เมื่อได้ยินว่าผนังด้านในของฮองเฮาได้รับความเสียหาย นิ้วมือทั้งห้าใต้แขนเสื้อยาวของเซียวอวี้แปรเปลี่ยนเป็นกำหมัดแน่นฮองเฮาสร้างเรื่องโกหกหลอกลวงจริง ๆ !ในคืนอภิเษกสมรสนั้น เขาไม่น่าใจอ่อนเลย !เขาสติกระเจิงจวนจะระเบิด ก็มีหมัวมัวนางหนึ่งในนั้นเอ่ยถามขึ้น“บ่าวริซักถาม เวลาปกติฮองเฮามักจะเต้นรำหรือไม่ก็ขี่ม้าหรือไม่?”เหลียนซวงตอบอย่างลนลาน : “ใช่เจ้าค่ะ! ใช่เจ้าค่ะ!”หมัวมัวผู้นั้นเข้าใจอย่างถ่องแท้ จึงกราบทูลกับเซียวอวี้ต่อ“ฝ่าบาท สถานการณ์เช่นนี้มีไม่มากนัก สิ่งที่พบเห็นได้ทั่วไปของเหล่านางสนมในพระราชวัง ทุกคนล้วนเป็นหญิงสาวที่มักจะถูกเลี้ยงให้สงบเสงี่ยมอยู่ในเรือน ดังนั้นผนังด้านในจึงไม่ได้รับความเสียหาย”“ทว่าสถานการณ์ที่เหมือนกับฮองเฮาเช่นนี้ ก็เคยเจอมาบ้าง การเต้นรำและการขี่ม้า ถ้าหากรุนแรงเกินไป จะทำให้ผนังภายในของสตรีได้รับความเสียหายไม่มากก็น้อย”“ดังนั้นบ่าวจึงถามออกมาเช่นนี้”เซียวอวี้ถามด้วยเสียงเยือกเย็น“บอกเรามาก็พอว่าฮองเฮาบริสุทธิ์หรือไม่”หมัวมัวทั้งสองพยักหน้าทั้งคู่“กราบทูลฝ่าบาท ถึงแม้ผนังด้านในได้รับความเสียหาย ทว่าฮองเฮายังไม่เคยผ่านเรื่องอย่างว่า
เซียวอวี้เสด็จมาถึงตำหนักหย่งเหอ เห็นคนคุกเข่าอยู่ในสวนจำนวนมากพวกเขาแต่ละคนก้มหน้าก้มตา หัวหดด้วยความหวาดกลัว“ฝ่าบาท” เฟิ่งจิ่วเหยียนยืนอยู่ข้างประตูต้อนรับเขา สวมชุดธรรมดาสีน้ำเงินทั้งตัว ใบหน้าไร้ซึ่งการแต่งแต้ม ทว่าเปล่งประกายดึงดูดสายตาผู้คนเซียวอวี้เพียงชายตามองนางเล็กน้อย สีหน้าเยือกเย็นเดินเข้าไปในตำหนักเฟิ่งจิ่วเหยียนเดินตามไปอย่างนอบน้อม เมื่อถึงด้านใน จึงกราบทูลเขาอย่างตรงไปตรงมา“หม่อมฉันไม่ทำให้ฝ่าบาทผิดหวัง หาคนที่ปล่อยข่าวลือได้แล้วเพคะ!”เซียวอวี้มองไปด้านนอกตำหนัก“คนเหล่านั้น ล้วนเป็นคนริเริ่มงั้นหรือ”“คนเหล่านี้ล้วนเป็นคนที่หม่อมฉัน ‘เชิญ’ มาไต่ถาม ผ่านการซักถามในแต่ละขั้นตอน ท้ายที่สุดยืนยันได้ว่าข่าวลือนั้น สาวใช้ตำหนักหลิงเซียวเป็นคนป่าวประกาศเพคะ”เมื่อได้ยินว่าตำหนักหลิงเซียว เซียวอวี้สีหน้ามีการเปลี่ยนแปลง“ฮองเฮา จัดการเรื่องราวถูกผิดต้องดูตามข้อเท็จจริง ในช่วงเวลาสั้น ๆ สามวัน เจ้ามั่นใจได้อย่างไรว่าคำให้การของคนเหล่านี้ไม่มีข้อผิดพลาด”เฟิ่งจิ่วเหยียนไม่ได้แก้ตัว แต่กลับขออนุญาตเพิ่มเติมอีก“หากฝ่าบาทสามารถปฏิบัติกับตำหนักหลิงเซียวอย่างเท่า
