คอนโดรรร...
“กูบอกให้จ้างรถมาย้ายออกให้หมดทีเดียวก็ไม่เชื่อ” พิจิกบ่น
“ขอกูไป ๆ มา ๆ เถอะนะ กูยังไม่ชิน และอีกอย่าง...มึงกับกูมันเหมือนทดลองอยู่ ถ้าเกิดมันไม่ใช่ หรือมีอะไรเกิดขึ้นระหว่างทางของเรา กูก็ยังมีที่ของกู” รรรพูดไป มือก็เก็บเสื้อผ้า และของใช้จำเป็นใส่กระเป๋า
“แต่กูจริงจังกับมึง...”
“กูรู้ กูเองก็จริงจัง แต่มันก็ไม่มีอะไรแน่นอนไงมึง มันเพิ่งเริ่มต้นเองนะ” รรรยิ้มบาง ๆ ส่งสายตาขอให้พิจิกเข้าใจ
“เฮ้อ...” พิจิกได้แต่ยืนถอนหายใจ
“แต่ถ้ามึงไม่โอเค กูอยู่ที่นี่เหมือนเดิมก็ได้นะ” รรรทำหน้าทะเล้นใส่
“ไม่ต้องเลยมึง...เก็บเสร็จแล้วใช่ไหม” พิจิกดึงกระเป๋าจากมือรรรมาเป็นคนถือให้เอง “ปะ...ไปห้องหอของเรา...” ...อึก... “มึงทุบกูทำไมเนี่ย...เขินรุนแรงฉิบหาย” เขาบ่นงึมงำ
“ปากดีนะมึง” รรรเองก็ทำเป็นทุบหลังพิจิกแก้เขิน
ระหว่างทางกลับคอนโดพิจิก...
เสียงโทรศัพท์ของพิจิกดังขึ้น เขากดต่อเข้าบลูทูธของรถ
“ไอ้จิก...กูปวดท้อง”
“มึงรอกูแป๊บหนึ่ง กูจะถึงแล้ว มึงอย่าวางสายนะ”
“โอ๊ย...” เสียงติณร้องด้วยความเจ็บปวด
“มึงใจเย็น ๆ หายใจลึก พวกกูกำลังจะถึงแล้ว” บอกให้ติณใจเย็นแต่ตัวเองสติแทบแตก ทำอะไรไม่ถูก
รรรเอื้อมมือมาจับมือข้างที่ว่าง บีบมือพิจิกไว้แน่น “มึงด้วยหายใจลึก ๆ ใจเย็น ๆ หรือเปลี่ยนให้กูขับแทน”
“ไม่เป็นไรมึง แค่นี้กูก็โอเคขึ้นเยอะแล้ว” พิจิกก้มมองมือรรรที่กำลังกุมมือเขาอยู่ มันช่วยให้เขาใจเย็นลง และดึงสติกลับมา
ห้องติณ...
“ไอ้ติณ...” เปิดห้องได้พิจิกรีบตะโกนเรียกหาติณด้วยความเป็นห่วง สภาพที่เห็นคือติณนอนอยู่บนพื้นหน้าห้องนอน นอนตัวงอด้วยความเจ็บปวด มีเลือดไหลออกมาเป็นทาง
“ทำไมมึงเป็นแบบนี้” พิจิกตกใจสติหลุดแทบจะควบคุมตัวเองไม่ได้
“ไอ้จิก...เรียกรถพยาบาลดีกว่ามึง...มึงอยู่กับมันก่อน เดี๋ยวกูจัดการเอง” รรรเห็นท่าไม่ดี ถ้าให้ไปส่งกันเองกลัวจะมีผลต่อร่างกายติณ เพราะไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น
พิจิกได้แต่นั่งอยู่ข้าง ๆ ประคองมันขึ้นมากอดไว้แนบอก
“กูจะลงไปรอรถข้างล่างนะ มึงตั้งสติดี ๆ ดูมันไว้เข้าใจมั้ย”
โชคดีที่โรงพยาบาลอยู่ไม่ไกลจากคอนโดมากจึงใช้เวลาประมาณ 10 นาทีรถพยาบาลก็มาถึง ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วมาก
“ผมจะขับรถตามไปนะครับ ผมฝากคนเจ็บด้วย” รถพยาบาลออกนำไปเรียบร้อย แต่เขาต้องกลับมาดูพิจิกที่ตอนนี้เหมือนกำลังช็อกอยู่
“ไปเร็วมึง กูขับเอง เอากุญแจรถมา”
หน้าห้องฉุกเฉิน...
พวกเขานั่งรอสักพัก คุณหมอที่ดูแลติณก็ออกมา
“ญาติคุณติณอยู่ไหมคะ” เสียงพยาบาลที่เดินออกมาพร้อมคุณหมอถามขึ้น
“ผมสองคนครับ” รรรรีบลุกขึ้นหาคุณหมอ “เพื่อนผมเป็นยังไงบ้างครับ”
“ตอนนี้ปลอดภัยแล้วครับ คนไข้ลื่นล้มก้นกระแทกพื้น ต่อไปต้องระวังให้มากกว่านี้นะครับ เพราะถ้าเกิดอีกครั้งหนึ่งเสี่ยงต่อการเสียเด็กในท้องไปได้นะครับ เพราะผู้ชายท้องโดยปกติแล้วร่างกายจะอ่อนแอกว่าผู้หญิงท้องมาก เสี่ยงแท้งมาก ๆ รอบนี้ยังโชคดีที่เด็กเขายังอยากมีชีวิตอยู่ต่อครับ” คุณหมอยิ้มให้อย่างอ่อนโยน
“แต่ยังไงคืนนี้หมอขอดูอาการในห้องไอซียูคืนหนึ่งนะครับ ถ้าไม่มีอาการอะไรแทรกซ้อน พรุ่งนี้ย้ายไปอยู่ห้องธรรมดาได้ครับ...หมอขอตัวนะครับ”
“โอเคขึ้นหรือยังมึง” รรรหันไปถามพิจิกด้วยความเป็นห่วง
“โอเคแล้ว...ขอบคุณนะมึงที่มาอยู่ข้างกูทันเวลาพอดี ไม่อย่างนั้นกูแย่แน่ ๆ”
“เออ...วันนี้เรากลับกันก่อน พรุ่งนี้ค่อยมาเฝ้ามันกัน”
คอนโดพิจิก...
