แชร์

บทที่ 72

ผู้เขียน: ไห่ตงชิง
เรื่องที่น่าสลดที่สุดในชีวิตคือการที่คนหัวขาวส่งคนหัวดำ

ยิ่งไปกว่านั้น ตระกูลหูหลานเซิ่งประกอบด้วยสามชั่วอายุคน ยามนี้อายุเกินสี่สิบแล้ว จะให้กำเนิดบุตรอีกคนคงสายเกินไปเสียแล้ว

เท่ากับว่าไม่มีทายาทสืบสกุล

ค่ำคืนนี้ หูหลานเซิ่งมาหาเถิงไหว ขอร้องเถิงไหวอี้ให้หาวิธีเอาศพบุตรชายของเขาออกจากหอเถิงหวัง เพื่อนำกลับมาประกอบพิธี

แต่สำหรับเรื่องใหญ่เช่นนี้ องค์รัชทายาทสั่งการด้วยพระองค์เอง เถิงไหวอี้จึงบ่นพึมพำ

ในช่วงหัวเลี้ยวหัวนี้ ซานเป่าพร้อมกับองครักษ์ผ้าแพรเดินทางมาถึง ก่อนที่เถิงไหวอี้จะเอ่ยปาก หูหลานเซิ่งที่โดนความโกรธแค้นครอบงำก็กระโจนเข้าใส่ทันที

จากนั้น...เขาถูกองครักษ์ผ้าแพรใช้มีดกดลงกับพื้นอย่างรวดเร็ว

“ซานเป่า ไอ้สุนัขถูกตอน! ความแค้นที่ฆ่าบุตร ย่อมอยู่ร่วมใต้ฟ้าเดียวกันมิได้ ข้าจะฆ่าเจ้าพันมีดหมื่นแล่!!!”

หูหลานเซิ่งที่ถูกกดอยู่กับพื้นยังคงตะโกนและสาปแช่งอย่างบ้าคลั่ง

ซานเป่ายิ้มอย่างอ่อนโยนและเดินไปหาหูหลานเซิ่งอย่างเชื่องช้า แล้วยกขาเหยียบหน้าหูหลานอย่างแรงโดยไม่ให้รู้ตัว

การเหยียบหน้าครั้งนี้ หูหลานเฉิงส่งเสียงกรีดร้อง เลือดและฟันพุ่งออกมา ช่างน่าสังเวชอย่างยิ่
อ่านหนังสือเล่มนี้ต่อได้ฟรี
สแกนรหัสเพื่อดาวน์โหลดแอป
บทที่ถูกล็อก

บทที่เกี่ยวข้อง

  • รัชทายาทจอมเจ้าเล่ห์   บทที่ 73

    ภายใต้การไล่ล่าตามรายชื่อขององครักษ์ผ้าแพร ขุนนางเมืองหลวงรู้สึกเหมือนชีวิตของขุนนางไร้ค่า เพราะองครักษ์ผ้าแพรอำมหิตเหลือเกิน เพียงตอบรับไม่ตรงใจ จะโดนทุบตีทันที หากโชคดีหน่อยก็แค่โดนคนเดียว โชคไม่ดีก็โดนรุมทั้งตระกูล ในช่วงแรกยังมีขุนนางบางคนที่ดื้อรั้น ปากตะโกนว่าจะยืนหยัดร่วมชะตากรรมกับขุนนางอื่นที่ร่วมต่อต้านความเผด็จการขององค์รัชทายาท ทว่าหลังจากโดนทุบตี ถึงตระหนักได้ว่าองครักษ์ผ้าแพรกล้าสังหารคนจริงๆ จึงดูเชื่อฟังขึ้นมา หลังจากมีข่าวลือหลายหระแสออกจากจวนของมหาอำมาตย์หวังเถิงฮ่วน เหล่าขุนนางระดับสูงก็เงียบเสียงลง ค่ำคืนแรกของหิมะตกหนักทั่วเมืองหลวง เริ่มต้นด้วยเสียงเอะอะโวยวาย และจบลงอย่างเงียบงัน ค่ำคืนอันเงียบสงัด ทุกคนต่างรอคอยเช้าวันใหม่อย่างเงียบ ๆ ไม่รู้ว่าค่ำคืนนี้มีคนไม่ได้นอนและนอนไม่หลับกี่คน พวกเขาอดนอนท่ามกลางหิมะถึงยามอิ่น รีบลุกขึ้นสวมชุดราชสำนัก แล้วออกจากจวนของตนภายใต้การจับจ้องขององครักษ์ผ้าแพรโดยไม่พูดไม่จา และรวมตัวมุ่งหน้าสู่พระราชวัง ด้านนอกประตูอู่ของพระราชวัง ขุนนางพลเรือนและทหารหลายร้อยคนรวมตัวกัน จัดเรียงแถวตามลำดับ และยืนรออย่างเงียบ ๆ ในค่