เซียวอวี้หัวเราะเยาะอย่างเยือกเย็น“ได้ เพื่อส่วนรวมและส่วนตน”“ในเมื่อฮองเฮาพูดมาถึงขั้นนี้แล้ว ย่อมมั่นใจแล้วว่าเราจะอนุญาตให้เจ้าไปสืบสอบเพื่อความสงบสุขของสังคม?”เฟิ่งจิ่วเหยียนตอบกลับอย่างนอบน้อม : “หม่อมฉันเชื่อว่าฝ่าบาทเป็นจักรพรรดิที่มีพระปรีชาสามารถ ห่วงใยราษฎรทั่วหล้า จะมิเพิกเฉยกับภยันตรายใด ๆ ที่จะคืบคลานเข้ามาทำลายแคว้นหนานฉีเป็นแน่”น้ำเสียงเซียวอวี้เย็นชา“ไม่จำเป็นต้องประจบสอพลอหรอก”“หากเรื่องใหญ่โตเช่นนี้ เหตุใดเราต้องส่งไม้ต่อให้เจ้าไปสืบสอบ? หรือผู้ใต้บังคับบัญชาเราไม่มีใครที่มีน้ำยาหรือกระไร!”เฟิ่งจิ่วเหยียนไม่ได้ปฎิเสธ“ใช่เพคะ ความสามารถของหม่อมฉันมีขีดจำกัด ทว่าหม่อมฉันเป็นผู้ได้รับความเสียหายในเรื่องนี้ ไม่มีผู้ใดร้อนใจที่อยากจะสืบสอบความจริงไปมากกว่าหม่อมฉัน และไม่มีผู้ใดระมัดระวังตัวกว่าหม่อมฉันแล้ว เพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้เรื่องลุกลามใหญ่โต ทำให้ทุกคนรู้ว่าราชสำนักกำลังไล่ล่าโจรภูเขา“ฝ่าบาทจะให้คนอื่นไปสืบสอบก็ย่อมได้ ทว่าทางที่ดีก็หวังคนเหล่านั้นแต่ละคนจะปิดปากเงียบสนิท”เซียวอวี้ขมวดคิ้วเล็กน้อย เขาไม่อยากต้องการคนรู้เรื่องนี้มากนักจริง ๆ “
“ยืนงงอะไรอยู่เล่า? พระนางล่ะ!”ซุนหมัวมัวเห็นเหลียนซวงยืนแข็งทื่ออยู่ที่เดิม จึงผลักนางเบา ๆ เหลียนซวงได้สติกลับมา เหงื่อเย็นท่วมศีรษะทันที“ข้า...ข้าจะไปหาพระนางเดี๋ยวนี้”แย่แล้วนางจะไปหาพระนางจากที่ไหนกันเล่า!ซุนหมัวมัวรุดหน้าไปต้อนรับการเสด็จมาเยือนของฮ่องเต้ก่อนจักรพรรดินั่งอยู่ม้านั่งไม้สีทองขลับด้วยสีแดงด้านนอกตำหนัก เสื้อผ้าสีดำแก่ไม่มีแม้แต่รอยยับ เหมือนกับนิสัยของเขาไม่มีผิด มีความรับผิดชอบและละเอียดรอบคอบ เคร่งขรึมเอาจริงเอาจัง“ฮองเฮาล่ะ”ซุนหมัวมัวประเคนชาให้ : “กราบทูลฝ่าบาท พระนางคงจะกำลังเสด็จมา คงจะสรงน้ำอยู่เพคะ”เซียวอวี้เลิกคิ้วขึ้นก่อนหน้านี้ที่เขาออกจากตำหนักหลิงเซียวมา เดิมวางแผนจะกลับไปที่ตำหนักจื้อเฉินทันทีระหว่างทางผ่านตำหนักหย่งเหอ จึงเปลี่ยนใจชั่วคราว มาถามความคืบหน้าในการสืบสวนของฮองเฮาเสียหน่อยนางกลับมาสรงน้ำในยามนี้เสียอย่างนั้นผ่านไปครู่ใหญ่ ก็ยังไม่เห็นฮองเฮาออกมาเซียวอวี้จวนจะหมดความอดทนซุนหมัวมัวเองก็สังเกตได้ถึงความผิดปกตินางรีบร้อนเข้าไปในตำหนัก กลับเห็นเหลียนซวงยืนแข็งทื่อราวกับตอไม้อยู่ในด้านในฉากกั้นเมื่อเห็นเช่
