จางอี้หมิง ค่อยๆ ก้าวลงสู่อ่างอาบน้ำร้อนภายในห้องส่วนตัวของสำนักสังคีต ไอน้ำลอยขึ้นคลอเคล้ากับแสงตะเกียงที่ส่องสว่างเบาๆ เผยให้เห็นร่างกายที่เต็มไปด้วยกล้ามเนื้อแข็งแกร่ง และรอยแผลเป็นเด่นชัดกลางหน้าอก
หญิงสา วสองนางในชุดบางเบาท่อนบนกำลังขัดถูร่างกายของเขาด้วยมือที่นุ่มนวลและระมัดระวัง ในขณะที่อีกคนบีบนวดไหล่และต้นแขนให้เขาอย่างอ่อนโยน
เสียงประตูเลื่อนเปิดออกเผยให้เห็น แม่นางฉีเหอ ในอาภรณ์สีแดงสดที่บางเบา เปิดเผยสัดส่วนอันงดงามและเย้ายวน เธอเดินเข้ามาอย่างสง่างาม ดวงตาคมจับจ้องมาที่จางอี้หมิง
“พวกเจ้าออกไปก่อน” แม่นางฉีเหอเอ่ยเสียงนุ่ม หญิงสาวสองคนก้มหัวรับคำสั่งก่อนจะเดินออกไปเงียบๆ
แม่นางฉีเหอนั่งลงข้างอ่าง รินสุราในถ้วยหยกส่งให้เขาด้วยรอยยิ้ม “คุณชายเสี่ยวจาง สุรานี้เป็นของพิเศษที่ข้าเก็บไว้เพื่อแขกคนสำคัญ โปรดดื่มเพื่อให้ข้ามีเกียรติ”
จางอี้หมิงรับถ้วยสุราด้วยท่าทีสบายๆ ก่อนจะดื่มจนหมดในคำเดียว “เป็นเกียรติอย่างยิ่ง แม่นางฉีเหอ”
แม่นางฉีเหอลงมาแช่น้ำในอ่างข้างๆ เขา น้ำในอ่างทำให้ชุดสีแดงที่นางใส่ยิ่งแนบเนื้อ เผยให้เห็นส่วนโค้งเว้าที่น่าหลงใหล
“ข้าประทับใจในอักษรของท่านยิ่งนัก ไม่เคยมีใครทำให้ข้าหยุดมองได้เช่นนี้” นางเอ่ยชม
“แค่ลายมือธรรมดา ไม่สมควรให้แม่นางกล่าวเกินจริงเช่นนั้น” จางอี้หมิงตอบกลับด้วยท่าทีสุภาพ
แม่นางฉีเหอยื่นมือเรียวลูบไล้กล้ามเนื้อแกร่งของเขา ก่อนจะมองรอยแผลเป็นกลางอกด้วยความสนใจ “รอยแผลนี้... เกิดขึ้นได้อย่างไร?”
จางอี้หมิงหัวเราะเบาๆ “เป็นรอยจากการปะทะกับโจรภูเขาที่ข้าไปปราบ”
นางหัวเราะเบาๆ กับคำตอบ ก่อนจะค่อยๆ ลุกขึ้นพร้อมเชิญเขาไปยังเตียง
เมื่อถึงเตียง ทั้งสองสบตากันอย่างลึกซึ้ง แม่นางฉีเหอเอนตัวเข้ามาใกล้ แต่ทันใดนั้นเอง นางกลับฟุบหลับลงอย่างกะทันหัน
จางอี้หมิงตกใจเล็กน้อย เขาพยายามปลุกนาง แต่ไม่ว่าจะทำเช่นไรก็ไม่ตื่น เมื่อเดินออกไปดูที่หน้าห้อง ก็พบว่าหญิงสาวคนอื่นๆ ในสำนักสังคีตก็ล้มหลับไปเช่นกัน
เขาขมวดคิ้วทันที “นี่มัน... เวทจันทราของศิษย์พี่เจียงเยว่แน่นอน”
ยังไม่ทันตั้งตัว เชือกเวทสีทองก็ปรากฏขึ้นรัดตัวเขาแน่น ก่อนดึงตัวเขาออกจากสำนักสังคีตอย่างรวดเร็ว เมื่อออกมาถึงลานกว้าง เขาเห็น ซ่งอิน ถูกจับนั่งรออยู่ในสภาพหมดสภาพ
ที่เบื้องหน้าเขา เจียงเยว่ ยืนด้วยท่าทีเย็นชา ร่างของนางงดงามในชุดคลุมสีเหลืองนวลที่สะท้อนแสงจันทร์ แต่สายตาของนางกลับเต็มไปด้วยความกดดัน
“ศิษย์น้องจาง เจ้าช่างกล้าหาญยิ่งนัก ทั้งขายตำราติวสอบ ทั้งเที่ยวหอคณิกา ไม่อายต่อหน้าที่ของผู้ฝึกตนบ้างหรือ?”
