"ท่านตา...ท่านช่วยเขาหรือเจ้าคะ"
"ใช่ ตาช่วยเขาเอง พ่อหนุ่มนี่นอนหมดสติตากฝนอยู่ผู้เดียว ดูเหมือนร่างกายได้รับพิษเสียด้วย อีกอย่างเขายังไม่ถึงคราวตาย"
"ท่านตาเจ้าคะ แต่เขาเป็น..." ฟู่ซูหนิงมิได้เอ่ยประโยคถัดไป นางก้มหน้างุดแทบหลั่งน้ำตา นิ้วโป้งสาละวนขึ้นลงพลางเหลือบมองผู้ป่วยบนเตียงด้วยอาการกลืนไม่เข้าคายไม่ออก
เหตุใดข้าต้องโล่งอกด้วยนะ เฮ้อ..
"หนิงเอ๋อร์ เป็นอะไรของเจ้า"
ฟู่ซูหนิงยังคงก้มหน้าอยู่เช่นนั้น ต่อให้อธิบายไปก็คงไม่มีใครเชื่อ ว่าบุรุษผู้นี้เปรียบดั่งพญามัจจุราชที่กำลังเข้ามาช่วงชิงชีวิตอันแสนสงบสุขไปจากนางตลอดกาล เจ้าของร่างสูงเบื้องหน้าฟู่ซูหนิงยามนี้คือองค์ชาย'ฉืออิ้งเทียน'แห่งแคว้นซีฮัน อีกไม่นานเขาจะได้รับตำแหน่งชินอ๋องด้วยอายุเพียงสิบแปดปี
ชาติก่อนฉืออิ้งเทียนถูกลอบทำร้ายด้วยยาพิษเสียจนดวงตาใกล้มืดบอด ฉืออิ้งเทียนซัดเซพเนจรและได้บังเอิญผ่านมาถึงหุบเขาร้อยโอสถ ทั้งที่ด้านนอกมีค่ายกลขวางกั้นทว่าชายหนุ่มกลับข้ามผ่านเข้ามาได้อย่างน่าอัศจรรย์ ดูเหมือนสวรรค์จงใจส่งองค์ชายผู้นี้เข้ามาเพื่อทดสอบชีวิตรักช้ำของฟู่ซูหนิง หลังจากช่วยเหลือเขาจนหายดี นานวันเข้าความรักระหว่างชายหญิงก็เริ่มก่อตัวขึ้น
ใครจะทันคาดคิดว่าฉืออิ้งเทียนนั้นมีคู่หมายที่มารดามาดมั่นให้เป็นชายาของเขาแต่เดิมอยู่แล้ว เพราะความดื้อดึงของฉืออิ้งเทียน ปรารถนาจะอภิเษกกับฟู่ซูหนิงเพื่อเป็นชายาเอกให้จงได้ จนกระทั่งฟู่ซูหนิงได้รับตำแหน่งชายาชินอ๋องในที่สุด
ทว่าโชคชะตาดันตลบหลังฟู่ซูหนิงได้อย่างแสบสัน แกล้งส่งบุรุษที่นางรักมาให้แต่มิอาจครองคู่กันอย่างสงบสุข แม่สามีรังเกียจชิงชังไม่พอ ฟู่ซูหนิงยังต้องก้มหน้ารับโทษทัณฑ์ที่ตนมิได้ก่อ
คนแรกที่นางนึกถึงในตอนนั้นก็มีเพียงเขาแต่ทว่าสวามีที่นางรักยิ่ง กลับทอดทิ้งฟู่ซูหนิงให้ตายเพียงลำพัง
ฟู่ซูหนิงถูกป้ายสีจนสิ้นไร้ไม้ตอก นางมิอาจแก้ต่างได้เลย จวบจนถูกตัดสินว่าเป็นกบฏ ก่อนตายฟู่ซูหนิงหมายได้มองเห็นหน้าเขาสักเสี้ยว แต่ยามนั้นสวามีนางมิได้ปรากฏกาย
ย้อนมาหนนี้ความรู้สึกเสียววูบวาบบริเวณหลังคอ ยามท่อนเหล็กคมกริบหวดสะบั้นลงจนศีรษะหลุดกระเด็น ยังคงหยั่งรากลงลึกภายในจิตใจมิเคยจางหาย
นี่น่ะหรือผู้ที่เอ่ยเสมอจะปกป้องนางยิ่งกว่าชีวิตตน คนที่มักกล่าวคำหวานว่ารักนางสุดหัวใจ วาจาบุรุษดุจดั่งผายลม คนหลอกลวง!
