ฉันสะดุ้งตื่นก็ปาเข้าไปเกือบสองทุ่มแล้ว ทั้ง ๆ ที่ตั้งใจว่าจะพักสายตาอยู่ครู่หนึ่งแท้ ๆ แล้วคืนนี้จะนอนได้ไหมเนี่ย พอเห็นผ้าคลุมที่ตกลงไปที่เอวก็รู้สึกตัว จริงสิ! ฉันไม่ได้อยู่คนเดียวนี่นายังมีอีตาประธานขี้บ่นคนนั้นอีกทั้งคน พอนึกขึ้นได้ก็หันซ้ายแลขวาพลันจมูกได้กลิ่นหอม ๆ ของกะเพรา อย่าบอกนะ…ถุงอาหารมากมายวางอยู่บนโต๊ะกินข้าวแถมอีตาประธานยังผิวปากจัดแจงจานชามอย่างอารมณ์ดีเหมือนอยู่บ้านตัวเอง ฉันกอดอกยืนมองแผ่นหลังที่กำลังง่วนอยู่กับการล้างผลไม้ พอได้ยินเสียงน้ำในอ่างที่ไหลอยู่นานสองนานฉันก็ยิ่งหน้ามืดครึ้ม ก่อนจะกระแอมไอเผื่ออีกฝ่ายจะได้ยิน
“อ้าว…ตื่นแล้วเหรอผมจัดโต๊ะเสร็จพอดีนั่งเลยๆ” เขาบุ้ยหน้าพร้อมกับรีบเช็ดมือให้แห้งก่อนจะรีบพยุงฉันไปนั่งที่เก้าอี้เลื่อนเก้าอี้ออกให้เสร็จสรรพไม่รู้ว่าจะมาไม้ไหนกลางวันยังยืนด่ากันปาวๆตกกลางคืนกลับมาบริการกันเสียอย่างนั้นแม้ว่าท้องจะร้องโครกครากแต่ก็ไม่ได้เห็นแก่กินหรอกนะ
“คุณมีอะไรจะพูดกับฉันหรือเปล่าคะ” ฉันโพล่งถามออกไปพลันมือที่กำลังจัดองุ่นอยู่ในจานชะงักยิ่งเห็นเขาถอดชุดสูทราคาแพงออกพับเสื้อเชิ้ตแขนยาวขึ้นไปถึงข้อศอกมีแววความเป็นพ่อบ้านอยู่บ้างแต่ใช่ว่าจะฝากไข้ฝากผีไว้ได้อีกทั้งจวนลูกจะคลอดฉันก็ยังไม่ได้เจอกับครอบครัวทางฝั่งพ่อของลูก
ยังไงมันก็ไม่ถูกต้องตั้งแต่แรก! พอเห็นท่าทีที่อ่อนลงของเขาแบบนี้ฉันที่หัวเดียวกระเทียมลีบก็ต้องตั้งแง่อยู่แล้ว แม้ว่าตอนขาเข้ารปภ.จะเห็นว่าเขามากับฉันก็เถอะ หากเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้นมาจริง ๆ แต่อย่างว่านะคนตายไปแล้วจะพูดอะไรได้…พอเห็นสีหน้าที่อีกฝ่ายจ้องมองมา ริวอิจิก็ปั้นหน้าตายก่อนจะตอบ
“ไม่มีอะไรเห็นว่าคุณอยู่คนเดียวเลยตระเตรียมข้าวเย็นไว้ให้”
“ขอบคุณสำหรับความหวังดีแต่ตอนนี้ฉันอยากพัก” ก่อนจะสบตาสายตาสีนิลคู่นั้นด้วยความไม่ชอบใจและไม่พอใจอยู่หลายส่วน สักพักจึงเอ่ยปากไล่อ้อมๆเพราะเท่าที่สัมผัสมาคนญี่ปุ่นหน้าบางและมักจะพูดอ้อมค้อมกว่าจะเข้าประเด็นแต่อีตานี่กลับเท้าฝ่ามือลงบนโต๊ะก่อนจะลอยหน้าลอยตาตอบอย่างหน้าไม่อาย
“ผมไม่ไป”
“คุณ” ฉันจ้องหน้าเขาอย่างเหลืออด
“คุณอยากให้ฉันจดทะเบียนสมรสกับคุณสินะขอบอกเลยว่าวิธีนี้ไม่ได้ผล” เขาทำหน้ายียวนก่อนจะยืดตัวขึ้นแล้วยิ้มอย่างผู้กุมชัยชนะ
“นั่นก็ส่วนหนึ่งแต่ผมเป็นห่วงลูกของผมไม่รู้ว่าคุณบำรุงได้ดีแค่ไหนผมต้องมั่นใจว่าเขาจะต้องคลอดออกมาสมบูรณ์พร้อมทุกประการ” ฉันเบะปากโดยไม่รักษามารยาทอีกต่อไป
“ถ้าเขาไม่สมบูรณ์คุณก็จะไม่รับเป็นพ่องั้นสิ”
“ทายาทคนแรกของเคอิกรุปจะต้องสมบูรณ์ไม่มีอะไรผิดพลาด”
“นี่คุณริวอิจิฉันว่าคุณวาดฝันเอาไว้สูงเกินไปแล้วแม้เครื่องมือวิทยาศาสตร์จะล้ำหน้าไปมากก็จริงแต่ตรวจความผิดปกติทางสมองไม่ได้หรอกนะฉันว่าคุณเตรียมใจไว้บ้างก็ดีอีกอย่างคุณก็ยังหนุ่มยังแน่นสามารถหาคนที่เพียบพร้อมที่สามารถจะตั้งครรภ์ให้คุณได้ดีมากกว่าผู้หญิงอย่างฉันอีกคุณกลับไปซะเถอะ! ถ้าคุณกลัวว่าเขาจะมีส่วนในทรัพย์สมบัติของคุณคุณเขียนสัญญาขึ้นมาสักฉบับก็ได้อีกอย่างเราสองคนไม่อยากได้สมบัติอะไรพวกนั้นของคุณด้วยซ้ำเพราะฉะนั้นคุณกลับไปได้แล้วฉันจะพักผ่อน”
