บทที่ 23 เซียนน้อยแห่งหุบเขาธิดาสวรรค์(2)
“ตอนนี้แหละ!!”
ทั้งกลุ่มที่ตอนนี้รวมตัวกันได้ราวยี่สิบคน แบ่งหน้าที่กันอย่างรวดเร็วที่เกิดความวุ่นวายขึ้น โดยที่มีการแบ่งเป็นกลุ่มๆ ตั้งแต่กลุ่มดูต้นทางที่จะวางเอาไว้เป็นจุดๆ เพื่อป้องกันการถูกพบเห็น ซึ่งมีเพียงแค่สี่คนเท่านั้นที่อาษาทำหน้าที่นี้ ถึงจะไม่ค่อยมีความเสี่ยงมากเท่ากับกลุ่มที่ไปขโมยหัวมัน แต่ก็ต้องยอมรับว่าพวกตนจะได้รับส่วนแบ่งน้อยลงตามไปด้วย
กลุ่มที่สองเป็นกลุ่มที่เป็นกลุ่มที่ต้องเอาถุงกระสอบสานลวกๆ ไปช่วยกันขนมันเท่าที่ทำได้ ซึ่งคนที่เหลือทั้งหมดแบ่งกันเป็นกลุ่มเล็กๆ กลุ่มละสองคนโดยที่พวกเขาจะเอามันไปให้มากที่สุดเท่าที่กระสอบจะสามารถจุไหว แล้วค่อยสลับกันขนไปเป็นช่วงๆ แล้วแยกย้ายกันหนีกลับไปที่หมู่บ้าน ซึ่งทุกคนต่างก็ให้สัญญากันเอาไว้ว่าถ้าหากใครถูกจับได้ก็จะไม่มีการซัดทอดอย่างเด็ดขาด
และเมื่อเอากลับกันไปแล้วจะไปรวมตัวกันที่บ้านของหนึ่งในสมาชิกกลุ่มที่ห่างไกลออกไปจากหมู่บ้านเล็กน้อย แล้วค่อยแบ่งกันในคืนนี้...
แล้วเมื่อจัดการแบ่งสันปันส่วนหน้าที่รับผิดชอบของตนเองกันแล้ว โดยไม่สนว่าผู้คนในหมู่บ้านต่างก็พากันไปดูเด็กหญิงด้วยความเป็นห่วงเป็นใย พวกมันก็เริ่มทำหน้าที่ในทันทีที่แม้แต่เหล่าแม่ครัวก็กรูกันไปดูเด็กหญิง
“...”
“...”
“...”
ทุกๆ อย่างที่ดูเหมือนจะยากในทีแรก เพราะว่าผู้คนจำนวนมากที่เพ่นพ่านไปหมด แต่กลับกลายเป็นว่าตอนนี้ผู้คนได้ไปรวมตัวกันที่หน้าบ้าน ทำให้ทั้งยี่สิบคนสามารถขนมันที่กองอยู่ด้านหลังไปได้มากกว่าที่พวกมันคิด
ด้วยความที่ไม่ต้องคอยระวังทำให้พวกมันทั้งหมดสามารถกลับไปด้วยกันอย่างสบายอกสะบายใจ เช่นเดียวกับเป้าหมายของพวกมันที่สำเร็จลงไปด้วยดี ด้วยการที่เอาหัวมันทั้งสองชนิดไปได้รวมแล้วเกือบจะหนึ่งในสิบของกองเลยทีเดียว!
“...”
แล้วก็เหมือนกับทุกๆ ครั้งที่มีเรื่องไม่ดีเกิดขึ้นรอบๆ บริเวณนี้ เจ้าตูบตัวเขื่องก็ผงกหัวขึ้นมามองไปทางที่กลุ่มคนนั้นมุ่งหน้าไปด้วยโทสะอ่อนๆ แต่จู่ๆ มันก็หันไปมองทางผู้เป็นนายที่ถูกผู้คนรายล้อมพัดวีอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนที่จะกลับไปนอนหมอบตามเดิม ราวกับว่ามันได้ยินหรือรับรู้อะไรบางอย่าง มันก็นอนลงไปสนใจสิ่งใดอีก
“ทุกคนใจเย็นก่อน ที่ตัวคุณหนูไม่ได้มีอาการผิดปกติใดๆ อยากจะอ่อนเพลียไปบ้างก็เท่านั้น” จางหลงที่เป็นคนอุ่มพาเย่หัวมาหลบในร่มเอ่ยขึ้นเพื่อห้ามปรามทุกคนที่กรูกันเข้ามาอย่างมืดฟ้ามัวดิน
โดยเฉพาะเด็กๆ ที่อาจจะผูกพันกับเย่หัวมากกว่าพวกผู้ใหญ่ เนื่องจากการที่พวกเขาได้ใช้เวลาร่วมกันมากกว่า เด็กๆ ที่อายุต่ำกว่าสิบขวบส่วนใหญ่ต่างร่ำให้ออกมาเมื่อเห็นเย่หัวอยู่ในสภาพนั้น
บ้างก็โทษว่าตนเองมัวแต่เล่น
บ้างก็โทษว่าตนเองไม่ยอมไปช่วยเหลือนาง
บ้างก็โทษว่าพวกตนเอาแต่ร้องขออยากกินขนมอร่อยๆ จนพลังเซียนของนางร่อยหรอ
บากก็โทษว่าที่เป็นแบบนี้เพราะนางพยายามไม่ให้พวกเขาทั้งหมดต้องอดอยากและตายตกไปในหน้าหนาวที่จะถึงนี้ และอีกต่างๆ นาๆ ตามแต่จินตนาการของเด็กๆ แต่ละคนจะนึกถึงได้
ว่ากันว่าแท้ที่จริงแล้วมีน้อยคนนักที่จะเปลี่ยนไปหลังจากที่เติบโตขึ้นมาหรือแก่ชราลงไป พวกเราทุกคนเพียงแค่รับรู้เรื่องราวต่างๆ มากขึ้น เรียนรู้เพื่อที่จะอยู่กับโลกมากขึ้น มาความทยานอยากมากขึ้น มีความโลภมากขึ้น...
มากขึ้นในทุกๆ อย่างแล้วแต่ว่าสังคมของแต่ละคนที่อยู่ในช่วงเวลานั้นๆ จะเป็นแบบไหน หรือถูกสั่งสอนอบรมมาเท่าใด
มันก็อาจจะมีบ้างที่มีเด็กส่วนน้อยที่สามารถฉีกออกได้จากสังคมหรือสิ่งแวดล้อมที่เป็น จนสามารถเปลี่ยนแปลงโชคชะตาของตนเองได้
แต่โดยส่วนใหญ่แล้วทุกคนแค่อยากที่จะมีชีวิตอยู่ต่อไปเพื่ออะไรบางอย่าง แล้วทิ้งความไร้เดียงสาเอาไว้กับกาลเวลาที่ผ่านไป เพื่อเอาตัวเองกับคนที่ตนรักให้อยู่รอดต่อไป...
เฉกเช่นเดียวกับกับกับกลุ่มพวกผู้ใหญ่ที่ได้เห็นเด็กๆ ลูกๆ หลานๆ ของตนเองที่เป็นแบบนั้น ต่างก็รู้สึกผิดขึ้นมาไม่น้อย
ใจหนึ่งถึงให้ความเคารพอีกฝ่ายที่มาจากไหนก็ไม่รู้ แต่ก็ยังคงเคลือบแคลสงสัยในเป้าหมายของนางอยู่บ้าง บางคนก็ไม่อยากจะยอมรับว่าตนเองได้รับความช่วยเหลือเพราะกลัวที่จะติดค้าง แต่นั่นก็เป็นเพียงแค่คนส่วนน้อยเท่านั้น
และหนึ่งในนั้นก็มีคนหนึ่งที่ได้ยินคำพูดของกลุ่มคนที่ต้องการขโมยหัวมันทั้งสองชนิดไปจากที่นี่ และเห็นกับตาว่าคนพวกนั้นได้ขโมยแล้วหนีไปแล้ว ก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกผิดที่ตนเองไม่ออกปากห้ามเอาไว้
สำหรับคนคนหนึ่งที่เคยมีความหวังความฝันที่จะเติบโตขึ้นเป็นคนที่สุดยอดไม่ต่างจากเด็กๆ เมื่อนานมาแล้ว เมื่อมองย้อนกลับมายังตนเองในตอนนี้ ที่ไม่มีแม้แต่ความกล้าที่จะขึ้นเขาไปเสี่ยงอันตรายเพื่อลูกเมีย ได้เห็นลูกน้อยของตนเองร้องให้จ้าต่อหน้าผู้มีพระคุณของทุกคนในที่แห่งนี้แล้ว...
‘ตายเป็นตาย! ยังไงข้าก็ไม่มีอะไรจะเสียอยู่แล้ว ถ้าหากข้าไม่พูดมันออกมา ถ้าหากว่าเสียวโย่วรู้ในวันข้างหน้าข้าจะเอาหน้าที่ไหนไปเจอเขา!!’
.................................
บทที่ 24 เซียนน้อยแห่งหุบเขาธิดาสวรรค์(3)สองชั่วยามผ่านไป...ตั้งแต่ตอนที่เย่หัวหมดสติ นางก็ฟื้นขึ้นมาอีกครั้งท่ามกลางผู้คนจำนวนมากที่รายล้อมนางอยู่ ด้วยความที่ไม่ชินกับการที่มีใครมาเป็นห่วงเป็นไยขนาดนี้ มันก็ทำให้นางรู้สึกเขินไม่ได้ จึงเอ่ยปากถามออกมาด้วยเสียงเบาๆ“...มีอะไรกันหรือเจ้าคะ”“คุณหนู...”“คุณหนูเป็นอย่างไรบ้างเจ้าคะ”“คุณหนูฟื้นแล้ว”“...”“...”“...”เด็กๆ ที่เฝ้ารออยู่ไม่ไกลต่างก็กรูเข้ามาบ้างดีอกดีใจ บ้างก็ร้องห่มร้องให้งอแงโผเข้ามากอดร่างเล็กจนแทบไม่มีช่องว่าให้หายใจเย่หัวที่เห็นทุกๆ คนเป็นห่วงขนาดนี้จากที่ตั้งใจที่จะผละออกไป กลับกลายเป็นยินยอมให้เด็กๆ
บทที่ 25 เซียนน้อยแห่งหุบเขาธิดาสวรรค์(4)“เจ้าว่ายังไงนะ”ในทันทีที่ได้ยินคำกล่าวของเพื่อนบ้าน จางหลงก็รู้สึกหวาดวิตกในทันที ด้วยหลายๆสิ่งหลายๆอย่างที่เกิดขึ้นในตลอดระยะช่วงเวลาที่ผ่านมา ต่อให้เขาจะไม่ได้เชื่อที่เด็กๆพูดทั้งหมด แต่อีกใจหนึ่งเขาก็เชื่อบ้างแล้วว่าอย่างน้อยที่สุดเด็กหญิงผู้มาใหม่ผู้นี้คงไม่ใช่เด็กธรรมดาทั่วไป เพราะต่อให้โง่สักแค่ไหนลองคิดดูง่ายๆว่าแค่จำนวนอาหารที่เด็กหญิงนำออกมา