หลังจากผ่านไปครึ่งชั่วยาม ซูเจิ้นถิงที่ทั้งเส้นผมและหัวไหล่ปกคลุมไปด้วยหิมะขาวก็มาถึง“กระหม่อมซูเจิ้นถิง ขอคารวะองค์รัชทายาทพ่ะย่ะค่ะ”สีหน้าของหลี่เฉินดีขึ้นไม่น้อย เขากล่าว “แม่ทัพซูเป็นกษัติรย์แต่กำเนิดของราชวงศ์ ไม่ต้องคารวะข้าหรอก”ซูเจิ้นถิงกล่าวอย่างจริงจัง “กษัตริย์และขุนนางต่างกัน ความเคารพนับถือก็มีลำดับ สำหรับตระกูลซูแล้ว กษัติรย์แต่กำเนิดนั้นพระราชวงศ์เมตตาพระราชทานให้ แต่รุ่นหลังของตระกูลซูเป็นทหารทั้งใจ ในเมื่อเป็นทหาร เมื่อเห็นเจ้านายย่อมต้องทำความเคารพ”“ขุนนางทั่วทั้งราชสำนัก หากมีสักสิบในสิบสองคนเป็นเหมือนอย่างแม่ทัพซู ข้าก็คงไม่ต้องพะวงแล้ว”หลี่เฉินถอนหายใจเบาๆ แล้วมองซูเจิ้นถิง “แม่ทัพซู พรุ่งนี้ข้าอยากไปว่าราชกิจเช้า”คำพูดของหลี่เฉิน ทำให้ซูเจิ้นถิงตกใจเขารีบห้าม “ไม่ได้พ่ะย่ะค่ะ!”“แม้ว่าองค์รัชทายาททรงสำเร็จราชกิจแทนพระองค์แล้ว ตามหลักแล้วสามารถเข้าว่าราชกิจเช้าได้ ทว่าตั้งแต่ที่ฝ่าบาททรงประชวร ราชสำนักก็ไม่ได้เปิดว่าราชกิจเช้ามานับปีกว่าแล้ว ราชกิจทุกอย่างล้วนมีสำนักราชเลขาเป็นผู้จัดการ และอำนาจนี้ก็เป็นของจ้าวเสวียนจีทั้งหมด”“จู่ๆ พระองค์ทรงว่ารา
เมื่อเห็นท่าทีของซูเจิ้นถิงแล้ว หลี่เฉินพลันโล่งใจหากไม่มีการสนับสนุนของซูเจิ้นถิง หลี่เฉินที่อ่อนแอไร้อำนาจแทบจะไม่สามารถดำเนินการเรื่องนี้ได้อยู่แล้วไม่เช่นนั้นหากเขาต้องการว่าราชกิจเช้า แต่กลับได้รับการปฏิเสธจากเหล่าขุนนาง คนที่สูญเสียศักดิ์ศรีในตอนนั้นจะเป็นตนทว่าตอนนี้ไม่เหมือนเดิมอีก“มีแม่ทัพซูคอยสนับสนุน ข้าก็ไม่ต้องกังวลอีกแล้ว” หลี่เฉินกล่าวซาบซึ้งใจซูเจิ้นถิงเอ่ยจริงจังว่า “องค์รัชทายาท มีเพียงการสนับสนุนจากกระหม่อมเพียงผู้เดียวนั้นไม่เพียงพอ กระหม่อมจะติดต่อสหายที่สนิทให้ร่วมมือด้วย แม้ว่าพวกเขาจะถ่อมตนไม่ยุ่งเกี่ยวกับการแก่งแย่งชิงดี แต่แท้จริงแล้ว พวกเขาต่างก็เป็นคนที่ภักดีและกล้าหาญ เพียงแค่ไม่อยากรวมกับจ้าวเสวียนจีเท่านั้น บัดนี้องค์รัชทายาทเป็นคนเก่งกาจแล้ว กระหม่อมเพียงแค่พูดออกไปย่อมสามารถดึงคนเหล่านั้นมาสนับสนุนได้แน่”ดวงตาของหลี่เฉินเป็นประกาย กล่าว “เป็นเช่นนี้ยิ่งดี เช่นนั้นเรื่องนี้ขอฝากแม่ทัพซูด้วยแล้วกัน”“ยินดีพ่ะย่ะค่ะ”ซูเจิ้นถิงประสานมือ แล้วถามว่า “หากข่าวแพร่กระจายออกไป พวกจงรักภักดีต่อจ้าวเสวียนจียืนหยัดที่จะต่อต้าน และไม่เข้าว่าราชกิจ จะทำ
