เมื่อจัดการคนร้ายได้สำเร็จ บรรดาองครักษ์แซ่เค่อก็ควบคุมตัวกลุ่มของเฉินจงฉีรุดหน้ากลับไปขังที่คุกในเมืองก่อน ส่วนสองพ่อลูกก็ก้าวเดินไปหาผู้ที่นั่งพักรออยู่ จิวหูไม่อาจจะเชื่อได้ว่าการที่ได้พบบิดานั้นคือความจริง เขาจึงก้าวไปหาศิษย์พี่ใหญ่ของตนซะก่อน
ทว่าเมื่อเดินเข้าไปผู้ที่โผมาหาเข้ากลับเป็นองค์หญิงผู้สูงศักดิ์ นางเดินมาหยุดตรงหน้าเขาด้วยใบหน้าปริ่มจะร้องไห้ก่อนจะเอื้อมมือสั่นเทามาจับหน้ากากของเขาและถอดออกอย่างเบามือ
“ข้าคิดไว้แล้วว่าต้องเป็นท่าน พี่เหยียน” เพียงเห็นใบหน้าที่ซ่อนอยู่นางก็รับรู้ได้ในทันทีว่าใช่ ความสงสัยที่มีมาตั้งแต่เมื่อวานจนถึงตอนนี้เป็นไปตามที่นางคิดไม่มีผิด และ...ฝันของนางก็ไม่ผิดเช่นกัน
“ไม่เสียแรงที่ข้าดั้นด้นมาทั้งที่ความฝันไม่ได้เห็นใบหน้าของท่านด้วยซ้ำ ข้ารู้อยู่แล้วว่าต้องเจอท่านที่นี่”
ครั้งหนึ่งนางเคยคิดว่าได้พบหน้าสหายวัยเยาว์อีกครั้งนางก็คงไม่รู้สึกอันใดมาก คงจะคล้ายกับตอนที่ได้เจอตัวปลอมในชาติก่อน ทว่าในเวลานี้กลับไม่ใช่ กระบอกตาทั้งสองร้อนผ่าว
การมีอยู่ของน้องสาวทำให้ฟู่จื่อเหยียนผ่อนคลายลงได้หลายวันมานี้เขายิ้มให้น้องสาวและบรรดาน้องชายบุญธรรมอย่างอ่อนโยน ทว่านั่นไม่ได้หมายความว่าเขาไม่ติดใจสิ่งใดแม้กับบิดาเขาจะไม่แสดงท่าทีต่อหน้าน้องสาว แต่กับองค์หญิงผู้สูงศักดิ์...เขากลับหลบหน้าไม่ยอมพูดคุยและ...อีกไม่กี่วันเขาก็จะติดตามจิวหลิงกลับลั่วหยางนั่นหมายความว่าต่อให้ความจริงจะเปิดเผยว่าบิดาและน้อง ๆ ยังอยู่แต่เขาก็ยังไม่คิดกลับเมืองหลวง และยังจะกลับไปยังสำนักศึกษาเฟยผิงด้วยรู้ว่าจิวหลิงจัดการธุระสำเร็จแล้วและไม่เกินสองวันจะเดินทางกลับลั่วหยางจิตใจขององค์หญิงใหญ่แห่งแคว้นต้าเฉินก็ไม่อาจสงบลง นางอยากสอบถามว่าเหตุใดเขาจึงไม่กลับไปกับนาง เหตุใดจึงเลือกกลับไปกับจิวหลิงหรือว่าเขาขุ่นเคืองที่ถูกปิดบังจึงไม่อยากกลับไปด้วยกันเมื่อมีความสงสัย ผู้ที่ทำอันใดผ่าเผยมาโดยตลอดจึงไม่คิดรั้งรอ เพราะเขาไม่แม้แต่พบหน้า...มีแต่ต้องบุกไปเจอเท่านั้นนัยน์ตาคู่หงส์มองไปยังทวนที่วางอยู่บนโต๊ะภายในห้องของสหายวัยเยาว์ในทันทีที่ตัดสินใจบุกรุกถึ