ให้คนในหมู่บ้านสามารถดื่มกินกันอย่างฟุ่มเฟือยในตลอดระยะเวลาเดือนเศษนี้ ซึ่งมีทั้งเนื้ออย่างดี พืชหัวที่นางเรียกว่ามันฝรั่งกับมันหวาน ที่แม้จะไม่ได้รับการปรุงแต่ก็ยังสามารถให้รสอร่อยกับผู้ที่กินมันได้ แล้วยังมีลูกอมกับน้ำสีดำนั้นอีกไม่ว่าจะเป็นในด้านของสติปัญญาที่ล้ำเลิศกว่าผู้คนในหมู่บ้าน ทั้งความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ มีจิตใจเมตตาสงสารผู้คนจำนวนมาก สามารถแจกจ่ายสิ่งมีค่าเหล่านั้นให้กับพวกเขาอย่างไม่เสียดาย
บทที่ 26 เซียนน้อยแห่งหุบเขาธิดาสวรรค์(5)“...”จางหลงทำท่าเหมือนกับจะกล่าวอะไรบางอย่าง แต่ว่าเมื่อมองลึกเข้าไปในดวงตาของอีกฝ่าย เขาก็ไม่รู้ว่าจะพูดอะไรต่อไปดี สำหรับพวกเขาที่อดอยากแทบตายมาหลายปีแล้ว มันคงจะไม่เป็นอะไรเลยถ้าหากว่าทุกคนไม่ได้ใช้วิธีการที่ผิด“ท่านหัวหน้ากลับไปก่อนเถิดขอรับ ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นจากสิ่งที่พวกเราทุกคนได้ทำลงไป พวกเราก็พร้อมยินยอมที่จะรับผลที่ตามมา แต่หากว่า จะให้พวกข้าต้องเฝ้ารอความหวังลมลมแล้งแล้ง จนอาจทำให้ลูกเมียของพวกข้าต้องอดตายไปในปีนี้ ตัวข้านั้นยินยอมให้ทุกคนประณามเหยียดหยามเสียดีกว่า”เฮ้อ...จางหลงระบายลมหายใจออกมาอย่างยาวเหยียด สวัสดี ต่อให้ยากว่ากล่าวพวกมันสักเท่าไหร่ แต่ดูจากท่าทางของพวกมันแล้ว พวกมันก็คงจะเตรียมตัวมาก่อนหน้านี้แล้วเช่นเดียวกัน“ในเมื่อเจ้าพูดอย่างนั้นก็แสดงว่าข้าสามารถนำความท
บทที่ 27 เซียนน้อยแห่งหุบเขาธิดาสวรรค์(6)“ท่านหัวหน้าเกิดเรื่องใหญ่ขึ้นแล้วขอรับ!!”“อะไรอะไร...มีเรื่องอะไรกัน” จางหลงที่ได้ยินเสียงโหวกเหวกโวยวายมาจากหน้าบ้าน ก็รีบลุกออกจากเตียงไม้ในทันที เนื่องจากเมื่อวานทุกคนเหนื่อยกันมาก แล้วเขาเองก็ต้องมาเหนื่อยใจกับคนในหมู่บ้านอีก ทำให้เมื่อคืนกว่าที่เขาจะหลับได้ก็ดึกแล้ว แล้วนี่ยังต้องมาตื่นตั้งแต่ยังไม่เช้าอีก... “มีอะไรกันตั้งแต่ยังไม่สว่างเนี่ย”“ท่านหัวหน้าช่วยพวกเราด้วยขอรับ”“พวกเราผิดไปแล้วขอรับ”“ท่านหัวหน้าช่วยพาพวกเราไปขอโทษนางเซียนน้อยหน่อยได้ไหมขอรับ”“พวกเราจะไม่ทำแบบนี้อีกแล้วหรับ”“ได้โปรดให้อภัยพวกเราสักครั้งเถอะนะขอรับ”“พว
บทที่ 28 เซียนน้อยแห่งหุบเขาธิดาสวรรค์(7)“แต่นี่คือสิ่งที่เจ้า...! ...พวกเจ้าทุกคนตอบแทนนางอย่างนั้นหรือ”“...พวกข้า”“ข้าในตอนนี้ไม่มีสิทธิตัดสินพวกเจ้า และแม้ว่าข้าจะคิดเห็นประการใดมันก็ไม่สำคัญอีกต่อไปแล้ว สิ่งที่สำคัญที่สุดในตอนนี้ก็คือการที่คุณหนูเย่หัวคิดอย่างไรต่อ”“จางหลงอย่างน้อยเจ้าก็ช่วยไปพูดแทนพวกมันหน่อยเถอะ หากว่าคราวหน้าพวกมันกระทำความผิดซ้ำอีกครั้ง ข้าและคนอื่นๆจะไม่กล่าวถึงได้เลย ต่อให้เจ้าหรือว่านางเซียนน้อยจะฆ่าจะแกงพวกมันก็ตาม” หญิงชรานางหนึ่งเป็นผู้กล่าวขึ้น และนางก็คือคนเดียวกันกับหัวหน้าแม่ครัวที่ช่วยกันทำงานหนักในครัวเมื่อวานนี้ มาไม่คิดเลยว่าเล่นของนางจะกระทำชั่วช้าแบบนี้“ข้าก็ขอเป็นอีกเสียงหนึ่งที่อยากจะขอโอกาสให้พวกมันสักครั้ง แล้วก็เช่นเดียวกับนางเฒ่า หากว่าคราวหน้าพวกมันยังคงกระทำชั่วช้าแบบนี้อีกครั้ง ไม่ว่าเจ้าหรือนางเซียนน้อยจะเอามันไปต้มยำทำแกง เช่นไรก็แล้วแต่เถิด ถือเสียว่าครั้งนี้ให้พวกมันได้รู้ถึงว่า นางนั้นมิใช่คนธรรมดาอย่างเช่นพวกเรา” ชายชราอีกคนกล่าวขึ้น“ใช่แล้วล่ะในคราแรกที่ได้เจอกับนาง ข้าเองก็ไม่ได้คิดว่านางจะทำเพื่อพวกเราขนาดนี้ ไม่ว่าจะเป
บทที่ 29 เซียนน้อยแห่งหุบเขาธิดาสวรรค์(จบ)“ท่านหัวหน้าหมู่บ้านมีอะไรหรือเจ้าคะ ทำไมถึงรีบวิ่งมาจนป่านนี้” เย่หัวมองตามสายตาของเจ้าสัง ซึ่งกำลังมองไปยังผู้มาใหม่ที่กำลังวิ่งกระหืดก็มาหานาง สวัสดีก็เห็นเป็นจางหลงที่กำลังวิ่งมาด้วยความเร็วสูงเกินความเร็วสูงสุดเท่าที่มนุษย์คนหนึ่งจะสามารถทำได้ นางมั่นใจว่ามันเร็วกว่าการวิ่งของคนปกติทั่วไปแน่ๆ ถึงไม่รู้ว่าจะเป็นเพราะอะไรก็เถอะ “ถ้าหากว่าท่านหัวหน้ามาหาภรรยากับบุตรสาวของท่าน ตอนนี้ทั้งสองคนกำลังจัดการมื้อเช้าของพวกเราอยู่ในครัวเจ้าค่ะ ให้ข้าไปตามทั้งสองคนไหมเจ้าคะ”“มิใช่เช่นนั้นขอรับ ข้ามีเรื่องที่จะมาแจ้งแก่คุณหนูโดยตรง”“ข้า? มีเรื่องอะไรกับข้าหรือเจ้าคะ”“เรื่องทั้งหมดก็....”หลังจากนั้นจางหลงก็ได้อธิบายเรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้นเมื่อวานนี้ ตลอดจนถึงเรื่องที่ว่าหัวมันทั้งหมดได้เน่าเ
บทที่ 30 เมล็ดพันธุ์แห่งความหวังได้ถูกโปรยปรายหลังจากที่จัดการเรื่องวุ่นวายที่เกิดขึ้นทั้งหมดแล้ว เย่หัว จึงรีบเปลี่ยนเรื่องอย่างรวดเร็ว โดยการที่ให้เด็กๆ ทุกคนมารวมตัวกันที่แปลงมัน“เอาล่ะทุกคนมาดูนี้ก่อน ตอนนี้ทุกคนสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงอะไรไหม”“มันของพวกเรา...ตายหมดแล้วหรือเจ้าคะ” หนึ่ง ในกลุ่ม ของเด็กๆ ได้เอ่ยถามขึ้น เพราะจริงๆแล้วตั้งแต่ตอนที่มาถึงเด็กๆก็ได้มาดูแปลงมันก่อนเป็นอันดับแรก สิ่งที่ทุกคนได้พบเห็นก็คือ ไม่ว่าจะเป็นมันฝรั่งที่ตนตายไปเกือบหมดแล้ว มันหวานเองก็มีเถาที่แห้งเหี่ยวไม่เหมือนกับแต่ก่อน มีเพียงแค่ดอกบางดอกที่บานอยู่ ถึงดอกของมันจะงดงาม แต่ลำต้นของมันทั้งเหี่ยวเฉา ใบส่วนใหญ่ของมันก็ตายไปเกือบหมดแล้วมันก็ทำให้เด็กๆดังก็คาดเดาไปต่างๆนานา แต่มิมีใครกล้าที่จะเอ่ยถามเนื่องจากผู้ใหญ่ได้ห้ามเอาไว้ทางฝ่ายผู้ใหญ่เองก็ไม่แตกต่างกับเด็กๆเลย พวกเ
บทที่ 31 ก่อนหนาวมาเยือนหลังจากวันนั้นเป็นต้นมา ตั้งแต่ที่ผู้คนสามารถเห็นได้ด้วยตาของตนเอง ว่าผลผลิตของมันทั้งสองชนิดนั้นมากมายแค่ไหน ที่สำคัญที่สุดก็คือรสชาติของหัวมันที่ปลูกในหุบเขาแห่งนี้ ยังมีรสชาติดีกว่าเดิมขึ้นอีกหลายเท่าตัวเดิมทีแล้วสำหรับพวกเขาทุกคน ลำพังแค่มันที่แย่หัวเอาออกมาให้นั้น ไม่ว่าจะเป็นมันฝรั่งหรือมันหวาน ก็ล้วนแล้วแต่มีรสชาติดีกว่าอาหารที่พวกเขาเคยลิ้มลองมานักต่อนักแล้ว ถึงมันจะไม่ผ่านการปรุงมาเลยก็ตามทีไม่ว่าจะเป็นมันฝรั่งต้มหรือมันหวานเผา ก็มีรสชาติกลมกล่อม สามารถทานได้เรื่อยๆไม่ต่างกัน...