“เรื่องนี้...ให้เจ้าจัดการ” จ้าวเสวียนจีสีหน้านิ่งสงบและเย็นชาพลางเอ่ยว่า “แต่จุดประสงค์มิใช่เพื่อขัดขวางมิให้องค์รัชทายาทเปิดประชุมราชการเช้า แต่เพื่อลดทอนบารมีของเขา ฉะนั้น แม้องค์รัชทายาทจะไม่อาจทำให้เรื่องนี้สำเร็จได้ เจ้าและข้าก็ต้องออกหน้าทำให้สำเร็จ”หวังเถิงฮ่วนเอ่ยถามด้วยความตกตะลึง “ท่านราชเลขาเพราะเหตุอันใดหรือ”จ้าวเสวียนจีค่อยๆ ตอบว่า “องค์รัชทายาทต้องการเปิดประชุมราชการ แน่นอนว่าเขาอยากจะเข้ามามีส่วนร่วมในการว่าราชการ แต่เขาดำรงตำแหน่งผู้สำเร็จราชการแผ่นดินอยู่แล้ว ตราบใดที่ฮ่องเต้ยังไม่สวรรคต เขาก็ยังคงมีอำนาจชอบธรรมอยู่ หากเจ้าและข้าประจันหน้ากับองค์รัชทายาท ประการแรกคือจะดูไม่ฉลาดเอาเสียเลย” “ประการที่สอง หากเปิดประชุมราชการเช้า องค์รัชทายาทก็จะได้เข้าสู่เวทีการต่อสู้ทางการเมืองสูงสุดของแคว้นอย่างแท้จริง และจะเผยจุดอ่อนมากมาย อย่าลืมว่าการเปิดประชุมราชการหรือไม่ แท้จริงแล้วไม่ส่งผลกระทบต่อพวกเรามากนัก เพราะว่าการว่าราชการล้วนอยู่ในอำนาจของสำนักราชเลขาฉะนั้น การให้องค์รัชทายาทเข้าร่วมฟังการประชุมและร่วมปรึกษาหารือจะมีประโยชน์อะไร ไม่มีใครฟังคำสั่งของเขา คำสั่งของ
เรื่องที่น่าสลดที่สุดในชีวิตคือการที่คนหัวขาวส่งคนหัวดำ ยิ่งไปกว่านั้น ตระกูลหูหลานเซิ่งประกอบด้วยสามชั่วอายุคน ยามนี้อายุเกินสี่สิบแล้ว จะให้กำเนิดบุตรอีกคนคงสายเกินไปเสียแล้วเท่ากับว่าไม่มีทายาทสืบสกุลค่ำคืนนี้ หูหลานเซิ่งมาหาเถิงไหว ขอร้องเถิงไหวอี้ให้หาวิธีเอาศพบุตรชายของเขาออกจากหอเถิงหวัง เพื่อนำกลับมาประกอบพิธี แต่สำหรับเรื่องใหญ่เช่นนี้ องค์รัชทายาทสั่งการด้วยพระองค์เอง เถิงไหวอี้จึงบ่นพึมพำ ในช่วงหัวเลี้ยวหัวนี้ ซานเป่าพร้อมกับองครักษ์ผ้าแพรเดินทางมาถึง ก่อนที่เถิงไหวอี้จะเอ่ยปาก หูหลานเซิ่งที่โดนความโกรธแค้นครอบงำก็กระโจนเข้าใส่ทันที จากนั้น...เขาถูกองครักษ์ผ้าแพรใช้มีดกดลงกับพื้นอย่างรวดเร็ว “ซานเป่า ไอ้สุนัขถูกตอน! ความแค้นที่ฆ่าบุตร ย่อมอยู่ร่วมใต้ฟ้าเดียวกันมิได้ ข้าจะฆ่าเจ้าพันมีดหมื่นแล่!!!” หูหลานเซิ่งที่ถูกกดอยู่กับพื้นยังคงตะโกนและสาปแช่งอย่างบ้าคลั่ง ซานเป่ายิ้มอย่างอ่อนโยนและเดินไปหาหูหลานเซิ่งอย่างเชื่องช้า แล้วยกขาเหยียบหน้าหูหลานอย่างแรงโดยไม่ให้รู้ตัว การเหยียบหน้าครั้งนี้ หูหลานเฉิงส่งเสียงกรีดร้อง เลือดและฟันพุ่งออกมา ช่างน่าสังเวชอย่างยิ่