ครึ่งเดือนต่อมาในที่สุดองค์หญิงอันหนิงและหานอ๋องก็เสด็จกลับถึงวังหลวงพร้อมกับกบฏเฉินจงฉีและองครักษ์ฟู่เสวียนที่ทุกคนคิดว่าตายไปแล้ว ก่อนจากกันจิวหูได้มอบยาถอนพิษไว้ให้บิดาเพื่อใช้ถอนพิษนิทราชั่วนิรันดร์ให้แก่เฉินจงฉีเมื่อต้องเข้าเฝ้าฮ่องเต้ไท่เสียน เมื่อเฉินจงฉีฟื้นคืน จึงเริ่มการตัดสิน เรื่องราวในครั้งนี้สร้างความสะเทือนใจให้ฮ่องเต้ไท่เสียนเป็นอย่างยิ่ง แต่ก็ไม่อาจจะปล่อยงูพิษเอาไว้ได้คำตัดสินจึงเป็นการประทานเหล้าพิษให้เฉินจงฉีและเนรเทศผู้เกี่ยวข้องทั้งหมดไปยังดินแดนแร้งแค้นทางตอนใต้ มารดาของเฉินซูเหมยต้องโทษหลอกลวงเบื้องสูงถูกส่งเข้าตำหนักเย็น ส่วนตัวเฉินซูเหมยแม้จะรู้แก่ใจว่าชาติที่แล้วทำอันใดบุตรสาวอันเป็นที่รักของตนไว้บ้างแต่ฮ่องเต้ไท่เสียนก็เห็นแก่ที่เป็นหลานสาวและมีสายเลือดราชวงค์เฉินอีกทั้งยังไม่ได้ทำผิดอย่างโจ่งแจ้งจนมีหลักฐานเอาผิดจึงทำได้เพียงถอดจากการเป็นองค์หญิงห้า ขยับตำแหน่งลำดับพระโอรสธิดากลับมาเป็นเช่นก่อนหน้าที่เฉินซูเหมยจะเข้าวังแต่ก็ไม่ได้ขับไล่ให้ออกไปอยู่นอกวัง แต่กักบริเวณเอาไว้ภายในต
บรรยากาศภายในหอพันเซียนเป็นไปอย่างคึกคัก และคึกคักมากเป็นพิเศษอันเนื่องมาจากในค่ำคืนนี้มีชายงามและสาวงานจัดประมูลค่ำคืนแรก ทั้งยังเป็นดาวเด่นของหอด้วยกันทั้งคู่ทั้งด้านบนและด้านล่างของหอพันเซียน เต็มไปด้วยผู้คนมากหน้าหลายตาที่มาจับจองพื้นที่เพื่อเฝ้ารอดูดาวเด่นของหอแห่งนี้เพราะสัญญาเอาไว้กับบุรุษผู้เป็นดาวเด่นองค์หญิงแห่งแคว้นจึงมาจับจองโต๊ะที่ที่มองเห็นได้ถนัดตาตั้งแต่บ่าย เพราะฟู่เสวียนได้คืนฐานะกลับไปอยู่อารักขาโอรสสวรรค์แล้วที่แห่งนี้จึงไม่มีบุรุษสวมหน้ากากอีก...มีเพียงหัวหน้าองครักษ์ฟู่ที่ติดตามองค์หญิงมาเท่านั้น“ที่นี่ไม่ว่ามาเมื่อใดก็คึกคักเสียจริง”“ไม่มีที่ใดในเมืองหลวงจะครึกครื้นเท่าหอพันเซียนอีกแล้วพะย่ะค่ะองค์หญิง” ฟู่เสวียนพูดแล้วก็คล้ายจะมีความขบขันที่ไม่แสดงออก หอพันเซียนคึกคักเช่นนี้เป็นประจำ หากกล่าวว่าเป็นที่รวมความครึกครื้นก็ว่าได้ ทั้งครึกครื้น ทั้งวุ่นวาย“แต่ถึงอย่างนั้น เจ้าพวกนี้ก็ไม่ได้มีพิษมีภัยกับผู้ใด” เจ้าพวกนี้สำหรับเขาก็คือเหล่าสาวงามและชายงามในหอแห่งนี้ ที่แม้บางคร
ครู่หนึ่งองครักษ์หนุ่มก็เดินกลับมาที่โต๊ะโดยมีนายหญิงแห่งสกุลเว่ยและผู้ติดตามเดินตามมา“ถวายพระพรองค์หญิง ขอพระองค์...”