จางอี้หมิงเห็นเช่นนั้นก็รู้ว่าตนไม่มีทางหนี เขาจึงตัดสินใจแกล้งฟุบหลับทันที พลางพึมพำเบาๆ “ข้าเมา... ข้าไม่รู้เรื่อง…”
ซ่งอินที่นั่งอยู่ไม่ไกลได้แต่มองเขาแล้วก็แกล้งหลับไปเช่นกัน
จางอี้หมิงถูกจับมัดตรึงไว้บนแท่นเหล็กกล้าในห้องมืด มือนั้นถูกตรึงกางออก ขาทั้งสองข้างถูกล็อกแน่นหนา เขายังพยายามพูดแก้ตัว แต่ถูกขัดด้วยน้ำเสียงเย็นชาของ เจียงเยว่
“เจ้าอย่าพยายามพูดอะไรทั้งนั้น นี่คือการลงโทษที่ข้าจะมอบให้เจ้า”
เจียงเยว่ใช้มือเรียวจับศีรษะของเขาเบาๆ จากนั้นเอ่ยเสียงเย็น “จงหลับซะ…”
นางใช้ เวทจันทรา ส่งให้จางอี้หมิงเข้าสู่สภาวะหลับใหล นางก้มลงกระซิบข้างหูของเขา “ข้าจะให้เจ้าฝันในสิ่งที่เจ้าปรารถนา จากนั้นข้าจะทำลายมันลง ข้าจะให้เจ้ารู้จักกับความทรมานของฝันร้าย”
จากนั้นเจียงเยว่เข้าสู่ห้วงความฝันของเขา ภายในความฝันนางเห็นภาพ จางอี้หมิง กำลังพลอดรักกับสตรีงดงามผู้หนึ่ง ทั้งสองกอดจูบกันอย่างดูดดื่ม
เจียงเยว่ขมวดคิ้วเล็กน้อย “คงไม่พ้นสตรีในสำนักสังคีตสินะ” นางพึมพำ ก่อนจะเดินเข้าไปดูใบหน้าของสตรีในฝันนั้นใกล้ๆ
แต่เมื่อมองชัดๆ ใบหน้าของสตรีกลับเป็น ตัวของนางเอง
ดวงตาของเจียงเยว่เบิกกว้าง ความรู้สึกอายพุ่งพล่าน นางพึมพำเสียงเบา “เจ้าลูกเต่าน้อย! ต่ำช้ายิ่งนัก!” ใบหน้าของนางแดงก่ำด้วยความเขินอาย
เจียงเยว่พยายามรวบรวมสมาธิเพื่อทำลายภาพฝันนี้ให้กลายเป็นฝันร้าย แต่ไม่ว่าจะพยายามอย่างไร ภาพของตัวนางและจางอี้หมิงกลับยิ่งชัดเจนเช่นเดิม
ทันใดนั้น เจียงเยว่สังเกตเห็นตัวอักษรเวทที่ลอยอยู่ในมุมหนึ่งของห้วงความฝัน ตัวอักษรเหล่านั้นเขียนว่า “ฝันลวง”
นางสะดุ้งเล็กน้อยและตระหนักทันทีว่านี่คือ ยันต์เวทอักษรที่จางอี้หมิงเขียนไว้ก่อนที่เขาจะบาดเจ็บ ซึ่งทำให้ความฝันนี้ไม่ใช่ความปรารถนาที่แท้จริง แต่เป็นกับดักที่เขาวางไว้เมื่อนานมาแล้ว
จางอี้หมิงถูกเจียงเยว่ใช้เวทจันทราใส่บ่อยจึงเตรียมการเอาไว้ตั้งแต่ก่อนบาดเจ็บสาหัส
“เจ้าเล่ห์นัก!”
เจียงเยว่ถอนตัวออกจากห้วงความฝันทันที
เมื่อกลับมายังโลกจริง นางยืนมองจางอี้หมิงที่ยังหลับอยู่ ใบหน้ายิ้มอ่อนๆ ของเขาทำให้นางใจเต้นแรงอย่างห้ามไม่ได้
“มารดามันเถอะ!...ในฝันต่ำช้าของเจ้าเหตุใดมีใบหน้าข้าติดอยู่!” นางบ่นพึมพำก่อนจะยกถังน้ำขึ้นมาสาดใส่เขาเต็มแรง
จางอี้หมิงสะดุ้งตื่นทันที เขาสบตากับเจียงเยว่ที่ยืนเท้าเอวด้วยใบหน้าแดงก่ำ เขายิ้มอ่อนๆ แล้วกล่าวอย่างล้อเลียน “ศิษย์พี่ ท่านทำอะไรของท่าน ข้ากำลังฝันดี”
เจียงเยว่ไม่ตอบอะไร แต่ยกเท้าถีบเขาเบาๆ ก่อนเดินออกจากห้องไปด้วยความขุ่นเคืองและเขินอายในคราวเดียวกัน
“กลับมาปล่อยข้าก่อน”
ยามเช้า ฟ่านหวง ศิษย์พี่บุรุษรูปงามผู้มีอัธยาศัยดีเดินเข้ามายังคุกใต้สำนักเพื่อปล่อยตัว จางอี้หมิง ที่ยังถูกตรึงอยู่ที่เดิม
“ศิษย์น้อง เจ้าออกมาได้แล้ว” ศิษย์พี่ฟ่านหวงกล่าวพร้อมไขประตูเหล็ก
จางอี้หมิงลุกขึ้นมาปัดฝุ่นออกจากเสื้อคลุม ก่อนเอ่ยล้อเล่น “ศิษย์พี่ฟ่านหวง ท่านจะช่วยปล่อยตัวข้าหรือมาลงโทษซ้ำ?”
ฟ่านหวงหัวเราะเบาๆ “ข้าช่วยเจ้าออกมานี่แหละ แต่ว่า... เจียงเยว่ดูแปลกๆ ตั้งแต่เช้า นางเก็บตัวอยู่ที่น้ำตก ไม่พูดจากับใคร เจ้ารู้เรื่องหรือไม่?”
จางอี้หมิงทำหน้าตาไร้เดียงสา “ข้าไม่รู้เรื่องเลยสักนิด ศิษย์พี่ เจียงเยว่ลงโทษข้าจนหมดสภาพ เจ้าคิดว่าข้ายังกล้าก่อเรื่องอีกหรือ?”
