“ใครว่าจะลงมาส่ง จะช่วยเก็บของ”
“เก็บของทำไมคะ หวานไม่ได้จะไปไหนและไม่ไปด้วย” หญิงสาวกลัวว่าเขายังจะลากเธอไปทำร้ายความรู้สึกอีก
“ป่านจะย้ายเข้าไปอยู่ที่บ้าน ไม่มีคนดูแลป่าน ช่วยไปดูแลหน่อย”
“เกมของคุณธรควรจบได้แล้วและหวานจะไม่เป็นตัวแทนให้ใครอีกแล้ว” ปวริศาสวนกลับไปพร้อมกับส่ายหน้าปฏิเสธ ดวงตาก็ดูกระด้างขึ้นแต่นั่นเธอปั้นเพื่อหลอกเขา
“ยังไงเธอก็ไม่มีสิทธิ์เป็นตัวแทนแล้วละหวาน เพราะฉันมีตัวจริงแล้ว แต่เกมของเรายังจบง่ายๆไม่ได้หรอก ชดใช้ให้ฉันต่ออีกหน่อยสิ แค่นี้ฉันยังไม่พอใจเลย จนกว่าจะจบงานแต่งแล้วกัน” ภาธรพูดเหมือนทุกเรื่องเป็นเรื่องง่าย
หญิงสาวรู้ว่าบุรุษคนนี้ตั้งใจจะบีบหัวใจกันให้แหลก การเข้าไปที่นั่นทำให้แผลขยายกว้างด้วยฝีมือเขา คงไม่มีทางบรรเทาได้ การที่จะคุกเข่าอ้อนวอนเขาเธอไม่คิดจะทำและเขาเองก็ไม่มีวันเห็นใจ
“ถ้าคุณธรอยากได้แบบนั้นหวานจะเข้าไปเก็บเอง แต่รู้เอาไว้ว่าหวานก็จะรอเวลาที่เป็นอิสระใจจะขาด” หญิงสาวเชื่อว่าความชังของเขาที่มีต่อกันคงมากมายเท่าภูเขาลูกโต
“ดี” เขาว่าสั้นๆ แถมยังยักไหล่
“อย่าร้องไห้ด้วยล่ะ ฉันไม่ว่างเช็ดน้ำตาให้”
“ถ้าหวานร้อง หวานก็มีมือเช็ดน้ำตาเองได้” ดวงตาคู่นี้มีความแข็งกระด้างขึ้นด้านภาธรยิ้มอย่างพึงพอใจที่ได้เห็นมัน
ไม่ถึงยี่สิบนาทีต่อมา ปวริศาก็ออกมาพร้อมกับกระเป๋าใบโต หญิงสาวเบี่ยงตัวหนีฉับไวเมื่อเห็นว่าภาธรทำท่าเหมือนจะเดินมาใกล้แล้วดึงกระเป๋าใบนั้นไป แถมเจ้าหล่อนยังเลือกที่จะนั่งรถไปกับทักษ์ดนัยแทน
ภาธรไม่ได้สนใจมากนักและไม่พยายามต่อ เขาไหวไหล่อีกรอบแล้วกลับไปนั่งที่ตำแหน่งเดิม ไม่นานนักรถก็เคลื่อนตัวไปยังปลายทาง
ตอนนี้ทุกคนลงจากรถและเข้าบ้านกันหมดแล้ว รวมถึงปวริศาด้วย
“ทำไมไม่เอาของไปเก็บ”
ภาธรร้องถามขณะที่ก้าวลงมาจากชั้นสองของบ้านพลางเลิกคิ้วขึ้นอย่างสงสัยที่ยังเห็นปวริศายืนอยู่ที่เดิม
“คุณธรจะให้หวานนอนห้องไหน” นี่คือเหตุผลที่ยังยืนเคว้งคว้างอยู่กลางบ้าน และที่สำคัญห้องข้างบนนั้นที่เธอเคยเป็นเจ้าของคงไม่ใช่ของเธออีกแล้ว แต่คงเป็นของมาติกา
“ข้างห้องฉันเป็นไง”
ปวริศาอึ้งไปหลายวินาที พอรั้งสติได้ก็สวนกลับไป พร้อมกับเชิดคอขึ้น
“ถ้าอยากได้แบบนั้นก็ได้ค่ะ”
การไปอยู่ในที่ตรงนั้น มันคงจะทรมานดีพิลึก แต่เธอจะไม่มีวันให้เขาชนะ เขาจะไม่มีทางได้สิ่งที่ต้องการ ซึ่งก็คือการอ้อนวอนขอทั้งน้ำตาของเธอ เขาจะไม่มีวันได้เห็นมันอีก
หญิงสาวยกกระเป๋าขึ้นพร้อมที่จะก้าวไป ทว่ากลับถูกมือหนามาฉุดไว้ ไม่พอยังบังคับให้เดินตามไป และเส้นทางนั้นไม่ใช่ด้านบน แต่เป็นห้องนอนสำหรับแขกที่อยู่ด้านล่าง
ภาธรไขประตูห้องหนึ่งก่อนจะหันมาบอกเสียงเข้ม“เข้าไป”
พอเข้าไป หญิงสาวก็รีบดันประตูเพื่อที่จะปิด เพราะตอนนี้การได้อยู่ลำพังคงดีที่สุดทว่าภาธรกลับดันรั้งประตูไว้