“ไม่ต้องมากพิธี นั่งเถิด การประมูลจะเริ่มแล้ว” ไม่รอให้เว่ยหนิงได้ถวายพระพรจบนางก็ร้องห้ามเอาไว้พร้อมกับรินสุราไว้ให้ “ข่าวว่าตอนนี้คุณหนูรับช่วงต่อจากนายท่านเว่ยแล้ว ยินดีกับคุณหนู ไม่สิ ยินดีกับนายหญิงเว่ยด้วย”“ขอบพระทัยเพคะ” เว่ยหนิงยังคงตอบอย่างนอบน้อม แท้จริงแล้วนิสัยใจคอของนางมิใช่คนจะอยู่ในขนบธรรมเนียมนัก แม้ว่าที่ผ่านมาองค์หญิงใหญ่ของแคว้นจะมีหลาย ๆ อย่างที่คล้ายกัน แต่เพราะนางไม่ชื่นชอบการต้องนอบน้อมและอยู่ในกฎจึงไม่คิดจะทำความรู้จักหรือคิดเป็นสหาย แม้ว่าลึก ๆ แล้วนางจะถูกชะตาองค์หญิงผู้นี้มากก็ตาม...ต้องถวายพระพรทุกครั้งก็อึดอัดแย่“บอกแล้วอย่างไร ว่าไม่ต้องมากพิธี ที่นี่นอกวัง เจ้าไม่ต้องเรียกข้าว่าองค์หญิง คิดว่าข้าเป็นแค่ชาวบ้านธรรมดา ไม่ก็คุณหนูทั่วไปก็พอ”“องครักษ์ของพระองค์เหล่านี้จะไม่ลาก
ตามที่เฉินอันหนิงให้สัญญากับจิวหลิงเอาไว้ว่าจะส่งยอดฝีมือไปให้ นางจึงให้ท่านลุงฟู่คัดเลือกยอดฝีมือในสังกัดทั้งยังมอบหมายหน้าที่ให้เค่อซุนไปเป็นหัวหน้ากองกำลัง นัยหนึ่งก็เพราะจิวหลิงและเค่อซุนพูดคุยกันถูกคอน่าจะเข้าใจกันได้ง่าย อีกนัยหนึ่งก็เพื่อให้เค่อซุนคอยดูแลคนโง่งมให้นางวรยุทธของเขานับว่าล้ำเลิศ ใช่ว่าผู้ใดจะจัดการได้ เค่อซุนไม่อาจเทียบเคียง นางจึงไม่ได้ปรารถนาให้เค่อซุนคุ้มกันเขาจากศัตรู แต่ป้องกันจากสตรีต่างหากจะต้องไม่มีใครมาข้องแวะกับบุรุษของนาง…ไม่รู้ว่าป่านนี้คนโง่งมผู้นั้นจะเป็นอย่างไรบ้าง แล้วคนของนางจะไปถึงแล้วหรือไม่“กราบทูลองค์หญิง องครักษ์เค่อซินขอเข้าเฝ้าเพคะ” เสียงจากนางกำนัลที่เข้ามารายงานเรียกให้คนที่เผลอขบคิดไปถึงคนห่างไกลได้สติกลับมาอยู่กับปัจจุบัน นางตอบรับในทันทีก่อนที่องครักษ์หนุ่มจะเข้ามาทำความเคารพ“เค่อซินถวายพระพรองค์หญิง” หลังจากโค้งคำนับผู้เป็นนายเป็นที่เรียบร้อย ผู้มีเรื่องมารายงานก็เอ่ยในทันทีโดยไม่ต้องรอให้อีกฝ่ายสอบถาม
บุรุษหนุ่มส่ายหน้ากับตัวเองอีกครั้งก่อนจะบอกเล่า “ข้าไปเมืองจิ้งหลวนมา”“ที่แท้เจ้าไปหาช่องทางการค้ากับชาวโพ้นทะเล” แค่น้องชายบอกว่าไปที่ใดมา นางก็คาดเดาได้ น้องรองผู้นี้เสนอเรื่องการค้ากับชาวโพ้นทะเลที่มีของแปลกใหม่มาขายขึ้นมาในที่ประชุม การที่เขาหายไปและจุดหมายคือเมืองจิ้งหลวนที่เป็นเมืองท่าติดทะเล ย่อมเป็นไปได้ว่าเขาจะไปติดต่อกับชาวโพ้นทะเล“ใช่ ข้าไปหาช่องทางทำการค้ากับคนเหล่านั้น”“แล้วเป็นอย่างไร”“ข้ามองหาคนที่มีตาสีฟ้า ตามที่ท่านเคยบอกเล่า แล้วก็พูดภาษาที่ท่านสอนกับเขา แล้วเราคุยกันรู้เรื่อง” เฉินชิงเซวียนพูดแล้วก็ยิ้มออกมาเมื่อนึกถึงตอนที่ตนหาผู้ที่จะเจรจาการค้าด้วย ภาษาประหลาดที่พี่สาวสั่งสอนได้นำมาใช้ในตอนนั้น และเป็นเรื่องน่าทึ่งที่คนผู้นั้นพูดภาษาประหลาดนั้นตอบโต้กับเขาได้เฉินอันหนิงยิ้มตามน้องชายคนรองในทันที ตาคู่หวานมีประกายยินดีเป็นอย่างยิ่ง ตอนแรกที่รู้ว่าชีวิตของนางเป็นแค่ส่วนหนึ่งของนิยายที่มีน้องชายคนที่สามเป
