เซียวหลินเทียนถูขมับเล็กน้อย เพราะปวดศีรษะจากการนอนหลับมิสนิทตลอดทั้งคืน“เฮ่อหรงอาจจะมีส่วนร่วม แต่ท่านจินต้ายังไม่มีหลักฐาน! เพราะเพิ่งพบเบาะแสจากบัญชีของตระกูลหยางที่รวบรวมไว้ก่อนหน้านี้!”“ตระกูลหยางขายอาวุธ อาหาร และยาให้องค์ชายเว่ย แต่เงินบางส่วนถูกบันทึกเป็นชื่ออ๋องกำมะลอ! แม้จำนวนเงินแต่ละครั้งมิมาก แต่เมื่อรวมกันก็นับว่ามากทีเดียว!”“ท่านจินต้าตรวจสอบรายชื่อเหล่านี้แล้วพบว่าเป็นชื่อปลอมทั้งหมด ไม่มีผู้ใดรู้แน่นอนว่าบุคคลนี้เป็นใคร!”“ไม่มีเหตุผล เหตุใดตระกูลหยางจึงให้เงินมากมายและอำนาจกับคนพวกนั้น?”หลิงอวี่พึมพำ “อ๋องกำมะลอ... อ๋องกำมะลอ... อ๋องกำมะลอ! เฮ่อหรงไม่มีอำนาจ และไม่มีตำแหน่งใด ๆ ดังนั้นเขาจึงถูกเรียกว่าอ๋องกำมะลอ!”“เช่นนั้นมันเป็นชื่อที่เฮ่อหรงตั้งให้ตัวเองจนเกือบถูกเยาะเย้ยหรือ?”เซียวหลินเทียนเหน็บแนม “ก่อนหน้านี้ข้ามิเคยสนใจเขาเลย เพราะคนผู้นี้มักทำตัวมิโดดเด่น! แต่คราวนี้กลับหลุดพิรุธออกมา หากพวกเราตรวจสอบ เขาต้องปกปิดมันมิได้แน่นอน!”“ข้าขอให้ท่านจินต้าและอิ๋นฮู๋รวบรวมข้อมูลของเขาไว้แล้ว ครั้งนี้ข้าจะมิปล่อยให้หางจิ้งจอกของเขาหดกลับเข้าไปได้อีก!”หลิ
“พี่สะใภ้สี่ ท่านกำลังคิดอะไรอยู่หรือ?”เมื่อเห็นหลิงอวี๋จมอยู่ในห้วงความคิด จูหลานจึงถามด้วยความสงสัย “ท่านสงสัยเหมือนกันใช่หรือไม่ว่าเหตุใดองค์หญิงใหญ่จึงเสด็จกลับมา?”หลิงอวี๋ออกจากห้วงความคิดแล้วพยักหน้าด้วยรอยยิ้ม “ข้ายังมิเคยเข้าเฝ้าองค์หญิงใหญ่เลยสงสัยว่าพระองค์มีนิสัยอย่างไรน่ะ?”จูหลานตอบด้วยรอยยิ้ม “ข้าก็อยากรู้เช่นกัน! เราจะได้เข้าเฝ้าพระนางเร็ว ๆ นี้แล้ว! ไทเฮาคงทรงพระเกษมสำราญมิน้อยที่ในที่สุดองค์หญิงใหญ่ก็ทรงคิดได้และทรงยินดีที่จะดูแลรับใช้พระนาง!” จูหลานมิรู้เรื่องการเมืองสักเท่าไร ดังนั้นนางจึงเปลี่ยนหัวข้อบทสนทนาด้วยการพูดคุยเรื่องเสี่ยวเป่าให้หลิงอวี๋ฟังว่าเหตุใดเสี่ยวเป่าถึงยังหัวเราะได้ในตอนที่ฟันงอกในฐานะแม่ ลูก ๆ คือทุกสิ่งทุกอย่างสำหรับนางหลิงอวี๋เห็นความตื่นเต้นของอีกฝ่ายจึงรู้สึกอิจฉาแม้หลิงเยวี่ยจะเป็นลูกของนาง แต่ก็มิเคยมีประสบการณ์ในการคลอดและมิเคยมีประสบการณ์เลี้ยงหลิงเยวี่ย จึงไม่มีความทรงจำเกี่ยวกับการหัวเราะครั้งแรก หรือเริ่มเดินครั้งแรกน่าเสียดายอย่างยิ่ง!