โรงพยาบาล...
“เป็นไงบ้างมึง” พิจิกและรรรถามขึ้นมาพร้อมกัน เมื่อติณเริ่มรู้สึกตัว
“ยังปวดท้องอยู่นิดหน่อย” ติณตอบแต่ใดวงตาเหม่อลอย “ถ้าไม่ได้พวกมึงกูคงไม่รอด”
“อย่าคิดมากสิ ตอนนี้มึงกับลูกปลอดภัยแล้วนะ” รรรพยายามปลอบใจ
“พวกมึงเคลียร์กันเรียบร้อยแล้วใช่ไหม” ติณยังคงเป็นห่วง
“ไม่ต้องห่วงพวกกู ตอนนี้ห่วงตัวเองก่อน นอนพักได้แล้วมึงจะได้หายไว ๆ” พิจิกดุ
“มึงตอบกูมาก่อน” ติณเริ่มดื้อใส่
“เราสองคนเคลียร์กันแล้ว ทุกอย่างโอเคแล้ว มึงไม่ต้องห่วง เดี๋ยววันนี้กูสองคนจะนอนเฝ้ามึงที่นี่เอง” รรรพูดให้ติณได้รู้สึกผ่อนคลาย และหันไปดุใส่พิจิก “เรื่องแค่นี้มึงก็ไม่เห็นต้องดุมันเลย” พิจิกเตรียมจะอ้าปากเถียง “ไม่ต้องเถียงด้วย” พิจิกจึงได้แต่เงียบไม่กล้าพูดอะไรอีก
“ไอ้จิกกลายเป็นหมาหงอยเลย” ติณแซว ก่อนจะหลับตาลงด้วยความอ่อนเพลีย
คาเฟ่ในโรงพยาบาล...
ด้วยความที่ไม่อยากกวนคนป่วย พวกเขาจึงย้ายตัวเองลงมานั่งกินกาแฟ และหาอะไรรองท้อง
“มึงทำกูเสียการปกครองไอ้ติณหมด” พิจิกว่าเสียงอ่อย
“เสียการปกครองอะไรของมึง” รรรยังคงไม่รู้ตัว
“ก็มึงดุกูต่อหน้ามัน...” พิจิกเสียงอ่อย
“ไร้สาระน่ามึง” รรรไม่สนใจดูดกาแฟ กินเค้กต่อ ปล่อยพิจิกนั่งหน้างอต่อไป
“วันนี้มึงกลับไปนอนห้องก็ได้นะ เดี๋ยวกูเฝ้าเอง”
“นอนนี่แหละ กูไม่อยากกลับไปนอนคนเดียว เสื้อผ้าทำงานก็เตรียมมาแล้ว” รรรดูดกาแฟ “หรือมึงไม่อยากให้กูอยู่เป็นก้าง”
“ก้างเหี้ยไรล่ะ กูแค่อยากให้มึงนอนสบาย ๆ ไปทำงานจะได้ไม่เพลีย เฝ้าไข้พยาบาลเข้าออกทั้งคืนหลับ ๆ ตื่น ๆ มึงจะไปทำงานไม่ไหว...กูห่วง” พิจิกจริงจัง จนรรรต้องก้มหน้ากินเค้กแก้เขิน
“ไม่เป็นไรหรอก สบายมาก” พูดไปก็เขี่ยเค้กไป
“จะกินมั้ยน่ะเค้ก เขี่ยเล่นจนเละหมดแล้ว” พิจิกแซว
“ยุ่งน่า” รรรแกล้งดุแก้เขิน
“ไอ้ธูป” พิจิกจ้องเขม็งไปที่ชายหนุ่มรูปร่างสูงใหญ่ พอ ๆ กับเขา กำลังเดินผ่านคาเฟ่ ตรงไปยังประชาสัมพันธ์ของโรงพยาบาล “มันมาทำอะไรที่นี่”
“คนนี้เหรอที่เป็น...”
“อืม...มันนี่แหละตัวก่อเรื่อง” พิจิกลุกขึ้นจะเดินออกไป แต่รรรคว้าข้อมือไว้ทัน
“มึงจะไปไหน”
“จะไปดูว่ามันมาทำอะไร”
“นั่งลงเดี๋ยวนี้เลย” พิจิกยังฝืนแรงฉุดที่รรรดึงลงมาให้นั่ง “กูบอกให้มึงนั่งลงไง จากที่มันไม่รู้เรื่องไอ้ติณ ความจะมาแตกก็เพราะไอ้ความใจร้อนของมึงนี่แหละ” รรรออกแรงดึงพิจิกอีกครั้ง “กูบอกให้นั่งลงไง”
ครั้งนี้พิจิกยอมนั่งตามที่รรรสั่ง เพราะรรรเริ่มเสียงแข็งจนทำให้เขารู้สึกตัว “มันอาจจะเป็นเรื่องบังเอิญก็ได้ และอีกอย่างหนึ่งเราแจ้งทางโรงพยาบาลไว้แล้วไง ถึงมันมาตามหาทางโรงพยาบาลเขาก็บอกข้อมูลมันไม่ได้” พิจิกเริ่มใจเย็นลงรรรจึงยอมปล่อยมือ “ถ้ามึงออกไปเจอมันสิได้กลายเป็นเรื่องแน่ ดูท่าทีมันไปก่อน”
สักพักธูปก็เดินผ่านคาเฟ่ และออกจากโรงพยาบาลไป ทั้งสองคนจึงเดินไปถามตรงประชาสัมพันธ์
“ขอโทษนะครับ เมื่อกี้เหมือนจะมีคนมาหาคนไข้ชื่อติณหรือเปล่าครับ” รรรเป็นคนถาม และคอยจับมือเรียกสติพิจิกไว้ เขาไม่ไว้ใจความใจร้อน โผงผางของมัน
“ใช่ค่ะ เขามาถามหาคนไข้ชื่อติณ แต่ทางโรงพยาบาลแจ้งไปว่าไม่มีตามที่ญาติคนไข้แจ้งไว้ค่ะ” ประชาสัมพันธ์ตอบพร้อมรอยยิ้ม
“ขอบคุณมากนะครับ” รรรค้อมหัวขอบคุณ ก่อนจะพาพิจิกเดินไปขึ้นลิฟต์เพื่อไปยังห้องที่ติณอยู่
“ทำไมมันถึงรู้ว่าติณอยู่โรงพยาบาล” พิจิกยังคงสงสัย
“พักเรื่องนี้ไว้ก่อน เดี๋ยวติณมันรู้มันจะไม่สบายใจ”
พวกเขาเข้าไปในห้องพอดีกับติณกำลังนั่งกินข้าวที่โรงพยาบาลเอามาเสิร์ฟพอดี
“ทำไมกินนิดเดียวเอง” รรรเข้าไปดู “เดี๋ยวหาอะไรมาให้กินเพิ่มดีกว่า ฝืนหน่อยนะติณเพื่อตัวเองและก็เพื่อลูกด้วย” รรรรีบเดินไปคว้าถุงในมือพิจิก “กินนมนะ” รรรจัดการเจาะขวดนมยื่นให้ติณ ติณก็ฝืนใจรับมาดูด เพราะเกรงใจรรร ที่ดูแลเขาเป็นอย่างดี
เสียงโทรศัพท์ของพิจิกดังขึ้น...
