การต่อสู้ทางการเมือง ส่วนที่สำคัญที่สุดคือการแสดงละครหลี่เฉินโยนก้อนอิฐล่อหยก ใช้ตำแหน่งเสนาบดีกรมยุทธการล่อสหายผู้โง่เขลาอย่างหูเสี่ยนพีติดกับ และยังมีหูหวังเถิงฮ่วนคอยสนับสนุนอีกด้วย ขณะที่สวมบทบาทตัวละครอย่างแนบเนียน หลี่เฉินใช้ไพ่ของหน่วยบัญชาการทหารสูงสุดโจมตีกลุ่มพลเรือนจนตั้งตัวไม่ทัน รวมกับความช่วยเหลืออันน่าทึ่งของหูเสี่ยนพี ยามนี้ซูเจิ้งถิงได้เปรียบกว่า กลุ่มขุนศึกต่างสามัคคีกัน เป้าหมายของหลี่เฉินก็บรรลุไปเกินครึ่งแล้ว การเมืองเป็นเพียงการเล่นกับใจคนหูเสี่ยนพีที่ตกหลุมพลางยังไม่รู้ตัวว่ากำลังตกอยู่ในอันตราย เขารู้สึกเพียงว่าหายนะร้ายแรงกำลังจะมาถึง จึงล้มนั่งลงกับพื้น ใบหน้าซีดเผือดด้วยความตื่นตระหนก อ้อนวอนขอความเมตตาจากหลี่เฉิน "องค์รัชทายาทโปรดทรงเมตตาด้วย กระหม่อมมิได้หมายความเช่นนั้น” หลี่เฉินเหลือบมองหูเสี่ยนพีพลางเอ่ยเสียงราบเรียบ “รองเสนาบดีกรมยุทธการหูเสี่ยนพี พูดจาโอหังอวดดีในท้องพระโรง ดูหมิ่นวีรบุรุษ มัวเมาในอำนาจ ใช้อำนาจบาตรใหญ่ ซึ่งตอกย้ำให้เห็นถึงความเสื่อมโทรมของจริยธรรม ถอดถอนตำแหน่ง สอบสวนดำเนินคดี ส่งเข้าคุกให้หน่วยบูรพาสืบสวน เพื่อปลอบประโลมด
ด้วยโองการแห่งฟ้า ฮ่องเต้ทรงมีพระบัญชา “รากฐานของจักรวรรดิ ต้องอาศัยทั้งฝ่ายพลเรือนและฝ่ายทหาร ฝ่ายพลเรือนปกครองบ้านเมือง ฝ่ายทหารปกครองแผ่นดิน ทั้งสองฝ่ายล้วนขาดไม่ได้ เปรียบเสมือนเสาหลักสองต้นที่ค้ำจุนแคว้น ด้วยเหตุนี้ ทายาทของวีรบุรุษผู้ภักดี จอมทัพอันดับหนึ่ง ผู้เป็นที่รักของเหล่าทหาร สมกับความกล้าหาญของวีรบุรุษผู้ภักดี ข้าจึงแต่งตั้งซูเจิ้นถิงเป็นแม่ทัพใหญ่แห่งหน่วยบัญชาการทหารสูงสุด ควบคุมกองทัพทหารทั่วหล้า มอบอำนาจเบ็ดเสร็จในการบัญชาการทหารรักษานครบาลจำนวนสามแสนนาย ด้วยความมุ่งหวังให้แผ่นดินที่แสงอาทิตย์ส่องถึงและสายน้ำไหลผ่าน ล้วนเป็นดินแดนฉิน อาศัยดาบอันคมกริบของท่านซู แผ่ขยายบารมีของแคว้นสู่ดินแดนอันไกลโพ้น รับพระราชโองการ”เมื่อพระราชโองการฉบับนี้ ลงประทับตราพระราชลัญจกรและตราประทับขององค์รัชทายาทผู้สำเร็จราชการแทนแล้ว จะคัดสำเนาส่งให้กับสำนักราชเลขาเก็บไว้เป็นหลักฐาน และจะส่งไปที่ทุกเมืองประกาศให้ราษฎรทราบ ห้ามมิให้ผู้ใดฝ่าฝืน”เมื่อพระราชโองการประกาศแล้ว ก็ไม่มีผู้ใดเปลี่ยนแปลงได้ซูเจิ้นถิงเอ่ยปากคนแรก ก้มกราบลงสามครั้งคำนับเก้าคำครั้ง และเอ่ยด้วยเสียงดังฟังชัดว่า “กระ