ในภายภาคหน้านางจะต้องมีลูกเป็นของตัวเองเท่านั้นจึงจะได้สัมผัสความสุขเช่นนี้!“ตอนนี
ก่อนที่ไทเฮาและองค์หญิงใหญ่จะนั่งลงประจำที่ พระชายาเส้าและจักรพรรดิอู่อันก็เดินจับมือกันเข้ามา ขณะที่ด้านหลังเป็นองค์หญิงหกเซียวทงวันนี้พระชายาเส้าแต่งตัวอย่างรัดกุมและเต็มยศรูปหกเหลี่ยมสีม่วงบนเสื้อคลุมแสดงถึงความมั่งคั่ง พร้อมด้วยดอกโบตั๋นที่ปักด้วยมือตั้งแต่ช่วงหน้าอกจนถึงไหล่ กลุ่มดอกไม้บนเสื้อช่วยให้ใบหน้าที่ถูกแต่งแต้มอย่างวิจิตรงดงามเปล่งประกายพระชายาเส้าปักปิ่นลูกปัดไว้ในมวยผม ซึ่งทำจากลูกปัดทองคำหกเม็ดเข้าคู่กับหินโมราสีแดง ส่งเสริมให้นางดูสง่างามและโอ่อ่าในฐานะที่เป็นผู้ที่มีอำนาจมากที่สุดในวังหลัง ใบหน้าที่เชิดขึ้นแสดงให้เห็นถึงความพึงพอใจของนางหลิงอวี๋หันไปสังเกตสีหน้าขององค์หญิงใหญ่ เพราะเมื่อเห็นปิ่นปักผมของพระชายาเส้า นางก็หันมององค์หญิงใหญ่อย่างมิรู้ตัวอีกครั้งนางเห็นว่าองค์หญิงใหญ่ปักปิ่นลูกปัดบนมวยผมที่เกล้าสูงของนาง ช่างเหมือนกับปิ่นของพระชายาเส้า แต่แตกต่างเพียงขององค์หญิงใหญ่ฝังด้วยลูกปัดทองคำเก้าเม็ด!เลขเก้าคือเลขที่มีเพียงผู้ที่ได้รับความเคารพสูงสุดเท่านั้นที่สามารถใช้ได้!หัวใจของหลิงอวี๋พลันวูบไหว ปิ่นเล่มนี้เป็นของไทเฮา!มันอาจจะเป็นสมบัติที่ไท
เมื่อถึงคราวที่จักรพรรดิอู่อันแนะนำเซียวหลินเทียนและหลิงอวี๋ หลังจากแนะนำทั้งสองคน องค์หญิงใหญ่ก็ยิ้มกว้างและจับมือหลิงอวี๋ด้วยท่าทางดีใจ“เมื่อคืนตัวข้าได้ยินเสด็จแม่พูดถึงเจ้า เสด็จแม่เล่าว่าเจ้าดูแลนางเป็นอย่างดี และยามที่เสด็จแม่ทรงประชวร เจ้าก็ยังอุทิศตนเพื่อดูแลพระนาง!”สิ้นคำ องค์หญิงก็ถอดสร้อยข้อมือหยกมอบให้หลิงอวี๋“นี่คือความต้องการของข้า ขอบใจที่ดูแลไทเฮาเพื่อข้า ไทเฮามอบสิ่งนี้ให้ข้าครั้นเมื่อแต่งงาน ข้าขอส่งต่อมันให้เจ้า!”