เซียวจั๋วหวังดีมาเปิดสำนักศึกษาเอกชนในหมู่บ้าน ตอนนี้มีลูกศิษย์เพียงคนเดียวออกจากบ้านวันนี้ ก็คือรีบไปรับสมัครนักเรียนกลับตกอยู่ในสภาพใครเห็นใครก็รำคาญเวลานี้ เขาก็รู้สึกท้อใจอยู่บ้างเซียวอวี้ดูด้วยความสนุกสนานอย่างไม่กลัวเรื่องใหญ่ ไล่ถามเฟิ่งจิ่วเหยียน“เหตุใดพวกเขาถึงรำคาญเขา?”เฟิ่งจิ่วเหยียนพูดขึ้นมาด้วยสีหน้าจริงจังงานเก็บเกี่ยวฤดูใบไม้ร่วงกำลังคึกคัก พาลูกคนอื่นไปยังสำนักศึกษาเอกชน เท่านี้ก็ช่างเถอะ เขาใช้ไข่ไก่หลอกล่อเด็ก หลายครั้งที่ทุกคนในหมู่บ้านเห็นเป็นคนค้ามนุษย์“ให้ผลงานภาพวาดประดิษฐ์ตัวอักษร เด็กในหมู่บ้านดูไม่รู้เรื่อง นำไปใช้ก่อไฟ ถูกเขาเทศนาเหมือนสวดมนต์“สร้างสำนักศึกษาเอกชนมาถึงตอนนี้ มีนักเรียนเพียงคนเดียว ยังมาเพราะเห็นแก่ไก่ที่เขาเลี้ยงไว้ จนถึงตอนนี้ยังไม่รู้ตัวหนังสือสักตัว ทว่าเนื้อกลับเพิ่มขึ้นไม่น้อย...”เซียวจั๋วยกมือข้างหนึ่งกุมหน้าผาก“ขอร้องท่านไม่ต้องพูดแล้ว”เซียวอวี้หันไปมองเซียวจั๋ว ท่าทีแลดูเจ็บใจที่ไม่สามารถหลอมเหล็กให้กลายเป็นเหล็กกล้าได้อย่างน้อยก็เป็นคนตระกูลเซียวของเขา กลายเป็นสภาพเช่นนี้ได้อย่างไรเพิ่งพูดเสร็จ เด็กอ้วนท้ว
แววตาเฟิ่งจิ่วเหยียนเยือกเย็น ในสมองปรากฏศพไม่ครบถ้วนของศิษย์พี่ถึงแม้ไม่ได้เห็นด้วยตาตนเอง ก็สามารถนึกภาพจากการบอกเล่าของอาจารย์ความน่าสยดสยองนั้น...นางหันไปมองเซียวอวี้ น้ำเสียงแหบแห้ง“ระวังหน่อย อย่างไรก็ไม่ผิด”“ที่สำคัญคือ หม่อมฉันไม่อยากให้คนอื่นที่ไม่รู้เรื่องเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้อง”สภาพของศิษย์พี่ เป็นการเตือนหากนางไม่มีความสามารถปกป้องทุกคน ก็ไม่ควรที่จะเปิดเผยเรื่องราวออกไปเซียวอวี้ฟังนางอธิบาย แล้วก็ยื่นแขนออกไปโอบกอดนางไว้“แม่หญิงของเราช่างเป็นคนมีจิตใจเมตตา”……ในโรงพักแรมทั้งสองคนทานมื้อค่ำแล้ว เฟิ่งจิ่วเหยียนพูด “หม่อมฉันได้ให้ตงฟางซื่อเดินทางมา ถึงตอนนั้นให้ท่านบอกเล่ารูปลักษณ์ของคนนั้น”ต่อให้เซียวอวี้จำได้เพียงรูปลักษณ์คนนั้นคลุมหน้า ตงฟางซื่อก็สามารถวาดภาพได้อย่างคร่าว ๆ เซียวอวี้คิดถึงผู้เฒ่าผมขาวในตอนกลางวันคนนั้น พร้อมถามเฟิ่งจิ่วเหยียนเหมือนไม่ได้ตั้งใจ“เหล่าสวี่คนนั้น เป็นใครหรือ? เจ้ารู้จักกับเขาได้อย่างไร?”คนที่อายุมากแล้วคนหนึ่ง แลดูไม่มีอะไรพิเศษ ไม่เหมือนคนในยุทธภพเฟิ่งจิ่วเหยียนเล่าตามตรง“เขาเป็นนักตีดาบคนหนึ่ง ตอนที่หม่อมฉัน