“พรุ่งนี้เช้าทำอาหารอ่อนๆหน่อย ป่านเป็นโรคกระเพาะอยู่” เขาสั่ง น้ำเสียงต่างจากตอนที่พูดกับมาติกาโดยสิ้นเชิง มันถ่ายทอดความห่วงใยออกมาอย่างชัดเจน เวลาพูดกับเธอ น้ำเสียงของเขามีความร้ายกาจ
“ได้ค่ะ”
“ออ อีกอย่างอย่าไปยุ่มย่ามข้างบน”
“ค่ะ”
เธอไม่คิดจะไปยุ่มย่ามที่นั่นแน่ เพราะไม่มีทางที่ตนเองจะทำให้ก้อนเนื้อด้านซ้ายเจ็บและมีบาดแผลไปมากกว่านี้ เพียงแค่ตอนนี้ก็ไม่รู้แล้วว่าจะซ่อมแซมมันอย่างไร
ทันทีที่เขาไปและบานประตูได้ปิดลง หญิงสาวก็ทิ้งตัวลงกับพื้นอย่างคนหมดแรง ตอนนี้หล่อนเหนื่อยทั้งแรงกายและแรงใจ แถมน้ำตาก็ยังจะไหล ไม่ยอมเชื่อฟังกัน
บางวินาทีก็นึกท้อจนอยากจะวิ่งหนีหรือตีปีกโบยบินไปให้ไกล ไปให้พ้นจากคนใจดำ ทว่าบ่วงคำว่าบุญคุณมันก็รั้งคอหล่อนไว้
ทั้งคุณหญิงรดาและสรวิศต่างมีบุญคุณมากล้นกับเธอนัก ชาตินี้หรือแม้ว่าสิ่งที่ทำอยู่ทุกวันนี้ก็ยังชดใช้ให้ไม่หมด เพราะฉะนั้นตอนนี้คงต้องบอกให้ใจอย่าได้พังไปก่อนที่เวลานั้นจะมาถึง
บทที่ 4บีบหัวใจหลายวันผ่านมา...เช้าวันนี้ปวริศาเร่งออกจากบ้านเพื่อไปที่ทำงาน เธอหวังว่าอย่างน้อยการหลีกเลี่ยงเจอหน้าของภาธรสักระยะ คงจะทำให้เธอคลายทุกข์ไปบ้าง แม้รู้ว่าวิธีนี้ไม่ใช่ทางแก้ไขไม่ถึงยี่สิบนาทีจากเวลาเริ่มงาน ความหวังของปวริศาก็พังทลายลง เพราะตอนนี้ภาธรมายืนอยู่ตรงหน้ากันแล้ว แถมข้างกายก็มีมาติกายืนอยู่ด้วย“ผมพาพนักงานใหม่มาแนะนำ”ภาธรบอกจุดประสงค์ที่มายังแผนกนี้ ส่วนมาติกานั้นพนมมือทั้งสิบขึ้นแล้วไหว้อย่างมีมารยาทกับทุกคน พร้อมกับโปรยรอยยิ้ม“คุณป่านนั่งตรงนี้นะครับ เดี๋ยวผมจะสอนงานให้เองครับ”ศรันย์หัวหน้าของแผนกออกไปรับพร้อมบอกตำแหน่งโต๊ะทำงานของมาติกาที่ถูกจัดให้ไว้แล้ว ทุกคนมองด้วยความประหลาดใจและอึ้งๆ เพราะไม่คาดคิดว่าพนักงานใหม่จะเป็นอดีตคนที่เจ้านายรัก พวกเธอคิดกันว่าคือคนของมารดาภาธรเสียอีกเสียงเข้มที่สั่งออกมาไม่ต่างจากคำประกาศิตทำให้ศรันย์หยุดชะงัก“ปวริศาต้องเป็นคนสอนงาน”“เอ่อ...คือ”ศรันย์ทำสีหน้ารู้สึกแย่เพราะรู้ดี
ปวริศาเร่งเดินตามกลุ่มของเพื่อนร่วมงาน และพอหย่อนก้นลงนั่งบนเก้าอี้ที่ร้านประจำทุกคนก็หันมามองพร้อมกับสายตามีคำถามกันทุกคน เพียงยังไม่มีใครกล้าเอ่ยปากถามออกมา เนื่องด้วยกลัวกระทบความรู้สึก“หวานหย่าแล้วค่ะ คุณธรเป็นอิสระ” ร่างบางพูดออกไป ไม่จำเป็นต้องมีใครถามออกมา แค่มองตาก็พอรู้ได้ พร้อมกับต้องยิ้ม เพราะมันคือการให้กำลังใจตัวเองที่ดีของหล่อน“ไหวหรือเปล่า พวกพี่ยินดีให้หวานระบายนะ” หนึ่งในนั้นเอ่ยขึ้นมาอย่างเห็นอกเห็นใจ ขนาดได้ใช้นามสกุลร่วมกัน ก็ยังแทบจะไม่ให้ความสำคัญ ตอนนี้ไม่ต้องพูดถึงว่าปวริศาจะต้องเจอกับอะไร“หวานไหวค่ะ” ใบหน้าเคล้าความเศร้า ปวริศาไม่อยากให้ทุกคนเป็นห่วงไปมากกว่านี้ ที่สำคัญภาธรจะไม่ได้เห็นน้ำตาเม็ดร้อนๆ หรือดวงตาที่อ่อนไหวอีก“แล้วคุณท่าน…” ผู้หญิงคนเดิมถามต่อ“ยังไม่ทราบ หวานขอให้คุณธรยังไม่บอก หวานจะหาเวลาเหมาะ ๆ บอกเอง” ตอนนี้ก็ได้แต่ไปสอบถามอาการของสรวิศจากนางพยาบาลเป็นระยะ เธออยากให้ท่านดีขึ้นไวๆ แม้ว่าหนึ่งในความห่วงใยนั้นจะมีความอยากเป็นอิสระจ