ขณะที่หลิงอวี๋กำลังจะปฏิเสธ องค์หญิงใหญ่ก็ปรามนางเอาไว้และพูดหยอกล้อ “เจ้ากับข้ามิเจอกันมาก่อน เจ้าเลยมินับว่าข้าเป็นเสด็จป้างั้นหรือ!”ไทเฮากล่าวด้วยรอยยิ้ม “อาอวี๋ รับไปเถิด! ในภายภาคหน้าพวกเราแม่ลูกต้องรบกวนเจ้าอีกมาก!”หลิงอวี๋จึงพูดได้เพียงว่า “หลิงอวี๋ขอบพระทัยเสด็จป้าเพคะ!”เมื่อนางเดินกลับมาพร้อมกับสร้อยข้อมือหยก หลิงอวี๋ก็เห็นจ้าวเจินเจินมองตนด้วยสายตาเหยียดหยามพระชายาเว่ยยังคงมีสีหน้าไร้อารมณ์พระชายาเส้าในองค์จักรพรรดิหันมองหลิงอวี๋อย่างมีนัยก่อนหันหลังกลับหลังจากแนะนำตัวพระชายาเย่แล้ว หลิงอวี๋ก็พบว่า ในบรรดาพระชายาทั้งสี่คน นางเป็
จักรพรรดิอู่อันและไทเฮาดูเหมือนจะมิรู้เรื่องนี้ พวกเขาพูดคุยกันอย่างมีความสุขเกี่ยวกับเรื่องราวในอดีตหลิงอวี๋มิได้ตั้งใจฟังมากนัก นางคอยสังเกตท่าทีองค์หญิงใหญ่อย่างใจเย็นนางพำนักอยู่ที่อารามจิ้งซือนานหลายปีจึงมีท่าทีสงบนิ่ง หากพูดตามหลักเหตุผลแล้ว นางควรถือครองพรหมจรรย์และมีจิตใจบริสุทธิ์ แต่หลิงอวี๋มิได้รู้สึกเช่นนั้นทุกย่างก้าวขององค์หญิงใหญ่ดูสง่างามและสูงส่ง ซึ่งเป็นกลิ่นอายที่ผู้บำเพ็ญเพียรมานานมิอาจมีได้อาหารมื้อนี้จบลงด้วยบรรยากาศแห่งความคิดถึง จักรพรรดิอู่อันและพระชายาเส้านั่งรถม้ากลับวังหลวงเป็นคนแรกหลังจากที่หลิงอวี๋และเซียวหลินเทียนกล่าวลา ทั้งสองคนก็เดินออกจากวังหลวง ทันใดนั้นหลิงอวี๋ก็สังเกตเห็นแม่นมซ่งนางกำนัลส่วนตัวของพระชายาเส้ายืนอยู่ข้างต้นไม้หัวใจของหลิงอวี๋เต้นแรง เมื่อเห็นว่าไม่มีใครอยู่รอบ ๆ นางจึงเดินเข้าไปหาอีกฝ่ายแม่นมซ่งถอยไปสองก้าวเพื่อซ่อนตัวอยู่ใต้เงาต้นไม้แล้วกระซิบว่า“พระชายาอ๋องอี้ พระชายาสั่งให้ข้ามาบอกบางอย่างให้ท่าน... การลอบสังหารที่ทะเลสาบไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับพระชายาเจ้าค่ะ!”พูดจบ แม่นมซ่งก็เดินจากไปหลิงอวี๋เดินกลับไปหาเซียวหลิน
