นางรับใช้ทั้งสองคนของฟางเจียอี๋เองก็อายจนหน้าแดงกับพฤติกรรมที่น่าขายหน้าของเจ้านายเช่นกัน จนลืมแสดงละครแล้วรีบก้าวไปช่วยพยุงฟางเจียอี๋ลุกขึ้นนางรับใช้คนหนึ่งปัดฝุ่นตามร่างกายของนาง จากนั้นนางรับใช้อีกคนก็รีบช่วยนางจัดผมเผ้าที่ยุ่งเหยิงของนางให้ตรงดีที่ฟางเจียอี๋ไม่ใช่คนโง่แล้วตั้งสติได้ในทันทีจากนั้นก็ร้องพลางเอ่ยกับเซียวหลินเทียนอย่างเสียใจ“ท่านพี่หลินเทียน… ท่านดูแลพระชายาของท่านด้วยเถิด นางมาถึงก็ทุบตีนางรับใช้ของหม่อมฉันอย่างดุร้ายเลยเพคะ!”“สตรีที่วางท่าอวดดีเช่นนี้จะคู่ควรกับการเป็นพระชายาของท่านได้เยี่ยงไรกันเพคะ? หากท่านมิจัดการนาง… นางจะส่งผลกระทบต่อชื่อเสียงของท่านอ๋องนะเพคะ!”เซียวหลินเทียนมองฟางเจียอี๋อย่างเย็นชา แล้วจู่ ๆ ก็เอ่ยออกมา “พระชายาของข้าไม่มีอะไรที่ไม่ดี! ไม่จำเป็นต้องจัดการหรอก!”“หา… ท่านพี่หลินเทียน ท่านได้ยินที่หม่อมฉันพูดไม่ชัดเจนหรือ? นางรังแกคนรับใช้เพคะ…”“คนรับใช้ก็เป็นคนเช่นกัน! นางจะทุบตีใครโดยไม่สอบถามได้เยี่ยงไรเพคะ?”ฟางเจียอี๋เอ่ยอย่างกังวล “นางเลวร้ายเช่นนี้จะคู่ควรกับท่านอ๋องได้เยี่ยงไรเพคะ?”เซียวหลินเทียนจึงตอบกลับไปอย่างเย็นชาอีกค
ในขณะนี้ หัวใจของจ้าวเจินเจินจมลึกลงไปถึงจุดต่ำสุดแล้ว!เมื่อสักครู่ที่ผ่านมา จ้าวเจินเจินเพิ่งพบว่าองค์ชายคังทิ้งตนไว้ตามลำพังแล้วพาทหารองครักษ์จากไป!ตอนนั้นใจของนางว่างเปล่าไปหมด!แต่ตอนนี้ นางเพิ่งค้นพบว่าความผิดหวังที่เกิดขึ้นจากการที่เซียวหลินเทียนไม่สนใจตนนั้น มันมากกว่าความผิดหวังที่องค์ชายคังไม่สนใจตนเองมากนัก...จ้าวเจินเจินจ้องมองแผ่นหลังของเซียวหลินเทียนนิ่ง ๆคนที่เคยอุ้มตนไว กลับกลายเป็นคนแปลกหน้ากับตนไปเช่นนี้จริงหรือ?น้ำตาแห่งความคับข้องใจของนางร่วงหล่นลงมาทีละหยดโดยไม่รู้ตัวความเสียใจที่มีอยู่เต็มหัวใจไม่รู้จะไปคุยกับใคร!ตอนที่ศาลาโจ๊กพัง องค์ชายคังทิ้งนางไว้แล้วหนีไปเพียงลำพัง!หากเป็นเซียวหลินเทียน เขาจะไม่มีวันปล่อยมือนางในยามที่เกิดอันตรายแน่นอน!นางได้รับบาดเจ็บ แต่สามีของตนไม่ถามไถ่อะไรสักคำ ทั้งยังตบหน้าตนอีก!ตอนนี้ก็ทิ้งนางไว้ข้างหลังแล้วรีบร้อนเข้าวังไปหาพระชายาเส้าให้คิดวิธีแก้ไขสถานการณ์!เขาไม่รู้หรือว่าการที่ทิ้งตนไว้เผชิญหน้ากับผู้ลี้ภัยเหล่านี้ ตนอาจจะตายได้?จ้าวเจินเจินมาที่นี่เพราะอยากให้เซียวหลินเทียนจัดให้คนพาตนกลับ!แต่เซียวหลินเท
