หนึ่งวันผ่านไป ฉินซูและฉงชูโม่ในที่สุดก็มาถึงบริเวณนอกเมืองหลงโย่วทางตอนเหนือเมืองหลงโย่วเชื่อมต่อกับเมืองหลงเฉิง ทิศใต้เชื่อมต่อกับหลิ่งหนาน ขณะที่สองด้านอื่น ๆ ถูกล้อมรอบด้วยเทือกเขาขนาดใหญ่ เมืองหลงโย่วจึงกลายเป็นจุดศูนย์กลางสำคัญสำหรับการเดินทางเดินทางขึ้นเหนือและลงใต้ด้านหลังภูเขาทางทิศตะวันตกของเมืองหลงโย่วเป็นที่ตั้งของชนเผ่าหรงตะวันตก ชาวหรงตะวันตกขึ้นชื่อเรื่องนิสัยดิบเถื่อน แม้ว่าจะเป็นแคว้นบริวารของราชวงศ์ต้าเหยียน แต่พวกเขาก็ชอบก่อเรื่องลับหลังอยู่บ่อยครั้งด้วยเหตุนี้ เมืองหลงโย่วจึงกลายเป็นด่านที่มีทหารป้องกันอย่างแน่นหนา เพื่อป้องกันมิให้ชนเผ่าหรงตะวันตกบุกโจมตี มิเช่นนั้น หากชาวหรงตะวันตกสามารถทะลวงผ่านเมืองหลงโย่วได้ พวกเขาจะบุกเข้ามายังหลงเฉิงได้โดยตรง!ฉินซูสอดส่องการป้องกันเมือง ก่อนจะควบม้าเดินทางไปยังประตูเมือง เมื่อถึงหน้าประตูเมือง กลุ่มทหารยามกลับมาสกัดเขาเอาไว้"หยุด! เจ้าจะไปที่ใด? มีหนังสือเดินทางหรือไม่?"ในตอนนั้นเอง ฉงชูโม่ที่อยู่ข้าง ๆ หยิบป้ายอาญาสิทธิ์ออกมาจากอกเสื้อแล้วโยนให้ทหารยาม พร้อมกล่าวเสียงเย็นว่า "ไปเรียกห
ฉงชูโม่ยกคิ้วขึ้นถามว่า "องค์รัชทายาทกำลังหมายความว่า หม่อมฉันเป็นนางล่มเมืองหรือเพคะ?""ฮ่าฮ่า เจ้านี่ช่างรู้ตัวดีจริง ๆ ที่นี่คงมิเหมาะกับเราแล้ว ไปชั้นสองกันเถอะ" ฉินซูหัวเราะแล้วหันไปส่งสัญญาณให้เสี่ยวเอ้อร์[footnoteRef:0]ในโรงเตี๊ยม [0: เสี่ยวเอ้อร์ หมายถึง พนักงาน บริกร] เสี่ยวเอ้อร์โค้งคำนับอย่างนอบน้อม "คุณชาย คุณหนู ที่ชั้นสองมีห้องส่วนตัวเหลืออยู่ แต่ราคาจะค่อนข้างสูงหน่อยขอรับ"ฉินซูหรี่ตามองแล้วกล่าว "เจ้าคิดว่าเราดูเหมือนคนขัดสนเรื่องเงินหรือ?""หามิได้ขอรับ เชิญคุณชาย คุณหนูตามข้ามาได้เลยขอรับ" เสี่ยวเอ้อร์รีบพาทั้งสองขึ้นไปยังห้องส่วนตัวชั้นสองชั้นสองบรรยากาศดีกว่าชั้นล่างอย่างเห็นได้ชัด นอกจากโต๊ะที่อยู่ใกล้หน้าต่างตรงปากทางเดินแล้ว ที่เหลือก็เป็นห้องส่วนตัวทั้งหมด"ท่านทั้งสองมาได้จังหวะพอดี นี่เป็นห้องส่วนตัวห้องสุดท้ายแล้ว เชิญเลือกอาหารตามใจชอบเถิดขอรับ""จัดอาหารขึ้นชื่อของโรงเตี๊ยมมาทุกอย่างอย่างละหนึ่ง แล้วก็สุราชั้นดีอีกหนึ่งไห" ฉินซูสั่ง"ขอรับ ข้าจะไปจัดการให้เดี๋ยวนี้" เสี่ยวเอ้อร์รีบออกไปหลังจากชงชาเสร็จฉงชูโม่เริ่มเงี่ยหูฟังการสนท