พิจิกเดินออกไปนอกห้อง เมื่อเห็นเป็นชื่อมีนน้องชายของเขา “ได้เรื่องมั้ย”
“ไอ้ธูปมันไปที่คอนโดเมื่อวาน” มีนรายงาน “พนักงานบอกว่ามันพยายามโทรขึ้นห้องพี่ติณ ตอนส่งพี่ติณขึ้นรถพยาบาลมันก็อยู่ตรงล็อบบี้ ผมเช็กกล้องวงจรปิดแล้ว”
“ยังไงช่วงที่พวกกูอยู่โรงพยาบาลมึงคอยดูมันให้กูด้วย”
“โอเคครับเฮีย”
“มีงานด่วนหรือเปล่า” ติณถามเมื่อพิจิกผลักประตูห้องเข้ามา
“ไม่มีอะไรหรอก ไอ้มีนมันโทรมาชวนไปกินเหล้า”
“มึงไปก็ได้นะ เดี๋ยวกูดูแลติณเอง”
“ไม่เอา...ขี้เกียจ อยู่ที่นี่ด้วยกันนี่แหละ”
“มึงก็ไปอาบน้ำเตรียมตัวมานอนได้แล้ว พรุ่งนี้ต้องไปทำงานแต่เช้า” พูดกับรรรจบ ก็หันมาที่ติณ “มึงด้วยนอนได้แล้ว” พิจิกช่วยปรับเตียงลง จัดการห่มผ้าให้เรียบร้อย ติณก็หลับไปอย่างง่ายดายน่าจะเพราะฤทธิ์ยาที่เพิ่งกินเข้าไป
พิจิกได้แต่นั่งหน้าเครียดอยู่ตรงโซฟา จนรรรอาบน้ำเสร็จออกมายังไม่รู้สึกตัว รรรจึงลงมานั่งข้าง ๆ
“มีอะไรหรือเปล่า กูเห็นมึงเครียดตั้งแต่มีนโทรมาแล้ว”
“ไปคุยกันข้างนอก” ว่าแล้วพิจิกก็ลุกนำออกไปนอกห้อง
“มีเรื่องอะไรมึง ถึงต้องออกมาคุยกันตรงนี้”
“ไอ้ธูปมันมาหาติณที่คอนโดเมื่อวาน แต่มันขึ้นไปไม่ได้ แล้วตอนที่ไอ้ติณขึ้นรถพยาบาลมันก็อยู่ตรงล็อบบี้”
“ใจเย็นก่อนมึง อย่างน้อยตอนนี้มันก็เข้าถึงตัวติณไม่ได้” รรรจับมือ และลูบแขนไปมาให้พิจิกใจเย็นลง “ตอนนี้ก็อย่าเพิ่งคุยเรื่องนี้กับไอ้ติณ เดี๋ยวมันจะเครียดกันไปใหญ่”
“พรุ่งนี้มึงต้องไปทำงานเองแล้วนะ กูต้องเฝ้าไอ้ติณ กูไม่ไว้ใจ” พิจิกยังคงเป็นห่วงรรร
“เออ...กูก็จะไปเองอยู่แล้ว มึงอยู่เฝ้าไอ้ติณไป กูเลิกงานแล้วจะรีบกลับมาช่วยมึง ช่วงระหว่างวันมึงก็ให้มีนมาช่วยเปลี่ยน”
เข้ามาในห้องได้รรรก็ทิ้งตัวลงนอนบนโซฟา “มึงไปอาบน้ำได้แล้ว จะได้มานอน”
“ขอกูนอนกอดนะ” พูดจบเขาก็รีบเดินเข้าห้องน้ำไป
ตอนเย็นเลิกงาน...เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นขณะที่รรรกำลังรีบเคลียร์งานเพื่อจะได้ไปโรงพยาบาล ดูชื่อจากหน้าจอเป็นพิจิกเขาจึงกดรับ“ว่าไง...”“กูรออยู่ข้างล่างนะ”“แล้วใครอยู่กับติณ” รรรเริ่มดุ“ไอ้มีน...ลงมาก่อนค่อยคุยกัน”“โอเค ๆ”“มีเรื่องอะไรหรือเปล่า ถึงยอมปล่อยติณไว้กับมีนแล้วมารับกู” รรรถามซีเรียสทันทีที่ขึ้นรถ“มี...”“ไอ้ธูปมันมาหาเรื่องที่โรงพยาบาลเหรอ”“เปล่า...กูคิดถึงเมีย”“ใครเมียมึง” รรรทำเป็นดุแก้เขิน “รีบไปได้แล้ว”“ไปห้องก่อนได้มั้ย”“จะไปเอาอะไร”“เอาเมีย...” พิจิกตอบหน้าตาย และทำเป็นเลียริมฝีปาก“มึงอย่ามาล้อเล่นแบบนี้”“กูพูดจริง...ตั้งแต่วันนั้นเรายังไม่ได้...อึก...” รรรทุบหลังดักคอไม่ให้พูดต่อ“ตรงไปโรงพยาบาลเลยนะ...ห้ามแวะ”“ก็ได้ครับ” พิจิกจำใจยอม และขับรถไปเงียบ ๆ“ติณเป็นยังไงบ้าง ดีขึ้นหรือยัง”“อาการทางกายน่ะดีขึ้นแล้ว แต่กูว่ามันซึม ๆ เหม่อ ๆ ตั้งแต่ที่มันรู้สึกตัว”“กูก็สังเกตอยู่เหมือนกัน ว่าจะถามมึงอยู่ว่าปกติติณมันเป็นยังไงเวลาอยู่กับมึง กูคิดว่ามันเป็นเฉพาะเวลาอยู่กับกูเสียอีก”“มันก็เป็นคนเงียบ ๆ ขรึม ๆ นั่นแหละ แต่รู้สึกว่าตอนนี้มันมากกว่าปกติ”“หรือมันยัง
