บทที่ 4
บีบหัวใจ
หลายวันผ่านมา...เช้าวันนี้ปวริศาเร่งออกจากบ้านเพื่อไปที่ทำงาน เธอหวังว่าอย่างน้อยการหลีกเลี่ยงเจอหน้าของภาธรสักระยะ คงจะทำให้เธอคลายทุกข์ไปบ้าง แม้รู้ว่าวิธีนี้ไม่ใช่ทางแก้ไข
ไม่ถึงยี่สิบนาทีจากเวลาเริ่มงาน ความหวังของปวริศาก็พังทลายลง เพราะตอนนี้ภาธรมายืนอยู่ตรงหน้ากันแล้ว แถมข้างกายก็มีมาติกายืนอยู่ด้วย
“ผมพาพนักงานใหม่มาแนะนำ”
ภาธรบอกจุดประสงค์ที่มายังแผนกนี้ ส่วนมาติกานั้นพนมมือทั้งสิบขึ้นแล้วไหว้อย่างมีมารยาทกับทุกคน พร้อมกับโปรยรอยยิ้ม
“คุณป่านนั่งตรงนี้นะครับ เดี๋ยวผมจะสอนงานให้เองครับ”
ศรันย์หัวหน้าของแผนกออกไปรับพร้อมบอกตำแหน่งโต๊ะทำงานของมาติกาที่ถูกจัดให้ไว้แล้ว ทุกคนมองด้วยความประหลาดใจและอึ้งๆ เพราะไม่คาดคิดว่าพนักงานใหม่จะเป็นอดีตคนที่เจ้านายรัก พวกเธอคิดกันว่าคือคนของมารดาภาธรเสียอีก
เสียงเข้มที่สั่งออกมาไม่ต่างจากคำประกาศิตทำให้ศรันย์หยุดชะงัก
“ปวริศาต้องเป็นคนสอนงาน”
“เอ่อ...คือ”
ศรันย์ทำสีหน้ารู้สึกแย่เพราะรู้ดีว่าสถานการณ์น่าอึดอัดจะเกิดขึ้นและตนไม่อยากให้ลูกน้องทำงานด้วยความลำบากใจ เพราะใครกันมันจะอยากสอนงานคนที่เป็นต้นเหตุให้อกเดาะ พลางหันไปมองหน้าปวริศาทั้งเห็นใจและสงสาร
ด้านคนถูกมองก็หักห้ามความอ่อนแอเอาไว้ เพราะต่อให้ทุกข์หรือเจ็บปวดเท่าไร อยู่ต่อหน้าเขาหล่อนก็จะปั้นหน้าว่าเข้มแข็งหรือไม่ก็ปั้นหน้าว่ามีความสุข ก่อนเสียงเล็กจะบอกด้วยความหนักแน่น
“หวานสอนได้ค่ะพี่รัน”
เธอคิดไว้ไม่ผิด จึงเตรียมใจมาส่วนหนึ่งแล้ว
ถึงอยากจะแย้ง ทว่าศรันย์ก็รู้ดีว่าตัวเองเป็นแค่ลูกจ้าง ถ้าเปรียบก็ไม่ต่างจากเขาเป็นแค่ไม้ซีก ภาธรคือไม้ซุง จะไปงัดข้อด้วยยังไงก็ไม่มีทางชนะได้
ปวริศาฉีกยิ้มให้กับทุกคนที่กำลังมอง เธอรู้ว่าไม่ควรทำให้ใครเป็นห่วงรวมถึงยิ้มบางๆ ให้มาติกาด้วย
คนเผด็จการทิ้งรอยยิ้มร้ายๆไว้ก่อนจะเดินออกมา แล้วตรงไปที่ห้องทำงาน ไม่ทันจะหย่อนก้นนั่งด้วยซ้ำ ทักษ์ดนัยก็เข้ามาขอพบ พร้อมกับมีบางสิ่งในมือ
“นายครับ เป็นอย่างที่คาดการณ์ไว้ครับ” ทักษ์ดนัยบอกพร้อมกับส่งสิ่งนั้นไปให้ นั่นคือหนังสือพิมพ์ของชุมชนแห่งหนึ่ง ซึ่งถูกตีแผ่ด้วยข่าวการบุกรุกบ้านจัดสรร
ถ้อยคำรายงานรวมถึงหลักฐานในมือ ทำให้สีหน้าของภาธรมีความเครียดแผ่ซ่าน พร้อมกับรู้สึกเหมือนมีลาวาร้อนๆ ไหลเข้ามาในทรวง เพราะตอนนี้กำลังจะมีภัยอันตรายเข้ามาก่อนจะออกคำสั่ง
“ไปหาหลักฐานกับหน้ามันมา” และถือว่าโชคดีเสียเหลือเกินที่สำเหนียกได้ถึงอันตรายก่อนและตัดสินใจทำบางสิ่ง ไม่เช่นนั้นใครบางคนคงจะแย่
“ครับ”
ทักษ์ดนัยพยักหน้ารับคำสั่งก่อนจะล่าถอยออกมา ปล่อยให้เจ้านายได้ใช้ความคิดต่อ
“หวานพอจะสอนให้คุณป่านเข้าใจไหมคะ”
ปวริศาร้องถามเมื่อสอนขั้นตอนการทำงานอย่างแรกให้กับมาติกาได้ฟัง รวมถึงจัดแจงทำให้ดู
“ป่านพอเข้าใจค่ะ แต่ทำจริงคงจะต้องถามคุณหวานอยู่” เพราะหญิงสาวทิ้งเรื่องพวกนี้ไปนาน จึงทำให้ยากที่จะต่อติดไม่ใช่น้อย