เซียวอวี้เดินตรงมาหาเฟิ่งจิ่วเหยียน แววตาดูพินิจพิเคราะห์เฟิ่งจิ่วเหยียนวางตัวสงบนิ่ง มือข้างหนึ่งซ่อนอยู่ในแขนเสื้อกว้าง “หม่อมฉันคารวะฝ่าบาทเพคะ”“เมื่อครู่เจ้าเพิ่งออกมาจากห้องปลดทุกข์รึ” เซียวอวี้ถามด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำเฟิ่งจิ่วเหยียนพยักหน้ารับ“เพคะ ฝ่าบาท”เซียวอวี้ขมวดคิ้ว “มีกลิ่นคาวเลือด”จังหวะการหายใจของเฟิ่งจิ่วเหยียนแปรปรวนเล็กน้อยเพราะเปื้อนเลือดจำนวนมากของโจรภูเขา อีกทั้งยังไม่ได้ชำระกาย ดังนั้นย่อมต้องได้กลิ่นคาวเลือดในยามนี้นางแสร้งทำเป็นอ่อนแอ มองดูเหมือนบอบบางจนไม่อาจต้านทานแรงลม ไร้เรี่ยวแรงจะโต้ตอบ“ฝ่าบาท...หม่อมฉันมีรอบเดือนเพคะ”เซียวอวี้พลันหรี่ตาลงและเพ่งมองนางนี่เป็นครั้งที่สองที่นักฆ่าปรากฏตัวใกล้ตำหนักหย่งเหอจะบังเอิญถึงเพียงนี้ได้อย่างไร?เฟิ่งจิ่วเหยียนละสายตาลง ท่าทีนอบน้อม แต่ทันใดนั้น ฝ่ายบุรุษกลับคว้าข้อมือข้างหนึ่งของนางขึ้นมาดูเหมือนจะทำให้นางตกใจ ดวงตาพลันเบิกกว้าง“ฝ่าบาท...”นิ้วมือของเขากดที่ข้อมือของนางนี่กำลังทดสอบพลังภายในของนาง!ร่างกายของเฟิ่งจิ่วเหยียนแข็งทื่อ ไม่ขยับเขยื้อนโชคดีมือที่คว้าไปเป็นข้างซ้าย ไม่
ณ ตำหนักหย่งเหอนอกจากไทเฮาและฮ่องเต้ประทับอยู่ที่นี่ ยังมีหวงกุ้ยเฟยอยู่ด้วยหวงกุ้ยเฟยแอบบิดผ้าเช็ดหน้าในมือ ในใจรู้สึกเย็นวาบเฟิ่งเวยเฉียงหญิงต่ำช้าผู้นี้ ไม่คาดคิดว่าจะกล้าเปิดโปงเรื่องลักพาตัว!นางก็อยากเห็นเช่นกัน หญิงต่ำช้าผู้นี้จะจัดฉากละครอะไรกัน!เฟิ่งจิ่วเหยียนสั่งให้คนพาโจรภูเขาออกมาเนื่องจากพวกเขามีจำนวนคนมาก จึงพาแค่หัวหน้ากลุ่มโจรออกมาสอบปากคำเฟิ่งจิ่วเหยียนยืนขึ้นรายงาน“กลุ่มโจรภูเขาที่ลักพาตัวหม่อมฉันในวันนั้น บิดาของหม่อมฉันจับตัวพวกเขาไว้หมดแล้วเพคะ”“ตำแหน่งเบาะแสของพวกเขาไม่ธรรมดา ผ่านเหตุการณ์ไปหลายเดือน ถึงจะได้เจอตัวพวกเขา”“ยังโชคดีที่ฮ่องเต้ทรงรับปาก หม่อมฉันจึงได้รับโอกาสพิสูจน์ความบริสุทธิ์ และตามหาคนร้ายตัวจริง!”“หลังจากสอบสวนแล้ว โจรเหล่านี้ก็สารภาพว่า คนที่สั่งให้พวกเขามาลักพาตัวหม่อมฉัน ก็คือจ้าวเฉียน...คนสนิทข้างกายหวงกุ้ยเฟยเพคะ!”ประโยคสุดท้าย นางจงใจหยุดแล้วค่อยเอ่ยต่อ แสดงความหมายเป็นนัยที่ลึกล้ำ ในวินาทีนั้น แววตาของเซียวอวี้ราวกับคมดาบ ฉายประกายดุดันมาที่นางนี่เป็นสิ่งที่นางสืบหาจนรู้ หรือกำลังใส่ร้ายตำหนักหลิงเซียว?หวงกุ้ย
เฟิ่งจิ่วเหยียนยังไม่เรียกพยานออกมาทันที กลับถามหัวหน้าโจรผู้นั้นก่อน“เจ้ายืนกรานว่าเห็นจ้าวเฉียน เช่นนั้นเจ้าจำได้หรือไม่ วันนั้นเป็นวันอะไรเดือนอะไร”“จำได้! วันที่ 10 เดือน10”หวงกุ้ยเฟยยิ้มเยาะ “แน่ใจถึงเพียงนั้นเชียวรึ ความจำของเจ้าช่างดีเหลือเกิน ถ้าคนไม่รู้จะคิดว่าเจ้า...”