หอเหยี่ยวราตรีอีกแล้ว!เซียวหลินเทียนกับหลิงอวี๋สบตากัน ตอนที่องค์ชายเว่ยไปที่เว่ยโจวครั้งที่แล้วก็จ่ายเงินในราคาสูงให้นักฆ่าจากหอเหยี่ยวราตรีไปลอบสังหารเซียวหลินเทียนศึกครั้งนั้นทำให้เซียวหลินเทียนถือโอกาสยืนขึ้นมา และในขณะเดียวกันก็ทำร้ายยอดฝีมือของหอเหยี่ยวราตรีไปสิบกว่าคนเลยทีเดียวหอเหยี่ยวราตรีได้รับความเสียหายหนักมาก หลังจากนั้นก็หลบซ่อนมิปรากฏตัวต่อสาธารณะอีกเลยไหนเลยจะคิดว่า ครั้งนี้ตระกูลเว่ยจะใช้นักฆ่าจากหอเหยี่ยวราตรีอีกครั้ง ทั้งยังเป็นยอดฝีมือที่อยู่ในห้าอันดับต้นอีกด้วยครั้งนี้เสียหายไปหนึ่งคน แล้วหอเหยี่ยวราตรีจะยอมวางมือได้เยี่ยงไร!“ท่านอ๋อง นักฆ่าหญิงผู้นี้คนทั่วไปเรียกกันว่าไป๋สั่วมิ่งพ่ะย่ะค่ะ วรยุทธสูงยิ่งกว่าสามีของนางเสียอีก ว่ากันว่าทุกครั้งที่สองคนนี้รับภารกิจ ไป๋สั่วมิ่งจะเป็นคนวางแผนและตัดสินเรื่องการฆ่าพ่ะย่ะค่ะ”“ตั้งแต่ที่สองคนนี้เริ่มทำมาก็มิเคยพลาดเลย ครั้งนี้สูญเสียสามีของนางไป นางต้องไม่มีทางยอมวางมือแน่นอนพ่ะย่ะค่ะ!”ปี้ไห่เฟิงเอ่ยอย่างกังวลใจ “พระชายา ช่วงนี้เวลาท่านออกไปข้างนอกต้องระวังนะขอรับ! ว่ากันว่าไป๋สั่วมิ่งผู้นี้ยังมีอีกฉายาว่ากว
เรื่องที่หลิงอวี๋ยั่วยุนักฆ่าไป๋สั่วมิ่ง วันรุ่งขึ้นก็ได้แพร่กระจายออกไปในวงของคนที่สนใจจ้าวเจินเจินมิได้รู้สึกต่อเรื่องนี้ว่าหลิงอวี๋เบื่อกับชีวิตจึงไปยั่วยุนักฆ่าอย่างบ้าคลั่งแล้วตอนนี้นางเข้าใจหลิงอวี๋แล้ว นางจะทำเรื่องใดจะต้องมีแผนสำรองหากนักฆ่าผู้นี้มิโผล่หน้ามาก็จบ แต่ทันที่โผล่หน้ามาจะต้องตกหลุมพรางของหลิงอวี๋อย่างแน่นอนจ้าวเจินเจินคิดว่าหากตนเป็นหลิงอวี๋ คิดว่าหากเปลี่ยนเป็นตนแล้วจะล่อนักฆ่าออกมาอย่างไร!แต่นอกจากจ้าวเจินเจินจะให้ความสนใจในเรื่องนี้แล้ว ก็ยังคิดถึงคำสัญญาที่ตนมีต่อจ้าวฮุยอีกด้วย นางจะต้องทำให้หลิงอวี๋หายไปจากใต้หล้านี้ภายในหนึ่งเดือนเช่นนั้น เรื่องนักฆ่าผู้นี้จะมีช่วงชุลมุนให้ตนได้ถือโอกาสกำจัดหลิงอวี๋ไปหรือไม่กันนะ!ทางด้านหลิงอวี๋ก็วางแผนหลอกล่อให้ไป๋สั่วมิงปรากฏตัว พลางหาโอกาสใกล้ชิดกับพี่น้องมู่หรงไปด้วยแต่หลายวันมานี้ นางกับเซียวหลินเทียนหาวิธีใกล้ชิดกับพี่น้องมู่หรงมิได้เลยเมื่อเห็นว่าวันอภิเษกสมรสอันยิ่งใหญ่ใกล้เข้ามาเรื่อย ๆ หลิงอวี๋ก็ยังหาโอกาสมิได้ นางกังวลเป็นอย่างมาก หรือว่าต้องมองมู่หรงชิ่งแต่งงานกับเฮ่อหรงไปเช่นนั้นหรือ?เฮ่อหรงกับ