โครม!ช่วงที่กลไกถล่มลงมา ทุกคนต่างหนีกันไม่ทัน จึงร่วงลงมาที่พื้นด้านล่างอู๋ไป๋จับเฉินจี๋แน่นตั้งแต่ต้นยันจบ คนทั้งสองจึงตกลงมาด้วยกันสิ่งแรกที่เฟิ่งจิ่วเหยียนทำก็คือยืนให้มั่นคง จากนั้นนางก็เปิดตะบันไฟตามหาเซียวอวี้เหล่าองครักษ์ที่เหลือก็ตอบสนองด้วยการลุกขึ้นมาอย่างรวดเร็ว“คุ้มครองฝ่าบาทและพระนาง!”เฟิ่งจิ่วเหยียนหาเซียวอวี้พบเป็นคนแรก อย่างไรจุดที่สองคนตกลงมาก็อยู่ไม่ห่างกันนางพยุงเขาขึ้นมา แล้วเป็นห่วงว่าเค้าจะบาดเจ็บหรือไม่เป็นอย่างแรกเซียวอวี้สงบนิ่งเป็นอย่างมาก“ไม่เป็นไร”“นั่นเป็นเพราะว่าท่านทับข้าน่ะสิ” เซียวจั๋วค่อย ๆ ลุกขึ้นเซียวอวี้ : ?เฟิ่งจิ่วเหยียนมองสำรวจไปรอบ ๆ ทันที นางอยากรู้ว่าที่นี่คือที่ไหน แล้วจะออกไปได้อย่างไรแสงจากตะบันไฟของหลาย ๆ คนรวมอยู่ด้วยกัน ทำให้ข้างล่างนี้สว่างขึ้นบ้างเซียวอวี้นึกขึ้นได้จึงพูดกับเฟิ่งจิ่วเหยียน“ที่นี่คือรังมนุษย์โอสถ เรารู้ว่าทางเข้าอยู่ไหน หลังจากเข้าไปในถ้ำ เดินตรงเข้าไปด้านใน จะมีบันไดลับจุดหนึ่งลงไปด้านล่าง นึกไม่ถึงว่าด้านบนจะมีกลไกด้วย”รังมนุษย์โอสถถูกราชสำนักทำลายทิ้งแล้ว ทว่าก็ยังเหลือสิ่งของเดิมอยู่
เลี่ยอู๋ซินร่างกายบาดเจ็บสาหัส ยืนได้ไม่นานเซียวอวี้จึงอนุญาตให้เขานั่งพูดองครักษ์ประคองเขาให้นั่งลง เขาพูดตอบ “ตอนนั้นกระหม่อมกับสิงโจวสืบคดีมนุษย์โอสถด้วยกัน เขาถูกคนชั่วทำร้ายจนตาย หลายปีมานี้กระหม่อมจึงซ่อนตัวและคอยสืบคดีนี้อย่างลับ ๆ มาตลอด “ทว่า...แค่ก คนพวกนั้นซ่อนตัวดีเกินไป” เลี่ยอู๋ซินบาดเจ็บสาหัส พูดได้ไม่กี่ประโยคก็ไอ เฟิ่งจิ่วเหยียนรู้สึกผิดหวังอยู่บ้าง “ถ้าเช่นนั้นเบาะแสที่เจ้าสืบพบคงมีน้อยมากสินะ?” เลี่ยอู๋ซินพยักหน้า “พ่ะย่ะค่ะ” “เช่นนั้นเหตุใดเจ้าจึงกลับมาที่นี่?” เซียวอวี้จี้ถามเขา เลี่ยอู๋ซินตอบ “พอหาเบาะแสใหม่ไม่เจอ กระหม่อมจึงได้แต่กลับมาที่นี่แล้วเริ่มตรวจสอบใหม่อีกครั้ง สองวันก่อนตอนที่กระหม่อมเพิ่งจะมาถึงที่นี่ ก็โดนกลไกจนตกลงมา “โชคดีที่พกอาหารแห้งติดตัวมาด้วย จึงไม่ถึงกับอดตาย “เพียงแต่บาดเจ็บสาหัสไปเสียหน่อย หากพวกพระองค์ไม่ได้เข้ามาและช่วยเหลือกระหม่อมเอาไว้ เกรงว่ากระหม่อมคงได้ตายที่นี่แล้วพ่ะย่ะค่ะ” ขณะที่พูด ราวกับว่าเขากำลังจมเข้าสู่ความทรงจำ เขาเงยหน้ามองขึ้นไปข้างบน “ตอนนั้นกระหม่อมกับสิงโจวพลัดหลงกันตรงนี้ เพื่อที่จะช่วยก