นางมองฮองเฮาโดยมีความหมายอื่นแอบแฝง บอกเป็นนัย ๆ ว่าโจรผู้นี้รับสินบนจากฮองเฮาหัวหน้าโจรรีบแก้ต่างทันที“วันที่ 10 เดือน 10 ของทุกปีเป็นวันบูชาขุนเขา บรรดาพี่น้องเรากำลังกินดื่มสังสรรค์ และจ้าวเฉียนก็มาถึง...”จ้าวเฉียนเหมือนได้จับช่องโหว่ของอีกฝ่ายได้ จึงรีบร้อนตะโกนขึ้น“ปรักปรำ! บ่าวอยู่ในวังตลอดเวลา จะขึ้นไปบนภูเขาได้อย่างไร!”สิ่งที่เฟิ่งจิ่วเหยียนรออยู่ก็คือประโยคนี้ของเขา “จ้าวเฉียน แล้วเจ้าแน่ใจได้อย่างไร วันที่ 10 เดือน 10 ตัวเจ้าอยู่ในวังหลวง?”จ้าวเฉียนกลอกตาไปมา“ไม่ใช่แค่วันที่ 10 เดือน 10 บ่าวอยู่ปรนนิบัติรับใช้หวงกุ้ยเฟยมาตลอด ครั้งก่อนที่ออกจากวัง ก็เพราะทำความดีความชอบเลยได้กลับไปอยู่พร้อมหน้าครอบครัว “หากฮองเฮามิทรงเชื่อ ก็ตรวจดูในสมุดรายชื่อผู้ที่เข้าออกวังได้พ่ะย่ะค่ะ“การ
องครักษ์นำทองคำในมือของจินเหนียงจื่อมาตรวจสอบ ผลลัพธ์ตรงตามคำพูดของฮองเฮา ทองคำในมือของโจรภูเขากับจินเหนียงจื่อเป็นชุดเดียวกัน!จ้าวเฉียนปากสั่น แต่ยังคิดจะปฏิเสธ“ทองคำที่หลอมออกมาในชุดเดียวกัน ไม่ได้มีเพียงหนึ่งหรือสองก้อน บ่าวแค่บังเอิญว่ามีทองคำชุดนั้น จะนำมาพิสูจน์ได้อย่างไร...”เฟิ่งจิ่วเหยียนขัดจังหวะคำพูดของเขา และเอ่ยอย่างไม่รีบร้อน“โจรภูเขาชอบของมีค่า โดยเฉพาะเงินกับทองคำ นั่นเป็นเพราะไม่ต้องยุ่งยากนำตั๋วเงินไปแลกเป็นเงินอีก“จ้าวเฉียนคิดจะติดสินบนโจรภูเขา ทองคำที่นำออกมาจะต้องมีจำนวนเยอะ ไม่มีทางนำทองคำที่กระจัดกระจายไม่เต็มจำนวนไปแน่ อีกอย่างทองคำมากมายขนาดนั้น จะนำออกจากวังก็คงไม่สะดวกนัก ดังนั้นเขาจึงนำตั๋วเงินออกจากวัง แล้วค่อยไปแลกเป็นทองคำที่ร้านแลกเงินในเมืองหลวง”“ส่วนร้านแลกเงินถ้าเบิกทองคำจำนวนมาก ๆ ในครั้งเดียว ทองคำนั้นจะต้องมีหมายเลขกำกับที่เรียงกัน...”ไทเฮาโบกพระหัตถ์ “ฮองเฮา ข้าเข้าใจแล้ว เจ้าพูดมาตั้งมากมาย ก็เพื่อจะพิสูจน์ว่า ทองคำเหล่านี้เป็นชุดเดียวกันกับที่ถูกนำออกมาจากร้านแลกเงิน ใช่หรือไม่?”เฟิ่งจิ่วเหยียนพยักหน้ารับ“ใช่เพคะ เสด็จแม่”
จักรพรรดิทรงนั่งบนราชบัลลังก์ กวาดมองเหล่าขุนนาง ด้วยสายตาเฉียบคม“เราไปจากเมืองหลวงแค่ไม่กี่เดือน พวกเจ้ากลับยิ่งอยู่ยิ่งละหลวม!” เหล่าขุนนางหวาดหวั่น ไม่กล้าสบตาความน่าเกรงขามของจักรพรรดิเซียวอวี้ถามด้วยน้ำเสียงเย็นชา“ราชสำนักมีคำสั่ง ให้ตรวจสอบคดีมนุษย์โอสถ ในทุกเมืองทุกพื้นที่“ตอนนี้ เราถามพวกเจ้า เกี่ยวกับคดีนี้ พวกเจ้ารู้เรื่องมากน้อยเพียงใด?”สีหน้าขุนนางส่วนใหญ่ตกตะลึง ต่างมองหน้ากันไปมา เรื่องสืบคดี ไม่ใช่หน้าที่ของขุนนางแต่ละพื้นที่หรือ?พวกเขาต่างควรทำหน้าที่ของตนเองไม่ใช่หรือ?