แต่ในตอนเที่ยงวันนั้น ในวันที่พวกเขาได้เก็บเกี่ยวมันทั้งสองชนิดเป็นครั้งแรก เด็กหญิงก็ได้ให้ พวกแม่ครัวใช้มันทั้งสองชนิดแทนวัตถุดิบที่นางยังไม่ได้เอาออกมาจากตู้เย็น ซึ่งปรากฏว่าเพียงแค่มันหวานเผาธรรมดาธรรมดา ก็ทั้งหอมอร่อยรสชาติเข้มข้นขึ้นมากกว่าเดิมหลายเท่า ทั้งเหนียวนุ่มเคี้ยวเพลินไม่สามารถหยุดปากได้เลยทีเด
บทที่ 81 บทพิเศษ “เราไม่ลงนะรกแล้วผู้ใดจักลงนรก” (1)#บทนี้เป็น บท ย่อยแยกอีกบทหนึ่งนะครับ#ย้อนกลับไปในตอนก่อนที่เขาจะมอบระฆังธรรมให้กับเพื่อน ในขณะนั้นชาได้สังเกตเห็น ถึงความตั้งใจที่จะสั่งสอนธรรมะของเพื่อน แต่ด้วยตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา การที่นางไม่สามารถจดจำข้อธรรมใดๆ ได้มากนักก็ไม่ใช่เรื่องที่แปลกอะไรเนื่องจากว่าการที่เขาได้ทำการล้วงเอาจิตของนางขึ้นมาจากนรกนั้น มันเป็นเรื่องที่ทำการฝืนชะตากรรมของคนคนหนึ่ง และการที่เขา เรียกดวงจิตเดิมของนางที่ควรจะแตกดับไปนานแล้ว ตลอดไปจนถึง สัญญาสังขารและวิญญาณแต่เดิมของนาง ในภพแรกที่พวกเขาทั้ง 2 คนได้เจอกันโดยวิธีการเปิดพระธรรมคำสั่งสอนจากระฆังธรรม ให้ดวงจิตที่แตกสลายของนางได้ฟังซ้ำไปซ้ำมาครั้งแล้วครั้งเล่า ยาวนานนับหมื่นปีกว่าที่ดวงจิตของนางจะสามารถเรียกสติกลับคืนมาได้อีกครั้ง ซึ่งมันก็เป็นช่วงเวลาเดียวกับที่เหล่าสัตว์นรกบางส่วนที่พอมีฤทธิ์สามารถแทรกออกมายังบนโลกอีกครั้ง...และนั่นก็คือเหตุผลที่ว่าทำไมจู่ๆ นางถึงเหมือนกับว่า สามารถอธิบายข้อธรรมคำสั่งสอนทั้งหลาย ออกมาได้ราวกับเคยศึกษามันมาอย่างถ่องแท้ ทั้งๆ ที่ตัวนางแทบจะไม่เคยศึกษาเรื่องราวในแน
ก่อนอื่นเลยที่สำคัญที่สุดต้องขอบคุณมากๆ เลยนะครับ ที่ติดตามกันมาจนถึงตอนนี้(น่าจะเหลือไม่ถึง1/10ของคนที่หลงเข้ามาที่จะเดินมาจนถึงจุดนี้) ดีใจที่เดินทางมาด้วยกันจนถึงจุถดเริ่มต้นที่แท้จริงของนิยายเรื่องนี้ครับใช่แล้วครับ…ตั้งแต่บทนำมาจนถึงตอนนี้เพิ่งจะเป็นส่วนที่ปูจุดเริ่มต้นของ เย่หัว-เยว่หัว ให้ทุกคนได้รู้จักตัวตนและสภาพแวดล้อมของนาง โลกที่นางอยู่ ผู้คน สังคม รายละเอียดที่จะทำให้เข้าใจเนื้อหาหลัก และเหตุผลของการกระทำต่างๆ ที่นางจะทำต่อจากนี้ไป จนบางครั้งอาจจะเป็นการกระทำที่ “โหดเหี้ยม” แบบไร้เหตุผลเลยก็มี เล่ม1-2จะเป็นจุดเริ่มต้นของเรื่องราวในส่วนของ “บทนำ” แต่หลังจากเล่ม 3 เป็นต้นไปก็จะเข้าสู่ปฐมบทที่แท้จริง ตามชื่อบทของบทนี้ครับ เราจะคุยกันแบบจริงจังกับเนื้อเรื่องที่แท้จริงกันครับ อย่างแรกเลยก็คือหลังจากนี้จะต้อนรับเข้าสู่โลกแห่งความแฟนตาซีที่แท้จริง ของแม่ครัวตัวจิ๋วที่รักในการทำอาหารให้ผู้คนได้ลิ้มรส เป็นหนึ่งในความสุขของนาง และเป็นสิ่งสำคัญที่จะคอยยึดเหนี่ยวตัวนางเอาไว้ ส่วนยึดนางจากอะไรนั้นต้องไปติดตามในเนื้อเรื่องครับอย่างที่สองก็คือเรื่องของความแฟนตาซีและโลกในจินตนาการที