มู่หรงชิ่งพยักหน้าแล้วเหลือบมองหลิงอวี๋อย่างคับแค้นใจพลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงโกรธแค้น “คนตระกูลเฮ่อบอกว่า หลิงเยี่ยนเป็นชายารองขององค์ชายเว่ย บอกว่าเสด็จพี่ข้าดื่มมากเกินไปแล้วไปข่มเหงหลิงเยี่ยนจนทำให้เด็กในท้องของนางหลุดออกมา!”“พวกเขาบีบให้เสด็จพี่ลงนามให้หนังสือรับผิด! ตอนนั้นท่านพี่ยังคงมึน ๆ อยู่จึงถูกคนของตระกูลเฮ่อกดมือลงนามในหนังสือรับผิดไป!”“หลังจากนั้น พวกเขาก็ให้เสด็จพี่ตอบตกลงเรื่องงานแต่งงาน มิเช่นนั้นจะกราบทูลจักรพรรดิอู่อันเรื่องความผิดของเขา!”“พวกเขายังบอกอีกด้วยว่า ตอนนี้ทูตของทั้งสามแคว้นยังมิได้ไปจากเมืองหลวง หากรู้เรื่องที่เสด็จพี่ทำลงไปอย่างละอายเช่นนี้ จะต้องต่อต้านเขาอย่างแน่นอน!”หลิงอวี๋รู้สึกหวั่นใจมาก เขามิเชื่อว่ามู่หรงเหยียนซงจะทำเรื่องเช่นนี้ได้ลง ทว่าหากมู่หรงเหยียนซงลงนามไปแล้ว เช่นนั้นผู้ใดจะเชื่อว่ามู่หรงเหยียนซงมิได้ทำเล่า!มิน่า ตระกูลเฮ่อถึงได้คอยจับตามองพี่น้องมู่หรงอย่างใกล้ชิดเช่นนี้ ที่แท้ก็มีเรื่องลับ ๆ เช่นนี้นี่เอง!ขอเพียงมู่หรงชิ่งแต่งงานกับเฮ่อหรงแล้วทำให้ข้าวสารกลายเป็นข้าวสุกเสียก่อน ตระกูลเฮ่อจึงจะวางใจได้“เสด็จพี่โกรธมาก แต่ก็ไม่
แม่ทัพเฉิงฟังแล้วก็เผลอยกหมอนขึ้นแนบจมูกโดยมิรู้ตัว เมื่อได้ดม หมอนก็เป็นอย่างที่หลิงอวี๋พูดจริง ๆ ไม่มีกลิ่นใด ๆ ทั้งยังสะอาดหมดจด ไม่มีรอยคราบเหงื่อแม้แต่น้อย"หากหมอนใบนี้มิใช่หมอนที่ฮูหยินเฉิงเคยนอน ก็ต้องมีคนเปลี่ยนหมอนไปแล้ว!"หลิงอวี๋ยิ้มอย่างเย็นชา "หมอนอาจเปลี่ยนได้ แต่ฟูกรองนอนเปลี่ยนมิได้!"ว่าแล้วหลิงอวี๋ก็ปีนขึ้นเตียงพลิกผ้าปูที่นอนด้านบนขึ้น เผยให้เห็นฟูกรองนอนที่อยู่ด้านล่างหลิงอวี๋ชักกริชออกจากเอวตัดฟูกรองนอนออกมาหนึ่งชิ้นนางลงจากเตียง ยื่นให้แม่ทัพเฉิง ท่านแม่ทัพเห็นว่าฟูกรองนอนซึ่งเดิมเป็นสีขาว บัดนี้กลายเป็นสีเหลือง ทั้งยังมีคราบเหงื่อติดอยู่บ้าง"ท่านแม่ทัพเฉิง เชิญทางนี้!"