บทนำ “พรุ่งนี้แล้วสินะที่ฉันจะหลุดพันธะนี้”เจ้าของเสียงอย่างภาธรก้าวเข้ามายืนอยู่ข้างกายคนที่พูดด้วย ซึ่งนั่นก็คือ ปวริศา ภรรยาที่ได้มาด้วยความไม่เต็มใจหญิงสาวเม้มปากแน่น พร้อมกับต้องกลั้นน้ำตาเอาไว้ หล่อนรู้ถึงสิ่งที่ภาธรกำลังจะบอกดี ในเมื่อวันพรุ่งนี้คือ วันที่เขาและเธอจะหย่าขาดจากกันปวริศาเหลือบมองใบหน้าของคนพูด ก่อนก้อนสะอื้นจะวิ่งมาจุกอยู่ที่คอ เพราะทั้งน้ำเสียงและแววตาของภาธร มันสื่อได้ว่าเขาดีใจที่ได้เปลี่ยนสถานะเป็นวิวาห์ร้างไม่ได้มีความลังเลอยู่เลยสักนิดหญิงสาวยกยิ้มอย่างชอกช้ำ และเจ็บไม่ต่างจากมีฝูงมดมารุมกัดกิน ก่อนจะตอบเสียงสั่น“ค่ะ”“ยังอยากจะทำหน้าที่เมียอีกไหม ฉันจะได้ทนทำให้คืนนี้” พูดจบก็มีรอยยิ้มจางๆ ปรากฏที่มุมปาก พร้อมกับสายตาเบนไปที่เตียงหญิงสาวส่ายศีรษะปฏิเสธพร้อมกัดปากแน่นกว่าเดิมจนรู้สึกได้ถึงความเจ็บ นั่นคงไม่ได้เจ็บมากไปกว่าหัวใจซึ่งบีบรัดตัวอย่างรุนแรง เพราะรู้ว่าเขากำลังสื่อถึงอะไร ทั้งแววตาและน้ำเสียงมันมีแต่ความเหยียดหยาม“ทำไมล่ะ ไม่ชอบหรือ หน้าที่นั้น”“คุณธรอย่าใจร้ายกับหวานสักวันจะได้ไหมคะ”“ใจร้าย…ฉันเคยทำแบบนั้นหรือหวาน…” ไม่เพียงพูดน้ำเสีย
บทที่ 1แสนชัง“ลาออก?”หลังจากอ่านรายละเอียดในจดหมายที่ถูกยื่นมาจากมือของปวริศา ภาธรก็ร้องถามและเลิกคิ้วขึ้น สีหน้าไม่ได้ดูตระหนกตกใจราวกับคาดการณ์ไว้อยู่แล้วว่าเรื่องนี้ต้องเกิดขึ้น“ค่ะ”“ไม่อยากอยู่ข้างฉันแล้วหรือหวาน” ชายหนุ่มถามอีกประโยคก่อนจะลอบยิ้มออกมา แววตาคมกริบฉายความร้าย“อีกไม่นานคนของคุณจะมาเริ่มงาน”เสียงสั่นตอบไปตามจริงและรู้ว่าชายหนุ่มรู้ถึงสิ่งที่หล่อนจะหมายถึง หญิงสาวไม่อยากอยู่ใกล้ให้ใจเจ็บ เพราะการถูกแทนที่ไม่ใช่เรื่องง่ายที่ใครจะทำใจได้ในเร็ววัน และการถอยห่างให้เขามีความสุขมันก็ถูกต้องแล้วที่สำคัญไม่คิดจะเรียกร้องอะไรจากชายหนุ่ม แม้กระทั่งหัวใจ เพราะรู้ว่าแม้ข้างๆ ใจของเขาก็ไม่ได้มีไว้ให้“กลัวจะบาดใจ?”ปวริศาเงียบ เพราะเขาพูดถูกเธอกลัวจะทนรั้งใจให้ไม่อิจฉาไม่ไหวตลอดสองปีที่อยู่ข้างเขาได้รับความเย็นชาและเงียบขรึม มันว่าเจ็บมากแล้ว ยิ่งตอนนี้ไร้สถานะ มันคงไม่ต่างจากไร้ตัวตน คงเหมือนมีมีดมาปักกลางอก“ฉันอนุมัติให้ไม่ได้หรอก แล้วใครจะสอนงานคนของฉันล่ะ”“หวานรู้ว่าคุณธรไม่ได้อยากให้หวานสอนงาน แต่จะทำให้หวานเจ็บ” หล่อนสบตาคู่คมกริบเพราะอยากมองให้เห็นถึงความจริงพานใ