พอเห็นว่าถูกคนปฏิบัติดีด้วยเพื่อหวังผลฉันก็ปรี๊ดขึ้นมาทันที! สงสัยเขาจะประสาทใครจะมองว่าฉันโง่ก็ช่างคนไม่ได้รักกันจะมาสร้างครอบครัวจดทะเบียนสมรสกันทำมะเขืออะไร! การสร้างครอบครัวไม่ใช่การเล่นขายของอีกทั้งพ่อแม่ที่ไม่มีความรักความผูกพันให้แก่กันจะส่งต่อความรักเหล่านั้นมาถึงลูกได้ยังไงอีกทั้งการสอนลูกให้รับรู้เรื่องความสัมพันธ์ที่ไม่เป็นเฉกเช่นครอบครัวอื่นไม่ใช่เรื่องน่าอายการอยู่ด้วยกันเพื่อลูกโดยปราศจากความรักนั่นแหละที่จะสร้างบาดแผลและปมในใจให้แก่เด็กเพราะฉะนั้นการที่อีกฝ่ายมีใครอีกคนจึงไม่ใช่เรื่องยากขนาดคนรักกันแต่งงานกันอย่างยินยอมพร้อมใจทั้งสองฝ่ายมีหลายคู่ที่ต้องหย่าร้างสักวันหนึ่งก็ถึงจุดเปลี่ยน…แต่ทว่าฉันกับเขาไม่ใช่เราต่างก็พลาดการสร้างครอบครัวเพื่อเด็กคนหนึ่งจึงไม่ใช่ทางออกที่ดีที่สุดนี่ยังไม่นับเรื่องทางครอบครัวและสังคมทางฝ่ายชายแม้ฉันจะจบป.โทมีงานทำแต่มันก็ยังเทียบไม่ได้กับคนในสังคมระดับเดียวกันชาติเดียวกันที่คุยภาษาเดียวกันฉันที่ทำท่าว่าจะลุกก็จู่ๆก็รู้สึกจุกขึ้นมาเจ้าเด็กแสบโก่งตูดและถีบเสียยกใหญ่พอเขาเห็นฉันเงียบก็ปรี่มาหา
ที่ว่าลูกในท้องจะสามารถรับรู้ความรู้สึกของคนเป็นแม่ได้ตั้งแต่อยู่ในครรภ์น่าจะเป็นเรื่องจริงก่อนหน้านี้ฉันอารมณ์ดีมากแต่พอมาเจออีตาประธานขี้เก๊กทำเอาสุขภาพจิตฉันเสียไปหลายส่วนทั้งๆที่จวนจะคลอดอยู่แล้วแท้ๆฉันลูบท้องพร้อมกับพูดกับเจ้าเด็กแสบอย่างที่ทำเป็นประจำ
“หิวเหรอครับ…” แม้ว่าจะไม่อยากกินอาหารตรงหน้าสักเท่าไหร่แต่ก็ต้องกินเพื่อลูกฉันถอนหายใจพยายามไล่อารมณ์ที่คุกรุ่นก่อนหน้าก่อนจะพูด
“ถ้าคุณไม่ไปก็นั่งทานข้าวด้วยกันก่อนสิ” อีกฝ่ายเลิกคิ้วด้วยความชั่งใจก่อนจะนั่งลงแต่โดยดีไม่ใช่อะไรหรอกที่ฉันชวนเขาก็เพื่อจะให้เขากินก่อนเพื่อความปลอดภัยพอเห็นเขาตักกินนั่นนี่ด้วยความเอร็ดอร่อยน้ำลายสอขึ้นมาทันทีมีเพื่อนกินข้าวด้วยกันอย่างน้อยก็เจริญอาหารมากกว่าปกติแถมยังครบห้าหมู่อีกด้วย
หนังท้องตึงหนังตาหย่อน ฉันนั่งอยู่ที่เก้าอี้นั่งรอกระเพาะย่อยอาหารสักพัก ไม่รู้ว่าวันนี้ฉันจ้องมองแผ่นหลังนั้นไปกี่ครั้งแล้วกันแน่ แถมยังหน้าด้านหน้าทน ตีหน้ามึนได้อย่างหน้าไม่อายเหมือนอย่างตอนนี้“ถ้าคุณล้างเสร็จแล้วก็กลับไปซะฉันไม่ส่งขอตัว!” พูดเสร็จก็ลุกเข้าห้องนอนตัวเองไปทันทีฉันล็อกห้องพลางเช็กให้แน่ใจก่อนจะเข้าไปอาบน้ำเพื่อเตรียมตัวเข้านอนคุณแม่ท้องแก่ก็งี้…เมื่อก่อนสามทุ่มครึ่งฉันต้องดื่มอยู่ที่คลับสักที่พอคิดไปถึงชีวิตตอนนั้นก็ใจหายเหมือนกันคล้ายกับว่าจะไม่ได้กลับไปใช้ชีวิตอย่างนั้นอีกฉันรักและรู้สึกผูกพันกับเด็กคนนี้มากก็จริงแต่เพราะไม่ได้เตรียมใจและเตรียมตัวตั้งแต่แรกมันไม่เหมือนคนที่วางแผนครอบครัวแต่งงานมีลูกแต่ว่าฉันดันข้ามมามีลูกเลยมันก็เลยช็อกอยู่เหมือนกันอีกทั้งการจะเลี้ยงเด็กคนหนึ่งให้ดีต้องเอาใจใส่มากพอสมควรเพราะตัดสินใจเก็บเขาเอาไว้ทำให้ชีวิตลุ่มๆดอนๆของฉันกลายเป็นมั่นคงขึ้นมองอนาคตให้ไกลขึ้นนี่และนะสัญชาตญาณของความเป็นแม่ฉันสวมชุดนอนคนท้องพร้อมกับแกะมาร์สพิเศษแปะลงบนหน้าท้องที่โป่งนูนของตัวเอง ‘คล้ายกับลูกโป่งเลยแฮะ’ แถมเจ้าเด็กแสบยังขยันขยับตัวบ่อยวันไหนที่ขยับน้อย