เสียงตะโกนเรียกอย่างพร้อมเพรียงของน้องชายคนที่สาม น้องชายคนที่สี่รวมถึงน้องชายคนที่แปดที่ตอนนี้เลื่อนกลับมาเป็นน้องชายคนที่เจ็ดเพราะเฉินซูเหมยถูกถอดออกจากลำดับโอรสธิดาทำเอาผู้คนภายในหอซุนฉีถึงกับสะดุ้งตกใจ และหันมามองท่าทีกระหือดกระหอบของบุรุษรูปงามที่ก้าวเข้ามาภายในหอซุยฉีอย่างสนใจเฉินอันหนิงเลิกคิ้วมองก่อนจะกวักมือให้พวกเขารีบมานั่ง อย่าได้รบกวนผู้คนจนเป็นจุดสนใจ ลูกเจี๊ยบทั้งสามทำตามอย่างว่าง่าย เพียงครู่ก็มานั่งกันเต็มโต๊ะตาคู่หงส์มองไปที่น้องชายคนที่เจ็ดที่น้อยครั้งจะออกจากจวนเป็นคนแรก เฉิงอ๋อง เฉินซีเฉิง เป็นบุรุษผู้อยู่กับธรรมชาติมากกว่าผู้คน ตั้งแต่มีจวนเป็นของตัวเองเมื่อครึ่งปีก่อนก็ขลุกอยู่กับการปลูกต้นไม้ และจัดสวน นอกจากตอนที่นึกครึ้มไปหานางหรือมีการรวมตัวที่ตำหนักอันหนิงแล้วแทบไม่มีผู้ใดได้เห็นหน้านางไม่ได้ให้เค่อซินส่งคนไปเรียก เพราะรู้ดีว่าเฉินซีเฉิงจะไม่ออกนอกจวนเด็ดขาด แต่กลับผิดคาด เจ้าลูกเจี๊ยบตัวนี้ก็ออกจากจวนมาเพราะได้ข่าวสารว่าอีกสองปีนางจะออกเรือนเจ้าพวกนี้เป็นอะไรมากไปหรื
“คนเยอะเช่นนี้อึดอัดเสียจริง”เป็นเฉินซีเฉิงที่เอ่ยขึ้นในขณะที่พี่สาวร่ำร้องอยู่ในใจที่น้องชายไม่มีผู้ใดสนใจสตรีรูปงาม ทว่าไม่ใช่แค่เขาที่รู้สึกเช่นนั้น“นั่นสิ อึดอัดจริง ๆ ยืนกันเต็มไปหมด” เฉินชิงเซวียนเองก็รู้สึกเช่นกัน โอรสพระองค์รองมีสีหน้าเบื่อหน่ายอย่างเห็นได้ชัด พวกเขาต่างก็ทิ้งคนไว้ด้านล่างเพราะอยากจะนั่งกับพี่สาวอย่างอิสระ ไม่ต้องให้ผู้ใดมองมาอย่างหวั่นเกรง แต่ดูโต๊ะข้าง ๆ สิ ผู้ติดตามแทบจะเต็มพื้นที่เช่นนั้น น่าอึดอัดยิ่งโต๊ะไม่ได้ห่างนัก คุณหนูทั้งสองได้ยินอย่างชัดเจน และเหมือนจะรู้ตัวโดยไม่ต้องมีผู้ใดบอก สตรีชุดชมพูอ่อนจ้องเขม็งมาทันที แต่ไม่ได้พูดสิ่งใด อันเนื่องมาจากผู้ติดตามพูดแทนเป็นที่เรียบร้อย“บังอาจ! พวกเจ้ากล้าดีอย่างไรเอ่ยเช่นนี้ให้คุณหนูของท่านแม่ทัพฟ่านได้ยิน ไม่อยากอยู่แล้วใช่หรือไม่”“พวกเจ้ามากกว่ากระมังที่ไม่อยากอยู่” เฉินซีหานสวนกลับพร้อมกับจ้องอย่างดุดัน สาเหตุที่เขารีบพูดก็เพราะไม่ต้องการให้พี่ชายคนรองที่ดูจะ
