แม่นมฝูทายาบนแก้มนวลด้วยความระมัดระวัง หญิงชราจ้องมองรอยแดงนั่นอย่างเจ็บปวด คุณหนูถูกเลี้ยงดูอย่างกับไข่มุกในกำมือ ความเจ็บซ้ำใจแม้แต่นิดก็ไม่เคยได้พบพาน
เห็นขอบตาแดงๆ ของแม่นม น้ำตาเอ่อล้นพร้อมกำลังจะทะลักออกมาเฉียวเวยเวยจึงพูดขึ้น
“แม่นม ข้าไม่เป็นไร...ข้าไม่เจ็บแล้ว”
แม่นมฝูก้มหน้าสูดหายใจเข้าลึกแล้วพูดขึ้น
“คุณหนู บ่าวสั่งให้ทุกคนเตรียมพร้อมแล้ว คฤหาสน์ที่นอกเมืองก็เก็บกวาดเรียบร้อยแล้วเจ้าค่ะ หรือท่านจะเดินทางนำหน้าไปก่อน ที่นี่ให้บ่าวอยู่รอหนังสือหย่าดีไหมเจ้าคะ”
“ไม่เป็นไร จัดการที่นี่ให้เรียบร้อยเสียก่อน”
นางยอมเจ็บเพื่อให้จบ หากไม่จบก็ต้องถึงคราวได้อับอาย อย่างไรสิ่งที่นางขู่ไป นางมั่นใจหลีเซียวหยวนไม่มีทางนำวงศ์ตระกูลมาเสี่ยงแน่นอน
เป็นอย่างที่คิด ไม่ถึงหนึ่งเค่อพ่อบ้านก็นำหนังสือมาส่ง ชายชราคุกเข่าด้วยความสำรวมพลางยกหนังสือหย่าออกไปพูดขึ้น
“นายท่านฝากคำกล่าวมา หากฮูหยินน้อยจะเปลี่ยนใจเพียงฉีกหนังสือฉบับนี้ทิ้ง นายท่านจะถือว่าวันนี้ไม่มีเหตุการณ์ใดๆ เกิดขึ้นขอรับ”
เฉียวเวยเวยเดินออกไปรับหนังสือจากมือพ่อบ้านด้วยตนเอง นางเปิดอ่านดูข้อความข้างในยกปากยิ้มอย่างพอใจ ดียิ่งที่นางไม่ต้องใช้แผนสอง
เมื่อได้สิ่งที่ต้องการจะเปลี่ยนใจได้อย่างไร นางเงยหน้าขึ้น
“กลับไปบอกท่านเสนาบดี ที่ผ่านมาถือว่าเป็นการสร้างกุศลร่วมกันข้าไม่ติดใจสิ่งใด จากนี้ขอให้เขาดูแลตนเองให้ดี”
คำพูดของเฉียวเวยเวยคล้ายคำอำลาที่กลั่นออกมาจากหัวใจ นางกล่าวแทนเฉียวเวยเวยตัวจริง
เมื่อชำเลืองมองไปก็เห็นแม่นมฝูกำลังยิ้มด้วยน้ำตา
“คุณหนู บ่าวเตรียมรถม้าไว้พร้อมแล้วเจ้าค่ะ ท่านเดินทางไปก่อน ที่นี่บ่าวจะจัดการเก็บของให้เรียบร้อย”
“ฮืม...แม่นม...ข้าฝากด้วย”
ไม่ทันที่พ่อบ้านจะออกจากเรือนของเฉียวเวยเวย หญิงสาวก็ออกจากจวนไปเสียก่อน
คืนนั้น จวนเสนาบดีก็เกิดคลื่นโหมกระหน่ำ เหล่าผู้อาวุโสต่างแตกตื่น เฉียวเวยเวย สะใภ้ผู้นี้ แม้จะไม่ถูกใจชาติตระกูล ทว่าทุกคนต่างรู้อยู่แก่ใจหลายปีมานี้จวนเสนาบดีอยู่ดีมีสุขก็เพราะสินเดิมของสะใภ้ ไม่ทันได้เอ่ยปากจะยับยั้งก็ไม่ทันกาลเสียแล้ว
คฤหาสน์ตระกูลเฉียว
ไม่ว่าจะเป็นยุคสมัยใด การมีบ้าน เป็นความรู้สึกที่พิเศษ
เฉียวเวยเวยพลางเดินทอดน่องไปอย่างเชื่องช้าพลางฟังเสียงม่านม่านบรรยายห้องและเรือนต่าง ๆ ในคฤหาสน์อย่างรื่นรมย์
เมื่อไปถึงเรือนพัก ชิงชิง ก็ออกมายืนยิ้มต้อนรับพร้อมบ่าวไพร่กลุ่มหนึ่งที่ยืนเรียงรายอย่างเป็นระเบียบ เมื่อเฉียวเวยเวยเดินเข้าไปใกล้นางก็ถอดเสื้อคลุมออกแล้วแล้วพูดขึ้น
“คุณหนู บ่าวเตรียมน้ำอุ่นไว้เรียบร้อยแล้วเจ้าค่ะ”
“ฮืม...ขอบใจพวกเจ้าทุกคนมาก”
ค่ำคืนนั้น หญิงสาวนอนหลับลึกด้วยความรู้สึกผ่อนคลาย เมื่อแสงตะวันเริ่มสาดส่องนางจึงได้ยินเสียงกระซิบสั่งการของแม่นมฝูอยู่ข้างนอก
นางลุกจึงลุกขึ้น ให้ม่านม่านและชิงชิงก็รีบยกน้ำล้างหน้าเข้ามา
“ยังเก็บของไม่เสร็จอีกหรือ”
“กำลังจะเสร็จแล้วเจ้าค่ะ เมื่อคืนแม่นมฝูกลัวจะรบกวนคุณหนูจึงยังไม่ได้จัดเก็บเจ้าค่ะ”
“คุณหนูบ่าวเข้าไปนะเจ้าค่ะ” สิ้นเสียงบ่าวหน้าห้องก็เลิกผ้าม่านขึ้นปรากฏกายหญิงชราแม่นมฝู นางชำเลืองมองคุณหนูด้วยสายตาอ่อนโยน
“คุณหนูวันนี้เป็นอย่างไรบ้างเจ้าค่ะ”
เฉียวเวยเวยลุกขึ้นให้ม่านม่านจัดแต่งกายให้ พลางหันมาพูด
“หลับสบายยิ่งนัก...ข้าไม่รู้สึกปลอดโปร่งเช่นนี้มานาน... ทว่าตอนนี้ข้าเป็นสตรีที่หย่าสามี หาใช่สตรีอ่อนเยาว์เช่นวันวาน ... ต่อไปพวกท่านก็เรียกข้าว่านายหญิงเถิด”
เฉียวเวยเวยหาใช่ดูถูกตัวเอง ทว่านางไม่ชินกับคำเรียกคุณหนูเท่าไรนัก อย่างไรนางก็เป็นเจ้าของร้านค้ามากมายเช่นนั้นเป็นนายหญิงน่าจะเหมาะกว่า