เจียงโจวตกใจจนวิญญาณแทบออกจากร่าง รีบร้องตะโกนว่า “องค์รัชทายาทโปรดไว้ชีวิตด้วย กระหม่อมไม่ทราบว่าเรื่องจะบานปลายเพียงนี้ กระหม่อมก็กำลังคิดหาวิธีไล่พวกเขาออกไป ทว่าผู้ประสบภัยเหล่านั้นดื้อรั้นนัก ไล่แล้วก็กลับมา กระหม่อมจนปัญญาแล้วจริงๆ” “ตำราเซิ่งเสียน สุนัขคาบไปกินแล้วรึ!” เจียงโจวไม่อธิบายคงดีกว่า แต่ทันทีที่เขาอธิบาย จิตสังหารของหลี่เฉินก็เดือดพล่านอีกครั้ง “ราชสำนักแต่งตั้งเจ้าเป็นขุนนาง และเป็นถึงผู้ว่าการเมืองหลวง ภายใต้โอรสสวรรค์ เพื่อให้เจ้าขับไล่ผู้ประสบภัยรึ! ผู้ประสบภัยไปที่ใดก็มิใช่ดินแดนของต้าฉิน มิใช่ราษฎรของต้าฉินอย่างนั้นหรือ!” “เจ้าไม่คิดบรรเทาภัยพิบัติและเข้าช่วยเหลือผู้ประสบภัย แต่ยังจะขับไล่พวกเขาออกไป เพียงคำพูดนี้ของเจ้า ข้าไม่สังหารเจ้า คงไม่อาจระบายความเกลียดแค้นที่ติดอยู่ในใจไปได้!” “ลากขุนนางชั่วช้าออกไปสอบปากคำและสังหารทันที ตรวจค้นจวนของเขา เนรเทศสามพันลี้ในสามชั่วโครตให้ และยึดเป็นของหลวงทั้งหมด!” เจียงโจวนึกไม่ถึงว่าการร้องขอความเมตตาจะนำไปสู่การทำลายล้างตระกูลของเขา เขากลัวมากจนเนื้อตัวสั่นไม่หยุด อยากจะพูดอะไรต่อ แต่กลับถูกองครักษ์ที่ถือดา
“เหตุการณ์เกิดขึ้นอย่างกะทันหัน ยามนี้ไม่ว่าจะลงโทษหรือเอาผิดก็เป็นเพียงการแก้ไขที่ปลายเหตุ ทว่าสิ่งสำคัญที่สุดในยามนี้คือการบรรเทาภัยพิบัติและช่วยเหลือผู้ประสบภัย เหตุการณ์ที่องค์รักษ์อวี่หลินสังหารหมู่ผู้ประสบภัยนั้น มีทั้งแง่มุมดีและแง่มุมเลวร้าย แม้ชีวิตผู้คนหลายพันคนจะสูญเสียไปอย่างน่าเสียดาย แต่ความผิดพลาดได้เกิดขึ้นแล้ว สิ่งสำคัญคือต้องรีบช่วยเหลือผู้ประสบภัย มิฉะนั้น จะส่งผลเสียต่อชื่อเสียงของราชสำนักในสายตาของราษฎร”คำพูดของจ้าวเสวียนจี ทำให้หลี่เฉินหาข้อผิดพลาดไม่ได้เลยอีกทั้งเป็นเรื่องที่หลี่เฉินกังวลจริง ๆเขาจึงมิได้พูดแทรก และรอให้จ้าวเสวียนจีพูดต่อจ้าวเสวียนจีมิได้หยุดพูด หายใจเข้าลึก ๆ และเอ่ยต่อว่า “เรื่องนี้ กระหม่อมขอเสนอแนะให้องค์รัชทายาทมีราชโองการให้คัดเลือกบุคคลผู้มีจิตใจเมตตา สามารถเป็นตัวแทนของราชวงศ์ และมากด้วยความสามารถลงพื้นที่ประสบภัยเพื่อปลอบประโลมราษฎร”เมื่อได้ยินประโยคนี้ จุดประสงค์ของจ้าวเสวียนจีก็ชัดเจนขึ้นแล้วขุนนางทั้งราชสำนัก ใครบ้างที่สามารถเป็นตัวแทนของราชวงศ์ได้ไม่มีผู้ใดนอกจากองค์รัชทายาททว่าองค์รัชทายาททรงเป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระ
หากกล่าวว่าหลายวันก่อน หลี่เฉินเพิ่งถูกบีบให้สละบัลลังก์ แม้จะมีเล่ห์เหลี่ยมทางการเมืองอยู่บ้าง แต่ยังดูอ่อนหัดและไร้เดียงสา สุดท้ายมิใช่เพราะฮ่องเต้ต้าสิงผู้ฟื้นอย่างกะทันหันและช่วยชีวิตเขาไว้ เกรงว่ายามนี้องค์รัชทายาทอาจกลายเป็นหุ่นเชิด หรือถูกทหารองครักษ์อวี่หลินกดดันสำเร็จแล้วทว่าองค์รัชทายาทในยามนี้ที่ยืนอยู่บนพระที่นั่งไท่เหอ เล่ห์เหลี่ยมทางการเมืองจะดูชำชองอย่างมาก รู้จักหลบหลีกและโจมตีอย่างชาญฉลาด ย่างก้าวหลายก้าวที่ผ่านมา ล้วนคิดวางแผนในจุดที่ตนไม่ทันได้เตรียมการ จนเอาชนะเบี้ยได้ตัวหนึ่งแม้จะพลิกสถานการณ์กลับมาได้ แต่โดยรวมแล้ว ยังมีแนวโน้มสูงที่ต้องเผชิญกับผลลัพธ์ที่จะสูญเสียจ้าวเจี้ยนเย่ ภายใต้ความสำเร็จที่ทำให้กับซูเจิ้งถิงกลับมามีบทบาทอีกครั้ง และปกครองทหารกล้าสามแสนนายของหน่วยบัญชาการสูงสุดเพียงผู้เดียวดังนั้น โดยสรุปแล้ว จ้าวเสวียนจีพ่ายแพ้ไปหนึ่งเบี้ยสิ่งสำคัญที่สุดคือ องค์รัชทายาทมิได้ใช้อารมณ์ต่อต้านแรงกดดันจากเขา แต่กลับยอมถอยก้าวอย่างชาญฉลาดสิ่งนี้ทำให้จ้าวเสวียนจีตระหนักว่าองค์รัชทายาทในยามนี้เรียนรู้ที่จะเก็บซ่อนความสามารถ ไม่ได้เปิดเผยจุดอ่อนอีกต่อไป แต
ณ ตำหนักบูรพา สนมองค์รัชทายาทจ้าวหรุ่ยพักอาศัยอยู่ในตำหนักร้อยบุบฝา“พระองค์มาแล้ว”เมื่อเห็นหลี่เฉินก้าวยาวเดินมา จ้าวหรุ่ยรีบลุกขึ้นต้อนรับ“ได้ยินมาว่าวันนี้องค์รัชทายาทประชุมราชการเช้า ทุกอย่างราบรื่นใช่หรือไม่ หิวหรือไม่ หม่อมฉันสั่วคนให้เตรียมอาหารว่างที่พระองค์ชื่นชอบ...” ก่อนที่จ้าวหรุ่ยจะเอ่ยจบ เขาถูกหลี่เฉินขัดจังหวะ “ไม่เป็นไร ข้าจะพูดคุยกับพระสนม คนอื่นถอยออกไปเถิด” หลังจากนางกำนัลออกไปหมดแล้ว หลี่เฉินก็นั่งลงบนเตียงนุ่ม มองหิมะที่อยู่นอกหน้าต่าง และเอ่ยอย่างไม่ใส่ใจว่า “พระสนม ตำหนักร้อยบุปผามักเต็มไปด้วยดอกโบตั๋น กุหลาบ และดอกไม้สีสันสวยงามอยู่เสมอ แต่ดอกไม้เหล่านี้บอบบางต้องดูแลให้ดี อายุก็สั้น บัดนี้อากาศเริ่มเย็นแล้วปลูกดอกเหมยเพิ่มจะดีที่สุดจ้าวหรุ่ยชงน้ำชาหนึ่งกาให้หลี่เฉิน ค่อย ๆ วางลงบนโต๊ะของเตียงนุ่ม และเมื่อได้ยินถึงตรงนี้ จึงเอ่ยว่า “ดอกเหมยจะสวยงามหลังผ่านความหนาวช่วงฤดูหนาวนี้ สรรพสิ่งล้วนเงียบสงบ ดอกไม้ที่สวยงามมีไม่มากนัก หากพระองค์ทรงชอบ หม่อมฉันจะให้คนปลูกดอกเหมยไว้บ้าง แต่เดิมพระองค์ทรงโปรดดอกไม้สวยงามไฉนจึงทรงโน้มน้าวหม่อมฉันให้ปลูกดอกเหมย ที
ทั้งสองสวมชุดทั่วไปเดินออกจากตำหนักบูรพาผ่านประตูตงหวา ประตูตงอัน และมาถึงบริเวณที่ราษฎรทั่วไปในเมืองหลวงอาศัยอยู่ แม้หิมะจะตกหนัก แต่ถนนในเมืองหลวงผู้คนยังคงพลุกพล่าน ร้านค้าริมถนนโดยรอบก็เต็มไปด้วยแผงหาบเร่และขนมนึ่ง หากในยามปกติ จ้าวหรุ่ยคงมีจิตใจเบิกบานแน่นอน แต่ยามนี้นางไม่รู้ว่าจะเป็นตายร้ายดีเช่นไร