เมื่อนึกถึงผลที่ตามมาของการทำให้จ้าวเจินเจินขุ่นเคือง ฟางเจียอี๋ก็อ่อนลงแล้วยิ้มอย่างเอาใจจ้าวเจินเจินพลางเอ่ย“ท่านพี่ ข้าล้อเล่นหนา! ข้าจะทำร้ายท่านได้เยี่ยงไรกันเล่า! เราเป็นครอบครัวเดียวกัน ท่านสบายพวกเราก็จะสบายไปด้วย!”เมื่อจ้าวเจินเจินเห็นว่าฟางเจียอี๋ยอมถอยแล้วจึงได้ปล่อยมือ นางเหลือบมองฟางเจียอี๋อย่างเย็นชา จากนั้นมองไปที่เซียวหลินเทียนกับหลิงอวี๋ที่กำลังยุ่งอยู่ไกล ๆ...มุมปากของจ้าวเจินเจินยกขึ้นยิ้มเยาะเซียวหลินเทียน เจ้าทำให้ข้าไม่มีความสุข เช่นนั้นเจ้าก็อย่าได้คิดจะอยู่อย่างสงบสุขได้เช่นกัน!รอข้าก่อนเถอะ ข้าไม่มีทางยอมแพ้ง่าย ๆ เช่นนี้หรอก!สักวันหนึ่ง ข้าจะทำให้เจ้าคุกเข่าตรงแทบเท้าแล้วขอร้องข้า!……“ท่านแม่… ท่านแม่...”หลิงหว่านกำลังยุ่งอยู่กับการพันผ้าพันแผลให้กับผู้บาดเจ็บ แต่แล้วก็ได้ยินเสียงร้องไห้อันเศร้าสร้อยของเด็กคนหนึ่งนางเงยหน้าขึ้นไปก็เห็นเด็กอายุสี่ห้าขวบสวมชุดโทรม ๆ เดินเท้าเปล่า และร้องไห้อยู่ท่ามกลางผู้บาดเจ็บหลิงหว่านรีบพันผ้าพันแผลให้ผู้บาดเจ็บแล้ววิ่งไปจับเด็กคนนั้นไว้เด็กคนนั้นใบหน้าสกปรก ผมเผ้าติดกันราวกับฟาง ดูไม่ชัดเจนว่าเป็นเด็กผ
กระทั่งพวกหลิงอวี๋รักษาผู้ที่ได้รับบาดเจ็บทั้งหมดเสร็จ ก็เกือบจะถึงเวลาอาหารเย็นแล้วหลิงอวี๋หิวจนไส้กิ่ว เดินเข้าไปทรุดตัวลงบนเก้าอี้ในศาลาโอสถ“อาจารย์ ข้าเอาโจ๊กมาให้ท่านหนึ่งชาม กินเสียหน่อยเถิดเจ้าค่ะ!”เมื่อเห็นหลิงอวี๋เหนื่อยเช่นนี้ หลี่ชุงก็ปวดใจ รีบไปเอาโจ๊กมาให้ชามหนึ่ง“ขอบใจเจ้า! เจ้าก็รีบไปกินเถอะ”หลิงอวี๋เห็นว่าหลี่ชุงเองก็ยุ่งมากเช่นกัน จึงรับโจ๊กมาแล้วเร่งให้นางไปกิน“เจ้าค่ะ… อาจารย์ มีเด็กคนหนึ่งนอนอยู่ที่มุมห้อง นามว่าเยี่ยนจื่อ ยังหาแม่ของนางไม่พบเลย โปรดช่วยดูด้วยเถิดเจ้าค่ะ!”หลี่ชุงชี้ไปที่มุมห้องหลิงอวี๋เห็นร่างเล็ก ๆ นอนซุกตัวอยู่ที่มุมห้องจึงพยักหน้าหลังจากกินโจ๊กแล้ว นางก็รู้สึกปวดปัสสาวะนึกได้ว่าห้องปลดทุกข์อยู่ด้านหลังไม่ไกลนัก เยี่ยนจื่อคงยังไม่ตื่นไปอีกสักพัก ตนไปไม่นานก็กลับมาแล้วหลิงอวี๋รีบวิ่งไปเข้าห้องปลดทุกข์ ขณะที่เสร็จสิ้นแล้วกำลังจะออกมา ก็ได้ยินเสียงคนพูดอยู่ข้างนอก“คุณหนูหลิง… เจ้าก็รู้ว่าตัวตนของท่านเป็นใคร ข้าคิดว่าเจ้าเป็นคนดีจึงอยากมาบอกกับเจ้าเสียหน่อย! หากอยากจะให้อวี้เอ๋อร์ของข้าแต่งงานกับเจ้าไปเป็นภรรยาก็คงจะเป็นไปไม่ได