แม่นมฝูก้มหน้าไตร่ตรองอยู่ครู่หนึ่ง หากเรียกนายหญิงเฉียวย่อมเกี่ยวพันธ์ถึงตระกูลเฉียว ในเมื่อคุณหนูแต่งออกมาแล้วย่อมสามารถสร้างเรียงนามใหม่ได้ นางจึงตัดสินใจเอ่ยขึ้น
“คุณหนู...เอ่อ..นายหญิง..เช่นนั้นบ่าวเรียกคุณหนูว่านายหญิงเวยนะดีหรือไม่เจ้าคะ”
เสียงแม่นมฝูเต็มไปด้วยความระมัดระวัง
“ฮืม ... นายหญิงเวย...ดีเหมือนกันข้าชอบ”
แม่นมฝูยิ้มกว้างอย่างยินดี
“นายหญิงเช่นนั้นวันนี้...ถือว่าเป็นวันมงคล ท่านไปไหว้พระขอพรเสริมบารมีดีหรือไม่เจ้าคะ”
เวยเวยกระพริบตานิ่งตรึกตรอง แล้วก็พูดขึ้น
“ฮืม..ดีเหมือนกัน เอาตามที่แม่นมกล่าว”
“เช่นนั้น..บ่าวไปเตรียมเดินทางสักครู่นะเจ้าค่ะ”
แม่นมฝูรับคำสั่งอย่างกระตือรือร้นก่อนออกไปยังกำชับบ่าวรับใช้ให้จัดการดูแลเฉียวเวยเวยให้ดี
แสงแดดเริ่มทอแสงอ่อน เฉียวเวยเวยรับประทานอาหารเช้าเสร็จก็ออกเดินทาง ขบวนเดินทางไม่ใหญ่โตมีเพียงรถม้าคันเดียวเท่านั้น แม้จะมีความทรงจำของเจ้าของร่างแต่เฉียวเวยเวยก็อยากจะมองและซึมซับโลกใบใหม่ชีวิตใหม่ที่ตนเองต้องดำเนินชีวิตอยู่ นางเลิกผ้าม่านดูภายนอกด้วยความสนอกสนใจ
เมื่อยามเส้นทางที่รถม้าเคลื่อนผ่านเขตชุมชน ชาวบ้านเมื่อเห็นรถม้าของผู้สูงศักดิ์ก็พาหลบหลีก ก้มหน้าลงมีเพียงเด็กเล็ก ๆ ที่กล้าเงยหน้าขึ้นมอง เฉียวเวยเวยยิ้มให้เด็กสาวตัวน้อยด้วยรอยยิ้มอ่อนละมุน ความงามเจิดจ้าของนางทำให้เด็กตัวน้อย ดวงตาเบิกกว้าง
“ท่านแม่...สตรีผู้นั้นงดงามยิ่งนัก” มารดาของเด็กที่กำลังก้มหน้าได้ยินเสียงของบุตรสาวก็สะดุ้งตื่นตกใจ รีบกดศรีษะบุตรสาวลงพร้อมคุกเข่าของอภัยอย่างร้อนรน แม้ท่าทางของหญิงงามหาได้ใส่ใจถือความ ทว่ามารดาเด็กผู้นั้นก็ไม่ลดความหวาดระแวง
แววตาของเฉียวเวยเวยสลดลอบทอดถอนใจ ยิ้มมุมปากบางๆ ไม่ว่าจะยุคสมัยใดท่ามกลางผู้สูงศักดิ์ก็ยังมีความผู้ยากไร้ ความเหลือบล้ำก็มีมากเช่นเดิม
หญิงสาวปิดม่านลงด้วยความเบื่อหน่ายเล็กน้อย พลางคิดหลังจากไปไหว้พระ นางจะต้องไปดูกิจการที่ตระกูลมอบให้เป็นสินเดิมเสียสักหน่อยจากนั้นก็วางแผนท่องเที่ยวในเมื่อได้มีโอกาสได้ใช้ชีวิตก็ย่อมต้องใช้
วัดเสาหลางอยู่บนภูเขาสูงบรรยากาศร่มรื่นเย็นสบาย เฉียวเวยเวยชำเลืองมองไปรอบๆด้วยความรู้สึกเบากายสบายใจ วันนี้ไม่ใช่วันพิเศษทำให้ไม่มีผู้คนเท่าใดนัก หน้าองค์พระใหญ่มีเพียงสตรีวัยกลางคนผู้หนึ่งข้างกายนางมีเด็กอีก 2 คน
เฉียวเวยเวยไม่ได้ถือว่าตนเองเป็นผู้สูงศักดิ์ นางยกมือบอกให้บ่าวไพร่ถอยไป มาไหว้พระครั้งนี้นางตั้งใจมาขอพรด้วยศรัทธานางคุกเข่นขยับกายเข้าไปจุดธูปเทียนไหว้พระด้วยตนเอง เพราะนั่งไม่ห่างจากสามแม่ลูกเท่าไรนัก จึงได้ยินเสียงแว่วคุยกระซิบของพวกเขา
“เยว่เออร์...ไม่ต้องกังวลแม่จะดูแลพวกเจ้าเอง”
“พี่ก็จะดูแลเจ้าด้วย”
แม้ไม่ได้ตั้งใจฟัง ทว่าหลังได้ยินอีกหลายประโยค เฉียวเวยเวยก็จับใจความได้ว่า สตรีผู้นี้ถูกตระกูลสามีแยกบ้านทอดทิ้ง นางชำเลืองมองสามแม่ลูกเล็กน้อย ทั้งสามคนล้วนร่างกายผ่ายผอมเสื้อผ้าขาดรุ่ย คล้ายเด็กชายรู้สึกถึงสายตาที่จ้องมอง
ดวงตาคมเหลือบขึ้นสบตากับเฉียวเวยเวยตรง ๆ
แววตาลุ่มลึกกระจางใสไร้ซึ่งความไร้เดียงสาอย่างที่เด็กควรจะมี เฉียวเวยเวยตกตะลึงอยู่ครู่หนึ่งมุมปากยกขึ้นน้อย ๆ ทำให้เด็กชายได้สติ เขารีบก้มหน้าลงท่าทางเปลี่ยนไปไร้ความเย่อหยิ่งอวดดี แม้จะรู้สึกสนใจเด็กชายมากเพียงใด ด้วยขนบธรรมเนียมเฉียวเวยเวยก็ไม่อาจจะจะไถ่ถามอย่างตรงไปตรงมาได้ นางดึงสายตากลับพร้อมตั้งใจไหว้พระขอพรด้วยจิตมั่นศรัทธาแทน
“ท่านแม่ข้าหิว” ผู้เป็นมารดาหันมากอดบุตรสาวเอ่ยพูดน้ำเสียงอ่อนโยน
“ซินเอ๋อร์ของแม่อดทนอีกนิด แม่จะพาเจ้ากลับบ้านไปกินข้าวเดี๋ยวนี้”