เสียงที่หลุดออกมาจากริมปากหยักได้รูป ทำให้ภาธรกระตุกยิ้มอย่างได้ใจไม่นานอาภรณ์ที่อยู่บนตัวของปวริศาก็ค่อยๆหลุดออกมาจากตัวทีละชิ้น แม้จะต่อต้าน ก็ไม่เคยทำได้สำเร็จครั้งนี้ก็เหมือนกัน เธอดันไหล่กว้างให้ออกห่าง กลับถูกแนบชิดมากกว่าเก่าเสียงจากริมฝีปากเล็กถูกปล่อยออกมาไม่หยุด ไม่ต่างจากภาธรที่หลุดคำรามออกมาเสียงต่ำเมื่อได้เข้าชิดจนเป็นหนึ่งการแสดงออกของเขามันเร่าร้อนราวกับต้องการเผาร่างเล็กให้ไหม้เป็นจุณ สะโพกยังขยับเคลื่อนไหวอยู่ตลอด มันร้ายยิ่งกว่าพายุทอร์นาโด หยาดเหงื่อผุดพรายเต็มใบหน้าของคนทั้งคู่ถึงมันจะอบอวลด้วยความหอมหวานในบางขณะ แต่บางครั้งก็อยากจะร้องไห้ เนื่องจากบทรักของเขามันร้าย ที่สำคัญมันดึงศักดิ์ศรีของหล่อนให้พังพินาศลงไปหมดในวินาทีนี้ความเสียใจจึงคืบคลานเข้าหาและปวริศาไม่รู้ว่าพายุลูกนี้จะจบลงอย่างไรกว่าเปลือกตาบางจะกะพริบถี่และเปิดขึ้นก็เป็นช่วงสายของเช้าวันใหม่ ในห้องนี้เหลือไว้แต่ความมืดเพราะม่านสีทึบยังถูกปิดและทิ้งกลิ่นจางๆของควันบุหรี่ ซึ่งคงมาจากเขา“ฮึก…”ปวริศาริมฝีปากสั่นระริกอย่างคนพ่ายแพ้ น้ำตาที่เหือดแห้งไปมันกลับมาอีกหน ครั้งนี้หนักกว่าเก่า เพราะในครั้
ดวงตาของปวริศาฉายแววตัดพ้อ แต่ก็ไม่ได้หันกลับไป เพราะมันคงไม่สามารถแทงทะลุทะลวงเข้าไปข้างในใจของภาธรได้ ปวริศาเลือกที่จะเดินต่อไปแถมยังก้าวเร็วๆภาธรกดยิ้มร้ายก่อนจะหมุนตัวกลับไปมองยังนอกหน้าต่างอีกหน พร้อมความเครียดที่ผ่านเข้ามาในหัวให้ต้องคิดทบทวนอีกรอบถึงแม้ภาธรจะยอมรับข้อตกลงแล้ว ปวริศาก็ยังอดกังวลไม่ได้ เนื่องจากกลัวว่าเขาจะไม่มา หญิงสาวมาชะเง้อคอยที่หน้าบ้าน ในตอนนี้อาหารทุกอย่างได้ปรุงเสร็จอย่างเรียบร้อยแล้วรอยยิ้มบางๆผุดขึ้นเมื่อเห็นเขาก้าวเข้ามาในบ้านแล้ว ยอมรับว่าโล่งใจเป็นที่สุด แต่มันก็เป็นแค่เปลาะแรกเท่านั้น“ทำไมวันนี้ไม่รับโทรศัพท์พ่อเลยเจ้าธร”ใบหน้าของสรวิศมีรอยยิ้มขณะเข้าไปทักทายลูกชาย แม้ประโยคที่ถามจะน้อยใจ มันก็เพียงเล็กน้อยเท่านั้น เพราะรู้ดีว่าเขาไม่มีสิทธิ์ จากความสัมพันธ์พ่อและลูกที่ไม่ได้คืบหน้าภาธรไม่ตอบได้แต่วางสีหน้าเรียบเฉยด้วยไม่อยากให้สถานการณ์ตึงเครียด ผู้เป็นพ่อจึงหยุดการซักถาม “ไปกินข้าวกันเถอะ วันนี้หนูหวานทำของโปรดของแกไว้ให้”บทสนทนาบนโต๊ะอาหารมีไม่มากนัก ส่วนใหญ่แล้วจะเป็นสรวิศที่พูดอยู่คนเดียว มีภาธรขานรับในบางคำถามเท่านั้นส่วนปวริศาก็ภาวนา
“มีอะไรมาแลกเปลี่ยนล่ะ หัวใจเธอไม่เอาแล้วนะ มันไม่มีราคา” ถ้อยคำนี้ยิ่งกว่ามีคนเอาค้อนมาทุบศีรษะเสียอีก เขากำลังเปรียบว่าหัวใจเธอไร้ค่าสินะ“อยากได้อะไร หวานให้หมด”ภาธรนึกขันยิ่งนัก การยื้อเวลามันเปล่าประโยชน์ บุรุษตัวโตถอยห่างโดยไม่ได้ตอบอะไร พร้อมนึกสนุกกับสิ่งที่ร่างบางคิดจะทำเมื่อถึงเวลากลับ สรวิศก็เดินมาส่งลูกชายถึงหน้าบ้าน“ถ้าเป็นเยอะไปหาหมอนะเจ้าธร อย่าปล่อยไว้” ถึงจะวางสีหน้าเรียบ ครั้งนี้ภาธรขานรับ“ครับ”แล้วคนสูงอายุที่สุดก็หันไปหาลูกสะใภ้“หนูหวานจะอยู่ค้างที่นี่หรือ” เพราะแทนที่จะไปยืนข้างลูกชาย