ฟ่านหวงมองเขาด้วยสายตาไม่เชื่อ แต่ก็ไม่ได้ซักไซ้อะไรต่อ
เมื่อเดินออกมาจากคุก จางอี้หมิงพบกับศิษย์พี่ระดับ 7 สองคนที่ยืนรออยู่หน้าทางเดิน
เฉินเจิ้ง ชายร่างท้วมท่าทางใจดี กล่าวขึ้นก่อน “ศิษย์น้องจาง อาจารย์สั่งให้เจ้าไปเป็นผู้สังเกตการณ์การสอบคัดเลือกผู้เข้าสำนักในปีนี้”
ฟางหรง สตรีงดงามที่มีท่าทางสง่างาม ยืนอยู่ข้างเฉินเจิ้ง ยิ้มเล็กน้อยแล้วกล่าวเสริม “นี่ถือว่าเป็นโอกาสที่ดีสำหรับเจ้า จะได้เห็นหน้าว่าที่เพื่อนร่วมชั้นเรียน”
จางอี้หมิงยิ้มรับพลางยกมือคารวะ “ข้ารับคำสั่งแล้ว ศิษย์พี่ทั้งสอง”
ฟางหรงมองไปรอบๆ แล้วถามทุกคน “ว่าแต่... เจียงเยว่อยู่ที่ใด? นางไม่เห็นปรากฏตัวเลยตั้งแต่เช้า”
ฟ่านหวงตอบพลางยักไหล่ “ได้ข่าวว่านางปิดวาจาอยู่ที่น้ำตก ดูเหมือนจะครุ่นคิดอะไรบางอย่างอยู่”
ฟางหรงได้ยินดังนั้นก็ขมวดคิ้วเล็กน้อย “เช่นนั้นข้าขอตัวไปหานางก่อน พวกเจ้าก็เตรียมตัวสำหรับงานสอบให้ดี”
นางกล่าวจบก็หมุนตัวจากไปอย่างสง่างาม ทิ้งให้จางอี้หมิงมองตามพลางคิดในใจว่า “ความจริงศิษย์พี่หญิงฟางหรงก็งดงาม แต่หุ่นทรวดทรงยังไม่เย้ายวนเท่าศิษย์พี่เยว่ ช่างเถอะ ข้าขอมีศิษย์พี่คนนึงไว้กราบไหว้ อีกคนเป็นภรรยาก็เพียงพอ หากมีสาวใช้คนงามของข้าอีกคนเป็นภรรยาด้วยก็ดียิ่ง”
แต่เขาก็รีบสลัดความคิดนั้นทิ้งและเดินไปเตรียมตัวสำหรับทำหน้าที่ทันที
ฟางหรง เดินมาถึงน้ำตกอันเงียบสงบ เห็น เจียงเยว่ นั่งสมาธิอยู่ใต้น้ำตกกระแสน้ำที่หล่นกระแทกร่างกายนางจนเสื้อผ้าบางแนบเนื้อ เผยให้เห็นสัดส่วนโค้งเว้า โดยเฉพาะส่วนอกที่นูนเด่นจนทำให้ฟางหรงเผลอคิดเปรียบเทียบกับตัวเอง
ฟางหรงเดินเข้าไปใกล้พร้อมเอ่ยด้วยน้ำเสียงผ่อนคลาย “ศิษย์น้องเจียงเยว่ เจ้ามาทำอะไรที่นี่?”
เจียงเยว่นิ่งเงียบครู่หนึ่งก่อนจะลืมตาขึ้น น้ำในแอ่งตกกระทบใบหน้าของนางดูชุ่มชื้นและงดงามยิ่งนัก “ข้ามานั่งสงบสติ แต่ยิ่งคิดก็ยิ่งโมโห เจ้าสุนัขนั่น ทำให้ข้าต้องเห็นความฝันอันหยาบช้าของมัน”
ฟางหรงหัวเราะเบาๆ แต่ไม่พูดอะไร
เจียงเยว่ถอนหายใจแล้วกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม “ข้ารู้สึกว่ายันต์เวทอักษรของเจ้าสุนัขนั่นที่เขียนไว้ก่อนเจ็บยังสามารถใช้งานได้ อาจช่วยฟื้นพลังให้เจ้านั่นได้ในอนาคต”
ฟางหรงยิ้มขบขัน “เจ้าเป็นห่วงเขาหรือ?”
เจียงเยว่ขมวดคิ้วแล้วรีบปฏิเสธ “ไม่ใช่เรื่องนั้น ข้าก็แค่... มันเป็นสิ่งที่ศิษย์ร่วมสำนักควรมีต่อกันเท่านั้น” นางตอบพลางหันหน้าหนี
ฟางหรงยังคงยิ้มอย่างรู้ทัน “เช่นนั้นข้าจะไปแจ้งเรื่องนี้ให้อาจารย์ทราบ เผื่อว่าท่านอาจารย์จะมีวิธีช่วยเหลือเจ้าสุนัขเสี่ยวอี้ของเจ้าได้เร็วขึ้น”
เจียงเยว่ทำท่าจะพูดอะไรบางอย่าง แต่ฟางหรงก็ไม่รอฟัง นางหันหลังเดินจากไปก่อนจะเอ่ยทิ้งท้ายด้วยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ “ศิษย์น้องเจียงเยว่ รีบขึ้นจากน้ำเถอะ ถ้านั่งนานไปเจ้าจะป่วยเอาได้”
เจียงเยว่ได้แต่นั่งนิ่ง ถอนหายใจลึก “มันเป็นของข้าเมื่อไหร่กัน”