ฟู่ซูหนิงทอดถอนใจ ในเมื่อนางยังต้องช่วยเขา เช่นนั้นควรพลิกชะตาอย่าได้เผลอมีใจให้กันและกันอีก ไม่เช่นนั้นคงหลีกไม่พ้นบทสรุปเดิม
"เอาเถิดเจ้าค่ะ ท่านตาอยากช่วยเขาก็ช่วย แต่ข้าขอไม่ยุ่งเกี่ยวกับเรื่องนี้นะเจ้าคะ" น้ำเสียงของนางอ่อนระโหย เฉกเช่นหมดอาลัยตายอยาก
"หนิงเอ๋อร์ กล่าวเช่นนี้ได้อย่างไร เราเป็นหมอ เห็นคนใกล้ตาย เจ้าจะไม่ดูดำดูดีเขาหน่อยหรือ ตาเคยสอนเจ้าว่าอย่างไร"
ฟู่ซูหนิงแหงนหน้าขึ้นด้วยดวงตาแดงก่ำ นางพยายามกลั้นเสียงสะอื้นเอาไว้ "เจ้าค่ะ หนิงเอ๋อร์ผิดไปแล้ว ต่อไปจะไม่เห็นแก่ตัวเช่นนี้อีก"
"สมุนไพรของเจ้า เปียกและบอบช้ำ ตาเลยขึ้นไปเก็บมาใหม่ หากพบเขาช้ากว่านี้ เกรงว่าพ่อหนุ่มนี่อาจไร้ลมหายใจไปแล้ว"
เหอะ...เขาตายไปได้ก็ดี ท่านตามิรู้หรือ เขาน่ะคือ มัจจุราชผู้พรากชีวิตหลานของท่าน
"เจ้าค่ะ" ฟู่ซูหนิงตอบกลับเสียงค่อย ขาเรียวเยื้องย่างจากไปราวหุ่นไม้ไร้ชีวิต นัยน์ตาดอกท้อปรายมองบุรุษซึ่งนอนเหยียดยาวบนแคร่ไม้ไผ่เล็กน้อย
หรือข้าไม่อาจหลีกชะตาหนีจากท่าน ยามนี้เราถือเป็นคนแปลกหน้าของกันและกัน ข้าควรทำเช่นไรดีนะ
ฟู่ซูหนิงขบคิดไปเรื่อยเปื่อยตลอดการก้าวย่าง นางจะพลิกชะตาแสนอนาถานี้อย่างไร คงไม่มีใครย้อนกลับมาแล้วทำเรื่องโง่งมซ้ำรอยเดิมจริงหรือไม่
"หนิงเอ๋อร์ ใจลอยไปถึงไหนเล่า รีบเข้าไปพักเถิด เมื่อครู่ทำเสียตกอกตกใจหมด เดี๋ยวยายจะไปดูพ่อหนุ่มนั่นเสียหน่อย"
ฟู่ซูหนิงหลุดจากภวังค์ "ท่านยายเจ้าคะ เขาถูกพิษร้าย ดวงตาของเขากำลังจะมืดบอด"
"เจ้ารู้ได้อย่างไร ท่านตาบอกเจ้าหรือ"
"เอ่อ เอ่อ..." ฟู่ซูหนิงอึกอัก ชาติก่อนเขารักษาตัวอยู่ที่หุบเขาร้อยโอสถหลายเดือน เป็นนางที่ดูแลเขาทุกอย่าง
ฟู่ซูหนิงตระหนักวุ่น กระทั่งยกมือยีเส้นผมจนแตกกระเซิง ความชั่วร้ายก็ผุดเข้ามาในมโนความคิด หากนางแสร้งรักษาเขาไม่หาย เส้นทางชีวิตบัดซบนี้จะเปลี่ยนหรือไม่ แต่ถ้านางทำเช่นนั้นก็เท่ากับกำลังกระทำผิดจรรยาบรรณความเป็นแพทย์อย่างถ่องแท้ ช่างเห็นแก่ตัวและขลาดเขลายิ่ง
นี่ข้าจะตัดใจจากเขาได้จริงหรือ เทพเจ้าจอมสับปลับ ข้าจะแก้หมากกระดานนี้ของท่านอย่างไร นี่น่ะหรือชะตาใหม่ที่มอบให้ข้า ข้าบอกว่าขอชีวิตที่แสนสงบสุข ขอความรักอันมั่นคง แล้วนี่อะไร ตายแล้วตายอีกอย่างกับเกมชีวิต บิดาท่านเถอะ!!
ฟู่หรงมองท่าทีขบคิดของหลานสาวก็ชวนประหลาดใจ ดูเหมือนฟู่ซูหนิงคงยังไม่ส่างจากอาการป่วยไข้ "เอาล่ะ ๆ หนิงเอ๋อร์ ยายไม่เซ้าซี้แล้ว เจ้าไปพักก่อนเถิด อีกสักหน่อยจึงออกมายืดเส้นยืดสายแล้วกัน นอนมากไปก็จะยิ่งซม ไม่สบายตัวเอาได้"
ฟู่ซูหนิงหลุดจากภวังค์ ขานรับเสียงแผ่ว "เจ้าค่ะท่านยาย"
ฟู่ซูหนิงลากสังขารอ่อนระโหยโรยแรงเข้าไปด้านใน ฟู่หรงมองตามแผ่นหลังหลานสาวก็พานห่วงใย ตั้งแต่ฟู่ซูหนิงฟื้นจากพิษไข้ นางก็เอาแต่ทำตัวประหลาด
ร่างระหงเอนกายลงบนแคร่ไม้ไผ่ซึ่งมีฟูกนอนหอมสะอาดปูรองเอาไว้ ท่านยายของนางเป็นคนรักสะอาดอย่างมาก กระทั่งที่หลับนอนก็ถูกซักล้างจนดูใหม่เอี่ยมอยู่เสมอ แขนเรียวยกขึ้นก่ายหน้าผาก นัยน์ตาดอกท้อเลื่อนลอยมองเพดานแทบไม่กะพริบ คิดอย่างไรก็คิดไม่ตก การกลับไปสู่วงจรอุบาทว์เดิมล้วนไม่เป็นผลดีอย่างแน่นอน