“ทำยังกะว่าคุณไว้ใจได้อย่างนั้นแหละ” ฉันตอบโดยไม่มองหน้าเขาอีกคนอะไรยั่วให้โมโหได้เก่งเหลือเกินอีกอย่างฉันก็ไม่อยากให้เจ้าตัวเล็กในท้องเกิดมาอารมณ์ฉุนเฉียวง่ายจึงพยายามทำจิตใจให้ผ่องใสมองโลกในแง่ดีแต่พอมาเจอผู้ชายคนนี้คนที่ได้ชื่อว่าเป็นพ่อของลูกกลับตาลปัตรไปเสียหมดกลายเป็นว่าเขาเป็นคนที่ทำให้ฉันคิดบวกบวกให้แหลกไปเลยลูกเพ่อะไรทำนองนั้นแถมยังทำหน้ายียวนกวนอารมณ์ได้เก่งเหลือเกินไม่รู้ว่าคุณเขาใช้ชีวิตมาจนถึงป่านนี้ได้ยังไงโดยไม่โดนเสยคางไปเสียก่อนฉันจ้องหน้าเขาอยู่นานโดยไม่ปริปากพูดอะไร“ถ้าคุณจะด่าผมในใจขนาดนั้นด่าออกมาเลยจะดีกว่า”“รู้ตัวก็ดี” ฉันเหลือบมองนาฬิกาตรงผนังจะสี่ทุ่มอยู่รอมร่อ “ถ้าคุณจะนอนที่นี่…โน้น” ฉันผายมือไปยังโซฟาก่อนจะกดคันโยกประตูจะกลับเข้าไปนอนแต่อีตาประธานมือไวยกมือดันประตูเอาไว้เสียก่อน“ผมอยากอาบน้ำ” ฉันเหลือกตาอย่างรำคาญแม้ว่าจะมีสองห้องนอนแต่อีกห้องเป็นห้องนอนของพ่อแม่ที่ฉันเรียกได้ว่าแทบจะไม่ได้เข้าไปในห้องนั้นเลยไม่ต้องถามเรื่องฝุ่นก่อนจะเปิดประตูให้เขาได้เข้าห้องนอนมาอย่างช่วยไม่ได้ฉันเดินไปหยิบผ้าขนหนูผืนใหม่ให้ค้นในตู้เสื้อผ้าช่วงก่อนฉันชอบใส่เสื้อตราห่า
ฉันรู้สึกนอนหลับเต็มอิ่มเพราะปกติต้องลุกตื่นขึ้นมาเข้าห้องน้ำประจำทุกคืนกว่าจะข่มตานอนได้ก็เกือบช่วงเช้าวันใหม่แต่ทว่าคืนนี้กลับแตกต่างออกไปฉันค่อยๆลืมตาขึ้นมาอย่างแช่มช้าโฟกัสสายตาไปยังนาฬิกาบนหัวเตียงอยากจะบอกว่าฉันเป็นคนทำอะไรชักช้าจึงมีนาฬิกาหลายเรือนในห้องนอนรวมไปถึงทุกส่วนของบ้านแม้จะตื่นนอนแต่เช้าจึงมีเวลาให้เอ้อระเหยลอยชายแต่ก็รู้สึกถึงลมหายใจอุ่นร้อนที่เป่าอยู่ตรงหลังคอแถมตรงเอวก็รู้สึกหนักๆยังไงชอบกลคงไม่ใช่…ฉันกระเด้งตัวลุกขึ้นมาด้วยความตกใจเมื่อเห็นว่ามีใครบางคนนอนซ้อนหลังของฉันฉันเบิกตากว้างด้วยความตกใจเมื่อเห็นว่าเขาเปลือยท่อนบนไม่อยากจะนึกไปถึงท่อนล่างฉันรีบลุกออกจากเตียงก่อนจะยืนจังก้าอยู่ข้างเตียงตะโกนด้วยความโมโหสุดขีด“คุณริวอิจิคุณมานอนที่นี่ได้ยังไง” พอเห็นเขาไม่ขยับเขยื้อนหลับเหมือนตายฉันก็เข้าไปเขย่าเขาอย่างแรงหากไม่ติดที่ว่าฉันท้องโตจะล็อกคอตีเข่าเสียให้เข็ดคนอะไรได้คืบจะเอาศอก! หน้าหนาจริงๆแถมยังมานอนเตียงห้องคนอื่นอย่างสบายใจเฉิบนี่เขาต้องเป็นคนญี่ปุ่นปลอมแน่ๆบ้าเอ๊ยมู้ดอารมณ์ดีๆพลันเสียหมดเพราะเขาคนเดียว “คุณริวอิจิ!!” ฉันตะโกนใส่หูของเขาด้วยเสียงสิบแปดหลอ
“คืนนั้นคุณคิดดีๆนะว่าทำไมมันถึงผิดพลาด” ฉันทำหน้างงเมื่อจู่ๆเขาก็เอ่ยเรื่องคืนนั้นมามันผ่านมาจะแรมปีแล้วด้วยซ้ำอีกอย่างฉันก็แทบจะจำอะไรไม่ได้เลยรู้แต่ว่าเราต่างก็กอดรัดฟัดเหวี่ยงกันอย่างหยาบโลนดูจากสภาพร่างกายของฉันที่สะบักสะบอมตอนตื่นเช้ามารวมไปถึงน้องสาวที่รู้สึกแสบขัดอยู่ตั้งหลายวันแถมยังต้องนั่งเครื่องข้ามน้ำข้ามทะเลมาอีกตั้งหลายชั่วโมงกลับมาถึงประเทศไทยโดยที่ฉันไม่เป็นลมเป็นแล้งไปก่อนกลับมาถึงบ้านนั่นก็ถือว่าร่างกายอึดพอสมควร“คุณจะพูดอะไร” มือฉันเริ่มเย็นเฉียบเมื่อเห็นแววตาที่แข็งกระด้างแถมน้ำเสียงก็ดูราบเรียบจนรู้สึกหายใจไม่ทั่วท้องจนต้องจิบนมในแก้วนั้นเพื่อดับกระหาย“ช่างเถอะ! มันผ่านมาแล้วพูดไปแล้วจะได้อะไรในเมื่อตอนนี้คุณกำลังจะคลอดอยู่แล้วอีกอย่างญี่ปุ่นยังไม่ยอมรับสามีภรรยาที่ไม่ใช้นามสกุลเดียวกันอีกอย่างเขามีสิทธิ์ในเคอิกรุ๊ปทุกประการหรือว่าคุณจะปฏิเสธว่าเขาไม่ใช่เลือดเนื้อเชื้อไขของผม” ริวอิจิเอนตัวใส่พนักพิงเก้าอี้ก่อนจะกอดอกจ้องมองแม่เสือสาวในคืนนั้นที่กำลังทำหน้าเหมือนลูกแมวที่กำลังเงื้ออุ้งมือจะตะปบเจ้านายที่พูดจาไม่เข้าหูอีกอย่างคืนนั้นเขาก็พูดได้เต็มปากว่าพึงพอใจ