ในยามค่ำคืนก่อนวันสอบ จางอี้หมิงนอนหลับอยู่ในห้องพักเรียบง่าย แสงจันทร์สาดส่องผ่านหน้าต่างลงบนใบหน้าที่ดูเหนื่อยล้าของเขา ท่ามกลางความเงียบสงัด ความฝันได้พาเขาย้อนกลับไปยังช่วงเวลาที่เขาแทบจะลืมเลือนไปแล้วในความฝันนั้น เขาเห็นตัวเองในวัยเด็กกำลังวิ่งเล่นในสวนดอกไม้กับมารดาผู้ให้กำเนิด ใบหน้าของนางอ่อนโยนและงดงามยิ่งนัก เสียงหัวเราะของทั้งคู่ดังขึ้นท่ามกลางสายลมเบาๆ ขณะนั้นบิดาของเขานั่งมองอยู่ไม่ไกล ใบหน้าของบิดาเต็มไปด้วยความภูมิใจและอบอุ่นแต่แล้วภาพแห่งความสุขก็เลือนหายไป กลายเป็นภาพงานศพของมารดา เขาเห็นตัวเองในวัยเด็กนั่งร้องไห้เสียงดัง สองแขนโอบร่างไร้วิญญาณของนางไว้แน่น ภาพนี้แทงลึกลงในจิตใจของเขาเหมือนหอกที่ทิ่มแทงไม่จบสิ้นจากนั้นความฝันเปลี่ยนไปเป็นภาพช่วงเวลาที่เขาเติบโต ฝึกฝนวิชาอย่างหนัก ภาพหอกเล่มหนึ่งพุ่งใส่เขาในสนามประลองและเขาต่อสู้กลับอย่างดุดัน ภาพเหล่านี้วนเวียนไปมาราวกับต้องการตอกย้ำอดีตของเขา
ที่ชั้นเก้าของหอเทียนหยาง จางอี้หมิงเดินเข้ามาในห้องโถงใหญ่ เขาเดินตรงไปที่โต๊ะตัวสุดท้ายตามธรรมเนียม เนื่องจากเขาเป็นศิษย์คนเล็กของเจ้าสำนักเมื่อเขานั่งลงได้ไม่นาน ศิษย์พี่ฟางหรง ก็เดินเข้ามาพร้อมกับน้ำชากาหนึ่ง วางลงตรงหน้าเขา พลางกล่าวสั้นๆ ว่า “ใกล้ได้เวลาแล้ว” ก่อนจะเดินจากไปจางอี้หมิงมองตามศิษย์พี่ฟางหรง พลางชื่นชมรูปร่างเพรียวบางของนางที่ดูงดงามอย่างไร้ที่ติ เมื่อฟางหรงนั่งลงตรงมุมหนึ่งของห้อง เขาเห็นใบหน้างดงามราวเทพธิดาของนางชัดเจนยิ่งขึ้น“งดงามยิ่งนัก” จางอี้หมิงนึกในใจจู่ๆ ฟางหรงหันมาสบตาเขาด้วยสายตาแฝงความสงสัย จางอี้หมิงรีบส่ายหน้าพลางสลัดความคิดฟุ้งซ่านออกไป“ศิษย์พี่ฟางหรงสูงส่งและห่างไกลเกินไป นางไม่มีทางสละพรหมจรรย์ให้ข้าแน่”จางอี้หมิงยอมรับในใจว่าไม่คู
ภายในห้องประชุมของชั้นเก้า บรรยากาศเงียบสงบ ศิษย์ระดับสูงและเจ้าสำนักต่างจับจ้องภาพจากคันฉ่องวิเศษที่ฉายให้เห็นการทดสอบด้านล่าง จางอี้หมิง ที่กำลังครึ้มอกครึ้มใจได้เอ่ยขึ้นมาว่า "ท่านศิษย์พี่ฟ่านหวง ข้าขอเดิมพันว่า ผู้ที่หลุดจากภวังค์คนแรกจะเป็นสตรี ท่านว่าอย่างไร?"ฟ่านหวง หัวเราะเบาๆ แล้วกล่าวว่า “ข้าว่าจะต้องเป็นบุรุษ หากข้าผิด ข้ายินดีวาง 20 อีแปะเป็นเดิมพัน”จางอี้หมิงหัวเราะพลางโยนเหรียญ 20 อีแปะลงบนโต๊ะ “เช่นนั้นข้าขอพนันว่าเป็นสตรี!”เจียงเยว่ ที่นั่งอยู่ใกล้ๆ ทำหน้าหงุดหงิดพลางกล่าวลอยๆ “ไร้สาระนัก!”เจ้าสำนักกู่เจิ้ง ยิ้มขำพลางโบกมือให้สงบ “ตั้งใจดูกันหน่อย!”เบื้องล่าง ผู้เข้าสอบทั้งหลายต่างตกอยู่ในภวังค์แห่ง เพลงพฤกษาเหมันต์สะท้านจันทรา ของศิษย์พี่ชิงซิ่ว ภาพต่างๆ ในใจของพวกเขาค่อยๆ ฉายออกมา รวมถึงหล
หวงจื่อรั่วค่อยๆ ลืมตาขึ้น เมื่อมองไปรอบๆ ทุกคนยังคงยืนนิ่ง หลับตาอยู่ในภวังค์ หวงจื่อรั่วสังเกตว่าตัวนางเป็นคนเดียวที่หลุดออกมาก่อน“เหตุใดข้าถึงหลุดออกมาก่อน บทเพลงยังคงบรรเลง นี่เป็นการทดสอบอะไรกัน ข้าผ่านแล้วงั้นหรือ”หวงจื่อรั่วหันไปมองหลินหนิงที่ยืนอยู่ใกล้ๆ และยังคงหลับตาแน่น สีหน้าเต็มไปด้วยความทุกข์ทรมาน“หลินหนิง!” หวงจื่อรั่วรีบก้าวเข้าไปใกล้ นางเขย่าตัวอีกฝ่ายเบาๆหลินหนิงค่อยๆ ลืมตาขึ้น เสียงสะอื้นเล็กๆ ดังออกมาจากริมฝีปากของนาง ดวงตาของหลินหนิงเต็มไปด้วยน้ำตาที่คลอหน่วย ก่อนจะไหลรินลงมาอย่างเงียบงัน นางก้มหน้าลง มือทั้งสองข้างกำชายเสื้อของตัวเองแน่น พยายามกลั้นเสียงสะอื้น“เจ้าเป็นอะไร?” หวงจื่อรั่วถามหลินหนิงสูดลมหายใจเข้าลึกก่อนตอบเสียงสั่นเครือ “ในภวังค์… ข