พิจิกนัดคุยกับธูป... “พี่จิกนัดผมมามีอะไร” ธูปถามกวน “อย่ากวนตีน มึงรู้อยู่แล้ว” “ผมแค่อยากเจอพี่ติณ” “มึงจะเจอมัน ไปทำไม” “ผมรู้ความจริงแล้วว่า เด็กในท้องเป็นลูกผม” ธูปเสียงอ่อนลง“แล้วมึงต้องการอะไร”“ผมอยากรับผิดชอบ”“มึงรับผิดชอบตัวเองให้รอดก่อน” พิจิกยิ้มเหยียด “ครั้งที่แล้วมึงก็พูดแบบนี้”“ครั้งนี้ผมพูดจริงนะพี่ ผมเคลียร์ตัวเองหมดแล้ว” พิจิกจ้องตาธูปเขม็ง “ไม่มีใครแล้วจริง ๆ” “แต่ตอนนี้ผมอยากรู้ว่าอาการพี่ติณกับลูกเป็นยังไงบ้าง” สีหน้าเขาแสดงความกังวล“แล้วมันเกิดอะไรขึ้น ไอติณมันถึง...”“ผมโทรหาพี่ติณ พอเขารู้ว่าเป็นผมก็ตัดสายทิ้ง ผมพยายามติดต่อผ่านเคาน์เตอร์ พี่เขาก็ไม่ยอมรับสาย” เขานิ่งไป “แล้วก็เป็นอย่างที่พี่เห็น” พิจิกนิ่งเงียบ เขากำลังใช้ความคิดว่าควรจะทำอย่างไรดี“ผมขอขึ้นไปเยี่ยมพี่ติณได้ไหม” พิจิกจ้องตาเขม็ง เพราะลึก ๆ แล้วเขารู้ว่าติณไม่เคยลืมไอ้ธูปถึงมันจะไม่เคยพูดออกมา และอีกอย่างหนึ่งเด็กควรมีพ่อ“ยังก่อนมันเสี่ยงเกินไปที่กูจะเชื่อมึงตอนนี้ เอาเป็นว่าติณกับลูกปลอดภัย”“แต่…” ธูปพยายามจะขอร้อง“วันนี้มึงกลับไปก่อน กูต้องคุยกับไอ้ติณก่อน แต่ยังไม่ใช่ตอนนี้ มันไ
“รรร...เช้าแล้วนะ” รรรเอาหน้าซุกอกคนปลุก ไม่ยอมตื่น “เดี๋ยวไปทำงานสายนะ”“ปวดหัว เมื่อยตัว”“ถ้าอย่างนั้นก็ลางานนะวันนี้”“อืม...”พิจิกเริ่มเป็นห่วง “ตัวรุม ๆ ด้วย เดี๋ยวจิกไปเอายามาให้กิน”“ลุกขึ้นมากินยาก่อนค่อยนอนต่อ...เขาพยุงรรรลุกขึ้นนั่ง” รรรทำหน้าเหยเก“เจ็บเหรอ...”“อืม” รรรกินยาเสร็จล้มตัวลงนอนต่อไม่สนใจว่าอีกคนกำลังเป็นห่วงตัวแค่ไหน“จิกทายาให้” พิจิกเปิดผ้าห่ม มือจับขอบกางเกง แต่มือรรรจับข้อมือเขาไว้เสียก่อน “อย่าดื้อ”“ไม่เอา...เดี๋ยวทาเอง”“ไม่ต้องอายเลย จิกทำรรรเจ็บ จิกก็ต้องดูแล”“ไม่เอา...มันน่าอาย”“บอกว่าอย่าดื้อไง...เดี๋ยวแผลอักเสบ” พอโดนดุจริงจังเข้ารรรก็ต้องยอม เพราะปกติเขาจะไม่ค่อยโดนพิจิกดุ“แค่นี้ต้องดุด้วย” รรรพูดงอน ๆ“ดื้อก็ต้องดุ รรรนอนต่อเถอะจะได้หายไข้”“อยากไปดูหลาน” รรรยังงอแงต่อ“ถ้าบ่าย ๆ ไม่มีไข้แล้วจะพาไป ตอนนี้นอนก่อน” คราวนี้รรรยอมทำตามอย่างว่าง่าย เพราะกลัวจะไม่ได้ไปโรงพยาบาล พิจิกเองก็ทิ้งตัวลงนอนข้างกัน ดึงตัวคนป่วยเข้ามาอยู่ในอ้อมกอดของเขาพอรรรหลับสนิทพิจิกก็ออกมาโทรศัพท์“เฮียน่าจะเข้าไปช่วงบ่ายนะ รรรไม่ค่อยสบาย รอให้อาการดีขึ้นก่อน”“เฮียก
ห้องติณ...“ระวังนะติณ...ไปนั่งพักที่โซฟาก่อน หรือจะนอนพักเลย” รรรช่วยประคองติณให้ไปนั่งพักก่อน“ติณไม่เป็นอะไรแล้ว...รรรไม่ต้องห่วงติณเลย” ติณส่งสายตาไปทางพิจิก “ห่วงคนนั้นดีกว่า ยืนหน้างออยู่นั่น”“ห่วงทำไมไม่ได้ป่วยเป็นอะไรสักหน่อย” รรรไม่สนใจ “รรรว่าวันนี้รรรมานอนเป็นเพื่อนติณดีกว่า แผลยังไม่หายดีปล่อยให้อยู่คนเดียวไม่ได้หรอก”“ติณอยู่ได้ไม่เป็นไร” ติณยิ้มมีเลศนัย “ติณว่าตอนนี้รรรไปช่วยเตรียมของเดินทางให้ไอ้จิกมันก่อนดีกว่า เดี๋ยวมันพาลงอนทิ้งงานทิ้งการไม่รู้นะ” ติณอมยิ้ม“มึงจะยืนหน้างอทำไมเนี่ยไอ้จิก” รรรหันไปบ่นใส่“เดี๋ยวคืนนี้ให้ไอ้มีนมานอนเป็นเพื่อน แล้วพรุ่งนี้รรรค่อยมานอนเป็นเพื่อนติณ” ทั้งติณและรรรเตรียมจะอ้าปากเถียง “ห้ามเถียง” พิจิกดุใส่ทั้งสองคน“ติณอยู่กับมันมาได้ยังไงเป็นปี ๆ โคตรเผด็จการ เป็นรรรนะหนีไปนานแล้ว” รรรกระซิบ“จิกได้ยินนะ” รรรไม่สนใจ ลอยหน้าลอยตาล้อเลียนคนหน้างอ“ติณขอไปนอนในห้องก่อนดีกว่า นั่งนาน ๆ เริ่มปวดแผล” รรรรีบช่วยพยุงพาติณเข้าไปในห้องนอนห้องพิจิก...พอมีนมาถึงพิจิกก็รีบพารรรกลับห้อง อ้างว่าต้องรีบเตรียมของเดินทาง“ตอนไม่มีกูใครทำให้มึง” รรรจัดกร