หลิงอวี๋เดินไปที่ข้างหน้าต่างแล้วหยิบขวดแก้วหลายใบออกมาจากพื้นที่มิติ หนึ่งในนั้นมีน้ำยาอยู่หลิงอวี๋นำฟูกที่ตัดออกมาแช่ลงในน้ำยา แม่ทัพเฉิงก็เห็นว่าน้ำยาค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นสีแดง"นี่หมายความว่าอย่างไร?"แม่ทัพเฉิงถามด้วยความประหลาดใจ"น้ำยานี้ข้าปรุงขึ้นเอง สามารถแสดงให้เห็นพิษที่อยู่ในเครื่องนอนได้ ฮูหยินเฉิงถูกพิษจากตะกั่ว ตะกั่วจะทำให้ระบบประสาททำงานผิดปกติ และเกิดความเสียหายต่ออว
ส่วนทางด้านอนุภรรยาอีกคนนั้น รูปโฉมมิอาจเทียบอนุภรรยาผู้นี้ได้ เพียงเรียกได้ว่างามพอประมาณอาภรณ์ที่นางสวมใส่ก็มิหรูหราเท่าอนุภรรยาคนนี้ รูปร่างค่อนข้างผอมบาง ผิวพรรณออกคล้ำเล็กน้อย ดูขาดชีวิตชีวาไปบ้าง"พี่หญิงสิง นี่คือเฟิ่งอี๋เหนียง จางอี๋เหนียง!"เฉิงเหล่ยแนะนำให้หลิงอวี๋รู้จักหลิงอวี๋เหลือบมองแวบเดียวก็รู้ได้ทันทีว่าเฟิ่งอี๋เหนียงคืออี๋เหนียงที่แต่งกายหรูหราผู้นั้น ในใจก็พอจะเข้าใจสถานการณ์แล้ว"พี่หญิงสิง? เสี่ยวเหล่ย นี่คือคุณหนูสิงแห่งสำนักศึกษาชิงหลง ศิษย์ของปรมาจารย์เย่ใช่หรือไม่?"ดวงตาของเฟิ่งอี๋เหนียงพลันฉายแววระแวดระวัง แม้จะหายวับไปในชั่วพริบตา แต่หลิงอวี๋ก็ยังสังเกตเห็นได้อย่างว่องไว"เจ้าค่ะ พี่หญิงสิงบอกว่ามีวิธีรักษาท่านแม่แล้ว จึงได้มาที่นี่!"เฉิงเหล่ยเอ่ยอย่างยินดี"อ้อ คุณหนูสิงทราบหรือว่าฮูหยินของพวกเราถูกพิษชนิดใด?"เฟิ่งอี๋เหนียงเอ่ยถามด้วยความประหลาดใจ "เมื่อวันก่อนท่านแม่ทัพกลับมาบอกว่าฮูหยินถูกพิษ พวกเราแทบมิอยากเชื่อ คิดว่าเจ้าวินิจฉัยผิดไป!""ฮูหยินเป็นคนจิตใจดีงามถึงเพียงนี้ ใครจะใจร้ายวางยาพิษฮูหยินได้ลงคอ!""สองวันมานี้ท่านแม่ทัพวุ่นอยู่กั