เลี่ยอู๋ซินตัวปลอมตายแล้ว ทั้งยังถูกเลี่ยอู๋ซินตัวจริงฆ่าความเปลี่ยนแปลงนี้เกิดขึ้นเร็วมาก คนส่วนมากยังไม่อาจแสดงปฏิกิริยาตอบโต้ได้ทันเฉินจี๋ที่รู้สึกตัวทีหลังตะโกนเสียงดัง“คุ้มครองฝ่าบาท!”อู๋ไป๋หัวเราะเยาะเขา “นักฆ่าตายแล้ว เจ้าพูดช้าไปแล้ว”เฟิ่งจิ่วเหยียนมองไปที่เลี่ยอู๋ซินตัวจริง ใบหน้าฉงนอยู่หลายส่วน“ท่านออกมาจากตรงไหน”เลี่ยอู๋ซินเช็ดเลือดที่เลอะอยู่บนดาบ และก้าวเท้าเหยียบลงบนศพ เช็ดดินที่ติดอยู่ที่พื้นรองเท้าเขาเป็นคนรักความสะอาดมาตั้งแต่เด็ก ความเคยชินนี้แก้ไม่ได้ซักทีใบหน้านั้นดูหล่อเหลา คิ้วเข้ม ดวงตาโต เบ้าตาลึก กรามแกร่งคมคร้าม“บันไดลับทางนั้นมีกลไกอยู่ สามารถเข้ามาจากด้านนอกได้ ข้าเข้ามาซักพักแล้ว พวกเจ้าไม่มีใครรู้ตัวซักคน“ต้องโทษที่ที่นี่มืดเกินไป”เขาพูดจ้อไม่หยุดพลางย่อตัวลงตรวจดูนักฆ่าที่ปลอมตัวเป็นเขาว่าตายหรือยังจากนั้นก็ยกดาบขึ้นตัดคอของนักฆ่าผู้นั้นจนขาดนี่ถึงจะเป็นเลี่ยอู๋ซินที่เฟิ่งจิ่วเหยียนรู้จักศิษย์พี่มักจะบอกว่า เลี่ยอู๋ซินผู้นั้น “ไร้หัวใจ” จริง ๆ หากคนผู้นี้เดินทางผิด จะต้องเป็นจอมมารแน่ เขาลงมืออย่างเด็ดขาดมาตลอด หากเลือกที่จะก
เลี่ยอู๋ซินมีนิสัยรักอิสระมาแต่กำเนิด เขาเทชาให้ตัวเอง หลังจากดื่มแล้วก็พูดต่อ“ข้าอยากจะตรวจสอบตำแหน่งที่หญ้าบัวแดงขึ้นทั้งหมดให้ชัดเจน โดยเฝ้ารอให้เหยื่อมาติดกับเอง“วิธีการโง่มาก ข้าจะไม่อธิบายอะไรมากแล้ว”เขาพูดราวกับว่ากำลังพูดเรื่องของคนอื่นจากคำสารภาพของเขากับเซียวจั๋ว อย่างน้อยเฟิ่งจิ่วเหยียนก็ได้เบาะแสใหม่เรื่องหญ้าบัวแดงมานางถาม : “พื้นที่อื่นของแคว้นหนานฉีไม่มีหญ้าบัวแดงหรือ?”“ไม่มี” เซียวจั๋วกับเลี่ยอู๋ซินพูดพร้อมกันอีกครั้งเซียวอวี้ไตร่ตรองด้วยสีหน้าจริงจังทันทีหากบอกว่าหญ้าบัวแดงเป็นพิษต่อมนุษย์โอสถที่จะขาดไม่ได้ เช่นนั้นแล้ว เป็นไปไม่ได้ที่ผู้ทำยานี้ขึ้นจะยอมตัดใจจากหญ้าบัวแดงทว่าเลี่ยอู๋ซินกับเซียวจั๋วเฝ้ามานานขนาดนี้แล้ว ก็ยังจับคนพวกนั้นไม่ได้น่าสงสัยนัก“พวกเจ้าแน่ใจรึ ว่าจะขาดหญ้าบัวแดงไม่ได้?” เซียวอวี้ถามพวกเขาอีกครั้งคราวนี้ทั้งสองคนตอบช้าไปครู่หนึ่งเลี่ยอู๋ซินดื่มน้ำอีกครั้ง ขนตาที่เหมือนกับขนอีกาหลุบตาลงทันใดนั้นเขาก็พูดขึ้น“หลายปีก่อนที่ข้าสืบได้เป็นเช่นนี้ ตอนนี้สถานการณ์เป็นอย่างไรไม่แน่ใจ”พอคำพูดนี้ออกมา คนทั้งสี่ก็เข้าสู่ความเงี
หลังจากเซียวอวี้ปรากฎตัวขึ้น เลี่ยอู๋ซินกับเฟิ่งจิ่วเหยียนถึงหยุดโต้เถียงกัน“พวกเจ้ากำลังทะเลาะเรื่องอะไรกัน” เซียวอวี้สีหน้าเคร่งขรึม มีมาดราวกับผู้อาวุโสก็ไม่ปานเลี่ยอู๋ซินเบะปาก“ไม่มีอะไร คุยกันถึงเรื่องในอดีตเฉย ๆ ใช่หรือไม่ น้องจิ่วเหยียน?”ปากสุนัขอย่างเขาพูดอะไรดี ๆ ไม่เป็น เฟิ่งจิ่วเหยียนจึงไม่เก็บมาคิดมากชั่วคราว“ใช่ แค่คุยเรื่องในอดีตเท่านั้น”เซียวอวี้ : คิดว่าเขาหูหนวก ไม่ได้ยินอะไรทั้งนั้นรึไร?