เอาวะยังไงก็มาถึงขั้นนี้ละจะทำอะไรได้อีกจึงนั่งรถมาบริษัทกับท่านประธานสุดหล่อของพี่ๆในแผนกนั่นแหละอีกอย่างเคอิกรุปเองก็เทคโอเวอร์บริษัทลีโอในไทยได้ไม่นานการเปลี่ยนแปลงภายในจึงยังไม่สมบูรณ์โดยเฉพาะล่ามภาษาญี่ปุ่นพนักงานใหม่ที่รับมามีเพียงฉันคนเดียวที่ทักษะภาษาเด่นกว่าคนอื่นเพราะว่าจบป.โทที่โน่นหลังๆก็จะรับพนักงานใหม่ที่มีความรู้ภาษาญี่ปุ่นควบกับล่ามญี่ปุ่นอีกสองสามตำแหน่งเพราะกลัวว่าพี่ๆในที่ทำงานจะรู้ถึงความสัมพันธ์ลับระหว่างฉันกับท่านประธานฉันเลยบอกให้ท่านประธานจอดห่างจากบริษัทสักเล็กน้อย“คุณจอดตรงป้ายนั้น”“ทำไม” “เถอะน่าเดี๋ยวฉันจะเดินไป” ริวอิจิเลิกคิ้วอย่างสงสัยในพฤติกรรมของสาวเจ้าก่อนจะขบขันกับความคิดตื้นเขินของอีกฝ่ายช่างเถอะในเมื่ออยากจะเดินเขาก็จะให้เจ้าหล่อนได้เดินสมใจอยากจอดรถให้อีกฝ่ายลงตามที่ขอเขาก็ผิวปากขับไปจอดรถที่ใต้ตึกอย่างอารมณ์ดีพร้อมกับส่ายหน้าให้แม่ของลูกความคิดความอ่านตื้นเขินจริงๆเห็นอยู่ชัดๆว่าเขาขับรถของเธอมีแต่คนโง่เท่านั้นแหละที่คิดไม่ได้ว่าทำไมท่านประธานถึงได้ขับรถของพนักงานสาวอีกคนมาในตอนเช้าแบบนี้เขาล็อกรถผิวปากด้วยความเคยชินเห็นคุณนากามูระยืนตัวตรงแน
เอแคร์จีบปากจีบคอแซว ภพมองหน้าฉันเหมือนอยากจะพูดอะไร แต่ก็ไม่พูดออกมา ก่อนจะถอนหายใจทันกลับไปทำงานเหมือนเดิม พอเอ่ยลุ้นเพศกันพอหอมปากหอมคอทุกคนก็แยกย้ายกันไปทำงาน ส่วนฉันถูกเรียกเข้าไปห้องท่านประธานตั้งแต่สิบโมงครึ่ง ก็อย่างที่บอกไปว่าตอนนี้ล่ามบริษัทยังไม่มี อีกทั้งน้องฝึกงานจะมาวันจันทร์หน้า ตอนเที่ยงนัดพี่ ๆ ว่าจะไปทานข้าวด้วยกันแท้ ๆ ฉันกลับถูกท่านประธานกระเตงออกไปพบลูกค้าทั้งที่ท้องโตอย่างนี้ โชคดีที่วันนี้สวมชุดเดรสสีขาวแขนยาวสวมทับด้วยเบลเซอร์สีดำจึงดูเหมือนกึ่งทางการ มันก็พอจะเป็นชุดทางการเท่าที่คนท้องจะสวมได้ ฉันเดินตามท่านประธานต้อย ๆ พยักหน้าให้พวกพี่น้ำตาลว่าฉันไปทานข้าวกลางวันด้วยไม่ได้ ก่อนจะตามท่านประธานเข้าลิฟต์ไปฉันสังเกตได้ว่าคุณนากามูระเลขาของท่านประธานดูจะนอบน้อมกับฉันเป็นพิเศษไม่เหมือนเมื่อวานที่หน้าแทบจะไม่มองเรียกได้ว่าไม่อยู่ในสายตาเลยด้วยซ้ำเอาจริงไม่ใช่ฉันคิดไปเองพวกพี่ๆในแผนกเองก็เช่นกันที่มักจะเงียบเป็นพิเศษเวลาเลขาสาวเดินผ่านพอมาถึงลานจอดรถเธอก็โค้งสี่สิบห้าองศาให้ท่านประธานก่อนจะเดินฉับๆไปอีกทางฉันที่กำลังจะอ้าปากถามพอนึกได้ว่าตัวเองเป็นเพียงพนักงานคนหนึ
“สวัสดีครับคุณเคอิ”“สวัสดีครับ” ทั้งคู่ทักทายกันเป็นภาษาไทยก่อนล่ามของอีกฝ่ายจะเกริ่นเรื่องของสัญญาแต่เคอิบอกปัด“ทานก่อนดีไหมครับทานไปคุยไปไม่ทราบว่าคุณจิรัติกรมีธุระเร่งด่วนอะไรหรือเปล่า” พลางผายมือไปยังอีกฝ่ายอย่างนอบน้อมพอเห็นท่านประธานรัวญี่ปุ่นออกมาปากของฉันก็ขยับไปเองตามประโยคและชื่อจริงของอีกฝ่ายที่ออกเสียงตามสำเนียงญี่ปุ่น“ทานก่อนดีไหมคะทานไปคุยไปไม่ทราบว่าคุณจิรัติกรมีธุระเร่งด่วนอะไรหรือเปล่า” พอฉันพูดเสร็จอีกฝ่ายก็หัวเราะออกเบาๆ “เก่งจริงๆเลยนะครับปกติชื่อผมมักจะออกเสียงยากแต่คุณเคอิกลับเรียกชื่อผมได้ถูกต้องรวมไปถึงล่ามเองก็เก่งมาก” จิรัติกรยิ้มมุมปากพลางปรายตามองมาที่ฉันฉันก้มหน้าให้อย่างนอบน้อมแต่ก็ไม่ปริปากพูดอะไรออกมาอีกสายตารวมไปถึงการพูดของเขาดูเหมือนว่าจะรับมือได้ไม่ง่ายหนักเหลี่ยมทุกดอกแล้วบอกพาร์ทเนอร์แน่ทรงนี้ฉันลอบปาดเหงื่อโง่ที่เริ่มผุดออกมาจากไรผมก่อนจะสูดหายใจโฟกัสสมาธิไปยังบทสนทนาของทั้งคู่ที่พูดคุยฟ้าฝนระหว่างที่กำลังสั่งอาหารเขาก็วกมาที่ฉัน“ครั้งที่แล้วไม่ใช่ล่ามคนนี้นี่ครับ” ล่ามอีกฝั่งแปลเป็นญี่ปุ่นอย่างรวดเร็วริวอิจิยิ้มก่อนจะตอบ “ใช่ครับครั้งก่อนเ
ฉันถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอกเมื่อการเซ็นสัญญาครั้งนี้จบลงด้วยดี…ละมั้ง ทางฝ่าย OCC เองก็ได้กำไรจากการร่วมมือครั้งนี้ไม่น้อย แต่เหมือนกับว่าทั้งสองฝ่ายไม่ได้ยินดีมากมายเท่าไหร่ ไม่รู้สิ! ฉันไม่สันทัดในเรื่องค้าขายทำธุรกิจแบบนี้ด้วย ดูจากน้ำเสียงและท่าทีของอีกฝ่ายดูเหมือนจะไม่พอใจมากอยู่ดี แต่ก็ทำอะไรไม่ได้ พอท่านประธานของเธอที่ดูนิ่ง ๆ เงียบ ๆ แต่กลับเชือดเฉือนคู่ค้าได้อย่างละมุนละม่อม ไม่แตกหักแต่ก็ไม่ได้ลำบากใจไปมากกว่านี้ แผ่นหลังของฉันชุ่มไปด้วยเหงื่อ ก่อนจะกัดฟันยืนตัวตรงโค้งทำความเคารพส่งแขกเมื่อการเจรจาครั้งนี้สำเร็จลุล่วงไปด้วยดี ฉันถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอกก่อนจะสูดปากเมื่อขาฉันชาไปทั้งสองข้างเมื่อกี้กัดฟันแทบตาย ความเจ็บแล่นปราบไปทั่วขาทั้งสองข้างก่อนจะเซรีบหันหน้าเข้าหากำแพงเพื่อพยุงตัวและรอให้ขาหายชาแต่ก็ช้ากว่าอ้อมแขนแกร่งนั้นที่โอบฉันไว้อย่างรวดเร็วพร้อมกับค่อย ๆ วางฉันวางกับพื้น “ค่อยๆเหยียดขาอย่างนั้นแหละ”“โอ๊ย…ซี้ด” ฉันสูดปากครางด้วยความเจ็บขาทั้งสองข้างชาดิกแถมยังดูเหมือนจะบวมอีกด้วย“ทำไมคุณขาบวมขนาดนี้”“พอดีนั่งนานไปหน่อยค่ะ”“ทำไมคุณไม่เปลี่ยนท่านั่ง”ฉันกลอกตาสาม
จิรัติกรมางานแต่งเพื่อนชาวญี่ปุ่นด้วยความไม่คาดคิด ไม่คาดคิดว่าเพื่อนเขาจะสละโสดเร็วกว่าใคร ๆ ในรุ่น ก็แหงล่ะ…เจ้าชู้ประตูดินเสียขนาดนั้น แต่พอมาเจอเจ้าสาวในวันนี้ เขายังรับรู้ได้เลยว่าเพื่อนรักของเขามีความสุขในการแต่งงานครั้งนี้จริง ๆ แถมลูกชายยังน่ารักน่าชัง อ้วนท้วนสมบูรณ์เชียวนึกถึงตอนที่มาขอให้ช่วยรวบหัวรวบหางสาวเจ้าแล้วก็อดขำไม่ได้เพื่อนเขาถึงต้องลงทุนมากมายเพื่อทะเบียนสมรสฉบับเดียวแทนที่จะเป็นหญิงสาวคนนั้นที่ต้องอ้อนวอนขอทะเบียนสมรสจากริวอิจิน่ะส่งเพื่อนเข้าประตูวิวาห์พลันอดที่จะคิดถึงตัวเองไม่ได้…แล้วชีวิตคู่ของเขาจะเป็นแบบไหนเจ้าสาวจะเป็นใครแม้ว่าไม่เคยฉุกคิดเรื่องนี้ในหัวมาก่อนเลยก็ตามความคิดในหัวแตกกระเจิงเมื่อเจอใครบางคนคนคนนั้นที่ติดอยู่ในหัวของเขาแมวขโมย! สองแขนของปานประดับถูกกระชากอย่างแรงหลังจากที่เธอเพิ่งจะเรียงจานชามบนโต๊ะได้ไม่นาน“อะ” ฉันร้องเสียงหลงแถมยังต้องตกใจจนหน้าขาวซีดเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายเป็นใครโลกมันจะกลมเกินไปแล้วอีกอย่างฉันเองก็คอยระมัดระวังตัวตลอด…“ไง” เขาถามด้วยใบหน้าราบเรียบแต่แววตากลับวาวโรจน์“คะ” ฉันตีเนียนแต่มือไม้เย็นจนเกือบจะถือถาดในมือไว้ไม