“กินโจ๊ก หรือน้ำเต้าหู้ดีพี่ ผมซื้อมาเยอะเลย พี่รีบมากินก่อน เดี๋ยวจะได้กินยา”“ไม่เห็นต้องยุ่งยากออกไปซื้อเลย พี่กินอะไรก็ได้ ในตู้เย็นจิกกับรรรซื้อไว้ตั้งเยอะ” ติณเพิ่งตื่นเดินสะลึมสะลือออกมาจากห้องนอน “จริง ๆ ไม่เห็นต้องลำบากมาดูแลพี่กันเลย พี่ดูแลตัวเองได้” เสียงติณอ่อนลง เขารู้สึกเกรงใจทุกคนที่ต้องคอยดูแลเขา“เลิกคิดแบบนี้เลยนะพี่ ผมเต็มใจ และผมก็เชื่อว่าพี่จิกกับพี่รรรก็เต็มใจเหมือนกัน” มีนมองติณด้วยสายตาที่อ่อนโยน เขาไม่ได้ดูแลติณเพราะสงสาร แต่เขาดูแลด้วยความรู้สึกที่พิเศษกว่านั้น“พี่เกรงใจ”“กินอะไรดีครับ หลานผมหิวแย่แล้ว” มีนเปลี่ยนเรื่องไม่อยากให้ติณคิดมาก“ไม่ค่อยหิวเลย พี่ขอแค่น้ำเต้าหู้ก็พอ”“อาการพี่เป็นยังไงบ้าง หายเจ็บแผลหรือยัง”“ดีขึ้นแล้ว แผลก็ไม่ค่อยเจ็บแล้วแหละ เหลือแค่ไปตามหมอนัดดูอาการอาทิตย์หน้า พี่ถึงไม่อยากรบกวนพวกเราไง”“บอกแล้วไงครับว่าพวกเราเต็มใจ ทุกคนตื่นเต้นอยากเห็นหลานกันจะแย่ เห็นพี่จิกเก๊ก ๆ แบบนั้นผมดูออกนะว่าเห่อหลาน ยิ่งพี่รรรนี่ไม่ต้องพูดถึงเลยขนาดตัวเองไม่สบายยังจะดื้อมาหาหลาน เพราะฉะนั้นพี่เลิกคิดมากได้แล้วครับ” มีนมองติณด้วยสายตาอ่อนโยน “พี่เ
พอตั้งใจเปิดทางให้มีน กลายเป็นตัวเองว่างเสียจนไม่รู้จะทำอะไร เลยพาตัวเองนอนแช่น้ำอุ่นกับน้ำมันหอมระเหยแคโมมายล์กลิ่นโปรดของเขาเสียงโทรศัพท์ดังขึ้น ชื่อพิจิกโชว์ขึ้นหน้าจอเป็นวิดีโอคอล รรรกดรับทันที“ว่าไงมึง”“รรร” พิจิกเมื่อเห็นภาพรรรกำลังนอนแช่น้ำอยู่ ทั้งที่ไม่ได้โป๊อะไรแต่ใจเขากลับคิดเตลิดจนแทบพูดไม่ออก“มึงโทรมามีอะไรหรือเปล่า แล้วงานเป็นไงบ้าง” รรรยังคงไม่รู้ตัว“จิกอยากกลับห้องตอนนี้เลย” สายตาหวานเยิ้มส่งผ่านวิดีโอคอลมา“มึงเป็นอะไรหรือเปล่า งานไม่โอเคเหรอ” รรรก็ยังคงไม่รู้ตัว“เปล่า...งานโอเคดี จริง ๆ พรุ่งนี้ก็น่าจะเรียบร้อย”“อ้าว!! แล้วทำไมถึงอยากกลับห้องมาตอนนี้ล่ะ”“อยากกลับไปแช่น้ำกับรรร” รรรก้มมองสภาพตัวเองตอนนี้ ถึงจะไม่โป๊แต่ก็ไม่ควร เขาเพิ่งนึกขึ้นได้“มึง...ไอ้ลามก” พอรู้สึกตัวรรรรีบกดวางสาย หน้าร้อนผ่าว รีบอาบน้ำแต่งตัวเรียบร้อย เพราะคิดว่าพิจิกคงจะโทรกลับมาอีกไม่นานนักพิจิกก็โทรกลับมาอย่างที่รรรคิดไว้จริง ๆ“อ้าว!! ทำไมไม่แช่น้ำต่อ” พิจิกถามด้วยน้ำเสียงพยายามปกติ“มึงโทรมาทำไม” รรรเฉไฉเปลี่ยนเรื่อง“คิดถึงเมีย” พิจิกอ้อน “บอกให้ลางานมาด้วยกันก็ไม่ยอม”“ใครเมียมึ
รรรสะดุ้งตื่นขึ้นมากลางดึก รู้สึกว่าร่างกายเขาขยับไม่ได้เพราะกำลังถูกกอดรัดแน่นจากใครสักคน ทั้งดิ้น ทั้งทุบ ทั้งถีบ“โอ๊ย...