จากที่ได้ยินเลี่ยอู๋ซินพูด ดูเหมือนว่าจะไม่พอใจที่เฟิ่งจิ่วเหยียนสืบคดีมนุษย์โอสถคงจะเป็นห่วงความปลอดภัยของพวกเขาทว่าที่เขาพูดถึงการแต่งงานกับจิ่วเหยียน นี่มันเรื่องอะไรกัน?เซียวอวี้เก็บความสงสัยเอาไว้ในใจ ไม่ได้ถามออกมาตงฟางซื่อคารวะเซียวอวี้“คารวะฝ่าบาท”เซียวอวี้ปัดชายอาภรณ์แล้วนั่งลง“เราปิดบังฐานะออกตรวจตราต่างเมือง ไม่ต้องมากพิธี”เฟิ่งจิ่วเหยียนเองก็นั่งลงตามเซียวอวี้พูดอย่างใจลอย : “กินอะไรซักหน่อยก่อน อีกซักพักค่อยไปดูหญ้าบัวแดง”เลี่ยอู๋ซินไม่ได้ปฏิเสธ เพียงมองเฟิ่งจิ่วเหยียนอีกหลายครั้งเฟิ่งจิ่วเหยียนรู้ว่าเขาคิดอะไร จึงพูดย้ำอีกครั้ง“เรื่อง
เฟิ่งจิ่วเหยียนสั่งสตรีนางนั้น“หญ้าบัวแดงมีพิษร้ายแรง จำเป็นต้องกำจัดทิ้ง อีกไม่นานราชสำนักก็จะประกาศคำสั่งลงมา”แม้หญิงนางนี้จะไม่เข้าใจว่าหญ้าบัวแดงคืออะไร ทว่าก็ยังเชื่อฟัง“หม่อมฉันทราบแล้วเพคะ กลับไปแล้วหม่อมฉันจะบอกพวกท่านลุงเพคะ”หลังจากนางถูกส่งกลับไป เลี่ยอู๋ซินก็ยิ้มถามเฟิ่งจิ่วเหยียน“เจ้าหลอกคนอื่นเป็นตั้งแต่เมื่อไหร่เนี่ย?”เฟิ่งจิ่วเหยียนพูดอย่างตรงไปตรงมา“จะสู้กับคนชั่ว ก็ต้องใช้วิธีพิเศษ”วิธีที่เลี่ยอู๋ซินกับเซียวจั๋วใช้ ล้วนเป็นการรอให้อีกฝ่ายตกหลุมพรางเอง แต่กลับไม่อาจสืบได้ถึงผู้ที่อยู่เบื้องหลังเลยเห็นได้ชัดว่าคนพวกนั้นทำงานอย่างระมัดระวังมากหมู่บ้านจู๋ซานนี้ซับซ้อนนัก พวกเขาเพิ่งจะมาที่นี่ครั้งแรก จะสืบแบบเงียบ ๆ ไม่ได้ตงฟางซื่อกินอิ่มแล้ว แววตาก็เปลี่ยนเป็นใสสะอาดทันทีเขาพูดอย่างจริงจัง : “หากหญ้าบัวแดงไม่อาจขาดได้จริง คนพวกนั้นจะต้องเคลื่อนไหว กระหม่อมเต็มใจอยู่ต่อเพื่อช่วยเหลือด้วยกำลังอันน้อยนิดพ่ะย่ะค่ะ”เลี่ยอู๋ซินหัวเราะเยาะเบา ๆ“มีคนไม่กลัวตายมาอีกแล้ว”ตงฟางซื่อยิ้มสดใส : “ลูกหลานแห่งยุทธภพ ไม่ยี่หระต่อความตายมาแต่แรก จิตวิญญาณพันธมิ
ภายในเรือสำราญ สุราดีอาหารเลิศรสเตรียมไว้พร้อมล่วงหน้าแล้วเซียวอวี้ไม่ได้ตั้งกฎระเบียบอะไร แค่ถือว่าเป็นมื้ออาหารครอบครัวธรรมดา ทั้งสี่คนนั่งโต๊ะเดียวกันเรือสำราญลำใหญ่ ถูกเขาเหมาทั้งลำเรือ ไม่มีคนนอกมารบกวนได้เฟิ่งจิ่วเหยียนยกจอกสุราขึ้น “อาจารย์ อาจารย์หญิง ข้าขอดื่มคารวะให้ท่านทั้งสองก่อน เดินทางมาไกล คงเหน็ดเหนื่อยมาก”พวกเขาเลี้ยงดูนางมาสิบกว่าปี นางกลับไม่สามารถทำหน้าที่ลูกกตัญญูให้พวกเขาได้ รู้สึกละอายใจอย่างมากช่วงหลายวันมานี้ นางเอาแต่กังวลกับเรื่องอื่น ๆ จึงไม่ได้เขียนจดหมายไปถามสารทุกข์สุกดิบพวกเขา และไม่รู้ว่าสถานการณ์ตอนนี้ของพวกเขาเป็นอย่างไรบ้างขณะที่นางกำลังจะดื่มหมดจอก เซียวอวี้จับข้อมือนางไว้ และหยิบสุรามาจากมือของนาง“สุรานี้ เราขอดื่มแทนฮองเฮา”พูดจบเขาก็ดื่มรวดเดียวหมดสองสามีภรรยาตระกูลเมิ่งรู้สึกประหลาดใจอยู่บ้างฮูหยินเมิ่งถามด้วยความเป็นห่วงทันที: “ฮองเฮาทรงได้รับบาดเจ็บทางร่างกายหรือไม่?”