ฉีซาหลุบตามลงด้วยความอ่อนใจอ่อนล้า ข้าวของมารดาก็เป็นน้ำต้มใสๆ เท่านั้น ครอบครัวในชาตินี้ช่างยากจนเหลือเกิน เขาชำเลืองมองไปยังกลุ่มของเฉียวเวยเวย
สตรีผู้นั้นร่ำรวยยิ่งนัก
ขณะนั้นก็มีบ่าวผู้หนึ่ง เดินย้อนกลับมา นางเดินตรงมายังจุดที่ฉีซายืนอยู่พร้อมใบหน้าเปื้อนยิ้ม ในมือถือกล่องอาหารกล่อง
“ฮูหยิน วันนี้มาไหว้พระ นายหญิงได้จัดเตรียมขนมมาด้วย นายหญิงหวังว่าท่านจะไม่รังเกียจ” หากเป็นตนเองหิวฮูหยินย่อมปฏิเสธ แต่นางไม่อาจจะใจแข็งกับบุตรได้ และบ่าวที่นำขนมมาให้ก็หาได้มีท่าทีเหยียดหยาม ใบหน้าพร้อมน้ำเสียงล้วนอ่อนโยนจริงใจ จึงยืนมือออกไปรับกล่องขนมพร้อมทั้งกล่าวขอบคุณด้วยความซาบซึ้ง
ฉีซารับขนมแบ่งมาจากมารดา กลิ่นหอมของขนมทำให้รีบทานด้วยความหิวเช่นเดียวกันกับน้องสาวโดยไม่รู้ตัว เขาทานด้วยความอร่อยและปะปนความรู้สึกขมขื่น ตั้งแต่มาอยู่ภพนี้ ขนมชิ้นนี้เป็นของอร่อยที่สุดที่เขาเคยได้ทาน
“ท่านแม่ อร่อยมาก ข้าไม่เคยทานขนมที่อร่อยเช่นนี้มาก่อนเจ้าค่ะ”
เสียงใสๆ ของฉีซินเอ่ยพูดแทนความในใจของฉีซา ฮูหยินฉีกลั้นน้ำตาลูบหัวบุตรสาว พร้อมทั้งเตือนให้นางค่อนๆ ทานไม่ต้องรีบ
พอกลับมาถึงเรือน ฉีซาก็เข้ามาจัดห้องของตนเองทั้งที่ข้าวของไม่มาก แต่เขาก็อยากจัดวางทุกอย่างให้เป็นระเบียบเรียบร้อย เขาหยิบหนังสือตำราออกมามองอย่างครุ่นคิด สักพักได้ยินเสียงตัดฟืนอยู่ข้างนอก จึงวางมือจากหนังสือแล้วเดินออกไป
“ท่านแม่ ท่านไปพักผ่อนเถอะ ข้าจะผ่าฟืนเอง” เสียงอ่อนโยนของบุตรชายทำให้ฮูหยินฉีมีแรงมากขึ้น นางผ่าฟืนลงไปอีกหลายทีแล้วจัดเก็บทุกอย่างอย่างรวดเร็ว
“ซาเอ๋อร์ไปอ่านตำราเสียเถิด ทางนี้แม่จัดการเองได้”
เนื้อหาเรียนของระดับเด็กหาได้เปลื้องแรงฉีซาไม่ หากแต่ที่ผ่านมาเขาจำเป็นต้องทำเป็นโง่เขลา เพื่อให้ตระกูลบิดายอมแยกตระกูลเพราะไม่อยากจะเลี้ยงดูครอบครัวของเขา มารดาของเขาก็รู้สึกผิดที่ไม่สามารถปกป้องบุตรได้ แม้ความจริงจะเหตุการณ์ครั้งจะเป็นฉีซาที่วางแผนเองก็ไม่อาจจะที่เล่าให้มารดาฟังได้ ทำได้เพียงกล่าวขออภัยในใจ
ทว่าตอนนี้ยังไม่ถึงเวลาที่จะแสดงความสามารถฉีซายังคงต้องเป็นเด็กชายที่ยังไม่ได้เรื่องได้ราวเช่นดังเดิม และเขาก็ยังมีแผนการณ์ของตนเอง เขาเดินไปตักน้ำแล้วเดินไปหามารดา
“ท่านแม่พักสักหน่อยเถอะขอรับ”
เมื่อบุตรชายยื่นขันน้ำมาให้ ฮูหยินฉีจึงเดินมานั่งลงแล้วรับน้ำจากบุตรชายมา
“ท่านแม่ พรุ่งนี้ข้าจะไม่ไปเรียนที่สำนักศึกษาแล้วนะขอรับ”
“เหตุใดเล่า เจ้าเคยรับปากแม่ว่าจะตั้งใจเล่าเรียน”
“ข้าคิดว่าพรุ่งนี้ข้าจะไปหางาน...รับจ้างทั่วไปทำ”
ฉีซาคนเดิมเป็นคนโง่เขลาขี้ขลาด ทั่วสำนักศึกษาล้วนรู้แจ้ง หากวันหนึ่งเก่งกาจขึ้นย่อมทำให้ทุกคนสงสัย และอีกอย่างเขาหาได้หวังสอบเป็นขุนนาง ชาติที่แล้วเขาเป็นหมอแม้ชาตินี้จะไม่มีความรู้ด้านสมุนไพรหรือการจับชีพจร ก็ถือว่ามีความรู้มีทักษะการรักษาอยู่บ้าง
“แม่ขอโทษนะลูก...” ฮูหยินฉีคร่ำครวญอีกหลายประโยคก่อนจะยอมรับการตัดสินใจของบุตรชายเพราะอย่างไรนางก็ไม่มีเงินเพียงพอที่จะจ่ายค่าเล่าเรียนได้
ตอนที่ 7 บ่าวในเรือน ฉีซารู้สึกท้อแท้เป็นอย่างมาก ชีวิตไม่ง่ายอย่างที่คิด ผ่านไปหลายเดือนหลังจากที่เขาไปสมัครทำงานที่โรงหมอฟู่เหริน ทว่าเขาได้ทำงานไม่ต่างจากพนักงานทำความสะอาด ไม่มีแม้กระทั่งโอกาสจะได้จับสมุนไพรหากจะพูดถึงขั้นการศึกษาเรียนหมอ ชาตินี้อาจจะไม่มีโอกาสเลย เด็กหนุ่มเดินคอตกเลาะเลียบไปตามคลองเพื่อกลับบ้าน ขณะนั้นก็ได้ยินเสียงแว่วของคนคุยกัน “ตงหยาง เจ้าตัดสินใจเช่นนี้ เจ้าแน่ใจแล้วหรือ” “แน่ใจ มีเพียงนายหญิงเวยเท่านั้นที่จะให้โอกาสข้า” “แต่ข้าได้ยินมาว่า นางหาใช่รับสมัครคนมีความอันใด ทุกอย่างล้วนเป็นเรื่องบังหน้า นางเพียงต้องการเลี้ยงเด็กหนุ่มเท่านั้น” “เจ้าไม่ต้องพูดอันใดอีก ข้าตัดสินใจแล้ว” เด็กหนุ่มตงหยางสบัดมือที่ดึงเขาไว้ ก่อนจะเร่งฝีเท้าออกไป ศักดิ์ศรีหาใช่ทำให้อิ่มท้อง ฉีซารู้สึกสนใจ เขารีบเร่งฝีเท้าตามไปเช่นกัน เขามองเห็นเด็กหนุ่มคนนั้น ไปยืนอยู่หน้าประตูใหญ่คฤหาสน์ตระกูลเฉียว สักพักคนเฝ้าหน้าประตูก็พาเขาเดินเข้าประตูเล็กด้านข้าง ฉีซาเฝ้ามองอย่างสนใจ ณ แปลงผักในคฤหาสน์ตระกูลเฉี