  • รัชทายาทจอมเจ้าเล่ห์   บทที่ 74

    บนบัลลังก์ทองคำตรงกลางสุด เก้าอี้มังกรอันเป็นสัญลักษณ์ของอำนาจสูงสุดเหนือแผ่นดินตั้งวางเด่นเป็นสง่า หลี่เฉินเดินขึ้นไปบนบัลลังก์ทองคำและมาถึงเก้าอี้มังกร เขายกมือวางบนเก้าอี้มังกร เพียงการกระทำนี้ หัวใจของขุนนางราชสำนักเต้นรัวจนแทบออกจากอก จ้าวเสวียนจีหรี่ตาลง จิตสังหารพุ่งทะยาน ซูเจิ้นถิงขมวดคิ้ว ค่อยข้างดูกังวลเก้าอี้มังกรทองคำบนแท่นสูงในท้องพระโรง มีเพียงฮ่องเต้เท่านั้นที่นั่งได้ ใต้หล้านี้ นอกจาฮ่องเต้ ไม่ว่าองค์รัชทายาท องค์หญิง หรือไทเฮาผู้มีสถานะสูงศักดิ์เพียงใด หากกล้าแตะต้อง ล้วนต้องตายไม่มีข้อละเว้นนี่คือกฎมนุษย์บรรพบุรุษ และเป็นหลักธรรมอันยิ่งใหญ่ไม่มีใครรู้ว่าหลี่เฉินเข้าใกล้บัลลังก์ด้วยความโลภ หรือเพียงต้องการสัมผัสรสชาติของอำนาจนั่งทั่วหล้า นั่งทั่วหล้า ก็คือนั่งลงบนบัลลังก์มังกร ชายใดไม่อยากบ้างทว่าขอเพียงหลี่เฉินนั่งลง แม้แต่ฮ่องเต้ต้าสิงลุกขึ้นจากเตียงในเวลานี้ ก็ช่วยหลี่เฉินจากความผิดมหันต์นี้ไม่ได้ ทุกคนจ้องมองหลี่เฉิน ไม่ยอมพลาดสักกิริยาบท บางคนตั้งตารอ บางคนกังวล ใจคนซับซ้อนและร้อนรน และแสดงออกมาอย่างสุดขีดในความเงียบงันนี้ทว่าหลี่เฉินมิใช่คนโ

  • รัชทายาทจอมเจ้าเล่ห์   บทที่ 75

    ประเด็นแรกที่องค์รัชทายาทเปิดประชุมราชการเช้า คือการผลักดันซูเจิ้นถิงขึ้นสู่ตำแหน่งสำคัญเนื่องจากพัวพันคดีกบฏในอดีต ซูเจิ้นถิงจึงถูกฮ่องเต้ถอดถอนจากตำแหน่ง แม้จะยังคงมียศเป็นขุนนางสืบทอดตำแหน่งแม่ทัพใหญ่และราชาแห่งผู้ชนะ แต่ล้วนเป็นเพียงตำแหน่งลวงโดยปราศจากอำนาจใดๆยามนี้หลี่เฉินต้องการกำลังคนอย่างเร่งด่วน ยิ่งไปกว่านั้น ซูเจิ้นถิงยังเป็นแม่ทัพที่ทรงอิทธิพลและได้รับการยกย่องอย่างยิ่งในกองทัพ เขาจึงมิอาจไม่เรียกใช้คนเช่นนี้ได้ทว่าข้อเสนอนี้ย่อมก่อให้เกิดเสียงคัดค้านอย่างรุนแรงจากกลุ่มขุนนางฝ่ายพลเรือน“องค์รัชทายาท กระหม่อมขอคัดค้าน”หูเสี่ยนพีรองเสนาบดีกรมยุทธการออกมาคัดค้านเดิมทีเขาคือผู้ที่มีโอกาสสูงสุดที่จะรับตำแหน่งต่อจากเถิงไหวอี้ที่ถูกถอดถอน เพราะด้วยบารมีของซูเจิ้นถิงแล้ว หูเสี่ยนพีคงไม่มีวันได้ขึ้นเป็นเสนาบดีกรมยุทธการแน่นอน“ท่านแม่ทัพซูเป็นขุนนางสายพระญาติ ยศศักดิ์สูงส่งเกินกว่าตำแหน่งเสนาบดีกรมยุทธการที่เป็นเพียงขุนนางขั้นสอง หากเป็นเช่นนี้ มิใช่ขัดต่อระเบียบราชสำนักหรอกหรือพ่ะย่ะค่ะ ขอองค์รัชทายาทได้โปรดไตร่ตรองอีกครั้งด้วย”หูเสี่ยนพีเป็นคนฉลาด เขาเข้าใจดีว่าซูเ

