ทางด้านลานกว้างหน้าหอเทียนหยาง
จางอี้หมิยังคงยืนหยัดอยู่ท่ามกลางลานกว้างหน้าหอเทียนหยาง ท่ามกลางหมอกฝุ่นและเสียงคำรามของเหล่าอสูรดินเหนียว ดาบในมือของเขาเปื้อนเศษดินและคราบอสูร แต่มือทั้งสองข้างยังคงจับกระชับแน่น แม้ไร้ซึ่งพลังปราณ แต่ด้วยร่างกายที่ฝึกฝนมาอย่างหนักหน่วงและกระบวนท่าอันเฉียบคม เขาก็ยังคงยืนหยัดต้านศัตรูได้อย่างไม่ลดละ
เมื่ออสูรตนหนึ่งพุ่งเข้ามาทางด้านซ้าย จางอี้หมิงใช้แรงบิดเอว เหวี่ยงดาบออกไปเป็นแนวโค้งคมกริบ ปลายดาบฟันทะลุไหล่อสูรดินเหนียวเสียงดังฉึบ! เศษดินกระจายตัวออกเป็นฝุ่นสีดำ อสูรตัวนั้นเซถลาไปด้านหลังก่อนที่ร่างจะถูกแรงฟันฉีกออกเป็นสองซีก
ฉึบ! ฉึบ! ฉึบ!
โฮกกก!!!!
เสียงคำรามจากอสูรตัวอื่นดังก้อง มันพุ่งเข้ามารุมล้อมจากทุกทิศทาง จางอี้หมิงย่อกายลงเล็กน้อยก่อนพุ่งตัวไปข้างหน้า ใช้ดาบแทงทะลุอกของตัวหนึ่ง จากนั้นดึงกลับแล้วฟาดดาบฟันเข้าที่คอของอีกตัว เศษดินและโคลนกระเด็นไปทั่วราวกับห่าฝนที่โปรยปรายอยู่กลางสมรภูมิ
“ฮ่า!” จางอี้หมิงคำรามเสียงต่ำก่อนสะบัดดาบหมุนตัวเป็นวงกว้าง ร่างของอสูรที่อยู่รอบข้างถูกแรงฟันจนกระเด็นออกไปคนละทิศละทาง เสียงแตกกระจายของดินเหนียวดังก้องขึ้นทุกครั้งที่ดาบของเขาฟาดฟันลงไป
ทว่า แม้จะสังหารอสูรได้มากเพียงใด แม้ไม่ได้สิ้นเปลืองพลังงานในการโคจรลมปราณย้อนกลับ แต่ถึงอย่างไรเรี่ยวแรงของมนุษย์ก็มีขีดจำกัด ลมหายใจของจางอี้หมิงเริ่มหนักขึ้น เหงื่อไหลซึมไปตามไรผมและลำคอ แต่เขาก็ไม่หยุดยั้งเพียงเท่านั้น
มือทั้งสองยังคงจับกระชับดาบ เลือดในกายพลุ่งพล่านด้วยไฟแห่งนักสู้ แม้จะเหนื่อยหอบแต่ร่างกายของเขาก็ยังคงขยับเคลื่อน บุกทะลวงผ่านหมู่มวลอสูรดินเหนียวต่อไปไม่หยุดยั้ง!
เสียงกระบี่และดาบกระทบกันดังก้องไปทั่วลานหน้าหอเทียนหยาง จางอี้หมิงยืนหยัดอยู่ท่ามกลางฝุ่นดินที่กระจายฟุ้งไปทั่ว ดาบในมือของเขากวัดแกว่งไปมา ฟาดฟันอสูรดินเหนียวที่รายล้อมอยู่รอบตัวอย่างไม่ลดละ
เมื่ออสูรตัวหนึ่งกระโจนเข้ามาพร้อมกับง้างกรงเล็บใหญ่หมายจะฉีกกระชากร่างของเขา จางอี้หมิงรีบก้าวเท้าหลบไปด้านข้าง ปลายดาบในมือของเขาตวัดเป็นแนวโค้งเฉือนผ่านกลางลำตัวของมัน อสูรดินเหนียวแตกกระจายเป็นเสี่ยง ๆ เศษดินกระเด็นไปทั่วพื้น แต่ยังไม่ทันได้พักหายใจ อสูรอีกสองตัวก็กระโจนเข้ามาจากด้านข้างพร้อมกัน จางอี้หมิงขบฟันแน่น หมุนตัวใช้ดาบฟาดออกไปเป็นแนวขวาง กรีดผ่านร่างอสูรสองตัวจนขาดสะบั้นกลางลำตัว
“ศิษย์พี่ ท่านไหวแค่ไหน?” เสียงของซ่งอินดังขึ้นจากด้านหลัง ขณะที่ตัวเขากำลังใช้กระบี่ปัดป้องอสูรดินเหนียวที่โถมเข้าใส่ไม่หยุด
จางอี้หมิงยกแขนเสื้อขึ้นเช็ดเหงื่อก่อนจะหัวเราะหึ ๆ แล้วตอบ “จบศึกนี้ข้าจะไปผ่อนคลายที่สำนักสังคีตให้สะใจ”
ซ่งอินหลบกรงเล็บของอสูรอย่างคล่องแคล่ว ก่อนจะฟาดกระบี่ออกไปทำลายศัตรู “ข้าไปด้วยได้หรือไม่?”
