อาจเป็นเพราะสัญชาตญาณของนักรบ เมื่อรู้สึกได้ถึงสายตาที่จ้องมองมาจากมุมหนึ่ง เยี่ยนหยางจงพลันหันศีรษะไปยังทิศทางเป้าหมาย และทันทีที่สบนัยน์ตาสีน้ำหมึกที่ให้ความรู้สึกแน่วแน่ระคนดื้อดึง เขาก็เก็บประกายสังหารลงทันที แต่สิ่งที่ทำให้รองแม่ทัพหนุ่มรู้สึกประหลาดใจอย่างยิ่งก็คือสตรีผู้นั้นมิได้หวั่นไหวหรือหวาดกลัว กลับมองตอบมาด้วยความสงบนิ่ง ไม่แม้จะตกใจที่ถูกเขาจับได้ว่านางลอบพิจารณาตนอยู่
ช่างใจเด็ดนัก!
ความจริงแล้ว จ้าวกุ้ยอินรู้สึกเย็นเยียบไปทั้งกาย ขนทุกเส้นลุกชัน กระแสสายตาราวคมมีดของเขานั้นบาดลึกถึงกระดูก นางแทบทรุดตัวลงกับพื้น แต่ยังทำใจดีสู้เสือ โดยฝืนมองอย่างสงบนิ่ง ยังโชคดีที่อีกฝ่ายเก็บแววอำมหิตกลับไปแทบจะทันที ทำให้ยามนี้นางยังสามารถปั้นท่าทางสูงส่งได้โดยที่หน้ายังไม่เปลี่ยนสี
ที่แท้ก็เสือร้าย อยู่ให้ห่างไกลเขาเอาไว้จะดีกว่า...
เมื่อคิดได้ดังนั้น จ้าวกุ้ยอินก็คร้านจะสนใจเยี่ยนหยางจงอีก อีกฝ่ายจะเป็นพยัคฆ์ซ่อนลายหรืออะไรก็ช่าง ล้วนไม่เกี่ยวข้องกับนาง
ในขณะที่จ้าวกุ้ยอินคิดจะเก็บสายตากลับมาแล้วไปช่วยบิดาตรวจตราความเรียบร้อย หางตาก็เหลือบเห็นดรุณีแรกแย้มในอาภรณ์สีเขียวที่ดูสดใสอิ่มเอิบ หากจะเปรียบผู้ที่กำลังก้าวเข้ามา ก็คงเหมือนดั่งดอกเหลียนฮวา[1] ที่กำลังเบ่งบานล่อหลอกหมู่ภมรอยู่กลางน้ำ ทั้งบอบบางและแสนบริสุทธิ์ แน่นอนว่าสตรีที่ให้ความรู้สึกเยี่ยงนี้จะเป็นผู้ใดมิได้นอกจากบุตรีเซวียนผิงโหว “ถางซือเซียน”
นัยน์ตาเรียวสวยหรี่ลง โทสะจาง ๆ แผ่ออกมาอย่างไม่อาจสะกดกลั้น
หากความเกลียดชังสามารถเผาผลาญผู้ใดให้เป็นจุณได้ จ้าวกุ้ยอินก็คงอยากจะทำเช่นนั้นกับถางซือเซียนเป็นคนแรก ที่นางต้องถูกฉินอ๋องหมางเมินมาจนถึงทุกวันนี้ย่อมเป็นเพราะดรุณีท่าทางอ่อนแอ แต่ที่แท้เป็น ‘นางปีศาจตัวหอม’ ที่ใช้กลิ่นกายยั่วยวนบุรุษให้หลงหัวปักหัวปำผู้นี้นี่เอง
มีไม่กี่คนที่รู้ความลับนี้ กลิ่นกายของถางซือเซียนนั้นสามารถทำให้ผู้ที่ดอมดมเกิดความรู้สึกยินดีได้ ด้วยเหตุนี้มู่เลี่ยงหรงจึงโปรดปรานนางยิ่งนัก แต่สำหรับจ้าวกุ้ยอินกลับมองว่าความวิเศษนี้คือเภทภัย คงมีแต่ปีศาจเท่านั้นที่ร่ายมนตร์สะกดผู้คนให้ต่างหลงใหลได้ เพราะไม่ใช่แค่ฉินอ๋องเท่านั้น แม้แต่จ้าวเฟิงเหลยพี่ชายนางก็ถูกนังแพศยาน้อยนี่ล่อลวง จนเป็นเหตุให้บุรุษทั้งคู่ต้องผิดใจกัน
นี่ขนาดยามนั้นนางอายุยังไม่ถึงวัยปักปิ่น ยังก่อความวุ่นวายได้ถึงเพียงนี้ หากนางถึงวัยสาวสะพรั่งจะไม่สร้างความโกลาหลไปทั้งเมืองเลยหรือ...