ตอนที่ 8 ไม่เสียใจภายหลัง ฉีซาเฝ้าดูอยู่หน้าประตูคฤหาสน์ตระกูลเฉียวอย่างกระวนกระวายใจ ดวงตะวันค่อย ๆ คล้อยเคลื่อนต่ำลง ท้องฟ้าเริ่มแดงระเรือทว่ากลับไม่เห็นตงหยางออกมา เด็กหนุ่มครุ่นคิดถึงเรื่องราวบางอย่างที่ได้ยิน ชาวบ้านต่างซุบซิบนินทา บ้านไหนมีเด็กหนุ่มน้อยหน้าตาหล่อเหลา ให้เฝ้าระวัง อาจจะโดนนายหญิงหมายตาพามาอยู่เรือนหลังของนาง บ้างก็บอกว่านางฟั่นเฟือนเสียสติจากการถูกหย่า บ้างก็บอกว่านางทำไปเพื่อประชดประชัน ด้วยขนบธรรมเนียมในยุคนี้ ฉีซาพอเข้าใจอยู่บ้าง สตรีที่ถูกหย่าล้วนถูกลดทอนคุณค่าลง ทว่าเขาเคยพบเจอนายหญิงเวยผู้นี้ นางเป็นสตรีที่ยังอ่อนเยาว์และงดงามยิ่งไม่เพียงแค่นั้นนางยังมีทรัพย์สินมหาศาล กล่าวว่าแม้กระทั่งท้องพระคลังในวังอาจจะมีน้อยกว่าตระกูลเฉียวของนาง ทุกอย่างล้วนขัดแย้ง แม้จะเชื่อไปบางส่วนว่านางเลี้ยงดูบุรุษในเรือนหลัง ทว่าข่าวของบุรุษกลุ่มนั้นมีน้อยยิ่ง หลายเดือนที่ผ่านมาฉีซาก็พึ่งจะเคยประจักพบด้วยตนเองเป็นครั้งแรก หากพิจารณาเด็กที่ชื่อตงหยาง ผู้นั้นอายุเพียง 8-9 ขวบ อ่อนเยาว์ยิ่งนักจะทำเรื่องอย่างนั้นได้อย
ตอนที่ 9 ต้องเรียนรู้และเร่งฝึกฝน เฉิงเซาเดิมก็รู้สึกปวดหนึบกลางกายอยู่แล้ว เมื่อเสื้อคลุมคลายออกเผยให้เห็นรูปร่างของเฉียวเวยเวยแทบจะหมดสิ้น ผิวพรรณผุดผ่องส่วนเว้าโค้งงดงามเกินบรรยาย ชายหนุ่มกดหน้าลงไปดูดดื่มลิ้มชิมหน้าอกของหญิงสาวอย่างกระหาย ในขณะที่ เผยลู่เดินเข้าไปคุกเข่าอยู่เบื้องหน้าของหญิงสาว เขาใช้มือค่อยจับเขาพลางอ้าให้กว้างออก มือใหญ่ลูบไล้ลงไปกระตุ้นอารมณ์ของหญิงสาว ในซอกกลีบดอกไม้มีน้ำหวานไหลออกมาส่งกลิ่นหอมอบอวล เผยลู่ตั้งใจจะโชว์ให้ทุกคนได้เห็นเข้าใจคำว่าลิ้มชิมความหอมหวานทุกซอกทุกมุม เขาก้มลงไปดูดดื่มน้ำหวานที่ไหลเยิ้ม ปลายลิ้นไล่วนสอดและแทรกทุกอย่างอย่างกระหาย ภาพลักษณ์หนุ่มหล่อม่านขรึมหายไปจนหมดสิ้น ตงหยางตกตะลึงลนลาน ลมหายใจหยุดชะงักเขารีบก้มหน้าไม่มอง ทว่าเสียงเฉียวเวยเวยเผยครวญครางหวานใสออดอ้อนเบาหวิว เสียงเพลงบรรเลงของคุนเล่อขับให้ทุกอย่างดูไม่หยาบโล้น ฝ่ามือถูกันไปมาด้วยความอยากรู้ เขาค่อย ๆ เงยหน้าขึ้นมามอง ภาพสตรีและบุรุษที่อยู่ตรงหน้าของตงหยางกลับงดงามดั่งภาพวาด บุรุษห
ตอนที่ 10 สถานะเปลี่ยนทุกอย่างก็ต้องเปลี่ยน เฉียวเวยเวยถูกปลุกในยามอิ๋น แม้จะยังงัวเงียนางก็ให้ความร่วมมือเผยลู่อย่างเต็มที่ นางเพียงล้างหน้าล้างตาสวมเสื้อเสื้อคลุม ชิงชิงกำลังจะเกล้าผมนางจึงเอ่ยขึ้น “ไม่ต้อง ข้าแค่จะออกไปส่งเฉิงเซาแล้วจะกลับมานอนพักต่อ”เฉียวเวยเวยมองตนเองในกระจกแล้วพยักหน้าบอกทุกคนว่าพร้อมแล้ว ประตูใหญ่คฤหาสน์ถูกเปิดออก รถม้าหลายคันกำลังจอดเรียงราย เฉิงเซายืนคู่กับหมิ่งเยี่ยเตรียมตัวออกเดินทาง แล้วยังมีเหล่าบุรุษหลายคนมาร่วมส่งทั้งสองพวกเขา แม้จะการพูดคุยกันทว่าสายตาของเฉิงเซาชำเลืองมองไปยังในเรือน เมื่อเห็นร่างของหญิงสาวก้าวฝีเท้าออกไปหากุมมือนางขึ้นมาสายตาอาลัยอาวรยิ่งนัก “นายหญิง ข้าไปครั้งนี้หลายเดือนท่านดูแลสุขภาพด้วย” เฉียวเวยเวยโอบกอดชายหนุ่มด้วยความรู้สึกรักใคร่ แม้จะไม่มีความสัมพันธ์ทางกายเฉิงเซาก็ถือว่าสนิทชิดเชื้อกันไม่น้อย ยามจะต้องห่างกันหลายเดือนนางเองก็รู้สึกใจหาย “ขอให้พวกท่านเดินทางปลอดภัย หมิ่งเยี่ยไม่ว่าสิ่งใดจะเกิดขึ้นโปรดรักษาชีวิตไว้” “ขอรับนายหญิง ข้าจะจำจดคำสั่งท่า