  • รัชทายาทจอมเจ้าเล่ห์   บทที่ 76

    จักรวรรดิต้าฉินมีความคล้ายคลึงกับยุคก่อนที่หลี่เฉินจะทะลุมิติมาทั่วทั้งแคว้นแบ่งออกเป็นสิบสามเมือง แต่ละเมืองมีขุนนางสูงสุดเรียกว่าปลัด และการปกครองกับการทหารจะแยกออกจากกัน ทหารชั้นสูงสุดเรียกว่าผู้บัญชาการของกรมบัญชาการนอกเหนือจากสิบสามเมืองแล้ว ยังมีเขตปกครองนครบาลอย่างจื๋อลี่ใต้และเมืองหลวง ไม่มีผู้บัญชาการ แต่มีหน่วยบัญชาการทหารสูงสุดและองครักษ์อวี่หลินที่ขึ้นตรงต่อฮ่องเต้องครักษ์อวี่หลินมีทหารจำนวนสามหมื่นนาย หน่วยบัญชาการทหารสูงสุดปกครองกองซ้าย ขวา หน้า หลัง และกลาง รวมห้ากองทัพ โดยแต่ละกองมีทหารจำนวนหกหมื่นนาย ทำหน้าที่ปกป้องเมืองหลวงหน่วยบัญชาการทหารสูงสุดในนามแล้ว มีหน้าที่รับผิดชอบด้านการทหารทั่วหล้า เป็นหน่วยทางการทหารที่สูงที่สุดของจักรวรรดิต้าฉินทว่านับตั้งแต่การสถาปนาจักรวรรดิขึ้นมา เพื่อป้องกันการรวมศูนย์อำนาจทางทหารมากเกินไป ฮ่องเต้ทุกยุคสมัยจึงลดทอนอำนาจของหน่วยบัญชาการทหารสูงสุดมาโดยตลอด เหลือไว้เป็นเพียงสัญลักษณ์เท่านั้น จวบจนบัดนี้ หน่วยบัญชาการทหารสูงสุดได้เปรียบเสมือนสัตว์มงคลของหน่วยราชการ ฉะนั้น คำสั่งของหลี่เฉินที่ให้รวมพลทหารทั่งหล้า ก็เพื่อการนี

  • รัชทายาทจอมเจ้าเล่ห์   บทที่ 77

    การต่อสู้ทางการเมือง ส่วนที่สำคัญที่สุดคือการแสดงละครหลี่เฉินโยนก้อนอิฐล่อหยก ใช้ตำแหน่งเสนาบดีกรมยุทธการล่อสหายผู้โง่เขลาอย่างหูเสี่ยนพีติดกับ และยังมีหูหวังเถิงฮ่วนคอยสนับสนุนอีกด้วย ขณะที่สวมบทบาทตัวละครอย่างแนบเนียน หลี่เฉินใช้ไพ่ของหน่วยบัญชาการทหารสูงสุดโจมตีกลุ่มพลเรือนจนตั้งตัวไม่ทัน รวมกับความช่วยเหลืออันน่าทึ่งของหูเสี่ยนพี ยามนี้ซูเจิ้งถิงได้เปรียบกว่า กลุ่มขุนศึกต่างสามัคคีกัน เป้าหมายของหลี่เฉินก็บรรลุไปเกินครึ่งแล้ว การเมืองเป็นเพียงการเล่นกับใจคนหูเสี่ยนพีที่ตกหลุมพลางยังไม่รู้ตัวว่ากำลังตกอยู่ในอันตราย เขารู้สึกเพียงว่าหายนะร้ายแรงกำลังจะมาถึง จึงล้มนั่งลงกับพื้น ใบหน้าซีดเผือดด้วยความตื่นตระหนก อ้อนวอนขอความเมตตาจากหลี่เฉิน "องค์รัชทายาทโปรดทรงเมตตาด้วย กระหม่อมมิได้หมายความเช่นนั้น” หลี่เฉินเหลือบมองหูเสี่ยนพีพลางเอ่ยเสียงราบเรียบ “รองเสนาบดีกรมยุทธการหูเสี่ยนพี พูดจาโอหังอวดดีในท้องพระโรง ดูหมิ่นวีรบุรุษ มัวเมาในอำนาจ ใช้อำนาจบาตรใหญ่ ซึ่งตอกย้ำให้เห็นถึงความเสื่อมโทรมของจริยธรรม ถอดถอนตำแหน่ง สอบสวนดำเนินคดี ส่งเข้าคุกให้หน่วยบูรพาสืบสวน เพื่อปลอบประโลมด

  • รัชทายาทจอมเจ้าเล่ห์   บทที่ 78

    ด้วยโองการแห่งฟ้า ฮ่องเต้ทรงมีพระบัญชา “รากฐานของจักรวรรดิ ต้องอาศัยทั้งฝ่ายพลเรือนและฝ่ายทหาร ฝ่ายพลเรือนปกครองบ้านเมือง ฝ่ายทหารปกครองแผ่นดิน ทั้งสองฝ่ายล้วนขาดไม่ได้ เปรียบเสมือนเสาหลักสองต้นที่ค้ำจุนแคว้น ด้วยเหตุนี้ ทายาทของวีรบุรุษผู้ภักดี จอมทัพอันดับหนึ่ง ผู้เป็นที่รักของเหล่าทหาร สมกับความกล้าหาญของวีรบุรุษผู้ภักดี ข้าจึงแต่งตั้งซูเจิ้นถิงเป็นแม่ทัพใหญ่แห่งหน่วยบัญชาการทหารสูงสุด ควบคุมกองทัพทหารทั่วหล้า มอบอำนาจเบ็ดเสร็จในการบัญชาการทหารรักษานครบาลจำนวนสามแสนนาย ด้วยความมุ่งหวังให้แผ่นดินที่แสงอาทิตย์ส่องถึงและสายน้ำไหลผ่าน ล้วนเป็นดินแดนฉิน อาศัยดาบอันคมกริบของท่านซู แผ่ขยายบารมีของแคว้นสู่ดินแดนอันไกลโพ้น รับพระราชโองการ”เมื่อพระราชโองการฉบับนี้ ลงประทับตราพระราชลัญจกรและตราประทับขององค์รัชทายาทผู้สำเร็จราชการแทนแล้ว จะคัดสำเนาส่งให้กับสำนักราชเลขาเก็บไว้เป็นหลักฐาน และจะส่งไปที่ทุกเมืองประกาศให้ราษฎรทราบ ห้ามมิให้ผู้ใดฝ่าฝืน”เมื่อพระราชโองการประกาศแล้ว ก็ไม่มีผู้ใดเปลี่ยนแปลงได้ซูเจิ้นถิงเอ่ยปากคนแรก ก้มกราบลงสามครั้งคำนับเก้าคำครั้ง และเอ่ยด้วยเสียงดังฟังชัดว่า “กระ