“มึงไปอาบน้ำก่อนไป เสื้อผ้ามึงเปื้อนเลือดด้วย” พิจิกเพิ่งจะรู้ตัวเหมือนกันว่าตัวเองสภาพดูไม่ได้
อาบน้ำเสร็จออกมาก็เห็นรรรนั่งจัดเสื้อผ้าเข้าตู้ มันทำให้เขารู้สึกอุ่นใจขึ้นมาทันที
“ขอบคุณนะมึง” เขาเดินเข้ามากอดเอวรรรจากทางด้านหลัง หน้าซุกซอกคอ
“อะไรของมึงอีก” รรรทำเป็นดุแก้เขิน
“ขอบคุณที่มึงยอมมาอยู่กับกู มาใช้ชีวิตร่วมกันกับกู” เขากระซิบข้างหู
“กูจะไปอาบน้ำแล้ว ปล่อยกู” พิจิกยังไม่ยอมปล่อยง่าย ๆ เขายิ่งรัดตัวรรรไว้แน่นกว่าเดิม “ปล่อยกูก่อนมึง ตัวกูสกปรก” รรรต้องเป็นคนแกะมือพิจิกออกเอง เพราะเจ้าตัวไม่ยอม “แล้วมึงก็หาข้าวให้กูกินด้วย กูหิวมาก ออกมาให้กูได้กินนะมึง ไม่งั้นมึงเจอฤทธิ์คนโมโหหิวแน่”
“ครับผม...” พิจิกทะเล้นใส่
“แล้ววันเสาร์ที่แสนจะยุ่งเหยิงก็ได้ผ่านไป...เฮ้อ...” รรรทิ้งตัวลงนอนแผ่หลาพร้อมกับถอนหายใจ
“ถ้าวันนี้ไม่มีมึงกูต้องแย่แน่ ๆ” พิจิกทิ้งตัวลงนอนข้าง ๆ
“แล้วจะเป็นยังไงต่อไปวะ”
“กูไม่รู้ว่ะ...กูคิดแค่ว่าช่วยมันไปก่อน สงสารมัน” พิจิกนอนตะแคงหันหน้ามาทางรรร “เป็นอย่างนี้ไปเรื่อย ๆ มึงจะโอเคมั้ยรรร...อย่างน้อยก็ดูแลจนมันคลอด”
“แล้วทำไมกูจะต้องไม่โอเค” รรรทำหน้าฉงน
“ก็มึงกับกูสถานะตอนนี้มันเปลี่ยนแล้วไง”
“มึงกับกูตอนนี้แค่ทดลองอยู่ด้วยกัน โอเคก็อยู่ต่อ ไม่โอเคก็แยกย้าย”
“ทำไมมึงห้วนจังวะ” พิจิกเริ่มน้อยใจ
“หรือไม่จริง...แล้วอีกอย่างพอวันนี้กูเห็นสภาพพวกมึงสองคน กูก็อดสงสารเด็กในท้องไม่ได้ว่ะ มึงแม่งสติแตกอย่างเดียว”
“ก็กูตกใจ...ตั้งแต่เกิดมาไม่เคยเจอแบบนี้นี่หว่า”
“กูก็ไม่เคยไหม...โตจนจะเป็นพ่อคนอยู่แล้วนะมึง”
“ไม่ใช่ลูกกู” พิจิกเสียงแข็งขึ้นมาทันที
“เออ ๆ” รรรพูดปัดอย่างรำคาญ
“ให้เด็กเป็นลูกบุญธรรมเรานะ” พิจิกเสนอ
“หนทางยังอีกไกลทั้งเรื่องมึงกับกู และก็มัน...อย่าเพิ่งรีบคิดให้ปวดหัว แต่ตอนนี้กูง่วงมาก รีบนอนได้แล้ว พรุ่งนี้ต้องไปโรงพยาบาลแต่เช้า” ว่าแล้วรรรก็พลิกตัวนอนตะแคงหันหลังด้วยความเคยชิน
“นอนดี ๆ” พิจิกจึงรวบเอวรรร ดึงเข้ามากอด
โรงพยาบาล...“เป็นไงบ้างมึง” พิจิกและรรรถามขึ้นมาพร้อมกัน เมื่อติณเริ่มรู้สึกตัว“ยังปวดท้องอยู่นิดหน่อย” ติณตอบแต่ใดวงตาเหม่อลอย “ถ้าไม่ได้พวกมึงกูคงไม่รอด”“อย่าคิดมากสิ ตอนนี้มึงกับลูกปลอดภัยแล้วนะ” รรรพยายามปลอบใจ“พวกมึงเคลียร์กันเรียบร้อยแล้วใช่ไหม” ติณยังคงเป็นห่วง“ไม่ต้องห่วงพวกกู ตอนนี้ห่วงตัวเองก่อน นอนพักได้แล้วมึงจะได้หายไว ๆ” พิจิกดุ“มึงตอบกูมาก่อน” ติณเริ่มดื้อใส่“เราสองคนเคลียร์กันแล้ว ทุกอย่างโอเคแล้ว มึงไม่ต้องห่วง เดี๋ยววันนี้กูสองคนจะนอนเฝ้ามึงที่นี่เอง” รรรพูดให้ติณได้รู้สึกผ่อนคลาย และหันไปดุใส่พิจิก “เรื่องแค่นี้มึงก็ไม่เห็นต้องดุมันเลย” พิจิกเตรียมจะอ้าปากเถียง “ไม่ต้องเถียงด้วย” พิจิกจึงได้แต่เงียบไม่กล้าพูดอะไรอีก“ไอ้จิกกลายเป็นหมาหงอยเลย” ติณแซว ก่อนจะหลับตาลงด้วยความอ่อนเพลียคาเฟ่ในโรงพยาบาล...ด้วยความที่ไม่อยากกวนคนป่วย พวกเขาจึงย้ายตัวเองลงมานั่งกินกาแฟ และหาอะไรรองท้อง“มึงทำกูเสียการปกครองไอ้ติณหมด” พิจิกว่าเสียงอ่อย“เสียการปกครองอะไรของมึง” รรรยังคงไม่รู้ตัว“ก็มึงดุกูต่อหน้ามัน...” พิจิกเสียงอ่อย“ไร้สาระน่ามึง” รรรไม่สนใจดูดกาแฟ กินเค้กต่อ ปล่อ