“ข้าจะออกเงินให้เจ้าหลับนอนกับดาวเด่นสักคืนหนึ่ง” จางอี้หมิงตอบพลางเหวี่ยงดาบฟันอสูรอีกตัวจนร่างแตกกระจายเป็นเศษดิน
ซ่งอินหัวเราะเสียงดัง “ถ้าเช่นนั้น ข้าขอแม่นางฉีเหอ”
จางอี้หมิงยิ้มเย้ยขณะใช้สันดาบฟาดเข้าที่หัวอสูรอีกตัวจนมันระเบิดออก “หน้าที่ของนางคือปรนนิบัติข้า”
จากนั้น ต่างคนต่างไล่ฟาดฟันอสูรดินเหนียวที่อยู่เบื้องหน้าอย่างไม่ลดละ โดยมีดาวเด่นสำนักสังคีตเป็นเป้าหมายในการผ่อนคลาย
ภายในหอเทียนหยาง
เสียงโลหะกระทบดินดังสะท้อนขึ้นมาเป็นระยะ แรงสั่นสะเทือนจากสมรภูมิรบเบื้องล่างทำให้โถน้ำชาบนโต๊ะไม้สั่นไหวเบาๆ แต่คนภายในหอเทียนหยางกลับนิ่งงัน ดวงตาหลายคู่จับจ้องออกไปยังลานกว้างเบื้องนอก ที่ซึ่งเหล่าศิษย์กำลังต่อสู้กับอสูรดินเหนียวอย่างดุเดือด
หวงจื่อรั่วยืนแน่วแน่ริมหน้าต่าง ร่างอรชรนิ่งสงบ แม้สายลมจะพัดต้องเสื้อผ้า แต่ใจของนางกลับปั่นป่วนดั่งคลื่นใต้ผืนน้ำ ดวงตาของนางจับจ้องไปยังร่างของบุรุษผู้หนึ่งท่ามกลางวงล้อมของอสูร จางอี้หมิงฟาดฟันดาบในมือด้วยพลังอันล้นเหลือ ทุกครั้งที่เขาหวดลงไป เศษดินก็ปลิวกระจุยกระจาย
ความที่นางเองก็เป็นผู้ฝึกยุทธ์เช่นกัน ถึงอย่างไรนางก็พอมองออกว่า กำลังและเรี่ยวแรงของจางอี้หมิงกำลังลดลง
แตกต่างจากทางด้านหลินหนิง แม้หวงจื่อรั่วจะมองด้วยความสงบ แต่หลินหนิงนั้นกลับไม่ใช่ นางกระวนกระวายใจเดินวนไปมา
“พวกเราทำอะไรได้บ้าง?”
หวงจื่อรั่วไม่ตอบ แต่นางกำด้ามทวนแน่นขึ้น ก่อนจะตัดสินใจคว้าทวนคู่ใจของตนออกมา “ข้าจะออกไปช่วย”
พูดจบนางก็พุ่งตัวไปยังประตูอย่างรวดเร็ว แต่เพียงแค่ก้าวข้ามธรณีประตู แสงสีทองพลันวาบขึ้นตรงหน้า ม่านพลังที่ปกป้องศิษย์ระดับต้นของสำนักปิดกั้นมิให้นางผ่านไปได้
“ทำไม…” หวงจื่อรั่วกัดฟันแน่น นางยกมือสัมผัสม่านพลัง พยายามปล่อยพลังปราณดันออกไป แต่มันกลับไม่กระเทือนแม้แต่น้อย
“พวกเราออกไปไม่ได้…” หลินหนิงกล่าวเสียงเบาหวิว ขณะมองเพื่อนของตนที่ยืนแน่นิ่ง
หวงจื่อรั่วไม่ได้ตอบ นางเพียงจ้องออกไปยังลานเบื้องล่าง ดวงตาคมกริบฉายแววเดือดดาล ขณะจางอี้หมิงยังคงยืนหยัดฟาดฟันเหล่าอสูร มือเรียวกำด้ามทวนแน่นขึ้นจนข้อนิ้วซีดเผือด
อยู่ห่างเพียงแค่นี้ กลับทำอะไรไม่ได้เลยหรือ
ลานหน้าหอเทียนหยาง
เสียงคำรามของอสูรดินเหนียวยังคงดังก้องสะท้อนไปทั่วลาน ดมดาบของจางอี้หมิงยังคงฟาดฟันไปมาไม่หยุด แม้เรี่ยวแรงจะลดลงเรื่อยๆ จนส่งผลต่อความเร็วและความแรงในการเหวี่ยงดาบ
แต่ทันใดนั้นเอง…
ฟึ่บ!
แสงสีขาวสว่างวาบขึ้นกลางอากาศ! รัศมีอันเจิดจ้าแผ่กระจายออกเป็นวงกว้าง อสูรดินเหนียวที่กำลังจะเข้าถึงตัวจางอี้หมิงพลันแตกกระจายเป็นเศษฝุ่นหินร่วงลงกับพื้นทันที ร่างหนึ่งปรากฏขึ้นกลางวงล้อม ฝีเท้าหนักแน่นและมั่นคง เสียงกระแสพลังยังสั่นสะเทือนในอากาศ
ครืนนน…!!!
ลิ่วเฉียง!
หนึ่งในผู้แข็งแกร่งที่สุดของสำนัก ปรากฏตัวขึ้น ใบหน้าคมเข้มเต็มไปด้วยรังสีแห่งความแข็งแกร่ง ด้านข้างของเขาที่มาพร้อมกัน เป็นหญิงสาวร่างระหงยืนอยู่ ฟางหรง ศิษย์พี่คนงามผู้เชี่ยวชาญศาสตร์รักษา ทั้งสองใช้เวทมิติของลิ่วเฉียงมาโผล่ที่ลานประลองได้ทันเวลาพอดี
จางอี้หมิงกระชับดาบ มองดูพวกเขาด้วยสายตาเหนื่อยล้าแล้วกล่าวอย่างประชดประชัน
“ทำไมไม่รอให้ถึงพรุ่งนี้เลยล่ะ? จะได้มาตอนข้าตายพอดี”
ลิ่วเฉียงเหล่มอง พลางเอ่ยเสียงเรียบ
“หุบปาก!”