เจ้าหล่อนกลับมายืนข้างๆเขาแทนเหมือนมายืนส่ง“ค่ะ”“ไม่ต้องอยู่เป็นเพื่อนลุงหรอก กลับไปดูแลเจ้าธรที่บ้านเถอะ”ถึงอยากจะแย้ง ทว่าดูจากสถานการณ์แล้วทำตามคงดีที่สุด เพื่อไม่ให้ท่านสงสัยได้ หญิงสาวเดินตามภาธรมาขึ้นรถและนั่งเงียบจนใกล้จะถึงที่หล่อนต้องการลง“หวานจะขอลงตรงปากซอย” เพราะตอนนี้ไม่ได้อาศัยอยู่ที่บ้านหลังนั้นอีกแล้ว ที่สำคัญมันก็ไม่มีเหตุผลให้ต้องทนนั่งอึดอัดไปตลอดทาง และเธอก็ไม่อยากให้เขารู้ที่อยู่ปัจจุบันด้วย“ไม่อยากจะกลับบ้านฉันแล้วหรือ…ไปทำหน้าที่ที่พ่อฉันอยากให้ทำ”“
“เสร็จแล้วก็กลับไป”แทนที่ได้รับเอกสารนั้นคืนแล้วจะกลับ ปวริศากลับยังไม่ยอมขยับเท้า ตอนนี้เขาต้องการจะล้มตัวลงนอนเป็นที่สุด เพราะใกล้จะพยุงตัวเองไม่ได้แล้วที่ปวริศายังไม่ไป เพราะใจเจ้ากรรมดันอยากจะถามถึงอาการเขาเสียงนั้นก็ต้องกลืนหายไปในลำคอเพราะมีเสียงหนึ่งแทรกขึ้นมา ทำเอาใจเซล้ม“ใครมาหรือคะธร”“พนักงานเอาเอกสารมาให้เซ็นครับ” ถึงภาธรจะไม่เอ่ยชื่อ เสียงที่หวานปานระฆังแก้วแบบนี้หล่อนจำได้แม่นว่าคือ มาติกา…อดีตคนที่เขารักและคงยังรักจนถึงปัจจุบันเนื้อตัวและหัวใจของหญิงสาวชาไปทั่ว พร้อมกับคำสบถที่ก่อขึ้นในใจ เธอยังเจ็บไม่จำ อยากจะไปห่วงหาเขาทั้งที่เขาไม่เคยต้องการ เธอมันโง่เองไม่ได้เจ็บแค่นั้น สถานะที่เขาให้ก็เจ็บไม่แพ้กัน พนักงานส่งเอกสารหรือ...“หรืออยากจะเข้ามา” ไม่พูดเปล่า ภาธรยังคว้าข้อมือเล็กทำท่าจะดึงให้เข้าห้อง สีหน้าแววตาของเขาดูกรุ้มกรุ่มด้วยความร้ายอย่างไม่อาจจะคาดเดาได้“หวานไม่เข้า”หล่อนสะบัดมือออกแล้วรีบเดินหนี เธอก้าวไปให้ไว้ที่สุดและทันทีที่พ้นจากสายตาเขา หญิงสาวก็เกือบจะทรงตัวไม่อยู่เจ้าหล่อนก็สูดลมหายใจเข้าลึกแล้วบอกตัวเองว่าอย่าให้เขาชนะ เพราะรู้ว่าบุรุษใจร้ายต้อง
ปวริศาเร่งเดินตามกลุ่มของเพื่อนร่วมงาน และพอหย่อนก้นลงนั่งบนเก้าอี้ที่ร้านประจำทุกคนก็หันมามองพร้อมกับสายตามีคำถามกันทุกคน เพียงยังไม่มีใครกล้าเอ่ยปากถามออกมา เนื่องด้วยกลัวกระทบความรู้สึก“หวานหย่าแล้วค่ะ คุณธรเป็นอิสระ” ร่างบางพูดออกไป ไม่จำเป็นต้องมีใครถามออกมา แค่มองตาก็พอรู้ได้ พร้อมกับต้องยิ้ม เพราะมันคือการให้กำลังใจตัวเองที่ดีของหล่อน“ไหวหรือเปล่า พวกพี่ยินดีให้หวานระบายนะ” หนึ่งในนั้นเอ่ยขึ้นมาอย่างเห็นอกเห็นใจ ขนาดได้ใช้นามสกุลร่วมกัน ก็ยังแทบจะไม่ให้ความสำคัญ ตอนนี้ไม่ต้องพูดถึงว่าปวริศาจะต้องเจอกับอะไร“หวานไหวค่ะ” ใบหน้าเคล้าความเศร้า ปวริศาไม่อยากให้ทุกคนเป็นห่วงไปมากกว่านี้ ที่สำคัญภาธรจะไม่ได้เห็นน้ำตาเม็ดร้อนๆ หรือดวงตาที่อ่อนไหวอีก“แล้วคุณท่าน…” ผู้หญิงคนเดิมถามต่อ“ยังไม่ทราบ หวานขอให้คุณธรยังไม่บอก หวานจะหาเวลาเหมาะ ๆ บอกเอง” ตอนนี้ก็ได้แต่ไปสอบถามอาการของสรวิศจากนางพยาบาลเป็นระยะ เธออยากให้ท่านดีขึ้นไวๆ แม้ว่าหนึ่งในความห่วงใยนั้นจะมีความอยากเป็นอิสระจ