เมื่อหลิงอวี๋พูดเช่นนั้นฮูหยินเผยก็หน้าแดงขึ้นมาเมื่อครู่นางก็กังวลเช่นกัน นางเห็นหลิงหว่านคุยกับเผยอวี้สองครั้ง กลัวว่าลูกชายของตนจะควบคุมไม่อยู่แล้วแต่งงานเอาสตรีผู้นี้เข้าบ้านแต่ตอนนี้พอถูกหลิงอวี๋ซักถาม ถึงได้พบว่าตนหุนหันพลันแล่นไป!นางลากหลิงหว่านหลบมาคุยที่นี่เพราะไม่อยากให้เรื่องใหญ่ แล้วส่งผลกระทบต่อชื่อเสียงของลูกชายตนพอถูกหลิงอวี๋บอกให้ไปถามเผยอวี้เรื่องนี้จริง ๆ นางก็สามารถคาดเดาความโกรธของลูกชายตนได้เลย“พระชายาอ๋องอี้ คุณหนูหลิง ข้าขอโทษ ข้าสับสนไปเอง!”เพราะว่าฮูหยินเผยมาจากตระกูลใหญ่ มีหรือจะยอมให้เรื่องมันโกลาหลยิ่งขึ้น จึงยอมโอนอ่อนให้ก่อนหลิงอวี๋เหลือบมองนาง ใต้เท้าเผยให้ความเคารพท่านอดีตเสนาบดีเป็นอย่างมาก หลังจากที่ท่านอดีตเสนาบดีได้รับบาดเจ็บเขาก็ยังเตรียมของกำนัลอันล้ำค่ามาเยี่ยมเลยส่วนเผยอวี้กับเซียวหลินเทียนก็เป็นเพื่อนสนิทกัน เมื่อนางเห็นฮูหยินเผยขอโทษ ก็ไม่อยากให้เกิดความแตกร้าวแยกระหว่างทั้งสองครอบครัวเช่นกันหลิงอวี๋ลดน้ำเสียงลงพลางเอ่ย “ฮูหยินเผย เมื่อพิจารณาถึงมิตรภาพหลายปีระหว่างสองครอบครัวของเราแล้ว เราไม่ถือสากับคำพูดไร้มารยาทที่ท่านพูดเม
“เท่านี้ก็จบแล้วไม่ใช่หรือ! เรื่องการแต่งงาน เจ้าอย่าไปคิดมากเลย… แค่หาคนที่ปฏิบัติต่อเจ้าด้วยใจจริงก็พอแล้ว!”“คนที่จับมือเจ้าให้แน่นยามตกอยู่ในอันตราย และยืนหยัดอยู่ข้างหลังเจ้าอย่างมั่นคงคอยสนับสนุนเจ้ายามที่เจ้าถูกใส่ร้าย!”เวลานี้หลิงอวี๋ไม่เพียงนึกถึงเซียวหลินเทียนเท่านั้น แต่ยังนึกถึงครอบครัวของพ่อเผิงกับเสี่ยวฮวาด้วย...ยามที่ฟันฝ่าความทุกข์ยากด้วยกัน ยอมแลกชีวิตของตนเพื่อโอกาสที่ครอบครัวจะมีชีวิตรอดต่อไป!“ท่านพี่… ข้าเข้าใจแล้ว! ขอบคุณท่านพี่!”หลิงหว่านมองหลิงอวี๋อย่างชื่นชม ความรู้สึกดูถูกตนเองถูกปัดเป่าออกไปทันทีด้วยคำพูดไม่กี่คำของหลิงอวี๋พี่หลิงหลิงบอกว่านางเป็นสมบัติล้ำค่าของจวนเสนาบดีเจิ้นหย่วน เป็นที่รักของท่านอดีตเสนาบดี พวกเขาจะปกป้องนาง เช่นนั้นเหตุใดนางต้องรู้สึกว่าตนเองต่ำต้อยในสายตาของคนนอกด้วยเล่า!......เผยอวี้ไม่รู้ว่าแม่ของตนไปพูดอะไรกับหลิงหว่าน เขาพาทหารองครักษ์เดินไปรอบ ๆ และถามผู้คนมากมาย แต่ไม่มีใครรู้เลยว่าแม่สืออยู่ที่ใดแต่ต่อมาจู่ ๆ เผยอวี้ก็นึกขึ้นได้ว่ามีสองศพที่ไม่มีผู้มายืนยัน จึงรีบไปดูข้างในมีศพผู้หญิงอยู่จริง ๆ อายุไม่ถึงยี่สิบปี
