หลังจากผ่านไปครึ่งเดือนเซียวอวี้พาเฟิ่งจิ่วเหยียนมาถึงหมู่บ้านจู๋ซานหมู่บ้านเล็ก ๆ แห่งนี้ เป็นสถานที่ตั้งรังมนุษย์โอสถตอนที่เมิ่งสิงโจวเคยสืบ และก็เป็นสถานที่เซียวอวี้ เคยช่วยชีวิตหลิงเยี่ยนเอ๋อร์ในตอนนั้นหมู่บ้านจู๋ซานอุดมไปด้วยหน่อไม้ช่วงฤดูหนาว ซึ่งมีหน่อไม้ฤดูหนาวอยู่มากมายตามท้องตลาด เห็นพ่อค้าแม่ค้าขายหน่อไม้ฤดูหนาวอยู่ทั่วทุกหนทุกแห่งพอดี เฟิ่งจิ่วเหยียนมีสหายยุทธภพคนหนึ่งอยู่ในหมู่บ้านจู๋ซาน จึงไปเยี่ยมเยือนนางไม่คิดจะพาเซียวอวี้ไปด้วยอย่างไรคนในยุทธภพ ส่วนใหญ่ไม่ชอบคบหากับคนราชสำนัก ยิ่งไปกว่านั้นยังเป็นถึงฝ่าบาทเซียวอวี้รู้ว่านางมีสหายมากมาย จึงไม่พูดอะไรนางไม่อยากพาเขาไป เขาจะแอบตามไปไม่ได้หรือ?ดังนั้น เฟิ่งจิ่วเหยียนเพิ่งออกไป เซียวอวี้ก็แอบตามไปแล้วตามมาจนถึงหมู่บ้านแห่งหนึ่งเขากับเฉินจี๋หลบอยู่ข้างหลังต้นไม้ เห็นเฟิ่งจิ่วเหยียนเข้าไปในบ้านชาวนาหลังหนึ่งเฉินจี๋เห็นฝ่าบาททำตัวเหมือนโจร ก็ถามด้วยเสียงเบา“ฝ่าบาท ท่านต้องทำถึงขนาดนี้เลยหรือ?”บอกกับฮองเฮาโดยตรง ๆ ว่าเขาก็อยากตามไปด้วย ก็ได้แล้วไม่ใช่หรือ?สีหน้าเซียวอวี้เคร่งขรึม“เราเป็นห่วงค
เซียวจั๋วหวังดีมาเปิดสำนักศึกษาเอกชนในหมู่บ้าน ตอนนี้มีลูกศิษย์เพียงคนเดียวออกจากบ้านวันนี้ ก็คือรีบไปรับสมัครนักเรียนกลับตกอยู่ในสภาพใครเห็นใครก็รำคาญเวลานี้ เขาก็รู้สึกท้อใจอยู่บ้างเซียวอวี้ดูด้วยความสนุกสนานอย่างไม่กลัวเรื่องใหญ่ ไล่ถามเฟิ่งจิ่วเหยียน“เหตุใดพวกเขาถึงรำคาญเขา?”เฟิ่งจิ่วเหยียนพูดขึ้นมาด้วยสีหน้าจริงจังงานเก็บเกี่ยวฤดูใบไม้ร่วงกำลังคึกคัก พาลูกคนอื่นไปยังสำนักศึกษาเอกชน เท่านี้ก็ช่างเถอะ เขาใช้ไข่ไก่หลอกล่อเด็ก หลายครั้งที่ทุกคนในหมู่บ้านเห็นเป็นคนค้ามนุษย์“ให้ผลงานภาพวาดประดิษฐ์ตัวอักษร เด็กในหมู่บ้านดูไม่รู้เรื่อง นำไปใช้ก่อไฟ ถูกเขาเทศนาเหมือนสวดมนต์“สร้างสำนักศึกษาเอกชนมาถึงตอนนี้ มีนักเรียนเพียงคนเดียว ยังมาเพราะเห็นแก่ไก่ที่เขาเลี้ยงไว้ จนถึงตอนนี้ยังไม่รู้ตัวหนังสือสักตัว ทว่าเนื้อกลับเพิ่มขึ้นไม่น้อย...”เซียวจั๋วยกมือข้างหนึ่งกุมหน้าผาก“ขอร้องท่านไม่ต้องพูดแล้ว”เซียวอวี้หันไปมองเซียวจั๋ว ท่าทีแลดูเจ็บใจที่ไม่สามารถหลอมเหล็กให้กลายเป็นเหล็กกล้าได้อย่างน้อยก็เป็นคนตระกูลเซียวของเขา กลายเป็นสภาพเช่นนี้ได้อย่างไรเพิ่งพูดเสร็จ เด็กอ้วนท้ว