"ฉัวะ!" ตะเกียบเสียบทะลุข้อมือของชายร่างกำยำ เลือดสีแดงข้นหยดไหลตามตะเกียบลงพื้น ทันใดนั้น ชายร่างกำยำก็กุมข้อมือตัวเองด้วยความเจ็บปวด ใบหน้าเหยเกพร้อมกับส่งเสียงร้องโหยหวนชายอีกคนเห็นดังนั้น สีหน้าก็เปลี่ยนเป็นเคร่งขรึม เขาชักดาบออกมาทันที และขณะที่กำลังจะฟันใส่ฉงชูโม่ เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นมาจากนอกห้อง"หวังอู่! หยุดเดี๋ยวนี้!"เมื่อได้ยินเสียงนั้น หวังอู่หันไปถามอย่างแปลกใจว่า "คุณชาย พวกมันมิเพียงมิยอมไสหัวออกไป แต่ยังทำลายมือของเอ้อร์หู่อีก ท่านจะปล่อยไปง่าย ๆ หรือ?""หุบปาก! เห็น ๆ อยู่ว่าเป็นพวกเจ้าที่รังแกผู้อื่นก่อน รีบไสหัวไปให้พ้น!!" ชายหนุ่มตะโกนดุอีกครั้งก่อนจะเดินเข้ามา เขายิ้มบาง ๆ แล้วค้อมตัวทำความเคารพฉงชูโม่เล็กน้อย"แม่นาง ข้าต้องขออภัยจริง ๆ คนของข้ามิรู้จักกาลเทศะ หากล่วงเกินประการใด ขอเจ้าโปรดยกโทษให้ด้วย"แต่ขณะพูด สายตาของชายหนุ่มก็จ้องมองฉงชูโม่อย่างมิลดละ ลึก ๆ ในดวงตาของเขาฉายแววโลภและกระหายอย่างปิดมิมิดฉงชูโม่สังเกตเห็นท่าทีไร้มารยาทของเขา คิ้วเรียวขมวดแน่น พูดด้วยน้ำเสียงรังเกียจออกมาชัดเจน "พาคนของท่านถอยออกไปเสีย อย่ามากวนพวกข้าตอนกำลังกิ
หวังอู่รับคำสั่งเสียงดังและรีบเดินตรงไปทางจวนผู้ว่าการมณฑลโดยมิรอช้า มินานนัก เขาก็กลับมา พร้อมกับชายกลางคนรูปร่างกำยำคนหนึ่งชายผู้นี้สวมชุดยาวสีน้ำเงิน แขนมีกล้ามเนื้อเป็นมัดชัดเจน นิ้วทั้งห้าดูแข็งแกร่ง แสดงให้เห็นว่าเป็นคนที่ฝึกฝนร่างกายมาอย่างดี เขาคือ “จางเฉวียน” เป็นทั้งพ่อบ้านและหัวหน้าผู้คุ้มกันประจำจวนผู้ว่าการมณฑลอีกด้วยเมื่อหูก่วงเผิงเห็นเขา ก็กระตุกยิ้มออกมา “ท่านอาจาง ท่านมาสักที ข้ารอท่านมาตั้งนานแล้ว”จางเฉวียนถามด้วยน้ำเสียงจริงจัง “คุณชาย ผู้ใดช่างบังอาจเยี่ยงนี้ ถึงขั้นทำร้ายท่านเลยหรือ?”"คนพวกนั้นอยู่บนชั้นสอง ในห้องส่วนตัวห้องแรก ข้าจะพาท่านขึ้นไปเอง" หูก่วงเผิงพูดจบ ก็พากลุ่มของเขาเดินเข้าไปในโรงเตี๊ยมทันที มีจางเฉวียนและคนอื่น ๆ เดินตามหลังภายในห้องขณะที่ฉินซูกินอาหารเสร็จเรียบร้อยแล้ว ฉงชูโม่จึงลุกขึ้น ตั้งใจจะไปเรียกเสี่ยวเอ้อร์มาคิดเงิน ทันทีที่นางเปิดประตูออกมา นางก็พบกับหูก่วงเผิงกับคนของเขาเดินตรงเข้ามาหานางพอดีฉงชูโม่เหลือบมองจางเฉวียนเล็กน้อย ใบหน้าของนางปรากฏรอยยิ้มเยาะหยันขึ้นหูก่วงเผิงยืนเอามือไพล่หลัง ใบหน้าเต็มไปด้วยความหย
ใบหน้าของฉงชูโม่พลันมืดมน นางจ้องเขม็งไปที่ฉินซูด้วยความดุดันฉินซูทำท่าทีราวกับมิกลัวอันตรายใด เขาพูดด้วยน้ำเสียงเอาจริงเอาจังว่า “โธ่เมียรัก ท่านนี้คือคุณชายจากจวนผู้ว่าการมณฑล เรามิอาจล่วงเกินได้จริง ๆ เจ้าก็แค่ตามเขาไปสักหน่อยเถิด อย่าได้ทำให้ข้าลำบากเลย”"ท่าน..." ฉงชูโม่โกรธจนแทบระเบิดนางกลอกตาไปมา แล้วจู่ ๆ รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ก็เผยขึ้นบนใบหน้า"ได้ เจ้าคนใจดำ ข้าถูกคนรังแก ท่านกลับนิ่งเฉยมิสนใจ เช่นนั้นรอดูไปเถอะ!" นางหันไปพูดกับหูก่วงเผิง "คุณชายหู หากท่านช่วยข้าสั่งสอนเจ้าสามีใจดำคนนี้ให้ข้า ข้าก็จะยินยอมตามท่านไปแต่โดยดี""เจ้าพูดจริงหรือ?!" หูก่วงเผิงแทบมิเชื่อหูตัวเองฉงชูโม่พยักหน้าจริงจัง "จริงแท้แน่นอน คนใจจืดใจดำเยี่ยงเขา ข้าคิดจะลาจากไปตั้งนานแล้ว"หูก่วงเผิงดีใจจนตัวแทบลอย เขารีบตอบรับทันทีว่า "ไม่มีปัญหา ข้าจะสั่งสอนเขาให้เจ้าอย่างสาสมทีเดียว!"เขาโบกมือใหญ่ของเขา พลางสั่งว่า "ท่านอาจาง หักขาเจ้าหนุ่มนี่แล้วโยนมันทิ้งที่นอกเมืองเสียเถอะ ปล่อยให้เผชิญยถากรรมเอาเอง"“ได้!” จางเฉวียนรับคำแล้วก้าวเท้าตรงเข้าหาฉินซูฉินซูขมวดคิ้วและหันไปพูดกับฉงชูโ
หากคนธรรมดา ถูกจางเฉวียนโจมตีเพียงครั้งเดียว กระดูกคงหักในทันทีแต่สำหรับฉงชูโม่แล้ว ท่าทางที่ดูแข็งแกร่งและดุดันของจางเฉวียนนั้น เป็นเพียงการแสดงปาหี่เท่านั้นนางมิอยากเสียเวลาอีกต่อไป จึงฝ่ามือฟาดออกไปโดยไม่มีการเตือนล่วงหน้า“ปัง!!”ร่างของจางเฉวียนพลันลอยขึ้นไปกลางอากาศ และหล่นลงไปอย่างแรงที่ระเบียงนอกห้อง! เขาพยายามตะเกียกตะกายจะลุกขึ้น แต่ร่างกายเหมือนจะแหลกละเอียด และมิสามารถขยับได้เลยแต่ที่ทำให้เขาตกใจยิ่งกว่านั้นคือ เขารู้สึกว่าลมปราณในกายปั่นป่วนอย่างรุนแรง และมิสามารถควบคุมลมปราณได้ เขากระอักเลือดออกมาคำใหญ่!ภาพนี้ทำให้หูก่วงเผิงและพรรคพวกถึงกับตะลึงงัน! พวกเขารู้ดีถึงความแข็งแกร่งของจางเฉวียน ซึ่งเป็นถึงจอมยุทธขั้นสูงสุดระดับซวน แต่ตอนนี้จอมยุทธขั้นสูงสุดระดับซวนผู้นี้ กลับถูกหญิงสาวที่ดูไม่มีแรงแม่แต่จะฆ่าไก่คนนี้ซัดจนกระเด็น และยังดูเหมือนจะได้รับบาดเจ็บภายในอีกด้วย!หากมิได้เห็นกับตาตัวเอง พวกเขาคงไม่มีวันเชื่อเด็ดขาด!ฉงชูโม่ตบมือเบา ๆ สองสามที แล้วกล่าวอย่างดูถูกว่า “ไสหัวไปซะ หากยังกล้ามาวุ่นวายอีก ตาย!”หูก่วงเผิงที่เพิ่งรู้สึกตัวอยากจะเอ่
หูก่วงเผิงบ่นพึมพำอย่างโกรธแค้นว่า "นางแพศยา คอยดูเถอะ คืนนี้ข้าคุณชายผู้นี้จะทำให้เจ้าเชื่อฟังอย่างดีเลย!" เมื่อพูดจบ เขาก็นำพรรคพวกออกไปในโรงเตี๊ยม ฉงชูโม่เรียกเสี่ยวเอ้อร์เข้ามา เมื่อเห็นว่าฉงชูโม่และฉินซูก็ยังอยู่ดีไม่มีอันตราย เสี่ยวเอ้อร์ก็ทำหน้าประหลาดใจอย่างมากฉินซูเลิกคิ้วแล้วถามว่า "พี่เสี่ยวเอ้อร์ เหตุใดเจ้าจึงมองเราด้วยสายตาเช่นนี้เล่า?""หา… หามิได้ขอรับ ข้าน้อยเพียงแต่รู้สึกเหลือเชื่อเล็กน้อยเท่านั้น""โอ้? ไยถึงพูดเช่นนั้นเล่า?"