บทที่ 80 เลี้ยงส่ง(จบ)หลังจากที่เยว่หัวสามารถเรียกสติของผู้คนกลับมาได้อีกครั้ง ตลอดช่วงเช้าไปจนถึงเที่ยง นางก็ทำการจัดแจงแบ่งกลุ่มคนออกเป็นกลุ่มๆ โดยที่ไม่ลืมนำวัตถุดิบจำนวนมากออกมา แล้วจัดแจ้งเตรียมการฝึกซ้อมทั้งหมด กว่าที่ทุกสิ่งทุกอย่างจะเข้าที่เข้าทางก็ปาเข้าไปจนถึงช่วงเที่ยงแล้วซึ่งในระหว่างที่ทำการฝึกซ้อมปรุงอาหารชนิดต่างๆ นั่นเอง เหล่าแม่บ้านและเด็กๆทุกคนต่างก็ได้ลองชิมอาหารกันอย่างเต็มอิ่ม และเมื่อเห็นว่าทุกสิ่งทุกอย่างเข้าที่เข้าทางแล้ว ทุกคนเลยหยุดพักกันในตอนเที่ยงพอดิบพอดี และถือเป็นการพักท้องอีกครั้ง เนื่องจากในตอนนี้ทุกคนแทบจะท้องแตกเสียแล้วส่วนฝั่งของจางหลงที่เป็นฝ่ายจัดเตรียมสถานที่ ซึ่งพวกเขาทุกคนก็ทำเต็มที่ในหน้าที่ของตนเอง แต่ด้วยข้อจำกัดของหลายๆสิ่งหลายๆอย่าง โดยเฉพาะเวลาที่มีอยู่เพียงแค่ไม่กี่ชั่วยามเท่านั้น พวกเขาจึงตกลงกันใหม่ว่า จะจัดเป็นโต๊ะไม้ยาวๆ ขนาด 6 ถึง 8ที่ แทนที่แผนการจะทำโต๊ะชุดวงกลม และโต๊ะทั้งหมดจะหันหน้าเข้าหาเวที ด้านเดียว ส่วนตัวเวทีเองก็จะสร้างขึ้นมา โดยการขุดดินมาถมเป็นเนินสูงขึ้นประมาณหัวเข่า ใช้ดินเหนียวในการป้ายโดยรอบเพื่อไม่ให้หน้าดินพัง
บทที่ 79 เลี้ยงส่ง(3)“ตอนแรกข้าขอยอมรับสารภาพเลยว่า ตัวข้าเองก็ไม่ได้จินตนาการเลยว่าทุกคนจะให้ความร่วมมือมากขนาดนี้”เยว่หัวมองไปยังทั้งผู้หญิงและเด็ก แทบทั้งหมดในหมู่บ้านที่มารวมตัวกัน ซึ่งในมือทุกคนต่างก็มีหม้อกระทะถ้วยชามรามไห รวมไปถึงตะเกียบและแก้ว น้ำที่ทำจากไม้บ้างหินบ้างดินเผาบ้างเหล็กบ้าง ซึ่งเรียกได้ว่าทุกคนเต็มที่กับสิ่งที่นางบอก จนนางที่เพียงแค่อยากจะทดลองการปรุงอาหาร เพื่อที่จะนำไปเป็นเมนูในร้านที่กำลังจะเปิด ก็ต้องเปลี่ยนความคิดอีกครั้ง“...”“...”“...”ทุกคนไม่ได้กล่าวอะไรออกมา เพียงแค่ยิ้มมองไปทางเด็กหญิงเท่านั้น และกำลังรอฟังคำสั่งด้วยความตั้งใจ แม้กระทั่งเด็กๆ ทุกคนที่ปกติเมื่อเจอกับนางเซียนน้อยของพวกเขา ก็มักจะแสดงออกอย่างดีอกดีใจ กระโดดโลดเต้นกันต่างๆนานา ยิ่งในตอนที่ไม่ได้พบได้เจอกันหลายวันแบบนี้แล้ว ปกติพวกเขาจะยิ่งกุลีกุจอมาหานาง แต่ในตอนนี้เด็กๆทุกคนเพียงแค่รออยู่กับผู้ปกครองของตนเองด้วยความตั้งใจ ไม่มีใครแตกแถวเลยแม้แต่คนเดียว“ในเมื่อทุกคนจริงจังกันขนาดนี้แล้ว ถ้าอย่างนั้นข้าเองก็ขอจริงจังด้วยอีกคนก็แล้วกัน...” เด็กหญิงยิ้มและใช้ความคิดอย่างรวดเร็ว เนื่องจาก