แต่ก็มีขุนนางส่วนน้อยไม่กี่คน คำตอบของพวกเขาเป็นที่น่าพอใจพอสมควร“ฝ่าบาท ตามที่ข้าน้อยทราบ คดีมนุษย์โอสถนั้นเกี่ยวข้องกับพิษมนุษย์โอสถ พิษนี้ทำให้คนไร้สติ ไม่กลัวความเจ็บปวด ปีนั้นพรรคเทียนหลงก่อกบฏ ก็เคยมีกองทัพมนุษย์โอสถจำนวนหนึ่งปรากฏตัว การสืบสวนเรื่องนี้ต้องทำอย่างเข้มงวดพ่ะย่ะค่ะ!”“ฝ่าบาท ข้าน้อยได้ยินมาว่า แคว้นตงซานกำลังสร้างมนุษย์โอสถอยู่อย่างลับ ๆ ดูเหมือนกำลังพยายามขยายกองทัพมนุษย์โอสถ พิษมนุษย์โอสถนั้น อาจจะมาจากแคว้นตงซานพ่ะย่ะค่ะ!”เซียวอวี้มองเหล่าขุนนางที่ยังคงไม่รู้
เฟิ่งจิ่วเหยียนมั่นใจว่าที่ทำการหลักของกลุ่มค้ามนุษย์โอสถอยู่ในเมืองหลวง ซึ่งไม่ใช่เพียงแค่คำพูดลอย ๆ นางหยิบแผนที่แคว้นหนานฉีขึ้นมา อธิบายให้เซียวอวี้ฟัง“ต้องถูกบีบจนมุม ถึงจะเห็นความผิดปกติเพคะ”“หลายเมืองที่เกิดเหตุ พิจารณาจากตำแหน่ง ระยะทาง สามารถคำนวณได้ว่า คำสั่งนั้นมาจากที่ใดเพคะ”บนแผนที่ ได้มีการทำเครื่องหมายจุดที่พบแหล่งค้ามนุษย์โอสถหลายแห่งอาศัยเส้นทาง เวลา รวมทั้งเส้นทางที่เปลี่ยนระหว่างทางที่ใช้ในการขนส่งมนุษย์โอสถ สามารถหาที่ตั้งของที่ทำการหลักได้นี่คือทักษะที่จำเป็นสำหรับแม่ทัพในสนามรบ ความเข้าใจในเวลาและระยะทางจะทำให้สามารถระบุตำแหน่งที่ตั้งกระโจมหลักของกองทัพศัตรูได้ชัดเจนจากนั้นจึงสามารถโจมตีกระโจมหลักได้เซียวอวี้ได้ยินที่นางพูดแล้วก็ขมวดคิ้ว“ที่แท้ก็อยู่ในเมืองหลวงหรือ”นั่นช่างเป็นการซ่อนภัยใกล้ตัว……ระหว่างเดินทางกลับเมืองหลวง ผ่านหมู่บ้านจู๋ซานฮ่องเต้ฮองเฮาแวะไปเยี่ยมเซียวจั๋วดวงตาทั้งคู่ของเซียวจั๋วได้รับบาดเจ็บ หลังจากหมอให้การรักษา อาการบาดเจ็บก็ไม่ดีขึ้น อาจถึงขั้นสูญเสียการมองเห็นได้เซียวอวี้ตัดสินใจ พาเขากลับเมืองหลวง ให้หมอหลวงรั
พ่อค้าไก่เหล่านั้นถูกทรมานจนหน้าตาเปลี่ยนรูปไปหมดพวกเขาจึงสารภาพตามความจริง“ไว้ชีวิต...ไว้ชีวิตด้วย! พวกเราไม่รู้จริง ๆ ว่า การซื้อขายไก่เหล่านั้น มีจุดประสงค์ใด“มีคนเสนอราคาสูง ๆ ให้พวกเราทำเช่นนี้ พวกเราก็เลยทำ”เลี่ยอู๋ซินหาใช่ผู้ที่สังหารคนโดยไร้เหตุผล ในเมื่อพวกเขาบอกความจริงแล้ว เขาก็หยุดมือทันทีเขาจึงผลักประตูออกมา ก็เผชิญกับสายตาของเซียวจั๋วคนหลังยังคงรออยู่ด้านนอก และได้ยินคำพูดของพ่อค้าไก่เหล่านั้นที่อยู่ด้านในองครักษ์ลับที่ฮ่องเต้ส่งมาให้เขาเหล่านั้น ถึงแม้จะมีวิธีการบางอย่าง แต่ยังไม่เพียงพอที่จะทำให้พ่อค้าไก่นั้นหวาดกลัวเลี่ยอู๋ซินกลับแตกต่าง เขาแค่ไปยืนตรงนั้น ก็ราวกับปีศาจคลานออกมาจากคุกอันโหดเหี้ยมเห็นชัดอยู่ว่าเป็นวันที่แสงแดดเจิดจ้า