“หวานยินดีค่ะ”
“เที่ยงแล้ว ปกติคุณหวานไปทานข้าวที่ไหนหรือคะ” พอเหลือบมองนาฬิกาก็พบว่าตอนนี้ได้เวลาพักเที่ยงแล้ว แถมยังเห็นว่าพนักงานคนอื่นก็เริ่มทยอยกันออกไปกินข้าวแล้ว
“ฝั่งตรงกันข้ามมีศูนย์อาหารค่ะ”
“งั้นป่านขอตามคุณหวานไปทานด้วยนะคะ จะรบกวนไหม”
“ไม่เลยค่ะ”
คนตัวเล็กส่ายศีรษะและยิ้มให้อย่างเป็นมิตร เธอพอรู้ว่ามาติกานั้นเป็นคนดีระดับหนึ่งจึงควรเปิดใจ
ความคิดของมาติกาถูกเบรกด้วยน้ำเสียงเข้มๆของภาธร ทำให้ผู้หญิงทั้งสองคนเงยหน้าขึ้นไปมอง
“ไปทานข้าวกับผม”
“ป่านขอไปทานข้าวกับคุณหวานได้ไหมธร” มาติกาบอกพร้อมส่งสายตาขอ เพราะอยากจะสานสัมพันธ์กับปวริศา เธออยากให้ผู้หญิงอีกคนรู้ว่าตนไม่ได้มาร้าย แต่มีความจำเป็น
ทว่าคนถูกขอกลับส่ายหน้า จนมาติกาเริ่มหน้าบูดยามถูกปฏิเสธ ทว่ายังไม่ลดความพยายาม
“งั้นขอให้คุณหวานไปทานข้าวกับเรา”
“เขาอยากไป ทนได้หรือ” เลิกคิ้วสมทบ
“หวานไปทานกับพวกพี่ๆได้ค่ะ คุณป่านไปเถอะค่ะ ทานให้อร่อย”
หล่อนเองก็ไม่อยากจะไปกินข้าวกับเขาเหมือกันเพราะรู้ว่าไม่มีทางที่จะได้กินข้าวแบบมีความสุข เผลอๆ จะได้กินข้าวเคล้ากับน้ำตาแทน ก่อนจะลุกพึ่บจากเก้าอี้แล้วเดินออกมาให้พ้น
ด้านมาติกาก็มองตามไปด้วยใจที่มีแต่ความอึดอัด พลางถอนลมหายใจออกมาอย่างหนักอก ที่สำคัญความรู้สึกผิดมีเต็มไปหมด
ปวริศาเร่งเดินตามกลุ่มของเพื่อนร่วมงาน และพอหย่อนก้นลงนั่งบนเก้าอี้ที่ร้านประจำ
ปวริศาเร่งเดินตามกลุ่มของเพื่อนร่วมงาน และพอหย่อนก้นลงนั่งบนเก้าอี้ที่ร้านประจำทุกคนก็หันมามองพร้อมกับสายตามีคำถามกันทุกคน เพียงยังไม่มีใครกล้าเอ่ยปากถามออกมา เนื่องด้วยกลัวกระทบความรู้สึก“หวานหย่าแล้วค่ะ คุณธรเป็นอิสระ” ร่างบางพูดออกไป ไม่จำเป็นต้องมีใครถามออกมา แค่มองตาก็พอรู้ได้ พร้อมกับต้องยิ้ม เพราะมันคือการให้กำลังใจตัวเองที่ดีของหล่อน“ไหวหรือเปล่า พวกพี่ยินดีให้หวานระบายนะ” หนึ่งในนั้นเอ่ยขึ้นมาอย่างเห็นอกเห็นใจ ขนาดได้ใช้นามสกุลร่วมกัน ก็ยังแทบจะไม่ให้ความสำคัญ ตอนนี้ไม่ต้องพูดถึงว่าปวริศาจะต้องเจอกับอะไร“หวานไหวค่ะ” ใบหน้าเคล้าความเศร้า ปวริศาไม่อยากให้ทุกคนเป็นห่วงไปมากกว่านี้ ที่สำคัญภาธรจะไม่ได้เห็นน้ำตาเม็ดร้อนๆ หรือดวงตาที่อ่อนไหวอีก“แล้วคุณท่าน…” ผู้หญิงคนเดิมถามต่อ“ยังไม่ทราบ หวานขอให้คุณธรยังไม่บอก หวานจะหาเวลาเหมาะ ๆ บอกเอง” ตอนนี้ก็ได้แต่ไปสอบถามอาการของสรวิศจากนางพยาบาลเป็นระยะ เธออยากให้ท่านดีขึ้นไวๆ แม้ว่าหนึ่งในความห่วงใยนั้นจะมีความอยากเป็นอิสระจ
“ท่านบอกไว้แล้ว ยังไงท่านก็ต้องรู้ รับมือให้ไหว” ภาธรไม่ได้แสดงความตกใจ เพราะข้อความที่ถูกส่งมาก็คือข้อความจากมารดาที่บอกถึงจุดประสงค์ที่จะเข้ามาที่นี่ประโยคท้าย ภาธรเน้นหนักเพราะอยากให้ทำให้ได้ และไม่ได้บอกเพียงมาติกาเท่านั้น ชายหนุ่มจงใจจะบอกพร้อมกับปวริศาด้วยสิ้นวาจา ทั้งมาติกาและปวริศาก็กำมือแน่น เพราะการรับมือกับท่านไม่ใช่เรื่องง่ายความเกลียดชังที่มีในใจของภคนันท์ มันคือตัวการที่ทำให้ต้องหวาดหวั่นซึ่งพวกเธอต่างเคยสัมผัสฤทธิ์ความร้ายของภคนันท์มามากแล้วปวริศาสูดหายใจเข้าปอดลึก ถึงจะกลัวแต่มันคือความจริงอย่างที่ภาธรว่า เธอต้องรับมือให้ได้ เจ้าหล่อนจึงแสร้งทำตัวให้เป็นปกติที่สุดทันทีที่ก้าวเข้าไปในบ้านประตูบ้านยังไม่ถึงสามก้าวด้วยซ้ำ เสียงตวาดก็ดังลั่น ทำเอาความเข้มแข็งที่มีแทบจะร่วงไปที่พื้น“ยัยป่าน นังหวาน ทำไมแกสองคนมากับลูกชายฉัน” อีกฝ่ายว่าพร้อมกับเดินเข้าไปหวังประชิดตัวคล้ายจะหาเรื่อง ภาธรกลับมาขวางเอาไว้“ตาธรอธิบายแม่มา แกเอานังสองคนนี้มาด้วยทำไม แม่บอกแกแล้วว่าวันนี้แม่จะเอาคนของแม่มา&rdqu
บทนำ “พรุ่งนี้แล้วสินะที่ฉันจะหลุดพันธะนี้”เจ้าของเสียงอย่างภาธรก้าวเข้ามายืนอยู่ข้างกายคนที่พูดด้วย ซึ่งนั่นก็คือ ปวริศา ภรรยาที่ได้มาด้วยความไม่เต็มใจหญิงสาวเม้มปากแน่น พร้อมกับต้องกลั้นน้ำตาเอาไว้ หล่อนรู้ถึงสิ่งที่ภาธรกำลังจะบอกดี ในเมื่อวันพรุ่งนี้คือ วันที่เขาและเธอจะหย่าขาดจากกันปวริศาเหลือบมองใบหน้าของคนพูด ก่อนก้อนสะอื้นจะวิ่งมาจุกอยู่ที่คอ เพราะทั้งน้ำเสียงและแววตาของภาธร มันสื่อได้ว่าเขาดีใจที่ได้เปลี่ยนสถานะเป็นวิวาห์ร้างไม่ได้มีความลังเลอยู่เลยสักนิดหญิงสาวยกยิ้มอย่างชอกช้ำ และเจ็บไม่ต่างจากมีฝูงมดมารุมกัดกิน ก่อนจะตอบเสียงสั่น“ค่ะ”“ยังอยากจะทำหน้าที่เมียอีกไหม ฉันจะได้ทนทำให้คืนนี้” พูดจบก็มีรอยยิ้มจางๆ ปรากฏที่มุมปาก พร้อมกับสายตาเบนไปที่เตียงหญิงสาวส่ายศีรษะปฏิเสธพร้อมกัดปากแน่นกว่าเดิมจนรู้สึกได้ถึงความเจ็บ นั่นคงไม่ได้เจ็บมากไปกว่าหัวใจซึ่งบีบรัดตัวอย่างรุนแรง เพราะรู้ว่าเขากำลังสื่อถึงอะไร ทั้งแววตาและน้ำเสียงมันมีแต่ความเหยียดหยาม“ทำไมล่ะ ไม่ชอบหรือ หน้าที่นั้น”“คุณธรอย่าใจร้ายกับหวานสักวันจะได้ไหมคะ”“ใจร้าย…ฉันเคยทำแบบนั้นหรือหวาน…” ไม่เพียงพูดน้ำเสีย
บทที่ 1แสนชัง“ลาออก?”หลังจากอ่านรายละเอียดในจดหมายที่ถูกยื่นมาจากมือของปวริศา ภาธรก็ร้องถามและเลิกคิ้วขึ้น สีหน้าไม่ได้ดูตระหนกตกใจราวกับคาดการณ์ไว้อยู่แล้วว่าเรื่องนี้ต้องเกิดขึ้น“ค่ะ”“ไม่อยากอยู่ข้างฉันแล้วหรือหวาน” ชายหนุ่มถามอีกประโยคก่อนจะลอบยิ้มออกมา แววตาคมกริบฉายความร้าย“อีกไม่นานคนของคุณจะมาเริ่มงาน”เสียงสั่นตอบไปตามจริงและรู้ว่าชายหนุ่มรู้ถึงสิ่งที่หล่อนจะหมายถึง หญิงสาวไม่อยากอยู่ใกล้ให้ใจเจ็บ เพราะการถูกแทนที่ไม่ใช่เรื่องง่ายที่ใครจะทำใจได้ในเร็ววัน และการถอยห่างให้เขามีความสุขมันก็ถูกต้องแล้วที่สำคัญไม่คิดจะเรียกร้องอะไรจากชายหนุ่ม แม้กระทั่งหัวใจ เพราะรู้ว่าแม้ข้างๆ ใจของเขาก็ไม่ได้มีไว้ให้“กลัวจะบาดใจ?”ปวริศาเงียบ เพราะเขาพูดถูกเธอกลัวจะทนรั้งใจให้ไม่อิจฉาไม่ไหวตลอดสองปีที่อยู่ข้างเขาได้รับความเย็นชาและเงียบขรึม มันว่าเจ็บมากแล้ว ยิ่งตอนนี้ไร้สถานะ มันคงไม่ต่างจากไร้ตัวตน คงเหมือนมีมีดมาปักกลางอก“ฉันอนุมัติให้ไม่ได้หรอก แล้วใครจะสอนงานคนของฉันล่ะ”“หวานรู้ว่าคุณธรไม่ได้อยากให้หวานสอนงาน แต่จะทำให้หวานเจ็บ” หล่อนสบตาคู่คมกริบเพราะอยากมองให้เห็นถึงความจริงพานใ