จิกเอง” พิจิกยอมปล่อยและเอื้อมมือเปิดไฟหัวเตียง“ทำไมมาตอนนี้ แล้วทำไมไม่บอกก่อนว่าจะมา” รรรยังคงตกใจและดุใส่“ตอนแรกว่าจะกลับตอนเช้า แต่อยากนอนกอด” พิจิกเสียงอ่อย“แล้วขับรถกลับมาคนเดียวดึก ๆ ดื่น ๆ ดื่มมาด้วยหรือเปล่า” รรรบ่นใส่เป็นชุด ก้มดมหากลิ่นแอลกอฮอล์ เลยโดนพิจิกรวบตัวลงมากอด“จิกไม่ได้ดื่มเลย แต่นอนไม่หลับ” รรรยังคงดิ้นอยู่ในอ้อมกอด“ปล่อยกูก่อน ทีหลังอย่าทำแบบนี้อีกนะ” น้ำเสียงรรรจริงจังด้วยความเป็นห่วง “ลุกไปอาบน้ำให้สบายตัวแล้วค่อยมานอนไป”“รรรอาบให้” พอเห็นว่ารรรใจเย็นลงก็อ้อนต่อ“ทำกูตกใจกลางดึก แล้วยังวุ่นวายอีกนะมึง” ปากบ่นแต่ก็ลุกเดินไปเตรียมน้ำอุ่นให้“สบายจัง” พิจิกนอนแช่ในอ่าง“มึงสบาย กูลำบาก”“แต่รรรก็ห่วงจิกใช่ไหมล่ะ”“เป็นใครก็ต้องห่วงไหมล่ะ ขับรถมาได้ดึก ๆ ดื่น ๆ แถมเมื่อคืนตัวเองก็ไม่ได้นอน” ถึงปากจะบ่น แต่มือก็นวดหัว นวดไหล่เพื่อให้พิจิกได้ผ่อนคลาย “ลุกขึ้นล้างตัวได้แล้ว จะได้ไปนอน”พิจิกลุกขึ้นอย่างว่าง่าย “รรรรู้ไหมว่ามันดีมากเลยนะ ที
ห้องติณ...“พี่ติณมากินข้าวกัน ผมซื้อมาเต็มเลย” มีนเดินเข้าห้องมาพร้อมโชว์ถุงกับข้าวที่เขาซื้อมาเต็มมือ“โทรขึ้นไปตามรรรมากินด้วยกันดีกว่า”“อย่าเลยพี่” มีนอมยิ้ม “เฮียกลับมาแล้วอย่าไปกวนเลย”“แต่ของกินเยอะเลยนะ” ติณยังมีสีหน้ากังวล“ของแค่นี้เราสามคนจัดการสบายมาก”“สามคน”“ก็หลานผมด้วยไง” มีนยิ้มให้ติณอย่างอ่อนโยน“พิจิกกับรรรเขารักกันมากเนอะ พอรู้ว่าตัวเองเป็นต้นเหตุให้พวกเขาต้องมีปัญหากันพี่ยิ่งรู้สึกผิดมาก”“อย่าคิดมากเลยครับ กว่าจะได้สมหวังมันก็ต้องมีอุปสรรควัดใจกันบ้างแหละ สุดท้ายจะเป็นอย่างไรมันก็ขึ้นอยู่กับพวกเขาสองคน”“อยากกินข้าวมันไก่”“มันจะหนักไปนะ กินโจ๊กดีกว่า”“อยากกินข้าวมันไก่” ติณหน้างอ “ไม่ให้กินแล้วซื้อมาให้เห็นทำไมล่ะ”“ผมก็ซื้อมากินปกตินะ พี่ไม่เห็นเคยงอแงจะกินเลย” ติณยังคงนั่งหน้างอ “ผมแบ่งให้กินนิดเดียวนะครับ”“น่ารักที่สุด”“แล้วรักไหมครับ” มีนทำเป็นงึมงำพูด แต่ตั้งใจให้ติณได้ยินด้วยติณทำเป็นไม่ได้ยิน ทั้งที่ได้ยินชัดเจน เขาทำเป็นเอร็ดอร่อยกับข้าวมันไก่ตรงหน้าตั้งแต่ติณเข้าโรงพยาบาลรอบนี้ มีนแสดงออกชัดเจนมากขึ้นว่ารู้สึกอย่างไรกับติณ แต่เขาไม่อยากเร่งเร้า เ
“ป๊าม๊าจะเอาเจ้าเด็กแสบอยู่หรือเปล่านะ” ติณเดินบ่นเข้าห้องมาด้วยความกังวล“เดี๋ยวก็รู้” มีนพูดขำ ๆ “อยู่ ๆ อยากปวดหัวตอนแก่”“คอยดูว่าพี่ภันต์จะดูแลทุกคน หรือพี่ภัณต์จะปล่อยโฮคนแรก” ติณคิดตามคำพูดมีนแล้วได้แต่ยิ้มส่ายหัว“แล้ววันนี้ไม่ไปทำงานเหรอ” ติณถามด้วยความสงสัย ปกติเวลานี้มีนจะอยู่ออฟฟิศข้างล่างหรือไม่ก็เข้าเช็กงานที่สำนักงานใหญ่มีนทำหน้ากรุ้มกริ่ม “ป๊าม๊าเปิดทางให้ขนาดนี้ ขอลาวันหนึ่งนะครับ” เลียริมฝีปาก “นาน ๆ จะมีโอกาสแบบนี้สักที ขอจัดแบบทั้งวันทั้งคืนเลยนะ”“ทะลึ่ง...ทั้งวันทั้งคืนร่างพังกันพอดี”มีนเดินเข้ามาโอบเอวคุณแม่ “นะครับ...ทำน้องให้พี่ภัณต์กันนะครับ” ริมฝีปากหนากดจูบลงซอกคอ“อื๊อ...จักจี้” ติณย่นคอหลบ“ขอน้องให้พี่ภัณต์อีกคนนะครับ”มือเริ่มลูบไล้ผิวเนียนเรียบ กระดุมเสื้อโดนปลดอย่างไม่ทันรู้ตัว ติณตัวอ่อนระทวยอยู่ในอ้อมกอดสามี สองมือบดขยี้หัวนมชูชันสู้มือ ร่างบางถูกอุ้มขึ้นแนบอก มือโอบรอบคอโน้มลงมา เผยอปากรอรับลิ้นอุ่น ขยี้จูบอย่างเร่าร้อนร่างบางถูกวางลงบนโซฟาอย่างเบามือ “ขอเป็นแฝดเลยนะรอบนี้”“ไม่สงสารติณเหรอ” สายตาหวานเยิ้ม สองแขนโน้มคอคนบนร่างลงมาแนบชิด“มีนจะดู