งานแต่งงานของฉันกับริวอิจิที่ประเทศญี่ปุ่นนั้นเป็นการแต่งงานแบบดั้งเดิมของญี่ปุ่นที่ศาลเจ้าแห่งหนึ่งในโตเกียว เป็นศาลเจ้าเก่าแก่ ซึ่งคุณนายเคอิเป็นคนขอเอาไว้เนื่องจากเราแต่งงานที่ไทยกันมาแล้ว เลยอยากจะจัดงานแบบญี่ปุ่นบ้าง ฉันเลือกชุดกิโมโนสีขาว ส่วนเจ้าบ่าวเป็นสีดำ พิธีการค่อนข้างเคร่งครัดและเป็นระเบียบ แขกเหรื่อจะต้องยืนยันว่าจะมาร่วมงานเพราะชุดอาหารนับตามจำนวนคนและแพงมาก แม่เจ้า! รวมไปถึงของชำร่วยที่แขกเหรื่อจะเป็นคนเลือกเอง แต่สำหรับฉันพิธีการเรียบง่ายแต่กลับอบอุ่นอย่างบอกไม่ถูก เหมือนเป็นการบอกกล่าวกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ว่าฉันจะมาเป็นสะใภ้ของที่นี่ ทุกคนให้การต้อนรับฉันอย่างดีไม่น่าเชื่อว่าฉันจะได้กลับมาที่นี่อีกครั้งในสถานะที่แตกต่างออกไปในตอนแรกฉันมาเยือนโตเกียวด้วยวีซ่านักเรียนแต่พอมาอีกครั้งกลับมาในสถานะภรรยาของชาวญี่ปุ่นจัดงานเสร็จสรรพใช้เวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมง ฉันชอบความเรียบง่ายเลยไม่ได้จัดการฉลองที่โรงแรมอีกอีกอย่างเราก็มีลูกเล็กด้วยกระเตงออกงานทั้งวันคงเหนื่อยน่าดูที่สำคัญเจ้าเด็กอ้วนยังติดพี่เลี้ยงมากๆอีกด้วยพี่ไผ่เองตอนนี้ก็เปรียบเสมือนญาติอีกคนที่เข้าร่วมพิธีการในครั้ง
อีกทั้งฉันเองก็ขอร้องว่า…ไม่ต้องใส่ซองอะไรมาให้อีกอย่างทุกคนก็เสียสละวันหยุดมางานกันแล้วไหนจะเสื้อผ้าหน้าผมอีกแต่ทุกคนกลับมีของขวัญชิ้นเล็กชิ้นน้อยติดมือมาให้อยู่ดีคุณนายเคอิเองก็ยิ้มแช่มชื่นแม้จะมีอุปสรรคทางภาษาแต่เอแคร์เองก็พูดควบสองภาษาเพื่อให้คนทั้งงานเอนจอยไปด้วยกันแถมเพื่อนรักอย่างจิรัติกรเองก็มาร่วมงานด้วย“ไง” จิรัติกรเอ่ยทักเจ้าบ่าวข้างกายฉันพลางส่งของขวัญในมือให้“ขอบใจ” “งานสำคัญของนายทั้งทีฉันต้องมาอยู่แล้วน่า”“ยินดีด้วยนะครับคุณ…เอ่อ”“เจค่ะ”“ยินดีด้วยนะครับคุณเจ” “ขอบคุณมากค่ะ” แถมเขายังเข้ามาหยอกล้อเจ้าตัวน้อยที่นั่งหันหน้าบนเป้นั่งคาดเอวด้วยความเอ็นดู“นี่มันริวอิจิฉบับจิ๋วชัดๆ” เขาว่าพลางหัวเราะในคอแต่พลันสายตาก็เบิกกว้างเมื่อเห็นพนักงานที่คอยเติมอาหารและเครื่องดื่มในงาน“ขอตัวก่อนนะครับ” “ค่ะ” ฉันผายมือให้เขาเข้าไปในงานก่อนจะก้มลงไปหอมแก้มลูกน้อยที่แทะยีราฟตัวสีเหลืองอย่างมันเขี้ยวโดยไม่รู้เลยว่าบริเวณหลังร้านคนสองคนกำลังมีปากเสียงกันอยู่ เพราะเน้นความเรียบง่ายห้าโมงเย็นทุกอย่างก็เป็นอันสิ้นสุดนิ้วนางข้างซ้ายของฉันและเขาต่างประดับด้วยแหวนแต่งงานที่เราต่างแลกแห
“แต่พี่ก็ดีใจนะ อย่างน้อยเจก็ไม่ได้ตัวคนเดียวเหมือนอย่างตอนแรก ให้ตาย! ตอนแรกพี่เป็นห่วงอยู่เหมือนกัน หลังคลอดเราจะอยู่ยังไงกันสองคน พอรู้ว่าน้องเจมีคนคอยดูแลพี่ก็เบาใจ” พี่น้ำตาลที่ผ่านการมีลูกเต้ามาก่อนเอ่ยพร้อมกับเดินมาตบต้นแขนให้กำลังใจฉันยิ้มทั้งน้ำตา“ขอบคุณนะคะแต่ยังไงก็ยังเป็นเจคนเดิมไม่ได้มีอะไรเปลี่ยนไป” ทุกคนพยักหน้าให้ “วันหลังเอาอากิระมาให้พี่ๆอุ้มบ้างพวกเราจะได้กอดหอมตอนยังเด็กนี่แหละ” เอแคร์ว่า“โตขึ้นมาพี่สาวคนนี้จองตัวเป็นผู้จัดการดาราเลยนะคะ” บรรยากาศผ่อนคลายลงมากภพที่ยังพูดน้อยเหมือนเดิมเอ่ยเพียงสองสามประโยค“ยินดีด้วยนะเจ”“ขอบคุณนะภพ” จะว่าไปเขาเป็นคนแรกๆก็ว่าได้ที่รู้ว่าพ่อในท้องของผู้หญิงตรงหน้าเป็นใครเป็นการพบกันโดยบังเอิญไม่ว่าจะรถของหญิงสาวที่ท่านประธานคนใหม่ใช้อยู่เนืองๆไหนจะตอนที่คนทั้งสองไปซื้อของด้วยกันตอนแรกเขาทั้งตกใจและคาดไม่ถึง…ตอนแรกเขายอมรับว่าสนใจผู้หญิงคนนี้อยู่เหมือนกันแต่เหมือนเจ้าหล่อนก็ไม่เปิดโอกาสให้ใครหน้าไหนได้เข้าหามีกำแพงบางๆกั้นเอาไว้หากเธอไม่ท้องหรือมีครอบครัวไปเสียก่อนเขาก็ยังหวังว่าเราจะมีโอกาสได้สานต่อ…“แหมน้องภพมองตาละห้อยเชียวพ