เสียงที่หลุดออกมาจากริมปากหยักได้รูป ทำให้ภาธรกระตุกยิ้มอย่างได้ใจไม่นานอาภรณ์ที่อยู่บนตัวของปวริศาก็ค่อยๆหลุดออกมาจากตัวทีละชิ้น แม้จะต่อต้าน ก็ไม่เคยทำได้สำเร็จครั้งนี้ก็เหมือนกัน เธอดันไหล่กว้างให้ออกห่าง กลับถูกแนบชิดมากกว่าเก่าเสียงจากริมฝีปากเล็กถูกปล่อยออกมาไม่หยุด ไม่ต่างจากภาธรที่หลุดคำรามออกมาเสียงต่ำเมื่อได้เข้าชิดจนเป็นหนึ่งการแสดงออกของเขามันเร่าร้อนราวกับต้องการเผาร่างเล็กให้ไหม้เป็นจุณ สะโพกยังขยับเคลื่อนไหวอยู่ตลอด มันร้ายยิ่งกว่าพายุทอร์นาโด หยาดเหงื่อผุดพรายเต็มใบหน้าของคนทั้งคู่ถึงมันจะอบอวลด้วยความหอมหวานในบางขณะ แต่บางครั้งก็อยากจะร้องไห้ เนื่องจากบทรักของเขามันร้าย ที่สำคัญมันดึงศักดิ์ศรีของหล่อนให้พังพินาศลงไปหมดในวินาทีนี้ความเสียใจจึงคืบคลานเข้าหาและปวริศาไม่รู้ว่าพายุลูกนี้จะจบลงอย่างไรกว่าเปลือกตาบางจะกะพริบถี่และเปิดขึ้นก็เป็นช่วงสายของเช้าวันใหม่ ในห้องนี้เหลือไว้แต่ความมืดเพราะม่านสีทึบยังถูกปิดและทิ้งกลิ่นจางๆของควันบุหรี่ ซึ่งคงมาจากเขา“ฮึก…”ปวริศาริมฝีปากสั่นระริกอย่างคนพ่ายแพ้ น้ำตาที่เหือดแห้งไปมันกลับมาอีกหน ครั้งนี้หนักกว่าเก่า เพราะในครั้
ดวงตาของปวริศาฉายแววตัดพ้อ แต่ก็ไม่ได้หันกลับไป เพราะมันคงไม่สามารถแทงทะลุทะลวงเข้าไปข้างในใจของภาธรได้ ปวริศาเลือกที่จะเดินต่อไปแถมยังก้าวเร็วๆภาธรกดยิ้มร้ายก่อนจะหมุนตัวกลับไปมองยังนอกหน้าต่างอีกหน พร้อมความเครียดที่ผ่านเข้ามาในหัวให้ต้องคิดทบทวนอีกรอบถึงแม้ภาธรจะยอมรับข้อตกลงแล้ว ปวริศาก็ยังอดกังวลไม่ได้ เนื่องจากกลัวว่าเขาจะไม่มา หญิงสาวมาชะเง้อคอยที่หน้าบ้าน ในตอนนี้อาหารทุกอย่างได้ปรุงเสร็จอย่างเรียบร้อยแล้วรอยยิ้มบางๆผุดขึ้นเมื่อเห็นเขาก้าวเข้ามาในบ้านแล้ว ยอมรับว่าโล่งใจเป็นที่สุด แต่มันก็เป็นแค่เปลาะแรกเท่านั้น“ทำไมวันนี้ไม่รับโทรศัพท์พ่อเลยเจ้าธร”ใบหน้าของสรวิศมีรอยยิ้มขณะเข้าไปทักทายลูกชาย แม้ประโยคที่ถามจะน้อยใจ มันก็เพียงเล็กน้อยเท่านั้น เพราะรู้ดีว่าเขาไม่มีสิทธิ์ จากความสัมพันธ์พ่อและลูกที่ไม่ได้คืบหน้าภาธรไม่ตอบได้แต่วางสีหน้าเรียบเฉยด้วยไม่อยากให้สถานการณ์ตึงเครียด ผู้เป็นพ่อจึงหยุดการซักถาม “ไปกินข้าวกันเถอะ วันนี้หนูหวานทำของโปรดของแกไว้ให้”บทสนทนาบนโต๊ะอาหารมีไม่มากนัก ส่วนใหญ่แล้วจะเป็นสรวิศที่พูดอยู่คนเดียว มีภาธรขานรับในบางคำถามเท่านั้นส่วนปวริศาก็ภาวนา