แววตาเฟิ่งจิ่วเหยียนเยือกเย็น ในสมองปรากฏศพไม่ครบถ้วนของศิษย์พี่ถึงแม้ไม่ได้เห็นด้วยตาตนเอง ก็สามารถนึกภาพจากการบอกเล่าของอาจารย์ความน่าสยดสยองนั้น...นางหันไปมองเซียวอวี้ น้ำเสียงแหบแห้ง“ระวังหน่อย อย่างไรก็ไม่ผิด”“ที่สำคัญคือ หม่อมฉันไม่อยากให้คนอื่นที่ไม่รู้เรื่องเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้อง”สภาพของศิษย์พี่ เป็นการเตือนหากนางไม่มีความสามารถปกป้องทุกคน ก็ไม่ควรที่จะเปิดเผยเรื่องราวออกไปเซียวอวี้ฟังนางอธิบาย แล้วก็ยื่นแขนออกไปโอบกอดนางไว้“แม่หญิงของเราช่างเป็นคนมีจิตใจเมตตา”……ในโรงพักแรมทั้งสองคนทานมื้อค่ำแล้ว เฟิ่งจิ่วเหยียนพูด “หม่อมฉันได้ให้ตงฟางซื่อเดินทางมา ถึงตอนนั้นให้ท่านบอกเล่ารูปลักษณ์ของคนนั้น”ต่อให้เซียวอวี้จำได้เพียงรูปลักษณ์คนนั้นคลุมหน้า ตงฟางซื่อก็สามารถวาดภาพได้อย่างคร่าว ๆ เซียวอวี้คิดถึงผู้เฒ่าผมขาวในตอนกลางวันคนนั้น พร้อมถามเฟิ่งจิ่วเหยียนเหมือนไม่ได้ตั้งใจ“เหล่าสวี่คนนั้น เป็นใครหรือ? เจ้ารู้จักกับเขาได้อย่างไร?”คนที่อายุมากแล้วคนหนึ่ง แลดูไม่มีอะไรพิเศษ ไม่เหมือนคนในยุทธภพเฟิ่งจิ่วเหยียนเล่าตามตรง“เขาเป็นนักตีดาบคนหนึ่ง ตอนที่หม่อมฉัน
โครม!ช่วงที่กลไกถล่มลงมา ทุกคนต่างหนีกันไม่ทัน จึงร่วงลงมาที่พื้นด้านล่างอู๋ไป๋จับเฉินจี๋แน่นตั้งแต่ต้นยันจบ คนทั้งสองจึงตกลงมาด้วยกันสิ่งแรกที่เฟิ่งจิ่วเหยียนทำก็คือยืนให้มั่นคง จากนั้นนางก็เปิดตะบันไฟตามหาเซียวอวี้เหล่าองครักษ์ที่เหลือก็ตอบสนองด้วยการลุกขึ้นมาอย่างรวดเร็ว“คุ้มครองฝ่าบาทและพระนาง!”เฟิ่งจิ่วเหยียนหาเซียวอวี้พบเป็นคนแรก อย่างไรจุดที่สองคนตกลงมาก็อยู่ไม่ห่างกันนางพยุงเขาขึ้นมา แล้วเป็นห่วงว่าเค้าจะบาดเจ็บหรือไม่เป็นอย่างแรกเซียวอวี้สงบนิ่งเป็นอย่างมาก“ไม่เป็นไร”“นั่นเป็นเพราะว่าท่านทับข้าน่ะสิ” เซียวจั๋วค่อย ๆ ลุกขึ้นเซียวอวี้ : ?เฟิ่งจิ่วเหยียนมองสำรวจไปรอบ ๆ ทันที นางอยากรู้ว่าที่นี่คือที่ไหน แล้วจะออกไปได้อย่างไรแสงจากตะบันไฟของหลาย ๆ คนรวมอยู่ด้วยกัน ทำให้ข้างล่างนี้สว่างขึ้นบ้างเซียวอวี้นึกขึ้นได้จึงพูดกับเฟิ่งจิ่วเหยียน“ที่นี่คือรังมนุษย์โอสถ เรารู้ว่าทางเข้าอยู่ไหน หลังจากเข้าไปในถ้ำ เดินตรงเข้าไปด้านใน จะมีบันไดลับจุดหนึ่งลงไปด้านล่าง นึกไม่ถึงว่าด้านบนจะมีกลไกด้วย”รังมนุษย์โอสถถูกราชสำนักทำลายทิ้งแล้ว ทว่าก็ยังเหลือสิ่งของเดิมอยู่
เลี่ยอู๋ซินร่างกายบาดเจ็บสาหัส ยืนได้ไม่นานเซียวอวี้จึงอนุญาตให้เขานั่งพูดองครักษ์ประคองเขาให้นั่งลง เขาพูดตอบ “ตอนนั้นกระหม่อมกับสิงโจวสืบคดีมนุษย์โอสถด้วยกัน เขาถูกคนชั่วทำร้ายจนตาย หลายปีมานี้กระหม่อมจึงซ่อนตัวและคอยสืบคดีนี้อย่างลับ ๆ มาตลอด “ทว่า...แค่ก คนพวกนั้นซ่อนตัวดีเกินไป” เลี่ยอู๋ซินบาดเจ็บสาหัส พูดได้ไม่กี่ประโยคก็ไอ เฟิ่งจิ่วเหยียนรู้สึกผิดหวังอยู่บ้าง “ถ้าเช่นนั้นเบาะแสที่เจ้าสืบพบคงมีน้อยมากสินะ?” เลี่ยอู๋ซินพยักหน้า “พ่ะย่ะค่ะ” “เช่นนั้นเหตุใดเจ้าจึงกลับมาที่นี่?” เซียวอวี้จี้ถามเขา เลี่ยอู๋ซินตอบ “พอหาเบาะแสใหม่ไม่เจอ กระหม่อมจึงได้แต่กลับมาที่นี่แล้วเริ่มตรวจสอบใหม่อีกครั้ง สองวันก่อนตอนที่กระหม่อมเพิ่งจะมาถึงที่นี่ ก็โดนกลไกจนตกลงมา “โชคดีที่พกอาหารแห้งติดตัวมาด้วย จึงไม่ถึงกับอดตาย “เพียงแต่บาดเจ็บสาหัสไปเสียหน่อย หากพวกพระองค์ไม่ได้เข้ามาและช่วยเหลือกระหม่อมเอาไว้ เกรงว่ากระหม่อมคงได้ตายที่นี่แล้วพ่ะย่ะค่ะ” ขณะที่พูด ราวกับว่าเขากำลังจมเข้าสู่ความทรงจำ เขาเงยหน้ามองขึ้นไปข้างบน “ตอนนั้นกระหม่อมกับสิงโจวพลัดหลงกันตรงนี้ เพื่อที่จะช่วยก
เลี่ยอู๋ซินตัวปลอมตายแล้ว ทั้งยังถูกเลี่ยอู๋ซินตัวจริงฆ่าความเปลี่ยนแปลงนี้เกิดขึ้นเร็วมาก คนส่วนมากยังไม่อาจแสดงปฏิกิริยาตอบโต้ได้ทันเฉินจี๋ที่รู้สึกตัวทีหลังตะโกนเสียงดัง“คุ้มครองฝ่าบาท!”อู๋ไป๋หัวเราะเยาะเขา “นักฆ่าตายแล้ว เจ้าพูดช้าไปแล้ว”เฟิ่งจิ่วเหยียนมองไปที่เลี่ยอู๋ซินตัวจริง ใบหน้าฉงนอยู่หลายส่วน“ท่านออกมาจากตรงไหน”เลี่ยอู๋ซินเช็ดเลือดที่เลอะอยู่บนดาบ และก้าวเท้าเหยียบลงบนศพ เช็ดดินที่ติดอยู่ที่พื้นรองเท้าเขาเป็นคนรักความสะอาดมาตั้งแต่เด็ก ความเคยชินนี้แก้ไม่ได้ซักทีใบหน้านั้นดูหล่อเหลา คิ้วเข้ม ดวงตาโต เบ้าตาลึก กรามแกร่งคมคร้าม“บันไดลับทางนั้นมีกลไกอยู่ สามารถเข้ามาจากด้านนอกได้ ข้าเข้ามาซักพักแล้ว พวกเจ้าไม่มีใครรู้ตัวซักคน“ต้องโทษที่ที่นี่มืดเกินไป”เขาพูดจ้อไม่หยุดพลางย่อตัวลงตรวจดูนักฆ่าที่ปลอมตัวเป็นเขาว่าตายหรือยังจากนั้นก็ยกดาบขึ้นตัดคอของนักฆ่าผู้นั้นจนขาดนี่ถึงจะเป็นเลี่ยอู๋ซินที่เฟิ่งจิ่วเหยียนรู้จักศิษย์พี่มักจะบอกว่า เลี่ยอู๋ซินผู้นั้น “ไร้หัวใจ” จริง ๆ หากคนผู้นี้เดินทางผิด จะต้องเป็นจอมมารแน่ เขาลงมืออย่างเด็ดขาดมาตลอด หากเลือกที่จะก
เลี่ยอู๋ซินมีนิสัยรักอิสระมาแต่กำเนิด เขาเทชาให้ตัวเอง หลังจากดื่มแล้วก็พูดต่อ“ข้าอยากจะตรวจสอบตำแหน่งที่หญ้าบัวแดงขึ้นทั้งหมดให้ชัดเจน โดยเฝ้ารอให้เหยื่อมาติดกับเอง“วิธีการโง่มาก ข้าจะไม่อธิบายอะไรมากแล้ว”เขาพูดราวกับว่ากำลังพูดเรื่องของคนอื่นจากคำสารภาพของเขากับเซียวจั๋ว อย่างน้อยเฟิ่งจิ่วเหยียนก็ได้เบาะแสใหม่เรื่องหญ้าบัวแดงมานางถาม : “พื้นที่อื่นของแคว้นหนานฉีไม่มีหญ้าบัวแดงหรือ?”