ตอนที่ 11 ต้องดิ้นรนจะเหลือความใสซื่อได้อย่างไร เฉียวเวยเวยตื่นรู้สึกตัวก็เป็นเวลาบ่ายแล้ว นางบิดตัวไปมาอย่างเกียจคร้าน ชิงชิงที่รอรับใช้อยู่หน้าห้องเมื่อได้ยินเสียงขยับก็เอ่ยถาม “นายหญิง ให้บ่าวเข้าไปหรือไม่เจ้าค่ะ” “ฮืม” เสียงแผ่วเบาตอบรับ คนข้างนอกก็เปิดประตูเข้ามา บ่าวแต่ละคนล้วนรู้หน้าที่ของตนเอง บางคนเปิดหน้าต่าง บางคนตรวจดูเตากำยาน เป็นเกลียวคลื่นขยับไปมาอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย เฉียวเวยเวย รับผ้าชุบน้ำจากชิงชิงเช็ดใบหน้าด้วยตนเอง เมื่อรู้สึกสดชื่นขึ้นก็เอ่ยถาม “เวลาใดแล้ว” “เรียนนายหญิง ยามเว่ยแล้วเจ้าค่ะ” “หลับไปนานเพียงนี้ ... คุนเล่ออยู่เรือนหรือไม่” “คุณชายคุนตอนนี้อยู่สวนเหมยกุ้ยเจ้าค่ะ” เฉียวเวยเวยล้างหน้าล้างตา เกล้าผมครึ่งหัวปักปิ่นหยกเรียบง่าย นางมองดูใบหน้าเนียนละออของตนเองในกระจก ยิ่งดูยิ่งชื่นชอบ มีโอกาสกลับมามีผิวพรรณอ่อนเยาว์เช่นนี้ หากจะแต่งหน้าแต่งตาทาแป้งหนาเตอะย่อมผิดต่อผิวหยก นางกลับแปลกใจเหล่าคุณหนูสูงศักดิ์เหตุใดชอบแต่งหน้าเกิดวัย พว
ตอนที่ 12 ถนัดใช้เงินแก้ปัญหา โรงหมอตระกูลอัน โรงหมอวันนี้มีคนไม่มาก ฉีซาตั้งใจทำงานอย่างขยันขันแข็ง เขาหวังว่าสักวันความพยายามของเขาต้องได้ผล ในขณะที่กำลังเช็ดถูขวดโถยา ก็มีเด็กหนุ่มหน้าตาอ่อนเยาว์หมดจดบุคลิคสง่างามผู้หนึ่งเดินเข้ามา หลงจู๊มองเห็นผู้มาเยือนก็รีบกุลีกุจอออกไปต้อนรับ “คุณชายสาม วันนี้เหตุใดมาที่นี่ได้ขอรับ” เสียงหลงจู๊เอ่ยถามอย่างนอบน้อมท่าทางประจบสอพอ “วันนี้ท่านแม่ให้ข้ามาฝึกฝนตนที่นี่” “ท่านหมออันหง อยู่ข้างในข้าจะนำทางท่านไปเองขอรับ” “ฮืม รบกวนเจ้าด้วย” “หาไม่ขอรับ เชิญคุณชายสามตามข้ามา” ฉีซามองตามคุณชายสามพร้อมบ่าวรับใช้ข้างกาย เดินเข้าไปยังห้องตรวจอย่างง่ายดาย ด้วยความอยากรู้อยากเห็นเขาจึงเดินเข้าไปข้างหลังร้าน เดินอ้อมไปเพื่อหวังจะแอบฟัง “คุณชายสาม ท่านไม่จำเป็นต้องมาที่นี่” ชายชราเอ่ยกับหลานชายด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนและมีเมตตา “ท่านลุงข้าเรียนมาเยอะแล้ว อยากจะฝึกฝนตนให้เชี่ยวชาญในเร็ววันขอรับ” “ผู้คนต่างยกย่องกล่าวขานว่าคุณชายฉลาดปราดเปรื่องตั้
ตอนที่ 13 แต่งเข้าเรือนหลังของนายหญิงเวย “ถนัดใช้เงินแก้ปัญหา” ใครบ้างที่ไม่อยากจะใช้เงินแก้ปัญหา ฉีซาหลับตาลงอย่างเหนื่อยล้า อาจจะเป็นเพราะฤทธิ์ยาทำให้ไม่นานเขาก็เผลอหลับไป ฉีซาหลับสนิทตลอดทั้งคืนจนถึงรุ่งเช้า กลิ่นหอมอ่อนๆ โชยเข้ามาแตะปลายจมูก ทำให้เขาเริ่มรู้สึกตัว เมื่อค่อย ๆ ลืมตาก็เห็นบ่าวคนหนึ่งกำลังเปิดหน้าต่างรับอากาศสดใสยามอรุณ บ่าวคนนั้นเห็นเด็กหนุ่มขยับตัวลุกขึ้นจึงตกใจรีบพูด “คุณชายข้าขออภัย ข้าไม่ตั้งใจรบกวนท่าน” เขาตกใจรีบคุกเข่า “ไม่เป็นไร เช้าแล้วข้าก็ควรตื่นแล้วได้” เรื่องเล็กน้อยแบบนี้ฉีซาไม่คิดจะเอาผิดใคร เขาปรายสายตามองไปรอบ ๆ แสงแดดส่องเข้ามาจากบานหน้าต่างมันกระทบผ้าม่านขลิบทองทอประกายอบอุ่น เรื่องเมื่อวานไม่ใช่ความฝัน ตอนนี้ยังเช้าอยู่โรงหมอยังไม่เปิดให้บริการ มีเพียงบ่าวไพร่ที่เก็บกวาดทำความสะอาด ฉีซาก้าวเดินออกสำรวจโรงหมออย่างสนใจ โดยที่เขาก็ไม่ทันสังเกตหาได้มีใครขัดขวางเขา ฉีซาเดินไปรอบ ๆ พลันรู้สึกว่า ห้องหับของโรงหมอแห่งนี้แตกต่างจาก