ภายใต้การไล่ล่าตามรายชื่อขององครักษ์ผ้าแพร ขุนนางเมืองหลวงรู้สึกเหมือนชีวิตของขุนนางไร้ค่า เพราะองครักษ์ผ้าแพรอำมหิตเหลือเกิน เพียงตอบรับไม่ตรงใจ จะโดนทุบตีทันที หากโชคดีหน่อยก็แค่โดนคนเดียว โชคไม่ดีก็โดนรุมทั้งตระกูล ในช่วงแรกยังมีขุนนางบางคนที่ดื้อรั้น ปากตะโกนว่าจะยืนหยัดร่วมชะตากรรมกับขุนนางอื่นที่ร่วมต่อต้านความเผด็จการขององค์รัชทายาท ทว่าหลังจากโดนทุบตี ถึงตระหนักได้ว่าองครักษ์ผ้าแพรกล้าสังหารคนจริงๆ จึงดูเชื่อฟังขึ้นมา หลังจากมีข่าวลือหลายหระแสออกจากจวนของมหาอำมาตย์หวังเถิงฮ่วน เหล่าขุนนางระดับสูงก็เงียบเสียงลง ค่ำคืนแรกของหิมะตกหนักทั่วเมืองหลวง เริ่มต้นด้วยเสียงเอะอะโวยวาย และจบลงอย่างเงียบงัน ค่ำคืนอันเงียบสงัด ทุกคนต่างรอคอยเช้าวันใหม่อย่างเงียบ ๆ ไม่รู้ว่าค่ำคืนนี้มีคนไม่ได้นอนและนอนไม่หลับกี่คน พวกเขาอดนอนท่ามกลางหิมะถึงยามอิ่น รีบลุกขึ้นสวมชุดราชสำนัก แล้วออกจากจวนของตนภายใต้การจับจ้องขององครักษ์ผ้าแพรโดยไม่พูดไม่จา และรวมตัวมุ่งหน้าสู่พระราชวัง ด้านนอกประตูอู่ของพระราชวัง ขุนนางพลเรือนและทหารหลายร้อยคนรวมตัวกัน จัดเรียงแถวตามลำดับ และยืนรออย่างเงียบ ๆ ในค่
บนบัลลังก์ทองคำตรงกลางสุด เก้าอี้มังกรอันเป็นสัญลักษณ์ของอำนาจสูงสุดเหนือแผ่นดินตั้งวางเด่นเป็นสง่า หลี่เฉินเดินขึ้นไปบนบัลลังก์ทองคำและมาถึงเก้าอี้มังกร เขายกมือวางบนเก้าอี้มังกร เพียงการกระทำนี้ หัวใจของขุนนางราชสำนักเต้นรัวจนแทบออกจากอก จ้าวเสวียนจีหรี่ตาลง จิตสังหารพุ่งทะยาน ซูเจิ้นถิงขมวดคิ้ว ค่อยข้างดูกังวลเก้าอี้มังกรทองคำบนแท่นสูงในท้องพระโรง มีเพียงฮ่องเต้เท่านั้นที่นั่งได้ ใต้หล้านี้ นอกจาฮ่องเต้ ไม่ว่าองค์รัชทายาท องค์หญิง หรือไทเฮาผู้มีสถานะสูงศักดิ์เพียงใด หากกล้าแตะต้อง ล้วนต้องตายไม่มีข้อละเว้นนี่คือกฎมนุษย์บรรพบุรุษ และเป็นหลักธรรมอันยิ่งใหญ่ไม่มีใครรู้ว่าหลี่เฉินเข้าใกล้บัลลังก์ด้วยความโลภ หรือเพียงต้องการสัมผัสรสชาติของอำนาจนั่งทั่วหล้า นั่งทั่วหล้า ก็คือนั่งลงบนบัลลังก์มังกร ชายใดไม่อยากบ้างทว่าขอเพียงหลี่เฉินนั่งลง แม้แต่ฮ่องเต้ต้าสิงลุกขึ้นจากเตียงในเวลานี้ ก็ช่วยหลี่เฉินจากความผิดมหันต์นี้ไม่ได้ ทุกคนจ้องมองหลี่เฉิน ไม่ยอมพลาดสักกิริยาบท บางคนตั้งตารอ บางคนกังวล ใจคนซับซ้อนและร้อนรน และแสดงออกมาอย่างสุดขีดในความเงียบงันนี้ทว่าหลี่เฉินมิใช่คนโ
ประเด็นแรกที่องค์รัชทายาทเปิดประชุมราชการเช้า คือการผลักดันซูเจิ้นถิงขึ้นสู่ตำแหน่งสำคัญเนื่องจากพัวพันคดีกบฏในอดีต ซูเจิ้นถิงจึงถูกฮ่องเต้ถอดถอนจากตำแหน่ง แม้จะยังคงมียศเป็นขุนนางสืบทอดตำแหน่งแม่ทัพใหญ่และราชาแห่งผู้ชนะ แต่ล้วนเป็นเพียงตำแหน่งลวงโดยปราศจากอำนาจใดๆยามนี้หลี่เฉินต้องการกำลังคนอย่างเร่งด่วน ยิ่งไปกว่านั้น ซูเจิ้นถิงยังเป็นแม่ทัพที่ทรงอิทธิพลและได้รับการยกย่องอย่างยิ่งในกองทัพ เขาจึงมิอาจไม่เรียกใช้คนเช่นนี้ได้ทว่าข้อเสนอนี้ย่อมก่อให้เกิดเสียงคัดค้านอย่างรุนแรงจากกลุ่มขุนนางฝ่ายพลเรือน“องค์รัชทายาท กระหม่อมขอคัดค้าน”หูเสี่ยนพีรองเสนาบดีกรมยุทธการออกมาคัดค้านเดิมทีเขาคือผู้ที่มีโอกาสสูงสุดที่จะรับตำแหน่งต่อจากเถิงไหวอี้ที่ถูกถอดถอน เพราะด้วยบารมีของซูเจิ้นถิงแล้ว หูเสี่ยนพีคงไม่มีวันได้ขึ้นเป็นเสนาบดีกรมยุทธการแน่นอน“ท่านแม่ทัพซูเป็นขุนนางสายพระญาติ ยศศักดิ์สูงส่งเกินกว่าตำแหน่งเสนาบดีกรมยุทธการที่เป็นเพียงขุนนางขั้นสอง หากเป็นเช่นนี้ มิใช่ขัดต่อระเบียบราชสำนักหรอกหรือพ่ะย่ะค่ะ ขอองค์รัชทายาทได้โปรดไตร่ตรองอีกครั้งด้วย”หูเสี่ยนพีเป็นคนฉลาด เขาเข้าใจดีว่าซูเ
จักรวรรดิต้าฉินมีความคล้ายคลึงกับยุคก่อนที่หลี่เฉินจะทะลุมิติมาทั่วทั้งแคว้นแบ่งออกเป็นสิบสามเมือง แต่ละเมืองมีขุนนางสูงสุดเรียกว่าปลัด และการปกครองกับการทหารจะแยกออกจากกัน ทหารชั้นสูงสุดเรียกว่าผู้บัญชาการของกรมบัญชาการนอกเหนือจากสิบสามเมืองแล้ว ยังมีเขตปกครองนครบาลอย่างจื๋อลี่ใต้และเมืองหลวง ไม่มีผู้บัญชาการ แต่มีหน่วยบัญชาการทหารสูงสุดและองครักษ์อวี่หลินที่ขึ้นตรงต่อฮ่องเต้องครักษ์อวี่หลินมีทหารจำนวนสามหมื่นนาย หน่วยบัญชาการทหารสูงสุดปกครองกองซ้าย ขวา หน้า หลัง และกลาง รวมห้ากองทัพ โดยแต่ละกองมีทหารจำนวนหกหมื่นนาย ทำหน้าที่ปกป้องเมืองหลวงหน่วยบัญชาการทหารสูงสุดในนามแล้ว มีหน้าที่รับผิดชอบด้านการทหารทั่วหล้า เป็นหน่วยทางการทหารที่สูงที่สุดของจักรวรรดิต้าฉินทว่านับตั้งแต่การสถาปนาจักรวรรดิขึ้นมา เพื่อป้องกันการรวมศูนย์อำนาจทางทหารมากเกินไป ฮ่องเต้ทุกยุคสมัยจึงลดทอนอำนาจของหน่วยบัญชาการทหารสูงสุดมาโดยตลอด เหลือไว้เป็นเพียงสัญลักษณ์เท่านั้น จวบจนบัดนี้ หน่วยบัญชาการทหารสูงสุดได้เปรียบเสมือนสัตว์มงคลของหน่วยราชการ ฉะนั้น คำสั่งของหลี่เฉินที่ให้รวมพลทหารทั่งหล้า ก็เพื่อการนี
วาจาของจ้าวหรุ่ย ทำให้เหลียงต้งถึงกับหายใจสะดุด เขาฝืนใจกล่าวว่า “แต่บัดนี้ฝ่าบาทยังทรงสลบไม่ฟื้น” ความหมายของเหลียงต้งชัดเจนแล้ว ฮ่องเต้ทรงสลบไสลอยู่ เขาจะมีวิธีใดได้เล่า? หากฮ่องเต้ไม่ได้ทรงสลบ เรื่องก็คงไม่ถึงขั้นนี้ จ้าวหรุ่ยกัดฟันกล่าวว่า “สรรพสิ่งอยู่ที่มนุษย์ เจ้าให้ข้าเข้าไป เผื่อจะมีปาฏิหาริย์เกิดขึ้นก็เป็นได้?” เหลียงต้งรู้สึกว่าจ้าวหรุ่ยคลุ้มคลั่งไปแล้ว ยามป่วยหนักก็ย่อมควานหาหมอไปทั่ว เขากำลังจะปฏิเสธ จ้าวหรุ่ยกลับก้าวขึ้นไปหนึ่งก้าว กล่าวเสียงดังว่า “ข้าคือสนมองค์รัชทายาทแห่งตำหนักบูรพา ผู้ใดกล้าขวางข้า!?” กล่าวจบ จ้าวหรุ่ยก็เดินตรงไปยังประตูพระราชวัง เหล่าทหารองครักษ์รอบกายต่างตกตะลึงกับภาพที่เกิดขึ้น หากเป็นผู้อื่น ถูกจับทันทีคงยังนับว่าเบา ต่อให้ถูกประหาร ณ ที่ตรงนั้นก็นับว่าสมควร แต่คนผู้นี้คือสนมขององค์รัชทายาท ไม่มีผู้ใดกล้าลงมือ ดังนั้นทหารทุกนายจึงหันไปมองเหลียงต้ง หน้าผากของเหลียงต้งเต็มไปด้วยเหงื่อ เขามองใบหน้างามของจ้าวหรุ่ยซึ่งบัดนี้เต็มไปด้วยความเคร่งขรึมและเด็ดเดี่ยว กัดฟันแน่น เหยียบเท้ากล่าวว่า “ปล่อย ปล่อย ปล
“ขอให้องค์รัชทายาทสละราชบัลลังก์!”“ขอให้องค์รัชทายาทสละราชบัลลังก์!”“ขอให้องค์รัชทายาทสละราชบัลลังก์!”เหล่ากบฏนับหมื่นนายเบื้องหลังหลี่อิ๋นหู่ ต่างพร้อมใจกันชูอาวุธและเปล่งเสียงตะโกนชั่วขณะหนึ่ง เสียงนั้นราวกับพายุฝนฟ้าคะนอง เสียดแทงฟ้าดินเสียงกู่ร้องจากผู้คนนับหมื่นดังกึกก้องจนไม่ใช่เพียง ศาลบูรพกษัตริย์ เท่านั้นที่ได้ยิน แม้แต่ทั้งราชวังหลวง ก็สะท้านสะเทือนไปด้วยเสียงนั้นในวังหลัง ไม่รู้ว่ามีขันที นางกำนัล หรือแม้แต่เหล่าพระสนมกี่คน ที่ต่างพากันสั่นเทิ้มด้วยความหวาดกลัวการก่อกบฏครั้งนี้ จะชี้ชะตาความเป็นความตายขององค์รัชทายาท หลี่อิ๋นหู่ และจ้าวเสวียนจี และยังกำหนดอนาคตของพวกนางอีกด้วยองค์หญิงน้อยวัยเพียงเจ็ดแปดขวบถูกมารดากอดไว้ในอ้อมแขน เด็กน้อยไม่เข้าใจเรื่องใดมากนัก เงยหน้าถามอย่างไร้เดียงสา “ท่านแม่ เหตุใดพวกเขาจึงต้องให้เสด็จพี่รองสละราชบัลลังก์เพคะ?”ใบหน้าของพระสนมผู้เป็นมารดาซีดเผือด ดวงตาเต็มไปด้วยความหวาดหวั่น นางกอดลูกแน่นขึ้น ตอบเบาๆ ว่า “แม่ก็ไม่รู้”เด็กหญิงเม้มปาก กำหมัดแน่น เอ่ยเสียงขุ่น “เสด็จพี่รองถึงจะดุ แต่ก็ใจดีต่อข้ามาก คราวก่อนที่ไปอ่านหนังสือ
เซียวเทียนหนานไม่รู้ว่าทำไมต้าฉินถึงคลุ้มคลั่งถึงเพียงนั้น ถึงขนาดต้องการให้เย่ลู่เสิ่นเสวียนพร้อมกองทัพม้าหกแสนนาย ติดแหงกอยู่ที่หน้าด่านเย่ว์หยาทว่าเรื่องนี้กลับไม่อาจขัดขวางเขา ที่กำลังพยายามสุดชีวิตเพื่อทำภารกิจที่ "สหายผู้แซ่เหอ" มอบหมายให้สำเร็จก็จะให้ทำอย่างไรได้เล่า? สิ่งที่ "สหายผู้แซ่เหอ" มอบให้มันมากเกินต้านทานนักเมื่อได้ประสบพบเห็นความเจริญรุ่งเรืองของต้าฉิน ได้ลิ้มรสความอ่อนหวานของหญิงสาวจงหยวน เซียวเทียนหนานก็ไม่อาจมองเหลียวกลับไปยังเบี้ยเลี้ยงเพียงน้อยนิดและเนื้อแพะแห่งแคว้นเหลียวได้อีก หญิงสาวบนทุ่งหญ้า ต่อให้นางแข็งแกร่งเพียงใด แขนแบกม้า อกทุบหินได้ แต่ทั้งเนื้อทั้งกระดูก หากเทียบกับความอ่อนโยนชุ่มชื่นของหญิงสาวชาวจงหยวนแล้ว