“มีอะไรมาแลกเปลี่ยนล่ะ หัวใจเธอไม่เอาแล้วนะ มันไม่มีราคา” ถ้อยคำนี้ยิ่งกว่ามีคนเอาค้อนมาทุบศีรษะเสียอีก เขากำลังเปรียบว่าหัวใจเธอไร้ค่าสินะ“อยากได้อะไร หวานให้หมด”ภาธรนึกขันยิ่งนัก การยื้อเวลามันเปล่าประโยชน์ บุรุษตัวโตถอยห่างโดยไม่ได้ตอบอะไร พร้อมนึกสนุกกับสิ่งที่ร่างบางคิดจะทำเมื่อถึงเวลากลับ สรวิศก็เดินมาส่งลูกชายถึงหน้าบ้าน“ถ้าเป็นเยอะไปหาหมอนะเจ้าธร อย่าปล่อยไว้” ถึงจะวางสีหน้าเรียบ ครั้งนี้ภาธรขานรับ“ครับ”แล้วคนสูงอายุที่สุดก็หันไปหาลูกสะใภ้“หนูหวานจะอยู่ค้างที่นี่หรือ” เพราะแทนที่จะไปยืนข้างลูกชาย เจ้าหล่อนกลับมายืนข้างๆเขาแทนเหมือนมายืนส่ง“ค่ะ”“ไม่ต้องอยู่เป็นเพื่อนลุงหรอก กลับไปดูแลเจ้าธรที่บ้านเถอะ”ถึงอยากจะแย้ง ทว่าดูจากสถานการณ์แล้วทำตามคงดีที่สุด เพื่อไม่ให้ท่านสงสัยได้ หญิงสาวเดินตามภาธรมาขึ้นรถและนั่งเงียบจนใกล้จะถึงที่หล่อนต้องการลง“หวานจะขอลงตรงปากซอย” เพราะตอนนี้ไม่ได้อาศัยอยู่ที่บ้านหลังนั้นอีกแล้ว ที่สำคัญมันก็ไม่มีเหตุผลให้ต้องทนนั่งอึดอัดไปตลอดทาง และเธอก็ไม่อยากให้เขารู้ที่อยู่ปัจจุบันด้วย“ไม่อยากจะกลับบ้านฉันแล้วหรือ…ไปทำหน้าที่ที่พ่อฉันอยากให้ทำ”“
“เสร็จแล้วก็กลับไป”แทนที่ได้รับเอกสารนั้นคืนแล้วจะกลับ ปวริศากลับยังไม่ยอมขยับเท้า ตอนนี้เขาต้องการจะล้มตัวลงนอนเป็นที่สุด เพราะใกล้จะพยุงตัวเองไม่ได้แล้วที่ปวริศายังไม่ไป เพราะใจเจ้ากรรมดันอยากจะถามถึงอาการเขาเสียงนั้นก็ต้องกลืนหายไปในลำคอเพราะมีเสียงหนึ่งแทรกขึ้นมา ทำเอาใจเซล้ม“ใครมาหรือคะธร”“พนักงานเอาเอกสารมาให้เซ็นครับ” ถึงภาธรจะไม่เอ่ยชื่อ เสียงที่หวานปานระฆังแก้วแบบนี้หล่อนจำได้แม่นว่าคือ มาติกา…อดีตคนที่เขารักและคงยังรักจนถึงปัจจุบันเนื้อตัวและหัวใจของหญิงสาวชาไปทั่ว พร้อมกับคำสบถที่ก่อขึ้นในใจ เธอยังเจ็บไม่จำ อยากจะไปห่วงหาเขาทั้งที่เขาไม่เคยต้องการ เธอมันโง่เองไม่ได้เจ็บแค่นั้น สถานะที่เขาให้ก็เจ็บไม่แพ้กัน พนักงานส่งเอกสารหรือ...“หรืออยากจะเข้ามา” ไม่พูดเปล่า ภาธรยังคว้าข้อมือเล็กทำท่าจะดึงให้เข้าห้อง สีหน้าแววตาของเขาดูกรุ้มกรุ่มด้วยความร้ายอย่างไม่อาจจะคาดเดาได้“หวานไม่เข้า”หล่อนสะบัดมือออกแล้วรีบเดินหนี เธอก้าวไปให้ไว้ที่สุดและทันทีที่พ้นจากสายตาเขา หญิงสาวก็เกือบจะทรงตัวไม่อยู่เจ้าหล่อนก็สูดลมหายใจเข้าลึกแล้วบอกตัวเองว่าอย่าให้เขาชนะ เพราะรู้ว่าบุรุษใจร้ายต้อง
“ท่านบอกไว้แล้ว ยังไงท่านก็ต้องรู้ รับมือให้ไหว” ภาธรไม่ได้แสดงความตกใจ เพราะข้อความที่ถูกส่งมาก็คือข้อความจากมารดาที่บอกถึงจุดประสงค์ที่จะเข้ามาที่นี่ประโยคท้าย ภาธรเน้นหนักเพราะอยากให้ทำให้ได้ และไม่ได้บอกเพียงมาติกาเท่านั้น ชายหนุ่มจงใจจะบอกพร้อมกับปวริศาด้วยสิ้นวาจา ทั้งมาติกาและปวริศาก็กำมือแน่น เพราะการรับมือกับท่านไม่ใช่เรื่องง่ายความเกลียดชังที่มีในใจของภคนันท์ มันคือตัวการที่ทำให้ต้องหวาดหวั่นซึ่งพวกเธอต่างเคยสัมผัสฤทธิ์ความร้ายของภคนันท์มามากแล้วปวริศาสูดหายใจเข้าปอดลึก ถึงจะกลัวแต่มันคือความจริงอย่างที่ภาธรว่า เธอต้องรับมือให้ได้ เจ้าหล่อนจึงแสร้งทำตัวให้เป็นปกติที่สุดทันทีที่ก้าวเข้าไปในบ้านประตูบ้านยังไม่ถึงสามก้าวด้วยซ้ำ เสียงตวาดก็ดังลั่น ทำเอาความเข้มแข็งที่มีแทบจะร่วงไปที่พื้น“ยัยป่าน นังหวาน ทำไมแกสองคนมากับลูกชายฉัน” อีกฝ่ายว่าพร้อมกับเดินเข้าไปหวังประชิดตัวคล้ายจะหาเรื่อง ภาธรกลับมาขวางเอาไว้“ตาธรอธิบายแม่มา แกเอานังสองคนนี้มาด้วยทำไม แม่บอกแกแล้วว่าวันนี้แม่จะเอาคนของแม่มา&rdqu