เมื่อการสอบสิ้นสุดลง จางอี้หมิงที่นั่งเอกเขนกอยู่ในห้องประชุม จากนั้นศิษย์พี่ฟางหรงในชุดยาวปักลวดลายประณีต รูปร่างโปร่งบาง งดงามราวกับภาพวาดบนม้วนกระดาษโบราณ ใบหน้าของนางเรียบเฉย แต่กลับแฝงไว้ด้วยความอบอุ่นดุจสายลมฤดูใบไม้ผลิฟางหรงหันมาทางจางอี้หมิง ก่อนกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่งแต่มีเสน่ห์ “จางอี้หมิง เดี๋ยวเจ้าตามข้ามา ข้ามียาฟื้นฟูที่บ่มไว้นานแล้ว คาดว่าน่าจะเสร็จพอดี เดี๋ยวเจ้าไปเอายาที่บ้านข้า”จางอี้หมิงที่นั่งเอกเขนกอยู่สะดุ้งเล็กน้อยเมื่อได้ยินเสียงเรียก เขามองศิษย์พี่ฟางหรงด้วยสายตาชื่นชม ก่อนพึมพำในใจว่า "ศิษย์พี่ฟางหรงของข้าผู้นี้ มองยังไงก็งดงาม น่าจะงามสุดในสำนักแล้ว"เขาลุกขึ้นยืน ยิ้มพลางตอบนาง “ขอบคุณศิษย์พี่ฟางหรง ข้าจะรีบไปตามคำสั่งของท่าน”ฟางหรง ผู้มีความเชี่ยวชาญในศาสตร์การรักษาและฟื้นฟู เป็นหนึ่งในศิษ
วันที่สำนักเทียนหยางกลับมาเปิดการฝึกฝนใหม่อีกครั้ง ยามนี้ศิษย์ระดับสูงอย่างชิงซิ่วและลิ่วเฉียงที่อยู่ในระดับแปดซึ่งตอนนี้ก็ต่างแยกย้ายกันไปเก็บตัวเพื่อฝึกฝนพลังปราณให้แข็งแกร่งกว่าเดิม ซึ่งก็ไม่รู้ว่าใครจะทะลวงเข้าสู่ระดับเก้าก่อนกัน ฟางหรงคนงามตอนนี้ก็ออกเดินทางไปรวบรวมสมุนไพรที่เหลืออยู่อีกสิบเจ็ดชนิด เมื่อมีเหตุด่วนเหตุร้ายเมื่อไหร่จึงค่อยกลับมายังสำนักเทียนหยาง ส่วนเรื่องการฟื้นฟูรักษาก็เป็นหน้าที่ของศิษย์สายตรงของนางที่รับไว้ ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในระดับสองและระดับหนึ่งเป็นผู้ดูแลศิษย์ที่บาดเจ็บหรือเจ็บป่วย ในเวลานี้ศิษย์ระดับเจ็ดอย่างเฉินเจิ้งเป็นผู้มีระดับปราณสูงสุดในสำนักส่วนเจ้าสำนักกู่เจิ้งไม่มีใครรู้ว่าอยู่ที่ไหน หากเขาอยากมาก็จะมาเอง
จางอี้หมิงมองตามถัวเค่อชีผู้นั้น เขารู้ดีว่าศิษย์ระดับสามผู้นั้นริษยาเขามาตลอด เหตุที่อายุเท่ากัน แต่จางอี้หมิงเข้าสำนักก่อน ได้เป็นศิษย์สายตรงของกู่เจิ้ง และทะลวงด่านขึ้นสู่ระดับสูงสำเร็จ แต่ถั่วเค่อชีผู้นั้นทำได้เพียงระดับสามเท่านั้น “หากข้าได้พลังปราณกลับคืนเพียงนิด เจ้าจะเป็นคนแรกที่บิดาจะสั่งสอน!” จางอี้หมิงลอบคิดในใจ ก่อนจะเดินนำหลินหนิงและหวงจื่อรั่วไปเพื่อรับฟังคำชี้แจงจางอี้หมิงยืนข้างหวงจื่อรั่ว ลอบมองใบหน้างดงามหมดจดของนาง ก่อนจะกระซิบกับนางเบาๆ “ที่นี่ศิษย์ระดับศูนย์จะต้องนอนร่วมกัน แต่แบ่งแยกชายหญิง เจ้าควรเลิกปลอมเป็นชายได้แล้ว”หวงจื่อรั่วมองเขาตอบด้วยสายตาเย็นชา “ข้าไม่ได้ปลอม”“เห็นชั
เสียงระฆังดังเป็นสัญญาณเริ่มต้นวันเรียนแรกของเหล่าผู้ฝึกตนหน้าใหม่ ศิษย์ใหม่ต่างทยอยกันเข้ามานั่งประจำโต๊ะกันอย่างเร่งรีบ เนื่องจากเป็นวันแรกที่ไม่มีใครอยากถูกเพ่งเล็งมากนักนี่เป็นสิ่งที่จางอี้หมิงเห็นเป็นประจำในทุกครั้ง แต่หลังจากศิษย์หน้าใหม่เหล่านี้ สามารถจับทิศทางของอาจารย์ผู้สอนได้แล้ว ก็มักจะนอกลู่นอกทางกันบ้างแต่ยังอยู่ในขอบเขตท่ามกลางบรรยากาศของห้องเรียนที่โปร่งโล่ง ผนังแกะสลักลวดลายวิจิตรและหน้าต่างเปิดรับแสง สองดรุณีสาวผู้งดงามเหนือใครในสายตาของจางอี้หมิงรวมถึงสายตาใครอีกหลายคน พลันปรากฏตัวขึ้นในห้องเรียนนี้หลินหนิง ดรุณีสาววัยสิบหก ผู้มีดวงตากลมโตแวววาวเหมือนหยาดน้ำค้าง ผิวขาวอมชมพูเปล่งประกายราวหิมะ นางเดินเข้ามาพร้อมรอยยิ้มสดใสที่ทำให้ทั้งห้องเหมือนสว่างขึ้น ข้างกายนางคือ หวงจื่อรั่ว ผู้มีโฉมงามหมดจดราวนางในภาพวาด แต่มักทำหน้านิ่งขรึมจนดูเย็นชา ทั้งสองเลือกโต๊ะคู่อยู่กลางห้อง และนั่งลงอย่างสงบ