“ไม่มี” เซียวจั๋วกับเลี่ยอู๋ซินพูดพร้อมกันอีกครั้งเซียวอวี้ไตร่ตรองด้วยสีหน้าจริงจังทันทีหากบอกว่าหญ้าบัวแดงเป็นพิษต่อมนุษย์โอสถที่จะขาดไม่ได้ เช่นนั้นแล้ว เป็นไปไม่ได้ที่ผู้ทำยานี้ขึ้นจะยอมตัดใจจากหญ้าบัวแดงทว่าเลี่ยอู๋ซินกับเซียวจั๋วเฝ้ามานานขนาดนี้แล้ว ก็ยังจับคนพวกนั้นไม่ได้น่าสงสัยนัก“พวกเจ้าแน่ใจรึ ว่าจะขาดหญ้าบัวแดงไม่ได้?” เซียวอวี้ถามพวกเขาอีกครั้งคราวนี้ทั้งสองคนตอบช้าไปครู่หนึ่งเลี่ยอู๋ซินดื่มน้ำอีกครั้ง ขนตาที่เหมือนกับขนอีกาหลุบตาลงทันใดนั้นเขาก็พูดขึ้น“หลายปีก่อนที่ข้าสืบได้เป็นเช่นนี้ ตอนนี้สถานการณ์เป็นอย่างไรไม่แน่ใจ”พอคำพูดนี้ออกมา คนทั้งสี่ก็เข้าสู่ความเงี
หลังจากเซียวอวี้ปรากฎตัวขึ้น เลี่ยอู๋ซินกับเฟิ่งจิ่วเหยียนถึงหยุดโต้เถียงกัน“พวกเจ้ากำลังทะเลาะเรื่องอะไรกัน” เซียวอวี้สีหน้าเคร่งขรึม มีมาดราวกับผู้อาวุโสก็ไม่ปานเลี่ยอู๋ซินเบะปาก“ไม่มีอะไร คุยกันถึงเรื่องในอดีตเฉย ๆ ใช่หรือไม่ น้องจิ่วเหยียน?”ปากสุนัขอย่างเขาพูดอะไรดี ๆ ไม่เป็น เฟิ่งจิ่วเหยียนจึงไม่เก็บมาคิดมากชั่วคราว“ใช่ แค่คุยเรื่องในอดีตเท่านั้น”เซียวอวี้ : คิดว่าเขาหูหนวก ไม่ได้ยินอะไรทั้งนั้นรึไร?จากที่ได้ยินเลี่ยอู๋ซินพูด ดูเหมือนว่าจะไม่พอใจที่เฟิ่งจิ่วเหยียนสืบคดีมนุษย์โอสถคงจะเป็นห่วงความปลอดภัยของพวกเขาทว่าที่เขาพูดถึงการแต่งงานกับจิ่วเหยียน นี่มันเรื่องอะไรกัน?เซียวอวี้เก็บความสงสัยเอาไว้ในใจ ไม่ได้ถามออกมาตงฟางซื่อคารวะเซียวอวี้“คารวะฝ่าบาท”เซียวอวี้ปัดชายอาภรณ์แล้วนั่งลง“เราปิดบังฐานะออกตรวจตราต่างเมือง ไม่ต้องมากพิธี”เฟิ่งจิ่วเหยียนเองก็นั่งลงตามเซียวอวี้พูดอย่างใจลอย : “กินอะไรซักหน่อยก่อน อีกซักพักค่อยไปดูหญ้าบัวแดง”เลี่ยอู๋ซินไม่ได้ปฏิเสธ เพียงมองเฟิ่งจิ่วเหยียนอีกหลายครั้งเฟิ่งจิ่วเหยียนรู้ว่าเขาคิดอะไร จึงพูดย้ำอีกครั้ง“เรื่อง
เมิ่งฉวีจ้องมองไปที่นายท่านเฟิ่งทันที “เจ้ามีเบาะแสอะไร?”นายท่านเฟิ่งจัดเสื้อผ้าให้เข้าที่ พลางเอ่ยด้วยท่าทีจริงจัง“หลายวันมานี้ ข้าได้รับคำสั่งให้สืบหาคนที่หายตัวไปให้แน่ชัด ทว่างานนี้สหายร่วมงานก็ทำจนใกล้จะสำเร็จแล้ว ข้าจึงคิดหาหนทางใหม่ ๆ ...”เมิ่งฉวีร้อนใจจนจะหมดความอดทน“รีบบอกมา เจ้าสืบพบอะไรบ้าง!”นายท่านเฟิ่งเห็นเขาดูร้อนใจ ในใจก็รู้สึกสะใจอยู่บ้างทว่า มันก็เป็นคนละเรื่องกันเมิ่งสิงโจวเป็นเด็กดี ถูกคนทำร้ายจนตาย ก็ถือว่าน่าเสียดายนายท่านเฟิ่งจึงเอ่ยต่อ“ข้าตรวจสอบคนที่มาจากนอกพื้นที่ หลังผ่านการตรวจเทียบ ก็คัดกรองคนกลุ่มหนึ่งออกมาได้ คดีที่คนเจียงโจวหายตัวไปนั้น เพิ่มจำนวนมากขึ้น ล้วนเกิดขึ้นหลังจากที่คนกลุ่มนี้เข้ามา ดังนั้น ในจำนวนคนกลุ่มนี้ จะต้องมีคนที่น่าสงสัย”เมิ่งฉวีคิดว่ามีเหตุผลทว่า...