จู่ ๆ ฟู่ซูหนิงก็ดีดกายผึง ริมฝีปากสีกุหลาบยกโค้งบางเบา "ข้าคิดออกแล้ว"
ฟู่ซูหนิงผุดลุกขึ้นอีกครั้ง นางไม่อาจข่มตาให้หลับได้แล้วหากฉืออิ้งเทียนยังอยู่ที่นี่ เมื่อจัดแจงเสื้อผ้าเรียบร้อย ฟู่ซูหนิงก็หอบตนเองมายืนจังก้าที่หน้าเตียงผู้ป่วย
ฟู่หรง "อ้าว หนิงเอ๋อร์ ไม่พักหรือ ออกมาทำไมเล่า"ฟู่ซูหนิงส่ายศีรษะ "ท่านยายเจ้าคะ ให้ข้าเป็นคนรักษาเขาได้หรือไม่"ประจวบเหมาะกับที่ต่งควนเดินเข้ามา "ไหนเจ้าบอกจะไม่ยุ่งเกี่ยวกับเรื่องนี้อย่างไรเล่า"จริงดังว่า นางไม่อยากข้องเกี่ยวกับเขาสักเสี้ยว ทว่าฟู่ซูหนิงประสงค์ให้ฉืออิ้งเทียนออกจากหุบเขาร้อยโอสถโดยเร็วต่างหาก โอกาสครั้งนี้ฟู่ซูหนิงขอเลือกเป็นหมอหญิงไร้สามารถ มิขออาจเอื้อมก้าวเข้าสู่รั่ววังชั่วชีวิต"ท่านตาสอนข้าเอง ยามเมื่อเราเห็นคนลำบากก็ต้องรู้จักยื่นมือเข้าช่วยเหลือมิใช่หรือเจ้าคะ อีกอย่างข้าจะได้พัฒนาฝีมือการแพทย์ของตนเองด้วยเจ้าค่ะ"ฟู่หรงอมยิ้ม มือเหี่ยวย่นลูบไล้เส้นผมสีดำขลับของหลานด้วยความเอ็นดูยิ่ง "ในที่สุดหลานยายก็โตเสียที"ฟู่ซูหนิงยิ้มแฉ่ง ทว่าภายในใจช่างฝืดฝืนเหลือทน "ท่านตาท่านยายสอนมาดีอย่างไรเจ้าคะ""หนาว หนาวเหลือเกิน อย่าทิ้งข้าไป..." เสียงทุ้มแหบพร่าสั่นเครือดังขึ้นตัดบทสนทนา"ท่านตา ข้าดูแลเขาเองเจ้าค่ะ"ชายชราชะงักฝีเท้าลง "แน่ใจหรือ"ฟู่ซูหนิงพยักหน้าหงึกหงัก "เจ้าค่ะ ท่านอย่าลืมว่าหลานของท่านอัจฉริยะเชียวนะเจ้าคะ ท่านลืมแล้วหรือ ว่าข้าท่องตำราการแพทย์ได้
เป็นเวลากว่าสองสัปดาห์ที่ฉืออิ้งเทียนได้รับการรักษาจากฟู่ซูหนิง ยามนี้อาการบาดเจ็บที่เรือนร่างหายเป็นปลิดทิ้ง ทว่าดวงตายังคงพร่าเบลอไม่ชัดเจน "ต้องขอบคุณท่านหมอที่ช่วยดูแลข้าในทุกวัน ลำบากท่านแล้ว" การเรียกขานฟู่ซูหนิงของเขาเปลี่ยนแปลงไปแล้ว ฉืออิ้งเทียนรับรู้ได้ว่าแม้นางเป็นหลานของผู้มีพระคุณที่เก็บตนกลับมา แต่จากวิธีการดูแลรักษาของนาง ฟู่ซูหนิงคงนับเป็นหมอหญิงที่มีฝีมือเก่งกาจไม่ต่างกัน มิเช่นนั้นผู้ที่นางเรียกว่าท่านตาคงไม่ปล่อยให้ฟู่ซูหนิงดูแลเขาอย่างใกล้ชิดเพียงลำพัง "ท่านไม่ต้องเกรงใจ อีกสองชั่วยามเราจะออกไปข้างนอกกัน" ฟู่ซูหนิงเก็บอุปกรณ์การแพทย์ ถ้วยยา และผ้าเปียกชื้นซึ่งใช้ทำความสะอาดเรือนกายของชายหนุ่มไปพลางเอ่ยไปพลาง ทว่ามิได้จับจ้องใบหน้าบุรุษฝั่งตรงข้าม เดิมทีการเป็นแพทย์ล้วนเคยเห็น ได้สัมผัสเรือนร่างทั้งชายและหญิงมาจนนับไม่ถ้วน ทว่ายามที่ฟู่ซูหนิงต้องปรนนิบัติเขาในแต่ละครั้งกลับรู้สึกว่าตนเก้อกระดากอยู่ไม่น้อย "เราจะไปที่ใด ในเมื่อข้ายังมองไม่เห็นเช่นนี้ อาจทำให้ท่านหมอลำบาก" "ส่งท่านกลับ" "กลับหรือ? แต่ดวงตาของข้ายัง..." "คุณชายอิ้งเทียนไม่ต้องเป็นกังวลเจ้าค่ะ ข้า