ก็ยังด้อยกว่าอยู่หลายขุมเมื่อใจคนลิ้มรสความเสื่อมแล้วไซร้ ต่อให้สวรรค์เปิดทาง ก็ยากนักจะหันกลับคืนเซียวเทียนหนานไม่เคยคิดว่าตนทำผิดคนเราหากไม่เห็นแก่ตัว ฟ้าดินก็ย่อมลงทัณฑ์ความจริงแล้ว เซียวเทียนหนานก็มีวาทศิลป์ที่ไม่เลวเลยทีเดียวหลังจากถูกวิเคราะห์แยกแยะอย่างละเอียดจากเขา เย่ลู่เสิ่นเสวียนซึ่งแต่เดิมก็เอนเอียงไปทางไม่ถอนทัพอยู่แล้ว
เย่ลู่เสิ่นเสวียนสีหน้าไร้อารมณ์ จ้องมองเซียวเทียนหนานตรงๆ แล้วเอ่ยว่า “พูดให้ละเอียด”ตามปกติ หากไม่ใช่เขาเอ่ยปากถามก่อน เย่ลู่เสิ่นเสวียนย่อมไม่อนุญาตให้ผู้ใดในใต้บัญชาของตนแสดงความคิดเห็นด้วยตนเองยิ่งเป็นเรื่องใหญ่ระดับการถอนทัพด้วยแล้ว ยิ่งไม่ควรมีใครบังอาจกล่าวก่อนแม้เซียวเทียนหนานจะเป็นผู้ที่เข้าร่วมทีหลัง ทว่ากฎเช่นนี้ย่อมต้องรู้ดีด้วยเหตุนี้เอง การที่เซียวเทียนหนานเอ่ยความเห็นเช่นนี้ก่อน ย่อมทำให้ในใจของเย่ลู่เสิ่นเสวียนเริ่มมีความคิดบางอย่างผุดขึ้นความคิดนั้นจะเป็นความพอใจหรือไม่พอใจ ก็ขึ้นอยู่กับว่า “รายละเอียด” ที่เซียวเทียนหนานกำลังจะกล่าวต่อจากนี้ จะสามารถทำให้เขาพึงใจได้หรือไม่เซียวเทียนหนานเองย่อมรู้ดีว่าตนกำลังเดินอยู่บนเส้นด้ายแห่งความเป็นความตาย ทว่าเนื่องด้วยคำสั่งจาก "ผู้แซ่เหอ" แห่งต้าฉิน ผู้ที่ชอบคบหาสมาคมกับผู้คน เขาจึงจำต้องกัดฟันดำเนินต่อไป“องค์รัชทายาท บัดนี้สถานการณ์ภายในวังหลวงก็ไม่ได้สงบสุข ถึงแม้ตำแหน่งขององค์รัชทายาทยังคงมั่นคงอยู่ในยามนี้ แต่กระหม่อมขอกล่าวถ้อยคำที่อาจเป็นการล่วงเกิน หากวันใดฝ่าบาทสละราชบัลลังก์ องค์รัชทายาทอาจขึ้นครองราชย์ไ
ทั่วทั้งทุ่งหญ้าต่างร่ำลือกันว่า เย่ลู่เสิ่นเสวียน คือของขวัญจากเทพสวรรค์ที่ประทานแก่แคว้นเหลียว เป็นเจ้าเหนือแคว้นเหลียวผู้ถูกลิขิตไว้แล้วแต่กำเนิดตำนานนี้แพร่สะพัดมาหลายสิบปีแล้วเย่ลู่เสิ่นเสวียนเองก็ครองตำแหน่งองค์รัชทายาทมาหลายสิบปีเช่นกันโดยแท้จริงแล้ว ภายในแคว้นเหลียว เย่ลู่เสิ่นเสวียนก็มีบารมีสูงส่ง ผู้คนส่วนใหญ่ต่างสนับสนุนให้เขาขึ้นครองบัลลังก์แต่ปัญหาคือ แคว้นเหลียวหาใช่ต้าฉินไม่แม้แต่ต้าฉินก็ยังเต็มไปด้วยอ๋องแห่งแคว้นที่คอยก่อกวนเขย่าบัลลังก์ ไม่ต้องกล่าวถึงแคว้นเหลียวซึ่งโดยรากเหง้าเป็นการรวมตัวของหลายเผ่าพันธุ์เข้าด้วยกันภายใต้ภาพลักษณ์ของความเป็นเอกภาพในแคว้นเหลียว ที่แท้คือการรวมกลุ่มของชนเผ่าต่างๆ และเหล่าท่านอ๋องที่แยกกันปกครองอย่างชัดเจนยิ่งไปกว่านั้น ราษฎรแคว้นเหลียวล้วนมีนิสัยห้าวหาญ เป็นชาวทุ่งหญ้าที่เคารพพลังแห่งสงครามมากกว่าความรู้ในสภาพแวดล้อมเช่นนี้ หากเย่ลู่เสิ่นเสวียนไร้ซึ่งผลงานในสนามรบ ต่อให้ขึ้นครองบัลลังก์แล้ว ก็ไม่อาจทำให้ผู้คนยอมรับได้สำหรับแคว้นเหลียวแล้ว ผลงานสงครามที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ย่อมต้องมาจากการรุกรานต้าฉินแต่ไม่ว่าจะเป็นฮ่องเต