ตอนเย็นเลิกงาน...เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นขณะที่รรรกำลังรีบเคลียร์งานเพื่อจะได้ไปโรงพยาบาล ดูชื่อจากหน้าจอเป็นพิจิกเขาจึงกดรับ“ว่าไง...”“กูรออยู่ข้างล่างนะ”“แล้วใครอยู่กับติณ” รรรเริ่มดุ“ไอ้มีน...ลงมาก่อนค่อยคุยกัน”“โอเค ๆ”“มีเรื่องอะไรหรือเปล่า ถึงยอมปล่อยติณไว้กับมีนแล้วมารับกู” รรรถามซีเรียสทันทีที่ขึ้นรถ“มี...”“ไอ้ธูปมันมาหาเรื่องที่โรงพยาบาลเหรอ”“เปล่า...กูคิดถึงเมีย”“ใครเมียมึง” รรรทำเป็นดุแก้เขิน “รีบไปได้แล้ว”“ไปห้องก่อนได้มั้ย”“จะไปเอาอะไร”“เอาเมีย...” พิจิกตอบหน้าตาย และทำเป็นเลียริมฝีปาก“มึงอย่ามาล้อเล่นแบบนี้”“กูพูดจริง...ตั้งแต่วันนั้นเรายังไม่ได้...อึก...” รรรทุบหลังดักคอไม่ให้พูดต่อ“ตรงไปโรงพยาบาลเลยนะ...ห้ามแวะ”“ก็ได้ครับ” พิจิกจำใจยอม และขับรถไปเงียบ ๆ“ติณเป็นยังไงบ้าง ดีขึ้นหรือยัง”“อาการทางกายน่ะดีขึ้นแล้ว แต่กูว่ามันซึม ๆ เหม่อ ๆ ตั้งแต่ที่มันรู้สึกตัว”“กูก็สังเกตอยู่เหมือนกัน ว่าจะถามมึงอยู่ว่าปกติติณมันเป็นยังไงเวลาอยู่กับมึง กูคิดว่ามันเป็นเฉพาะเวลาอยู่กับกูเสียอีก”“มันก็เป็นคนเงียบ ๆ ขรึม ๆ นั่นแหละ แต่รู้สึกว่าตอนนี้มันมากกว่าปกติ”“หรือมันยัง
พิจิกนัดคุยกับธูป... “พี่จิกนัดผมมามีอะไร” ธูปถามกวน “อย่ากวนตีน มึงรู้อยู่แล้ว” “ผมแค่อยากเจอพี่ติณ” “มึงจะเจอมัน ไปทำไม” “ผมรู้ความจริงแล้วว่า เด็กในท้องเป็นลูกผม” ธูปเสียงอ่อนลง“แล้วมึงต้องการอะไร”“ผมอยากรับผิดชอบ”“มึงรับผิดชอบตัวเองให้รอดก่อน” พิจิกยิ้มเหยียด “ครั้งที่แล้วมึงก็พูดแบบนี้”“ครั้งนี้ผมพูดจริงนะพี่ ผมเคลียร์ตัวเองหมดแล้ว” พิจิกจ้องตาธูปเขม็ง “ไม่มีใครแล้วจริง ๆ” “แต่ตอนนี้ผมอยากรู้ว่าอาการพี่ติณกับลูกเป็นยังไงบ้าง” สีหน้าเขาแสดงความกังวล“แล้วมันเกิดอะไรขึ้น ไอติณมันถึง...”“ผมโทรหาพี่ติณ พอเขารู้ว่าเป็นผมก็ตัดสายทิ้ง ผมพยายามติดต่อผ่านเคาน์เตอร์ พี่เขาก็ไม่ยอมรับสาย” เขานิ่งไป “แล้วก็เป็นอย่างที่พี่เห็น” พิจิกนิ่งเงียบ เขากำลังใช้ความคิดว่าควรจะทำอย่างไรดี“ผมขอขึ้นไปเยี่ยมพี่ติณได้ไหม” พิจิกจ้องตาเขม็ง เพราะลึก ๆ แล้วเขารู้ว่าติณไม่เคยลืมไอ้ธูปถึงมันจะไม่เคยพูดออกมา และอีกอย่างหนึ่งเด็กควรมีพ่อ“ยังก่อนมันเสี่ยงเกินไปที่กูจะเชื่อมึงตอนนี้ เอาเป็นว่าติณกับลูกปลอดภัย”“แต่…” ธูปพยายามจะขอร้อง“วันนี้มึงกลับไปก่อน กูต้องคุยกับไอ้ติณก่อน แต่ยังไม่ใช่ตอนนี้ มันไ
“รรร...เช้าแล้วนะ” รรรเอาหน้าซุกอกคนปลุก ไม่ยอมตื่น “เดี๋ยวไปทำงานสายนะ”“ปวดหัว เมื่อยตัว”“ถ้าอย่างนั้นก็ลางานนะวันนี้”“อืม...”พิจิกเริ่มเป็นห่วง “ตัวรุม ๆ ด้วย เดี๋ยวจิกไปเอายามาให้กิน”“ลุกขึ้นมากินยาก่อนค่อยนอนต่อ...เขาพยุงรรรลุกขึ้นนั่ง” รรรทำหน้าเหยเก“เจ็บเหรอ...”“อืม” รรรกินยาเสร็จล้มตัวลงนอนต่อไม่สนใจว่าอีกคนกำลังเป็นห่วงตัวแค่ไหน“จิกทายาให้” พิจิกเปิดผ้าห่ม มือจับขอบกางเกง แต่มือรรรจับข้อมือเขาไว้เสียก่อน “อย่าดื้อ”“ไม่เอา...เดี๋ยวทาเอง”“ไม่ต้องอายเลย จิกทำรรรเจ็บ จิกก็ต้องดูแล”“ไม่เอา...มันน่าอาย”“บอกว่าอย่าดื้อไง...เดี๋ยวแผลอักเสบ” พอโดนดุจริงจังเข้ารรรก็ต้องยอม เพราะปกติเขาจะไม่ค่อยโดนพิจิกดุ“แค่นี้ต้องดุด้วย” รรรพูดงอน ๆ“ดื้อก็ต้องดุ รรรนอนต่อเถอะจะได้หายไข้”“อยากไปดูหลาน” รรรยังงอแงต่อ“ถ้าบ่าย ๆ ไม่มีไข้แล้วจะพาไป ตอนนี้นอนก่อน” คราวนี้รรรยอมทำตามอย่างว่าง่าย เพราะกลัวจะไม่ได้ไปโรงพยาบาล พิจิกเองก็ทิ้งตัวลงนอนข้างกัน ดึงตัวคนป่วยเข้ามาอยู่ในอ้อมกอดของเขาพอรรรหลับสนิทพิจิกก็ออกมาโทรศัพท์“เฮียน่าจะเข้าไปช่วงบ่ายนะ รรรไม่ค่อยสบาย รอให้อาการดีขึ้นก่อน”“เฮียก