"ท่านตา ไม่ต้องห่วงเจ้าค่ะ ยามนี้ร่างกายเขาแข็งแรงม๊ากมาก…ส่วนเรื่องดวงตา แค่มีเทียบยาและวิธีการดูแลให้ญาติของเขาก็เพียงพอแล้วมิใช่หรือ หากรั้งเขาไว้นานญาติของเขาอาจร้อนใจ กระทั่งพลิกแผ่นดินหาก็เป็นได้นะเจ้าคะ" ฟู่ซูหนิงกะพริบตาปริบ ๆต่งควนมันเขี้ยวจึงเคาะกบาลนางไปหนหนึ่ง ฟู่ซูหนิงยกมือลูบศีรษะตนป้อย ๆ "ท่านตาเจ้าคะ หนิงเอ๋อร์ทำอะไรผิดงั้นหรือ" ฟู่ซูหนิงเหลียวมองฟู่หรงหมายขอความช่วยเหลือ ทว่าอีกฝ่ายกลับส่ายศีรษะ"ตาเคยสอนเจ้าว่าอย่างไร ช่วยคนต้องช่วยให้ถึงที่สุดมิใช่หรือ"ฟู่ซูหนิงถลาเข้าซบอกผู้เป็นตา พลางเอ่ยเว้าวอน หากไม่แสร้งว่านอนสอนง่ายแผนของนางต้องพังทลายแน่แท้ "ท่านตาเจ้าคะ หนิงเอ๋อร์รู้ดีเรื่องที่ท่านสอนไว้เสมอ แต่หากท่านหายออกจากบ้านไปเป็นแรมเดือน ข้ากับท่านยายก็ต้องร้อนใจเช่นกัน ท่านยายว่าหรือไม่เจ้าคะ" ฟู่ซูหนิงหันมองผู้เป็นยายเพื่อขอความเห็น ฟู่หรงก็อดใจอ่อนเป็นมิได้"ก็จริงเช่นหลานว่า"ฟู่ซูหนิงยิ้มกว้างอวดฟันเรียงสวย จากนั้นปรับน้ำเสียงให้อ่อนหวานดังเดิม "ท่านตาเจ้าคะ…เขาเป็นบุรุษตัวใหญ่โต ได้ยาดีจากหมอเทวดาเช่นท่าน เหตุใดต้องกังวลใจถึงเพียงนั้น ให้หนิงเอ๋อร์ไปส่งเขาเถอ
"อ๊ะ! นี่ นี่ ท่านเดินระวังหน่อยไม่ได้หรือไร ชนแล้ว ๆ" ฟู่ซูหนิงยกมือคลึงขมับวันนี้นางจะเดินทางไปถึงตัวเมืองหรือไม่ ไฉนเขาเอาแต่เดินเปะปะชนโน่นชนนี่อยู่เรื่อย หรือดวงตาของเขายามนี้กลายเป็นบอดสนิทไปแล้วกันเล่า"ขออภัยท่านหมอ ข้ามองไม่เห็นจริง ๆ""ท่านหยุด ไม่ต้องเดินต่อแล้ว เดินส่งเดชเช่นนี้สามวันก็ไม่ถึงหรอกเจ้าค่ะ"ฉืออิ้งเทียนหยุดฝีเท้าลงทันควัน ริมฝีปากได้รูปยกโค้งจาง ๆ แผนล่อหลอกเพื่อประวิงเวลาสัมฤทธิผลเสียทีฟู่ซูหนิงยกมือแกร่งคล้องลำคอด้วยความจำใจ นอกจากกลิ่นกายหอมกรุ่นดุจบุปผาต้องหยาดฝนของสตรีข้างกาย เส้นทางนี้ยังผสานด้วยกลิ่นอายหอมจรุงจากพืชพรรณโอสถ เพราะยามรบล้วนต้องผ่านการวางแผนและการฝึกฝนมามากจึงทำให้เขาสามารถแยกแยะรูป รส กลิ่น เสียงได้เป็นอย่างดีดอกไห่ถัง หอมยิ่งนัก เครื่องหอมของนางก็คงมาจากบุปผาชนิดนี้"คุณชายอิ้งเทียน ดวงตาท่านมองไม่ชัด แต่ขาของท่านยังสามารถใช้งานได้อยู่กระมัง"ฉืออิ้งเทียนพยักหน้า"เช่นนั้นข้าจะพยุงท่านแล้วเดินไปพร้อมกัน
ฟู่ซูหนิงแหงนหน้าขึ้นแช่มช้า ก็ประสานเข้ากับดวงตาขมึงถึงของบุรุษร่างใหญ่ล่ำบึ้ก"นี่! เจ้าหน้าอ่อน เดินไม่ดูตาม้าตาเรือหรืออย่างไร อยากตายงั้นรึ"อาเป่าถลันเข้ามาค้อมศีรษะขอโทษขอโพยพัลวัน "นายท่าน ต้องขออภัยจริง ๆ ขอรับ นี่เป็นท่านหมอมาส่งผู้ป่วยเท่านั้น ได้โปรดละเว้นด้วย"ชายฉกรรจ์ถ่มถุยน้ำลายลงบนพื้นด้วยท่าทีหยาบโลน จากนั้นผลักอาเป่าซึ่งเรือนกายผอมแห้งจนล้มลงบนพื้น "เป็นแค่ลูกจ้างกระจอกงอกง่อย อย่าริอ่านมาต่อรองกับข้า รู้หรือไม่ว่าข้าเป็นใคร"ฟู่ซูหนิงเหลืออดพลันขบฟันกรอด มือเรียวกำหมัดแน่นเสียจนกายสั่นเทิ้ม ครั้นยันกายของตนขึ้นได้แล้ว ใบหน้าเกลี้ยงเกลาก็เชิดขึ้นด้วยความโอหัง "เจ้าหมีควาย! กระทั่งตัวเจ้ายังไม่รู้ว่าตนเป็นใคร แล้วผู้อื่นเขาจะรู้ด้วยงั้นรึ สมองหมูจริงเชียว ไฉนต้องมายกตนข่มท่าน รังแกผู้คนไม่สนถูกผิด"ชายร่างกำยำตวัดตามองฉับ จากนั้นคว้าสาบเสื้อของฟู่ซูหนิงจนเท้าลอยเหนือพื้น "เจ้าหน้าอ่อน เจ้าเป็นบุรุษอย่างไร ไยหน้าหวานอ่อนแอคล้ายพวกสตรีไม่มีผิด ปากคอก็เราะรายใช่ย่อย มิรู้จักฟ้าสูงแผ่นดินต่ำ ปวกเปียกเช่นนี้ยังกล้าพ่นวาจาดูแคลนข้าอีก!"