มิเช่นนั้นเหตุใดถึงไม่สามารถดื่มสุราได้?เมิ่งฉวีก็มีสีหน้าเป็นกังวลเช่นกัน“หรือว่าตอนที่สืบคดีของมนุษย์โอสถ...”เขาไม่ให้นางเข้าไปยุ่งเกี่ยวในตอนแรก ก็เพ
เซียวจั๋วอยู่ที่หมู่บ้านจู๋ซาน สิ่งสำคัญอันดับแรกก็คือการสืบหาเส้นทางการค้าขายของหญ้าบัวแดงเพื่อความสะดวกในการทำงานของเขา เซียวอวี้จึงเหลือผู้ช่วยไว้ให้เขาจำนวนหนึ่งในที่สุดตอนนี้ก็เริ่มมีผลสำเร็จในจดหมายเซียวจั๋วพูดถึง ที่จริงเขาก็สงสัยมานานแล้วว่า หญ้าบัวแดงนั้นไม่ได้ขายออกไปด้วยเส้นทางขายสมุนไพร แต่เป็นช่องทางอื่น มิเช่นนั้นคงไม่มีทางที่จะไร้เบาะแสดังนั้นก็ได้ตรวจพบไก่พวกนั้นกินหญ้าบัวแดงเป็นอาหารผลสุดท้ายก็พบว่า แต่ละเดือนจะมีไก่จำนวนหนึ่งถูกขายออกไปยังเมืองอื่นพ่อค้าไก่เหล่านั้นเดินทางไม่แน่นอน และน่าสงสัยอย่างมาก“ทูลฝ่าบาท องค์ชายเซียวจับพ่อค้าไก่เหล่านั้นได้แล้ว ทว่าคนเหล่านั้นปากแข็ง ไม่ยอมพูดอะไรทั้งสิ้นพ่ะย่ะค่ะ”สายตาเซียวอวี้ดูเย็นชาเคร่งขรึม“ถึงแม้ไม่ยอมพูด แต่เรื่องนี้ก็ใกล้จะคลี่คลายแล้ว”วันนี้เขายังต้องไปฉลองวันเกิดร่วมกับเฟิ่งจิ่วเหยียน เรื่องการสืบสวนนี้ เขาวางใจให้ผู้ใต้บังคับบัญชาจัดการแทนจากนั้นก็หันไปจูงมือเฟิ่งจิ่วเหยียน “พวกเราไปกันเถอะ วันนี้เป็นวันเกิดของเจ้า ไม่จำเป็นต้องสนใจเรื่องอื่น”เฟิ่งจิ่วเหยียนพยักหน้า และตามเขาขึ้นรถม้าไปภายใน
คำสั่งจากพระราชวังสั่งการลงมาเป็นลำดับ ให้ทั่วแคว้นหนานฉีสืบสวนคดีของมนุษย์โอสถอย่างเข้มงวดในยุทธภพ นำโดยสำนักเฉวียนเจิน ร่วมกันวางแผนกำจัดกลุ่มค้ามนุษย์โอสถ ในช่วงเวลาสั้น ๆ ความเคลื่อนไหวอย่างลับ ๆ ก็เริ่มปรากฏขึ้นประกาศของราชสำนักติดไว้ตามถนนหนทางและตรอกซอกซอย ชาวบ้านพากันล้อมวงเข้ามาดูจำนวนไม่น้อย“นี่มันเรื่องอะไรกัน? มนุษย์โอสถคืออะไร?”“น่ากลัวเหลือเกิน! บอกว่าจะจับตัวคนไป และกรอกยาพิษลงไป จนทำให้คนดี ๆ กลายเป็นคนก็ไม่ใช่ผีก็ไม่เชิง”“ทางการให้พวกเราระวังตัวให้มาก หลีกเลี่ยงไปในสถานที่ห่างไกล ยามปกติออกนอกบ้านควรเดินทางไปด้วยกันเป็นกลุ่มจะดีที่สุด ทว่าคนชั่วที่คิดจะทำเรื่องผิดกฎหมาย พวกเราชาวบ้านธรรมดาคงป้องกันยาก!”“เฮ่อ! เช่นนั้นก็ออกจากบ้านให้น้อยครั้ง!”