เขามองนายท่านเฟิ่งด้วยความสงสัย และเอ่ยถาม: “เรื่องใหญ่เพียงนี้ เหตุใดจึงไม่กราบทูลฝ่าบาท?”นายท่านเฟิ่งคิ้วขมวดปม“เจ้ามายุ่งอะไรกับข้า!”ที่จริง เขาคิดจะใช้โอกาสมอบของขวัญวันเกิดในวันนี้ กราบทูลฮ่องเต้กับฮองเฮาถึงเรื่องนี้ เพื่อผลงานที่ยิ่งใหญ่จะได้เป็นที่จดจำท
ภายในห้อง นายท่านเฟิ่งพลิกตัว และนอนตะแคงหันหลังให้เมิ่งฉวี ไม่ต้องการจะคุยกับเจ้าเฒ่าผู้นี้แม้แต่ประโยคเดียวยามนี้เขาเหมือนกับเด็กดื้อรั้น ไม่ยอมฟังอะไรทั้งสิ้นเมิ่งฉวีต้องอดกลั้น เอ่ยออกมาด้วยความจนใจ“สหาย อายุปูนนี้แล้ว เหตุใดต้องทำเช่นนี้ด้วยเล่า“ข้ารู้ว่า เพราะเรื่องของบุตรสาวทั้งสองคน เจ้าถึงไม่พอใจข้า“มีบางเรื่อง ข้ายอมรับ เช่นว่า จิ่วเหยียนบุตรสาวคนนี้ ข้ากับฮูหยินเลี้ยงดูมานานกว่าสิบปี มองนางเป็นบุตรสาวแท้ ๆ มาแต่แรกแล้ว ในตอนนั้นพวกเจ้าไม่ต้องการ...”“พวกเราไม่ใช่ไม่ต้องการนาง!” นายท่านเฟิ่งแก้ตัวด้วยอารมณ์เดือดดาลเขาทำเช่นนั้นเพราะจนใจไม่มีทางเลือกเมิ่งฉวีย้อนถาม“พวกเจ้าส่งจิ่วเหยียนมาให้ตระกูลเมิ่ง ฝากพวกเราสามีภรรยาเลี้ยงดู คงไม่ผิดกระมัง? นั่นไม่ใช่เป็นการส่งนางมาให้พวกเรา ให้นางมาเป็นบุตรสาวของพวกเราหรอกหรือ?”ครานี้นายท่านเฟิ่งถึงกับพูดไม่ออกเมิ่งฉวีนั่งลง แววตาเต็มไปด้วยความเหนื่อยล้า“ไม่ว่าจะเอ่ยอย่างไรก็ตาม บุตรของพวกเรา ก็มีเพียงเด็กคนนี้เท่านั้น เวยเฉียงก็เป็นเพราะจนใจไม่มีทางเลือก เพียงนำชื่อมาเกี่ยวโยงกับตระกูลเมิ่งของพวกเรา ในใจนางยังคงเป็น
นายท่านเฟิ่งมาที่นี่ในวันนี้ ก็เพราะเป็นวันเกิดของบุตรสาวเขาคิดว่า ในฐานะบิดา ก็ควรแสดงออกบ้างไม่มากก็น้อยดังนั้นจึงเลือกสรรอย่างพิถีพิถัน และซื้อหยกหนึ่งชิ้นมาเป็นของขวัญวันเกิดเจียงหลินบอกกับเขา“พวกเขาออกไปล่องเรือกันแล้ว คงไม่กลับมาเร็วนัก หากท่านซือหม่าเชื่อใจข้า ก็ฝากของขวัญวันเกิดนี้ไว้ ข้าจะเป็นตัวแทนท่านมอบให้กับฮองเฮา”นายท่านเฟิ่งจับกล่องผ้าไว้แน่น ๆ ทันที ท่าทางดูระแวดระวังอย่างมากเจียงหลิน: เขาดูเหมือนคนชั่วร้ายหรือ?