"อาเหวิ่น ไยพวกเจ้าทำตัวเสียมารยาทนัก"บุรุษร่างสูงแต่งกายด้วยชุดผ้าไหมสีครามงามสง่า บนศีรษะสวมกวานหยกล้ำค่าลายประณีตมือของเขาถือพัดงาช้างพลางโบกสะบัดแช่มช้าใบหน้าของเขาหล่อเหลาทว่ากลับแฝงไปด้วยกลิ่นอายความกะล่อน ครั้นจะให้เปรียบเทียบกับบุรุษอีกคนที่นั่งสงบนิ่งในยามนี้ ชายหนุ่มทั้งสองก็นับว่ารูปงามไม่น้อยหน้ากันสักกระผีกริ้นหล่อเหลาสูงส่งแล้วอย่างไรหากทำตัวอันธพาลก็มิเท่ากับพวกดูดีเพียงรูปแต่จูบไม่หอมอย่างนั้นหรือ ฟู่ซูหนิงมิได้ใส่ใจผู้มาเยือนนัก ใบหน้าเกลี้ยงเกลายับยู่พลางปัดป่ายเพื่อจัดแจงอาภรณ์ซ้ายขวาชายร่างกำยำรวมถึงลูกน้องที่นอนโอดครวญอยู่บนพื้น ต่างลากสังขารไปหลบหลังบุรุษร่างสูงโปร่ง"นายน้อย เจ้าหนุ่มนี่ทำดวงตาของข้ามืดบอดขอรับ" นักเลงหัวไม้ร่างโตเมื่อครู่ก็คืออาเหวิ่นหรือจินเหวิ่น"หุบปากเสีย ร่างกายก็ใหญ่โตกว่าเขาตั้งหลายเท่า ไยขี้ฟ้องดุจเด็กสามขวบ รู้ถึงไหนอายถึงนั่น"จินเหวิ่นและลูกน้องเงียบเสียงลงฉับ บ้างกุมท้องบ้างกุมหน้าผาก ทว่าจินเหวิ่นยังปิดตาของตนไว้แน่นใบหน้าพวกเขาแดงก่ำเหยเ
ฟู่ซูหนิงถอนหายใจระอิดระอาตัวโตเสียเปล่าสมองหมูไม่เกินจริง ร้องอย่างกับลาถูกเชือด"ซื่อจื่อ ข้าจะบอกท่านให้ ว่านั่นมิใช่ยาพิษสักนิด ท่านเลิกให้ลูกน้องร่างยักษ์ร้องโอดโอยเป็นหมูถูกเชือดเสียที ผงผัดหน้าธรรมดาไม่รู้จักหรือไร เคืองเล็กน้อยก็ตีโพยตีพายยกใหญ่"ฉืออิ้งเทียนส่ายศีรษะพร้อมรอยยิ้ม จากนั้นยกชาขึ้นจิบอย่างใจเย็น ที่แท้ฟู่ซูหนิงก็มีอุบายเช่นคาดเดาไม่มีผิด นางสามารถทำให้ผู้อื่นอกสั่นขวัญแขวนกันเป็นแถบ ช่างเป็นสตรีตัวแสบไม่เบาทีเดียวได้ยินเช่นนั้นจินเหวิ่นจึงลดฝ่ามือลงแช่มช้า พลันกะพริบตาสองสามคราก็พบว่าตนเพียงระคายเคืองเล็กน้อยเท่านั้น จินเหวิ่นยิ้มแหยเฉกเช่นเด็กน้อยกำลังถูกมารดาดุ ช่างไม่รับกับสีหน้าอันเกรี้ยวกราดนั่นเสียเลย มองดูก็อุจาดตาพิกลเหอหยางส่ายศีรษะเพราะรู้สึกขายหน้าเหลือแสน เขากระแอมแก้เก้อ"ขอบคุณน้องชายที่ยั้งมือไว้ไมตรี แต่ว่า..."หมอนี่ช่างขี้สงสัยจริงแท้"นี่ซื่อจื่อ ท่านเป็นไก่หรือไร ตามจิกตามสงสัยข้าอยู่นั่น เดี๋ยวข้าจับตุ๋นทำน้ำแกงเสียเลย"ลูกน
ฉืออิ้งเทียนนั่งสงบนิ่งเฉกเช่นหุบเขาน้ำแข็งอยู่ภายในรถม้า ส่วนองครักษ์ทั้งสองควบอาชาคอยอารักขาผู้เป็นนายขนาบข้างคนละฝั่ง เขานั่งขบคิดตลอดทางถึงอาการแปลกพิกลของฟู่ซูหนิง กระทั่งบุรุษที่ตนถกเถียงจนน้ำลายแตกฟอง ยังสามารถพลิกมาเป็นพวกพ้องเพื่อหลบเลี่ยงมิให้องครักษ์ของเขาได้เห็นหน้าเกาซี "องค์ชาย ขอประทานอภัยที่กระหม่อมไม่อาจมองหน้าของท่านหมอได้อย่างชัดแจ้งพระองค์ประสงค์ให้พวกเราตามสืบเรื่องของเขาหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ""เพราะนางไม่อยากให้พวกเจ้าเห็นเองต่างหาก"เกาซีและเติ้งเหวยเหลียวมองหน้ากัน เติ้งเหวยเอ่ย "เอ่อ...ท่านหมอเป็นผู้หญิงหรือพ่ะย่ะค่ะ แต่เมื่อครู่กระหม่อมเห็นเพียงบุรุษ ไม่มีสตรีสักนาง"ฉืออิ้งเทียนแค่นยิ้ม "ช่างเถิด ถึงอย่างไรเรื่องของท่านหมอข้าย่อมไม่ปล่อยผ่าน นางทำดีกับข้า ช่วยรักษาอาการบาดเจ็บและดวงตาของข้า ทว่ากลับจงใจหนีหน้าข้า พวกเจ้าว่าดูไปแล้วนางมีพิรุธหรือไม่"องครักษ์ทั้งสองเหลียวมองหน้ากัน จากนั้นพยักหน้าโดยพร้อมเพรียงเกาซี "องค์ชาย แล้วจดหมายที่ติดต่อพวกเรา พระองค์ก็เป็นคน...""ข้าเป
เหลือเวลาไม่ถึงสองวันแล้วที่พวกเขาจะต้องกลับไปให้ทันถอนกู่พิษ ทว่ายามนี้ฉืออิ้งเทียนและฟู่ซูหนิงยังต้องมุ่งหน้าไปยังหมู่บ้านเก่าแก่แห่งหนึ่ง โชคดียิ่งที่นางพบว่าท่านตาและท่านยายของนางมิใช่หมอเทวดาแค่เพียงในนาม ทว่าคือหมอเทวดาอย่างแท้จริง กระนั้นสหายของพวกท่านกลับเดินอีกเส้นทาง หาใช่หมอรักษาโรคทางร่างกายโดยตรง แต่กลับเป็นหมอไสยสามารถรักษาอาการถูกกู่พิษได้"ท่านอ๋อง แน่ใจหรือเพคะ ทางนี้ออกจะเปลี่ยวเกินไป" ฟู่ซูหนิงซึ่งนั่งอยู่เบื้องหน้าเริ่มรู้สึกไม่ชอบมาพากล ตลอดเส้นทางนางสัมผัสได้ถึงความเงียบงันอันผิดปกติฉืออิ้งเทียนพยักหน้า "ทางนี้ แน่นอน"ฟู่ซูหนิงมิได้ปริปากอีก นางปล่อยให้ฉืออิ้งเทียนบังคับบังเหียนอยู่เบื้องหลังตนดังเดิม ดูเหมือนฟู่ซูหนิงรู้สึกชินกับการเดินทางที่ต้องมีเขาคอยโอบประคองตลอดทางเสียแล้ว จะบังคับขี่ม้าเองก็ไม่ได้เพราะเกรงจะยิ่งล่าช้าเข้าไปใหญ่จู่ ๆ ม้าตัวเขื่องก็ยกกีบเท้าหน้าขึ้นตะกุยอากาศ กระทั่งหยุดลงในที่สุด ฟู่ซูหนิงเขม้นมองทางเข้าหมู่บ้านด้วยความลังเลที่นี่วังเวงชอบกลราวกับเป็นหมู่บ้านร้าง ฉืออิ้งเทียนเหล