สายลมเย็นพัดผ่านยอดไม้ใหญ่ กิ่งไม้เสียดสีกันดังแผ่วเบา บรรยากาศรอบข้างเงียบสงัดบนก้านต้นไม้ใหญ่สูงตระหง่าน ร่างสตรีปริศนาผู้หนึ่งยืนอยู่ นางสวมชุดคลุมสีเทาหม่น สวมหน้ากากปิดบังใบหน้าสายตาของนางจ้องมองไปยังที่ตั้งของสำนักเทียนหยาง ราวกับกำลังเฝ้ารอเวลาอะไรบางอย่าง“เป็นอย่างไรบ้าง?”เสียงแหบห้าวดังขึ้นจากด้านหลังร่างชายวัยกลางคนในชุดคลุมสีเทา สวมหน้ากากปิดบังใบหน้าเช่นกัน เขาก้าวเข้ามาใกล้อย่างเงียบงันสตรีในชุดคลุมไม่หันกลับมา นางเอ่ยเสียงเย็นชา“ข้าใส่จิตวิญญาณมารให้แก่ศิษย์คนนึงในสำนักเทียนหยางแล้ว ตอนนี้... ม่านพลังป้องกันมีรอยรั่วเล็กน้อย หน้าที่ของข้ามีเพียงเท่านี้”นางเหลือบตามองชายผู้นั้นเล็กน้อย ก่อนเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ “ส่วนที่เหลือเป็นหน้าที่ของเจ้าแล้ว เชียนหวง”“อย่าทำให้เจ้าตำหนักพิโรธอีกรอบล่ะ”ดวงตาภายใต้หน้ากากของเชียนหวงเป็นประกายวาวโรจน์ เขายกคางขึ้นเล็กน้อย ท่าทางหยิ่งผยองทะนงตน “เรื่องนั้นไม่ต้องให้เจ้ามาสอน”“แน่ใจใช่ไหมว่าศิลาเฝิ่นเหิงอยู่ในสำนักเทียนหยาง?” เชียนหวงเอ่ยถาม น
แสงอรุณแรกสาดส่องผ่านบานหน้าต่าง ลำแสงสีทองกระทบใบหน้าของจางอี้หมิง เขาค่อยๆ ลืมตาตื่นขึ้นมาอย่างงัวเงีย แต่เมื่อขยับตัวจึงพบว่า…“พื้นหน้าประตูบ้าน... ทำไมข้าถึงมานอนอยู่ตรงนี้ได้?”เขากวาดสายตามองรอบๆ แล้วก็นึกขึ้นได้ว่าเมื่อคืนนี้ ศิษย์พี่เจียงเยว่ บุกมายึดเตียงของเขาและบังคับให้เขานอนเฝ้าประตูแทน“ช่างไร้น้ำใจเสียจริง! แย่งที่นอนข้าแล้วยังไม่คิดจะปลุกกันบ้างเลย”จางอี้หมิงบ่นอุบอิบพร้อมทั้งลุกขึ้นบิดขี้เกียจ เส้นผมยุ่งเหยิง เขาขยี้ตาเบาๆ แล้วหันไปมองเตียงนอน…เตียงว่างเปล่า ไม่มีเงาของศิษย์พี่เจียงเยว่“ไว้วันหนึ่งท่านร่วมเตียงกับข้าเมื่อไหร่ ข้าจะปลุกขึ้นมาเสพสุขแต่เช้า”แม้จะบ่น แต่ใบหน้าของจางอี้หมิงกลับเผยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ออกมาเล็กน้อยจากนั้น จางอี้หมิงก็จัดการตัวเอง ล้างหน้า แปรงฟัน และเปลี่ยนชุดเรียบร้อย จางอี้หมิงเดินทอดน่องไปยังลานฝึกเบื้องล่างของสำนักวันนี้ก็เหมือนทุกวัน ไม่มีอันใดพิเศษเขาเข้าร่วมชั้นเรียนอย่างขอไปที ฟังบ้างไม่ฟังบ้าง แต่ยังคงแสร้งทำเป็นตั้งใจต่อหน้าผู้สอนระหว่างพักการฝึก…
กริ๊ง!กริ๊ง!กริ๊ง!เสียงกระดิ่งดังขึ้น ท่ามกลางค่ำคืนที่เงียบสงัด ถัวเค่อชีสะดุ้งตื่น ดวงตาเบิกโพลง ก่อนจะค่อยๆ ลุกขึ้นนั่ง ร่างกายของเขาสั่นสะท้าน ไม่ใช่เพราะความหนาว แต่เป็นเพราะแรงบางอย่างที่กำลังเรียกหาเขาวาบ!แสงสีม่วงสว่างวาบขึ้นตรงกลางหน้าผากของถัวเค่อชีลูกตาดำของเขาเปลี่ยนเป็นสีขาวขุ่นราวกับวิญญาณไร้ชีวิต ก่อนจะค่อยๆ กลับคืนสู่สีดำ เสียงกระดิ่งยังคงดังต่อเนื่อง ดังก้องเข้าไปในห้วงจิตใจของเขากริ๊ง!อึก...!ถัวเค่อชีขบกรามแน่น พยายามดึงสติกลับคืนมา เขากุมศีรษะ ใช้กำปั้นทุบลงไปซ้ำแล้วซ้ำเล่า“ออกไป! ข้าไม่ต้องการเจ้า!”ถัวเค่อชียังคงทุกข์ทรมาน แต่แล้ว…เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นในหัวของเขา“จงลืมตาขึ้น... ความแข็งแกร่งที่แท้จริงกำลังรอเจ้าอยู่…”ดวงตาของถัวเค่อชีสั่นไหว มือของเขาสั่นระริก เสียงกระดิ่งยังคงดังไม่หยุด“เจ้าจำไม่ได้เหรอ... ว่าจางอี้หมิงน่าแค้นใจเพียงไร?”ทันใดนั้น ภาพแห่งความทรงจำในอดีตก็ไหลทะลักเข้ามาในหัวของเขาสิบปีก่อน…เด็กชายวัยสิบขวบเดินทางมาย