ริวอิจิส่งข้อความมาบ้างแต่เราก็แทบไม่ได้คุยกันเลยตารางชีวิตแต่ละคนยุ่งสุดๆแต่แล้วความทรมานในการรอคอยก็สิ้นสุดลงเมื่อได้ยินเสียงกดออดที่หน้าห้องเมื่อเห็นในมอนิเตอร์ว่าเป็นใครฉันก็เปิดประตูให้อย่างเร็วรี่แม้ใบหน้าเขาจะเหนื่อยล้าสุดๆแต่กลับยิ้มแฉ่งเข้ามากอดและอุ้มฉันจนตัวลอย“ว้ายเล่นอะไรคะเนี่ย” ฉันแหวใส่เขาเมื่อถูกอุ้มจนเท้าไม่ติดพื้นแถมในตอนนี้เจ้าตัวน้อยเริ่มจะคว่ำแล้วคอกเด็กที่สั่งทำเอาไว้ก็ได้ฤกษ์ใช้เสียที“อากิระคุง” เสียงมาก่อนตัวริวอิจิที่สองมือหอบข้าวของพะรุงพะรังมามากมายก็ไม่ลืมที่จะรีบไปล้างมือหมายจะรีบมาอุ้มลูกชายแต่โดนฉันเบรกไว้ก่อน“ไปอาบน้ำก่อนดีกว่าคะ” พ่อหมาทำหน้าละห้อยเหงื่อไหลโทรมกายขนาดนั้นอีกอย่างเชื้อโรคก็เยอะด้วยกันไว้ดีกว่าแก้เครื่องฟอกอากาศทำงานอย่างเงียบเชียบบริเวณข้างๆคอกเด็กฉันรีบไปอุ้มเจ้าก้อนมาไว้แนบอกนั่งหันหน้าออก“ปะป๊ากลับมาแล้วดีใจไหมครับ” เจ้าก้อนดิ้นดุ๊กดิ๊กมือเท้าปัดป่ายกลางอากาศอย่างน่ารักฉันอุ้มเขาไม่กี่อึดใจอากิระคุงก็ถูกริวอิจิอุ้มไปฟัดในคอกเด็กสองพ่อลูกคุยกันงุ้งงิ้งอยู่นานสองนานส่วนฉันก็รีบกลับมาเคลียร์งานที่ค้างไว้ต่อพี่ไผ่เองก็เก็บของเตรียมต
“แค่ก แค่ก ๆ” เมื่อเขาถอนออก ฉันสำลักหน้าดำหน้าแดง อีตาบ้ากดมาได้! ฉันทำได้เพียงก่นด่าเขาในใจเท่านั้น ไม่นานแผ่นหลังก็แนบติดกับประตู ชุดนอนกระโปรงถูกถกมากองไว้ที่เอว ขาข้างหนึ่งพาดบนท่อนแขนแกร่ง ยืนอย่างหมิ่นเหม่เพื่อให้เขาตอกอย่างถนัดถนี่“อื้อ” ฉันครางเครือแทบไม่เป็นภาษาเข็มยักษ์นี้ไม่รู้ว่าจะทำให้ฉันหายไข้หรือว่าป่วยเพิ่มกันแน่ยิ่งเข้าสุดออกสุดอย่างนี้ฉันจิกเล็บกับต้นแขนเขาอย่างแรงเมื่อเอวสอบเร่งจังหวะไม่ว่าจะเสียงเฉอะแฉะของน้ำลายน้ำหล่อลื่นส่วนล่างที่เชื่อมต่อกันอยู่หรือเสียงเนื้อกระทบเนื้อต่างก็พาอารมณ์พุ่งทะยานสุดกู่ริมฝีปากจูบคลอเคลียกันไม่ห่างช่วงล่างเองก็เช่นกันฉันตบต้นแขนเขาเป็นเชิงให้เปลี่ยนท่าก่อนจะผลักเขาลงกับเตียงกว้างถอดชุดนอนทิ้งลงพื้นอย่างไม่ไยดีก้าวเข้าไปควบคี่กลายเป็นคนคุมเกมและจังหวะเสียเอง สองมือสอดประสานกันเพื่อให้ฉันพยุงตัวแถมเขายังกระเด้งเอวขึ้นมาตอบรับจังหวะของฉันอีกที “อึกอื้อ” เสียงปักปักของเนื้อกระทบเนื้อดังไปทั่วห้องนอนฉันหลับตาพริ้มคอเชิดแหงนเมื่อจุดกระสันถูกแทงย้ำๆอย่างไม่ปรานีย้ำๆจุดนั้นไม่กี่ทีฉันก็ตัวสั่นกระตุกหอบเสียงครางเครือเท้าแขนไว้ข้างศีรษะเขา