ฟางหรงกลั้นหัวเราะพลางยกมือป้องปากเบาๆ ก่อนจะหันไปมองจางอี้หมิงด้วยสายตาขบขันเล็กน้อย
จางอี้หมิงถอนหายใจแล้วโบกมือไปทางฟางหรง “ท่านรีบไปช่วยพวกคนเจ็บเหอะ”
“ข้ารู้หน้าที่ ไม่จำเป็นต้องให้เจ้าบอกกล่าว” ฟางหรงกล่าวเสียงเรียบ
จากนั้นนางหยิบกระปุกยาใบหนึ่งออกมา โยนให้จางอี้หมิง
“กินซะ จะได้ไม่ตายกลางสนามรบ”
พูดจบ นางพุ่งตัวขึ้นไปบนหอเทียนหยางทันที ด้วยความคล่องแคล่วสมกับเป็นศิษย์ผู้แข็งแกร่งระดับสูงของสำนัก
เมื่อถึงจุดที่เหมาะสม ฟางหรงสูดลมหายใจเข้า รวบรวมพลังปราณไว้ในฝ่ามือ นางยกมือขึ้นเป็นรูปสามเหลี่ยม กำหนดจิตแน่วแน่ พลังปราณสีเขียวเรืองรองส่องประกายออกจากฝ่ามือ แผ่ขยายออกไปทั่วบริเวณ อาบไล้สำนักเทียนหยางด้วยพลังแห่งการเยียวยา บาดแผลของเหล่าศิษย์ที่บาดเจ็บเริ่มสมานตัว ความปวดร้าวจางหาย ร่างกายที่อ่อนล้ากลับมามีพลังอีกครั้ง
ลานหน้าหอเทียนหยาง
ลิ่วเฉียงกวาดสายตามองซากอสูรดินเหนียวที่กองอยู่เบื้องหน้า ก่อนจะหันไปสบตาจางอี้หมิงด้วยสายตาคมกริบ
“แค่นี้เจ้าจัดการไม่ได้หรือ?” น้ำเสียงของเขาทุ้มต่ำ เต็มไปด้วยอำนาจ
จางอี้หมิงที่กำลังหอบอยู่ กำดาบแน่นก่อนจะตอบกลับเสียงห้วน “หากข้ามีพลังปราณ ข้าคงจัดการหมด!”
เขาถอนหายใจยาว ยกมือขึ้นปาดเหงื่อแล้วพูดต่อ “ถ้าเช่นนั้น... พวกที่เหลืออยู่ตรงนี้ ข้าฝากท่านด้วย”
พูดจบ เขาก็ทิ้งตัวลงนั่งพิงกำแพง พลางปล่อยให้ร่างกายได้พักหลังจากต่อสู้หนักหน่วง
ลิ่วเฉียงไม่พูดให้มากความ เพียงแค่ยกมือขึ้นเบาๆ เพียงพริบตาเดียว…
ฟึ่บ!
เสียงแหวกอากาศดังขึ้น ทวนประจำกายของเขาพุ่งทะลวงลงมาจากฟากฟ้า ราวกับสุนัขป่าที่ได้กลิ่นเลือด ปลายทวนเปล่งประกายเย็นเยียบ แรงกดดันมหาศาลแผ่กระจายไปทั่วบริเวณ
“กระแสทวนแห่งฟ้า!”
ทันทีที่ทวนมาถึง ลิ่วเฉียงกระโดดขึ้นกลางอากาศ มือคว้าหมับเข้าที่ด้ามทวน ทันใดนั้นเอง ร่างของเขาพลันหมุนคว้างกลางเวหา!
ฟุบ! ฉัวะ! เปรี้ยง!
เสียงทวนแหวกอากาศราวสายฟ้าฟาด! อสูรดินเหนียวที่โถมเข้ามาถูกฟาดกระจายเป็นเศษดินละเอียด ท่ามกลางเสียงคำรามและแรงสั่นสะเทือนจากแรงกระแทก
ลิ่วเฉียงพุ่งตัวเข้าใส่ฝูงอสูรด้วยท่าร่างว่องไว ทวนในมือกรีดผ่านกลางร่างของศัตรูแต่ละตัวอย่างไร้ปรานี ซากดินแตกกระจุยเป็นวงกว้าง ลมหอบพัดกระจาย เศษฝุ่นปลิวว่อนเต็มลาน
ภายในเวลาเพียงไม่กี่อึดใจ…
ทุกอย่างเงียบกริบ…
เหล่าอสูรดินเหนียวที่เคยกระหน่ำจู่โจม ถูกทำลายลงจนหมดสิ้น!
จางอี้หมิงและซ่งอินที่นั่งอยู่มองตาค้าง พวกเขารู้ดีว่าลิ่วเฉียงแข็งแกร่ง แต่ไม่คิดว่าจะเหนือชั้นถึงเพียงนี้
“สมกับเป็นสายฝึกยุทธ์อันดับหนึ่งในสำนัก” จางอี้หมิงพึมพำเบาๆ
ซ่งอินกระพริบตาปริบๆ ก่อนจะหันไปพูดกับจางอี้หมิง “ข้าเพิ่งเคยเห็นศิษย์พี่ลิ่วเฉียงแสดงฝีมือใกล้ๆ เป็นครั้งแรก ที่แท้ก็แข็งแกร่งเช่นนี้”
“ไม่เท่าข้าหรอก”
“หุบปาก!”
สายลมพัดเอื่อย สะบัดผ่านร่างของสองศิษย์พี่น้องที่นั่งขัดสมาธิใต้ต้นไม้ใหญ่ ฟ่านหวงและเฉินเจิ้งต่างจมอยู่ในสมาธิ โคจรลมปราณเพื่อฟื้นฟูพลังที่สูญเสียไปจากการต่อสู้ที่ยืดเยื้อรอบกายเต็มไปด้วยซากอสูรดินเหนียวแตกกระจายเป็นเศษดิน เศษหิน เสียงลมหายใจของทั้งสองเริ่มกลับมาเป็นปกติ บรรยากาศที่เคยตึงเครียดผ่อนคลายลงชั่วขณะ“ตรวจสอบหาผู้นำพวกมันได้หรือยัง?” เฉินเจิ้งถามเสียงเรียบ ทว่าสายตากลับเต็มไปด้วยความระแวดระวังฟ่านหวงมองไปรอบๆ “ยัง”เฉินเจิ้งแค่นเสียงหัวเราะเย็น “ระหว่างที่ข้ากำจัดพวกมัน เจ้าไม่ได้อู้ใช่หรือไม่?”ฟ่านหวงหัวเราะเบาๆ ก่อนตอบด้วยน้ำเสียงยียวน “ศิษย์พี่เอ๋ย หากข้าตอบว่าใช่ ท่านจะทำอะไรข้า?”“เจ้ามันตัวบัดซบ กินแรงผู้อื่น!”เสียงหัวเราะของฟ่านหวงดังขึ้น ทว่าก่อนที่ทั้งสองจะต่อปากต่อคำต่อไป บรรยากาศรอบกายพลันเย็นยะเยือกลงจนขนลุกชันวูบบบ!“ศิษย์พี่…ท่านหายเหนื่อยแล้วหรือยัง?”เฉินเจิ้งยืดเส้นยืดสาย พูดด้วยสีหน้าเรียบเฉย “ข้าพร้อมตั้งแต่เมื่อวานแล้ว”“ถ้าเช่นนั้นก็… 5… 4… 3… 2… 1…”วูบบบ!!!