หกเดือนต่อมา...ในที่สุดงานมงคลของกู้หลุนอันหนิงกงจู่อันเป็นที่รักของผู้คนและราชวงศ์ก็เกิดขึ้น ฟู่จื่อเหยียนในชุดสีแดงปักเย็บอย่างดีขี่ม้าคู่ใจนำหน้าแห่ขบวนเจ้าสาวอันยาวเหยียดด้วยสีหน้าเต็มเปี่ยมไปด้วยรอยยิ้มกว่าจะมีวันนี้ มิใช่ง่าย ๆ เลย แม้ว่าบิดาของเขาจะใช้หลายคำพูดทำให้ฮ่องเต้ไท่เสียนยินยอมให้เขาและบุตรสาวอันเป็นที่รักออกเรือนได้แต่เหล่าอ๋องมิใช่จะยินยอมง่าย ๆ แม้จะทำสิ่งใดเขาไม่ได้แต่ก็พยายามขัดขวางอย่างถึงที่สุดกว่าที่จะยินยอมให้พี่สาวได้ออกเรือน ก็ล่วงเลยมาถึงครึ่งปีทีเดียวฟู่จื่อเหยียนในตอนที่กลับมาต้าเฉินในฐานะบุตรชายคนโตของสกุลฟู่มิได้มีตำแหน่งใดนอกจากสถานะคุณชายฟู่ แต่ระยะเวลาหกเดือนจากคุณชายฟู่ก็ได้เปลี่ยนแปลงไป ผู้คนเรียกขานเขาว่าแม่ทัพฟู่ อันเนื่องมาจากแม้เหตุการณ์หลายอย่างจะเปลี่ยนไป แต่แคว้นฉีก็ยังดันทุรังจะตีต้าเฉิน เหล่าอ๋องต้องการยื้อเวลาไม่ให้พี่ใหญ่ของตนได้ออกเรือนเร็วเกินไป จึงเสนอให้เขาออกรบและกำราบแคว้นฉีเสียแม้การทำศึกกับฉีไม่ได้ยากเย็น แต่ก็กินเวลาไปหลายเดือน
เรื่องราวทุกสิ่งจบลงที่การแต่งตั้งหยางอ้ายฉิงเป็นหยางฮองเฮา ก่อนกำหนดพิธีอภิเษกสมรสในอีกหนึ่งเดือนข้างหน้าเรื่องงานอภิเษกเป็นเรื่องภายใน ฮ่องเต้ไท่เสียนแม้เอ็นดูไห่ซุนหลิงดั่งบุตรชายแต่ก็ไม่อาจรั้งอยู่ต่อรอถึงงานอภิเษกได้ ครั่นจะเดินทางกลับก่อนแล้วค่อยมาก็ไม่ทันอย่างแน่นอน จึงได้แต่ตัดใจ ไม่รั้งอยู่กำหนดเดินทางกลับต้าเฉินจึงเป็นเช้าวันรุ่งขึ้น หลังเสร็จการประชุมฮ่องเต้และฮองเฮาบอกลาคนเป็นดุจบุตรชายและขอตัวกลับตำหนักรับรองไปแล้ว เหลือเพียงเฉินอันหนิงและจิวหูที่ยังอยู่รับน้ำชากับฮ่องเต้ซุนหลิงและว่าที่ฮองเฮา วันนี้เองที่เฉินอันหนิงได้พูดคุยกับหยางอ้ายฉิงอีกครั้ง ทั้งคู่เข้ากันได้ดีเมื่อได้พูดคุยขอโทษขอโพยที่ต่างล่วงเกินกันในวันแรกที่เจอก่อนที่เฉินอันหนิงจะกล่าวขออภัยที่ไม่อาจอยู่ร่วมงานอภิเษกได้“ขออภัยพี่ใหญ่จิว และคุณหนูหยาง ที่มิอาจอยู่ร่วมงานอภิเษกได้”“อย่าได้คิดมาก ข้ามิใช่คนคิดเล็กคิดน้อย” จิวหลิงพูดแล้วก็ยกยิ้มและเอายคล้ายจะแกล้งเย้า “แต่งานของเจ้ากับเขา ช่วยเผื่อเวลาให้
“เห็นได้ชัดว่าท่านยังโง่งมอยู่ ท่านจะป้อนยาล้ำค่าที่มีเพียงหกเม็ดให้พี่ใหญ่ได้อย่างไรกัน นั่นคือของสำคัญของท่านนะ” เป็นเฉินไป๋เสวี่ยที่มาห้ามเอาไว้ ในขณะที่สถานการณ์รอบข้างคลี่คลายลงได้แล้วด้วยฝีมือของหานอ๋องและเหล่าองครักษ์ร่วมมือกับคนของพรรคเมฆาสุริยันต์เฉินไป๋เสวี่ยส่ายหน้าพร้อมกับกำข้อมือของผู้เป็นศิษย์สำนักเดียวกันเอาไว้แน่น ไม่ยอมปล่อยให้จิวหูได้ทำตามใจ เขาเป็นศิษย์หมอเทวดาย่อมรู้ว่ายาลูกกลอนในมือของอีกฝ่ายนั้นเป็นยาล้ำค่าที่สามารถรักษาคนที่อาการสาหัสให้ฟื้นคืนได้ ทว่าสิ่งนั้นมีเพียงน้อยนิด หลายปีก่อนเจ้าสำนักโอวหยางเหวินหลงปรุงยาขึ้นมาได้หกเม็ด เก็บเอาไว้เองหนึ่งเม็ดและมอบให้กับลูกศิษย์ทั้งห้าคนละเม็ดและไม่คิดจะปรุงเพิ่มอีก หวังให้ศิษย์ใช้ยานี้เมื่อถึงคราวคับขันแต่คราวคับขันนั้นมิใช่ให้ใช้กับผู้อื่น...คนผู้นี้ไม่รักชีวิตถึงขั้นจะแลกเพื่อพี่สาวของเขาเชียวหรือ หากวันหน้าเป็นอันใดไปจะทำอย่างไรเล่า“ยานี้ไม่สำคัญอันใด ถ้าไม่มีนาง ต่อให้ต้องแลกกับโลกใบนี้เพื่อนาง ข้าก็จะแลก” ไม่มีสิ่งใดม
รถม้าเคลื่อนไปแล้ว แต่ชายหนุ่มยังคงยืนนิ่งอยู่ ไม่ได้เข้าไปภายในตำหนักรับรอง และไม่ได้จากไปที่ใดมิใช่เพราะลังเลอันใดอีก แต่เพราะกำลังขบคิดกับคำของอาจารย์ สิ่งที่อาจารย์ตักเตือนเขาและเหล่าเศิษย์พี่น้องไม่เคยไม่เชื่อ ด้วยว่าอาจารย์ไม่เคยมองสิ่งใดผิดพออาจารย์เอ่ยเช่นนี้ เขาก็ชักสังหรณ์ใจไม่ดีเสียแล้ว“อะ พี่ใหญ่” ไม่ทันจะได้คิดสิ่งใดมากไปกว่านั้นเสียงเรียกจากด้านหลังก็ดังขึ้น“เหยาเหยา” จิวหูส่งเสียงให้น้องสาวที่ส่งเสียงเรียกก่อนจะได้เห็นว่าด้านหลังของฟู่จื่อเหยายังมีเฉินอันหนิง เฉินลี่หลิน และอ๋องทั้งสอง กับฟู่จื่อหมิงและฟู่จื่อหลิงอยู่ด้วย“จะออกไปที่ใดกัน”“หอเมฆาเจ้าค่ะ พี่ใหญ่ก็ไปด้วยกันนะเจ้าคะเหยาเหยาอยากอยู่กับพี่ใหญ่” ฟู่จื่อเหยามิได้ชักชวนแต่ดึงแขนผู้เป็นพี่ให้เดินตามเหล่าเชื้อพระวงศ์ทั้งสี่ที่เดินนำไปก่อนแล้ว นั่นย่อมหมายถึงนางไม่เปิดโอกาสให้จิวหูได้ปฏิเสธ บุรุษผู้ไม่มีสิ่งใดให้ต้องลังเลอีกก้าวตามไปด้วยโดยไร้คำใดโต้แย้ง
เฉินอันหนิงเป็นฝ่ายก้าวนำบุรุษหน้ากากออกไปด้านนอกก่อนจะนำเขาไปยังสวนด้านหลังซึ่งเงียบสงบ แค่เพียงหยุดเดินบทสนทนาก็เริ่มต้นขึ้นจากฝ่ายของผู้หยั่งรู้ฟ้าดินในทันที“เขายังสบายดีได้ ย่อมเพราะชะตาของท่านยังปลอดภัย”“หมายความว่าอย่างไรหรือเจ้าคะ?”