  • รัชทายาทจอมเจ้าเล่ห์   บทที่ 79

    เจียงโจวตกใจจนวิญญาณแทบออกจากร่าง รีบร้องตะโกนว่า “องค์รัชทายาทโปรดไว้ชีวิตด้วย กระหม่อมไม่ทราบว่าเรื่องจะบานปลายเพียงนี้ กระหม่อมก็กำลังคิดหาวิธีไล่พวกเขาออกไป ทว่าผู้ประสบภัยเหล่านั้นดื้อรั้นนัก ไล่แล้วก็กลับมา กระหม่อมจนปัญญาแล้วจริงๆ” “ตำราเซิ่งเสียน สุนัขคาบไปกินแล้วรึ!” เจียงโจวไม่อธิบายคงดีกว่า แต่ทันทีที่เขาอธิบาย จิตสังหารของหลี่เฉินก็เดือดพล่านอีกครั้ง “ราชสำนักแต่งตั้งเจ้าเป็นขุนนาง และเป็นถึงผู้ว่าการเมืองหลวง ภายใต้โอรสสวรรค์ เพื่อให้เจ้าขับไล่ผู้ประสบภัยรึ! ผู้ประสบภัยไปที่ใดก็มิใช่ดินแดนของต้าฉิน มิใช่ราษฎรของต้าฉินอย่างนั้นหรือ!” “เจ้าไม่คิดบรรเทาภัยพิบัติและเข้าช่วยเหลือผู้ประสบภัย แต่ยังจะขับไล่พวกเขาออกไป เพียงคำพูดนี้ของเจ้า ข้าไม่สังหารเจ้า คงไม่อาจระบายความเกลียดแค้นที่ติดอยู่ในใจไปได้!” “ลากขุนนางชั่วช้าออกไปสอบปากคำและสังหารทันที ตรวจค้นจวนของเขา เนรเทศสามพันลี้ในสามชั่วโครตให้ และยึดเป็นของหลวงทั้งหมด!” เจียงโจวนึกไม่ถึงว่าการร้องขอความเมตตาจะนำไปสู่การทำลายล้างตระกูลของเขา เขากลัวมากจนเนื้อตัวสั่นไม่หยุด อยากจะพูดอะไรต่อ แต่กลับถูกองครักษ์ที่ถือดา

  • รัชทายาทจอมเจ้าเล่ห์   บทที่ 80

    “เหตุการณ์เกิดขึ้นอย่างกะทันหัน ยามนี้ไม่ว่าจะลงโทษหรือเอาผิดก็เป็นเพียงการแก้ไขที่ปลายเหตุ ทว่าสิ่งสำคัญที่สุดในยามนี้คือการบรรเทาภัยพิบัติและช่วยเหลือผู้ประสบภัย เหตุการณ์ที่องค์รักษ์อวี่หลินสังหารหมู่ผู้ประสบภัยนั้น มีทั้งแง่มุมดีและแง่มุมเลวร้าย แม้ชีวิตผู้คนหลายพันคนจะสูญเสียไปอย่างน่าเสียดาย แต่ความผิดพลาดได้เกิดขึ้นแล้ว สิ่งสำคัญคือต้องรีบช่วยเหลือผู้ประสบภัย มิฉะนั้น จะส่งผลเสียต่อชื่อเสียงของราชสำนักในสายตาของราษฎร”คำพูดของจ้าวเสวียนจี ทำให้หลี่เฉินหาข้อผิดพลาดไม่ได้เลยอีกทั้งเป็นเรื่องที่หลี่เฉินกังวลจริง ๆเขาจึงมิได้พูดแทรก และรอให้จ้าวเสวียนจีพูดต่อจ้าวเสวียนจีมิได้หยุดพูด หายใจเข้าลึก ๆ และเอ่ยต่อว่า “เรื่องนี้ กระหม่อมขอเสนอแนะให้องค์รัชทายาทมีราชโองการให้คัดเลือกบุคคลผู้มีจิตใจเมตตา สามารถเป็นตัวแทนของราชวงศ์ และมากด้วยความสามารถลงพื้นที่ประสบภัยเพื่อปลอบประโลมราษฎร”เมื่อได้ยินประโยคนี้ จุดประสงค์ของจ้าวเสวียนจีก็ชัดเจนขึ้นแล้วขุนนางทั้งราชสำนัก ใครบ้างที่สามารถเป็นตัวแทนของราชวงศ์ได้ไม่มีผู้ใดนอกจากองค์รัชทายาททว่าองค์รัชทายาททรงเป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระ

บทล่าสุด

  • รัชทายาทจอมเจ้าเล่ห์   บทที่ 1036

    วาจาของจ้าวหรุ่ย ทำให้เหลียงต้งถึงกับหายใจสะดุด เขาฝืนใจกล่าวว่า “แต่บัดนี้ฝ่าบาทยังทรงสลบไม่ฟื้น” ความหมายของเหลียงต้งชัดเจนแล้ว ฮ่องเต้ทรงสลบไสลอยู่ เขาจะมีวิธีใดได้เล่า? หากฮ่องเต้ไม่ได้ทรงสลบ เรื่องก็คงไม่ถึงขั้นนี้ จ้าวหรุ่ยกัดฟันกล่าวว่า “สรรพสิ่งอยู่ที่มนุษย์ เจ้าให้ข้าเข้าไป เผื่อจะมีปาฏิหาริย์เกิดขึ้นก็เป็นได้?” เหลียงต้งรู้สึกว่าจ้าวหรุ่ยคลุ้มคลั่งไปแล้ว ยามป่วยหนักก็ย่อมควานหาหมอไปทั่ว เขากำลังจะปฏิเสธ จ้าวหรุ่ยกลับก้าวขึ้นไปหนึ่งก้าว กล่าวเสียงดังว่า “ข้าคือสนมองค์รัชทายาทแห่งตำหนักบูรพา ผู้ใดกล้าขวางข้า!?” กล่าวจบ จ้าวหรุ่ยก็เดินตรงไปยังประตูพระราชวัง เหล่าทหารองครักษ์รอบกายต่างตกตะลึงกับภาพที่เกิดขึ้น หากเป็นผู้อื่น ถูกจับทันทีคงยังนับว่าเบา ต่อให้ถูกประหาร ณ ที่ตรงนั้นก็นับว่าสมควร แต่คนผู้นี้คือสนมขององค์รัชทายาท ไม่มีผู้ใดกล้าลงมือ ดังนั้นทหารทุกนายจึงหันไปมองเหลียงต้ง หน้าผากของเหลียงต้งเต็มไปด้วยเหงื่อ เขามองใบหน้างามของจ้าวหรุ่ยซึ่งบัดนี้เต็มไปด้วยความเคร่งขรึมและเด็ดเดี่ยว กัดฟันแน่น เหยียบเท้ากล่าวว่า “ปล่อย ปล่อย ปล

  • รัชทายาทจอมเจ้าเล่ห์   บทที่ 1035

    “ขอให้องค์รัชทายาทสละราชบัลลังก์!”“ขอให้องค์รัชทายาทสละราชบัลลังก์!”“ขอให้องค์รัชทายาทสละราชบัลลังก์!”เหล่ากบฏนับหมื่นนายเบื้องหลังหลี่อิ๋นหู่ ต่างพร้อมใจกันชูอาวุธและเปล่งเสียงตะโกนชั่วขณะหนึ่ง เสียงนั้นราวกับพายุฝนฟ้าคะนอง เสียดแทงฟ้าดินเสียงกู่ร้องจากผู้คนนับหมื่นดังกึกก้องจนไม่ใช่เพียง ศาลบูรพกษัตริย์ เท่านั้นที่ได้ยิน แม้แต่ทั้งราชวังหลวง ก็สะท้านสะเทือนไปด้วยเสียงนั้นในวังหลัง ไม่รู้ว่ามีขันที นางกำนัล หรือแม้แต่เหล่าพระสนมกี่คน ที่ต่างพากันสั่นเทิ้มด้วยความหวาดกลัวการก่อกบฏครั้งนี้ จะชี้ชะตาความเป็นความตายขององค์รัชทายาท หลี่อิ๋นหู่ และจ้าวเสวียนจี และยังกำหนดอนาคตของพวกนางอีกด้วยองค์หญิงน้อยวัยเพียงเจ็ดแปดขวบถูกมารดากอดไว้ในอ้อมแขน เด็กน้อยไม่เข้าใจเรื่องใดมากนัก เงยหน้าถามอย่างไร้เดียงสา “ท่านแม่ เหตุใดพวกเขาจึงต้องให้เสด็จพี่รองสละราชบัลลังก์เพคะ?”ใบหน้าของพระสนมผู้เป็นมารดาซีดเผือด ดวงตาเต็มไปด้วยความหวาดหวั่น นางกอดลูกแน่นขึ้น ตอบเบาๆ ว่า “แม่ก็ไม่รู้”เด็กหญิงเม้มปาก กำหมัดแน่น เอ่ยเสียงขุ่น “เสด็จพี่รองถึงจะดุ แต่ก็ใจดีต่อข้ามาก คราวก่อนที่ไปอ่านหนังสือ