ห้องติณ...“ระวังนะติณ...ไปนั่งพักที่โซฟาก่อน หรือจะนอนพักเลย” รรรช่วยประคองติณให้ไปนั่งพักก่อน“ติณไม่เป็นอะไรแล้ว...รรรไม่ต้องห่วงติณเลย” ติณส่งสายตาไปทางพิจิก “ห่วงคนนั้นดีกว่า ยืนหน้างออยู่นั่น”“ห่วงทำไมไม่ได้ป่วยเป็นอะไรสักหน่อย” รรรไม่สนใจ “รรรว่าวันนี้รรรมานอนเป็นเพื่อนติณดีกว่า แผลยังไม่หายดีปล่อยให้อยู่คนเดียวไม่ได้หรอก”“ติณอยู่ได้ไม่เป็นไร” ติณยิ้มมีเลศนัย “ติณว่าตอนนี้รรรไปช่วยเตรียมของเดินทางให้ไอ้จิกมันก่อนดีกว่า เดี๋ยวมันพาลงอนทิ้งงานทิ้งการไม่รู้นะ” ติณอมยิ้ม“มึงจะยืนหน้างอทำไมเนี่ยไอ้จิก” รรรหันไปบ่นใส่“เดี๋ยวคืนนี้ให้ไอ้มีนมานอนเป็นเพื่อน แล้วพรุ่งนี้รรรค่อยมานอนเป็นเพื่อนติณ” ทั้งติณและรรรเตรียมจะอ้าปากเถียง “ห้ามเถียง” พิจิกดุใส่ทั้งสองคน“ติณอยู่กับมันมาได้ยังไงเป็นปี ๆ โคตรเผด็จการ เป็นรรรนะหนีไปนานแล้ว” รรรกระซิบ“จิกได้ยินนะ” รรรไม่สนใจ ลอยหน้าลอยตาล้อเลียนคนหน้างอ“ติณขอไปนอนในห้องก่อนดีกว่า นั่งนาน ๆ เริ่มปวดแผล” รรรรีบช่วยพยุงพาติณเข้าไปในห้องนอนห้องพิจิก...พอมีนมาถึงพิจิกก็รีบพารรรกลับห้อง อ้างว่าต้องรีบเตรียมของเดินทาง“ตอนไม่มีกูใครทำให้มึง” รรรจัดกร
“กินโจ๊ก หรือน้ำเต้าหู้ดีพี่ ผมซื้อมาเยอะเลย พี่รีบมากินก่อน เดี๋ยวจะได้กินยา”“ไม่เห็นต้องยุ่งยากออกไปซื้อเลย พี่กินอะไรก็ได้ ในตู้เย็นจิกกับรรรซื้อไว้ตั้งเยอะ” ติณเพิ่งตื่นเดินสะลึมสะลือออกมาจากห้องนอน “จริง ๆ ไม่เห็นต้องลำบากมาดูแลพี่กันเลย พี่ดูแลตัวเองได้” เสียงติณอ่อนลง เขารู้สึกเกรงใจทุกคนที่ต้องคอยดูแลเขา“เลิกคิดแบบนี้เลยนะพี่ ผมเต็มใจ และผมก็เชื่อว่าพี่จิกกับพี่รรรก็เต็มใจเหมือนกัน” มีนมองติณด้วยสายตาที่อ่อนโยน เขาไม่ได้ดูแลติณเพราะสงสาร แต่เขาดูแลด้วยความรู้สึกที่พิเศษกว่านั้น“พี่เกรงใจ”“กินอะไรดีครับ หลานผมหิวแย่แล้ว” มีนเปลี่ยนเรื่องไม่อยากให้ติณคิดมาก“ไม่ค่อยหิวเลย พี่ขอแค่น้ำเต้าหู้ก็พอ”“อาการพี่เป็นยังไงบ้าง หายเจ็บแผลหรือยัง”“ดีขึ้นแล้ว แผลก็ไม่ค่อยเจ็บแล้วแหละ เหลือแค่ไปตามหมอนัดดูอาการอาทิตย์หน้า พี่ถึงไม่อยากรบกวนพวกเราไง”“บอกแล้วไงครับว่าพวกเราเต็มใจ ทุกคนตื่นเต้นอยากเห็นหลานกันจะแย่ เห็นพี่จิกเก๊ก ๆ แบบนั้นผมดูออกนะว่าเห่อหลาน ยิ่งพี่รรรนี่ไม่ต้องพูดถึงเลยขนาดตัวเองไม่สบายยังจะดื้อมาหาหลาน เพราะฉะนั้นพี่เลิกคิดมากได้แล้วครับ” มีนมองติณด้วยสายตาอ่อนโยน “พี่เ