บทที่ 4บีบหัวใจหลายวันผ่านมา...เช้าวันนี้ปวริศาเร่งออกจากบ้านเพื่อไปที่ทำงาน เธอหวังว่าอย่างน้อยการหลีกเลี่ยงเจอหน้าของภาธรสักระยะ คงจะทำให้เธอคลายทุกข์ไปบ้าง แม้รู้ว่าวิธีนี้ไม่ใช่ทางแก้ไขไม่ถึงยี่สิบนาทีจากเวลาเริ่มงาน ความหวังของปวริศาก็พังทลายลง เพราะตอนนี้ภาธรมายืนอยู่ตรงหน้ากันแล้ว แถมข้างกายก็มีมาติกายืนอยู่ด้วย“ผมพาพนักงานใหม่มาแนะนำ”ภาธรบอกจุดประสงค์ที่มายังแผนกนี้ ส่วนมาติกานั้นพนมมือทั้งสิบขึ้นแล้วไหว้อย่างมีมารยาทกับทุกคน พร้อมกับโปรยรอยยิ้ม“คุณป่านนั่งตรงนี้นะครับ เดี๋ยวผมจะสอนงานให้เองครับ”ศรันย์หัวหน้าของแผนกออกไปรับพร้อมบอกตำแหน่งโต๊ะทำงานของมาติกาที่ถูกจัดให้ไว้แล้ว ทุกคนมองด้วยความประหลาดใจและอึ้งๆ เพราะไม่คาดคิดว่าพนักงานใหม่จะเป็นอดีตคนที่เจ้านายรัก พวกเธอคิดกันว่าคือคนของมารดาภาธรเสียอีกเสียงเข้มที่สั่งออกมาไม่ต่างจากคำประกาศิตทำให้ศรันย์หยุดชะงัก“ปวริศาต้องเป็นคนสอนงาน”“เอ่อ...คือ”ศรันย์ทำสีหน้ารู้สึกแย่เพราะรู้ดี
“ใครว่าจะลงมาส่ง จะช่วยเก็บของ”“เก็บของทำไมคะ หวานไม่ได้จะไปไหนและไม่ไปด้วย” หญิงสาวกลัวว่าเขายังจะลากเธอไปทำร้ายความรู้สึกอีก“ป่านจะย้ายเข้าไปอยู่ที่บ้าน ไม่มีคนดูแลป่าน ช่วยไปดูแลหน่อย”“เกมของคุณธรควรจบได้แล้วและหวานจะไม่เป็นตัวแทนให้ใครอีกแล้ว” ปวริศาสวนกลับไปพร้อมกับส่ายหน้าปฏิเสธ ดวงตาก็ดูกระด้างขึ้นแต่นั่นเธอปั้นเพื่อหลอกเขา“ยังไงเธอก็ไม่มีสิทธิ์เป็นตัวแทนแล้วละหวาน เพราะฉันมีตัวจริงแล้ว แต่เกมของเรายังจบง่ายๆไม่ได้หรอก ชดใช้ให้ฉันต่ออีกหน่อยสิ แค่นี้ฉันยังไม่พอใจเลย จนกว่าจะจบงานแต่งแล้วกัน” ภาธรพูดเหมือนทุกเรื่องเป็นเรื่องง่ายหญิงสาวรู้ว่าบุรุษคนนี้ตั้งใจจะบีบหัวใจกันให้แหลก การเข้าไปที่นั่นทำให้แผลขยายกว้างด้วยฝีมือเขา คงไม่มีทางบรรเทาได้ การที่จะคุกเข่าอ้อนวอนเขาเธอไม่คิดจะทำและเขาเองก็ไม่มีวันเห็นใจ“ถ้าคุณธรอยากได้แบบนั้นหวานจะเข้าไปเก็บเอง แต่รู้เอาไว้ว่าหวานก็จะรอเวลาที่เป็นอิสระใจจะขาด” หญิงสาวเชื่อว่าความชังของเขาที่มีต่อกันคงมากมายเท่าภูเขาลูกโต“ดี” เขาว่าสั้นๆ แถมยังยักไหล่“อย่าร้องไห้ด้วยล่ะ ฉันไม่ว่างเช็ดน้ำตาให้”“ถ้าหวานร้อง หวานก็มีมือเช็ดน้ำตาเองได้” ดวง
“ธร…”ส่วนมาติการ้องค้านเสียงสั่น พร้อมส่ายศีรษะเพื่อหยุดยั้งความคิดของภาธร เพราะรู้ว่าภาธรถ้าจะดีก็ดีหมดใจ ถ้าร้ายก็ร้ายจนน่าเข็ดขยาด“กังวลแต่เรื่องของตัวเองพอครับ ไม่ต้องไปกังวลเรื่องของคนอื่น” เพราะรู้ว่ามาติกากำลังร้องห้ามสิ่งที่เขากำลังคิดจะทำ และเน้นคำว่าคนอื่นเสียงดังมาติกายังยืนนิ่งและส่ายหน้าเช่นเดิม ให้กังวลแต่เรื่องของตัวเองได้อย่างไร ในเมื่อกำลังจะบีบหัวใจผู้หญิงอีกคนให้แหลก หากยังเมินเฉยต่อคงไม่ต่างจากคนเลว ซึ่งเธอไม่อยากเป็น“ขึ้นไปรอผมข้างบนครับ เราตกลงกันแล้ว” ดวงตาของชายหนุ่มขรึมขึ้นและทำให้มาติกาไม่กล้าปฏิเสธ เพราะข้อตกลงบางอย่างได้ถูกกำหนดแล้ว“ต้องเอาคืนหวานถึงขนาดนี้เลยหรือคะคุณธร หวานไม่อยากขึ้นไป” เธอคิดว่าเจ้าสาวของเขาคือคนของภคนันท์เสียอีก“ได้สิ แต่เธอต้องโทร.