“ข้าจะมาใหม่อีกภายหลัง” ในใจลึก ๆ ของนายท่านเฟิ่งดูหมิ่นชาวยุทธภพที่วันวันไม่มีอะไรทำเหล่านี้จิ่วเหยียนมีนิสัยเหมือนเช่นทุกวันนี้ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะเจ้าเมิ่งฉวีผู้นั้นสั่งสอนมาผิด ๆ อีกส่วนหนึ่งคือใกล้ชิดกับคนไม่ดีนายท่านเฟิ่งไม่รู้จักตัวตนของเจียงหลิน และไม่คิดจะถามด้วยซ้ำเขาเข้าใจว่าตนเองฉลาด ในเมื่อรู้ว่าฮ่องเต้กับฮองเฮาทรงกำลังล่องเรือ เขาก็ตรงไปหาพวกเขาเลยก็สิ้นเรื่องเจียงโจวแห่งนี้มีภูเขามาก ทะเลสาบที่จะล่องเรือได้ก็มีเพียงแห่งเดียวนายท่านเฟิ่งรู้แล้วว่าจะไปหาพวกเขาได้ที่ใดทว่า เมื่อเขามาถึง กลับเห็นฉากที่เจ็บปวดใจอย่างยิ่งเห็นเร
“ไปชายแดนเหนือ?” เซียวอวี้ขมวดคิ้วเล็กน้อย หันไปมองเฟิ่งจิ่วเหยียนทันที อยากรู้ว่านางตัดสินใจเช่นนี้จริงหรือไม่เขานึกถึงความเป็นไปได้หลายอย่าง แต่ไม่คิดเลยว่านางจะไปดูแลครรภ์ที่ชายแดนเหนือหากเป็นเช่นนั้น พวกเขาสามีภรรยาจะไม่ต้องแยกจากกันหรอกหรือ?ฮูหยินเมิ่งก็กังวลเรื่องนี้เช่นเดียวกันหากสามีของจิ่วเหยียนเป็นเพียงบุรุษธรรมดา เรื่องนี้ก็คงไม่มีอะไรเป็นปัญหา แต่สามีของนางเป็นกษัตริย์ของแว่นแคว้นทั้งในวังยังมีสนมเหล่านั้นเขาจะทนความเหงาได้อย่างไร?เรื่องราวในโลกยากจะคาดเดา ใจคนก็ยากจะหยั่งถึงนางไม่อยากให้จิ่วเหยียนต้องเสียใจในภายภาคหน้าใจของบุรุษก็เหมือนดั่งว่าว จะปล่อยให้เชือกว่าวเส้นนั้นขาดไม่ได้ ทันทีที่ปล่อยให้ลอยไป คิดจะดึงกลับมาอีกก็คงยากแล้วฮูหยินเมิ่งเสนอตัวเอ่ยโน้มน้าว“หากพระนางจะเสด็จไปดูแลครรภ์ที่ชายแดนเหนือ พวกเราสองสามีภรรยาย่อมต้องดูแลเป็นอย่างดี อีกทั้งก็ยินดีที่จะทำสิ่งนั้น ทว่าท้ายที่สุดแล้วนี่ก็เป็นแค่แผนการเฉพาะหน้า หารือกับฝ่าบาทก่อนจะไม่ดีกว่าหรือ?”จากปฏิกิริยาของฮ่องเต้ก็พอจะมองออกว่า เขาไม่รู้ถึงการตัดสินใจนี้ด้วยซ้ำเฟิ่งจิ่วเหยียนยิ้มเล็กน
ภายในเรือสำราญ สุราดีอาหารเลิศรสเตรียมไว้พร้อมล่วงหน้าแล้วเซียวอวี้ไม่ได้ตั้งกฎระเบียบอะไร แค่ถือว่าเป็นมื้ออาหารครอบครัวธรรมดา ทั้งสี่คนนั่งโต๊ะเดียวกันเรือสำราญลำใหญ่ ถูกเขาเหมาทั้งลำเรือ ไม่มีคนนอกมารบกวนได้เฟิ่งจิ่วเหยียนยกจอกสุราขึ้น “อาจารย์ อาจารย์หญิง ข้าขอดื่มคารวะให้ท่านทั้งสองก่อน เดินทางมาไกล คงเหน็ดเหนื่อยมาก”พวกเขาเลี้ยงดูนางมาสิบกว่าปี นางกลับไม่สามารถทำหน้าที่ลูกกตัญญูให้พวกเขาได้ รู้สึกละอายใจอย่างมากช่วงหลายวันมานี้ นางเอาแต่กังวลกับเรื่องอื่น ๆ จึงไม่ได้เขียนจดหมายไปถามสารทุกข์สุกดิบพวกเขา และไม่รู้ว่าสถานการณ์ตอนนี้ของพวกเขาเป็นอย่างไรบ้างขณะที่นางกำลังจะดื่มหมดจอก เซียวอวี้จับข้อมือนางไว้ และหยิบสุรามาจากมือของนาง“สุรานี้ เราขอดื่มแทนฮองเฮา”พูดจบเขาก็ดื่มรวดเดียวหมดสองสามีภรรยาตระกูลเมิ่งรู้สึกประหลาดใจอยู่บ้างฮูหยินเมิ่งถามด้วยความเป็นห่วงทันที: “ฮองเฮาทรงได้รับบาดเจ็บทางร่างกายหรือไม่?”มิเช่นนั้นเหตุใดถึงไม่สามารถดื่มสุราได้?เมิ่งฉวีก็มีสีหน้าเป็นกังวลเช่นกัน“หรือว่าตอนที่สืบคดีของมนุษย์โอสถ...”เขาไม่ให้นางเข้าไปยุ่งเกี่ยวในตอนแรก ก็เพ