“ในประกาศยังเขียนอีกว่า หากผู้ใดแจ้งเบาะแส ก็จะได้เงินรางวัลด้วย!”ราชสำนักจำเป็นต้องทำลายรังของกลุ่มค้ามนุษย์โอสถให้สิ้นซากชาวบ้านต่างก็ขานรับถึงอย่างไรนี่ก็เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยของพวกเขาเองบ้านที่มีคนหายตัวไปก่อนหน้านี้ จึงวิ่งโร่มาหาทางการในแต่ละวัน“ใต้เท้า จะหาบุตรสาวของข้าเจอเมื่อใด?”“ใต้เท้า! สองป
เซียวอวี้ไม่คาดคิดจริง ๆ ว่า เขากับจิ่วเหยียนจะยังมีบุตรได้ก่อนหน้านี้ที่ให้นางหยุดยา ก็เพราะตัดสินใจจะไม่ต้องการบุตรแล้ว คิดว่าชีวิตนี้ของเขาคงไร้วาสนาจะมีทายาทหมอผู้นั้นยืนยันหนักแน่น“เป็นชีพจรตั้งครรภ์จริง ๆ อายุครรภ์เกินหนึ่งเดือนแล้ว”พระพักตร์มังกรของเซียวอวี้เผยความยินดีขึ้นมาในทันที“ดี! ดีมาก! ใครก็ได้ นำรางวัลมา!”เมื่อหมอได้รับทองคำจำนวนมาก ร่างกายถึงกับอ่อนแรงไปทันทีนี่นี่นี่...นี่ช่างเป็นโชคลาภตกจากสวรรค์!เขาเพียงบอกว่าเป็นชีพจรตั้งครรภ์ ก็ได้รับค่าตรวจสูงถึงเพียงนี้?หลังจากนั้นเฉินจี๋ก็พาหมอออกไปส่งภายในห้องเซียวอวี้ตื่นเต้นดีใจเป็นอย่างยิ่ง ตรงไปอุ้มเฟิ่งจิ่วเหยียนขึ้นมาจากเก้าอี้“จิ่วเหยียน พวกเรามีบุตรแล้ว!”เฟิ่งจิ่วเหยียนยื่นนิ้วชี้ แตะที่ริมฝีปากเขา“เบาเสียงหน่อย อย่าทำให้บุตรในครรภ์ตกใจ”นางก็ดีใจมากเช่นกันทว่าคนเฒ่าคนแก่กล่าวไว้ ภายในสามเดือน ภาวะครรภ์ยังไม่คงที่ มีความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะแท้งนางพยายามทำตัวให้สงบนิ่ง ไม่อยากคาดหวังสูง เพราะจะยิ่งผิดหวังมากเซียวอวี้ระมัดระวังมากยิ่งขึ้น รีบอุ้มนางไปนั่งลงบนเตียง นำผ้าห่มคลุมท้องให้นาง
นายท่านเฟิ่งไม่รู้ว่าเซียวอวี้กำลังคิดสิ่งใดอยู่ในใจขอแค่ฝ่าบาทไม่ถือโทษ เขาก็รู้สึกสบายใจแล้วเพียงคิดไม่ถึงว่า ฝ่าบาทจะโปรดปรานลูกสาวของเขาขนาดนี้ แม้แต่เรื่องไร้สาระเช่นนี้ยังอดทนรับได้หากเป็นเขา ก็คงไม่มีทางยอมให้ภรรยาของตัวเองทำเรื่องเช่นนี้เด็ดขาด“ขอบพระทัยในความกรุณาของฝ่าบาท เรื่องนี้ ล้วนมีสาเหตุมาจากตระกูลเฟิ่ง กระหม่อมไม่กล้าสู้หน้าท่านจริง ๆ”แม้นอยู่ต่อหน้านายท่านเฟิ่ง เซียวอวี้ก็ยังแสดงความรักใคร่ต่อเฟิ่งจิ่วเหยียนอย่างไม่หลบหลีก“ฮองเฮาเมตตาเรายิ่งกว่า”แววตาที่เขามองนาง หวานปานน้ำผึ้งเฟิ่งจิ่วเหยียนหันหน้าหนี ลุกขึ้นพูดกับนายท่านเฟิ่ง“หากไม่มีเรื่องอื่น ก็กลับไปก่อนเถอะ ข้ากับฝ่าบาทยังมีเรื่องสำคัญต้องจัดการ”ในขณะที่เจียงโจวกำลังสืบคดีมนุษย์โอสถ และเขามีตำแหน่งเป็นถึงซือหม่า แต่ดูว่างขนาดนี้เลยหรือ?ยามที่เฟิ่งจิ่วเหยียนพูดกับนายท่านเฟิ่ง สีหน้าเย็นชาอย่างมาก ไม่เหมือนพ่อลูกกันเลยสักนิดนายท่านเฟิ่งเคยชินกับเรื่องนี้แล้วเขาถามอย่างไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย“เรื่องแคว้นซีหนี่ว์ เมิ่งฉวีรู้หรือไม่?”เฟิ่งจิ่วเหยียนไม่ได้คิดอะไรมาก จึงบอกไปตามความจริง“ท่า