จ้าวกุ้ยอินเชื่อมาตลอด ว่าอีกไม่นานกลิ่นจรุงจิตที่ติดกายถางซือเซียนจะต้องนำโชคร้ายมาสู่บุรุษที่เกี่ยวข้องกับนางแน่นอน แต่แทนที่จ้าวเฟิงเหลยจะตาสว่าง กลับทำทุกวิถีทางเพื่อให้ได้อีกฝ่ายมาเป็นจวิ้นหวางเฟย[2] พี่ชายของตนเองช่างโง่เขลาเหลือเกิน ระหว่างเชื้อพระวงศ์สายตรงกับอี้ซิ่งอ๋อง[3]อย่างตระกูลจ้าว นางปีศาจจอมยั่วย่อมหมายตำแหน่งฉินหวางเฟยอยู่แล้ว
ใบหน้าประณีตละเมียดละไมแขวนรอยยิ้มหยัน เมื่อเห็นถางซือเซียนตรงเข้าไปหาเยี่ยนเยว่ฉีแล้วพูดคุยกันอย่างสนิทสนม นังปีศาจน้อยคงคิดประจบประแจงว่าที่พระชายาเพื่อจะได้แต่งเข้าจวนฉินอ๋องได้โดยง่าย
เอาเถอะ...เรื่องแบบนี้ก็มีให้เห็นจนชินตา ในเมื่อความพยายามเอาตัวเข้าแลกแบบที่ผ่านมาไร้ผล ถางซือเซียนเองก็พลาดตำแหน่งฉินหวางเฟย จึงมีแต่ต้องทำเช่นนี้เท่านั้น จะว่าไปก็น่าสมเพชยิ่งนัก
ระหว่างที่กำลังเยาะหยันคู่แข่งของตนเองอยู่ในใจ คนสนิทของบิดาก็เข้ามาแจ้งกับนางว่าฉินอ๋องขอให้ช่วยจัดที่นั่งของตระกูลเยี่ยนกับถางซือเซียนในส่วนของประธาน ซึ่งเป็นตำแหน่งที่ดีที่สุดในโรงละคร
แม้จะไม่ชอบใจ แต่ก็ไม่อาจทำอันใดได้ ผู้แทนพระองค์เอ่ยปาก นางมีแต่ต้องทำตามเท่านั้น
จ้าวกุ้ยอินเชิดหน้า เก็บความขุ่นเคืองไว้ภายใน แล้วออกคำสั่งให้คนจัดที่นั่งใหม่ตามความประสงค์ของประธานในคืนนี้ แน่นอนว่านางจำต้องสวมหน้ากากสตรีสูงศักดิ์ที่แสนสง่างามเอาไว้ เพราะเมื่อตนเองเดินออกไปที่ตรงนั้น ย่อมมีสายตาสอดรู้สอดเห็นมองมาอย่างไม่ต้องสงสัย
ผ่านไปครู่หนึ่ง หลังจากได้รับคำยืนยันว่าจัดที่นั่งให้แขกกิตติมศักดิ์เรียบร้อยแล้ว ร่างอรชรในชุดสีแดงเพลิงจึงเคลื่อนไปยังกลุ่มบุรุษและสตรีที่โดดเด่นเบื้องหน้า
ชั่วขณะที่จ้าวกุ้ยอินก้าวสู่ห้องโถงใหญ่ ฉินอ๋องไม่ได้เหลือบแลผู้มา เพราะถูกดึงดูดความสนใจทั้งหมดเอาไว้โดยคู่หมั้นคนงามของตนเอง ทว่าในตาเหยี่ยวเฉียบคมคู่หนึ่งกลับเคลื่อนไปหยุดบนเงาร่างสวยสง่าราวนางพญาของจ้าวกุ้ยอินอย่างอดใจมิได้
แม้เยี่ยนหยางจงจะเฝ้าบอกตนเองว่าสตรีในใต้ล้าล้วนเหมือนกันหมด แต่ไม่รู้เพราะเหตุใดเขาจึงไม่อาจละสายตาจากสตรีที่มีนัยน์ตาดุจนางม้าป่าผู้นี้ได้ลง
รองแม่ทัพหนุ่มพลันย้อนคิดถึงวันงานชมดอกเหมยในวังหลวงที่ผ่านมา ภาพเงาร่างงดงามเคลื่อนไหว สะบัดผ้าพลิ้วแผ่ว แต่ละท่วงท่าอ่อนช้อย ทว่าแข็งแรงมีพลัง ทำให้ดูทรงเสน่ห์ยามร่ายรำอย่างยิ่ง
นางพรายในชุดระบำสีขาวยังคงประทับในห้วงคำนึง ถึงวันนั้นนางไม่แม้แต่จะเหลือบแลเขา แต่แววตาเจือความเศร้าสร้อยที่เล็ดลอดออกมาเพียงชั่วขณะหนึ่ง กลับทำให้เขาอยากค้นหาสตรีว่าเย่อหยิ่งจองหองที่น้องชายให้เขาพึงระวังมีโฉมหน้าแท้จริงเป็นอย่างไรกันแน่