ฉากตรงหน้าจะครึกครื้นเพียงใด ก็ไม่อาจกระตุ้นความสนใจของนางได้เลยนางติดตามหลี่เฉินอย่างเฉื่อยชาและเป็นกังวล เดินออกมาจากประตูฉงเหวิน ผ่านประตูหย่งติ้ง และเดินออกจากเมืองหลวง ทันทีที่ออกจากประตูหย่งติ้ง ราวกับเข้าสู่อีกโลกหนึ่งบรรยากาศที่รกร้างและกว้างใหญ่ไพศาล มองเห็นทิวทัศน์ภูเขาที่เลือนรางอยู่ระยะไกล และระยะใกล้เต็มไปด้วยหิมะสีขาวโพลน โลกทั้งใบถูกปกคลุมไปด้วยสีขาวราวกับสวมใส่เสื้อผ้าสีเงิน บนถนนหลวงมีผู้คน ผู้มาเยือนและพ่อค้าแม่ค้า กำลังต่อแถวเข้าเมือง แต่ละคนบนใบหน้าเต็มไปด้วยความกังวล“นายท่านโปรดเมตตาเด็กน้อยคนนี้ด้วยเถิด เด็กไม่ได้กินอะไรเลยมาหลายวันแล้ว ขอท่านเมตตาประทานอะไรให้กินสักหน่อย หรือแม้แต่เหรียญทองแดงก็ได้ เพียงเท่านี้ก็พอเด็กน้อยจะซื้อแป้งทอดได้แล้ว”ทันที
“ที่พวกข้าอาศัยอยู่เป็นหมู่บ้านที่ยากจน ไร้ผู้คน เหลือเพียงครอบครัวเดียว พวกข้าโชคดีที่มีสมาชิกในครอบครัวรอดหนึ่งหรือสองคน” “พวกข้าตามญาติพี่น้องขออาหารตลอดทาง ต่อมามีคนขอทานมากขึ้นเรื่อย ๆ ไม่มีใครมีเสบียงอาหารเพียงพอที่จะช่วยพวกข้า ทุกคนอยากขุดรากหญ้าและแทะเปลือกไม้ แต่เด็กน้อยนี่สิ ท้องใหญ่มาก เพราะกินดินขาว และร้องลั่นด้วยความเจ็บทุกคืน แต่ก็ทำอะไรไม่ได้” “มาถึงที่นี่ ไม่รู้ว่ามีคนล้มตายระหว่างทางมากเท่าใด คนที่แข็งแกร่งไปปล้น ขโมย หรือขึ้นเขาเป็นโจรป่าเลยก็มี ผู้หญิงบางคนขอเพียงมีอาหารให้กิน ก็ถอดเสื้อผ้าให้แล้ว เด็กสาวบางคนถูกส่งไปเป็นสาวใช้ของตระกูลร่ำรวย ล้วนเป็นลูกหัวแก้วหัวแหวนของพ่อแม่ แต่ก็ทำอะไรไม่ได้ ชีวิตช่างลำบากแสนเข็ญเหลือเกิน”ชายชราพูดพลางหลั่งน้ำตาชายชราพูดจาโดยไม่ประดิษฐ์ แม้แต่ลำดับเหตุการณ์จะดูสับสนอยู่บ้าง แต่ก็เป็นเพราะความจริงใจที่นึกอะไรออกก็พูดออกมา ถึงสะกิดใจคนได้อย่างมาก ดวงตาของจ้าวหรุ่ยเปลี่ยนเป็นสีแดงก่ำเมื่อได้ยินถึงตรงนี้ และพึมพำว่า “ที่แท้ราษฎรข้างนอก ลำบากเช่นนี้” ในยามนี้ องครักษ์ผ้าแพรเดินเข้ามาพร้อมกับซาลาเปาและแป้งทอด ชายชราขอบคุณ
“หลี่เฉิน!” หลี่อิ๋นหู่รู้สึกว่าตนถูกหลี่เฉินผู้นั้นเหยียดหยามด้วยความสุขุมเยือกเย็นเช่นนั้น ถึงกับโกรธเกรี้ยวขึ้นมาโดยพลัน เขาชี้ไปที่หลี่เฉินจากบนหลังม้าขาว ตะโกนด่าทอด้วยความโมโหว่า “สถานการณ์ถึงขั้นนี้แล้ว เจ้าจะทำตัวเสแสร้งไปเพื่ออะไรอีก?” “เจ้ากับข้าล้วนเป็นสายเลือดเชื้อพระวงศ์เช่นเดียวกัน ข้าก็มิใช่คนไร้เมตตา หากเจ้ายอมสละตำแหน่งราชบัลลังก์แต่โดยดี ข้ายินดีสาบานต่อหน้าฟ้าดิน ว่าจะไว้ชีวิตเจ้า ให้เจ้าได้เสวยสุขชั่วชีวิต