เสียงนกร้องแว่วมาเข้าหูเป็นสัญญาณแห่งยามเช้า จางอี้หมิงลืมตาขึ้นอย่างช้าๆ เมื่อสายตาปรับให้เข้ากับแสงสว่างรอบตัว เขาพบว่าตนเองกำลังนอนอยู่บนเตียงไม้หลังหนึ่ง ภายในห้องนอนที่แปลกตาแต่กลับรู้สึกคุ้นเคยผนังห้องถูกประดับด้วยภาพวาดภูเขาและสายน้ำ ซึ่งเขาจำได้ว่าเป็นผลงานวาดภาพของบิดา มุมหนึ่งของห้องมีตู้หนังสือเก่าที่เขาเคยอ่านในวัยเด็ก และบนโต๊ะไม้ใกล้เตียง มีโถยาที่ส่งกลิ่นสมุนไพรหอมอ่อนๆ ลอยมากระทบจมูกนี่คือห้องของเขาในจวนสกุลจาง บ้านเดิมของเขา แต่เหตุใดเขาจึงมาอยู่ที่นี่?จางอี้หมิงพยายามลุกขึ้น แต่ความปวดร้าวที่หน้าอกทำให้เขาต้องนิ่งอยู่กับที่ เขาก้มลงมองร่างกายตนเองและพบว่ามีผ้าพันแผลขนาดใหญ่พันรอบหน้าอก บ่งบอกว่าเขาได้รับบาดเจ็บสาหัส“เหตุใดข้าถึงเป็นเช่นนี้?” เขาพึมพำทันใดนั้น สายตาของเขาหันไปเห็นสตรีร่างเล็กนางหนึ่ง นาง
ซงเอ๋อร์ขยับตัวเล็กน้อยเมื่อรู้สึกถึงสายตาที่จับจ้อง นางลืมตาขึ้นช้าๆ ท่าทางงัวเงียเล็กน้อย แต่ยังคงความงดงามอ่อนโยนอย่างเรียบง่าย เมื่อเห็นจางอี้หมิงนั่งพิงหัวเตียงอยู่ นางตื่นเต็มตาในทันที รอยยิ้มอ่อนปรากฏบนใบหน้า“คุณชายใหญ่! ท่านตื่นแล้ว!” เสียงของซงเอ๋อร์เต็มไปด้วยความดีใจจางอี้หมิงหันมองตามเสียง ก่อนจะยิ้มเล็กน้อยให้ “ใช่ ข้าตื่นแล้ว”ซงเอ๋อร์ยิ้มกว้างขึ้นด้วยความปิติ ก่อนจะโผเข้ากอดเขาแน่น น้ำตาไหลออกมาอย่างห้ามไม่อยู่“อ๊ะ! เจ็บ…”ซงเอ๋อร์สะดุ้งรีบผละตัวออก ท่าทางของนางช่างน่าเอ็นดู “ข้าขอโทษคุณชาย! ข้าไม่ได้ตั้งใจ!”จางอี้หมิงส่ายหน้าพร้อมรอยยิ้มอบอุ่น “ไม่เป็นไร เจ้าดีใจจนลืมตัว ข้าเข้าใจ”นางเช็ดน้ำตาลวกๆ ก่อนถามด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล “คุณชายต้องการดื่มน้ำหรือไม่?”“อืม…” เขาพยักหน้าเมื่อซงเอ๋อร์รินน้ำใส่ถ้วยและส่งให้ จางอี้หมิงรับมาดื่มพลางมองนางด้วยสายตาอ่อนโยน เขาพลันนึกถึงชีวิตที่เรียบง่าย หากเขาสูญเสียพลังปราณไปอย่างถาวร การใช้ชีวิตอยู่ที่นี่ในฐานะบุตรชายของอ๋องสกุลจาง มีซงเอ๋อร์เป็นภรรยา
ประตูห้องของจางอี้หมิงเปิดออก เผยให้เห็นร่างสูงผอมของชายวัยกลางคนที่สวมอาภรณ์งดงามดูสูงศักดิ์ ใบหน้าเรียวมีเคราบางๆ ดูสง่างาม ทว่าดวงตาแฝงไว้ด้วยความเหนื่อยล้า ท่านอ๋องจางส่วง ผู้เป็นบิดาของจางอี้หมิง เดินเข้ามาด้วยสีหน้ายินดี“หมิงเอ๋อร์! ลูกพ่อฟื้นแล้ว” เขากล่าวด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความโล่งใจจางอี้หมิงค้อมศีรษะให้บิดา “ขออภัยที่ทำให้ท่านพ่อเป็นห่วง ตอนนี้ข้าดีขึ้นมากแล้ว”ท่านอ๋องจางส่วงนั่งลงข้างเตียง สังเกตบุตรชายของตนอย่างใกล้ชิด แม้จะเห็นสีหน้าซีดเซียว แต่ก็โล่งใจที่เขายังมีชีวิตอยู่จางส่วง ในฐานะบุตรชายคนที่ยี่สิบสี่ของอดีตฮ่องเต้เจ้าสำราญราชวงศ์ก่อน แต่ด้วยความที่เขาเป็นลูกคนเล็กที่เด็กมากเกินไป ปฐมฮ่องเต้ของราชวงศ์ปัจจุบันจึงเมตตาไว้ชีวิต และให้เป็นอ๋องเพื่อประดับไว้เฉยๆ ไม่มีอำนาจอื่นใดพิเศษ จางส่วงจึงเลือกใช้ชีวิตเงียบสงบ เขียนภาพวาดขายเลี้ยงชีพไปวันๆ พร้อมด้วยสมบัติอีกมากมาย ท่านอ๋องหันไปเรียกซงเอ๋อร์ที่ยืนรออยู่ด้านนอก “ซงเอ๋อร์ นำยาบำรุงเข้ามา”ซงเอ๋อร์รีบเดินเข้ามาพร้อมถ้วยยาสมุนไพรสีเข้ม กลิ่นฉุนแ