“แล้วฝั่งของคุณล่ะ” ฉันชั่งใจ…เพื่อนร่วมงานมีแค่ไม่กี่คน เพื่อนหลายคนที่เคยสนิทก่อนหน้าก็ห่างหายกันไปตามกาลเวลา จะร่อนการ์ดส่งไปให้ก็กะไรอยู่…ฉันค่อนข้างเป็นคนคิดมาก อีกอย่างไม่ค่อยได้ถามไถ่สารทุกข์สุกดิบกันจู่ ๆ จะส่งการ์ดไปให้เขาจะหาว่าฉันอยากได้เงินใส่ซองไหมนะ“คิดอะไรขนาดนั้น”“ก็…”“ไม่รู้สิคะนอกจากเพื่อนร่วมงานแล้วก็คงไม่มีใครอีกอย่างญาติฝั่งพ่อแม่ก็ไม่ได้ติดต่อกันนานแล้วค่ะตั้งแต่ท่านเสีย” เขาโอบกอดฉันเข้ามาในอ้อมแขน“แต่ตอนนี้คุณไม่ได้ตัวคนเดียวอีกแล้วนะมีผมอากิระแล้วก็แม่ผมที่เป็นหนึ่งในครอบครัวของคุณ”“ขอบคุณมากค่ะ” ฉันยิ้มตอบเขาด้วยใจจริงไม่น่าเชื่อว่าความบังเอิญความเมาหรือผีผลักในคืนนั้นที่ทำให้เราทั้งสองได้มาเจอกันได้มาใช้ชีวิตคู่ด้วยกันและสร้างครอบครัวที่อบอุ่นไปพร้อมกันตลอดกาลมีจริงหรือไม่…นั่นไม่ใช่คำตอบที่ฉันเฝ้าหาคำตอบอีกต่อไปเพราะทุกสิ่งทุกอย่างที่ฉันเฝ้าหา…อยู่ตรงหน้านี้แล้วเราแพลนทุกอย่างไว้ล่วงหน้าหลังจากที่ริวอิจิกลับมาจากญี่ปุ่นก็จะจัดงานแต่งที่ประเทศไทยหลังจากนั้นค่อยกลับไปจัดที่ญี่ปุ่นต่อจะว่าปุบปับก็ไม่เกินจริงหลังจากนั้นไม่กี่วันฉันและเขาก็มาฟิตติ้งชุดเจ้
พอรู้ว่าต้นเดือนหน้าจะเริ่มงานตารางชีวิตของฉันก็ต้องจัดการใหม่หมดรวมไปถึงเวลาที่ให้พ่อของลูกด้วย“ทำไมไม่ลาหนึ่งปีไปเลยคุณจะได้พักผ่อนอย่างเต็มที่”“ไม่ดีกว่าค่ะฉันอยากทำงานไม่อยากแบมือขอเงินคุณ” ฉันพูดออกไปตามจริงใช้เงินเขามันก็ดีอยู่หรอกแต่อย่างว่า…เราต้องมีเก็บสำรองด้วยอีกอย่างฉันเพิ่งเริ่มชีวิตการทำงานได้ไม่ถึงปีเสียดายวิชาความรู้ที่ร่ำเรียนมาใช้ไม่เท่าไหร่ก็ต้องกลายมาเป็นแม่คนเสียแล้ว “เป็นถึงคุณนายเคอิ” เขาพูดพร้อมกับบีบจมูกที่เชิดรั้นของฉันตอนนี้เจ้าหมูน้อยก็เข้าเต้าอยู่แถมมือป้อมๆนั้นยังกำของเล่นในมือไว้แน่น“เงินของคุณนี่คะไม่ใช่เงินฉันสักหน่อย” “แต่ผมเต็มใจให้คุณใช้นะ…ใช้เท่าที่คุณต้องการยังได้” ฉันมองค้อนเขา“ทราบค่ะว่าคุณรวย”“แถมยังหล่อเหลามากอีกด้วย” ชมเองชงเองเหลือจะเชื่อฉันรู้ว่าเขาน่ะรวยมากขนาดไหนแล้วยังไงล่ะ…เกิดวันไหนเขาหมดใจกับฉันขึ้นมาทวงเงินที่ฉันใช้ไปทำไงล่ะทีนี้…สมองพลันนึกถึงกรุปแม่บ้านที่ว่าขึ้นมาที่แม่บ้านคนไทยต่างประสบปัญหาต่างๆกับสามีชาวญี่ปุ่นแล้วการที่ฉันไม่ได้เอาแต่พึ่งพาเขามากเกินไปเพื่อเป็นการเหลือทางรอดให้กับตัวเอง “สัปดาห์หน้าผมจะกลับไปเคลียร์งา
“อะอ๊ะ” แล้วจะเอาเวลาที่ไหนไปขัดถูหลังให้เล่าเขาต้องการคนขัดหลังให้ที่ไหนต้องการรวบหัวรวบหางเหยื่อเสียมากกว่า…แต่จะว่าไปฉันก็เป็นเหยื่อที่เต็มใจให้ถูกกินซะด้วยสิหากเขาเป็นกองไฟฉันก็พร้อมจะเป็นน้ำมันให้มันเผาไหม้พวกเราสองคนไปพร้อมกัน แถมเจ้าหมูน้อยยังนอนหลับปุ๋ยในเปลอย่างฝันหวานเหมือนว่าเมื่อคืนพ่อลูกทำข้อตกลงอะไรกันเอาไว้อย่างนั้นเจ้าหมูน้อยรีบตื่นมาช่วยแม่หน่อยเร็ว!!!พ่ออากิระผิวปากออกจากห้องนอนมาในตอนเจ็ดโมงเช้าร่างกายไม่มีท่าทีเหนื่อยอ่อนไม่เหมือนแม่ของลูกที่แทบจะลืมตาไม่ขึ้นวันนี้เขาคงไปทำงานสายหน่อยรอจนกว่าพี่เลี้ยงลูกจะมาช่วยไม่ได้นี่นะก็แม่ของลูกสวยขนาดนั้นใครจะอดใจยั้งมือไหว…ก็อย่างที่เคยบอก…เราสองคนเข้ากันได้ดีดีมากเสียด้วยดีกว่าที่คิดไว้เสียอีก ;pเขาจัดแจงทำอาหารเช้าไว้ให้ภรรยาดูแลลูกน้อยเมื่อพี่เลี้ยงมาถึงก็แปะมือเปลี่ยนกะเขาออกไปทำงานก่อนจะออกจากห้องแวะไปดูคุณเขาเสียหน่อยอีกฝ่ายนอนหลับอุตุจะว่าไปสองแม่ลูกนอนท่าเหมือนกันไม่มีผิดเพี้ยนเขาหยิกจมูกที่เชิดรั้นของเธอเบาๆก่อนจะกระซิบที่ข้างหู “ผมไปทำงานก่อนนะอย่านอนตื่นสายล่ะ” ฉันงัวเงียแม้ว่าร่างกายจะอ่อนเปลี้ยแต่ยังไงลูก