จ้าวกุ้ยอินปรับอารมณ์ เก็บแววอาฆาตโกรธขึ้งไว้ภายใน แล้วแขวนรอยยิ้มงดงามบนใบหน้าสวยได้รูปแทน นางเยื้องกรายเข้าไปหามู่เลี่ยงหรง พร้อมแจ้งจุดประสงค์ว่าบิดาให้ตนมานำทางเขาและผู้ติดตามไปยังที่นั่ง มู่เลี่ยงหรงไม่ได้มากวาจา เพียงพยักหน้าแล้วเดินตามนางไปยังที่นั่งประธาน
ในที่สุดคนทั้งหมดก็นั่งลงในตำแหน่งที่ถูกจัดเตรียมเอาไว้
เยี่ยนหยางจงยังคงลอบพิจารณาโฉมสะคราญในชุดสีแดงเพลิงอยู่เงียบ ๆ
จ้าวกุ้ยอินเปล่งปลั่ง ผิวนวลขาวผ่องดุจน้ำค้างแข็งในฤดูหนาว อวบอิ่มงดงามราวหยางกุ้ยเฟยสมคำร่ำลือ ถึงแม้ภายนอกจะดูเหมือนสตรีอ่อนแอทั่วไป แต่ดวงตาคู่นั้นเต็มเปี่ยมไปด้วยแววดื้อรั้นดุจนางม้าป่า ช่างพยศดุดันยากจะกำราบ
ยิ่งมอง...เขายิ่งแทบไม่เชื่อว่าหญิงสูงศักดิ์จะให้ความรู้สึกเช่นนี้ได้
และแล้วความรู้สึกหนักอึ้งสายหนึ่งก็ผ่านเข้ามาในห้วงคิด ทำให้เยี่ยนหยางจงตัดสินใจดึงสายตากลับ พยายามบอกตนเองว่ารูปลักษณ์ตรงหน้านั้นก็เป็นแค่สิ่งลวงตา
สตรีงดงามมีแต่จะนำความโชคร้ายมาสู่ท่าน เสียงของเยี่ยนจิ้นหลิงในห้วงจำดังสะท้อนไปมาราวกับหลอกหลอน ด้วยเหตุนี้เขาจึงพยายามอยู่ให้ไกลจากเหล่าหญิงงามทั้งหลายเสมอ ทว่าสำหรับธิดาจ้าวอ๋องผู้นี้...
“น่าเสียดาย...” เสียงถอนหายใจแผ่วเบาจนแทบไม่ได้ยิน
“พี่ใหญ่ นางไม่คู่ควรให้ท่านคิดถึงด้วยซ้ำ” เยี่ยนจิ้นหลิงเอ่ยเสียงเย็น “บางอย่างภายนอกดูดี ทว่าภายใน...เน่าเฟะ”
“ข้ารู้...” แม้จะตอบเช่นนั้น แต่นัยน์ตาคมปลาบกลับไหววูบชั่วขณะหนึ่ง เพราะรู้สึกค้านในใจ
เยี่ยนจิ้นหลิงไม่ได้สนใจนักว่าพี่ชายจะมีความคิดเช่นไร เพราะสิ่งสำคัญที่สุดตอนนี้คือสวัสดิภาพของเยี่ยนเยว่ฉีในอนาคต เขาโบกพัดหยกม่วงในมือไปมา นัยน์ตาที่ปกติจะฉายแววขี้เล่น บัดนี้แปรเปลี่ยนเป็นจิ้งจอกหิวโซที่กำลังจ้องตะครุบเหยื่อ
“พี่ใหญ่...ท่านรู้หรือไม่ข้ามิได้ล้อเล่นกับท่านพ่อ” จู่ ๆ จิ้งจอกสีเงินก็พูดโพล่งขึ้นมา
“เจ้าประสงค์เช่นนั้นจริง ๆ หรือ” เยี่ยนหยางจงหรี่ตา คิดถึงสิ่งที่ของน้องชายเอ่ยกับบิดาก่อนออกจากจวนมา ว่าอยากให้วันนี้มีคน ‘ตาย’ จริง ๆ
เยี่ยนจิ้นหลิงยกยิ้ม แล้วหยิบกระดาษแผ่นหนึ่งออกมายื่นให้เยี่ยนหยางจง รอจนกระทั่งผู้เป็นพี่ชายหน้าเปลี่ยนสี จึงหัวเราะเบา ๆ แล้วเอ่ยถามเหมือนเป็นเรื่องสนุก “ท่านกล้าลงมือหรือไม่เล่า”
“ถ้าข้าไม่กล้า...” เป็นครั้งแรกที่เขารู้สึกหวั่นใจกับสิ่งที่น้องชายร้องขอให้ทำตาม
“จุ๊ ๆ พี่ใหญ่ ล้อจิ้นหลิงเล่นใช่หรือไม่ คำตอบนั้นท่านน่าจะรู้ดีกว่าผู้ใด”
“ร้ายแรงหรือไม่”
“ก็น่าจะร้ายพอ ๆ กับที่ท่านเคยลิ้มรส”
“...” เยี่ยนหยางจงนิ่งอึ้ง อดคิดถึงเรื่องในอดีตไม่ได้ ยามนั้นเขาเป็นเพียงชายหนุ่มเลือดร้อนที่เลือกทำตามหัวใจ โดยไม่สนคำทัดทานของน้องชาย เป็นเหตุให้ตนเองได้รับความเจ็บปวดอันแสนสาหัสมาแล้ว
