวเหมือนกัน เมื่อคืนเหมือนนอนไม่อิ่มเลย นางนั่งสัปหงก จ้าวหย่งเฉิงลืมตามามองก่อนจะลุกขึ้นนั่ง"ง่วงหรืออาเจิน นอนกับพี่ไหม""อื้อ อาจารย์มันฟังดูแปลกๆนะเจ้าคะ เรียกท่านลุงยังพอฟังขึ้นบ้าง อื้อ"คนตัวโตรั้งนงมาจูบ เรือที่จอดอยู่โคลงทันที
เมื่อมื้อเช้าผ่านไปไป๋เจินเจินก็เดินกอดกระดานเลื่อนออกจากบ้าน จ้าวหย่งเฉิงให้นางไปก่อน เขารั้งอยู่เพื่อที่จะพูดคุยกับไป๋จิ้ง เมื่อบุตรสาวไปรอบนรถม้าแล้วทั้งคู่จึงได้สนทนากัน"ท่านราชครู..มีเรื่องอันใดหรือขอรับ""ใต้เท้าไป๋ สกุลหวงกลับมาครั้งนี้ดูเหมือนจะวางแผนบางอย่าง รัชทายาทคนนั้นท่านพบหรือยัง""ข้าพบแล้วและได้แจ้งข่าวไปแล้ว อีกอย่างเมื่อคืนมีคนบุกรุกบ้านข้า ท่านราชครูข้าบอกตามตรงข้าเป็นห่วงอาเจิน หากนางแต่งงานกับท่านข้าจะได้หมดห่วง แต่นางเด็กเกินไปข้าเกรงว่าท่านจะปวดหัวกับนาง""ข้ารู้วิธีปราบพยศนาง แต่ท่านจงอย่าลืมหากแต่งงานกับข้าแล้วนางมิอาจแต่งกับใครได้อีก ท่านจะยอมใช้แผนนี้ปกป้องนางจริงๆหรือ""ขอเพียงท่านเมตตานาง หากเสร็จเรื่องสกุลหวง ข้าจะพานางไปอยู่ที่อื่น ไกลจากเมืองหลวงไร้คนรู้จัก หากนางอยากแต่งงานขอเพียงบุรุษนั้นเป็นคนดี รักนางจริงใจข้าก็ยินดี"จ้าวหย่งเฉิงพยักหน้า หย่านางหรืออย่าได้หวัง ในเมื่อท่านขอร้องให้ข้าช่วยคุ้มครองบุตรสาวท่าน ข้าก็เสนอเรื่องแต่งงาน ท่านรับปากยกนางให้ข้าเองนะไป๋จิ้งหยวน ไป๋เจินเจินสามีเจ้าคือข้า วันนี้วันหน้าเจ้าก็คือฮูหยินขอ
ยามไป๋เจินเจินตื่นขึ้นมาแล้ว เมื่อคืนคลับคล้ายคลับคลาว่าบิดาเหมือนจะเข้ามาในห้อง หอมหน้าผากนางอีกทั้งยังห่มผ้าให้อีกด้วย ก่อนหน้านั้นได้กลิ่นแปลกๆเหมือนเป็นกำยาน กระทั่งบิดาเดินมาเห็นบุตรสาวหยุดยืนมองที่พื้นบ้าน ไป๋เจินเจินสังเกตเห็นรอยคล้ายคราบรูปร่างของคนที่นอนอยู่ มันเหมือนกับเวลามีเหตฆาตกรรมหรือมีอุบัติเหตุจะมีการมาร์คจุดเอาไว้ แต่นี่มันเบาบางมาก แต่ก็คล้ายๆคนนอนตายอยู่ตรง"อาเจิน ลูกมองอะไรหรือ""เอ่อ อ้อ ท่านพ่อเมื่อคืนท่านได้ยินอะไรหรือไม่เจ้าคะ""อืม..พ่อเคยเป็นเจ้าหน้าที่มาก่อนน่ะ มีคนบุกรุกบ้านของเรา แต่ราชครูส่งคนมาคอยดูแลลูกกับพ่อจึงได้ปลอดภัย""อาจารย์จ้าวหรือเจ้าคะ เขารู้ได้อย่างไรว่าจะมีคนมาบุกรุกที่บ้านของเรา""ดูเหมือนเรื่องที่ลูกจับเพียงพอนมาได้น่าจะมีคนรู้เรื่อง อาเจินลูกอยากย้ายบ้านมาตลอด เช่นนั้นพ่อจะยอมย้าย หลังจากพิธีปักปิ่นแล้ว พ่อมีเรื่องสำคัญจะบอกกับเจ้า""เรื่องอันใดเจ้าคะ อีกอย่างเราจะย้ายไปที่ใดกัน ท่านพ่อข้ามีเงินเก็บอยู่เอ่อ สามพันตำลึงหาบ้านดีๆไม่ต้องใหญ่อยู่นอกเมือง สงบๆดีไหมเจ้าคะ""อืม..ลูกไปเอาเงินมาจากไหนมากมายเพียงนั้น""ลูก
ไป๋จิ้งเดินออกมาข้างนอกก็เจอกับคนที่ไม่คิดว่าจะเจอ เขาถอนหายใจก่อนจะเบี่ยงตัวให้อีกฝ่ายเข้ามาในบ้าน"เหตุใดทรงลงจากเขาพ่ะย่ะค่ะไท่จื่อ สกุลซ่งไม่นอนใจเรื่องครั้งนั้นว่ากระหม่อมรู้เห็นแผนการกบฏหรือไม่ อีกอย่างรัชทายาทตัวปลอมเองก็ไม่รู้เรื่องราวทั้งหลายที่เกิดขึ้น หากซ่งหว่านอยากพบปะพูดคุยกับพระองค์ เด็กคนนั้นจะทำหน้าที่ได้ดีหรือไม่""สกุลซ่งเป็นบ้านเดิมองค์ชายห้า เขาอยากให้หยางตงชิงขึ้นดำรงตำแหน่งรัชทายาทแทนข้า เพียงแต่มารดาของเขาเป็นเพียงเฟย ส่วนข้ามารดาคือฮองเฮาแผนการก่อกบฏ จึงดำเนินมาเรื่อยๆ""รัชทายาทที่ตำหนักบูรพาคนนั้นเก่งกาจไม่น้อย แม้จะถูกลอบฆ่าบ่อยครั้งแต่ยังคงรอดมาได้ เรื่องนี้ฝ่าบาทไม่ระแคะระคายยังคงคิดว่าคนนั้นคือพระองค์อยู่""อืม..หานสุ่ยติดตามข้ามาตั้งแต่เขาห้าขวบยี่สิบปีมานี้เขาไว้ใจได้ เรื่องคุณหนูสกุลเว่ยคนนั้นที่มีเรื่องกับบุตรสาวท่านดูเหมือนจะพอใจในตัวหานสุ่ยไม่น้อยเลยนะท่านอาจารย์""ได้ยินว่านางหมั้นหมายอยู่กับคนสกุลจิน นางถูกเจ้าขับออกจากสำนักคงคิดแค้นแม่หนูน้อยอาเจินของข้าเสียแล้วล่ะ ราชครูจ้าว" "จินเสี่ยวฟงมิได้ชอบนาง ทะเลาะกันทุกครั้งที่เจอหน้า