เสี่ยวเอ้อร์มองไปรอบ ๆ ก่อนหันไปมองนอกประตู เมื่อแน่ใจว่าไม่มีใครอยู่ด้านนอก จากนั้นเขาจึงลดเสียงลงแล้วพูดว่า "คุณชายอาจจะมิทราบมาก่อน คุณชายหูเป็นคนยโสโอหังและเจ้าเผด็จการ ในเมืองหลงโย่วนี้ มีสตรีจากตระกูลดี ๆ หลายคนถูกเขาล่วงละเมิด ผู้ใดกล้าขัดใจเขา ไม่มีใครมีจุดจบที่ดีสักคน ข้าน้อยเห็นว่าพวกท่านมีปัญหากับเขา แต่กลับยังคงปลอดภัยดี จึงรู้สึกว่าเหลือเชื่อน่ะขอรับ"ฉงชูโม่ขมวดคิ้วแล้วถามว่า "สตรีที่ถูกเขาล่วงละเมิด พวกนางมิไปแจ้งความหรือ?""เฮ้อ บิดาของเขา หูเฟิงเป็นถึงผู้ว่าการมณฑลของหลงโย่ว หากไปแจ้งความ นั่น
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ฉงชูโม่ก็รู้สึกตื่นเต้นขึ้นมาทันที ห้าปีแล้ว ในที่สุดก็มีข่าวของเขา!ฉินซูถามด้วยความสงสัยว่า "เหตุใดพวกเจ้าถึงเรียกเขาว่าสวีผู้ผดุงธรรม?" เสี่ยวเอ้อร์ก็เริ่มเล่าเรื่องราวอย่างลื่นไหลทันทีเรื่องราวเริ่มขึ้นเมื่อหนึ่งปีก่อน มีหมู่บ้านนอกเมืองหลงโย่วถูกกลุ่มโจรภูเขาบุกปล้น ชาวบ้านหลายคนถูกสังหารอย่างโหดเหี้ยม และทรัพย์สินทั้งหมดก็ถูกโจรปล้นไป ทางการส่งกองทหารออกไปปราบ แต่พวกโจรหลบหนีเข้าไปในภูเขาลึก จับตัวมิได้นับแต่นั้นมา พวกโจรภูเขาก็ออกมาอาละวาดเป็นระยะ ๆ เหตุการณ์ที่สร้างความวุ่นวายที่สุดครั้งหนึ่ง คือพวกโจรปะทะกับทหารที่ประจำการในเมือง ผลลัพธ์คือทั้งสองฝ่ายต่างมีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บ ไม่มีฝ่ายไหนได้เปรียบ หลังจากนั้นสองเดือน โจรเหล่านั้นก็กลับมาบุกอีกครั้ง และทหารที่ประจำการในเมืองก็ออกไปต่อสู้ แต่ใครจะคาดคิดว่า นั่นเป็นกับดักของพวกโจรภูเขา เมื่อพวกทหารไล่ตามไปถึงเนินเขาสิบหลี่ พวกโจรที่ซุ่มอยู่ก็ปรากฏตัวออกมาล้อมพวกทหารเอาไว้ เห็นได้ชัดว่าทหารเหล่านั้นถูกล้อมและกำลังจะถูกสังหาร แต่ในตอนนั้นเอง ชายผู้กล้าหาญคนหนึ่งก็ปรากฏตัวราวกั
ฉินซูสะบัดแขน ภาพเหตุการณ์พลันหยุดนิ่ง!เห็นเพียงปลายกระบี่ของมือกระบี่ชุดดำถูกสกัดไว้ด้วยนิ้วชี้ของฉินซู!ปราณแห่งกระบี่รุนแรงที่แผ่ซ่านไปทั่วเมื่อครู่นั้นได้พลันอันตรธานหายไปในบัดดลมือกระบี่ชุดดำเบิกตากว้างด้วยความตกใจ ใบหน้าเต็มไปด้วยความหวาดผวาในฐานะมือกระบี่ระดับปฐพีขั้นต้น เขาไร้คู่ต่อสู้ในหนานเยวี่ย ทว่าการโจมตีเต็มกำลังในครั้งนี้ กลับถูกอีกฝ่ายปัดป้องได้อย่างง่ายดาย อีกทั้งยังใช้นิ้วเพียงนิ้วเดียวสกัดกระบี่ที่ทำจากเหล็กกล้าได้หากมิได้เห็นกับตา ใครเล่าจะเชื่อว่าภาพเหตุการณ์ตรงหน้าเป็นเรื่องจริง?“เจ้า อ่อนแอเกินไป!”