พอตั้งใจเปิดทางให้มีน กลายเป็นตัวเองว่างเสียจนไม่รู้จะทำอะไร เลยพาตัวเองนอนแช่น้ำอุ่นกับน้ำมันหอมระเหยแคโมมายล์กลิ่นโปรดของเขาเสียงโทรศัพท์ดังขึ้น ชื่อพิจิกโชว์ขึ้นหน้าจอเป็นวิดีโอคอล รรรกดรับทันที“ว่าไงมึง”“รรร” พิจิกเมื่อเห็นภาพรรรกำลังนอนแช่น้ำอยู่ ทั้งที่ไม่ได้โป๊อะไรแต่ใจเขากลับคิดเตลิดจนแทบพูดไม่ออก“มึงโทรมามีอะไรหรือเปล่า แล้วงานเป็นไงบ้าง” รรรยังคงไม่รู้ตัว“จิกอยากกลับห้องตอนนี้เลย” สายตาหวานเยิ้มส่งผ่านวิดีโอคอลมา“มึงเป็นอะไรหรือเปล่า งานไม่โอเคเหรอ” รรรก็ยังคงไม่รู้ตัว“เปล่า...งานโอเคดี จริง ๆ พรุ่งนี้ก็น่าจะเรียบร้อย”“อ้าว!! แล้วทำไมถึงอยากกลับห้องมาตอนนี้ล่ะ”“อยากกลับไปแช่น้ำกับรรร” รรรก้มมองสภาพตัวเองตอนนี้ ถึงจะไม่โป๊แต่ก็ไม่ควร เขาเพิ่งนึกขึ้นได้“มึง...ไอ้ลามก” พอรู้สึกตัวรรรรีบกดวางสาย หน้าร้อนผ่าว รีบอาบน้ำแต่งตัวเรียบร้อย เพราะคิดว่าพิจิกคงจะโทรกลับมาอีกไม่นานนักพิจิกก็โทรกลับมาอย่างที่รรรคิดไว้จริง ๆ“อ้าว!! ทำไมไม่แช่น้ำต่อ” พิจิกถามด้วยน้ำเสียงพยายามปกติ“มึงโทรมาทำไม” รรรเฉไฉเปลี่ยนเรื่อง“คิดถึงเมีย” พิจิกอ้อน “บอกให้ลางานมาด้วยกันก็ไม่ยอม”“ใครเมียมึ
รรรสะดุ้งตื่นขึ้นมากลางดึก รู้สึกว่าร่างกายเขาขยับไม่ได้เพราะกำลังถูกกอดรัดแน่นจากใครสักคน ทั้งดิ้น ทั้งทุบ ทั้งถีบ“โอ๊ย...จิกเอง” พิจิกยอมปล่อยและเอื้อมมือเปิดไฟหัวเตียง“ทำไมมาตอนนี้ แล้วทำไมไม่บอกก่อนว่าจะมา” รรรยังคงตกใจและดุใส่“ตอนแรกว่าจะกลับตอนเช้า แต่อยากนอนกอด” พิจิกเสียงอ่อย“แล้วขับรถกลับมาคนเดียวดึก ๆ ดื่น ๆ ดื่มมาด้วยหรือเปล่า” รรรบ่นใส่เป็นชุด ก้มดมหากลิ่นแอลกอฮอล์ เลยโดนพิจิกรวบตัวลงมากอด“จิกไม่ได้ดื่มเลย แต่นอนไม่หลับ” รรรยังคงดิ้นอยู่ในอ้อมกอด“ปล่อยกูก่อน ทีหลังอย่าทำแบบนี้อีกนะ” น้ำเสียงรรรจริงจังด้วยความเป็นห่วง “ลุกไปอาบน้ำให้สบายตัวแล้วค่อยมานอนไป”“รรรอาบให้” พอเห็นว่ารรรใจเย็นลงก็อ้อนต่อ“ทำกูตกใจกลางดึก แล้วยังวุ่นวายอีกนะมึง” ปากบ่นแต่ก็ลุกเดินไปเตรียมน้ำอุ่นให้“สบายจัง” พิจิกนอนแช่ในอ่าง“มึงสบาย กูลำบาก”“แต่รรรก็ห่วงจิกใช่ไหมล่ะ”“เป็นใครก็ต้องห่วงไหมล่ะ ขับรถมาได้ดึก ๆ ดื่น ๆ แถมเมื่อคืนตัวเองก็ไม่ได้นอน” ถึงปากจะบ่น แต่มือก็นวดหัว นวดไหล่เพื่อให้พิจิกได้ผ่อนคลาย “ลุกขึ้นล้างตัวได้แล้ว จะได้ไปนอน”พิจิกลุกขึ้นอย่างว่าง่าย “รรรรู้ไหมว่ามันดีมากเลยนะ ที
“ป๊าม๊าจะเอาเจ้าเด็กแสบอยู่หรือเปล่านะ” ติณเดินบ่นเข้าห้องมาด้วยความกังวล“เดี๋ยวก็รู้” มีนพูดขำ ๆ “อยู่ ๆ อยากปวดหัวตอนแก่”“คอยดูว่าพี่ภันต์จะดูแลทุกคน หรือพี่ภัณต์จะปล่อยโฮคนแรก” ติณคิดตามคำพูดมีนแล้วได้แต่ยิ้มส่ายหัว“แล้ววันนี้ไม่ไปทำงานเหรอ” ติณถามด้วยความสงสัย ปกติเวลานี้มีนจะอยู่ออฟฟิศข้างล่างหรือไม่ก็เข้าเช็กงานที่สำนักงานใหญ่มีนทำหน้ากรุ้มกริ่ม “ป๊าม๊าเปิดทางให้ขนาดนี้ ขอลาวันหนึ่งนะครับ” เลียริมฝีปาก “นาน ๆ จะมีโอกาสแบบนี้สักที ขอจัดแบบทั้งวันทั้งคืนเลยนะ”“ทะลึ่ง...ทั้งวันทั้งคืนร่างพังกันพอดี”มีนเดินเข้ามาโอบเอวคุณแม่ “นะครับ...ทำน้องให้พี่ภัณต์กันนะครับ” ริมฝีปากหนากดจูบลงซอกคอ“อื๊อ...จักจี้” ติณย่นคอหลบ“ขอน้องให้พี่ภัณต์อีกคนนะครับ”มือเริ่มลูบไล้ผิวเนียนเรียบ กระดุมเสื้อโดนปลดอย่างไม่ทันรู้ตัว ติณตัวอ่อนระทวยอยู่ในอ้อมกอดสามี สองมือบดขยี้หัวนมชูชันสู้มือ ร่างบางถูกอุ้มขึ้นแนบอก มือโอบรอบคอโน้มลงมา เผยอปากรอรับลิ้นอุ่น ขยี้จูบอย่างเร่าร้อนร่างบางถูกวางลงบนโซฟาอย่างเบามือ “ขอเป็นแฝดเลยนะรอบนี้”“ไม่สงสารติณเหรอ” สายตาหวานเยิ้ม สองแขนโน้มคอคนบนร่างลงมาแนบชิด“มีนจะดู