จางอี้หมิงยืนอยู่ในท่าจับกระบี่ไว้ในมือ มองหวงจื่อรั่วที่ยืนอยู่ตรงหน้าเขาด้วยท่าทางเย็นชา ดวงตาของเขาจับจ้องไปที่ใบหน้าของนางในระยะประชิด ใจหนึ่งเขารู้สึกคุ้นเคยกับนางแต่ยังคงนึกไม่ออกเสียทีจากนั้นเขาดึงตัวนางเข้ามาใกล้เพื่อชิงกระบี่ ทันใดนั้น หน้าอกนิ่มๆ ของหวงจื่อรั่วสัมผัสกับแผ่นอกของเขาเล็กน้อย เขารู้สึกถึงกลิ่นหอมหวานอ่อนๆ ของร่างกายนางที่ลอยมาท่ามกลางลมเย็นๆ ในยามค่ำคืน ความรู้สึกนี้ทำให้เขาเผลอสูดกลิ่นเข้าไปในปอดเล็กน้อย“ชัดเจนแล้ว นางเป็นสตรี”จางอี้หมิงซ่อนความคิดนี้ไว้ในใจไม่อาจเปิดโปงออกไปให้นางอับอายเมื่อได้จังหวะที่เหมาะสม เขาผลักนางออกไปเบาๆ โดยไม่แรงนัก หวงจื่อรั่วสะบัดตัวออกไปอย่างรวดเร็ว ร่างกายที่เคยสัมผัสกันก่อนหน้านี้ห่างออกไปด้วยความเงียบ เขามองนางจากด้านหลังขณะที่นางถามเขาด้วยน้ำเสียงเย็นชา “มาทำอะไรบนนี้?” จางอี้หมิงยิ้มเล็กน้อยและยักไหล่ “มาดื่มสุราชมพระจันทร์... อยากมานั่งดื่มด้วยหรือไม่?” หวงจื่อรั่วไม่ตอบ แต่เพียงแค่ส่ายหน้าอย่างเย็นชาแล้วพูดออกไป “ไม่ต้อง…” เสียงของนางเย็นชาดู
จางอี้หมิงเดินวนไปมาภายในบ้านพักขนาดกะทัดรัดของเขา ใช้ความคิดอย่างจริงจัง“การสอบเข้าสำนักนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย ผู้เข้าสอบต้องแสดงให้เห็นถึงความรู้ในศาสตร์ต่างๆ และความสามารถในการต่อสู้ด้วย แต่ว่าซงเอ๋อร์นั้นอ่านออกเขียนได้เพียงเล็กน้อย และความสามารถทางการต่อสู้นั้น…นางคุ้นเคยกับการใช้มีดทำครัวเสียมากกว่า”จางอี้หมิงถอนหายใจยาวขณะมองออกไปนอกหน้าต่าง พลันสมองเขาก็แล่นวาบขึ้นมา“ใช่แล้ว!”เขาอุทานเสียงดัง พร้อมเดินตรงไปยังมุมหนึ่งของห้องที่มีกระจกคันฉ่องวิเศษตั้งอยู่เขาเอื้อมมือไปลูบกรอบคันฉ่อง กระจกวิเศษบานนี้เป็นสมบัติของสำนัก มีคุณสมบัติพิเศษที่สามารถติดต่อกับผู้คนได้โดยไม่ต้องใช้พลังปราณเวท จางอี้หมิงสูดลมหายใจลึกก่อนจะยกมือโบกเบาๆ เหนือพื้นผิวกระจก คันฉ่องเปล่งแสงเล็กน้อยก่อนภาพของบุคคลหนึ่งปรากฏขึ้น
หลินหนิง สตรีสาววัยสิบหก ใบหน้างดงามดวงตาโตสดใส ร่างเล็กบางแต่ทรวดทรงได้สัดส่วน มีหน้าอกที่นูนขึ้นพอเหมาะ นางสวมชุดผ้าฝ้ายธรรมดา แต่ความงามของนางกลับสะดุดตาผู้คนได้อย่างง่ายดาย หลินหนิงเป็นบุตรสาวขุนนางตำแหน่งเล็กในเมืองหลวง ตำแหน่งที่ไม่ได้โดดเด่นหรือทรงอำนาจ แต่นางมีความใฝ่ฝันแรงกล้าที่จะเป็นผู้ฝึกตนในสำนักเทียนหยางเมื่อได้ยินข่าวลือว่าในตลาดมีร้านขายตำราติวสอบของสำนักเทียนหยาง หลินหนิงไม่รอช้า รีบรุดไปยังตลาดทันทีแต่เมื่อไปถึงร้านที่ถูกกล่าวถึง กลับพบเพียงแผงเปล่าๆ และป้ายไม้ที่ถูกปลดลงแล้ว หลินหนิงยืนมองด้วยความผิดหวัง นางกัดริมฝีปากแน่นก่อนจะบ่นออกมาเบาๆ “พลาดโอกาสนี้ไปได้อย่างไรกัน!” ดวงตากลมโตฉายแววเศร้าระหว่างที่หลินหนิงยังครุ่นคิดอยู่นั้น ทางด้าน จางอี้หมิง และ ซ่งอิน ซึ่งเป็นต้นตอของตำราติวสอบ กำลังนั่งพักอยู่ในโรงเตี๊ยมแห่งหนึ่ง จางอี้หมิงจิบน้ำชา พลางโบกตั๋วเงินในมือเหมือนพัดอย่างอารมณ์ดี
จางอี้หมิง ค่อยๆ ก้าวลงสู่อ่างอาบน้ำร้อนภายในห้องส่วนตัวของสำนักสังคีต ไอน้ำลอยขึ้นคลอเคล้ากับแสงตะเกียงที่ส่องสว่างเบาๆ เผยให้เห็นร่างกายที่เต็มไปด้วยกล้ามเนื้อแข็งแกร่ง และรอยแผลเป็นเด่นชัดกลางหน้าอกหญิงสา วสองนางในชุดบางเบาท่อนบนกำลังขัดถูร่างกายของเขาด้วยมือที่นุ่มนวลและระมัดระวัง ในขณะที่อีกคนบีบนวดไหล่และต้นแขนให้เขาอย่างอ่อนโยนเสียงประตูเลื่อนเปิดออกเผยให้เห็น แม่นางฉีเหอ ในอาภรณ์สีแดงสดที่บางเบา เปิดเผยสัดส่วนอันงดงามและเย้ายวน เธอเดินเข้ามาอย่างสง่างาม ดวงตาคมจับจ้องมาที่จางอี้หมิง“พวกเจ้าออกไปก่อน” แม่นางฉีเหอเอ่ยเสียงนุ่ม หญิงสาวสองคนก้มหัวรับคำสั่งก่อนจะเดินออกไปเงียบๆแม่นางฉีเหอนั่งลงข้างอ่าง รินสุราในถ้วยหยกส่งให้เขาด้วยรอยยิ้ม “คุณชายเสี่ยวจาง สุรานี้เป็นของพิเศษที่ข้าเก็บไว้