แต่ทำให้คนเหมือนย้อนกลับไปยังฤดูหนาวอันเยือกเย็นเซียวจั๋วยิ้มอย่างนุ่มนวลพลางเอ่ย“ชัดเจนแล้วว่า พวกเขาก็เป็นแค่เครื่องมือ”เลี่ยอู๋ซินก็เห็นด้วยกับการสันนิษฐานเช่นนี้เขาเช็ดคราบเลือดออกจากมือทั้งสองข้าง แล้วโยนผ้าเช็ดหน้านั้นทิ้งไปโดยไม่สนใจ “ที่จริงพวกเขาก็เป็นแค่กุ้งฝอย ถามไปก็ไม่ได้เบาะแสที่เป็นประโยชน์”ไม่รู้ว
เฟิ่งจิ่วเหยียนรู้จักบิดาแท้ ๆ ของตนเองน้อยมากนางแทบไม่รู้ว่า เขายังมีความสามารถในการอ่านได้ทีละหลายบรรทัด และดูแค่ผ่านตาก็จำได้แม่นยำตามสิ่งที่เขาพูด ตั้งแต่เด็กเขาก็มีพรสวรรค์นี้ทว่าตามหมอดูทำนาย คนที่ฉลาดเกินไปจะส่งผลเสียต่อตนเองดังนั้น เขาต้องเก็บงำพรสวรรค์ น้อยครั้งจะแสดงออกต่อหน้าคนอื่นขอเพียงเขามีสมาธิเพียงพอ ก็สามารถจดจำทุกสิ่งที่เคยเห็นได้“สิบกว่าปีมานี้ คนต่างถิ่นทุกคนที่เข้ามาเมืองเจียง พวกเขาชื่อเสียงเรียงนามใด เข้าเมืองมาทำอะไร อยู่นานเพียงใด กระหม่อมจำได้หมดทุกคน“เบื้องต้นก็คัดกรองกลุ่มคนที่มาเป็นครอบครัว คนชรา คนป่วย และคนพิการออกไป คนเหล่านี้มาเจียงโจว ส่วนใหญ่มาเพื่อเยี่ยมเยือนญาติสนิทมิตรสหาย หรือบากหน้ามาขอความช่วยเหลือ“ต่อมาก็ค่อยคัดกรองกลุ่มคนที่มีคนรู้จักอยู่ที่เจียงโจวออกมา ทุกคนต่างก็บอกว่ากลุ่มค้ามนุษย์โอสถกระทำการอย่างระมัดระวัง จึงต้องเดินทางไปมาเพียงลำพัง เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาที่ไม่คาดคิดตามมา...”นายท่านเฟิ่งพูดมามากมาย ก็มีเหตุผลในระดับหนึ่งท้ายที่สุดแล้ว เป็นเขาที่มีความจำดี สามารถจดจำจำนวนมาก ๆ ได้ จากนั้นจึงค่อยไปสำรวจตรวจสอบทีละคนคน
เมิ่งฉวีจ้องมองไปที่นายท่านเฟิ่งทันที “เจ้ามีเบาะแสอะไร?”นายท่านเฟิ่งจัดเสื้อผ้าให้เข้าที่ พลางเอ่ยด้วยท่าทีจริงจัง“หลายวันมานี้ ข้าได้รับคำสั่งให้สืบหาคนที่หายตัวไปให้แน่ชัด ทว่างานนี้สหายร่วมงานก็ทำจนใกล้จะสำเร็จแล้ว ข้าจึงคิดหาหนทางใหม่ ๆ ...”เมิ่งฉวีร้อนใจจนจะหมดความอดทน“รีบบอกมา เจ้าสืบพบอะไรบ้าง!”นายท่านเฟิ่งเห็นเขาดูร้อนใจ ในใจก็รู้สึกสะใจอยู่บ้างทว่า มันก็เป็นคนละเรื่องกันเมิ่งสิงโจวเป็นเด็กดี ถูกคนทำร้ายจนตาย ก็ถือว่าน่าเสียดายนายท่านเฟิ่งจึงเอ่ยต่อ“ข้าตรวจสอบคนที่มาจากนอกพื้นที่ หลังผ่านการตรวจเทียบ ก็คัดกรองคนกลุ่มหนึ่งออกมาได้ คดีที่คนเจียงโจวหายตัวไปนั้น เพิ่มจำนวนมากขึ้น ล้วนเกิดขึ้นหลังจากที่คนกลุ่มนี้เข้ามา ดังนั้น ในจำนวนคนกลุ่มนี้ จะต้องมีคนที่น่าสงสัย”เมิ่งฉวีคิดว่ามีเหตุผลทว่า...เขามองนายท่านเฟิ่งด้วยความสงสัย และเอ่ยถาม: “เรื่องใหญ่เพียงนี้ เหตุใดจึงไม่กราบทูลฝ่าบาท?”นายท่านเฟิ่งคิ้วขมวดปม“เจ้ามายุ่งอะไรกับข้า!”ที่จริง เขาคิดจะใช้โอกาสมอบของขวัญวันเกิดในวันนี้ กราบทูลฮ่องเต้กับฮองเฮาถึงเรื่องนี้ เพื่อผลงานที่ยิ่งใหญ่จะได้เป็นที่จดจำท