"ทางต้าฉิน ยังไม่มีข่าวคราวส่งมาหรือ?"ในฐานะองค์รัชทายาทแห่งแคว้นเหลียว ค่ายพักของเย่ลู่เสิ่นเสวียนนั้นใหญ่โตผิดธรรมดา ราวกับตำหนักหลังหนึ่ง ทว่าไม่มีการตกแต่งที่หรูหราโอ่อ่า ด้านในถูกแบ่งเป็นหลายส่วน เท่าที่มองเห็น มีเพียงแบบจำลองสนามรบ แผนที่ และเครื่องมือทางทหารเท่านั้นในด้านชีวิตส่วนตัว เย่ลู่เสิ่นเสวียนเป็นผู้มีวินัย ไม่หลงใหลในความหรูหราฟุ้งเฟ้อและด้วยเหตุนี้เอง ท่ามกลางวงขุนนางแห่งแคว้นเหลียว ซึ่งนิยมประดับกายด้วยทองคำหยกอันล้ำค่า จะก้าวเท้าออกนอกตำหนักก็ต้องมีสตรีงามนับสิบตามติดจึงจะถือว่าสมศักดิ์ศรี เย่ลู่เสิ่นเสวียนกลับกลายเป็นบุคคลแปลกแยกหากแต่ความแปลกแยกที่สืบเนื่องมายาวนานนับสิบปีเช่นนี้ กลับทำให้เขาได้รับความเคารพนับถืออย่างสูงจากชาวแคว้นเหลียวส่วนใหญ่ยามนี้ เย่ลู่เสิ่นเสวียนนั่งอยู่บนเก้าอี้ขุนนางใหญ่ ด้านหน้าวางเรียงรายด้วยเอกสารราชการและกิจการทหาร แต่ข้างกายเขากลับมีตำรากลอนและบันทึกประวัติศาสตร์จากแผ่นดินต้าฉินวางอยู่หลายเล่มแคว้นเหลียวเข้มงวดห้ามราษฎรตนเองสัมผัสกับวัฒนธรรมต้าฉิน ทว่าในหมู่ขุนนาง หากเป็นผู้มีวิสัยทัศน์และการศึกษา ย่อมแอบศึกษาวัฒนธรรมจงหยวน
"ใต้เท้าจ้าวช่างชอบพูดเล่นจริงๆ"เฉินป้าวกั๋วเอ่ยด้วยใบหน้าไร้อารมณ์ มองจ้าวเหอซานด้วยสายตาเรียบเฉย "ทั่วทั้งมณฑลซีซาน ใครบ้างที่ไม่รู้ว่าใต้เท้าจ้าวรักความสงบที่สุด?"ตอนที่จ้าวเหอซานเพิ่งมารับตำแหน่งที่มณฑลซีซาน เขาได้เรียกประชุมขุนนางทุกคนในพื้นที่ และคำพูดแรกที่ออกจากปากของเขาคือเขาจ้าวเหอซาน รักความสงบ และชอบสร้างมิตรแต่เพียงไม่นานหลังจากนั้น ขุนนางที่ได้ฟังคำพูดเหล่านั้น ถูกโยกย้าย ถูกลดตำแหน่ง หรือหนักกว่านั้นคือถูกจับเข้าคุกดังนั้น ในวงการขุนนางของมณฑลซีซาน คำว่าจ้าวเหอซานรักความสงบ จึงกลายเป็นคำพูดประชดประชันโดยปริยายจ้าวเหอซานยิ้มบางๆ เอ่ยกับเฉินป้าวกั๋ว "แม่ทัพเฉิน เจ้าอย่าเพิ่งแสดงอารมณ์เช่นนี้ อีกไม่นานนัก เจ้าจะรู้ว่าข้ากำลังช่วยเจ้าอยู่"เฉินป้าวกั๋วแค่นหัวเราะเย็นชา "เช่นนั้นข้าควรขอบคุณเจ้าหรือ?""ไม่ต้องขอบคุณข้าหรอก"จ้าวเหอซานโบกมือเบาๆ ก่อนหันไปมองทางเมืองหลวง โค้งคำนับเล็กน้อย แล้วกล่าวว่า "เจ้าควรขอบคุณองค์รัชทายาท"เฉินป้าวกั๋วขมวดคิ้ว สีหน้าหนักแน่น กล่าวเสียงเข้ม "ใต้เท้าจ้าว เจ้าก็รู้ว่าข้าไม่อยากเข้าไปพัวพันกับความขัดแย้งในเมืองหลวง แต่การกระทำขอ