ฉืออิ้งเทียนตั้งสติ เขายอบกายนั่งลงเบื้องหน้าฟู่ซูหนิง จากนั้นค่อย ๆ ยกมือปาดน้ำตาที่ร่วงเผาะด้วยความทะนุถนอม "หนิงเอ๋อร์ อย่าร้อง เจ้ายิ่งร้องไห้หนัก พวกท่านก็จะยิ่งไม่สบายใจ"นัยน์ตาดอกท้อช้อนขึ้นสบประสานกับบุรุษตรงข้าม "ฮึก ฮื่อ...ท่านไม่ได้สูญเสียเช่นข้า ท่านก็พูดได้""ข้าเองก็เคยสูญเสียคนที่รัก"ฟู่ซูหนิงสะอึก ใช่แล้วฉืออิ้งเทียนเคยเอ่ยถึงพี่ชายร่วมบิดามารดาให้นางฟังอยู่เสมอ"ข้ารู้ดีว่าเจ้าเจ็บปวดเพียงใด เช่นนั้นก็ร้องออกมาให้หมด แล้วอย่าลืมสิ่งที่ท่านตาท่านยายฝากฝังไว้ด้วยเล่า เจ้าคงได้อ่านแล้วกระมัง"ฟู่ซูหนิงนิ่งเงียบไปสักพัก นางก้มหน้างุดไม่มองเขาอีก ฉืออิ้งเทียนยังนั่งชันเข่าอยู่บนพื้นเช่นนั้น ปล่อยให้นางได้ร้องไห้ระบายจนรู้สึกดีขึ้น เป็นเวลาหลายชั่วยามที่ทั้งสองแทบไม่ขยับกาย กระทั่งฟู่ซูหนิงร้องไห้จนม่อยหลับไม่รู้ตัว ฉืออิ้งเทียนยกมือประคองศีรษะเล็กเอาไว้ ขาของเขากำลังชาหนึบจนมิอาจขยับ ฉืออิ้งเทียนกัดฟันกรอดกระทั่งอุ้มร่างระหงไปพักยังเตียงหนานุ่มได้อย่างทุลักทุเลราตรีกาลมาเยือนแล้ว ฉืออิ้งเทียนไม่อาจนั่งรอให้ฟู่ซูห
เมื่อสงครามน้ำลายสงบลง ฟู่ซูหนิงก็เลี่ยงไม่ได้ที่ต้องพักในห้องเดียวกันกับฉืออิ้งเทียนเตียงหนานุ่มเป็นของนาง ส่วนฉืออิ้งเทียนนั่งหลับจนคอแข็งอยู่บนตั่งแทบทั้งคืน คิดรังแกนางก็สมควรแล้วมิใช่หรือ กระนั้นฟู่ซูหนิงก็อดเป็นห่วงเขามิได้ ชาติก่อนนางและเขาเคยนอนเตียงเดียวกัน ทว่านางไม่อาจนำชีวิตในชาตินี้มาเหมารวมได้ชายหญิงไม่ควรใกล้ชิด!"มีอะไร อยากให้ข้านอนด้วยแล้วหรือ" ฉืออิ้งเทียนเอ่ยทั้งที่ยังหลับตาฟู่ซูหนิงสะดุ้งเฮือก ดูเหมือนเขาคงใช้ชีวิตในคราบองค์ชายตาบอดนานเกินไปจึงความรู้สึกว่องไวเพียงนี้"เหลวไหล ท่านรับปากข้าแล้วว่าจะนั่งอยู่ตรงนั้นไม่คิดล้ำเส้น อย่าให้รู้ว่ายามค่ำคืนท่านแอบย่องเบาราวโจรปล้นสวาทเล่า"ฉืออิ้งเทียนเย้าแหย่"กำลังอยากลองอาชีพนี้อยู่ทีเดียว โจรปล้นสวาทน่าสนเป็นอย่างยิ่ง"ฟู่ซูหนิงหน้าร้อนผ่าว "ไร้ยางอาย" มือเรียวคว้าผ้าห่มผืนหนาขึ้นคลุมตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า อกซ้ายเต้นระส่ำคล้ายจะกระดอนออกมาโลดแล่น นางได้ยินเสียงเขาแค่นหัวเราะเบาก็ยิ่งไม่อาจข่มตาให้หลับลงได้ ราตรีนี้จึงเต็มไปด้วยความประดักประเดิดแ
เพราะฉืออิ้งเทียนเร่งร้อนควบม้าจนฝุ่นตลบทำให้ยามนี้ฟู่ซูหนิงรู้สึกว่าร่างกายช่างเหนียวเหนอะหนะจึงต้องการอาบน้ำเป็นอย่างยิ่ง แม้ในห้องมีฉากกั้นระหว่างพื้นที่อาบน้ำและบริเวณเตียงนอนทว่านางเป็นสตรีเขาเป็นบุรุษ จะให้นางเปลื้องผ้าในขณะที่บุรุษอยู่ด้วยได้อย่างไร"นี่ นายท่านฉือ ท่านไม่หิวรึ"ฉืออิ้งเทียนเอนกายพิงหัวเตียงพลางยกแขนทั้งสองก่ายเกยศีรษะ เขาผินหน้ามองฟู่ซูหนิง เอ่ยเสียงเรียบเรื่อย "หิวสิ แต่ตอนนี้ร้อนมากกว่า อีกอย่างเราเร่งเดินทางจนร่างกายสกปรกมอมแมม ท่านหมอว่าหรือไม่"ข้าล่ะหน่ายกับหมอนี่จริง ๆฟู่ซูหนิงค่อนขอดในใจแต่ก็ทำได้เพียงพยักหน้าอย่างเสียไม่ได้ดูเหมือนฟู่ซูหนิงกำลังหลงลืมว่าน้ำเสียงแหบแห้งที่แสร้งกรีดร้องจนได้มานั้นหายไปแล้ว "หากท่านหิวก็ลงไปหาอะไรกินก่อน ข้าจะอาบน้ำ"ฉืออิ้งเทียนเลิกคิ้ว ร่างสูงยืดกายยืนเต็มความสูง เขาหย่อนเท้าลงจากเตียง ขาแกร่งเยื้องย่างเข้าใกล้ฟู่ซูหนิงเนิบนาบพลางหรี่นัยน์ตาด้วยความเคลือบแคลงฟู่ซูหนิงหวาดระแวงเขาเช่นกัน"นี่.