“แม่ครับ พี่ภัณต์กลับมาแล้วครับ” นภัณต์รีบวิ่งเข้ามากอดขาแม่ที่กำลังง่วนอยู่ในครัว“ว่ายน้ำสนุกไหมครับ” ติณคุกเข่าลงรับกอดจากลูกชาย“สนุกครับ แต่ป๊าไม่ยอมให้พี่ภัณต์เล่นต่อ พี่ภัณต์ยังไม่อยากเลิก” เด็กชายนภัณต์หน้างอฟ้องแม่“ป๊ากลัวพี่ภัณต์จะไม่สบายนี่ครับ อากาศเริ่มเย็นแล้ว” มีนเดินตามเข้ามา “ไปอาบน้ำกับป๊าก่อนนะครับ”พี่ภัณต์ยังดื้อเกาะขาแม่ไม่ยอมปล่อย “ไปอาบน้ำกับป๊าก่อนนะครับ จะได้ออกมากินข้าวกัน วันนี้แม่อบขนมของโปรดพี่ภัณต์ด้วยนะ” พอได้ยินคำว่าขนม พี่ภัณต์ก็เปลี่ยนอารมณ์เดินตามป๊าออกไปทันทีพ่อลูกอาบน้ำเสร็จ ติณก็จัดโต๊ะมื้อเย็นเสร็จทันกันพอดี“น่ากินจัง” มีนเดินมาโอบเอวจากทางด้านหลัง หอมแก้มติณฟอดใหญ่“พี่ภัณต์จะหอมแม่ด้วย” เด็กชายนภัณต์เกาะขาแม่ ไม่ยอมให้ป๊าทำแม่คนเดียว“แม่ให้สองข้างเลยครับ” ติณหันแก้มให้เด็กชายหอมทั้งซ้ายทั้งขวา“ทำไมพี่ภัณต์ได้หอมแม่สองแก้มเลยล่ะ ป๊าไม่ยอมนะ” มีนทำเป็นงอน“ป๊าไม่ใช่พี่ภัณต์ ป๊าต้องทำใจนะครับ” เด็กชายพูดอย่างผู้ชนะ“ป๊ายอมให้พี่ภัณต์คนเดียวนะครับ” มีนพูดพร้อมยกเด็กน้อยขึ้นนั่งบนเก้าอี้สูงประจำตำแหน่งของเขา“กินข้าวเสร็จแล้ว เราเอาขนมขึ้นไปกิ
โรงพยาบาล...“มากันหมดแบบนี้หมอจะไม่ตกใจแน่นะ” ติณมองทั้งสามคนที่นั่งเรียงกันอยู่หน้าห้องตรวจ“ถ้าอย่างนั้นจิกกับมีนรอหน้าห้อง” รรรเสนอ“ได้ไงล่ะพี่รรร ผมเป็นพ่อนะ” มีนโวยวาย“ติณ...จิกว่าคิดใหม่ดี ๆ นะ จะเอาไอ้นี่เป็นพ่อของลูกจริงอะ” พิจิกแกล้งแขวะน้อง“…” มีนกำลังจะอ้าปากเถียง แต่พยาบาลหน้าห้องเรียกเสียก่อน“แกเป็นเด็กเปิดเผยครับ ดูสิครับชัดเจนเลย” คุณหมอเลื่อนลูกศรชี้ให้ดู “ผู้ชายครับ” คุณหมอยิ้มก่อนจะพูดต่อ “ชัดเจนขนาดนี้ไม่น่าจะผิดพลาดนะครับ หรือถ้าอยากดูให้ชัดกว่านี้อายุครรภ์ประมาณ 28 สัปดาห์ลองมาทำ 4 มิติได้ครับ”“รรรร้องไห้ทำไม” พิจิกหันมาเจอรรรกำลังน้ำตาไหล“ก็มันดีใจ” มือเช็ดน้ำตาป้อย ๆ“ช่วงนี้คุณแม่จะอ่อนไหวเป็นพิเศษครับ เป็นเพราะฮอร์โมน คุณพ่ออย่าเพิ่งตกใจไปนะครับ” คุณหมอหันไปบอกพิจิก“ผมเริ่มจะชินบ้างแล้วครับหมอ” พิจิกเอามือลูบหัวรรรด้วยความเอ็นดู“ไปซื้อของให้หลานกัน” รรรเสนอเมื่อทุกคนเดินออกมาจากห้องตรวจ“ใจเย็นก่อนรรร” เดี๋ยวค่อยทยอยซื้อก็ได้ติณพูดดักคนขี้เห่อไว้ก่อน“ก็ได้” รรรหน้าจ๋อย“เราไปหาอะไรกินกันก่อนกลับไหม พี่รรรเริ่มกินอาหารได้เยอะหรือยัง” มีนเสนอ“พี่ยังไม
รรรทิ้งตัวลงบนเบาะรถด้วยสภาพอิดโรย “รรรเป็นไงบ้าง”“วันนี้แพ้เยอะมาก กินอะไรไม่ได้เลย อ้วกออกหมด”พิจิกเอื้อมมือไปช่วยปรับเบาะให้เอนลง “นั่งแบบนี้แหละ ยิ่งเอนเบาะยิ่งเวียนหัว” ขณะพูดก็ดมยาไปด้วย“อยากกินอะไรเป็นพิเศษไหม” รรรส่ายหน้า “ลูกครับทำไมทำแม่หนักแบบนี้ล่ะครับ” พิจิกก้มลงพูดกับท้องน้อย ๆ ของรรร จุ๊บที่ท้องไปหนึ่งที ก่อนที่จะขึ้นมาหอมแก้ม และจูบปากคุณแม่ที่ตอนนี้ซีดเซียวจนน่าสงสาร“อยากกลับบ้านแล้ว ไม่อยากมาทำงานแล้ว” น้ำตาค่อย ๆ ไหลรินออกทางหางตาพิจิกยังไม่อยากถามอะไรตอนนี้ ไม่อย่างนั้นรรรจะยิ่งร้องไห้หนักกว่าเดิม ช่วงนี้รรรอ่อนไหวมาก อารมณ์แปรปรวนมาก แต่จะไปทางอ่อนไหว มากกว่าโมโหเกรี้ยวกราด“จิกรีบพากลับบ้านก่อน แล้วเราค่อยคุยกันนะ” พิจิกเอามือลูบหัว และเช็ดน้ำตาที่เลอะแก้มให้ ก่อนจะออกรถ“รรรนอนพักก่อน” พิจิกประคองตัวรรรเอนลงที่โซฟา“รรรยื่นใบลาออกแล้วนะ” แทนที่จะดีใจ แต่พิจิกกลับเป็นห่วงมากว่า“มีอะไรหรือเปล่า เกิดอะไรขึ้น ก่อนหน้านี้รรรยังอยากทำงานอยู่เลย หรือที่ทำงานเขาไม่โอเคกับการที่รรรท้อง”“ที่ทำงานโอเค แต่รรรรู้สึกว่าตัวเองทำงานได้ไม่เหมือนเมื่อก่อน รู้สึกทำอะไรก็ไม่