ไปบอกความจริงพ่อฉันตอนนี้”เมื่อเขาขู่ด้วยวิธีนี้ หล่อนก็หมดหนทางที่จะต่อต้าน แต่เชื่อเถอะว่าเธอจะไม่ให้เขาใช้มันตลอด หล่อนขอแค่ผู้มีพระคุณอาการดีขึ้นกว่านี้แล้วการเป็นลูกเบี้ยของเขามัน
“ดีแล้ว งั้นลุงไม่กวน”พอปวริศากดวางสาย ภาธรก็โพล่งออกมา “ทำไมไม่บอกพ่อฉันไปล่ะ ว่าเธอมาเลือกชุดเพื่อนเจ้าสาวต่างหาก” ถึงแม้ว่าจะไม่ได้ยินมันทั้งหมด แต่เขาเชื่อว่าคิดถูกปวริศาเลือกไม่ตอบใดๆและกำลังจะเบี่ยงตัวหนีเพื่อเข้าไปเปลี่ยนเป็นชุดเดิมเพราะตอนนี้สิ่งที่เขาต้องการเธอทำให้แล้ว เขาได้สมใจกับการที่อยากเห็นเธออยู่ในชุดเพื่อนเจ้าสาว โดยตลอดเวลาที่ลองชุด เขาเอาแต่ทำร้ายจิตใจกันคนที่กำลังเดินหนีกลับต้องหยุดแล้วหันไปมองเขาอย่างฉับไวจากคำพูดหนึ่งของภาธร“พรุ่งนี้เก็บเสื้อผ้าเตรียมไว้สักชุด”“จะให้หวานไปไหน”“ปางไม้สิวาลัย”คนฟังใจร่วงหล่นไปที่พื้น เพราะนั่นคือที่อยู่ของมาติกา นี่ผู้ชายตรงหน้าคิดจะทำอะไรอีก จะพาไปที่นั่นทำไม หรือว่าต้องการจะทำอะไรเพื่อให้เธอเจ็บอีก“จะพาหวานไปที่นั่นทำไมคะ” เธอระงับอาการสั่นและถามสวน
“หวานขอโทษที่ยังอยู่ให้เห็นค่ะ”ตะกอนอารมณ์นั้นคงเป็นเพราะเธอ พร้อมกับเร่งชักเท้าเดินตรงไปที่ประตู ภาธรกลับมาขวาง แถมพอขยับหนีก็ถูกเขารวบตัวไว้“จะทำอะไรหวานคะ ปล่อยหวานนะ หวานไม่เป็นคุณป่านให้คุณแล้ว” ปวริศาต่อต้านและทำสุดความสามารถที่จะหลุดจากอ้อมกอดที่มีแต่ทำให้เจ็บ“แสลงใจ?” เสียงเข้มร้องถาม สีหน้าวาววับไปด้วยเล่ห์กล แต่ก็มีความเยาะหยันออกมาให้เห็น“ค่ะ”เธอไม่คิดจะปฏิเสธในเมื่อมันคือความจริง ใครบ้างหากเจอเหตุการณ์แบบนี้แล้วจะไม่แสลงใจ “ถ้าพอใจคำตอบแล้วปล่อยหวานด้วยค่ะ การเป็นตัวแทนของหวานมันจบลงแล้ว”“ฮือ จบหรือ ไม่จบหรอก…ถ้าฉันยังไม่ยอม”“แต่หวานไม่เล่นด้วยแล้ว ปล่อยหวานค่ะ หวานจะกลับ” คราวนี้หล่อนเสียงแข็ง เพราะรู้แล้วว่าใช้ไม้อ่อนหรือน้ำเสียงวอนขอยังไง คนอย่างภาธรก็ไม่มีทางเห็นใจ“ก่อนกลับ ฟังอีกข่าวก่อนนะ งานแต่งกำลังถูกเลื่อนขึ้นให้เร็วกว่าเดิม” ถ้อยคำยืดยาวนี้เองที่ทำให้ร่างเล็กหยุดกึกไม่ต่างจากสวิตช์ไฟที่ถูกปิด