สายลมพัดเอื่อย สะบัดผ่านร่างของสองศิษย์พี่น้องที่นั่งขัดสมาธิใต้ต้นไม้ใหญ่ ฟ่านหวงและเฉินเจิ้งต่างจมอยู่ในสมาธิ โคจรลมปราณเพื่อฟื้นฟูพลังที่สูญเสียไปจากการต่อสู้ที่ยืดเยื้อรอบกายเต็มไปด้วยซากอสูรดินเหนียวแตกกระจายเป็นเศษดิน เศษหิน เสียงลมหายใจของทั้งสองเริ่มกลับมาเป็นปกติ บรรยากาศที่เคยตึงเครียดผ่อนคลายลงชั่วขณะ“ตรวจสอบหาผู้นำพวกมันได้หรือยัง?” เฉินเจิ้งถามเสียงเรียบ ทว่าสายตากลับเต็มไปด้วยความระแวดระวังฟ่านหวงมองไปรอบๆ “ยัง”เฉินเจิ้งแค่นเสียงหัวเราะเย็น “ระหว่างที่ข้ากำจัดพวกมัน เจ้าไม่ได้อู้ใช่หรือไม่?”ฟ่านหวงหัวเราะเบาๆ ก่อนตอบด้วยน้ำเสียงยียวน “ศิษย์พี่เอ๋ย หากข้าตอบว่าใช่ ท่านจะทำอะไรข้า?”“เจ้ามันตัวบัดซบ กินแรงผู้อื่น!”เสียงหัวเราะของฟ่านหวงดังขึ้น ทว่าก่อนที่ทั้งสองจะต่อปากต่อคำต่อไป บรรยากาศรอบกายพลันเย็นยะเยือกลงจนขนลุกชันวูบบบ!“ศิษย์พี่…ท่านหายเหนื่อยแล้วหรือยัง?”เฉินเจิ้งยืดเส้นยืดสาย พูดด้วยสีหน้าเรียบเฉย “ข้าพร้อมตั้งแต่เมื่อวานแล้ว”“ถ้าเช่นนั้นก็… 5… 4… 3… 2… 1…”วูบบบ!!!
ทางด้านลานกว้างหน้าหอเทียนหยางจางอี้หมิยังคงยืนหยัดอยู่ท่ามกลางลานกว้างหน้าหอเทียนหยาง ท่ามกลางหมอกฝุ่นและเสียงคำรามของเหล่าอสูรดินเหนียว ดาบในมือของเขาเปื้อนเศษดินและคราบอสูร แต่มือทั้งสองข้างยังคงจับกระชับแน่น แม้ไร้ซึ่งพลังปราณ แต่ด้วยร่างกายที่ฝึกฝนมาอย่างหนักหน่วงและกระบวนท่าอันเฉียบคม เขาก็ยังคงยืนหยัดต้านศัตรูได้อย่างไม่ลดละเมื่ออสูรตนหนึ่งพุ่งเข้ามาทางด้านซ้าย จางอี้หมิงใช้แรงบิดเอว เหวี่ยงดาบออกไปเป็นแนวโค้งคมกริบ ปลายดาบฟันทะลุไหล่อสูรดินเหนียวเสียงดังฉึบ! เศษดินกระจายตัวออกเป็นฝุ่นสีดำ อสูรตัวนั้นเซถลาไปด้านหลังก่อนที่ร่างจะถูกแรงฟันฉีกออกเป็นสองซีก ฉึบ! ฉึบ! ฉึบ! โฮกกก!!!!เสียงคำรามจากอสูรตัวอื่นดังก้อง มันพุ่งเข้ามารุมล้อมจากทุกทิศทาง จางอี้หมิงย่อกายลงเล็กน้อยก่อนพุ่งตัวไปข้างหน้า ใช้ดาบแทงทะลุอกของตัวหนึ่ง จากนั้นดึงกลับแล้วฟาดดาบฟันเข้าที่คอของอีกตัว เศษดินและโคล
ศิษย์ระดับสามและศิษย์ระดับต่ำกว่านั้นบางกลุ่มก็ออกไปจัดการกับอสูรดินเหนียวในจุดต่างๆ ถัวเค่อชีเองก็เช่นกัน ที่มีหน้าที่จัดการกับเหล่าอสูรดินเหนียวที่บุกโจมตีสำนักจากนั้นถัวเค่อชีก็แยกตัวออกจากกลุ่มศิษย์ที่กำลังต่อสู้กับอสูรดินเหนียว โดยอ้างว่าจะจัดการพวกมันด้วยตัวคนเดียว ทว่าแท้จริงแล้วเขารู้ดีว่าตัวเองกำลังถูกบางสิ่งบางอย่างเรียกหาอยู่กริ๊ง! กริ๊ง! กริ๊ง!เสียงกระดิ่งดังก้องอยู่ในโสตประสาท ขณะที่ถัวเค่อชีเดินเข้าไปในเงามืดของป่า เสียงนั้นไม่มีใครได้ยิน นอกจากตัวของเขาเอง และไม่อาจสลัดเสียงเหล่านั้นออกไปจากร่างกายได้แม้แต่น้อยร่างกายของถัวเค่อชีเริ่มหนักอึ้งขึ้นทุกย่างก้าว จนกระทั่งเขามาถึงใต้ต้นไม้ใหญ่ที่มีเงาร่มครึ้มปกคลุมทั่วทั้งบริเวณทันใดนั้นเอง ความเจ็บปวดรุนแรงก็แล่นขึ้นมาจากกลางศีรษะ ทะลวงไปถึงไขสันหลัง ถัวเค่อชีทรุดตัวลงกับพื้น มือทั้งสองข้างกุมหัวแน่นราวกับจะป้องกันมิให้มันแตกเป็นเสี่ยง ๆ ลมหายใจของเขาหนักหน่วง ร่างกายสั่นสะท้านจากความทุกข์ทรมาน ดวงตาพร่าเลือน เหมือนมีเงามืดแทรกซึมเข้ามาในจิตใจ“อ๊ากกก!!”ถัวเค่อชีส่งเสี