“แม่ครับ พี่ภัณต์กลับมาแล้วครับ” นภัณต์รีบวิ่งเข้ามากอดขาแม่ที่กำลังง่วนอยู่ในครัว“ว่ายน้ำสนุกไหมครับ” ติณคุกเข่าลงรับกอดจากลูกชาย“สนุกครับ แต่ป๊าไม่ยอมให้พี่ภัณต์เล่นต่อ พี่ภัณต์ยังไม่อยากเลิก” เด็กชายนภัณต์หน้างอฟ้องแม่“ป๊ากลัวพี่ภัณต์จะไม่สบายนี่ครับ อากาศเริ่มเย็นแล้ว” มีนเดินตามเข้ามา “ไปอาบน้ำกับป๊าก่อนนะครับ”พี่ภัณต์ยังดื้อเกาะขาแม่ไม่ยอมปล่อย “ไปอาบน้ำกับป๊าก่อนนะครับ จะได้ออกมากินข้าวกัน วันนี้แม่อบขนมของโปรดพี่ภัณต์ด้วยนะ” พอได้ยินคำว่าขนม พี่ภัณต์ก็เปลี่ยนอารมณ์เดินตามป๊าออกไปทันทีพ่อลูกอาบน้ำเสร็จ ติณก็จัดโต๊ะมื้อเย็นเสร็จทันกันพอดี“น่ากินจัง” มีนเดินมาโอบเอวจากทางด้านหลัง หอมแก้มติณฟอดใหญ่“พี่ภัณต์จะหอมแม่ด้วย” เด็กชายนภัณต์เกาะขาแม่ ไม่ยอมให้ป๊าทำแม่คนเดียว“แม่ให้สองข้างเลยครับ” ติณหันแก้มให้เด็กชายหอมทั้งซ้ายทั้งขวา“ทำไมพี่ภัณต์ได้หอมแม่สองแก้มเลยล่ะ ป๊าไม่ยอมนะ” มีนทำเป็นงอน“ป๊าไม่ใช่พี่ภัณต์ ป๊าต้องทำใจนะครับ” เด็กชายพูดอย่างผู้ชนะ“ป๊ายอมให้พี่ภัณต์คนเดียวนะครับ” มีนพูดพร้อมยกเด็กน้อยขึ้นนั่งบนเก้าอี้สูงประจำตำแหน่งของเขา“กินข้าวเสร็จแล้ว เราเอาขนมขึ้นไปกิ
โรงพยาบาล...“มากันหมดแบบนี้หมอจะไม่ตกใจแน่นะ” ติณมองทั้งสามคนที่นั่งเรียงกันอยู่หน้าห้องตรวจ“ถ้าอย่างนั้นจิกกับมีนรอหน้าห้อง” รรรเสนอ“ได้ไงล่ะพี่รรร ผมเป็นพ่อนะ” มีนโวยวาย“ติณ...จิกว่าคิดใหม่ดี ๆ นะ จะเอาไอ้นี่เป็นพ่อของลูกจริงอะ” พิจิกแกล้งแขวะน้อง“…” มีนกำลังจะอ้าปากเถียง แต่พยาบาลหน้าห้องเรียกเสียก่อน“แกเป็นเด็กเปิดเผยครับ ดูสิครับชัดเจนเลย” คุณหมอเลื่อนลูกศรชี้ให้ดู “ผู้ชายครับ” คุณหมอยิ้มก่อนจะพูดต่อ “ชัดเจนขนาดนี้ไม่น่าจะผิดพลาดนะครับ หรือถ้าอยากดูให้ชัดกว่านี้อายุครรภ์ประมาณ 28 สัปดาห์ลองมาทำ 4 มิติได้ครับ”“รรรร้องไห้ทำไม” พิจิกหันมาเจอรรรกำลังน้ำตาไหล“ก็มันดีใจ” มือเช็ดน้ำตาป้อย ๆ“ช่วงนี้คุณแม่จะอ่อนไหวเป็นพิเศษครับ เป็นเพราะฮอร์โมน คุณพ่ออย่าเพิ่งตกใจไปนะครับ” คุณหมอหันไปบอกพิจิก“ผมเริ่มจะชินบ้างแล้วครับหมอ” พิจิกเอามือลูบหัวรรรด้วยความเอ็นดู“ไปซื้อของให้หลานกัน” รรรเสนอเมื่อทุกคนเดินออกมาจากห้องตรวจ“ใจเย็นก่อนรรร” เดี๋ยวค่อยทยอยซื้อก็ได้ติณพูดดักคนขี้เห่อไว้ก่อน“ก็ได้” รรรหน้าจ๋อย“เราไปหาอะไรกินกันก่อนกลับไหม พี่รรรเริ่มกินอาหารได้เยอะหรือยัง” มีนเสนอ“พี่ยังไม
รรรทิ้งตัวลงบนเบาะรถด้วยสภาพอิดโรย “รรรเป็นไงบ้าง”“วันนี้แพ้เยอะมาก กินอะไรไม่ได้เลย อ้วกออกหมด”พิจิกเอื้อมมือไปช่วยปรับเบาะให้เอนลง “นั่งแบบนี้แหละ ยิ่งเอนเบาะยิ่งเวียนหัว” ขณะพูดก็ดมยาไปด้วย“อยากกินอะไรเป็นพิเศษไหม” รรรส่ายหน้า “ลูกครับทำไมทำแม่หนักแบบนี้ล่ะครับ” พิจิกก้มลงพูดกับท้องน้อย ๆ ของรรร จุ๊บที่ท้องไปหนึ่งที ก่อนที่จะขึ้นมาหอมแก้ม และจูบปากคุณแม่ที่ตอนนี้ซีดเซียวจนน่าสงสาร“อยากกลับบ้านแล้ว ไม่อยากมาทำงานแล้ว” น้ำตาค่อย ๆ ไหลรินออกทางหางตาพิจิกยังไม่อยากถามอะไรตอนนี้ ไม่อย่างนั้นรรรจะยิ่งร้องไห้หนักกว่าเดิม ช่วงนี้รรรอ่อนไหวมาก อารมณ์แปรปรวนมาก แต่จะไปทางอ่อนไหว มากกว่าโมโหเกรี้ยวกราด“จิกรีบพากลับบ้านก่อน แล้วเราค่อยคุยกันนะ” พิจิกเอามือลูบหัว และเช็ดน้ำตาที่เลอะแก้มให้ ก่อนจะออกรถ“รรรนอนพักก่อน” พิจิกประคองตัวรรรเอนลงที่โซฟา“รรรยื่นใบลาออกแล้วนะ” แทนที่จะดีใจ แต่พิจิกกลับเป็นห่วงมากว่า“มีอะไรหรือเปล่า เกิดอะไรขึ้น ก่อนหน้านี้รรรยังอยากทำงานอยู่เลย หรือที่ทำงานเขาไม่โอเคกับการที่รรรท้อง”“ที่ทำงานโอเค แต่รรรรู้สึกว่าตัวเองทำงานได้ไม่เหมือนเมื่อก่อน รู้สึกทำอะไรก็ไม่