ภายในห้อง นายท่านเฟิ่งพลิกตัว และนอนตะแคงหันหลังให้เมิ่งฉวี ไม่ต้องการจะคุยกับเจ้าเฒ่าผู้นี้แม้แต่ประโยคเดียวยามนี้เขาเหมือนกับเด็กดื้อรั้น ไม่ยอมฟังอะไรทั้งสิ้นเมิ่งฉวีต้องอดกลั้น เอ่ยออกมาด้วยความจนใจ“สหาย อายุปูนนี้แล้ว เหตุใดต้องทำเช่นนี้ด้วยเล่า“ข้ารู้ว่า เพราะเรื่องของบุตรสาวทั้งสองคน เจ้าถึงไม่พอใจข้า“มีบางเรื่อง ข้ายอมรับ เช่นว่า จิ่วเหยียนบุตรสาวคนนี้ ข้ากับฮูหยินเลี้ยงดูมานานกว่าสิบปี มองนางเป็นบุตรสาวแท้ ๆ มาแต่แรกแล้ว ในตอนนั้นพวกเจ้าไม่ต้องการ...”“พวกเราไม่ใช่ไม่ต้องการนาง!” นายท่านเฟิ่งแก้ตัวด้วยอารมณ์เดือดดาลเขาทำเช่นนั้นเพราะจนใจไม่มีทางเลือกเมิ่งฉวีย้อนถาม“พวกเจ้าส่งจิ่วเหยียนมาให้ตระกูลเมิ่ง ฝากพวกเราสามีภรรยาเลี้ยงดู คงไม่ผิดกระมัง? นั่นไม่ใช่เป็นการส่งนางมาให้พวกเรา ให้นางมาเป็นบุตรสาวของพวกเราหรอกหรือ?”ครานี้นายท่านเฟิ่งถึงกับพูดไม่ออกเมิ่งฉวีนั่งลง แววตาเต็มไปด้วยความเหนื่อยล้า“ไม่ว่าจะเอ่ยอย่างไรก็ตาม บุตรของพวกเรา ก็มีเพียงเด็กคนนี้เท่านั้น เวยเฉียงก็เป็นเพราะจนใจไม่มีทางเลือก เพียงนำชื่อมาเกี่ยวโยงกับตระกูลเมิ่งของพวกเรา ในใจนางยังคงเป็น
นายท่านเฟิ่งมาที่นี่ในวันนี้ ก็เพราะเป็นวันเกิดของบุตรสาวเขาคิดว่า ในฐานะบิดา ก็ควรแสดงออกบ้างไม่มากก็น้อยดังนั้นจึงเลือกสรรอย่างพิถีพิถัน และซื้อหยกหนึ่งชิ้นมาเป็นของขวัญวันเกิดเจียงหลินบอกกับเขา“พวกเขาออกไปล่องเรือกันแล้ว คงไม่กลับมาเร็วนัก หากท่านซือหม่าเชื่อใจข้า ก็ฝากของขวัญวันเกิดนี้ไว้ ข้าจะเป็นตัวแทนท่านมอบให้กับฮองเฮา”นายท่านเฟิ่งจับกล่องผ้าไว้แน่น ๆ ทันที ท่าทางดูระแวดระวังอย่างมากเจียงหลิน: เขาดูเหมือนคนชั่วร้ายหรือ?“ข้าจะมาใหม่อีกภายหลัง” ในใจลึก ๆ ของนายท่านเฟิ่งดูหมิ่นชาวยุทธภพที่วันวันไม่มีอะไรทำเหล่านี้จิ่วเหยียนมีนิสัยเหมือนเช่นทุกวันนี้ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะเจ้าเมิ่งฉวีผู้นั้นสั่งสอนมาผิด ๆ อีกส่วนหนึ่งคือใกล้ชิดกับคนไม่ดีนายท่านเฟิ่งไม่รู้จักตัวตนของเจียงหลิน และไม่คิดจะถามด้วยซ้ำเขาเข้าใจว่าตนเองฉลาด ในเมื่อรู้ว่าฮ่องเต้กับฮองเฮาทรงกำลังล่องเรือ เขาก็ตรงไปหาพวกเขาเลยก็สิ้นเรื่องเจียงโจวแห่งนี้มีภูเขามาก ทะเลสาบที่จะล่องเรือได้ก็มีเพียงแห่งเดียวนายท่านเฟิ่งรู้แล้วว่าจะไปหาพวกเขาได้ที่ใดทว่า เมื่อเขามาถึง กลับเห็นฉากที่เจ็บปวดใจอย่างยิ่งเห็นเร