เจียงเยว่และหลี่เกอซินยืนอยู่บนระเบียงชั้นสามของหอเทียนหยาง สายลมพัดเอื่อย ผมยาวสลวยของทั้งคู่ปลิวไสวไปตามสายลมดวงตาของเจียงเยว่จับจ้องไปยังท้องฟ้า และพื้นเบื้องล่าง ที่มีกองทัพอสูรดินเหนียวเข้ามาไม่พักหลี่เกอซิน ศิษย์น้องผู้ชำนาญวิชาตรวจจับ ยืนนิ่งข้างๆ นางหลับตาลงเล็กน้อย ใช้จิตสัมผัสตรวจสอบสถานการณ์รอบด้าน ก่อนจะลืมตาขึ้นแล้วรายงานด้วยน้ำเสียงจริงจัง“ที่อารามทิศตะวันตกเฉียงเหนือมีปัญหา ทำให้ม่านพลังป้องกันเกิดรอยรั่ว”“แล้วอย่างไร?”“พวกเราต้องไปซ่อมแซมจุดนั้นโดยด่วน เพียงแต่ทางด้านนั้นมีศัตรูเข้ามามากเกินไป ข้าเกรงว่าหากไปตอนนี้จะไม่ปลอดภัย”เจียงเยว่ขมวดคิ้วเล็กน้อย ดวงตาคมกริบวาวโรจน์ นางคิดครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยเสียงหนักแน่น “ก่อนอื่นต้องระงับศัตรูไม่ให้เข้ามาชั่วคราว แล้วค่อยเข้าไปซ่อมแซมม่านพลัง”“แล้วควรทำอย่างไรดีศิษย์พี่?”“เจ้ารอที่นี่ก่อน”เจียงเยว่เหลือบตามองลงไปด้านล่าง ราวกับกำลังมองหาบางคน ดวงตาของนางสะท้อนเงาร่างหนึ่งที่กำลังต่อสู้
เหนือฟากฟ้ากลางเวหาทางด้านฟ่านหวงยืนหยัดอยู่กลางเวหา มือถือกระบี่สายฟ้าที่เปล่งประกายแสงสีฟ้าสว่างไสว สายฟ้าสีครามแผ่พุ่งออกมาจากกระบี่ แปรเปลี่ยนเป็นประกายสายฟ้าฟาดลงมาอย่างดุดันเบื้องหน้าของเขา มีอสูรดินเหนียวจำนวนมากที่รวมตัวกันเป็นกองทัพ มันสูงใหญ่และแข็งแกร่ง ร่างกายของมันถูกปั้นขึ้นมาจากดินเหนียวสีเทาเข้ม สายตาของมันแดงก่ำ ราวกับเปลวไฟที่ลุกโชนด้วยความเกรี้ยวกราด“กระบี่สายฟ้าพิฆาต!” ฟ่านหวงตวาดเสียงดังกึกก้อง พร้อมกับยกกระบี่ขึ้นเหนือศีรษะ ลมปราณมหาศาลไหลเวียนไปทั่วร่างของเขาเปรี้ยง!สายฟ้าสีครามฟาดเปรี้ยงลงมา ฟาดผ่าร่างของอสูรดินเหนียวจนกระเด็นกระดอน เศษดินกระจายออกไปทั่วอากาศประกายสายฟ้าสีครามสว่างจ้า แสงสีฟ้าพลุ่งพล่านราวกับคลื่นพายุ ฟ่านหวงเหวี่ยงกระบี่ออกไปอย่างรุนแรง ฟาดใส่ศัตรูตัวแล้วตัวเล่าสายฟ้าขนาดมหึมาพุ่งออกจากกระบี่ ฟาดผ่าลงมากลางกองทัพอสูรดินเหนียว เสียงระเบิดดังกึกก้อง แผ่นดินสั่นสะเทือน เศษดินกระจายกระเด็นไปทั่วทุกสารทิศคลื่นพลังระเบิดออกเป็นวงกว้าง เผาไหม้อสูรดินเหนียวให้แตกกระจายกลายเป็นผุยผง เศษด
สายลมเย็นพัดผ่านยอดไม้ใหญ่ กิ่งไม้เสียดสีกันดังแผ่วเบา บรรยากาศรอบข้างเงียบสงัดบนก้านต้นไม้ใหญ่สูงตระหง่าน ร่างสตรีปริศนาผู้หนึ่งยืนอยู่ นางสวมชุดคลุมสีเทาหม่น สวมหน้ากากปิดบังใบหน้าสายตาของนางจ้องมองไปยังที่ตั้งของสำนักเทียนหยาง ราวกับกำลังเฝ้ารอเวลาอะไรบางอย่าง“เป็นอย่างไรบ้าง?”เสียงแหบห้าวดังขึ้นจากด้านหลังร่างชายวัยกลางคนในชุดคลุมสีเทา สวมหน้ากากปิดบังใบหน้าเช่นกัน เขาก้าวเข้ามาใกล้อย่างเงียบงันสตรีในชุดคลุมไม่หันกลับมา นางเอ่ยเสียงเย็นชา“ข้าใส่จิตวิญญาณมารให้แก่ศิษย์คนนึงในสำนักเทียนหยางแล้ว ตอนนี้... ม่านพลังป้องกันมีรอยรั่วเล็กน้อย หน้าที่ของข้ามีเพียงเท่านี้”นางเหลือบตามองชายผู้นั้นเล็กน้อย ก่อนเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ “ส่วนที่เหลือเป็นหน้าที่ของเจ้าแล้ว เชียนหวง”“อย่าทำให้เจ้าตำหนักพิโรธอีกรอบล่ะ”ดวงตาภายใต้หน้ากากของเชียนหวงเป็นประกายวาวโรจน์ เขายกคางขึ้นเล็กน้อย ท่าทางหยิ่งผยองทะนงตน “เรื่องนั้นไม่ต้องให้เจ้ามาสอน”“แน่ใจใช่ไหมว่าศิลาเฝิ่นเหิงอยู่ในสำนักเทียนหยาง?” เชียนหวงเอ่ยถาม น