บทที่ 78 เลี้ยงส่ง(2)“ก็ตามที่ได้บอกไปก็แล้วกัน เดี๋ยวทุกคนก็แยกย้ายไปทำหน้าที่ของตัวเอง ข้าจะเป็นคนนำฝ่ายผู้ชายไปจัดเตรียมสถานที่ตามที่คุณหนูได้สั่งเอาไว้ ส่วนพวกผู้หญิงก็เดินทางไปหาคุณหนูได้เลย เห็นนางบอกว่า วันนี้นางจะจัดเตรียมวัตถุดิบทั้งหมดด้วยตัวเอง พวกเจ้าไม่ต้องนำสิ่งใดไปด้วย ถ้าจะเอาไปก็คงจะเป็นพวกอุปกรณ์ จานชาม และสิ่งที่จำเป็นต่อการประกอบอาหารก็แล้วกัน พวกเจ้ามีอะไรก็เอาไปเท่าที่มี เพราะว่าการที่จะจัดเลี้ยงผู้คนทั้งหมู่บ้านก็คงจะต้องเตรียม หลายอย่างเลยทีเดียว”“ถ้าอย่างนั้นเดี๋ยวพวกข้าขอแบ่งออกไปตัดไม้แล้วกันนะหัวหน้า จะพาคนไปด้วยร้อยคนจะได้ช่วยกันหาไม้มาให้ได้มากที่สุด”“ส่วนพวกข้าก็จะไปเตรียมลานกว้างเลยแล้วกันนะ ขอรับ ถ้าจะขยายพื้นที่เพื่อวางโต๊ะ ตามรูปแบบที่นางเซียนน้อยได้กล่าว คงจะต้องเตรียมพื้นที่ให้มากขึ้นอีกหน่อย จะได้เดินเหินสะดวกในงานเลี้ยงขอรับ”“ถ้าอย่างนั้นข้ากับพวกผู้หญิงคนอื่นๆ ก็ขอแยกย้ายกลับบ้านก่อนแล้วกันนะเจ้าคะ จะได้ไปบอกเด็กๆให้ไปเล่นที่บ้านของนางเซียนน้อยด้วย หลายวันมานี้ทุกคนตั้งใจเรียนมากเลย ผ่อนคลายสักวันก็คงจะไม่เป็นไรเจ้าค่ะ”“ก็ดีนะเจ้าคะ เดี๋ยว
บทที่ 77 เลี้ยงส่ง(1)“วันนี้คุณหนูเป็นอะไรหรือเปล่าขอรับ” จางหลงที่รับรู้ได้ถึงความรู้สึกขุ่นมัวในใจของนางเซียนน้อย ก็ได้เอ่ยถามขึ้นหลังจากที่ออกมาจากเรือน ซึ่งเป็นที่พักของผู้มาใหม่ทั้ง 2 คน “ทำไมวันนี้คุณหนูถึงได้ดูอารมณ์ไม่ค่อยดีเท่าไหร่เลยขอรับ”“ไม่ได้มีอะไรมากหรอกเจ้าค่ะ เพราะว่าวันนี้ข้าตั้งใจจะทำตามความต้องการของตัวเองตั้งแต่แรก คือก็คือการปรุงอาหารให้ทุกคนได้ลองกินดู ไหนๆก็จะเปิดโรงเตี๊ยมอยู่แล้ว แต่ข้ายังไม่เคยได้ทำอาหารจริงๆจังๆเลยสักครั้ง การที่ต้องมาเจออะไรแบบนี้ตั้งแต่เช้า มันก็คงจะทำให้ข้าหงุดหงิดไปบ้าง อย่างไรต้องขออภัยด้วยนะเจ้าคะ” เยว่หัวพยายามเปลี่ยนเรื่อง เพราะว่าไม่ได้อยากจะให้ใครรู้เรื่องราวของความฝันมากนัก เพราะว่าการที่มีใครรับรู้มันไปมากกว่านี้ จะเกิดความเปลี่ยนแปลงอะไรขึ้นอีกไหม และอีกอย่างหนึ่ง สิ่งที่นางพูดไปก็ไม่ใช่เรื่องโกหกไปเสียทั้งหมด เพราะว่ากันแล้ววันนี้นางต้องการที่จะลงมือควบคุมการปรุงอาหาร ในการเลี้ยงผู้คนทั้งหมู่บ้านทั้งหมดจริงๆ ไหนๆก็ไหนๆแล้วนางอยากจะลองทำอย่างจริงจังดูสักครั้ง“จริงหรือขอรับ ทุกคนคงดีใจมากแน่ๆ”“ขนาดนั้นเลยหรือเจ้าคะ?”“คุณหน
บทที่ 76 หลอมรวม“ไม่ต้องระวังตัวขนาดนั้นก็ได้เจ้าค่ะ ข้าไม่ได้ตั้งใจจะทำอันตรายพวกท่าน” ในทันทีที่เด็กสาวเข้ามาถึงห้องที่มีผู้ป่วย 2 คนนอนอยู่ หนึ่งในนั้นที่เป็นชายหนุ่มก็ได้ดึงตัวลุกขึ้นเตรียมต่อสู้ในทันที เยว่หัวเลยกล่าวออกไปแบบนั้น พลางหันไปหาจางหลงที่มาด้วยกัน “ไหนท่านบอกว่าพวกเขาหมดสติไปอย่างไรเล่าเจ้าคะ แล้วไม่ใช่ว่าเข้ามาตามหาข้าหรอกหรือ”“ขออภัยด้วยขอรับ อาจจะเป็นเพราะว่าฤทธิ์ยาที่ทำให้เขามึนงงอยู่บ้าง” จางหลงถอนหายใจเบาๆ แล้วมองไปทางอีกฝ่ายด้วยท่าทีไม่เป็นมิตรเท่าไรนัก “เป็นท่านเองมิใช่หรือที่มาขอความช่วยเหลือจากพวกเรา แล้วทำไมถึงได้แสดงท่าทีเป็นอริศัตรูกันแบบนี้เล่า”“ข้าขออภัยด้วย อาจเป็นเพราะว่าตัวข้ายังรู้สึกเหมือนกับเพิ่งจะถูกตามล่ามา ทำให้แสดงท่าทีเสียมารยาทไปแบบนั้น ข้าขออภัยจริงๆ” แม้อย่าพูดออกมาแบบนั้น แม้จะละท่าทีความหวาดระแวงลง แต่ก็ยังสามารถมองเห็นความไม่เป็นมิตรในสายตาของอีกฝ่ายได้อย่างชัดเจน“เลิกตั้งป้อมเป็นศัตรูกันเถอะเจ้าค่ะ ถ้ามีอะไรสงสัยก็แค่พูดมา เพราะถ้าหากว่าพวกข้าต้องการจะทำอะไรพวกท่านจริง ก็คงจะไม่ปล่อยเอาไว้จนถึงตอนนี้หรอกเจ้าค่ะ” เยว่หัวที่คร้านจ