“หมั่นไส้เฮียชะมัด” มีนเดินบ่นเข้าห้อง และเดินเลยเข้าห้องครัว ออกมาพร้อมนมอุ่น“ไม่รู้สึกว่าตัวเองก็น่าหมั่นไส้หรือไง” ติณรับแก้วนมมาดื่มได้แค่ครึ่งแก้ว“ทำไมไม่กินให้หมดล่ะครับ” มีนเริ่มบ่น“เราต่างจากจิกตรงไหน ไม่เห็นต่างสักนิด” ติณแกล้งแซว “กินข้าวเยอะมากวันนี้ ถ้าให้พี่กินเยอะกว่านี้ อ้วกแน่ ๆ”“จะว่าไปก็ตื่นเต้นเหมือนกันเนอะ ต่อไปจะมีเด็กวิ่งซนรอบบ้านตั้งสองคนแน่ะ อายุห่างกันไม่กี่เดือน สงสัยจะพากันป่วนน่าดู”“ถึงวันนั้นพ่อ ๆ คงเห่อแต่ลูก จนลืมแม่กันหมด” ติณตัดพ้อ“พี่ติณ...เมื่อกี้พี่บอกว่า พ่อ ๆ พี่หมายถึงผมด้วยใช่ไหม” หน้าติณตอนนี้ทั้งดีใจ ทั้งตื่นเต้น“มีนรังเกียจหลานไหม” ติณนั่งลูบท้องตัวเอง มองตามีนอย่างรอคำตอบมีนคุกเข่าลงเอาหูแนบท้องทำเหมือนกำลังฟังเสียงคนข้างใน “ให้อามีนเป็นพ่อหนูนะครับ”“…” ติณได้แต่นั่งลูบหัวมีน ด้วยความตื้นตันใจที่มีนไม่รังเกียจลูกของเขา“สัญญากันแล้วนะครับ” มีนพูดกับตัวเล็กในท้อง พร้อมจุ๊บหนึ่งที“คุยอะไรกันฮึ” มือยังไม่หยุดลูบหัวมีน“ทำสัญญาพ่อลูกกันอยู่ครับ” ติณได้แต่ยิ้มอ่อนใจให้กับท่าทางของมีน ที่ดูเห่อลูกไม่ต่างจากพิจิกมีนยังคงกอดพุงน้อย ๆ ไม่ป
“ยินดีด้วยครับ ตอนนี้อายุครรภ์ 4 สัปดาห์แล้วครับ” คุณหมอยิ้มให้ทั้งสองคน “อาการแพ้ท้องส่วนใหญ่ก็จะอยู่ช่วง 4-12 สัปดาห์ แต่บางคนก็แพ้ถึงคลอดเลยก็มี และอีกอย่างหนึ่งคุณแม่อาจจะมีอารมณ์ขึ้นลง ซึ่งเป็นผลจากฮอร์โมนไม่ต้องตกใจ และหมอแนะนำให้คุณพ่อเตรียมรับมือให้ดีนะครับ” คุณหมอสบตาให้กำลังใจพิจิก“หมอนัดอีกทีเดือนหน้าเลยนะครับ แต่ถ้ามีอาการผิดปกติให้มาหาก่อนได้เลย วันนี้หมอจะจ่ายยาบำรุงเลือด วิตามินรวม และยาแก้แพ้ท้องไปนะครับ” คุณหมอแนะนำพร้อมรอยยิ้ม“รรรระวัง ค่อย ๆ เดิน” พิจิกตามประกบหน้าประกบหลัง จนรรรเริ่มรำคาญ“อุ้มรรรเลยไหม รรรจะสะดุดล้มก็เพราะจิกเดินดักหน้าดักหลังอยู่แบบนี้นี่แหละ”“ก็จิกห่วง” พิจิกเสียงอ่อย“ห่วงหรือเห่อ ไม่ใช่นาน ๆ ไปกลายเป็นเบื่อนะ” รรรเดินมาทิ้งตัวลงโซฟา“ทั้งห่วงทั้งเห่อ แต่ไม่มีทางเบื่อแน่นอน” พิจิกพูดด้วยความมั่นใจ“จิกไม่อยากให้รรรไปทำงานเลย ยิ่งรรรมีอาการแพ้ท้องแบบนี้ด้วย จิกเป็นห่วง”“รรรจะลองไปคุยกับหัวหน้าดูก่อน”“ลาออกได้ไหม” พิจิกจริงจัง“จิก” รรรเองก็รู้สึกกังวล เพราะเขารู้ดีว่าผู้ชายเวลาท้องแล้วอาการต่าง ๆ จะรุนแรงกว่าผู้หญิงมาก “รรรขอลองไปคุยกับหัวห