แสงอรุณแรกสาดส่องผ่านบานหน้าต่าง ลำแสงสีทองกระทบใบหน้าของจางอี้หมิง เขาค่อยๆ ลืมตาตื่นขึ้นมาอย่างงัวเงีย แต่เมื่อขยับตัวจึงพบว่า…“พื้นหน้าประตูบ้าน... ทำไมข้าถึงมานอนอยู่ตรงนี้ได้?”เขากวาดสายตามองรอบๆ แล้วก็นึกขึ้นได้ว่าเมื่อคืนนี้ ศิษย์พี่เจียงเยว่ บุกมายึดเตียงของเขาและบังคับให้เขานอนเฝ้าประตูแทน“ช่างไร้น้ำใจเสียจริง! แย่งที่นอนข้าแล้วยังไม่คิดจะปลุกกันบ้างเลย”จางอี้หมิงบ่นอุบอิบพร้อมทั้งลุกขึ้นบิดขี้เกียจ เส้นผมยุ่งเหยิง เขาขยี้ตาเบาๆ แล้วหันไปมองเตียงนอน…เตียงว่างเปล่า ไม่มีเงาของศิษย์พี่เจียงเยว่“ไว้วันหนึ่งท่านร่วมเตียงกับข้าเมื่อไหร่ ข้าจะปลุกขึ้นมาเสพสุขแต่เช้า”แม้จะบ่น แต่ใบหน้าของจางอี้หมิงกลับเผยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ออกมาเล็กน้อยจากนั้น จางอี้หมิงก็จัดการตัวเอง ล้างหน้า แปรงฟัน และเปลี่ยนชุดเรียบร้อย จางอี้หมิงเดินทอดน่องไปยังลานฝึกเบื้องล่างของสำนักวันนี้ก็เหมือนทุกวัน ไม่มีอันใดพิเศษเขาเข้าร่วมชั้นเรียนอย่างขอไปที ฟังบ้างไม่ฟังบ้าง แต่ยังคงแสร้งทำเป็นตั้งใจต่อหน้าผู้สอนระหว่างพักการฝึก…
กริ๊ง!กริ๊ง!กริ๊ง!เสียงกระดิ่งดังขึ้น ท่ามกลางค่ำคืนที่เงียบสงัด ถัวเค่อชีสะดุ้งตื่น ดวงตาเบิกโพลง ก่อนจะค่อยๆ ลุกขึ้นนั่ง ร่างกายของเขาสั่นสะท้าน ไม่ใช่เพราะความหนาว แต่เป็นเพราะแรงบางอย่างที่กำลังเรียกหาเขาวาบ!แสงสีม่วงสว่างวาบขึ้นตรงกลางหน้าผากของถัวเค่อชีลูกตาดำของเขาเปลี่ยนเป็นสีขาวขุ่นราวกับวิญญาณไร้ชีวิต ก่อนจะค่อยๆ กลับคืนสู่สีดำ เสียงกระดิ่งยังคงดังต่อเนื่อง ดังก้องเข้าไปในห้วงจิตใจของเขากริ๊ง!อึก...!ถัวเค่อชีขบกรามแน่น พยายามดึงสติกลับคืนมา เขากุมศีรษะ ใช้กำปั้นทุบลงไปซ้ำแล้วซ้ำเล่า“ออกไป! ข้าไม่ต้องการเจ้า!”ถัวเค่อชียังคงทุกข์ทรมาน แต่แล้ว…เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นในหัวของเขา“จงลืมตาขึ้น... ความแข็งแกร่งที่แท้จริงกำลังรอเจ้าอยู่…”ดวงตาของถัวเค่อชีสั่นไหว มือของเขาสั่นระริก เสียงกระดิ่งยังคงดังไม่หยุด“เจ้าจำไม่ได้เหรอ... ว่าจางอี้หมิงน่าแค้นใจเพียงไร?”ทันใดนั้น ภาพแห่งความทรงจำในอดีตก็ไหลทะลักเข้ามาในหัวของเขาสิบปีก่อน…เด็กชายวัยสิบขวบเดินทางมาย
จางอี้หมิงเดินทางมาถึงบ้านของศิษย์พี่เฉินเจิ้ง บ้านของเฉินเจิ้งเต็มไปด้วยเศษโลหะกระจัดกระจายทั่วบริเวณ บางชิ้นเป็นแผ่นเหล็ก บางชิ้นเป็นเศษดาบที่ยังไม่เสร็จสมบูรณ์ และบางชิ้นก็เป็นเพียงเศษเหล็กที่ขึ้นสนิมไปแล้ว ที่หน้าบ้านมีเตาหลอมขนาดใหญ่ตั้งตระหง่านอยู่ เปลวไฟที่มอดลงไปแล้วทำให้รู้ว่าเฉินเจิ้งคงเพิ่งทำงานเสร็จไม่นานจางอี้หมิงมองสภาพบ้านแล้วอดไม่ได้ที่จะพ่นลมหายใจอย่างเหนื่อยหน่าย “เพ่ย! ศิษย์พี่เฉินเจิ้ง ช่างโสโครกยิ่งนัก!”ทันใดนั้น เสียงจากในบ้านก็ดังขึ้นมาทันที “เจ้าพูดอะไรข้าได้ยินนะ!”จางอี้หมิงยิ้มมุมปาก ก่อนจะตอบกลับไป “ข้าตั้งใจให้ท่านได้ยิน” แล้วเดินเข้าไปในบ้านภายในบ้านรกไม่แพ้ด้านนอก หากแต่สิ่งที่กระจัดกระจายอยู่ในนี้ไม่ใช่เศษโลหะ แต่เป็นกองหนังสือที่กองระเกะระกะจนแทบไม่มีทางเดิน พื้นบางส่วนมีรอยหมึกเปรอะเปื้อน บางจุดมีม้วนตำราวางซ้อนกันจนสูงท่วมหัวเฉินเจิ้งคือผู้เชี่ยวชาญด้านการใช้ค้อนและหลอมโลหะ แถมยังเป็นผู้ชำนาญการอ่านตำราตอนกลางวันเขามักหมกมุ่นอยู่กับเตาหลอมโลหะ ส่วนกลางคืนจะหมกมุ่นอยู่กับตำราในบ้านจางอี้หมิงลัดเ