ปวริศาเร่งเดินตามกลุ่มของเพื่อนร่วมงาน และพอหย่อนก้นลงนั่งบนเก้าอี้ที่ร้านประจำทุกคนก็หันมามองพร้อมกับสายตามีคำถามกันทุกคน เพียงยังไม่มีใครกล้าเอ่ยปากถามออกมา เนื่องด้วยกลัวกระทบความรู้สึก“หวานหย่าแล้วค่ะ คุณธรเป็นอิสระ” ร่างบางพูดออกไป ไม่จำเป็นต้องมีใครถามออกมา แค่มองตาก็พอรู้ได้ พร้อมกับต้องยิ้ม เพราะมันคือการให้กำลังใจตัวเองที่ดีของหล่อน“ไหวหรือเปล่า พวกพี่ยินดีให้หวานระบายนะ” หนึ่งในนั้นเอ่ยขึ้นมาอย่างเห็นอกเห็นใจ ขนาดได้ใช้นามสกุลร่วมกัน ก็ยังแทบจะไม่ให้ความสำคัญ ตอนนี้ไม่ต้องพูดถึงว่าปวริศาจะต้องเจอกับอะไร“หวานไหวค่ะ” ใบหน้าเคล้าความเศร้า ปวริศาไม่อยากให้ทุกคนเป็นห่วงไปมากกว่านี้ ที่สำคัญภาธรจะไม่ได้เห็นน้ำตาเม็ดร้อนๆ หรือดวงตาที่อ่อนไหวอีก“แล้วคุณท่าน…” ผู้หญิงคนเดิมถามต่อ“ยังไม่ทราบ หวานขอให้คุณธรยังไม่บอก หวานจะหาเวลาเหมาะ ๆ บอกเอง” ตอนนี้ก็ได้แต่ไปสอบถามอาการของสรวิศจากนางพยาบาลเป็นระยะ เธออยากให้ท่านดีขึ้นไวๆ แม้ว่าหนึ่งในความห่วงใยนั้นจะมีความอยากเป็นอิสระจ
บทที่ 4บีบหัวใจหลายวันผ่านมา...เช้าวันนี้ปวริศาเร่งออกจากบ้านเพื่อไปที่ทำงาน เธอหวังว่าอย่างน้อยการหลีกเลี่ยงเจอหน้าของภาธรสักระยะ คงจะทำให้เธอคลายทุกข์ไปบ้าง แม้รู้ว่าวิธีนี้ไม่ใช่ทางแก้ไขไม่ถึงยี่สิบนาทีจากเวลาเริ่มงาน ความหวังของปวริศาก็พังทลายลง เพราะตอนนี้ภาธรมายืนอยู่ตรงหน้ากันแล้ว แถมข้างกายก็มีมาติกายืนอยู่ด้วย“ผมพาพนักงานใหม่มาแนะนำ”ภาธรบอกจุดประสงค์ที่มายังแผนกนี้ ส่วนมาติกานั้นพนมมือทั้งสิบขึ้นแล้วไหว้อย่างมีมารยาทกับทุกคน พร้อมกับโปรยรอยยิ้ม“คุณป่านนั่งตรงนี้นะครับ เดี๋ยวผมจะสอนงานให้เองครับ”ศรันย์หัวหน้าของแผนกออกไปรับพร้อมบอกตำแหน่งโต๊ะทำงานของมาติกาที่ถูกจัดให้ไว้แล้ว ทุกคนมองด้วยความประหลาดใจและอึ้งๆ เพราะไม่คาดคิดว่าพนักงานใหม่จะเป็นอดีตคนที่เจ้านายรัก พวกเธอคิดกันว่าคือคนของมารดาภาธรเสียอีกเสียงเข้มที่สั่งออกมาไม่ต่างจากคำประกาศิตทำให้ศรันย์หยุดชะงัก“ปวริศาต้องเป็นคนสอนงาน”“เอ่อ...คือ”ศรันย์ทำสีหน้ารู้สึกแย่เพราะรู้ดี