“เจ้าสามจะอยู่รอดปลอดภัยหรือไม่ขึ้นอยู่ที่ชะตาของท่าน”คำบอกเล่าของคนตรงหน้ามิได้แตกต่างจากหนิงอันมากนัก ทว่าสิ่งเหล่านั้นเป็นเรื่องรองในใจของนาง เฉินอันอันหนิงมองสบตาคู่คมกริบก่อนจะสอบถามออกไปโดยตรง “ท่านพอจะบอกได้หรือไม่ ว่าเหตุใดข้าจึงได้รับโอกาส”“ต้าเฉินมีมังกรและหงส์เพลิงพิทักษ์อยู่ เรื่องนี้ข้าคงไม่ต้องบอกท่านกระมัง”ตำนานมังกรและหงส์พิทักษ์ต้าเฉิน ผู้คนทั้งต้าเฉินล้วนเคยได้ยิน ยิ่งมีตำนานว่าราชวงค์คือลูกหลานของมังกรและหงผู้พิทักษ์ นางย่อมได้ยินมาตั้งแต่เด็ก ๆ ในชาติก่อนแล้ว เฉินอันหนิงไม่ได้มีคำถามใด ๆ นางพยักหน้าให้เท่านั้นอีกฝ่ายก็บอกเล่าต่อ “ยามใดที่ต้าเฉินลุกเป็นไ
“เมื่อก่อนข้าคิดว่าฮวาเอ๋อร์จะรักกับฟู่เสวียน แต่นางกลับเลือกหยวนจิ้ง ชะตาของคนเราช่างแปลกนัก” ฮ่องเต้ไท่เสียนที่ผายมือเชิญแขกผู้มาเยือนให้ไปนั่งเอ่ยก่อนจะหัวเราะอย่างขบขันขึ้นมาและพูดต่อถึงโชคชะตาที่เล่นตลก “ส่วนฟู่เสวียน ไปตกหลุมรักบุตรสาวเซียนทวนจนถึงขั้นขโทยบุตรสาวผู้อื่นกลับบ้าน”“ห๊า ท่านพ่อ...ท่านแม่เป็นถึงบุตรสาวเซียนทวนเชียวหรือเจ้าคะ” ฟู่จื่อเหยาแทรกขึ้นก่อนมองบิดาด้วยความสงสัย ทั้งยังหันไปสะกิดพี่สาวบุตรธรรมเพื่อบอกเล่า “พี่หญิง ท่านแม่เป็นบุตรสาวเซียนทวนล่ะ”“บิดาเจ้ายังไม่ได้ตอบเลย” เฉินลี่หลินแทรกขึ้นบ้างแต่สายตาก็บ่งบอกว่าสนใจเรื่องนี้เช่นกันด้วยอายุนาง ในยามเด็กนางย่อมทันฟู่ฮูหยินที่ผู้คนกล่าวว่างดงามเป็นที่ต้องตาของบุรุษ และรับรู้เพียงแค่นั้นมาโดยตลอด...เรื่องที่ว่าฟู่ฮูหยินเป็นบุตรสาวเซียนทวนแห่งสำนักเฟยผิง นั่นย่อมน่าสนใจไม่เพียงแค่เฉินลี่หลินที่สนใจ เฉินอันหนิงเองก็คิดไม่ต่างกันและนั่นทำให้สายตาแทบทุกคู่มองไปยังฟู่เสวี
งานเลี้ยงต้อนรับในช่วงเช้าเป็นไปอย่างราบรื่น และหลังงานเลี้ยงสิ้นสุดอาคันตุกะต่าง ๆ ก็กลับที่พัก ฮ่องเต้ซุนหลิงมาส่งฮ่องเต้ไท่เสียนและคณะจากแคว้นเฉินด้วยตนเองก่อนจะกลับไปจัดการเรื่องในวังหลังของตน ยิ่งบ่งบอกถึงความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นของสองแคว้น และทำให้ผู้คนเข้าใจว่ากู้หลุนกงจู่ผู้สูงส่งแห่งต้าเฉินไม่ปรารถนาให้วังหลังมีสนมมากมายหากตนจะต้องอยู่ที่นี่จึงได้ยื่นคำขาดให้ฮ่องเต้ซุนหลิงปัดกวาดวังหลังให้ดีซึ่งนั่นก็เป็นสิ่งที่กู้หลุนกงจู่ผู้ถูกเอ่ยถึงและโอรสสวรรค์แห่งต้าไห่ต้องการให้นางสนมทั้งหลายเข้าใจ เพื่อให้อะไร ๆ ง่ายขึ้นเรื่องในวังหลังจะเป็นเช่นไร เฉินอันหนิงไม่ได้ให้ความสนใจอีก นางเพียงเดินทางกลับตำหนักรับรองพร้อมบิดามารดา มิได้เข้าไปมีบทบาทเพิ่มเติมอันใดบทบาทอีกครั้งของนาง ก็คงจะเป็นในตอนจะกลับต้าเฉิน ที่จะเฉลยให้ผู้คนรู้ว่านางมิได้จะมาเป็นมารดาแห่งแผ่นดินนี้...ถึงตอนนั้นเหล่าสนมที่เลือกออกจากวัง ก็กลับเข้าไปมิได้อีกทุกอย่างนับว่าเสร็จสิ้นสมบูรณ์ตำหนักใหญ่ใบหน้าเต็มเปี่ย