แต่หากเจ้ายังดื้อรั้นดันทุรัง...” “หากข้ายังดื้อรั้นดันทุรังเล่า แล้วจะเป็นอย่างไร?” หลี่เฉินถามเสียงเรียบ เมื่อเทียบกับอารมณ์เดือดดาลของหลี่อิ๋นหู่ น้ำเสียงของหลี่เฉินกลับสงบนิ่งดั่งสายน้ำ ราวกับว่าเขาไม่เคยเห็นหลี่อิ๋นหู่อยู่ในสายตาตั้งแต่แรก และก็เพราะความนิ่งเฉยไม่ไหวติงเช่นนี้ ยิ่งทำให้หลี่อิ๋นหู่แค้นแน่นในอก ยังไม่ทันให้หลี่อิ๋นหู่ตอบโต้ หลี่เฉินก็กล่าวขึ้นอีกว่า “วันนี้เจ้ามาที่นี่เพื่อสิ่งใด?” หลี่อิ๋นหู่ชะงักงันไปครู่หนึ่ง เขารู้สึกว่าคำถามนี้ไร้สาระสิ้นดี แต่คำพูดถัดมาของหลี่เฉินกลับทำให้สีหน้าของเขาแข็งค้าง “วันนี้เจ้ามา
“ขอองค์รัชทายาทสละราชบัลลังก์!” หน้าประตูศาลบูรพกษัตริย์เนื่องด้วยประตูยังคงปิดแน่นอยู่นาน กองทัพกบฏยิ่งส่งเสียงเกรียวกราวไม่หยุดหลี่อิ๋นหู่ยืนอยู่หน้าทัพ จ้องประตูตำหนักที่ยังไม่เปิด ใบหน้ายิ้มเย้ยเริ่มบิดเบี้ยวอย่างเหี้ยมเกรียม เขายกมือขึ้น กองทัพกบฏนับหมื่นเบื้องหลังพลันหยุดส่งเสียง แล้วเสียงของหลี่อิ๋นหู่ก็ดังขึ้น “องค์รัชทายาท ข้ารู้ว่าท่านฟังอยู่ แม้จะแสร้งทำเป็นหูหนวกตาบอดก็ไร้ประโยชน์!” “วันนั้นท่านตำหนิข้าที่พระที่นั่งสีเจิ้ง ท่านองอาจยิ่งนัก!” “ท่านตราข้าผิด ณ พระที่นั่งไท่เหอ ท่านสูงส่งเหนือหัวผู้ใด!” “แต่วันนี้ ท่านก็มีวันนี้! หดหัวอยู่ในศาลบูรพกษัตริย์ ทำไม ท่านคิดว่าซ่อนตัวอยู่ แล้วจะหลีกหนีสิ่งเหล่านี้ได้หรือ?” “ท่านหนีไม่พ้นหรอก!” “วันนี้ คือวันชำระบัญชีระหว่างเราสอง!” หน้าศาลบูรพกษัตริย์ ซูผิงเป่ยนำกองทัพมาถึงแทบจะต่อท้ายหลี่อิ๋นหู่ทันที ขณะจัดเตรียมการวางกำลัง ซูผิงเป่ยก็ได้ยินทุกถ้อยคำของหลี่อิ๋นหู่อย่างชัดเจน “บัดซบ!” ลูกชายแม่ทัพผู้เปี่ยมฝีมือโทสะระเบิด หยิบธนูขึ้นคิดจะยิงหลี่อิ๋นหู่ทันที ทว่าถูกรองแม่ทัพคว้าตัวไว้แน่น “ท
วาจาของจ้าวหรุ่ย ทำให้เหลียงต้งถึงกับหายใจสะดุด เขาฝืนใจกล่าวว่า “แต่บัดนี้ฝ่าบาทยังทรงสลบไม่ฟื้น” ความหมายของเหลียงต้งชัดเจนแล้ว ฮ่องเต้ทรงสลบไสลอยู่ เขาจะมีวิธีใดได้เล่า? หากฮ่องเต้ไม่ได้ทรงสลบ เรื่องก็คงไม่ถึงขั้นนี้ จ้าวหรุ่ยกัดฟันกล่าวว่า “สรรพสิ่งอยู่ที่มนุษย์ เจ้าให้ข้าเข้าไป เผื่อจะมีปาฏิหาริย์เกิดขึ้นก็เป็นได้?” เหลียงต้งรู้สึกว่าจ้าวหรุ่ยคลุ้มคลั่งไปแล้ว ยามป่วยหนักก็ย่อมควานหาหมอไปทั่ว เขากำลังจะปฏิเสธ จ้าวหรุ่ยกลับก้าวขึ้นไปหนึ่งก้าว กล่าวเสียงดังว่า “ข้าคือสนมองค์รัชทายาทแห่งตำหนักบูรพา ผู้ใดกล้าขวางข้า!?” กล่าวจบ จ้าวหรุ่ยก็เดินตรงไปยังประตูพระราชวัง เหล่าทหารองครักษ์รอบกายต่างตกตะลึงกับภาพที่เกิดขึ้น