“ใครว่าจะลงมาส่ง จะช่วยเก็บของ”“เก็บของทำไมคะ หวานไม่ได้จะไปไหนและไม่ไปด้วย” หญิงสาวกลัวว่าเขายังจะลากเธอไปทำร้ายความรู้สึกอีก“ป่านจะย้ายเข้าไปอยู่ที่บ้าน ไม่มีคนดูแลป่าน ช่วยไปดูแลหน่อย”“เกมของคุณธรควรจบได้แล้วและหวานจะไม่เป็นตัวแทนให้ใครอีกแล้ว” ปวริศาสวนกลับไปพร้อมกับส่ายหน้าปฏิเสธ ดวงตาก็ดูกระด้างขึ้นแต่นั่นเธอปั้นเพื่อหลอกเขา“ยังไงเธอก็ไม่มีสิทธิ์เป็นตัวแทนแล้วละหวาน เพราะฉันมีตัวจริงแล้ว แต่เกมของเรายังจบง่ายๆไม่ได้หรอก ชดใช้ให้ฉันต่ออีกหน่อยสิ แค่นี้ฉันยังไม่พอใจเลย จนกว่าจะจบงานแต่งแล้วกัน” ภาธรพูดเหมือนทุกเรื่องเป็นเรื่องง่ายหญิงสาวรู้ว่าบุรุษคนนี้ตั้งใจจะบีบหัวใจกันให้แหลก การเข้าไปที่นั่นทำให้แผลขยายกว้างด้วยฝีมือเขา คงไม่มีทางบรรเทาได้ การที่จะคุกเข่าอ้อนวอนเขาเธอไม่คิดจะทำและเขาเองก็ไม่มีวันเห็นใจ“ถ้าคุณธรอยากได้แบบนั้นหวานจะเข้าไปเก็บเอง แต่รู้เอาไว้ว่าหวานก็จะรอเวลาที่เป็นอิสระใจจะขาด” หญิงสาวเชื่อว่าความชังของเขาที่มีต่อกันคงมากมายเท่าภูเขาลูกโต“ดี” เขาว่าสั้นๆ แถมยังยักไหล่“อย่าร้องไห้ด้วยล่ะ ฉันไม่ว่างเช็ดน้ำตาให้”“ถ้าหวานร้อง หวานก็มีมือเช็ดน้ำตาเองได้” ดวง
“ธร…”ส่วนมาติการ้องค้านเสียงสั่น พร้อมส่ายศีรษะเพื่อหยุดยั้งความคิดของภาธร เพราะรู้ว่าภาธรถ้าจะดีก็ดีหมดใจ ถ้าร้ายก็ร้ายจนน่าเข็ดขยาด“กังวลแต่เรื่องของตัวเองพอครับ ไม่ต้องไปกังวลเรื่องของคนอื่น” เพราะรู้ว่ามาติกากำลังร้องห้ามสิ่งที่เขากำลังคิดจะทำ และเน้นคำว่าคนอื่นเสียงดังมาติกายังยืนนิ่งและส่ายหน้าเช่นเดิม ให้กังวลแต่เรื่องของตัวเองได้อย่างไร ในเมื่อกำลังจะบีบหัวใจผู้หญิงอีกคนให้แหลก หากยังเมินเฉยต่อคงไม่ต่างจากคนเลว ซึ่งเธอไม่อยากเป็น“ขึ้นไปรอผมข้างบนครับ เราตกลงกันแล้ว” ดวงตาของชายหนุ่มขรึมขึ้นและทำให้มาติกาไม่กล้าปฏิเสธ เพราะข้อตกลงบางอย่างได้ถูกกำหนดแล้ว“ต้องเอาคืนหวานถึงขนาดนี้เลยหรือคะคุณธร หวานไม่อยากขึ้นไป” เธอคิดว่าเจ้าสาวของเขาคือคนของภคนันท์เสียอีก“ได้สิ แต่เธอต้องโทร.ไปบอกความจริงพ่อฉันตอนนี้”เมื่อเขาขู่ด้วยวิธีนี้ หล่อนก็หมดหนทางที่จะต่อต้าน แต่เชื่อเถอะว่าเธอจะไม่ให้เขาใช้มันตลอด หล่อนขอแค่ผู้มีพระคุณอาการดีขึ้นกว่านี้แล้วการเป็นลูกเบี้ยของเขามัน
“ดีแล้ว งั้นลุงไม่กวน”พอปวริศากดวางสาย ภาธรก็โพล่งออกมา “ทำไมไม่บอกพ่อฉันไปล่ะ ว่าเธอมาเลือกชุดเพื่อนเจ้าสาวต่างหาก” ถึงแม้ว่าจะไม่ได้ยินมันทั้งหมด แต่เขาเชื่อว่าคิดถูกปวริศาเลือกไม่ตอบใดๆและกำลังจะเบี่ยงตัวหนีเพื่อเข้าไปเปลี่ยนเป็นชุดเดิมเพราะตอนนี้สิ่งที่เขาต้องการเธอทำให้แล้ว เขาได้สมใจกับการที่อยากเห็นเธออยู่ในชุดเพื่อนเจ้าสาว โดยตลอดเวลาที่ลองชุด เขาเอาแต่ทำร้ายจิตใจกันคนที่กำลังเดินหนีกลับต้องหยุดแล้วหันไปมองเขาอย่างฉับไวจากคำพูดหนึ่งของภาธร“พรุ่งนี้เก็บเสื้อผ้าเตรียมไว้สักชุด”“จะให้หวานไปไหน”“ปางไม้สิวาลัย”คนฟังใจร่วงหล่นไปที่พื้น เพราะนั่นคือที่อยู่ของมาติกา นี่ผู้ชายตรงหน้าคิดจะทำอะไรอีก จะพาไปที่นั่นทำไม หรือว่าต้องการจะทำอะไรเพื่อให้เธอเจ็บอีก“จะพาหวานไปที่นั่นทำไมคะ” เธอระงับอาการสั่นและถามสวน