หากครานี้เขาเลือกเชื่อความรู้สึกของตัวเองอีก ผลลัพธ์ที่ตามมาจะเป็นเช่นไร แล้วที่ว่า ‘ร้ายแรง’ จะร้ายแรงปานใด
เมื่อคู่สนทนานั่งนิ่ง ไม่เอ่ยอะไรอีก เยี่ยนจิ้นหลิงก็หันหน้ากลับไปยังเวที เผยรอยยิ้มที่มุมปาก
“งิ้วใกล้แสดงแล้ว”
ตลอดการแสดงหัวใจและสายตาของคนสองคนในที่นั้นไม่ได้อยู่กับตัวจ้าวกุ้ยอินลอบมองไปทางที่นั่งประธานอยู่บ่อยครั้ง และทุกทีที่เห็นมู่เลี่ยงหรงมองเยี่ยนเยว่ฉีอย่างอ่อนโยนก็เจ็บในอกจนแทบกระอักเลือด ต้องปลอบตนเองด้วยเรื่องของถางซือเซียนที่ตกกระป๋องเหมือนกัน จึงพอจะทำให้ความร้าวรานทุเลาเบาบางลงบ้างหนักเข้าจ้าวกุ้ยอินก็ยุจ้าวเฟิงเหลยให้ไปสู่ขอถางซือเซียนเสียเลย สำหรับนางแล้วหากให้ยอมรับนังปีศาจตัวหอมนั่นเป็นพี่สะใภ้ ยังง่ายกว่าทนมองให้นางขึ้นเกี้ยวเข้าจวนฉินอ๋องเป็นไหน ๆส่วนเยี่ยนหยางจงก็เฝ้ามองจ้าวกุ้ยอินพลางครุ่นคิดบางอย่างอยู่เงียบ ๆ ผ่านไปครู่หนึ่ง รองแม่ทัพหนุ่มถึงเบนสายตากลับมาหาเยี่ยนจิ้นหลิงอีกครั้งน้องชายของเขามีความสามารถในการทำนายอย่างหาตัวจับได้ยาก นอกจากนั้นยังมีญาณวิเศษ ทว่าทุกสิ่งที่เห็นนั้นเจ้าตัวจะไม่มีวันเอ่ยออกมาตรง ๆ เป็นอันขาด โดยให้เหตุผลว่าการเผยลิขิตสวรรค์นำมาซึ่งผลลัพธ์อันน่ากลัว ดังนั้นที่ผ่านมาหากเป็นเรื่องเกี่ยวกับการศึก บิดาและเขาจะปฏิบัติตามคำแนะนำของผู้ที่มีฉายาว่า ‘จิ้งจอกสีเงินแห่งแคว้น’ โดยเคร่งครัดแต่พอเป็นเรื่องส่วนตัว น้องชายของเขามักจะเอ่ยเตือนเป็นนัย ๆ
“วางใจเถิด ชีวิตสตรีเจ้าปัญหาผู้นั้นอยู่ในมือท่านแล้ว จิ้นหลิงไม่หาทางฆ่านางทีหลังแน่”สิ้นคำของน้องชาย เยี่ยนหยางจงจึงรู้สึกผ่อนคลายขึ้นมาเล็กน้อย นับจากนาทีนี้ไป เขาแค่ประกบจ้าวกุ้ยอินเอาไว้ไม่ให้คลาดสายตาเท่านั้นก็พอเมื่อม่านบนเวทีถูกปิดลง เสียงปรบมือโห่ร้องชื่นชมดังไม่ขาดสาย แม้แต่ฉินอ๋องก็ร้องว่าดีติดกันถึงสามครั้งตามธรรมเนียมปฏิบัติฮ่องเต้จะต้องเป็นผู้ให้รางวัลกับนักแสดงทั้งหลาย ในเมื่อโอรสสวรรค์ไม่เสด็จมาก็เป็นหน้าที่ของผู้แทนพระองค์ นักแสดงทั้งหมดออกมาทำความเคารพฉินอ๋อง จากนั้นก็เดินเข้าไปรับรางวัลทีละคนขณะผู้เป็นประธานกำลังจะมอบรางวัล พลันเกิดเสียงดังเอะอะเกิดขึ้นภายในโรงละคร คนร้ายในชุดสีดำสนิทราวสามสิบคนตรงเข้าทำร้ายแขกเหรื่อ“ฆ่าขุนนางชั่วพวกนี้ให้หมด!” เสียงตะโกนดังลั่น นักฆ่าทั้งหลายแยกย้ายกันจู่โจมเพียงชั่วพริบตาสามารถเปลี่ยนงานรื่นเริงให้กลายเป็นทะเลโลหิต เสียงกรีดร้องท่ามกลางความโกลาหล ดาบและกระบี่กระทบกันอย่างแรงจนเกิดสะเก็ดไฟ องครักษ์เงาของเชื้อพระวงศ์เผยตัว ต่างรุมล้อมผู้เป็นนายของตนเอาไว้จ้าวอ๋องหน้าซีดเผือด งานแสดงงิ้วประจำปีที่เพียรจัดขึ้นกลับมีคนร้ายแฝงตัว