หากเป็นผู้อื่น ถูกจับทันทีคงยังนับว่าเบา ต่อให้ถูกประหาร ณ ที่ตรงนั้นก็นับว่าสมควร แต่คนผู้นี้คือสนมขององค์รัชทายาท ไม่มีผู้ใดกล้าลงมือ ดังนั้นทหารทุกนายจึงหันไปมองเหลียงต้ง หน้าผากของเหลียงต้งเต็มไปด้วยเหงื่อ เขามองใบหน้างามของจ้าวหรุ่ยซึ่งบัดนี้เต็มไปด้วยความเคร่งขรึมและเด็ดเดี่ยว กัดฟันแน่น เหยียบเท้ากล่าวว่า “ปล่อย ปล่อย ปล
“ขอให้องค์รัชทายาทสละราชบัลลังก์!”“ขอให้องค์รัชทายาทสละราชบัลลังก์!”“ขอให้องค์รัชทายาทสละราชบัลลังก์!”เหล่ากบฏนับหมื่นนายเบื้องหลังหลี่อิ๋นหู่ ต่างพร้อมใจกันชูอาวุธและเปล่งเสียงตะโกนชั่วขณะหนึ่ง เสียงนั้นราวกับพายุฝนฟ้าคะนอง เสียดแทงฟ้าดินเสียงกู่ร้องจากผู้คนนับหมื่นดังกึกก้องจนไม่ใช่เพียง ศาลบูรพกษัตริย์ เท่านั้นที่ได้ยิน แม้แต่ทั้งราชวังหลวง ก็สะท้านสะเทือนไปด้วยเสียงนั้นในวังหลัง ไม่รู้ว่ามีขันที นางกำนัล หรือแม้แต่เหล่าพระสนมกี่คน ที่ต่างพากันสั่นเทิ้มด้วยความหวาดกลัวการก่อกบฏครั้งนี้ จะชี้ชะตาความเป็นความตายขององค์รัชทายาท หลี่อิ๋นหู่ และจ้าวเสวียนจี และยังกำหนดอนาคตของพวกนางอีกด้วยองค์หญิงน้อยวัยเพียงเจ็ดแปดขวบถูกมารดากอดไว้ในอ้อมแขน เด็กน้อยไม่เข้าใจเรื่องใดมากนัก เงยหน้าถามอย่างไร้เดียงสา “ท่านแม่ เหตุใดพวกเขาจึงต้องให้เสด็จพี่รองสละราชบัลลังก์เพคะ?”ใบหน้าของพระสนมผู้เป็นมารดาซีดเผือด ดวงตาเต็มไปด้วยความหวาดหวั่น นางกอดลูกแน่นขึ้น ตอบเบาๆ ว่า “แม่ก็ไม่รู้”เด็กหญิงเม้มปาก กำหมัดแน่น เอ่ยเสียงขุ่น “เสด็จพี่รองถึงจะดุ แต่ก็ใจดีต่อข้ามาก คราวก่อนที่ไปอ่านหนังสือ
เซียวเทียนหนานไม่รู้ว่าทำไมต้าฉินถึงคลุ้มคลั่งถึงเพียงนั้น ถึงขนาดต้องการให้เย่ลู่เสิ่นเสวียนพร้อมกองทัพม้าหกแสนนาย ติดแหงกอยู่ที่หน้าด่านเย่ว์หยาทว่าเรื่องนี้กลับไม่อาจขัดขวางเขา ที่กำลังพยายามสุดชีวิตเพื่อทำภารกิจที่ "สหายผู้แซ่เหอ" มอบหมายให้สำเร็จก็จะให้ทำอย่างไรได้เล่า? สิ่งที่ "สหายผู้แซ่เหอ" มอบให้มันมากเกินต้านทานนักเมื่อได้ประสบพบเห็นความเจริญรุ่งเรืองของต้าฉิน ได้ลิ้มรสความอ่อนหวานของหญิงสาวจงหยวน เซียวเทียนหนานก็ไม่อาจมองเหลียวกลับไปยังเบี้ยเลี้ยงเพียงน้อยนิดและเนื้อแพะแห่งแคว้นเหลียวได้อีก หญิงสาวบนทุ่งหญ้า ต่อให้นางแข็งแกร่งเพียงใด แขนแบกม้า อกทุบหินได้ แต่ทั้งเนื้อทั้งกระดูก หากเทียบกับความอ่อนโยนชุ่มชื่นของหญิงสาวชาวจงหยวนแล้ว ก็ยังด้อยกว่าอยู่หลายขุมเมื่อใจคนลิ้มรสความเสื่อมแล้วไซร้ ต่อให้สวรรค์เปิดทาง ก็ยากนักจะหันกลับคืนเซียวเทียนหนานไม่เคยคิดว่าตนทำผิดคนเราหากไม่เห็นแก่ตัว ฟ้าดินก็ย่อมลงทัณฑ์ความจริงแล้ว เซียวเทียนหนานก็มีวาทศิลป์ที่ไม่เลวเลยทีเดียวหลังจากถูกวิเคราะห์แยกแยะอย่างละเอียดจากเขา เย่ลู่เสิ่นเสวียนซึ่งแต่เดิมก็เอนเอียงไปทางไม่ถอนทัพอยู่แล้ว