ในศาลาว่าการแห่งเจียงโจวเหล่าข้าราชการแทบไม่กินไม่ดื่ม มุ่งคำนวนจำนวนคนที่หายตัวไปในช่วงหลายปีมานี้จนเสร็จประชาชนที่มาร้องทุกข์ก็มีอยู่ไม่น้อยนอกจากนายท่านเฟิ่งแล้ว ข้าราชการคนอื่น ๆ ก็ไม่มีใครรู้ว่าฮองเฮามาเยือนเจียงโจว จึงมีคนพูดทิ่มแทงอยู่ข้าง ๆ นายท่านเฟิ่ง“ใต้เท้าเฟิ่ง ได้ยินมาว่าฮองเฮาไปเป็นประมุขที่แคว้นซีหนี่ว์แล้วหรือ? เรื่องนี้จริงหรือไม่?”นายท่านเฟิ่งตีหน้าเคร่งขรึม“จะเป็นไปได้อย่างไร!”ยังมีคนโต้เขากลับไป “ใต้เท้าเฟิ่ง เรื่องมาถึงขนาดนี้แล้ว ท่านไม่จำเป็นต้องปิดบังพวกข้าหรอก ตอนนี้รู้กันหมดแล้ว อดีตฮูหยินของท่าน จริง ๆ แล้วคือน้องสาวแท้ ๆ ของกษัตริย์องค์ก่อนของแคว้นซีหนี่ว์…”นัยน์ตาของนายท่านเฟิ่งสั่นสะท้านเขาเองก็เคยได้ยินข่าวลือเช่นนี้มาก่อน ก่อนหน้านี้ก็เคยถามจิ่วเหยียนเช่นกัน แต่ปฏิกิริยาของนาง ดูเหมือนว่าข่าวลือไม่เป็นความจริงตอนนี้คนกลุ่มนี้พูดถึงข่าวลือนั้นขึ้นมาอีกครั้ง บางทีอาจจะไม่ใช่เพียงข่าวโคมลอยทว่า หลิวซื่อผู้นั้น จะไปมีสายเลือดของราชวงศ์แคว้นซีหนี่ว์ได้อย่างไร?ไม่ว่าคิดแง่ไหนเขาก็รู้สึกว่ามันน่าขำอย่างมากหลังจากลงเวรนายท่านเฟิ่งก็ม
นายท่านเฟิ่งอ้างเหตุผลเยี่ยมเยือนลูกสาว นำขนมลูกท้ออบกรอบที่เป็นของประจำท้องถิ่นของเจียงโจวมามอบให้เฟิ่งจิ่วเหยียนเฉยชากว่าเซียวอวี้ ใบหน้าไร้ซึ่งรอยยิ้ม“ท่านมาทำไม”เมื่อคืนเตือนเขาไปแล้ว ช่วงนี้เจียงโจวไม่ค่อยสงบ ให้เขากลับไปที่จวนซือหม่าแต่เขากลับมาส่งของขวัญที่นี่อย่างเปิดเผยนายท่านเฟิ่งท่าทางน่าสงสาร มือทั้งสองข้างประสานกัน ไม่กล้าเงยหน้ามองฮ่องเต้และฮองเฮา“ข้า…ไม่สิ กระหม่อมแค่อยากมาดู ว่ามีเรื่องอะไร ที่กระหม่อมพอจะช่วยได้หรือไม่“ถึงอย่างไรก็เป็นซือหม่าที่เจียงโจวมาระยะหนึ่งแล้ว ประชาชนที่นี่ก็รู้จักหมด”เฟิ่งจิ่วเหยียนกล่าวอย่างไม่รักษาน้ำใจ“แค่ไม่สร้างปัญหาเพิ่ม ก็ช่วยได้มากแล้ว”นายท่านเฟิ่งได้ยินคำพูดนี้ ก็ยิ่งรู้สึกน้อยใจแม้แต่เซียวอวี้ยังรู้สึก จิ่วเหยียนค่อนข้างโหดร้ายไปหน่อย“พ่อตาก็แค่หวังดี”เมื่อนายท่านเฟิ่งได้ยินคำว่า “พ่อตา” สีหน้าพลันทอแววดีใจขึ้นมาจากนั้นเซียวอวี้ก็กำชับเขาตามหน้าที่“หลายวันมานี้ ที่ว่าการกำลังสืบเรื่องการหายตัวไปของประชาชน…”นายท่านเฟิ่งใจชื้นจนมีไหวพริบ รีบโค้งทำความเคารพ“กระหม่อมรู้แล้ว กระหม่อมจะไปช่วยเดี๋ยวนี้!”ก