จางอี้หมิงเดินทางมาถึงบ้านของศิษย์พี่เฉินเจิ้ง บ้านของเฉินเจิ้งเต็มไปด้วยเศษโลหะกระจัดกระจายทั่วบริเวณ บางชิ้นเป็นแผ่นเหล็ก บางชิ้นเป็นเศษดาบที่ยังไม่เสร็จสมบูรณ์ และบางชิ้นก็เป็นเพียงเศษเหล็กที่ขึ้นสนิมไปแล้ว ที่หน้าบ้านมีเตาหลอมขนาดใหญ่ตั้งตระหง่านอยู่ เปลวไฟที่มอดลงไปแล้วทำให้รู้ว่าเฉินเจิ้งคงเพิ่งทำงานเสร็จไม่นานจางอี้หมิงมองสภาพบ้านแล้วอดไม่ได้ที่จะพ่นลมหายใจอย่างเหนื่อยหน่าย “เพ่ย! ศิษย์พี่เฉินเจิ้ง ช่างโสโครกยิ่งนัก!”ทันใดนั้น เสียงจากในบ้านก็ดังขึ้นมาทันที “เจ้าพูดอะไรข้าได้ยินนะ!”จางอี้หมิงยิ้มมุมปาก ก่อนจะตอบกลับไป “ข้าตั้งใจให้ท่านได้ยิน” แล้วเดินเข้าไปในบ้านภายในบ้านรกไม่แพ้ด้านนอก หากแต่สิ่งที่กระจัดกระจายอยู่ในนี้ไม่ใช่เศษโลหะ แต่เป็นกองหนังสือที่กองระเกะระกะจนแทบไม่มีทางเดิน พื้นบางส่วนมีรอยหมึกเปรอะเปื้อน บางจุดมีม้วนตำราวางซ้อนกันจนสูงท่วมหัวเฉินเจิ้งคือผู้เชี่ยวชาญด้านการใช้ค้อนและหลอมโลหะ แถมยังเป็นผู้ชำนาญการอ่านตำราตอนกลางวันเขามักหมกมุ่นอยู่กับเตาหลอมโลหะ ส่วนกลางคืนจะหมกมุ่นอยู่กับตำราในบ้านจางอี้หมิงลัดเ
วันนี้เหล่าศิษย์ระดับศูนย์ ซึ่งเป็นระดับฐานของสำนักเทียนหยาง ต้องกลับสู่การฝึกฝนอีกครั้งจางอี้หมิงเดินผ่านประตูห้องเรียนเข้ามาด้วยท่าทางผ่อนคลาย สายตากวาดมองไปรอบ ๆ ก่อนจะสะดุดเข้ากับสองดรุณีงามหลินหนิงและหวงจื่อรั่ว สองสาวที่งามหยดย้อยในอาภรณ์ที่สะอาดตาแต่แนบเน้นรูปร่างพองาม สัดส่วนอ่อนช้อยของพวกนางช่างเย้ายวนจนเขาอดไม่ได้ที่จะยิ้มบาง พลางโบกพัดในมือราวกับเป็นบัณฑิตเจ้าสำราญ แล้วก้าวเท้าเข้าไปหาพวกนางอย่างไม่เร่งรีบทว่า ก่อนที่เขาจะไปถึงเป้าหมาย ชายหนุ่มสองคนก็ขวางทางไว้ คนหนึ่งแซ่หม่า อีกคนแซ่เจียง ทั้งสองเป็นสมุนของซุนสีห่าว บุตรชายของขุนนางใหญ่ แต่กลับเป็นคุณชายไม่เอาไหน ที่ฟ้าดินกลั่นแกล้งให้มาเป็นว่าที่เจ้าบ่าวของน้องสาวจางอี้หมิงสมุนทั้งสองของซุนสีห่าวกอดอก ยืดอกทำท่าโอหัง ก่อนที่ผู้แซ่หม่าจะชี้นิ้วมาที่จางอี้หมิง“เจ้าคนไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง!” ผู้แซ่หม่ากล่าวเสียงดัง “วันนี้พวกข้าจะคิดบัญชีกับเจ้าจากเหตุการณ์วันนั้น ที่เจ้าทำให้พวกข้าอับอายที่หน้าสำนักบ่อนเบี้ย!”จางอี้หมิงเหลือบตามองพวกเขาเล็กน้อย แววตาเต็มไปด้วยความเฉยเมย ก่อนจ
เช้าของวันใหม่ วันนี้เป็นวันที่ต้องเดินทางกลับสำนักเทียนหยางเพื่อไปฝึกฝนวิชาต่อ เหล่าศิษย์ระดับล่างที่หยุดผักผ่อนด้านนอก จะต้องกลับไปยังสำนักความจริงแล้วแม้ว่าจางอี้หมิงจะเป็นศิษย์ระดับสูง แต่ก็ต้องปฏิบัติถามกฎนี้ด้วยเช่นกัน เว้นแต่ว่าจะต้องออกไปปฏิบัติภารกิจด้านนอก ก็สามารถแวะพักผ่อนตามทางได้เช่นกัน ขอแค่ภารกิจไม่เสียหายอาจจะมีบางครั้งที่เขาหรือศิษย์แอบหนีเที่ยวออกมา ซึ่งทางสำนักก็หลับตาข้างเดียวอนุโลมให้ หากหลบมาเพียงแค่คืนเดียว เพราะเป็นที่รู้กันว่าเป็นการออกไปหาความสุขชั่วคราวเท่านั้นจางอี้หมิง และ หวงจื่อรั่ว ควบม้าคู่กันออกจากเขตเมืองหลวงชั้นใน สายลมยามเช้าพัดจางๆ เย็นสบายยิ่งนัก ท้องฟ้าสีครามสดใส อากาศเย็นสบายเหมาะแก่การเดินทางทั้งสองคนควบม้าเคียงกัน จางอี้หมิงมีธัญพืชขบเคียวตลอดทาง ส่วนหวงจื่อรั่วรักษาท่าทีได้ดี จนกระทั่งออกจากเขตเมืองหลวงชั้นใน เมื่อถึงบริเวณเขตชั้นนอก พวกเขาพบ แม่นางหลินหนิง กำลังยืนรออยู่ข้างทาง หลินหนิงทักทายทั้งสองก่อนจะขี่ม้าเดินต