เยี่ยนหยางจงมองภาพตรงหน้าอย่างสงบนิ่ง บางจังหวะก็หัวเราะเบา ๆ ออกมา หากไม่เห็นศพกองอยู่ตรงหน้า ผู้อื่นย่อมนึกว่าเขากำลังชมงิ้วด้วยความเบิกบานใจอยู่เป็นแน่จ้าวกุ้ยอินก็เช่นกัน นางจำได้ดี บิดาเคยเปรยให้ฟังว่าแม่ทัพใหญ่และบุตรชายเก่งกล้าสามารถ แต่ตอนนี้เห็นเพียงบุรุษเอื่อยเฉื่อยที่มองคนสู้กันอย่างหน้าตาเฉยผู้หนึ่งเท่านั้น ทำให้นางนึกเดียดฉันท์เยี่ยนหยางจงอย่างยิ่ง“นี่หรือ ผู้ที่เคยสังหารแม่ทัพแคว้นเป่ย เกรงว่าจะเป็นแค่ราคาคุยเสียมากกว่า”ครั้นน้ำเสียงกระจ่างใสเจือความเย้ยหยันลอยมาจากด้านหลัง เยี่ยนหยางจงหรี่ตา กำแส้ในมือแน่นขึ้นเล็กน้อย แต่ยังรักษาความสงบนิ่งเอาไว้ได้ หน้าที่ของเขามีเพียงกันจ้าวกุ้ยอินให้ห่างจากฉินอ๋องเท่านั้น ส่วนเรื่องจัดการนักฆ่าเหล่านี้ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของผู้อื่นจากการประเมิน หากเยี่ยนจิ้นหลิงไม่ติดเล่นจนเกินไป เพียงหนึ่งก้านธูปก็กำจัดได้หมดแล้ว ไม่ต้องถึงมือเขาหรอก“ที่แท้ รองแม่ทัพเยี่ยนก็แค่คนขี้ขลาดตาขาว ไร้ประโยชน์สิ้นดี”“...” ประโยคเชือดเฉือนลอยเข้ามากระทบโสตอีกระลอก ตนเองเป็นคนเช่นไรเยี่ยนหยางจงย่อมรู้ดีแต่...คนงามไม่รู้นี่!ครั้นหันกายกลับไปเผชิญหน้ากั
เมื่อจัดการทุกอย่างเรียบร้อย มู่เลี่ยงหรงปรับสีหน้าเป็นปกติดุจเดิม พลันสาวเท้าตรงไปหาเยี่ยนเยว่ฉีแล้วดึงมือของนางมากอบกุมเอาไว้ เขาปลอบประโลมคู่หมั้นสาวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน ไม่หลงเหลือความดุดันแม้แต่น้อย อากัปกิริยาที่แสดงออกบ่งบอกถึงความห่วงหาอาทร ทั้งหมดนี้สร้างความเจ็บปวดและริษยาให้สตรีอีกผู้ที่มองมาจากอีกมุมหนึ่งอย่างช่วยไม่ได้จ้าวกุ้ยอินเม้มริมฝีปากแน่น เล็บแหลมคมจิกเข้าที่ฝ่ามือเพราะเผลอกำหมัดอย่างแรง แต่ความเจ็บเพียงเท่านี้ก็ไม่เท่าที่ดวงใจถูกบีบรัด นางเองก็เป็นห่วงมู่เลี่ยงหรงไม่แพ้สตรีผู้นั้น เพียงแต่ไม่อาจทำสิ่งใดได้สุดท้ายก็ปลอบใจตนเองว่าอีกไม่นานไทเฮาจะทรงพระราชทานสมรสให้พวกเขา เมื่อถึงเวลานั้นนางไม่เชื่อว่าชายในดวงใจจะไม่แลเห็นคุณธรรม ความสามารถ และส่วนที่ดีงามภายในจิตใจของตนเองแม้เยี่ยนเยว่ฉีมีรูปโฉมสะคราญตา แต่ตนเองก็เป็นหนึ่งในยอดพธู หนำซ้ำศักดิ์ฐานะก็เหนือกว่าหลายขุม อีกทั้งเรื่องเล่ห์กลในเรือนหลังนางล้วนเห็นมาจนชินตา ย่อมไม่มีทางเพลี่ยงพล้ำให้อีกฝ่ายโดยง่าย ขอเพียงนางช่วงชิงความโปรดปรานจากมู่เลี่ยงหรงมาได้ ก็ไม่มีสิ่งใดที่จะต้องกลัวอีกต่อไปเหตุการณ์สงบลงแล้ว คนร้า