น้ำเสียงเหยียดหยามของฉินซูดังขึ้น จากนั้นก็มีเสียง 'กร๊อบ กร๊อบ' ดังขึ้นสองครา กระบี่ยาวในมือมือกระบี่ชุดดำพลันหักเป็นท่อน ๆมือกระบี่ชุดดำได้สติกลับมาในทันทีพร้อมหมายจะถอยหนี ทว่าบัดนี้กลับรู้สึกถึงพลังอันน่าสะพรึงกลัวที่ทะลวงออกมาจากกระบี่ที่หักนั้น“แย่แล้ว!”รูม่านตาของเขาหดเล็กลงในทันใด ในใจร้องเตือนลางร้ายแต่เขายังมิทันได้ตอบสนองอะไร ร่างทั้งร่างก็ถูกพละกำลังมหาศาลอัดกระแทกจนกระเด็นออกไปส่วนแขนข้างที่เขากำกระบี่ไว้ก็กลายเป็นหมอกโลหิตไปแล้ว'โค
ในเวลานี้ ฉินซูกำลังยืนไพล่หลังอยู่บนกำแพงเมืองพระราชวัง มองไปยังแสงไฟนับหมื่นดวงภายในเมืองถัวเฉิง!บัดนี้เขายึดครองแคว้นหนานเยวี่ยได้สำเร็จอย่างราบรื่น ทำให้เขารู้สึกราวกับเป็นราชันแห่งใต้หล้าในขณะนั้นเอง เขาสังเกตเห็นที่ประตูเมืองเบื้องล่าง กลุ่มทหารกำลังคุมตัวชายหลายคนเดินกลับมาเขาถามด้วยความสงสัย “ชิวก่วน พวกนั้นเป็นใคร?”ชิวก่วนตอบด้วยความหนักใจเล็กน้อย “ทูลองค์รัชทายาท ว่ากันว่าพวกนั้นเป็นชาวยุทธภพหนานเยวี่ย พวกเขาได้ยินว่าจ้าวควงตายด้วยน้ำมือของพระองค์ จึงมาที่ยังถัวเฉิงเพื่อลอบปลงพระชนม์แก้แค้นให้แก่ราชวงศ์จ้าวพ่ะย่ะค่ะยามนี้มิทราบแน่ชัดว่าในถัวเฉิงมีผู้ที่มีเจตนาร้ายซุ่มซ่อนตัวรอโอกาสลงมือมากน้อยเพียงใดฉะนั้นขอองค์รัชทายาทโปรดอย่าได้เสด็จออกไปข้างนอกในยามวิกาลเป็นอันขาดพ่ะย่ะค่ะ พระราชวังมีกำแพงสูงคูเมืองลึก อีกทั้งยังมีทหารรักษาการณ์แน่นหนา พวกชาวยุทธภพเหล่านั้นไม่มีทางบุกเข้ามาได้แน่นอนพ่ะย่ะค่ะ”เมื่อได้ยินเช่นนั้น ฉินซูก็หัวเราะอย่างสนใจ “ในเมื่อชาวยุทธภพหนานเยวี่ยอยากจะสังหารข้า เช่นนั้นข้าก็จะให้โอกาสพวกเขาสักครา!”ชิวก่วนชะงักไป แล้วรีบห้ามปราม “เช่นนั้นมิคว
“ท่านอาจารย์ องค์รัชทายาทแห่งต้าเหยียน ฉินซู นำทัพบุกยึดถัวเฉิง เสด็จและเชื้อพระวงศ์ทั้งหมดถูกสังหารด้วยน้ำมือของเขา ทหารรักษาการณ์ในแคว้นก็ยอมจำนนหมดแล้ว บัดนี้ศิษย์เหลือตัวคนเดียว ไร้ซึ่งกำลังและพวกพ้อง ขอท่านอาจารย์โปรดออกหน้าช่วยศิษย์ล้างแค้นให้วงศ์ตระกูลด้วยเถิดเจ้าค่ะ!”จ้าวอวี้เสวียนคุกเข่าลงกับพื้น กล่าวจบก็ร่ำไห้สะอึกสะอื้นด้วยความเศร้าโศกเมื่อได้ยินเช่นนั้น ซู่เสวียนก็ขมวดคิ้วพลางมองจ้าวอวี้เสวียนด้วยความมิพอใจเล็กน้อย“อวี้เสวียน ในเมื่อเจ้าได้เข้าสู่วิถีแห่งสำนักแล้วก็ควรตัดขาดจากตัณหา มุ่งมั่นบำเพ็ญเพียรเพียงอย่างเดียว เจ้าลืมคำสั่งสอนของอาจารย์ก่อนหน้านี้สิ้นแล้วหรือ?”จ้าวอวี้เสวียนกล่าวทั้งน้ำตา “ท่านอาจารย์ คำพูดของท่าน ศิษย์จดจำไว้ในใจเสมอ เพียงแต่ญาติสนิททั้งตระกูลถูกสังหารอย่างอนาถ ความแค้นใหญ่หลวงเช่นนี้หากมิได้ชำระ เกรงว่าภายหน้าต่อไปจะกินมิได้นอนมิหลับ ไหนเลยจะมีจิตตั้งมั่นบำเพ็ญเพียรบรรลุเซียนได้”“เจ้า… เฮ้อ!”ซู่เสวียนถอนหายใจยาว และหันหลังกลับไปด้วยความผิดหวังเล็กน้อยเมื่อเห็นเช่นนั้น จ้าวอวี้เสวียนก็อ้อนวอนอย่างสิ้นหวัง “ท่านอาจารย์ โปรดช่วยศิษย์ด้ว
“สำนักไท่เสวียนตั้งอยู่ที่ใด?”“ทางใต้ของเมืองลู่โจว บนเกาะกลางทะเลห่างออกไปแปดสิบลี้!”เมื่อชิวก่วนได้ยินดังนั้นก็หันหลังเดินออกไปอย่างรวดเร็วในมิช้าเขาก็พบฉินซู และเล่าเรื่ององค์หญิงอวี้เสวียนให้ฟังทั้งหมดหลังจากเล่าจบ เขาก็กล่าวด้วยความรู้สึกผิด “ข้าน้อยทำงานมิสำเร็จ ขอองค์รัชทายาทโปรดลงโทษด้วยพ่ะย่ะค่ะ!”ฉินซูกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย “เรื่องนี้โทษเจ้ามิได้ พูดได้แค่ว่าองค์หญิงอวี้เสวียนโชคดีเกินไป จึงรอดพ้นไปได้”ชิวก่วนครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วถามว่า “องค์รัชทายาท จะให้ส่งคนไปกวาดล้างพวกราชวงศ์จ้าวที่เหลือในสำนักไท่เสวียนหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ?”“มิต้อง อย่าว่าแต่พวกเรามิรู้กระไรเกี่ยวกับกำลังของสำนักไท่เสวียน ยามนี้ราชสำนักหนานเยวี่ยเพิ่งจะยอมจำนน อีกอย่างทหารของข้ามิชำนาญการรบทางน้ำ หากสำนักไท่เสวียนดักโจมตีจากทะเล พวกเราคงเสียเปรียบมิน้อย”“องค์รัชทายาททรงรอบคอบยิ่งนัก แต่คิดว่าองค์หญิงอวี้เสวียนคงจะหาโอกาสเคลื่อนไหว ขอพระองค์โปรดระมัดระวังด้วยพ่ะย่ะค่ะ”ฉินซูยิ้มน้อย ๆ “แค่ระดับครึ่งก้าวย่ำสวรรค์ หากนางกล้ามา ก็ถือว่าประหยัดแรงและเวลาให้ข้าไปได้มากทีเดียว”ชิวก่วนเตือน
ฉินซูยืนไพล่หลัง ทอดสายตามองคนเหล่านั้นจากเบื้องสูงโดยมิได้พูดกระไรแม่ทัพหลายนายรู้สึกกระวนกระวายใจขึ้นมาทันที หนึ่งในนั้นรวบรวมความกล้าเงยหน้าขึ้นมองฉินซูเล็กน้อยเมื่อเห็นสายตาเย็นชาของฉินซู เขาก็ตระหนักได้ถึงบางสิ่งในทันทีเห็นเขายื่นมือเข้าไปในอกเสื้อ หยิบยันต์คุ้มภัยครึ่งแผ่นออกมาชูขึ้นเหนือศีรษะด้วยมือทั้งสองข้าง พร้อมกล่าวด้วยความเคารพ “นี่คือยันต์คุ้มภัยที่ข้าน้อยดูแลอยู่ ขอองค์รัชทายาทโปรดทรงรับไว้ด้วยพ่ะย่ะค่ะ!”คนอื่น ๆ อีกหลายคนก็ตระหนักได้ในทันที และต่างก็หยิบตราพยัคฆ์ออกมาเมื่อเห็นเช่นนั้น ฉินซูก็เผยรอยยิ้มพึงใจประดับใบหน้า!ครั้นเห็นเขากวักมือไปกลางอากาศ ตราพยัคฆ์ที่อยู่ในมือของแม่ทัพเหล่านั้นก็ราวกับมีชีวิต จู่ ๆ ก็ลอยเข้าไปในมือของเขา“พลังจิตเคลื่นย้าย!”เมื่อเห็นวิธีการอันน่าทึ่งของฉินซู ทุกคนที่อยู่ในที่แห่งนั้นรวมถึงแม่ทัพเหล่านั้นต่างก็ตกตะลึงจนพูดมิออก!ฉินซูเก็บตราพยัคฆ์ไว้แล้วสั่งแม่ทัพเหล่านั้นว่า “พวกเจ้าออกไปก่อน มิต้องกลับไปยังที่ตั้งกองกำลังแล้ว!”เมื่อได้ยินเช่นนั้น สีหน้าของหลายคนก็มืดครึ้มลงทันใดแต่พวกเขาก็เข้าใจความหมายของฉินซูดี คิดว่าใน