ตอนที่ 14 เผ็ดร้อนหรือละมุนกลมกล่อม เช้าวันต่อมา ฉีซาก็ไปยืนอยู่ประตูคฤหาสน์ตระกูลเวย คล้ายกับตงหยางเมื่อหลายวันก่อน หลังจากที่เขาได้ลงนามเป็นบุรุษในเรือนก็อยู่ในภวังค์ ดีเพียงนี้ สามารถไถ่ตัวได้ แม้จะยังไม่กระจ่างเหตุใดท่านเผยลู่ไม่เอ่ยบอก อยากรู้แต่ก็ไม่ได้เอ่ยถาม เขาค่อย ๆ เรียนรู้เข้าใจด้วยตนเองน่าจะลึกซึ้งมากกว่า เด็กหนุ่มใช้เวลาส่วนมากอยู่ในแค่ในห้องของตนเอง แม้จะเป็นเช่นนั้นเขาก็ไม่ได้อยู่เพียงลำพัง มีบ่าวไพร่จำนวนมากแวะเวียนเข้ามา “คุณชายฉี คนจากร้านผ้าเวยชิงมาแล้วเจ้าค่ะ” “คุณชายฉี คนจากห้องครัวมาสอบถามความชอบอาหารของท่านเจ้าค่ะ” “คุณชายฉี คนจากร้านเครื่องเขียนนำเครื่องเขียนมาส่งเจ้าค่ะ” “คุณชายฉี คนจากร้านหนังสือนำหนังสือมาส่งเจ้าค่ะ” ฯลฯ จนกระทั่งมืดค่ำ ก็มีเสียงเคาะประตูดังขึ้น แตกต่างจากเดิม ฉีซาจึงเดินไปเปิดประตู บุคคลตรงหน้าก็คือ เด็กหนุ่มตงหยางคนนั้น “พี่ชายข้ามาแนะนำตน ข้าตงหยาง ข้าอยู่ห้องข้าง ๆ กับท่าน” ใบหน้าของเด็กชายระบายเต็
ตอนพิเศษ ทุกอย่างราบรื่น เมิ่งซูซูพร้อมบ่าวเดินไปตามทางหินขนาดใหญ่ลอดผ่านซุ้มดอกเหมย จนกระทั่งมาถึงลานกว้าง นางเหม่อมองไปยังเรือนไผ่หยกเบื้องหน้า วันนี้นางตั้งใจมาปรึกษานายหญิงเวย เรื่องการขอให้สามีรับอนุ นางเคยพูดเรื่องนี้หลายครั้ง ทว่าก็โดนสามีและแม่สามีระงับมาโดยตลอด บอกว่าทายาทไม่ต้องรีบร้อน คราวแรกนางคิดว่าทั้งสองคงไม่อยากจะทำร้ายจิตใจนาง จึงกล่าวถนอมน้ำใจกัน ทว่าอยู่มาหลายปีนางจึงเชื่อสนิทว่าพวกเขาหาได้สนใจเรื่องนี้ ตอนนี้ทายาทรุ่นที่สองของตระกูลเวยมีเพียงสอง ซึ่งเป็นบุตรของนางคนเท่านั้น นับได้ว่ามีจำนวนน้อยเกินไปจนน่าใจหาย นางรับรู้ว่ามีเพียงนางที่ร้อนรนอยู่ฝ่ายเดียว บ่าวที่อยู่ตรงหน้ามองเห็นนางก็รีบเดินเข้ามาหาคารวะกล่าวทักทายอย่างยินดี “นายหญิงน้อย ท่านมาขอพบนายหญิงหรือเจ้าคะ” หญิงสาวพยักหน้าพร้อมเอ่ยถาม“ท่านแม่อยู่ในเรือนหรือไม่” “อยู่เจ้าค่ะ นายหญิงกำลังทานของว่างพร้อมคุณชายใหญ่กับคุณหนูรองเจ้าค่ะ” “เหตุใดถึงได้มาอยู่ที่นี่เสียเล่า”เมิ่งซูซูเอ่ยถาม พลางเดินไปยังหน้าเรือน เมื่อไปถึงก็หันไปสาวใช้ “ข้าจะเข้าไปเรียนนายหญ
ตอนที่ 42 ความรักที่รออยู่เฉียวเวยเวยวางหนังสือนิยายลง แล้วบิดร่างกายไปมาพลางหยิบของว่างขึ้นมากิน แล้วพูดขึ้น“นายน้อยคงอยู่ที่เรือนข้าจะไปหาเขาสักหน่อย”“นายน้อยน่าจะอยู่ที่เรือนโอสถ ที่นั้นค่อนข้างไกล นายหญิงให้ข้าเตรียมเสลี่ยงหามดีหรือไม่เจ้าค่ะ” ม่านม่านเอ่ยแนะนำเฉียวเวยเวยส่ายหน้า“ไม่ต้องข้าอยากจะเดินออกกำลังด้วย” หญิงสาวก้าวเดินออกมาไปตามทางคดเคี้ยวเลียบสระบัวที่สร้างขึ้นมาใหม่ สระกว้างคลื่นลมสงบนิ่ง เมื่อนางทอดสายตามองไปก็เห็นแผ่นฟ้ากว้างไกลสุดตา ทำให้นางรู้สึกปลอดโปร่ง ทว่าเมื่อมองเห็นหลังคาเรือนโอสถอยู่ไกล ๆทำให้ความคิดหยุดชะงัก“ไกลจริง ๆ” นางพึมพำขึ้นมาชิงชิงจึงพูด“นายหญิงเช่นนั้นข้าให้คนหามเสลี่ยงตามมาดีกว่าเจ้าค่ะ หากนายหญิงเหนื่อยจะได้ปรับเปลี่ยนได้”เฉียวเวยเวยเห็นด้วยจึงพยักหน้าตอบรับ นางก้าวเดินออกไปไม่รีบเร่ง สายลมโบกพัดดอกเหมยต่างก็ร่วงลงพื้นเกลื่อน กลิ่นหอมโชยมาระลอก ระลอก ไม่นานนางก็มาหยุดอยู่หน้าเรือนโอสถเมื่อเดินเข้าไปข้างใน เฉียวเวยเวยก็เห็นร่างสูงโปร่งของเวยซา นางหยุดพินิจอีกฝ่าย จากเด็กหนุ่มที่มีความกระตื้อรือร้นและสับสนกับในยุคสมัยใ
ตอนที่ 41 ยังไม่ต้องกลับจวน หลังแต่งงานเมื่อครบสามวันตามธรรมเนียมคู่แต่งงาน ฝ่ายหญิงต้องกลับไปเยี่ยมบ้านสกุลเดิม เพื่อให้ญาติฝ่ายหญิงได้รับรู้ว่าหญิงสาวแต่งออกไปแล้วเป็นอย่างไร ทว่าเมิ่งซูซูกลับยืนยันว่านางจะกลับสกุลเมิ่งเพียงลำพัง เวยซาก้มมองเมิ่งซูซูที่กำลังช่วยชายหนุ่มแต่งกายอย่างตั้งใจ ใบหน้างามเรียวน่ารักแดงระเรื่อน้อย ๆ หลังจากผ่านพ้นเรื่องเมื่อคืนก็ทำให้เขารู้สึกสนิทชิดเชื้อกับหญิงสาวมากกว่าเดิม มีความผูกพันธ์ซับซ้อนถักทอดก่อขึ้นมา เมื่อหญิงสาวบอกว่าจะกลับบ้านคนเดียวความรู้สึกอึดอัดที่มากกว่าปกติ ทำให้เวยซาเอ่ยถามย้ำอีกครั้ง“ซูซู เจ้าต้องการที่จะกลับเยี่ยมบ้านคนเดียวหรือ”เมิ่งซูซูเงยหน้าขึ้นมามองชายหนุ่ม ยิ้มตอบด้วยน้ำเสียงอ่อนหวาน“เจ้าค่ะ..