เย่ลู่เสิ่นเสวียนสีหน้าไร้อารมณ์ จ้องมองเซียวเทียนหนานตรงๆ แล้วเอ่ยว่า “พูดให้ละเอียด”ตามปกติ หากไม่ใช่เขาเอ่ยปากถามก่อน เย่ลู่เสิ่นเสวียนย่อมไม่อนุญาตให้ผู้ใดในใต้บัญชาของตนแสดงความคิดเห็นด้วยตนเองยิ่งเป็นเรื่องใหญ่ระดับการถอนทัพด้วยแล้ว ยิ่งไม่ควรมีใครบังอาจกล่าวก่อนแม้เซียวเทียนหนานจะเป็นผู้ที่เข้าร่วมทีหลัง ทว่ากฎเช่นนี้ย่อมต้องรู้ดีด้วยเหตุนี้เอง การที่เซียวเทียนหนานเอ่ยความเห็นเช่นนี้ก่อน ย่อมทำให้ในใจของเย่ลู่เสิ่นเสวียนเริ่มมีความคิดบางอย่างผุดขึ้นความคิดนั้นจะเป็นความพอใจหรือไม่พอใจ ก็ขึ้นอยู่กับว่า “รายละเอียด” ที่เซียวเทียนหนานกำลังจะกล่าวต่อจากนี้ จะสามารถทำให้เขาพึงใจได้หรือไม่เซียวเทียนหนานเองย่อมรู้ดีว่าตนกำลังเดินอยู่บนเส้นด้ายแห่งความเป็นความตาย ทว่าเนื่องด้วยคำสั่งจาก "ผู้แซ่เหอ" แห่งต้าฉิน ผู้ที่ชอบคบหาสมาคมกับผู้คน เขาจึงจำต้องกัดฟันดำเนินต่อไป“องค์รัชทายาท บัดนี้สถานการณ์ภายในวังหลวงก็ไม่ได้สงบสุข ถึงแม้ตำแหน่งขององค์รัชทายาทยังคงมั่นคงอยู่ในยามนี้ แต่กระหม่อมขอกล่าวถ้อยคำที่อาจเป็นการล่วงเกิน หากวันใดฝ่าบาทสละราชบัลลังก์ องค์รัชทายาทอาจขึ้นครองราชย์ไ
ทั่วทั้งทุ่งหญ้าต่างร่ำลือกันว่า เย่ลู่เสิ่นเสวียน คือของขวัญจากเทพสวรรค์ที่ประทานแก่แคว้นเหลียว เป็นเจ้าเหนือแคว้นเหลียวผู้ถูกลิขิตไว้แล้วแต่กำเนิดตำนานนี้แพร่สะพัดมาหลายสิบปีแล้วเย่ลู่เสิ่นเสวียนเองก็ครองตำแหน่งองค์รัชทายาทมาหลายสิบปีเช่นกันโดยแท้จริงแล้ว ภายในแคว้นเหลียว เย่ลู่เสิ่นเสวียนก็มีบารมีสูงส่ง ผู้คนส่วนใหญ่ต่างสนับสนุนให้เขาขึ้นครองบัลลังก์แต่ปัญหาคือ แคว้นเหลียวหาใช่ต้าฉินไม่แม้แต่ต้าฉินก็ยังเต็มไปด้วยอ๋องแห่งแคว้นที่คอยก่อกวนเขย่าบัลลังก์ ไม่ต้องกล่าวถึงแคว้นเหลียวซึ่งโดยรากเหง้าเป็นการรวมตัวของหลายเผ่าพันธุ์เข้าด้วยกันภายใต้ภาพลักษณ์ของความเป็นเอกภาพในแคว้นเหลียว ที่แท้คือการรวมกลุ่มของชนเผ่าต่างๆ และเหล่าท่านอ๋องที่แยกกันปกครองอย่างชัดเจนยิ่งไปกว่านั้น ราษฎรแคว้นเหลียวล้วนมีนิสัยห้าวหาญ เป็นชาวทุ่งหญ้าที่เคารพพลังแห่งสงครามมากกว่าความรู้ในสภาพแวดล้อมเช่นนี้ หากเย่ลู่เสิ่นเสวียนไร้ซึ่งผลงานในสนามรบ ต่อให้ขึ้นครองบัลลังก์แล้ว ก็ไม่อาจทำให้ผู้คนยอมรับได้สำหรับแคว้นเหลียวแล้ว ผลงานสงครามที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ย่อมต้องมาจากการรุกรานต้าฉินแต่ไม่ว่าจะเป็นฮ่องเต