“หมั่นไส้เฮียชะมัด” มีนเดินบ่นเข้าห้อง และเดินเลยเข้าห้องครัว ออกมาพร้อมนมอุ่น“ไม่รู้สึกว่าตัวเองก็น่าหมั่นไส้หรือไง” ติณรับแก้วนมมาดื่มได้แค่ครึ่งแก้ว“ทำไมไม่กินให้หมดล่ะครับ” มีนเริ่มบ่น“เราต่างจากจิกตรงไหน ไม่เห็นต่างสักนิด” ติณแกล้งแซว “กินข้าวเยอะมากวันนี้ ถ้าให้พี่กินเยอะกว่านี้ อ้วกแน่ ๆ”“จะว่าไปก็ตื่นเต้นเหมือนกันเนอะ ต่อไปจะมีเด็กวิ่งซนรอบบ้านตั้งสองคนแน่ะ อายุห่างกันไม่กี่เดือน สงสัยจะพากันป่วนน่าดู”“ถึงวันนั้นพ่อ ๆ คงเห่อแต่ลูก จนลืมแม่กันหมด” ติณตัดพ้อ“พี่ติณ...เมื่อกี้พี่บอกว่า พ่อ ๆ พี่หมายถึงผมด้วยใช่ไหม” หน้าติณตอนนี้ทั้งดีใจ ทั้งตื่นเต้น“มีนรังเกียจหลานไหม” ติณนั่งลูบท้องตัวเอง มองตามีนอย่างรอคำตอบมีนคุกเข่าลงเอาหูแนบท้องทำเหมือนกำลังฟังเสียงคนข้างใน “ให้อามีนเป็นพ่อหนูนะครับ”“…” ติณได้แต่นั่งลูบหัวมีน ด้วยความตื้นตันใจที่มีนไม่รังเกียจลูกของเขา“สัญญากันแล้วนะครับ” มีนพูดกับตัวเล็กในท้อง พร้อมจุ๊บหนึ่งที“คุยอะไรกันฮึ” มือยังไม่หยุดลูบหัวมีน“ทำสัญญาพ่อลูกกันอยู่ครับ” ติณได้แต่ยิ้มอ่อนใจให้กับท่าทางของมีน ที่ดูเห่อลูกไม่ต่างจากพิจิกมีนยังคงกอดพุงน้อย ๆ ไม่ป
“ยินดีด้วยครับ ตอนนี้อายุครรภ์ 4 สัปดาห์แล้วครับ” คุณหมอยิ้มให้ทั้งสองคน “อาการแพ้ท้องส่วนใหญ่ก็จะอยู่ช่วง 4-12 สัปดาห์ แต่บางคนก็แพ้ถึงคลอดเลยก็มี และอีกอย่างหนึ่งคุณแม่อาจจะมีอารมณ์ขึ้นลง ซึ่งเป็นผลจากฮอร์โมนไม่ต้องตกใจ และหมอแนะนำให้คุณพ่อเตรียมรับมือให้ดีนะครับ” คุณหมอสบตาให้กำลังใจพิจิก“หมอนัดอีกทีเดือนหน้าเลยนะครับ แต่ถ้ามีอาการผิดปกติให้มาหาก่อนได้เลย วันนี้หมอจะจ่ายยาบำรุงเลือด วิตามินรวม และยาแก้แพ้ท้องไปนะครับ” คุณหมอแนะนำพร้อมรอยยิ้ม“รรรระวัง ค่อย ๆ เดิน” พิจิกตามประกบหน้าประกบหลัง จนรรรเริ่มรำคาญ“อุ้มรรรเลยไหม รรรจะสะดุดล้มก็เพราะจิกเดินดักหน้าดักหลังอยู่แบบนี้นี่แหละ”“ก็จิกห่วง” พิจิกเสียงอ่อย“ห่วงหรือเห่อ ไม่ใช่นาน ๆ ไปกลายเป็นเบื่อนะ” รรรเดินมาทิ้งตัวลงโซฟา“ทั้งห่วงทั้งเห่อ แต่ไม่มีทางเบื่อแน่นอน” พิจิกพูดด้วยความมั่นใจ“จิกไม่อยากให้รรรไปทำงานเลย ยิ่งรรรมีอาการแพ้ท้องแบบนี้ด้วย จิกเป็นห่วง”“รรรจะลองไปคุยกับหัวหน้าดูก่อน”“ลาออกได้ไหม” พิจิกจริงจัง“จิก” รรรเองก็รู้สึกกังวล เพราะเขารู้ดีว่าผู้ชายเวลาท้องแล้วอาการต่าง ๆ จะรุนแรงกว่าผู้หญิงมาก “รรรขอลองไปคุยกับหัวห