“หวานขอโทษที่ยังอยู่ให้เห็นค่ะ”ตะกอนอารมณ์นั้นคงเป็นเพราะเธอ พร้อมกับเร่งชักเท้าเดินตรงไปที่ประตู ภาธรกลับมาขวาง แถมพอขยับหนีก็ถูกเขารวบตัวไว้“จะทำอะไรหวานคะ ปล่อยหวานนะ หวานไม่เป็นคุณป่านให้คุณแล้ว” ปวริศาต่อต้านและทำสุดความสามารถที่จะหลุดจากอ้อมกอดที่มีแต่ทำให้เจ็บ“แสลงใจ?” เสียงเข้มร้องถาม สีหน้าวาววับไปด้วยเล่ห์กล แต่ก็มีความเยาะหยันออกมาให้เห็น“ค่ะ”เธอไม่คิดจะปฏิเสธในเมื่อมันคือความจริง ใครบ้างหากเจอเหตุการณ์แบบนี้แล้วจะไม่แสลงใจ “ถ้าพอใจคำตอบแล้วปล่อยหวานด้วยค่ะ การเป็นตัวแทนของหวานมันจบลงแล้ว”“ฮือ จบหรือ ไม่จบหรอก…ถ้าฉันยังไม่ยอม”“แต่หวานไม่เล่นด้วยแล้ว ปล่อยหวานค่ะ หวานจะกลับ” คราวนี้หล่อนเสียงแข็ง เพราะรู้แล้วว่าใช้ไม้อ่อนหรือน้ำเสียงวอนขอยังไง คนอย่างภาธรก็ไม่มีทางเห็นใจ“ก่อนกลับ ฟังอีกข่าวก่อนนะ งานแต่งกำลังถูกเลื่อนขึ้นให้เร็วกว่าเดิม” ถ้อยคำยืดยาวนี้เองที่ทำให้ร่างเล็กหยุดกึกไม่ต่างจากสวิตช์ไฟที่ถูกปิด
“ในเมื่อเลือกจะทำให้หวานเจ็บแล้ว ก็ช่วยดูแลตัวเองดีๆ หน่อยได้ไหมคะ”“ห่วงฉัน อยากให้ฉันหาย?” เขาถามพร้อมเลิกคิ้วขึ้น และคำตอบก็คือการพยักหน้าของปวริศาไม่นานนัยน์ตาดำขลับของภาธรก็วาวขึ้น ก่อนจะก้มลงไปแนบชิดใบหน้าหวานละมุนแต่ติดเศร้าพร้อมกับกระซิบที่ข้างหูของเจ้าหล่อน“งั้นช่วยเป็นป่านให้ฉันสักวันสิ”ไม่พอยังจงใจยิ้มยั่ว ซึ่งประโยคนี้มีพลังทำลายล้างได้เป็นอย่างดี“จะทำลายหัวใจของหวานไปถึงไหน” แทบน้ำตาไหล ดีที่ห้ามมันอยู่“จนกว่าจะมอดไหม้” ภาธรสวนกลับอย่างไม่ไยดียิ่งเงยหน้าสบตาปวริศาก็ยิ่งเจ็บลึก บางทีก็นึกอยากจะเอามีดมากรีดแหวกหัวใจภาธรดูว่ายังเต้นหรือไม่ ทำไมถึงใจร้ายเยี่ยงนี้“เลือกมา ไม่งั้นก็กลับไป”“ถ้านี่คือการชดใช้ คืนนี้หวานจะเป็นคุณป่านให้คุณ”“ตกลง”เพียงจบคำ
“เสร็จแล้วก็กลับไป”แทนที่ได้รับเอกสารนั้นคืนแล้วจะกลับ ปวริศากลับยังไม่ยอมขยับเท้า ตอนนี้เขาต้องการจะล้มตัวลงนอนเป็นที่สุด เพราะใกล้จะพยุงตัวเองไม่ได้แล้วที่ปวริศายังไม่ไป เพราะใจเจ้ากรรมดันอยากจะถามถึงอาการเขาเสียงนั้นก็ต้องกลืนหายไปในลำคอเพราะมีเสียงหนึ่งแทรกขึ้นมา ทำเอาใจเซล้ม“ใครมาหรือคะธร”“พนักงานเอาเอกสารมาให้เซ็นครับ” ถึงภาธรจะไม่เอ่ยชื่อ เสียงที่หวานปานระฆังแก้วแบบนี้หล่อนจำได้แม่นว่าคือ มาติกา…อดีตคนที่เขารักและคงยังรักจนถึงปัจจุบันเนื้อตัวและหัวใจของหญิงสาวชาไปทั่ว พร้อมกับคำสบถที่ก่อขึ้นในใจ เธอยังเจ็บไม่จำ อยากจะไปห่วงหาเขาทั้งที่เขาไม่เคยต้องการ เธอมันโง่เองไม่ได้เจ็บแค่นั้น สถานะที่เขาให้ก็เจ็บไม่แพ้กัน พนักงานส่งเอกสารหรือ...“หรืออยากจะเข้ามา” ไม่พูดเปล่า ภาธรยังคว้าข้อมือเล็กทำท่าจะดึงให้เข้าห้อง สีหน้าแววตาของเขาดูกรุ้มกรุ่มด้วยความร้ายอย่างไม่อาจจะคาดเดาได้“หวานไม่เข้า”หล่อนสะบัดมือออกแล้วรีบเดินหนี เธอก้าวไปให้ไว้ที่สุดและทันทีที่พ้นจากสายตาเขา หญิงสาวก็เกือบจะทรงตัวไม่อยู่เจ้าหล่อนก็สูดลมหายใจเข้าลึกแล้วบอกตัวเองว่าอย่าให้เขาชนะ เพราะรู้ว่าบุรุษใจร้ายต้อง