คนส่งจดหมายยิงลูกธนูเข้าไปในห้องของเจ้าสำนักลูกศิษย์ที่เฝ้าอยู่นอกประตูคุ้นชินกับสิ่งนี้จนเห็นเป็นเรื่องปกติลูกธนูมีข้อความห้อยติดมาด้วย“ชิวเฮ่อ” ยังไม่นอน จึงลงจากเตียง หยิบข้อความขึ้นมาบนนั้นเขียนสถานที่รับสินค้าไว้อย่างชัดเจนตามหลักแล้ว เขาจักต้องจัดเตรียมกำลังคน ไปรับมนุษย์โอสถเหล่านั้นตอนนี้เลยณ มุมมืด เลี่ยอู๋ซินกึ่งหลับกึ่งตื่น พลันลืมตาขึ้นมา ตามไปยังทิศทางที่ลูกธนูยิงมาเงาดำนั้นใช้วิชาตัวเบาได้อย่างเก่งกาจ ทั้งยังคุ้นเคยเส้นทางสำนักอวิ๋นซานเป็นอย่างดีหักเลี้ยวอยู่สองสามที เงาดำนั้นก็สลัดเลี่ยอู๋ซินออกห่างไปไกลนัยน์ตาของเลี่ยอู๋ซินจุดประกายฆ่าฟัน ตามไปอย่างไม่หยุดพักในหัวเต็มไปด้วยภาพของสหายเก่าอย่างเมิ่งสิงโจวความเด็ดเดี่ยวในการแก้แค้น ประคองเขาให้มีชีวิตมาจนถึงทุกวันนี้เขาต้องจับคนเหล่านั้นให้ได้!ฉึบ ๆ…ลูกธนูยิงมาจากมุมมืด เลี่ยอู๋ซินเบี่ยงตัว เพื่อหลบหลีกเมื่อเขาเงยหน้าขึ้นมาอีกครั้ง ก็มีเงาคนผ่านร่างเขาไปอย่างรวดเร็วเขาจำได้ว่านั่นคือเฟิ่งจิ่วเหยียน!วิชาตัวเบาของเฟิ่งจิ่วเหยียนเหนือกว่าเลี่ยอู๋ซิน อีกทั้งยังตอบสนองว่องไวนางเหมือนลมพายุ พุ
ที่ว่าการเจียงโจวได้รับคำสั่ง ก็รีบเฝ้าประตูเมืองไว้อย่างแน่นหนา จับตัวเหล่าชาวยุทธภพไว้อย่างลับ ๆนายท่านเฟิ่งพาผู้ติดตามมาด้วยกลุ่มหนึ่ง ต้องการจะจับคน แต่กลับถูกคนกลุ่มนั้นทำร้ายยังดีที่เฟิ่งจิ่วเหยียนผ่านมา จึงจัดการเรื่องนี้ให้เมื่อนายท่านเฟิ่งเห็นนางกับฝ่าบาท ก็รีบโทษตัวเองอย่างหนัก!“ฝ่าบาท ฮองเฮา กระหม่อมสำนึกผิดแล้ว! เจียงโจวเกิดเรื่องมากมายถึงเพียงนี้ ล้วนเป็นเพราะกระหม่อมละเลยหน้าที่…”เฟิ่งจิ่วเหยียนทนมองท่าทางจอมปลอมของเขาไม่ได้ จึงตัดบทคำพูดของเขา“หยุดเสแสร้งได้แล้ว ที่ว่าการมีเรื่องสำคัญต้องจัดการ พาผู้ติดตามของท่านกลับไปซะ อย่าสร้างความวุ่นวายเพิ่ม”นายท่านเฟิ่งรู้ว่านางไร้ความรู้สึก แต่ก็ไม่คิดว่านางจะไม่ไว้หน้ากันขนาดนี้ร้ายดีอย่างไร เขาก็เป็นบิดาแท้ ๆ ของนาง เขาเองก็อยากช่วยเหมือนกัน!ถึงเขาจะไม่มีคุณงามความดีแต่ก็มีความทุ่มเทเหมือนกัน!เซียวอวี้พูดเสียงทุ้มต่ำ“ฮองเฮาบอกให้เจ้ากลับไป เจ้าก็กลับไปซะ”“พ่ะย่ะค่ะ ฝ่าบาท ทว่า ในเมื่อท่านทั้งสองมาถึงเจียงโจวแล้ว อาศัยอยู่ข้างนอกก็คงลำบาก สู้คืนนี้ไปที่จวนซือหม่า…”เขาพูดยังไม่จบ ฮ่องเต้กับฮองเฮาก็ขี่ม้าจ