หลี่เฉินหัวเราะเสียงดัง เอ่ยขึ้นว่า "ได้เจ้าเป็นภรรยา ถือเป็นโชควาสนาของข้า"ซูจิ่นพ่าลอบมองเขา กัดริมฝีปากเบาๆ แต่ไม่ได้ตอบอะไรตั้งแต่ต้นจนถึงตอนนี้ นางรู้สึกว่าตัวเองถูกสถานการณ์ผลักให้เดินไปข้างหน้าโดยไม่มีทางเลือกแม้ว่าพิธีสมรสจะดำเนินมาถึงขั้นนี้แล้ว แต่ลึกๆ ในใจ นางก็ยังรู้สึกว่า ตนเองยังไม่พร้อมที่จะแต่งงานอย่างไรก็ตาม หลี่เฉินไม่ได้มองนางตรงๆ อีกแล้ว และไม่ได้เอ่ยคำพูดใดที่มากไปกว่าจำเป็น"ทหาร"หลี่เฉินกล่าวเสียงราบเรียบ "คุ้มครองฮองเฮาและพระชายาองค์รัชทายาท หากมีผู้ใดปล่อยให้เกิดอันตราย แม้แต่คนเดียวในพวกเจ้า ข้าจะสั่งประหารทั้งตระกูล!"สิ้นคำพูดของเขา หลี่เฉินสะบัดแขนเสื้อ ชุดแต่งงานสีแดงสดพลิ้วไหว ก่อนก้าวเท้าออกไปทางประตูศาลบูรพกษัตริย์และทันทีที่เขาเดินไปข้างหน้า เงาร่างของทหารนับไม่ถ้วนก็โผล่ออกมาจากเงามืดทหารเหล่านี้ทุกคนสวมใส่ชุดเกราะ ถือดาบยาวเป็นอาวุธประจำตัว แต่ที่พิเศษคือ พวกเขาทุกคนต่างมีไม้เหล็กสีดำสนิทสะพายอยู่บนหลัง นอกจากนี้ ที่เอวของแต่ละคนยังมีถุงหนังที่พองตัว ไม่ทราบว่าด้านในบรรจุอะไรเอาไว้ขณะที่เงาร่างของทหารกระจายตัวไปทั่วบริเวณ ร่างหนึ่งก
เสียงประตูศาลบูรพกษัตริย์เปิดออกช้าๆหลี่เฉินก้าวออกไปด้านนอกที่หน้าประตู ซูจิ่นพ่ากำลังยืนอยู่ในชุดแต่งงานซูจิ่นพ่าในวันนี้ สวมอาภรณ์มงคลสีแดงเข้ม งามสง่าและสมบูรณ์แบบปิ่นประดับมุกหงส์ห้อยระย้า ประดับเครื่องสำอางบางเบา ใบหน้าเรียวรูปเมล็ดแตงดูประณีตดุจรังสรรค์จากสวรรค์ คิ้วเรียวบางราวภูผาไกล ดวงตากระจ่างใสราวน้ำในฤดูใบไม้ร่วง ปลายจมูกงามระหง ริมฝีปากอิ่มสีกลีบท้องามเหนือคำบรรยาย งามดุจเทพธิดานี่แหละความงามที่ทำให้แผ่นดินล่มสลาย"แต่โบราณมา คำสดุดีที่สูงสุดสำหรับสตรีคงเป็น แต่จิ่นพ่าในวันนี้กลับงดงามยิ่งกว่าเทพลั่วเสียอีก ย้อนคิดถึงสี่มหางามในประวัติศาสตร์ แม้แต่ซีซือ หรือหวังเจาจวิน ก็คงไม่อาจงามไปกว่านี้แล้ว"คำกล่าวของหลี่เฉินทำให้ซูจิ่นพ่ารู้สึกประหม่าเล็กน้อยนางก้มหน้าลงเล็กน้อย เอ่ยเสียงเบา "หม่อมฉันคารวะองค์รัชทายาท"แม้ว่าวันนี้จะเป็นวันอภิเษก และตามกฎหมายแล้ว ซูจิ่นพ่าคือพระชายาองค์รัชทายาทโดยสมบูรณ์ แต่ในวังหลวง ระเบียบแห่งราชสำนักมาก่อนความสัมพันธ์ในครอบครัว และคู่สมรสหลี่เฉินยกมือขึ้น ตรัสด้วยเสียงอ่อนโยน "ลุกขึ้นเถิด ไปกับข้า"ซูจ