“ท่านแม่ทัพ เข้าใจผิด เข้าใจผิดแล้ว พวกเรากำลังจะลงใต้ไปสมทบกับเจียวโจวพอดีขอรับ”“เช่นนั้นรึ? แล้วพวกเจ้ามาหลบอยู่ในป่านี้เพื่อการใด? อย่าคิดว่าข้ามิรู้ ในป่านี้มีแต่ทหารที่อ๋องฉู่แอบซ่องสุมไว้ทั้งสิ้น หากมิอยากตายก็ส่งตราพยัคฆ์[footnoteRef:0]มา!” [0: ตราพยัคฆ์ คือ สัญลักษณ์ที่ใช้ยื่นยันสิทธิในการสั่งเคลือนทัพของจีน หรือก็คือตราอาญาสิทธิ์ทางทหารนั่นเอง] หวังซู่กล่าวลอดไรฟัน “อย่าได้หวัง หากจะฆ่าก็ฆ่าเสีย ข้ายอมตายเสียดีกว่ายอมศิโรราบ!”“ดี เช่นนั้นข้าจะสนองเจ้าเอง!”ฉงชูโม่ชักกระบี่ยาวออกมาจากฝัก แล้วเหวี่ยงฟันไปอย่างไร้ความลังเล!'ฉับ!'หูข้างหนึ่งของหวังซู่ก็ถูกตัดออกอย่างเรียบร้อยความเจ็บปวดรุนแรง ทำให้หวังซู่ส่งเสียงร้องโหยหวนออกมาฉงชูโม่กล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ “ข้าจะตัดแขนขาของเจ้าก่อน แล้วจะปล่อยให้เจ้าตายไปเอง!”เมื่อได้ยินเช่นนั้น หวังซู่ก็หน้าซีดเผือดด้วยความตกใจ รีบกล่าวว่า “อย่า อย่า ข้ายอมแล้ว ข้ายอมแล้ว!”พูดจบเขาก็ส่งตราพยัคฆ์ให้ฉงชูโม่ฉงชูโม่โยนตราพยัคฆ์ให้ตงฟางไป๋ กล่าวว่า “สั่งให้พวกเขาทิ้งอาวุธ แล้วพากลับไปรอรับพระราชโองการองค์จักรพรรดิที่ชานเมือง
หลิวผู่มิสนใจจ้าวควง แต่กลับคุกเข่าลงต่อหน้าฉินซู กล่าวว่า “องค์รัชทายาทแห่งต้าเหยียน ข้าน้อยยินดีสวามิภักดิ์ ขอพระองค์โปรดละเว้นชีวิตราษฎรหนานเยวี่ยของข้าน้อยด้วยเถิดพ่ะย่ะค่ะ!”ขุนนางคนอื่น ๆ ต่างพากันคุกเข่าลงตาม “พวกข้าน้อยเองก็ยินดีสวามิภักดิ์ ขอพระองค์โปรดละเว้นชีวิตราษฎรหนานเยวี่ยของข้าน้อยด้วยเถิดพ่ะย่ะค่ะ!”ฉินซูโบกมือใหญ่แล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “ขุนนางทั้งหลาย ตราบใดที่พวกเจ้ายอมสวามิภักดิ์ต่อราชวงศ์ต้าเหยียนของข้า ถึงกาลนั้น ราษฎรหนานเยวี่ยและราชวงศ์ต้าเหยียนของข้าก็จะกลายเป็นครอบครัวเดียวกัน ข้าย่อมดูแลพวกเจ้าอย่างดี อีกทั้งยังสามารถยกเว้นการเกณฑ์แรงงานและภาษีให้แก่ราษฎรทั่วทั้งแผ่นดินได้เป็นเวลาสามปี!”เมื่อได้ยินเช่นนั้น หลิวผู่และคนอื่น ๆ ก็ซาบซึ้งใจจนน้ำตาไหลพราก!การยกเว้นภาษีเป็นเวลาสามปี เพียงเท่านี้ก็เพียงพอที่จะทำให้ราษฎรหนานเยวี่ยหันมาภักดีจนสุดขั้วหัวใจแล้วเพราะในช่วงหลายปีที่ผ่านมา หนานเยวี่ยต้องเลี้ยงดูกองทัพทหารมหาศาลเช่นนี้ ภาษีจึงสูงขึ้นทุกปี ราษฎรภายในแคว้นต่างแบกรับภาระมิไหวมานานแล้วเมื่อเป็นเช่นนี้ แม้ว่าหลิวผู่และพวกจะมิยอมสวามิภักดิ์ เกรงว