“ไม่หรอกมั้ง” รรรยังไม่อยากจะคิดไปในทางนั้น“รรรย้ายมาอยู่กับจิกได้เดือนกว่าแล้วใช่ไหม” ติณยิ้ม“อืม...”“และก่อนหน้านั้น รรรก็ป่วย อ่อนเพลีย กินอะไรไม่ลง แต่ช่วงนั้นมันน่าจะเร็วไปสำหรับการตรวจ”“…” รรรเริ่มเงียบ สีหน้าวิตกกังวล“อาการติณก็คล้าย ๆ แบบนี้เลยนะตอนแรก จิกกับมีนลองนึกดูสิ” ติณหันไปมองสองหนุ่มที่กำลังนั่งอึ้งอยู่“เนี่ย...ร้อยวันพันปีกินของพวกนี้หรือเปล่าล่ะ รรรยังไม่เท่าไหร่นะ อาจกินเพราะเวียนหัว มึนหัว แต่จิกล่ะ ทำไมกินได้อร่อยขนาดนั้น” ติณชวนสังเกต“จริงของพี่ติณนะเฮีย เฮียกินเยอะกว่าพี่รรรอีก”“แล้วมันเกี่ยวอะไรกัน” พิจิกเริ่มสงสัย“เฮียไม่เคยได้ยินเหรอ...แพ้ท้องแทนเมียน่ะ” มีนลอยหน้าลอยตาแซว “ว่าแต่พี่รรรยอมรับเฮียเป็นสามีหรือยังเหอะ”“รับแล้วโว้ย” พิจิกพูดเสียงดังด้วยความภูมิใจแต่รรรกลับก้มหน้า เขี่ยยำในจานด้วยความเขิน“เลอะหมดแล้วพี่” มีนแซว“กลับห้องกันดีกว่า แกล้งพี่เขาอยู่ได้” ติณตีเข้าให้ที่แขนมีน“อีก 2 อาทิตย์จะได้รู้เพศหลานแล้วนะ”รรรเงยหน้าจากจานยำขึ้นมาด้วยความตื่นเต้น “รรรไปดูด้วยนะ”“อืม...แต่รรรต้องไปตรวจด้วยนะ”“พรุ่งนี้จิกพาไปตรวจนะ” พิจิกนั่งลงข้างรร
รรรตื่นขึ้นมาด้วยอาการมึนหัว มองไปรอบห้อง เมื่อเห็นว่าตัวเองอยู่ในห้องที่คุ้นเคย จึงเริ่มมองหาคนข้างกายแต่กลับว่างเปล่า รรรพยายามพยุงตัวเองลุกขึ้นเดินออกไปนอกห้องพิจิกเปิดประตูกลับเข้ามาพอดี รีบเข้ามาประคองพาไปนั่งที่โซฟา“รีบลุกออกมาทำไม”“ตื่นมาแล้วไม่เจอใคร รรรกลัว”“จิกออกไปซื้อข้าว ซื้อยามา แล้วก็แวะดูติณมาด้วย รรรเป็นอย่างไรบ้าง”“ติณเป็นอะไรมากหรือเปล่า”“ไม่เป็นอะไร แต่ยังมีอาการเศร้าอยู่ เดี๋ยววันนี้มีนจะพาไปตรวจที่โรงพยาบาลอีกที”“ไม่ต้องเอาแต่ห่วงคนอื่นเลย ห่วงตัวเองบ้าง รู้ไหมว่าจิกเป็นห่วงขนาดไหน” พิจิกไล่จับดูตามตัว ดูว่ามีบาดแผลตรงไหนบ้าง “หน้าช้ำหมดเลย เจ็บไหม” พิจิกใช้ปลายนิ้วลูบแผลเบา ๆ“…” รรรส่ายหน้าอมยิ้ม จับมือพิจิกขึ้นมาดู “ทำไมถึงได้บ้าระห่ำขนาดนี้ เจ็บมากไหม” สันหมัดพิจิกตอนนี้เต็มไปด้วยรอยช้ำ“ก็มันมาทำรรร” พิจิกกุมมือทับมือรรรไว้ “บอกแล้วไงว่าให้เลิกห่วงคนอื่น”“จิกไม่ใช่คนอื่นสักหน่อย จิกเป็นสามีรรร” ประโยคสุดท้ายแผ่วเบาเสียจนคนฟังแทบจะไม่ได้ยิน“จิกได้ยินไม่ถนัด” พิจิกดีใจแทบจะเก็บอาการไว้ไม่อยู่ “ขอฟังอีกครั้งได้ไหม”“ครั้งเดียวพอแล้ว” รรรเขิน“นะ...อยาก
“เชิญเข้าห้องครับ เดินเข้าไปดี ๆ อย่าให้ต้องใช้กำลังนะครับ”“จะทำอะไรพวกเราน่ะ” รรรตั้งสติถาม“ตอนแรกก็ว่าจะสนุกกับพี่แค่สองคน อยู่ ๆ ก็เพิ่มมาอีกหนึ่ง แต่พี่ติณท้องอยู่ด้วยสิ ทำไงดีนะ” ธูปมองติณอย่างเย็นชา“ลูกในท้องติณก็ลูกธูปนะ” รรรเตือนสติ“ใช่แน่หรือเปล่าก็ไม่รู้ ทุกวันนี้ก็เห็นระรื่นอยู่กับไอ้มีนนี่” ด้วยความโมโห ติณลุกขึ้นซัดหมัดเข้าปากธูปให้ได้เลือด“ปากหมานักนะมึง อย่าคิดว่าคนอื่นจะสันดานเดียวกับมึงสิ” ติณเตรียมพุ่งตัวใส่อีกครั้ง แต่รรรรีบคว้าตัวไว้ก่อน“ติณใจเย็นก่อน”ไอ้ธูปพุ่งตัวใส่ง้างหมัด แต่รรรเข้ามาขวาง รับหมัดเข้าที่หน้าเต็ม ๆ จนเซล้มลงไปกองกับพื้น“พี่รรรผมไม่ได้ตั้งใจ” ธูปตามลงไปจับหน้ารรร บีบคางแน่น “หน้าช้ำแบบนี้ไอ้จิกเห็นมันคงจะบ้าน่าดู”มันเดินไปหยิบขวดน้ำที่โต๊ะหัวเตียง กลับลงมานั่งคุกเข่าหน้ารรร หยิบซองยาจากกระเป๋ากางเกง “พี่จะกินเองดี ๆ หรือจะให้ผมป้อน” มันหยิบยาเม็ดเล็กออกจากซอง“รรรอย่ากินนะ” ติณเห็นก็รู้ทันที เพราะที่เขาต้องเป็นแบบนี้ก็เพราะไอ้ยาตัวนี้...ผัวะ... ฝ่ามือมันตบลงหน้าติณ “หรือพี่อยากจะระลึกความหลังกับผมด้วย”“สารเลว” …ผัวะ... ธูปง้างมือตบลงหน้