เมืองหลวง แคว้นหาน โรงละครเป่าชางนับว่าเป็นสถานเริงรมย์อันใหญ่โตโอ่อ่าที่สุดในแคว้นหาน ทุก ๆ ปี ตระกูลจ้าวซึ่งมีฐานะเป็นพระญาติใกล้ชิดที่สุดของราชวงศ์จะจัดแสดงงิ้วเรื่องพิเศษขึ้น มีเพียงเชื้อพระวงศ์ ขุนนาง และคหบดีผู้มีชื่อเสียงเท่านั้นจึงจะได้รับเชิญ แต่ในปีนี้ฮ่องเต้รับสั่งให้ฉินอ๋องผู้เป็นพระอนุชาทำหน้าที่ประธานแทนพระองค์ฉินอ๋องในชุดคลุมชินอ๋องสีดำปักลายพยัคฆ์ยืนเป็นสง่าอยู่ที่กลางโถงใหญ่แม้ใบหน้าราวหยกนั้นจะราบเรียบและเย็นชา ทว่ากลับมีเสน่ห์ดึงดูดสตรีให้ไม่อาจละสายตา รัศมีรอบกายที่แผ่กำจายออกมาเจือไอเย็นบาง ๆ จนไม่มีผู้ใดกล้าเข้าใกล้แต่แล้วน้ำแข็งที่ฉาบในดวงตาพลันละลาย ริมฝีปากที่มักเม้มเป็นเส้นตรงกลับค่อย ๆ หยักโค้งเป็นรอยยิ้ม กลิ่นอายที่รายล้อมแปรเปลี่ยนจากเหมันตฤดูอันหนาวเหน็บเป็นแสงแรกจากตะวันของวสันต์ ทำให้สตรีทั้งหลายต่างเหม่อมองเขาราวกับถูกกระชากวิญญาณออกไปอีกมุมหนึ่ง จ้าวกุ้ยอินผู้เป็นธิดาจ้าวอ๋องกำลังเฝ้ามองเขาอยู่ พอเห็นรอยยิ้มนั้นใบหน้างามสะคราญพลันแดงระเรื่อ นัยน์ตาฉาบด้วยน้ำผึ้งหวานหยด น้อยครั้งนักที่นางจะได้เห็นรอยยิ้มของบุรุษที่สิงในหทัย ทว่าเมื่อเ
เมื่อจัดการทุกอย่างเรียบร้อย มู่เลี่ยงหรงปรับสีหน้าเป็นปกติดุจเดิม พลันสาวเท้าตรงไปหาเยี่ยนเยว่ฉีแล้วดึงมือของนางมากอบกุมเอาไว้ เขาปลอบประโลมคู่หมั้นสาวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน ไม่หลงเหลือความดุดันแม้แต่น้อย อากัปกิริยาที่แสดงออกบ่งบอกถึงความห่วงหาอาทร ทั้งหมดนี้สร้างความเจ็บปวดและริษยาให้สตรีอีกผู้ที่มองมาจากอีกมุมหนึ่งอย่างช่วยไม่ได้จ้าวกุ้ยอินเม้มริมฝีปากแน่น เล็บแหลมคมจิกเข้าที่ฝ่ามือเพราะเผลอกำหมัดอย่างแรง แต่ความเจ็บเพียงเท่านี้ก็ไม่เท่าที่ดวงใจถูกบีบรัด นางเองก็เป็นห่วงมู่เลี่ยงหรงไม่แพ้สตรีผู้นั้น เพียงแต่ไม่อาจทำสิ่งใดได้สุดท้ายก็ปลอบใจตนเองว่าอีกไม่นานไทเฮาจะทรงพระราชทานสมรสให้พวกเขา เมื่อถึงเวลานั้นนางไม่เชื่อว่าชายในดวงใจจะไม่แลเห็นคุณธรรม ความสามารถ และส่วนที่ดีงามภายในจิตใจของตนเองแม้เยี่ยนเยว่ฉีมีรูปโฉมสะคราญตา แต่ตนเองก็เป็นหนึ่งในยอดพธู หนำซ้ำศักดิ์ฐานะก็เหนือกว่าหลายขุม อีกทั้งเรื่องเล่ห์กลในเรือนหลังนางล้วนเห็นมาจนชินตา ย่อมไม่มีทางเพลี่ยงพล้ำให้อีกฝ่ายโดยง่าย ขอเพียงนางช่วงชิงความโปรดปรานจากมู่เลี่ยงหรงมาได้ ก็ไม่มีสิ่งใดที่จะต้องกลัวอีกต่อไปเหตุการณ์สงบลงแล้ว คนร้า
เยี่ยนหยางจงมองภาพตรงหน้าอย่างสงบนิ่ง บางจังหวะก็หัวเราะเบา ๆ ออกมา หากไม่เห็นศพกองอยู่ตรงหน้า ผู้อื่นย่อมนึกว่าเขากำลังชมงิ้วด้วยความเบิกบานใจอยู่เป็นแน่จ้าวกุ้ยอินก็เช่นกัน นางจำได้ดี บิดาเคยเปรยให้ฟังว่าแม่ทัพใหญ่และบุตรชายเก่งกล้าสามารถ แต่ตอนนี้เห็นเพียงบุรุษเอื่อยเฉื่อยที่มองคนสู้กันอย่างหน้าตาเฉยผู้หนึ่งเท่านั้น ทำให้นางนึกเดียดฉันท์เยี่ยนหยางจงอย่างยิ่ง“นี่หรือ ผู้ที่เคยสังหารแม่ทัพแคว้นเป่ย เกรงว่าจะเป็นแค่ราคาคุยเสียมากกว่า”ครั้นน้ำเสียงกระจ่างใสเจือความเย้ยหยันลอยมาจากด้านหลัง