“ไปชายแดนเหนือ?” เซียวอวี้ขมวดคิ้วเล็กน้อย หันไปมองเฟิ่งจิ่วเหยียนทันที อยากรู้ว่านางตัดสินใจเช่นนี้จริงหรือไม่เขานึกถึงความเป็นไปได้หลายอย่าง แต่ไม่คิดเลยว่านางจะไปดูแลครรภ์ที่ชายแดนเหนือหากเป็นเช่นนั้น พวกเขาสามีภรรยาจะไม่ต้องแยกจากกันหรอกหรือ?ฮูหยินเมิ่งก็กังวลเรื่องนี้เช่นเดียวกันหากสามีของจิ่วเหยียนเป็นเพียงบุรุษธรรมดา เรื่องนี้ก็คงไม่มีอะไรเป็นปัญหา แต่สามีของนางเป็นกษัตริย์ของแว่นแคว้นทั้งในวังยังมีสนมเหล่านั้นเขาจะทนความเหงาได้อย่างไร?เรื่องราวในโลกยากจะคาดเดา ใจคนก็ยากจะหยั่งถึงนางไม่อยากให้จิ่วเหยียนต้องเสียใจในภายภาคหน้าใจของบุรุษก็เหมือนดั่งว่าว จะปล่อยให้เชือกว่าวเส้นนั้นขาดไม่ได้ ทันทีที่ปล่อยให้ลอยไป คิดจะดึงกลับมาอีกก็คงยากแล้วฮูหยินเมิ่งเสนอตัวเอ่ยโน้มน้าว“หากพระนางจะเสด็จไปดูแลครรภ์ที่ชายแดนเหนือ พวกเราสองสามีภรรยาย่อมต้องดูแลเป็นอย่างดี อีกทั้งก็ยินดีที่จะทำสิ่งนั้น ทว่าท้ายที่สุดแล้วนี่ก็เป็นแค่แผนการเฉพาะหน้า หารือกับฝ่าบาทก่อนจะไม่ดีกว่าหรือ?”จากปฏิกิริยาของฮ่องเต้ก็พอจะมองออกว่า เขาไม่รู้ถึงการตัดสินใจนี้ด้วยซ้ำเฟิ่งจิ่วเหยียนยิ้มเล็กน
ภายในเรือสำราญ สุราดีอาหารเลิศรสเตรียมไว้พร้อมล่วงหน้าแล้วเซียวอวี้ไม่ได้ตั้งกฎระเบียบอะไร แค่ถือว่าเป็นมื้ออาหารครอบครัวธรรมดา ทั้งสี่คนนั่งโต๊ะเดียวกันเรือสำราญลำใหญ่ ถูกเขาเหมาทั้งลำเรือ ไม่มีคนนอกมารบกวนได้เฟิ่งจิ่วเหยียนยกจอกสุราขึ้น “อาจารย์ อาจารย์หญิง ข้าขอดื่มคารวะให้ท่านทั้งสองก่อน เดินทางมาไกล คงเหน็ดเหนื่อยมาก”พวกเขาเลี้ยงดูนางมาสิบกว่าปี นางกลับไม่สามารถทำหน้าที่ลูกกตัญญูให้พวกเขาได้ รู้สึกละอายใจอย่างมากช่วงหลายวันมานี้ นางเอาแต่กังวลกับเรื่องอื่น ๆ จึงไม่ได้เขียนจดหมายไปถามสารทุกข์สุกดิบพวกเขา และไม่รู้ว่าสถานการณ์ตอนนี้ของพวกเขาเป็นอย่างไรบ้างขณะที่นางกำลังจะดื่มหมดจอก เซียวอวี้จับข้อมือนางไว้ และหยิบสุรามาจากมือของนาง“สุรานี้ เราขอดื่มแทนฮองเฮา”พูดจบเขาก็ดื่มรวดเดียวหมดสองสามีภรรยาตระกูลเมิ่งรู้สึกประหลาดใจอยู่บ้างฮูหยินเมิ่งถามด้วยความเป็นห่วงทันที: “ฮองเฮาทรงได้รับบาดเจ็บทางร่างกายหรือไม่?”มิเช่นนั้นเหตุใดถึงไม่สามารถดื่มสุราได้?เมิ่งฉวีก็มีสีหน้าเป็นกังวลเช่นกัน“หรือว่าตอนที่สืบคดีของมนุษย์โอสถ...”เขาไม่ให้นางเข้าไปยุ่งเกี่ยวในตอนแรก ก็เพ