วันต่อมาเช้าวันนี้มีการต้อนรับอาคันตุกะทั้งหลายอย่างเป็นทางการ หลายแคว้นที่เชื้อพระวงค์มาร่วมด้วยตนเอง แต่ก็มีหลายแคว้นที่ส่งมาเพียงขุนนาง ด้วยว่าแคว้นไห่นับว่าห่างไกล และตกต่ำมาหลายปีเพราะฮ่องเต้ทรราชองค์เก่าทำให้หลายแคว้นดูแคลน จึงส่งเพียงขุนนางมา ทว่าเมื่อผู้คนทั้งหลายได้เห็นว่าฮ่องเต้แห่งแคว้นเฉินเดินทางมาด้วยพระองค์เองพร้อมกับฮองเฮาทั้งยังสนิทสนมกับฮ่องเต้ซุนหลิงราวกับเป็นบิดามารดาและบุตร ท่าทีเย่อหยิ่งของเหล่าขุนนางต่างแคว้นก็เปลี่ยนไป แม้แต่เชื้อพระวงค์จากแคว้นต่าง ๆ ก็เปลี่ยนไปเช่นกันทว่านอกจากท่าทีของอาคันตุกะจะมีความเปลี่ยนแปลงไปแล้ว ท่าทีของเหล่าสนมและขุนนางในต้าไห่เองก็ผิดปกติเช่นกันเฉินอันหนิงมองท่าทีของคนเหล่านั้นก่อนจะสบตากับว่าที่ฮ่องเต้อย่างเป็นทางการของต้าไห่ที่ยกยิ้มอยู่ก่อนแล้ว....เรื่องนี้ มันเริ่มขึ้นเมื่อสายของวานนี้หนึ่งวันก่อน...กลับมาถึงตำหนักรับรองแทนที่จะได้พักผ่อนหรืออาละวาดที่คนผู้นั้นไม่ตามมาพูดคุยต่อเฉินอันหนิงกลับต้องเก็บกังความคิดเอาไว้เพราะแขกที่ย่อ
ครืดไม่ทันทีผู้ถูกหาว่าไม่ยอมออกจากห้องจนทำให้น้อง ๆ เบื่อหน่ายจะได้เอ่ยสิ่งใดประตูห้องก็เปิดออก ทว่าผู้ที่เข้ามากลับมิใช่เสี่ยวเอ้อที่นำอาหารและสุรามาให้ แต่เป็นผู้ถูกเจ้าของห้องนินทาว่ามิออกจากห้องตั้งแต่เมื่อวาน“ถิงถะ...แม่นางเสียน” ผู้มาใหม่ที่คิดจะเรียกน้องสาวถึงกับชะงักเมื่อเห็นว่าภายในห้องมิได้มีเพียงน้องสาว“แม่นางหลัน พบกันอีกแล้ว” เฉินอันหนิงทักทายก่อนจะส่งยิ้มให้และอธิบาย “พวกข้าเห็นหอเมฆาน่าสนใจ จึงแวะเข้ามาแล้วก็ได้เจอกันหลันถิงน่ะ หลันถิงชวนพวกข้าขึ้นมาดื่มกินที่ห้องของนาง”“อย่างนี้เอง เช่นนั้นก็ตามสบายนะเจ้าคะ” หลันซิ่วอิงยังคงมิได้มีท่าทีเปลี่ยนไปจากตอนที่ได้พบกัน นางยังคงมีท่าทีเป็นมิตรเช่นเดิม และยังคงเห็นสหายร่วมทางทั้งหลายเป็นผู้มีคุณทว่าสายตาที่เฉินอันหนิงมองไปกลับมิได้เป็นเช่นเดิม ตอนเจอกันนางเพียงรู้สึกว่าสตรีผู้นี้เป็นสตรีน่าสนใจ แต่หลังจากที่รู้ว่าคนตรงหน้าคือคนรักของฟู่จื่อหลิงที่เดินทางหลายร้อยพันลี้เพื่อติดตาม