  • รัชทายาทจอมเจ้าเล่ห์   บทที่ 1034

    เซียวเทียนหนานไม่รู้ว่าทำไมต้าฉินถึงคลุ้มคลั่งถึงเพียงนั้น ถึงขนาดต้องการให้เย่ลู่เสิ่นเสวียนพร้อมกองทัพม้าหกแสนนาย ติดแหงกอยู่ที่หน้าด่านเย่ว์หยาทว่าเรื่องนี้กลับไม่อาจขัดขวางเขา ที่กำลังพยายามสุดชีวิตเพื่อทำภารกิจที่ "สหายผู้แซ่เหอ" มอบหมายให้สำเร็จก็จะให้ทำอย่างไรได้เล่า? สิ่งที่ "สหายผู้แซ่เหอ" มอบให้มันมากเกินต้านทานนักเมื่อได้ประสบพบเห็นความเจริญรุ่งเรืองของต้าฉิน ได้ลิ้มรสความอ่อนหวานของหญิงสาวจงหยวน เซียวเทียนหนานก็ไม่อาจมองเหลียวกลับไปยังเบี้ยเลี้ยงเพียงน้อยนิดและเนื้อแพะแห่งแคว้นเหลียวได้อีก หญิงสาวบนทุ่งหญ้า ต่อให้นางแข็งแกร่งเพียงใด แขนแบกม้า อกทุบหินได้ แต่ทั้งเนื้อทั้งกระดูก หากเทียบกับความอ่อนโยนชุ่มชื่นของหญิงสาวชาวจงหยวนแล้ว ก็ยังด้อยกว่าอยู่หลายขุมเมื่อใจคนลิ้มรสความเสื่อมแล้วไซร้ ต่อให้สวรรค์เปิดทาง ก็ยากนักจะหันกลับคืนเซียวเทียนหนานไม่เคยคิดว่าตนทำผิดคนเราหากไม่เห็นแก่ตัว ฟ้าดินก็ย่อมลงทัณฑ์ความจริงแล้ว เซียวเทียนหนานก็มีวาทศิลป์ที่ไม่เลวเลยทีเดียวหลังจากถูกวิเคราะห์แยกแยะอย่างละเอียดจากเขา เย่ลู่เสิ่นเสวียนซึ่งแต่เดิมก็เอนเอียงไปทางไม่ถอนทัพอยู่แล้ว

  • รัชทายาทจอมเจ้าเล่ห์   บทที่ 1033

    เย่ลู่เสิ่นเสวียนสีหน้าไร้อารมณ์ จ้องมองเซียวเทียนหนานตรงๆ แล้วเอ่ยว่า “พูดให้ละเอียด”ตามปกติ หากไม่ใช่เขาเอ่ยปากถามก่อน เย่ลู่เสิ่นเสวียนย่อมไม่อนุญาตให้ผู้ใดในใต้บัญชาของตนแสดงความคิดเห็นด้วยตนเองยิ่งเป็นเรื่องใหญ่ระดับการถอนทัพด้วยแล้ว ยิ่งไม่ควรมีใครบังอาจกล่าวก่อนแม้เซียวเทียนหนานจะเป็นผู้ที่เข้าร่วมทีหลัง ทว่ากฎเช่นนี้ย่อมต้องรู้ดีด้วยเหตุนี้เอง การที่เซียวเทียนหนานเอ่ยความเห็นเช่นนี้ก่อน ย่อมทำให้ในใจของเย่ลู่เสิ่นเสวียนเริ่มมีความคิดบางอย่างผุดขึ้นความคิดนั้นจะเป็นความพอใจหรือไม่พอใจ ก็ขึ้นอยู่กับว่า “รายละเอียด” ที่เซียวเทียนหนานกำลังจะกล่าวต่อจากนี้ จะสามารถทำให้เขาพึงใจได้หรือไม่เซียวเทียนหนานเองย่อมรู้ดีว่าตนกำลังเดินอยู่บนเส้นด้ายแห่งความเป็นความตาย ทว่าเนื่องด้วยคำสั่งจาก "ผู้แซ่เหอ" แห่งต้าฉิน ผู้ที่ชอบคบหาสมาคมกับผู้คน เขาจึงจำต้องกัดฟันดำเนินต่อไป“องค์รัชทายาท บัดนี้สถานการณ์ภายในวังหลวงก็ไม่ได้สงบสุข ถึงแม้ตำแหน่งขององค์รัชทายาทยังคงมั่นคงอยู่ในยามนี้ แต่กระหม่อมขอกล่าวถ้อยคำที่อาจเป็นการล่วงเกิน หากวันใดฝ่าบาทสละราชบัลลังก์ องค์รัชทายาทอาจขึ้นครองราชย์ไ

  • รัชทายาทจอมเจ้าเล่ห์   บทที่ 1032

    ทั่วทั้งทุ่งหญ้าต่างร่ำลือกันว่า เย่ลู่เสิ่นเสวียน คือของขวัญจากเทพสวรรค์ที่ประทานแก่แคว้นเหลียว เป็นเจ้าเหนือแคว้นเหลียวผู้ถูกลิขิตไว้แล้วแต่กำเนิดตำนานนี้แพร่สะพัดมาหลายสิบปีแล้วเย่ลู่เสิ่นเสวียนเองก็ครองตำแหน่งองค์รัชทายาทมาหลายสิบปีเช่นกันโดยแท้จริงแล้ว ภายในแคว้นเหลียว เย่ลู่เสิ่นเสวียนก็มีบารมีสูงส่ง ผู้คนส่วนใหญ่ต่างสนับสนุนให้เขาขึ้นครองบัลลังก์แต่ปัญหาคือ แคว้นเหลียวหาใช่ต้าฉินไม่แม้แต่ต้าฉินก็ยังเต็มไปด้วยอ๋องแห่งแคว้นที่คอยก่อกวนเขย่าบัลลังก์ ไม่ต้องกล่าวถึงแคว้นเหลียวซึ่งโดยรากเหง้าเป็นการรวมตัวของหลายเผ่าพันธุ์เข้าด้วยกันภายใต้ภาพลักษณ์ของความเป็นเอกภาพในแคว้นเหลียว ที่แท้คือการรวมกลุ่มของชนเผ่าต่างๆ และเหล่าท่านอ๋องที่แยกกันปกครองอย่างชัดเจนยิ่งไปกว่านั้น ราษฎรแคว้นเหลียวล้วนมีนิสัยห้าวหาญ เป็นชาวทุ่งหญ้าที่เคารพพลังแห่งสงครามมากกว่าความรู้ในสภาพแวดล้อมเช่นนี้ หากเย่ลู่เสิ่นเสวียนไร้ซึ่งผลงานในสนามรบ ต่อให้ขึ้นครองบัลลังก์แล้ว ก็ไม่อาจทำให้ผู้คนยอมรับได้สำหรับแคว้นเหลียวแล้ว ผลงานสงครามที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ย่อมต้องมาจากการรุกรานต้าฉินแต่ไม่ว่าจะเป็นฮ่องเต