บทที่ 75 ผู้มาใหม่“ต้าพัง...ต้าพัง!”เยว่หัวร้องตะโกนออกมาเสียงดังลั่น เด้งตัวลุกขึ้นมานั่งมองภาพรอบๆด้วยสายตาที่ตื่นตระหนก แต่หลังจากที่นางกะพริบตาถี่ๆ หลายครั้ง ก็สามารถรับรู้ได้ว่าตอนนี้ตนเองตื่นขึ้นมาจากความฝันแล้ว“ข้าฝันไปอย่างนั้นสินะ แต่ว่ามันคงจะไม่ใช่ความฝันธรรมดาธรรมดาแน่ เพราะไม่มีทางที่เจ้านั่นจะทำอะไรแบบนี้โดยเปล่าประโยชน์อย่างแน่นอน แต่ที่ข้าไม่เข้าใจก็คือทำไมต้าพังถึงไปอยู่ในความฝันนั้นได้ ตกลงว่านี่มันเกิดเรื่องอะไรขึ้นกันแน่...”เด็กหญิงพยายามใช้ความคิดของตัวเองหมุนวนอย่างเร็วจี๋ เพื่อที่จะทำความเข้าใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นในห้วงแห่งความฝัน แต่ไม่ว่านางจะพยายามอย่างไร ก็เหมือนจะไม่เข้าใจอยู่ดี สิ่งที่มันยังจำได้แม่นก็มีเพียงแค่เรื่องของการฝึกฝนเคล็ดวิชาขั้นถัดไปเท่านั้นอีกอย่างหนึ่งไม่รู้ว่ามันเป็นเพราะอะไรกันแน่ ยิ่งนางใช้ชีวิตในโลกนี้ผ่านไปนานเท่าไหร่ ความทรงจำของนางในโลกใบเดิมก็ยิ่งหายไปเรื่อยๆ ทั้งๆที่นางเคยคิดว่านางสามารถจดจำ เรื่องราวเกี่ยวกับเพื่อนเก่าหรือตัวนางเองได้มากแค่ไหน แต่มันก็ราวกับว่านางแทบจะลืมทุกสิ่งทุกอย่างไปจนเหมือนกับจำไม่ได้เลยแม้แต่อย่างเดียวแล
บทที่ 74 ซวนซานจุน“เป็นอย่างไรบ้าง การที่ได้เจอนางอีกครั้งแบบนี้เจ้ารู้สึกเป็นอย่างไร”“ก็ยังรู้สึกยินดีแบบเดิมขอรับ เพียงแต่ว่าข้าไม่เข้าใจว่าในตอนนี้ข้าเป็นอะไรไปแล้ว ทำไมข้าถึงยังอยู่ที่นี่ทั้งๆที่ข้าได้ตายไปแล้วหรือขอรับ”“เพราะว่าในช่วงสุดท้ายของชีวิต เจ้าได้ทำการให้ในสิ่งที่ยากที่สุด ก็คือการให้อภัยต่อบิดาผู้เอาชีวิตของเจ้า ทั้งยังตัวเจ้าในตอนนั้นได้ระลึกถึงบุญคุณของนางที่มีต่อเจ้า ต่อผู้คนที่อยู่รอบกายของเจ้า ทำให้เจ้าสามารถพ้นสภาวะจิตความเป็นมนุษย์ แล้วเสวยรูปของการเป็นเทพได้ในตอนนี้”“เทพอย่างนั้นหรือ...”“เพียงแต่ว่าเจ้ายังสั่งสมบุญบารมีมาไม่มากพอ มิได้บรรลุธรรม หรือมิได้สร้างกรรมอันยิ่งใหญ่ จนสามารถรังสรรค์ปราสาทและบริวารของเจ้าได้ เมื่อรวมกับดวงจิตสุดท้ายของเจ้าที่ผูกติดกับสถานที่แห่งนี้ เจ้าก็เลยยังเป็นเทพเบื้องต่ำที่ยังมิได้ไปไหนถึงฟังดูอาจจะไม่ค่อยน่าฟังสักเท่าไหร่ แต่สุดท้ายแล้วเจ้าก็ยังสูง กว่าภพมนุษย์ที่เจ้าจากมามาก”“แล้วหลังจากนี้ข้าควรจะทำอย่างไรต่อไป”“ตราบเท่าที่เจ้ายังไม่ก้าวพ้นห้วงสังสารวัฎ กล่าวคือยังเกิดในภพของมนุษย์ เทพ เดรัจฉาน เปรต และสัตว์นรก เจ้าก็จะย