“ไม่หรอกมั้ง” รรรยังไม่อยากจะคิดไปในทางนั้น“รรรย้ายมาอยู่กับจิกได้เดือนกว่าแล้วใช่ไหม” ติณยิ้ม“อืม...”“และก่อนหน้านั้น รรรก็ป่วย อ่อนเพลีย กินอะไรไม่ลง แต่ช่วงนั้นมันน่าจะเร็วไปสำหรับการตรวจ”“…” รรรเริ่มเงียบ สีหน้าวิตกกังวล“อาการติณก็คล้าย ๆ แบบนี้เลยนะตอนแรก จิกกับมีนลองนึกดูสิ” ติณหันไปมองสองหนุ่มที่กำลังนั่งอึ้งอยู่“เนี่ย...ร้อยวันพันปีกินของพวกนี้หรือเปล่าล่ะ รรรยังไม่เท่าไหร่นะ อาจกินเพราะเวียนหัว มึนหัว แต่จิกล่ะ ทำไมกินได้อร่อยขนาดนั้น” ติณชวนสังเกต“จริงของพี่ติณนะเฮีย เฮียกินเยอะกว่าพี่รรรอีก”“แล้วมันเกี่ยวอะไรกัน” พิจิกเริ่มสงสัย“เฮียไม่เคยได้ยินเหรอ...แพ้ท้องแทนเมียน่ะ” มีนลอยหน้าลอยตาแซว “ว่าแต่พี่รรรยอมรับเฮียเป็นสามีหรือยังเหอะ”“รับแล้วโว้ย” พิจิกพูดเสียงดังด้วยความภูมิใจแต่รรรกลับก้มหน้า เขี่ยยำในจานด้วยความเขิน“เลอะหมดแล้วพี่” มีนแซว“กลับห้องกันดีกว่า แกล้งพี่เขาอยู่ได้” ติณตีเข้าให้ที่แขนมีน“อีก 2 อาทิตย์จะได้รู้เพศหลานแล้วนะ”รรรเงยหน้าจากจานยำขึ้นมาด้วยความตื่นเต้น “รรรไปดูด้วยนะ”“อืม...แต่รรรต้องไปตรวจด้วยนะ”“พรุ่งนี้จิกพาไปตรวจนะ” พิจิกนั่งลงข้างรร
รรรตื่นขึ้นมาด้วยอาการมึนหัว มองไปรอบห้อง เมื่อเห็นว่าตัวเองอยู่ในห้องที่คุ้นเคย จึงเริ่มมองหาคนข้างกายแต่กลับว่างเปล่า รรรพยายามพยุงตัวเองลุกขึ้นเดินออกไปนอกห้องพิจิกเปิดประตูกลับเข้ามาพอดี รีบเข้ามาประคองพาไปนั่งที่โซฟา“รีบลุกออกมาทำไม”“ตื่นมาแล้วไม่เจอใคร รรรกลัว”“จิกออกไปซื้อข้าว ซื้อยามา แล้วก็แวะดูติณมาด้วย รรรเป็นอย่างไรบ้าง”“ติณเป็นอะไรมากหรือเปล่า”“ไม่เป็นอะไร แต่ยังมีอาการเศร้าอยู่ เดี๋ยววันนี้มีนจะพาไปตรวจที่โรงพยาบาลอีกที”“ไม่ต้องเอาแต่ห่วงคนอื่นเลย ห่วงตัวเองบ้าง รู้ไหมว่าจิกเป็นห่วงขนาดไหน” พิจิกไล่จับดูตามตัว ดูว่ามีบาดแผลตรงไหนบ้าง “หน้าช้ำหมดเลย เจ็บไหม” พิจิกใช้ปลายนิ้วลูบแผลเบา ๆ“…” รรรส่ายหน้าอมยิ้ม จับมือพิจิกขึ้นมาดู “ทำไมถึงได้บ้าระห่ำขนาดนี้ เจ็บมากไหม” สันหมัดพิจิกตอนนี้เต็มไปด้วยรอยช้ำ“ก็มันมาทำรรร” พิจิกกุมมือทับมือรรรไว้ “บอกแล้วไงว่าให้เลิกห่วงคนอื่น”“จิกไม่ใช่คนอื่นสักหน่อย จิกเป็นสามีรรร” ประโยคสุดท้ายแผ่วเบาเสียจนคนฟังแทบจะไม่ได้ยิน“จิกได้ยินไม่ถนัด” พิจิกดีใจแทบจะเก็บอาการไว้ไม่อยู่ “ขอฟังอีกครั้งได้ไหม”“ครั้งเดียวพอแล้ว” รรรเขิน“นะ...อยาก
“เชิญเข้าห้องครับ เดินเข้าไปดี ๆ อย่าให้ต้องใช้กำลังนะครับ”“จะทำอะไรพวกเราน่ะ” รรรตั้งสติถาม“ตอนแรกก็ว่าจะสนุกกับพี่แค่สองคน อยู่ ๆ ก็เพิ่มมาอีกหนึ่ง แต่พี่ติณท้องอยู่ด้วยสิ ทำไงดีนะ” ธูปมองติณอย่างเย็นชา“ลูกในท้องติณก็ลูกธูปนะ” รรรเตือนสติ“ใช่แน่หรือเปล่าก็ไม่รู้ ทุกวันนี้ก็เห็นระรื่นอยู่กับไอ้มีนนี่” ด้วยความโมโห ติณลุกขึ้นซัดหมัดเข้าปากธูปให้ได้เลือด“ปากหมานักนะมึง อย่าคิดว่าคนอื่นจะสันดานเดียวกับมึงสิ” ติณเตรียมพุ่งตัวใส่อีกครั้ง แต่รรรรีบคว้าตัวไว้ก่อน“ติณใจเย็นก่อน”ไอ้ธูปพุ่งตัวใส่ง้างหมัด แต่รรรเข้ามาขวาง รับหมัดเข้าที่หน้าเต็ม ๆ จนเซล้มลงไปกองกับพื้น“พี่รรรผมไม่ได้ตั้งใจ” ธูปตามลงไปจับหน้ารรร บีบคางแน่น “หน้าช้ำแบบนี้ไอ้จิกเห็นมันคงจะบ้าน่าดู”มันเดินไปหยิบขวดน้ำที่โต๊ะหัวเตียง กลับลงมานั่งคุกเข่าหน้ารรร หยิบซองยาจากกระเป๋ากางเกง “พี่จะกินเองดี ๆ หรือจะให้ผมป้อน” มันหยิบยาเม็ดเล็กออกจากซอง“รรรอย่ากินนะ” ติณเห็นก็รู้ทันที เพราะที่เขาต้องเป็นแบบนี้ก็เพราะไอ้ยาตัวนี้...ผัวะ... ฝ่ามือมันตบลงหน้าติณ “หรือพี่อยากจะระลึกความหลังกับผมด้วย”“สารเลว” …ผัวะ... ธูปง้างมือตบลงหน้