“ในเมื่อเลือกจะทำให้หวานเจ็บแล้ว ก็ช่วยดูแลตัวเองดีๆ หน่อยได้ไหมคะ”“ห่วงฉัน อยากให้ฉันหาย?” เขาถามพร้อมเลิกคิ้วขึ้น และคำตอบก็คือการพยักหน้าของปวริศาไม่นานนัยน์ตาดำขลับของภาธรก็วาวขึ้น ก่อนจะก้มลงไปแนบชิดใบหน้าหวานละมุนแต่ติดเศร้าพร้อมกับกระซิบที่ข้างหูของเจ้าหล่อน“งั้นช่วยเป็นป่านให้ฉันสักวันสิ”ไม่พอยังจงใจยิ้มยั่ว ซึ่งประโยคนี้มีพลังทำลายล้างได้เป็นอย่างดี“จะทำลายหัวใจของหวานไปถึงไหน” แทบน้ำตาไหล ดีที่ห้ามมันอยู่“จนกว่าจะมอดไหม้” ภาธรสวนกลับอย่างไม่ไยดียิ่งเงยหน้าสบตาปวริศาก็ยิ่งเจ็บลึก บางทีก็นึกอยากจะเอามีดมากรีดแหวกหัวใจภาธรดูว่ายังเต้นหรือไม่ ทำไมถึงใจร้ายเยี่ยงนี้“เลือกมา ไม่งั้นก็กลับไป”“ถ้านี่คือการชดใช้ คืนนี้หวานจะเป็นคุณป่านให้คุณ”“ตกลง”เพียงจบคำ
“เสร็จแล้วก็กลับไป”แทนที่ได้รับเอกสารนั้นคืนแล้วจะกลับ ปวริศากลับยังไม่ยอมขยับเท้า ตอนนี้เขาต้องการจะล้มตัวลงนอนเป็นที่สุด เพราะใกล้จะพยุงตัวเองไม่ได้แล้วที่ปวริศายังไม่ไป เพราะใจเจ้ากรรมดันอยากจะถามถึงอาการเขาเสียงนั้นก็ต้องกลืนหายไปในลำคอเพราะมีเสียงหนึ่งแทรกขึ้นมา ทำเอาใจเซล้ม“ใครมาหรือคะธร”“พนักงานเอาเอกสารมาให้เซ็นครับ” ถึงภาธรจะไม่เอ่ยชื่อ เสียงที่หวานปานระฆังแก้วแบบนี้หล่อนจำได้แม่นว่าคือ มาติกา…อดีตคนที่เขารักและคงยังรักจนถึงปัจจุบันเนื้อตัวและหัวใจของหญิงสาวชาไปทั่ว พร้อมกับคำสบถที่ก่อขึ้นในใจ เธอยังเจ็บไม่จำ อยากจะไปห่วงหาเขาทั้งที่เขาไม่เคยต้องการ เธอมันโง่เองไม่ได้เจ็บแค่นั้น สถานะที่เขาให้ก็เจ็บไม่แพ้กัน พนักงานส่งเอกสารหรือ...“หรืออยากจะเข้ามา” ไม่พูดเปล่า ภาธรยังคว้าข้อมือเล็กทำท่าจะดึงให้เข้าห้อง สีหน้าแววตาของเขาดูกรุ้มกรุ่มด้วยความร้ายอย่างไม่อาจจะคาดเดาได้“หวานไม่เข้า”หล่อนสะบัดมือออกแล้วรีบเดินหนี เธอก้าวไปให้ไว้ที่สุดและทันทีที่พ้นจากสายตาเขา หญิงสาวก็เกือบจะทรงตัวไม่อยู่เจ้าหล่อนก็สูดลมหายใจเข้าลึกแล้วบอกตัวเองว่าอย่าให้เขาชนะ เพราะรู้ว่าบุรุษใจร้ายต้อง
“มีอะไรมาแลกเปลี่ยนล่ะ หัวใจเธอไม่เอาแล้วนะ มันไม่มีราคา” ถ้อยคำนี้ยิ่งกว่ามีคนเอาค้อนมาทุบศีรษะเสียอีก เขากำลังเปรียบว่าหัวใจเธอไร้ค่าสินะ“อยากได้อะไร หวานให้หมด”ภาธรนึกขันยิ่งนัก การยื้อเวลามันเปล่าประโยชน์ บุรุษตัวโตถอยห่างโดยไม่ได้ตอบอะไร พร้อมนึกสนุกกับสิ่งที่ร่างบางคิดจะทำเมื่อถึงเวลากลับ สรวิศก็เดินมาส่งลูกชายถึงหน้าบ้าน“ถ้าเป็นเยอะไปหาหมอนะเจ้าธร อย่าปล่อยไว้” ถึงจะวางสีหน้าเรียบ ครั้งนี้ภาธรขานรับ“ครับ”แล้วคนสูงอายุที่สุดก็หันไปหาลูกสะใภ้“หนูหวานจะอยู่ค้างที่นี่หรือ” เพราะแทนที่จะไปยืนข้างลูกชาย เจ้าหล่อนกลับมายืนข้างๆเขาแทนเหมือนมายืนส่ง“ค่ะ”“ไม่ต้องอยู่เป็นเพื่อนลุงหรอก กลับไปดูแลเจ้าธรที่บ้านเถอะ”ถึงอยากจะแย้ง ทว่าดูจากสถานการณ์แล้วทำตามคงดีที่สุด เพื่อไม่ให้ท่านสงสัยได้ หญิงสาวเดินตามภาธรมาขึ้นรถและนั่งเงียบจนใกล้จะถึงที่หล่อนต้องการลง“หวานจะขอลงตรงปากซอย” เพราะตอนนี้ไม่ได้อาศัยอยู่ที่บ้านหลังนั้นอีกแล้ว ที่สำคัญมันก็ไม่มีเหตุผลให้ต้องทนนั่งอึดอัดไปตลอดทาง และเธอก็ไม่อยากให้เขารู้ที่อยู่ปัจจุบันด้วย“ไม่อยากจะกลับบ้านฉันแล้วหรือ…ไปทำหน้าที่ที่พ่อฉันอยากให้ทำ”“