หลังจากนั้น เสียงระเบิดของระเบิดสายฟ้าก็ดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง เสียงร้องโหยหวนก็ดังมิขาดสายเมื่อได้ยินเสียงการต่อสู้ภายนอก จ้าวควงก็ถามขึ้นด้วยความสงสัย “ฉินซู เจ้าพาทหารต้าเหยียนของเจ้าเข้ามาด้วยรึ?”ฉินซูหัวเราะเยาะ “ถูกต้องแล้ว พระราชวังของเจ้ามีทหารรักษาพระองค์เพียงหมื่นกว่านาย มินานก็ถูกสังหารหมดสิ้น!”เป็นจริงมิต่างจากที่คาดสักเท่าไร มินานเสียงต่อสู้ภายนอกก็เงียบลงจากนั้นเสียงฝีเท้าอึกทึกก็ดังใกล้เข้ามาเรื่อย ๆ จ้าวควงมองไปยังนอกประตูท้องพระโรงด้วยความหวังเขาหวังสุดหัวใจว่า คนที่บุกเข้ามาเป็นคนแรกจะเป็นทหารรักษาพระองค์ของตนน่าเสียดายที่ทุกอย่างมิเป็นไปตามที่หวัง คนที่บุกเข้ามาจากภายนอกล้วนเป็นคนแปลกหน้าชายผู้นำขบวนเข้ามาคุกเข่าลงข้างหนึ่ง กล่าวต่อฉินซูด้วยความเคารพ “องค์รัชทายาท ทหารรักษาพระองค์ในพระราชวังหนานเยวี่ยถูกสังหารไปสามพันนาย ที่เหลือทั้งหมดยอมศิโรราบแล้วพ่ะย่ะค่ะ!”เมื่อได้ยินเช่นนั้น สีหน้าของจ้าวควงก็เปลี่ยนไปฉับพลัน จากนั้นจึงคำรามออกมา “เป็นไปมิได้ เป็นไปมิได้เด็ดขาด ทหารรักษาพระองค์ของข้าจงรักภักดี พวกเขายอมตายเสียดีกว่าที่จะยอมจำนน เจ้าอย่ามาพูดจาเหลว
“ฝ่าบาท!!”เหล่าขุนนางตกใจจนแทบสิ้นสติกับภาพเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกะทันหัน ต่างคนต่างยืนงงงันอยู่กับที่ ทำกระไรมิถูกส่วนองครักษ์พกดาบก็ชักดาบออกมาโดยมิลังเล หัวหน้าองครักษ์ตวาดเสียงดัง “เจ้าคนแซ่ตงฟาง รีบปล่อยฝ่าบาทเดี๋ยวนี้ มิฉะนั้นเจ้าจะได้ตายไร้ที่ฝังศพ!”“ขออภัย ข้ามิได้แซ่ตงฟาง แต่แซ่ฉิน!”ฉินซูกล่าวพร้อมกับกระชากหน้ากากหนังออกดวงตาของจ้าวควงหดเล็กลง ในใจสั่นสะท้าน “เจ้า เจ้าคือองค์รัชทายาทผู้รอวันปลดแห่งต้าเหยียน...”“ข้าคือรัชทายาทแห่งต้าเหยียนจริง แต่คำว่า ‘รอวันปลด’ นับแต่นี้ไปคงต้องตัดทิ้งเสียแล้ว!”ฉินซูจับตัวจ้าวควงไว้ แล้วดีดนิ้วไปยังอากาศวูบ!ปราณดัชนีอันแข็งแกร่งพุ่งออกจากปลายนิ้ว เสาไม้แดงต้นหนึ่งในท้องพระโรงปรากฏรูลึกในทันใด!เมื่อเห็นภาพนั้น ทุกคนก็ถึงกับอ้าปากค้างพวกเขาเพิ่งจะนึกขึ้นได้ว่า ฉินซูคือจอมยุทธ์ระดับสวรรค์!ฉินซูข่มขวัญจนทุกคนหวาดกลัวแล้วก็หันไปตวาดใส่ทหารเกราะเหล่านั้น “ข้ามิอยากเสียเวลาสู้กับพวกเจ้า หากมิอยากตาย อย่าริอ่านขยับ!”ทหารเกราะเหล่านั้นมองหน้ากันไปมา ต่างก็มิแน่ใจว่าจะทำอย่างไรดีหากลงมือ จ้าวควงผู้เป็นถึงองค์จักรพรรดิจะตกอยู่ใ