หากสกุลเมิ่งเห็นว่าข้าไร้ประโยชน์จึงจะปลดปล่อยข้า”เวยซากุมมือของหญิงสาวขึ้นมา ได้กลิ่นกายของหญิงสาวหอมละมุนโชยมาแตะปลายจมูกภาพแนบชิดผุดขึ้นมา ชายหนุ่มอดกลั้นกลืนน้ำลายแล้วพูดขึ้น“ไม่ใช่ว่า เจ้ารังเกียจตระกูลเวย รังเกียจข้าและโกรธที่ข้าช่วยชีวิตเจ้าไว้” น้ำเสียงของเวยซาแฝงความน้อยใจ เมิ่งซูซูรีบคุกเข่าลง ใบหน
ตอนที่ 40 ลองดูสักครั้ง วันเวลาพ้นผ่านจนกระทั่งมาถึงวันแต่งงานของเวยซา แขกเหรือผู้คนมากหน้าหลายตา ตรงจัดงานพิธีเป็นเรือนของเวยซาที่แยกออกมาทำให้หลายคนที่อยากจะชมจวนของเฉียวเวยเวยและเรือนไผ่หยกต่างก็ผิดหวังไปตาม ๆ กัน กระนั้นแม้จะไม่ได้เห็นตัวเรือนเต็มทว่าเมื่อลอบมองเข้าไปเห็นหลังคาใหญ่ตระการก็ทำให้อดตื่นเต้นไม่ได้ “ยินดีด้วยนะนายหญิงเวย”เสียงผู้คนกล่าวแสดงยินดีดั่งกึกก้อง กลิ่นอายมงคลล้วนทำให้ใบหน้าของคนในตระกูลเวยระบายเต็มไปด้วยความอิ่มเอิบ เฉียวเวยเวยพร้อมเจียฟางมารดาของเวยซายืนรับแขกอยู่ด้านหน้า เผยลู่แอบมองใบหน้าเฉียวเวยเวยที่เต็มไปด้วยความปิติตื่นเต้นยินดี ได้เห็นนางคลี่ยิ้มอย่างงดงามทำให้เขารู้สึกอบอุ่น ผุดรอยยิ้มที่มุมปากดวงตาเป็นประกาย แล้วก้าวเท้าเดินเข้าไปหาคนทั้งสอง โค้งคำนับแล้วพูดขึ้น “นายหญิง ฮูหยินเจีย เชิญพวกท่านเข้าไปนั่งข้างในเถิดตรงนี้ข้าจะรับผิดชอบเอง” เฉียวเวยเวยหันมายิ้มให้เผยลู่ ความจริงนางตอนนี้ก็เหนื่อยแล้วเมื่อสักครู่ในใจก็ครุ่นคิดอยู่ตลอด ผู้ใดเชิญแขกมากมายขนาดนี้จึงรีบตอบรับ “เช่
ตอนที่ 39 ต้อนรับแขกพิเศษ อากาศยามเช้าเริ่มเหน็บหนาวขึ้นกว่าทุกวัน แม้ภายในห้องจะอบอุ่นดั่งวสันตฤดู เฉียวเวยเวยก็รู้สึกเกียจคร้านนางซุกตัวเข้าไปในผ้าห่มอุ่นนอนแช่ตัวในเตียงนอน สูดดมกลิ่นอายความหนาวนับได้ว่าเป็นความสุขอย่างหนึ่ง ทว่าเสียงแผ่วเบาเอ่ยเรียกข้างนอกทำให้นางเผยหน้าออกมา “เวยเวย ข้ามารอทานข้าวต้มร้อนกับเจ้าอยู่นะ” “เล่อเล่อหรือเข้ามาสิ” คุนเล่อเปิดประตูเข้ามาพร้อมบ่าวไพร่ ชายหนุ่มเดินเข้าไปนั่งข้างเตียงหยิบผ้าอุ่นซับเช็ดหน้าหญิงสาว เฉียวเวยเวยเอนกายกอดเอวอีกฝ่ายพูดเสียงอ้อน “เล่อเล่อ เจ้าไปไหนมาเหตุใดไม่ยอมกลับเรือน” คุนเล่อพลางซับใบหน้าหญิงสาวด้วยมืออันอ่อนโยน “นายหญิงเวย ท่านไม่อายผู้อื่นหรือ ตอนนี้นับว่าท่านมารดาผู้อื่นแล้วนะ” “เช่นนั้น คุนเล่อเจ้าเป็นท่านพ่อบุญธรรมด้วยดีหรือไม่” “ตามใจเจ้าสิ” คุนเล่อกล่าวอย่างไม่ขัดข้อง ทว่ากลับเป็นเฉียวเวยเวยที่คิดขัดแย้งขึ้นมา “ไม่ได้สิ หากเจ้าแต่งเป็นนายท่านของบ้าน ถ้าเจ้ามีคนที่ชื่นชอบจะยุ่งยากเกินไป”
ตอนที่ 38 เฝ้ารอวัน กลุ่มเหล่าฮูหยินจากขุนนางชั้นรองลงมาจะนั่งอยู่เรือนที่ห่างออกไป เมิ่งฮูหยินวันนี้ก็พาเมิ่งซูซูมาร่วมงานด้วย หวังจะได้มีโอกาสได้พูดคุยกับเฉียวเวยเวย ทว่าด้วยฐานะที่แตกต่างกันทำให้พวกนางไม่มีแม้โอกาสจะกล่าวทักทายอีกฝ่าย ดูเหล่าฮูหยินสูงศักดิ์ดูครื้นเครงเสียงหัวเราะผสมกลิ่นน้ำหอมโชยอบอวลอ้อยอิ่งมา หลายคนสบตากันใคร่อยากรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น ฮูหยินรองนายอำเภอคนหนึ่งก็พูดขึ้น “เมื่อสักครู่ข้าแอบถามนางกำนัล ถึงได้รู้ว่านายหญิงเวยนำน้ำหอมใหม่ของร้านเวยเฟยมาให้เหล่าฮูหยินสูงศักดิ์ได้ทดลองใช้ ครั้งนี้ข้าอาจจะต้องขออาศัยวาสนาเมิ่งฮูหยินแล้ว เมื่อสักครู่ท่านยังกล่าวว่าสนิทกับนายหญิงเวยไม่น้อย” ฮูหยินที่นั่งข้างเอามือปิดปากคล้ายกลั้นหัวเราะแล้วพูดขึ้น “หรูฮูหยิน ข้าว่าที่สนิทกล่าวเองเสียมากกว่า งานหมั้นหมายที่เกิดขึ้นใครบ้างจะไม่รู้ว่าเหตุเกิดจากอะไร” เหล่าฮูหยินต่างพาเอามือปิดปากหัวเราะ เมิ่งฮูหยินพยายามเก็บสีหน้า นางเชิดหน้าขึ้นแล้วถลึงตาขวางใส่เมิ่งซูซู กระซิบเก็บเสียงผ่านช่องฟัน “