เยี่ยนหยางจงหรี่ตา กำแส้ในมือแน่นขึ้นเล็กน้อย แต่ยังรักษาความสงบนิ่งเอาไว้ได้ หน้าที่ของเขามีเพียงกันจ้าวกุ้ยอินให้ห่างจากฉินอ๋องเท่านั้น ส่วนเรื่องจัดการนักฆ่าเหล่านี้ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของผู้อื่นจากการประเมิน หากเยี่ยนจิ้นหลิงไม่ติดเล่นจนเกินไป เพียงหนึ่งก้านธูปก็กำจัดได้หมดแล้ว ไม่ต้องถึงมือเขาหรอก“ที่แท้ รองแม่ทัพเยี่ยนก็แค่คนขี้ขลาดตาขาว ไร้ประโยชน์สิ้นดี”“...” ประโยคเชือดเฉือนลอยเข้ามากระทบโสตอีกระลอก ตนเองเป็นคนเช่นไรเยี่ยนหยางจงย่อมรู้ดีแต่...คนงามไม่รู้นี่!ครั้นหันกายกลับไปเผชิญหน้ากั
“วางใจเถิด ชีวิตสตรีเจ้าปัญหาผู้นั้นอยู่ในมือท่านแล้ว จิ้นหลิงไม่หาทางฆ่านางทีหลังแน่”สิ้นคำของน้องชาย เยี่ยนหยางจงจึงรู้สึกผ่อนคลายขึ้นมาเล็กน้อย นับจากนาทีนี้ไป เขาแค่ประกบจ้าวกุ้ยอินเอาไว้ไม่ให้คลาดสายตาเท่านั้นก็พอเมื่อม่านบนเวทีถูกปิดลง เสียงปรบมือโห่ร้องชื่นชมดังไม่ขาดสาย แม้แต่ฉินอ๋องก็ร้องว่าดีติดกันถึงสามครั้งตามธรรมเนียมปฏิบัติฮ่องเต้จะต้องเป็นผู้ให้รางวัลกับนักแสดงทั้งหลาย ในเมื่อโอรสสวรรค์ไม่เสด็จมาก็เป็นหน้าที่ของผู้แทนพระองค์ นักแสดงทั้งหมดออกมาทำความเคารพฉินอ๋อง จากนั้นก็เดินเข้าไปรับรางวัลทีละคนขณะผู้เป็นประธานกำลังจะมอบรางวัล พลันเกิดเสียงดังเอะอะเกิดขึ้นภายในโรงละคร คนร้ายในชุดสีดำสนิทราวสามสิบคนตรงเข้าทำร้ายแขกเหรื่อ“ฆ่าขุนนางชั่วพวกนี้ให้หมด!” เสียงตะโกนดังลั่น นักฆ่าทั้งหลายแยกย้ายกันจู่โจมเพียงชั่วพริบตาสามารถเปลี่ยนงานรื่นเริงให้กลายเป็นทะเลโลหิต เสียงกรีดร้องท่ามกลางความโกลาหล ดาบและกระบี่กระทบกันอย่างแรงจนเกิดสะเก็ดไฟ องครักษ์เงาของเชื้อพระวงศ์เผยตัว ต่างรุมล้อมผู้เป็นนายของตนเอาไว้จ้าวอ๋องหน้าซีดเผือด งานแสดงงิ้วประจำปีที่เพียรจัดขึ้นกลับมีคนร้ายแฝงตัว
ตลอดการแสดงหัวใจและสายตาของคนสองคนในที่นั้นไม่ได้อยู่กับตัวจ้าวกุ้ยอินลอบมองไปทางที่นั่งประธานอยู่บ่อยครั้ง และทุกทีที่เห็นมู่เลี่ยงหรงมองเยี่ยนเยว่ฉีอย่างอ่อนโยนก็เจ็บในอกจนแทบกระอักเลือด ต้องปลอบตนเองด้วยเรื่องของถางซือเซียนที่ตกกระป๋องเหมือนกัน จึงพอจะทำให้ความร้าวรานทุเลาเบาบางลงบ้างหนักเข้าจ้าวกุ้ยอินก็ยุจ้าวเฟิงเหลยให้ไปสู่ขอถางซือเซียนเสียเลย สำหรับนางแล้วหากให้ยอมรับนังปีศาจตัวหอมนั่นเป็นพี่สะใภ้ ยังง่ายกว่าทนมองให้นางขึ้นเกี้ยวเข้าจวนฉินอ๋องเป็นไหน ๆส่วนเยี่ยนหยางจงก็เฝ้ามองจ้าวกุ้ยอินพลางครุ่นคิดบางอย่างอยู่เงียบ ๆ ผ่านไปครู่หนึ่ง รองแม่ทัพหนุ่มถึงเบนสายตากลับมาหาเยี่ยนจิ้นหลิงอีกครั้งน้องชายของเขามีความสามารถในการทำนายอย่างหาตัวจับได้ยาก นอกจากนั้นยังมีญาณวิเศษ ทว่าทุกสิ่งที่เห็นนั้นเจ้าตัวจะไม่มีวันเอ่ยออกมาตรง ๆ เป็นอันขาด โดยให้เหตุผลว่าการเผยลิขิตสวรรค์นำมาซึ่งผลลัพธ์อันน่ากลัว ดังนั้นที่ผ่านมาหากเป็นเรื่องเกี่ยวกับการศึก บิดาและเขาจะปฏิบัติตามคำแนะนำของผู้ที่มีฉายาว่า ‘จิ้งจอกสีเงินแห่งแคว้น’ โดยเคร่งครัดแต่พอเป็นเรื่องส่วนตัว น้องชายของเขามักจะเอ่ยเตือนเป็นนัย ๆ