"ทางต้าฉิน ยังไม่มีข่าวคราวส่งมาหรือ?"ในฐานะองค์รัชทายาทแห่งแคว้นเหลียว ค่ายพักของเย่ลู่เสิ่นเสวียนนั้นใหญ่โตผิดธรรมดา ราวกับตำหนักหลังหนึ่ง ทว่าไม่มีการตกแต่งที่หรูหราโอ่อ่า ด้านในถูกแบ่งเป็นหลายส่วน เท่าที่มองเห็น มีเพียงแบบจำลองสนามรบ แผนที่ และเครื่องมือทางทหารเท่านั้นในด้านชีวิตส่วนตัว เย่ลู่เสิ่นเสวียนเป็นผู้มีวินัย ไม่หลงใหลในความหรูหราฟุ้งเฟ้อและด้วยเหตุนี้เอง ท่ามกลางวงขุนนางแห่งแคว้นเหลียว ซึ่งนิยมประดับกายด้วยทองคำหยกอันล้ำค่า จะก้าวเท้าออกนอกตำหนักก็ต้องมีสตรีงามนับสิบตามติดจึงจะถือว่าสมศักดิ์ศรี เย่ลู่เสิ่นเสวียนกลับกลายเป็นบุคคลแปลกแยกหากแต่ความแปลกแยกที่สืบเนื่องมายาวนานนับสิบปีเช่นนี้ กลับทำให้เขาได้รับความเคารพนับถืออย่างสูงจากชาวแคว้นเหลียวส่วนใหญ่ยามนี้ เย่ลู่เสิ่นเสวียนนั่งอยู่บนเก้าอี้ขุนนางใหญ่ ด้านหน้าวางเรียงรายด้วยเอกสารราชการและกิจการทหาร แต่ข้างกายเขากลับมีตำรากลอนและบันทึกประวัติศาสตร์จากแผ่นดินต้าฉินวางอยู่หลายเล่มแคว้นเหลียวเข้มงวดห้ามราษฎรตนเองสัมผัสกับวัฒนธรรมต้าฉิน ทว่าในหมู่ขุนนาง หากเป็นผู้มีวิสัยทัศน์และการศึกษา ย่อมแอบศึกษาวัฒนธรรมจงหยวน
"ใต้เท้าจ้าวช่างชอบพูดเล่นจริงๆ"เฉินป้าวกั๋วเอ่ยด้วยใบหน้าไร้อารมณ์ มองจ้าวเหอซานด้วยสายตาเรียบเฉย "ทั่วทั้งมณฑลซีซาน ใครบ้างที่ไม่รู้ว่าใต้เท้าจ้าวรักความสงบที่สุด?"ตอนที่จ้าวเหอซานเพิ่งมารับตำแหน่งที่มณฑลซีซาน เขาได้เรียกประชุมขุนนางทุกคนในพื้นที่ และคำพูดแรกที่ออกจากปากของเขาคือเขาจ้าวเหอซาน รักความสงบ และชอบสร้างมิตรแต่เพียงไม่นานหลังจากนั้น ขุนนางที่ได้ฟังคำพูดเหล่านั้น ถูกโยกย้าย ถูกลดตำแหน่ง หรือหนักกว่านั้นคือถูกจับเข้าคุกดังนั้น ในวงการขุนนางของมณฑลซีซาน คำว่าจ้าวเหอซานรักความสงบ จึงกลายเป็นคำพูดประชดประชันโดยปริยายจ้าวเหอซานยิ้มบางๆ เอ่ยกับเฉินป้าวกั๋ว "แม่ทัพเฉิน เจ้าอย่าเพิ่งแสดงอารมณ์เช่นนี้ อีกไม่นานนัก เจ้าจะรู้ว่าข้ากำลังช่วยเจ้าอยู่"เฉินป้าวกั๋วแค่นหัวเราะเย็นชา "เช่นนั้นข้าควรขอบคุณเจ้าหรือ?""ไม่ต้องขอบคุณข้าหรอก"จ้าวเหอซานโบกมือเบาๆ ก่อนหันไปมองทางเมืองหลวง โค้งคำนับเล็กน้อย แล้วกล่าวว่า "เจ้าควรขอบคุณองค์รัชทายาท"เฉินป้าวกั๋วขมวดคิ้ว สีหน้าหนักแน่น กล่าวเสียงเข้ม "ใต้เท้าจ้าว เจ้าก็รู้ว่าข้าไม่อยากเข้าไปพัวพันกับความขัดแย้งในเมืองหลวง แต่การกระทำขอ