เซียวจั๋วอยู่ที่หมู่บ้านจู๋ซาน สิ่งสำคัญอันดับแรกก็คือการสืบหาเส้นทางการค้าขายของหญ้าบัวแดงเพื่อความสะดวกในการทำงานของเขา เซียวอวี้จึงเหลือผู้ช่วยไว้ให้เขาจำนวนหนึ่งในที่สุดตอนนี้ก็เริ่มมีผลสำเร็จในจดหมายเซียวจั๋วพูดถึง ที่จริงเขาก็สงสัยมานานแล้วว่า หญ้าบัวแดงนั้นไม่ได้ขายออกไปด้วยเส้นทางขายสมุนไพร แต่เป็นช่องทางอื่น มิเช่นนั้นคงไม่มีทางที่จะไร้เบาะแสดังนั้นก็ได้ตรวจพบไก่พวกนั้นกินหญ้าบัวแดงเป็นอาหารผลสุดท้ายก็พบว่า แต่ละเดือนจะมีไก่จำนวนหนึ่งถูกขายออกไปยังเมืองอื่นพ่อค้าไก่เหล่านั้นเดินทางไม่แน่นอน และน่าสงสัยอย่างมาก“ทูลฝ่าบาท องค์ชายเซียวจับพ่อค้าไก่เหล่านั้นได้แล้ว ทว่าคนเหล่านั้นปากแข็ง ไม่ยอมพูดอะไรทั้งสิ้นพ่ะย่ะค่ะ”สายตาเซียวอวี้ดูเย็นชาเคร่งขรึม“ถึงแม้ไม่ยอมพูด แต่เรื่องนี้ก็ใกล้จะคลี่คลายแล้ว”วันนี้เขายังต้องไปฉลองวันเกิดร่วมกับเฟิ่งจิ่วเหยียน เรื่องการสืบสวนนี้ เขาวางใจให้ผู้ใต้บังคับบัญชาจัดการแทนจากนั้นก็หันไปจูงมือเฟิ่งจิ่วเหยียน “พวกเราไปกันเถอะ วันนี้เป็นวันเกิดของเจ้า ไม่จำเป็นต้องสนใจเรื่องอื่น”เฟิ่งจิ่วเหยียนพยักหน้า และตามเขาขึ้นรถม้าไปภายใน
คำสั่งจากพระราชวังสั่งการลงมาเป็นลำดับ ให้ทั่วแคว้นหนานฉีสืบสวนคดีของมนุษย์โอสถอย่างเข้มงวดในยุทธภพ นำโดยสำนักเฉวียนเจิน ร่วมกันวางแผนกำจัดกลุ่มค้ามนุษย์โอสถ ในช่วงเวลาสั้น ๆ ความเคลื่อนไหวอย่างลับ ๆ ก็เริ่มปรากฏขึ้นประกาศของราชสำนักติดไว้ตามถนนหนทางและตรอกซอกซอย ชาวบ้านพากันล้อมวงเข้ามาดูจำนวนไม่น้อย“นี่มันเรื่องอะไรกัน? มนุษย์โอสถคืออะไร?”“น่ากลัวเหลือเกิน! บอกว่าจะจับตัวคนไป และกรอกยาพิษลงไป จนทำให้คนดี ๆ กลายเป็นคนก็ไม่ใช่ผีก็ไม่เชิง”“ทางการให้พวกเราระวังตัวให้มาก หลีกเลี่ยงไปในสถานที่ห่างไกล ยามปกติออกนอกบ้านควรเดินทางไปด้วยกันเป็นกลุ่มจะดีที่สุด ทว่าคนชั่วที่คิดจะทำเรื่องผิดกฎหมาย พวกเราชาวบ้านธรรมดาคงป้องกันยาก!”“เฮ่อ! เช่นนั้นก็ออกจากบ้านให้น้อยครั้ง!”“ในประกาศยังเขียนอีกว่า หากผู้ใดแจ้งเบาะแส ก็จะได้เงินรางวัลด้วย!”ราชสำนักจำเป็นต้องทำลายรังของกลุ่มค้ามนุษย์โอสถให้สิ้นซากชาวบ้านต่างก็ขานรับถึงอย่างไรนี่ก็เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยของพวกเขาเองบ้านที่มีคนหายตัวไปก่อนหน้านี้ จึงวิ่งโร่มาหาทางการในแต่ละวัน“ใต้เท้า จะหาบุตรสาวของข้าเจอเมื่อใด?”“ใต้เท้า! สองป