“ท่านพี่ แล้วเสี่ยวเยี่ยนจื่อจะทำเช่นไรต่อไป…”หลิงหว่านเอ่ยถามเบา ๆสถานเลี้ยงเด็กกำพร้า? หรือว่าสถานการกุศล?หลิงอวี๋ไม่รู้ว่าในฉินตะวันตกเรียกว่าอะไร จึงมองไปทางเซียวหลินเทียน“ราชสำนักมีสถานการกุศลสำหรับรับเลี้ยงเด็กกำพร้าโดยเฉพาะ!”เซียวหลินเทียนเอ่ยด้วยความรู้สึกที่หนักหน่วง“ท่านอ๋อง สถานการกุศลมีเด็ก ๆ มากมายถึงเพียงนั้น จะดูแลเด็กที่อายุน้อยเช่นเสี่ยวเยี่ยนจื่อได้ดีหรือเพคะ?” หลิงหว่านเอ่ยถามอย่างกังวลเซียวหลินเทียนพูดไม่ออก มีแม่นมเฒ่าเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่ไม่มีที่ไปแล้วมาอยู่ที่สถานการกุศลเพื่อดูแลพวกเขาพวกนางต้องดูแลเด็กจำนวนมาก จะดูแลเด็กคนเดียวเป็นพิเศษได้เยี่ยงไร!หลิงหว่านเข้าใจความเงียบของเซียวหลินเทียน นางจึงเหลือบมองเสี่ยวเยี่ยนจื่ออย่างสับสน แล้วจู่ ๆ ก็เอ่ยขึ้นมา“ท่านอ๋อง ในเมื่อเสี่ยวเยี่ยนจื่อไม่มีครอบครัวอีกต่อไปแล้ว เช่นนั้นหม่อมฉันจะรับเลี้ยงเองเพคะ!”“การที่หม่อมฉันได้เจอนางท่ามกลางผู้ลี้ภัยมากมายนี้ แล้วนางเรียกหม่อมฉันว่าพี่สาว ก็หมายความว่านางมีชะตาต้องกันกับหม่อมฉัน! หม่อมฉันจะรับเลี้ยงนางเอง… หม่อมฉันจำเป็นต้องทำขั้นตอนใด ๆ หรือไม่เพคะ?”
เซียวหลินเทียนไม่แปลกใจกับคำพูดของหลิงอวี๋เลยแม้แต่น้อย แล้วเลิกคิ้วพลางเอ่ย “เจ้าเองก็สังเกตเห็นเช่นกันหรือ?”เผยอวี้ตะลึงอยู่ครู่หนึ่งกับการสนทนาระหว่างทั้งสองคน แต่เมื่อนึกถึงเรื่องราวที่ผ่านมา เขาก็รู้สึกตัวพลางเอ่ยอย่างไม่อยากจะเชื่อ“หรือว่าภายในจะมีคนอื่นทำอะไรอีกหรือ?”เซียวหลินเทียนหัวเราะเยาะ “ข้าให้จ้าวซวนไปตรวจสอบแล้ว หมั่นโถวนั่นบูดจริง ๆ! และยังมีกรวดจำนวนมากผสมอยู่ในโจ๊กด้วย!”“ในเมื่อองค์ชายคังอยากจะสร้างชื่อเสียงเอาชนะใจผู้คน เขาไม่มีทางทำให้คนอื่นพูดเช่นนี้ได้แน่!”หลิงอวี๋พยักหน้าเห็นด้วย “จ้าวเจินเจินไม่ใช่คนโง่เง่า หมั่นโถวแป้งขาวไม่กี่ตะกร้าก็ไม่ได้แพงมากนัก นางไม่มีทางทำลายชื่อเสียงของนางด้วยเรื่องเช่นนี้แน่!”“อีกอย่าง จ้าวซวนก็ไปหาชายกำยำที่พูดว่าหมั่นโถวแป้งขาวนั้นบูดที่สร้างความโกลาหลก่อนที่ศาลาโจ๊กจะพังอยู่ตั้งหลายครั้ง แต่ก็ไม่พบคนผู้นี้เลย!”เซียวหลินเทียนเอ่ยอย่างดูถูก “องค์ชายคังอยากสร้างชื่อเสียง แต่มีคนไม่อยากให้เขาทำสำเร็จ! องค์ชายคังสามารถจัดให้คนไปปะปนในหมู่ผู้ลี้ภัยเพื่อสรรเสริญเขาได้ และคนอื่น ๆ เองก็สามารถให้คนไปปะปนกับผู้ลี้ภัยเพื่อสร้างค