อาจเป็นเพราะสัญชาตญาณของนักรบ เมื่อรู้สึกได้ถึงสายตาที่จ้องมองมาจากมุมหนึ่ง เยี่ยนหยางจงพลันหันศีรษะไปยังทิศทางเป้าหมาย และทันทีที่สบนัยน์ตาสีน้ำหมึกที่ให้ความรู้สึกแน่วแน่ระคนดื้อดึง เขาก็เก็บประกายสังหารลงทันที แต่สิ่งที่ทำให้รองแม่ทัพหนุ่มรู้สึกประหลาดใจอย่างยิ่งก็คือสตรีผู้นั้นมิได้หวั่นไหวหรือหวาดกลัว กลับมองตอบมาด้วยความสงบนิ่ง ไม่แม้จะตกใจที่ถูกเขาจับได้ว่านางลอบพิจารณาตนอยู่ช่างใจเด็ดนัก! ความจริงแล้ว จ้าวกุ้ยอินรู้สึกเย็นเยียบไปทั้งกาย ขนทุกเส้นลุกชัน กระแสสายตาราวคมมีดของเขานั้นบาดลึกถึงกระดูก นางแทบทรุดตัวลงกับพื้น แต่ยังทำใจดีสู้เสือ โดยฝืนมองอย่างสงบนิ่ง ยังโชคดีที่อีกฝ่ายเก็บแววอำมหิตกลับไปแทบจะทันที ทำให้ยามนี้นางยังสามารถปั้นท่าทางสูงส่งได้โดยที่หน้ายังไม่เปลี่ยนสีที่แท้ก็เสือร้าย อยู่ให้ห่างไกลเขาเอาไว้จะดีกว่า...เมื่อคิดได้ดังนั้น จ้าวกุ้ยอินก็คร้านจะสนใจเยี่ยนหยางจงอีก อีกฝ่ายจะเป็นพยัคฆ์ซ่อนลายหรืออะไรก็ช่าง ล้วนไม่เกี่ยวข้องกับนางในขณะที่จ้าวกุ้ยอินคิดจะเก็บสายตากลับมาแล้วไปช่วยบิดาตรวจตราความเรียบร้อย หางตาก็เหลือบเห็นดรุณีแรกแย้มในอาภรณ์สีเขียวที่ดูสดใสอ
เมืองหลวง แคว้นหาน โรงละครเป่าชางนับว่าเป็นสถานเริงรมย์อันใหญ่โตโอ่อ่าที่สุดในแคว้นหาน ทุก ๆ ปี ตระกูลจ้าวซึ่งมีฐานะเป็นพระญาติใกล้ชิดที่สุดของราชวงศ์จะจัดแสดงงิ้วเรื่องพิเศษขึ้น มีเพียงเชื้อพระวงศ์ ขุนนาง และคหบดีผู้มีชื่อเสียงเท่านั้นจึงจะได้รับเชิญ แต่ในปีนี้ฮ่องเต้รับสั่งให้ฉินอ๋องผู้เป็นพระอนุชาทำหน้าที่ประธานแทนพระองค์ฉินอ๋องในชุดคลุมชินอ๋องสีดำปักลายพยัคฆ์ยืนเป็นสง่าอยู่ที่กลางโถงใหญ่แม้ใบหน้าราวหยกนั้นจะราบเรียบและเย็นชา ทว่ากลับมีเสน่ห์ดึงดูดสตรีให้ไม่อาจละสายตา รัศมีรอบกายที่แผ่กำจายออกมาเจือไอเย็นบาง ๆ จนไม่มีผู้ใดกล้าเข้าใกล้แต่แล้วน้ำแข็งที่ฉาบในดวงตาพลันละลาย ริมฝีปากที่มักเม้มเป็นเส้นตรงกลับค่อย ๆ หยักโค้งเป็นรอยยิ้ม กลิ่นอายที่รายล้อมแปรเปลี่ยนจากเหมันตฤดูอันหนาวเหน็บเป็นแสงแรกจากตะวันของวสันต์ ทำให้สตรีทั้งหลายต่างเหม่อมองเขาราวกับถูกกระชากวิญญาณออกไปอีกมุมหนึ่ง จ้าวกุ้ยอินผู้เป็นธิดาจ้าวอ๋องกำลังเฝ้ามองเขาอยู่ พอเห็นรอยยิ้มนั้นใบหน้างามสะคราญพลันแดงระเรื่อ นัยน์ตาฉาบด้วยน้ำผึ้งหวานหยด น้อยครั้งนักที่นางจะได้เห็นรอยยิ้มของบุรุษที่สิงในหทัย ทว่าเมื่อเ