ม้าถูกเตรียมไว้ราวรู้เหตุการณ์ล่วงหน้า แท้จริงฉืออิ้งเทียนให้เกาซีนั้นเตรียมทุกอย่างไว้พร้อมสรรพเผื่อกรณีฉุกเฉินต้องเร่งเดินทาง แต่ทว่ากลับมีม้าเพียงตัวเดียว ไม่รั้งรอให้ฟู่ซูหนิงลังเลอีก ฉืออิ้งเทียนก็ยกร่างระหงลอยหวือขึ้นนั่งอยู่บนหลังม้า ก่อนที่ตนจะกระโดดคร่อมตามไปฟู่ซูหนิงอึ้งงันกะพริบตาถี่แขนแกร่งเอื้อมไปเบื้องหน้าประหนึ่งโอบกอดเรือนร่างคนตัวเล็กเอาไว้หละหลวม มือแกร่งดึงบังเหียนเพื่อควบคุมการเคลื่อนไหวของม้าตัวโต กีบเท้าหน้าตะกุยพื้นสองสามคราก่อนยกขึ้นเสียจนฝุ่นตลบ ฟู่ซูหนิงไม่ทันระวัง กายของนางก็ไหลครืดปะทะอกแกร่ง"ท่านหมอ ไร้กำลังจริงแท้ จับดี ๆ เล่า"ไม่ทันได้เตรียมตัว ฉืออิ้งเทียนก็ดึงบังเหียนอย่างรวดเร็ว อาชาสีดำเลื่อมห้อทะยานราวพายุในบัดดล ฟู่ซูหนิงถูกลมตีเข้าหน้าเสียจนองคาพยพแทบหลุดหาย นางหมายโน้มตัวลงเพื่อกอดคอม้าเอาไว้เพราะเกรงว่าตนจะตกลงไปเสียก่อน ทว่าแขนแกร่งกลับรวบรัดบริเวณเอวคอดอย่างถือวิสาสะ"ไม่ต้องกลัว"ฟู่ซูหนิงสะดุ้งโหยง นางเหลียวมองเขาด้วยใจไหวระทึก "ท่านทำอะไร ปล่อยข้า ไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง""เหตุใดจึงบอกไม่เห
"ไม่ได้การแล้ว หากปล่อยไว้นานทุกคนต้องตายแน่นอน" ฟู่ซูหนิงตื่นตระหนกทว่านางเป็นหมอยาธรรมดา เดิมทีฟู่ซูหนิงทราบอยู่แล้วว่าชาวบ้านมิได้ติดโรคระบาดแต่เป็นพิษ กระนั้นยังจับมือใครดมไม่ได้ครานี้ไม่เหมือนกัน เกิดความยุ่งยากยิ่งกว่าโรคระบาดปลอมที่ผ่านมาเสียอีก ดูเหมือนฟู่ซูหนิงคงต้องย้อนกลับไปยังหุบเขาร้อยโอสถเพื่อขอคำแนะนำจากท่านตาโดยด่วน"แต่นี่ไม่ใช่พิษที่หมอธรรมดานั้นสามารถรักษาได้" ฉืออิ้งเทียนเป็นกังวลใจไม่ต่างกันโชคดียิ่งที่องครักษ์ของเขาและเสี่ยวไป๋กินเพียงเนื้อแกะย่างจนลืมแตะต้องน้ำแกงรากบัวที่ชาวบ้านนำมาให้ ทว่าบรรดาทหารกล้าอีกนับสิบ กลับได้รับพิษชนิดนี้เช่นเดียวกัน เมื่อคืนเขาแทบไม่ได้หลับนอนเพราะวิ่งวุ่นเปิดตำราเพื่อหาวิธีการแก้กู่พิษ แต่เพราะฟู่ซูหนิงมิใช่หมอคุณไสย นางจึงมิได้มีตำราชนิดนี้อยู่"ท่านช่วยดูแลพวกเขาได้หรือไม่เจ้าคะ เดี๋ยวข้ากลับมาไม่นาน"ฉืออิ้งเทียนพยักหน้า เมื่อครู่นางหลุดปากแสดงตัวตนโดยบังเอิญ ทว่าความอลหม่านกลับทำให้ฟู่ซูหนิงลืมตัวไปเสียสนิทฟู่ซูหนิงเร่งร้อนไปหาเสี่ยวไป๋ นางกำลังอธิ
ชาวบ้านที่รวมตัวกันอยู่ภายในศาลาต่างหลับใหลเพราะความสำราญและอิ่มหนำ ทว่าใครจะทราบแท้จริงมิใช่เหตุบังเอิญ ฉืออิ้งเทียนแหงนมองจันทร์กระจ่างฟ้า เขานั่งร่ำสุรากับฟู่ซูหนิงจนล่วงเลยมาจนถึงช่วงกลางยามจื่อ [1] ชายหนุ่มอุ้มร่างระหงไว้บนอ้อมแขน จากนั้นกระโจนลงจากหลังคา ฉืออิ้งเทียนพยักหน้าให้เติ้งเหวยและเกาซี เกาซีแสร้งไร้สติรวมอยู่กับบรรดาชาวบ้าน ส่วนเติ้งเหวยติดตามผู้เป็นนายไปห่าง ๆกระทั่งมาถึงโรงหมอ ฉืออิ้งเทียนส่งฟู่ซูหนิงเข้านอนในห้องส่วนตัว ยิ่งพิศมองใบหน้าพริ้มเพราหัวใจของเขาก็ยิ่งเต้นระส่ำ เขากวาดสายตามองโดยรอบก็พบสัญลักษณ์การนับวัน ที่ฟู่ซูหนิงขีดเขียนเอาไว้ฉืออิ้งเทียนขมวดคิ้วงุนงง ร่างสูงเยื้องย่างเข้าใกล้เพื่อสำรวจ ก็พบว่ามีจุดผิดสังเกตหนึ่งที่ปรากฏสัญลักษณ์สีเข้มเด่นชัด คล้ายเพิ่งมีการเขียนลงไม่นาน สัญลักษณ์ตรงหน้าคือการนับของแต่ละสัปดาห์ และเส้นสุดท้ายอันเด่นชัดก็เป็นเส้นที่เจ็ดของสัปดาห์สุดท้ายพอดี"หรือว่าเสียงของนาง ที่แหบห้าวแบบนั้นเพราะเกี่ยวข้องกับการนับสัปดาห์นี้หรือ"
ฟู่ซูหนิงหรี่ตาเพราะเคลือบแคลงดูเหมือนเขากำลังโกหกตาใส ฟู่ซูหนิงเริ่มไม่ไว้ใจเขาเสียแล้ว"ก็ดี ขะ...ข้าเหนื่อยแล้ว งานยังไม่เลิกท่านอยู่ต่อที่นี่เถิด ขอตัวกลับก่อน"ร่างระหงเร่งร้อนลุกขึ้น ฟู่ซูหนิงรู้สึกวิงเวียนดุจดั่งโลกกำลังเอียงกระเท่เร่ ทว่าฉืออิ้งเทียนเห็นท่าไม่ดี เขาจึงคว้าข้อมือเล็กไว้ทันควัน "ท่านหมอ อย่าเพิ่งไปสิขอรับ ดูท่านคงกลับเองไม่ได้เสียด้วย อีกอย่างยามนี้ดวงจันทร์กำลังงดงาม ร่ำสุรายังไม่หนำใจท่านก็จะไปแล้วหรือ นี่เพียงไหแรกไยจึงคออ่อนนัก""ปล่อยข้า ข้าไม่ไหวแล้ว"ริมฝีปากได้รูปกระตุกเบา เมื่อครู่นางดื่มไปเพียงสองครั้งเองมิใช่หรือ ไฉนจึงดูจะเมามายเพียงนี้กันฉืออิ้งเทียนเว้าวอน "ท่านหมอ นั่งก่อนนะขอรับ อีกครู่เดียวเท่านั้น ข้ายังสนทนากับท่านไม่จบเลย"ฟู่ซูหนิงถอนหายใจระอิดระอา "ก็ได้ ก็ได้"หมอนี่จบเอกการแสดงที่ไหนมากัน อ้อนเก่งอย่างกับลูกสุนัข ชิ!ฉืออิ้งเทียนยื่นไหสุราในมือของตนให้ฟู่ซูหนิง "ท่านรับข้าเป็นสหายอีกคนได้หรือไม่""เมื่อครู่ข้าบอกท่านอย่างชัดเจนแล้วมิใช่หรือ อีกอย่า
"นายท่านฉือ นายท่านฉือเจ้าคะ"เหล่าสตรีกำลังส่งเสียงร้องเรียกพลางเดินสาละวนพร้อมถาดอาหารในมือเที่ยวตามหาฉืออิ้งเทียนให้ควัก"พวกนางกำลังตามหาท่าน ลงไปได้แล้ว"ฉืออิ้งเทียนส่ายหน้า "ข้าไม่ไป หลายคนก็มากเรื่องมากความ ข้าอิ่มแล้ว ยามนี้ต้องการร่ำสุราเป็นเพื่อนของท่านหมอ"ฟู่ซูหนิงจิ๊ปาก นัยน์ตาดอกท้อลดมองเบื้องล่าง ฟู่ซูหนิงคิดกระทำการบางอย่าง ริมฝีปากบางขยับยกเป็นรอยยิ้ม ก่อนจะได้ตะโกนเพื่อให้คนด้านล่างรู้ตัว ทว่ากลับถูกมือหยาบระคายตะปบปิดปากไว้เสียก่อน"อื้อ...อ่อยอ้า (ปล่อยข้า)""ชู่...ข้าบอกว่าอยากอยู่เป็นสหายร่ำสุรากับท่าน ท่านหมอต้องสัญญากับข้าก่อนว่าจะไม่เรียกพวกนาง"ฟู่ซูหนิงถอนหายใจ ดูเหมือนนางไร้ทางเลือกเสียแล้ว เปลือกตาบางกะพริบถี่ ฟู่ซูหนิงพยักหน้าหงึกหงักฉืออิ้งเทียนพึงใจในคำตอบริมฝีปากชายหนุ่มพลันยกโค้งเบาบาง เขาลดฝ่ามือของตนลงแช่มช้า ครั้นเมื่อหลุดพ้นจากพันธนาการฟู่ซูหนิงจึงผลักเขาให้ถอยห่าง ทว่านางลืมไปเสียสนิทว่ายามนี้ตนกำลังยืนอยู่บนหลังคา เท้าซึ่งเหยียบกระเบื้องเก่าคร่ำคร