  • รัชทายาทจอมเจ้าเล่ห์   บทที่ 1031

    "ทางต้าฉิน ยังไม่มีข่าวคราวส่งมาหรือ?"ในฐานะองค์รัชทายาทแห่งแคว้นเหลียว ค่ายพักของเย่ลู่เสิ่นเสวียนนั้นใหญ่โตผิดธรรมดา ราวกับตำหนักหลังหนึ่ง ทว่าไม่มีการตกแต่งที่หรูหราโอ่อ่า ด้านในถูกแบ่งเป็นหลายส่วน เท่าที่มองเห็น มีเพียงแบบจำลองสนามรบ แผนที่ และเครื่องมือทางทหารเท่านั้นในด้านชีวิตส่วนตัว เย่ลู่เสิ่นเสวียนเป็นผู้มีวินัย ไม่หลงใหลในความหรูหราฟุ้งเฟ้อและด้วยเหตุนี้เอง ท่ามกลางวงขุนนางแห่งแคว้นเหลียว ซึ่งนิยมประดับกายด้วยทองคำหยกอันล้ำค่า จะก้าวเท้าออกนอกตำหนักก็ต้องมีสตรีงามนับสิบตามติดจึงจะถือว่าสมศักดิ์ศรี เย่ลู่เสิ่นเสวียนกลับกลายเป็นบุคคลแปลกแยกหากแต่ความแปลกแยกที่สืบเนื่องมายาวนานนับสิบปีเช่นนี้ กลับทำให้เขาได้รับความเคารพนับถืออย่างสูงจากชาวแคว้นเหลียวส่วนใหญ่ยามนี้ เย่ลู่เสิ่นเสวียนนั่งอยู่บนเก้าอี้ขุนนางใหญ่ ด้านหน้าวางเรียงรายด้วยเอกสารราชการและกิจการทหาร แต่ข้างกายเขากลับมีตำรากลอนและบันทึกประวัติศาสตร์จากแผ่นดินต้าฉินวางอยู่หลายเล่มแคว้นเหลียวเข้มงวดห้ามราษฎรตนเองสัมผัสกับวัฒนธรรมต้าฉิน ทว่าในหมู่ขุนนาง หากเป็นผู้มีวิสัยทัศน์และการศึกษา ย่อมแอบศึกษาวัฒนธรรมจงหยวน

  • รัชทายาทจอมเจ้าเล่ห์   บทที่ 1030

    "ใต้เท้าจ้าวช่างชอบพูดเล่นจริงๆ"เฉินป้าวกั๋วเอ่ยด้วยใบหน้าไร้อารมณ์ มองจ้าวเหอซานด้วยสายตาเรียบเฉย "ทั่วทั้งมณฑลซีซาน ใครบ้างที่ไม่รู้ว่าใต้เท้าจ้าวรักความสงบที่สุด?"ตอนที่จ้าวเหอซานเพิ่งมารับตำแหน่งที่มณฑลซีซาน เขาได้เรียกประชุมขุนนางทุกคนในพื้นที่ และคำพูดแรกที่ออกจากปากของเขาคือเขาจ้าวเหอซาน รักความสงบ และชอบสร้างมิตรแต่เพียงไม่นานหลังจากนั้น ขุนนางที่ได้ฟังคำพูดเหล่านั้น ถูกโยกย้าย ถูกลดตำแหน่ง หรือหนักกว่านั้นคือถูกจับเข้าคุกดังนั้น ในวงการขุนนางของมณฑลซีซาน คำว่าจ้าวเหอซานรักความสงบ จึงกลายเป็นคำพูดประชดประชันโดยปริยายจ้าวเหอซานยิ้มบางๆ เอ่ยกับเฉินป้าวกั๋ว "แม่ทัพเฉิน เจ้าอย่าเพิ่งแสดงอารมณ์เช่นนี้ อีกไม่นานนัก เจ้าจะรู้ว่าข้ากำลังช่วยเจ้าอยู่"เฉินป้าวกั๋วแค่นหัวเราะเย็นชา "เช่นนั้นข้าควรขอบคุณเจ้าหรือ?""ไม่ต้องขอบคุณข้าหรอก"จ้าวเหอซานโบกมือเบาๆ ก่อนหันไปมองทางเมืองหลวง โค้งคำนับเล็กน้อย แล้วกล่าวว่า "เจ้าควรขอบคุณองค์รัชทายาท"เฉินป้าวกั๋วขมวดคิ้ว สีหน้าหนักแน่น กล่าวเสียงเข้ม "ใต้เท้าจ้าว เจ้าก็รู้ว่าข้าไม่อยากเข้าไปพัวพันกับความขัดแย้งในเมืองหลวง แต่การกระทำขอ