เมื่อจางอี้หมิงก้าวเข้ามาในห้อง กลิ่นหอมอ่อนๆ ของดอกไม้และเครื่องหอม ลอยอบอวลในอากาศ เทียนไขบนโต๊ะเล็กส่องแสงวูบไหวเป็นประกายอ่อนโยน เงาสะท้อนของเปลวไฟเต้นระยิบระยับบนผ้าม่านโปร่งบาง ราวกับกำลังเต้นรำอยู่ในค่ำคืนที่เงียบสงบกลางห้อง มีร่างของดรุณีสาวผู้หนึ่ง ในอาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ เนื้อผ้าบางเบาพริ้วไหวไปตามลมอ่อน ซงเอ๋อร์ สาวใช้คู่ใจและว่าที่อนุภรรยาของจางอี้หมิง หันกลับมามองเขาแววตาอ่อนโยนคู่นั้นเต็มไปด้วยความใส่ใจ แก้มของนางขึ้นสีแดงระเรื่อ ราวกับกลีบดอกท้อแรกแย้มในฤดูใบไม้ผลิ“คุณชายฝึกซ้อมเสร็จแล้วหรือเจ้าคะ?” นางกล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนหวาน “ข้าจัดเตรียมน้ำอุ่นไว้ให้ท่านแล้ว”จางอี้หมิงยิ้มบางๆ สายตาคมคายทอดมองหญิงสาวตรงหน้า “เจ้าช่างดีเหลือเกิน” เขากล่าวเบาๆซงเอ๋อร์เดินเข้ามาใกล้ นางช่วยปลดเสื้อคลุมของเขาออกอย่างนุ่มนวล มือเรียวของนางสัมผัสโดนปลายแขนของเขาเพียงแผ่วเบาทว่ากลับทำให้หัวใจของจางอี้หมิงเต้นแรงอย่างไม่รู้ตัวหลังจากปลดเปลื้องเสื้อผ้าออกแล้ว เขาก้าวลงไปในอ่างไม้ขนาดใหญ่ ไอน้ำอุ่นโอบล้อมร่างกายช่างผ่อนคลา
“พี่ใหญ่ช่วยข้าด้วย! ไอ้โรคจิตนี่จะขืนใจข้า!”“หา!?” จางอี้หมิงขมวดคิ้วทันใดนั้น ซุนสีห่าวที่กำลังวิ่งมาตามมา ก็ชะงักฝีเท้ากะทันหัน เมื่อเห็น ใบหน้าของจางอี้หมิงจากนั้น เข่าทรุดลงแทบพื้น!“พี่เขย!!”“...”“ข้าเคยล่วงเกินท่าน โปรดให้อภัยข้าด้วยเถิด!!!”จางอี้หมิงกระพริบตาสองสามที ก่อนจะหันไปมองน้องสาวที่ยังยืนหลบอยู่ด้านหลังเขา จากนั้นรีบคว้ามือจางหลันซือขึ้นรถม้า แล้วควบรถม้าออกไปทันที!!เมื่อรถม้ากลับมาถึง จวนสกุลจาง จางหลันซือถอดปิ่นปักผมออก ผมสยายกระทบแสงอาทิตย์งดงาม ก่อนจะทิ้งตัวลงบนเก้าอี้ หัวคิ้วขมวดเข้าหากันอย่างขัดใจ“เกิดอะไรขึ้น?”
ภายในห้องอาหารของจวนสกุลจาง ทุกคนในครอบครัวพร้อมหน้าพร้อมตา จางส่วง ผู้เป็นบิดา นั่งอยู่หัวโต๊ะ ด้านข้างมี หลี่เอ้อเหมียว ภรรยาของเขาและเป็นมารดาเลี้ยงของ จางอี้หมิง ส่วน จางหลันซือ บุตรีของหลี่เอ้อเหมียว และ จางอี้หมิง พี่ชายต่างมารดา ก็นั่งร่วมโต๊ะพร้อมกันบรรยากาศเป็นไปอย่างสงบ ทุกคนเพลิดเพลินกับอาหารถูกจัดเตรียมมาอย่างดีจางอี้หมิงคีบเนื้อเป็ดชิ้นหนึ่งอย่างใจเย็น และสูดกลิ่นหอมของอาหารเบาๆ ขณะที่หลี่เอ้อเหมียวรินน้ำชาให้สามีจางหลันซือที่เงียบมานานจ้องมองพี่ชายต่างมารดาของตน ก่อนจะถามขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง“พี่ใหญ่มีเรื่องใดสารภาพหรือไม่?”จางอี้หมิงชะงักมือที่กำลังคีบอาหาร ดวงตาคมเข้มเหลือบมองน้องสาวแล้วเลิกคิ้วขึ้นอย่างไม่เข้าใจหลี่เอ้อเหมียววางกาน้ำชาลงแล้วหันมามองด้วยความสนใจ ขณะที่ จางส่วง ผู้เป็นบิดา ชะงักไปเพียงอึดใจ ก่อนจะตบโต๊ะเสียงดังแล้วกล่าวขึ้น“เจ้าไปทำนางคณิกาคนใดท้อง?”เสียงคำถามนั้นทำให้ทุกคนที่นั่งอยู่พลันชะงักไปชั่วขณะ แม้แต่นางรับใช้ที่กำลังรินน้ำแกงยังเผลอมือสั่นเล็กน้อยจางอี้หมิงถอนหายใจแล้