ตอนที่ 37 เปิดเผยตัว หลังจากมอบองค์รักษ์เงาให้เฉียวเวยเวย หลี่เว่ยหลางก็ไม่ได้มาหานางอีกเลย จนกระทั่งหญิงสาวได้รับเทียบเชิญจากตำหนักบูรพาเข้าร่วมงานเลี้ยงต้อนรับบุคคลสำคัญจากแคว้นต้าเหิง แม่ทัพหลี่เว่ยหลางนางถึงได้เจอชายหนุ่มอีกครั้งเสียงดนตรีขับกล่อมคลอบรรยากาศเสียงพูดคุยครื้นเครงเหล่านางรำล้วนงดงามอรชน ยามพวกนางกรีดกรายล้วนดั่งนกโผบินขับขาน หลี่เว่ยหลางยกจอกสุราแล้วจอกเล่ามีหลายครั้งที่ชายหนุ่มส่งสายตาคมกริบมองมาที่เฉียวเวยเวยแสดงเจตนาอย่างชัดเจน เว่ยซาติดตามเฉียวเวยเวยมาร่วมงานด้วย เขาเองก็สังเกตเห็นแววตาของหลี่เว่ยหลาง จึงกระซิบถามมารดาบุญธรรม“ท่านแม่คนผู้นั้นหรือ” “อืม...เจตนานี้ข้าเองก็ยังไม่กระจ่างใจนัก” การที่ไม่ได้เป็นคนควบคุมเกมทำให้เฉียวเวยเวยไม่สบายใจนัก ทว่าชีวิตโชคดีอย่างไรก็ต้องมีช่วงลำบากบ้าง เฉียวเวยเวยกังวลใจได้ไม่นานก็สลัดความกังวลทิ้ง นางหันกลับไปพูดคุยกระซิบกระซาบกับเหล่าฮูหยินต่อ “นายหญิงเวย เมื่อวานข้าไปที่ร้านเว่ยเฟยตั้งใจจะไปซื้อครีมหอมสักหน่อย ทว่าหลงจู้ที่ร้านบอกว่าตอนนี้ที่ร้านไม่มีครีมหอมเสียแล้ว ข้ารู้ส
ตอนที่ 36 เอาตัวเข้าแลกเว่ยซาเดินเลาะมาตามทางสวนดอกเหมย จนกระทั่งมาถึงลานกว้าง เขาเงยหน้ามองไปยังศาลาฟางหญ้าข้างริมสระน้ำ มองเห็นเฉียวเวยเวยกำลังเอนกายพิงระเบียงทอดกายอ่านหนังสือ นางปล่อยผมสยายขับดุนให้ใบหน้าเฉิดฉายสะอาดสะอ้าดหมดจดบริสุทธิงดงามราวดอกบัวที่อยู่ในสระพ้นวารีไร้มลทินเด็กหนุ่มลอบถอนหายใจ ท่วงท่าเช่นนี้ล่อลวงบุรุษไปมาก สตรีผู้นี้ห่างไกลคำว่าไร้เดียงสาไปมากโขบรรยากาศโดยรอบค่อนข้างเงียบสงบมีเพียงเสียงกังหันน้ำที่หมุนไปตามแรงลมและเสียงฝีเท้าของเวยซากำลังเดินเข้าไปในศาลา เฉียวเวยเวยจึงเงยหน้าขึ้นมอง เอ่ยยิ้มถาม“เจ้ามาหรือ” เฉียวเวยเวยส่งสายตาให้อีกฝ่ายนั่งลง เว่ยซายกมือคารวะอีกฝ่ายตามธรรมเนียมก่อนนะนั่งลงเบื้องหน้าของหญิงสาว “ข้ามีเรื่องจะปรึกษาท่านแม่บุญธรรม วันนี้จึงได้มาขอรบกวนท่าน”เฉียวเวยเวยยิ้มพราย “ข้าเองก็มีเรื่องจะสอบถามเจ้าเช่นกัน ท่านแม่และน้องสาวของเจ้าย้ายเข้าเรือนเรียบร้อยดีหรือไม่” เวยซาผงกศรีษะน้อมตัวไปข้างหน้าเล็กน้อย “ขอรับ เป็นหนึ่งเรื่องที่ข้าจะมารายงานท่านแม่บุญธรรม... ท่านแม่ของข้ากับน้องสาวตั้งใจจะเข้ามาคารวะท่าน ทั้งเกรงอกเกรงใจและ
ตอนที่ 35 คนของข้า เฉียวเวยเวยซุกตัวหลับในอ้อมกอดของหลี่เว่ยหลางอย่างไร้เรี่ยวแรง นางทั้งอิ่มเอิบพอใจกับรสรักของชายหนุ่มไม่น้อย ทว่าน่าเสียดาย “ข้ายอมรับว่าติดอกติดใจท่านไม่น้อย แต่ว่าน่าเสียดาย” เห็นหญิงสาวเอ่ยพูดเช่นนั้น มือใหญ่ของหลี่เว่ยหลางจึงบีบก้นงอนของหญิงสาวอย่างหมั้นเขี้ยว “ทำไมหรือแรงกระแทกของข้าไม่กระแทกถึงใจเจ้าหรือ”คำพูดบัดสีของชายหนุ่มไม่ทำให้เฉียวเวยเวยเขินอาย นางตอบกลับทันที “ก็เพราะแรงกระแทกนั้น ข้าถึงได้บอกว่าเสียดาย” เฉียวเวยเวยรู้สึกถึงความแข็งขืนตรงชอกข้าจึงพูดขึ้น “ท่านยังไม่พออีกหรือนี่จะห้ารอบแล้วนะ...ข้าเหนื่อยแล้ว” หลี่เว่ยหลางเสียบเข้ามาทันทีแล้วพูดตอบ “ข้ายังไม่หมดแรง ทว่าก็เกรงใจเจ้าอยู่บ้างแต่ขอเสียบค้างไว้ก็พอแล้ว” “อ่า...แล้วอย่างนี้จะคุยกันได้อย่างไร” “เจ้าก็พูดมาสิ...แต่ว่า..แม้เจ้าจะบอกว่าเหนื่อยแล้วแต่ตรงนั้นเหตุใดยังตอดรัดข้าไม่หยุดเล่า..ช่องรักของเจ้าคงชอบข้าเข้าแล้ว” ยิ่งพูดหลี่เว่ยหลางยิ่งเต็มไปด้วยถ้อยคำหยาบโลน