  • รัชทายาทจอมเจ้าเล่ห์   บทที่ 1029

    หลี่เฉินหัวเราะเสียงดัง เอ่ยขึ้นว่า "ได้เจ้าเป็นภรรยา ถือเป็นโชควาสนาของข้า"ซูจิ่นพ่าลอบมองเขา กัดริมฝีปากเบาๆ แต่ไม่ได้ตอบอะไรตั้งแต่ต้นจนถึงตอนนี้ นางรู้สึกว่าตัวเองถูกสถานการณ์ผลักให้เดินไปข้างหน้าโดยไม่มีทางเลือกแม้ว่าพิธีสมรสจะดำเนินมาถึงขั้นนี้แล้ว แต่ลึกๆ ในใจ นางก็ยังรู้สึกว่า ตนเองยังไม่พร้อมที่จะแต่งงานอย่างไรก็ตาม หลี่เฉินไม่ได้มองนางตรงๆ อีกแล้ว และไม่ได้เอ่ยคำพูดใดที่มากไปกว่าจำเป็น"ทหาร"หลี่เฉินกล่าวเสียงราบเรียบ "คุ้มครองฮองเฮาและพระชายาองค์รัชทายาท หากมีผู้ใดปล่อยให้เกิดอันตราย แม้แต่คนเดียวในพวกเจ้า ข้าจะสั่งประหารทั้งตระกูล!"สิ้นคำพูดของเขา หลี่เฉินสะบัดแขนเสื้อ ชุดแต่งงานสีแดงสดพลิ้วไหว ก่อนก้าวเท้าออกไปทางประตูศาลบูรพกษัตริย์และทันทีที่เขาเดินไปข้างหน้า เงาร่างของทหารนับไม่ถ้วนก็โผล่ออกมาจากเงามืดทหารเหล่านี้ทุกคนสวมใส่ชุดเกราะ ถือดาบยาวเป็นอาวุธประจำตัว แต่ที่พิเศษคือ พวกเขาทุกคนต่างมีไม้เหล็กสีดำสนิทสะพายอยู่บนหลัง นอกจากนี้ ที่เอวของแต่ละคนยังมีถุงหนังที่พองตัว ไม่ทราบว่าด้านในบรรจุอะไรเอาไว้ขณะที่เงาร่างของทหารกระจายตัวไปทั่วบริเวณ ร่างหนึ่งก

  • รัชทายาทจอมเจ้าเล่ห์   บทที่ 1028

    เสียงประตูศาลบูรพกษัตริย์เปิดออกช้าๆหลี่เฉินก้าวออกไปด้านนอกที่หน้าประตู ซูจิ่นพ่ากำลังยืนอยู่ในชุดแต่งงานซูจิ่นพ่าในวันนี้ สวมอาภรณ์มงคลสีแดงเข้ม งามสง่าและสมบูรณ์แบบปิ่นประดับมุกหงส์ห้อยระย้า ประดับเครื่องสำอางบางเบา ใบหน้าเรียวรูปเมล็ดแตงดูประณีตดุจรังสรรค์จากสวรรค์ คิ้วเรียวบางราวภูผาไกล ดวงตากระจ่างใสราวน้ำในฤดูใบไม้ร่วง ปลายจมูกงามระหง ริมฝีปากอิ่มสีกลีบท้องามเหนือคำบรรยาย งามดุจเทพธิดานี่แหละความงามที่ทำให้แผ่นดินล่มสลาย"แต่โบราณมา คำสดุดีที่สูงสุดสำหรับสตรีคงเป็น แต่จิ่นพ่าในวันนี้กลับงดงามยิ่งกว่าเทพลั่วเสียอีก ย้อนคิดถึงสี่มหางามในประวัติศาสตร์ แม้แต่ซีซือ หรือหวังเจาจวิน ก็คงไม่อาจงามไปกว่านี้แล้ว"คำกล่าวของหลี่เฉินทำให้ซูจิ่นพ่ารู้สึกประหม่าเล็กน้อยนางก้มหน้าลงเล็กน้อย เอ่ยเสียงเบา "หม่อมฉันคารวะองค์รัชทายาท"แม้ว่าวันนี้จะเป็นวันอภิเษก และตามกฎหมายแล้ว ซูจิ่นพ่าคือพระชายาองค์รัชทายาทโดยสมบูรณ์ แต่ในวังหลวง ระเบียบแห่งราชสำนักมาก่อนความสัมพันธ์ในครอบครัว และคู่สมรสหลี่เฉินยกมือขึ้น ตรัสด้วยเสียงอ่อนโยน "ลุกขึ้นเถิด ไปกับข้า"ซูจ

สำรวจและอ่านนวนิยายดีๆ ได้ฟรี
เข้าถึงนวนิยายดีๆ จำนวนมากได้ฟรีบนแอป GoodNovel ดาวน์โหลดหนังสือที่คุณชอบและอ่านได้ทุกที่ทุกเวลา
อ่านหนังสือฟรีบนแอป
สแกนรหัสเพื่ออ่านบนแอป
DMCA.com Protection Status