เซียวอวี้ไม่คาดคิดจริง ๆ ว่า เขากับจิ่วเหยียนจะยังมีบุตรได้ก่อนหน้านี้ที่ให้นางหยุดยา ก็เพราะตัดสินใจจะไม่ต้องการบุตรแล้ว คิดว่าชีวิตนี้ของเขาคงไร้วาสนาจะมีทายาทหมอผู้นั้นยืนยันหนักแน่น“เป็นชีพจรตั้งครรภ์จริง ๆ อายุครรภ์เกินหนึ่งเดือนแล้ว”พระพักตร์มังกรของเซียวอวี้เผยความยินดีขึ้นมาในทันที“ดี! ดีมาก! ใครก็ได้ นำรางวัลมา!”เมื่อหมอได้รับทองคำจำนวนมาก ร่างกายถึงกับอ่อนแรงไปทันทีนี่นี่นี่...นี่ช่างเป็นโชคลาภตกจากสวรรค์!เขาเพียงบอกว่าเป็นชีพจรตั้งครรภ์ ก็ได้รับค่าตรวจสูงถึงเพียงนี้?หลังจากนั้นเฉินจี๋ก็พาหมอออกไปส่งภายในห้องเซียวอวี้ตื่นเต้นดีใจเป็นอย่างยิ่ง ตรงไปอุ้มเฟิ่งจิ่วเหยียนขึ้นมาจากเก้าอี้“จิ่วเหยียน พวกเรามีบุตรแล้ว!”เฟิ่งจิ่วเหยียนยื่นนิ้วชี้ แตะที่ริมฝีปากเขา“เบาเสียงหน่อย อย่าทำให้บุตรในครรภ์ตกใจ”นางก็ดีใจมากเช่นกันทว่าคนเฒ่าคนแก่กล่าวไว้ ภายในสามเดือน ภาวะครรภ์ยังไม่คงที่ มีความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะแท้งนางพยายามทำตัวให้สงบนิ่ง ไม่อยากคาดหวังสูง เพราะจะยิ่งผิดหวังมากเซียวอวี้ระมัดระวังมากยิ่งขึ้น รีบอุ้มนางไปนั่งลงบนเตียง นำผ้าห่มคลุมท้องให้นาง
นายท่านเฟิ่งไม่รู้ว่าเซียวอวี้กำลังคิดสิ่งใดอยู่ในใจขอแค่ฝ่าบาทไม่ถือโทษ เขาก็รู้สึกสบายใจแล้วเพียงคิดไม่ถึงว่า ฝ่าบาทจะโปรดปรานลูกสาวของเขาขนาดนี้ แม้แต่เรื่องไร้สาระเช่นนี้ยังอดทนรับได้หากเป็นเขา ก็คงไม่มีทางยอมให้ภรรยาของตัวเองทำเรื่องเช่นนี้เด็ดขาด“ขอบพระทัยในความกรุณาของฝ่าบาท เรื่องนี้ ล้วนมีสาเหตุมาจากตระกูลเฟิ่ง กระหม่อมไม่กล้าสู้หน้าท่านจริง ๆ”แม้นอยู่ต่อหน้านายท่านเฟิ่ง เซียวอวี้ก็ยังแสดงความรักใคร่ต่อเฟิ่งจิ่วเหยียนอย่างไม่หลบหลีก“ฮองเฮาเมตตาเรายิ่งกว่า”แววตาที่เขามองนาง หวานปานน้ำผึ้งเฟิ่งจิ่วเหยียนหันหน้าหนี ลุกขึ้นพูดกับนายท่านเฟิ่ง“หากไม่มีเรื่องอื่น ก็กลับไปก่อนเถอะ ข้ากับฝ่าบาทยังมีเรื่องสำคัญต้องจัดการ”ในขณะที่เจียงโจวกำลังสืบคดีมนุษย์โอสถ และเขามีตำแหน่งเป็นถึงซือหม่า แต่ดูว่างขนาดนี้เลยหรือ?ยามที่เฟิ่งจิ่วเหยียนพูดกับนายท่านเฟิ่ง สีหน้าเย็นชาอย่างมาก ไม่เหมือนพ่อลูกกันเลยสักนิดนายท่านเฟิ่งเคยชินกับเรื่องนี้แล้วเขาถามอย่างไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย“เรื่องแคว้นซีหนี่ว์ เมิ่งฉวีรู้หรือไม่?”เฟิ่งจิ่วเหยียนไม่ได้คิดอะไรมาก จึงบอกไปตามความจริง“ท่า