หลังจากพักผ่อนไปหนึ่งคืน เย่หรงก็ฟื้นตัวได้ครึ่งหนึ่งแล้ว เมื่อหลิงอวี๋มาเขาอาบน้ำแต่งตัวรอหลิงอวี๋ไว้แล้ว“ข้านำอาหารเช้ามาให้เจ้า กินเสร็จแล้วเราจะออกเดินทางกัน!”เมื่อหลิงอวี๋เห็นว่าใบหน้าของเย่หรงมีสีเลือดขึ้นมาแล้วก็รู้สึกสบายใจขึ้นและเมื่อเห็นว่ารอบ ๆ ตัวเย่หรงไม่มีคนรับใช้ นางจึงเอ่ยถามออกไป “ก่อนหน้านี้มีคนรับใช้อยู่กับเจ้ามิใช่หรือ? หายไปไหนเสียแล้วเล่า?”“ท่านหมายถึงเยวี่ยซานหรือ? เขามิใช่คนรับใช้ของข้า เขาเป็นสหายของข้า เขาอยู่ข้างนอกช่วยข้าจัดการการค้าอยู่!”เย่หรงยิ้มออกมา เขาเองก็เปิดร้านโอสถอยู่ข้างนอกสองแห่งเช่นกัน ที่คิดจะไปจากเมืองหลวงแดนเทพคราวนี้ก็ให้เยวี่ยซานช่วยขายยาให้โดยปกติแล้วเยวี่ยซานจะรับผิดชอบแค่การช่วยเขาจัดการกิจการเท่านั้น จึงมิค่อยมาที่ตระกูลเย่ ดังนั้นแม้แต่เย่ซวินและคนอื่น ๆ ก็มิรู้เช่นกันว่าเขามีร้านค้าอยู่ข้างนอกเย่หรงอยู่ในตระกูลเย่ก็เสียเปรียบไปแล้ว ดังนั้นเขาจึงมิต้องการคนรับใช้ที่ตระกูลเย่มอบให้ และต้องการที่จะดูแลตนเองหลังจากกินอาหารเช้าที่หลิงอวี๋นำมาให้แล้วเย่หรงก็ออกไปกับหลิงอวี๋หลิงอวี๋คิดว่าเย่หรงได้รับบาดเจ็บ จึงให้หานเหมยเช
เย่ซื่อเจียงมีความรักต่อเลี่ยวหงเสีย ตอนเด็กเย่หรงยังไร้เดียงสามิเข้าใจเรื่องเหล่านี้ แต่ในช่วงเทศกาลหรือวันสำคัญ เขามักจะเห็นเย่ซื่อเจียงเข้าไปในห้องของเลี่ยวหงเสียแล้วอยู่ด้วยกันทั้งคืนแต่ตราบใดที่เย่ซื่อเจียงทำเช่นนี้ ในวันถัดไปเย่หรงก็จะถูกฮูหยินเย่ลงโทษด้วยวิธีต่าง ๆ หากมิบอกว่าเขาทำอะไรบางอย่างผิดแล้วจับเขาขังไว้ในห้องให้หิวโซ ก็จะหาข้อผิดพลาดของเขาแล้วตีเขาต่อมามีอยู่วันหนึ่งมิรู้ว่าเย่ซื่อเจียงไปถูกยั่วยุอะไรมา จึงไปทำลายห้องของเลี่ยวหงเสียจนพังยับเยิน หลังจากนั้นห้องนั้นก็ถูกลงกลอนไว้ แล้วเย่ซื่อเจียงก็มิเคยไปที่ห้องนั้นอีกเลยแต่ฮูหยินเย่ก็ยังมิปล่อยเย่หรงไป เมื่อเย่หรงอายุได้เจ็ดขวบ เย่ซื่อเจียงและเย่ซื่อฝานก็ออกไปซื้อเครื่องยาสมุนไพรกันข้างนอก ฮูหยินเย่ก็สั่งให้คนรับใช้วางยาพิษเย่หรงฮูหยินเย่กังวลว่าท่านผู้เฒ่าเย่จะพบเบาะแส พิษที่วางใส่เย่หรงจึงเป็นพิษที่คล้ายกับโรคฝีดาษ เพราะต้องการจะให้ร่างกายของเย่หรงพังทลายลงอย่างช้า ๆ และในที่สุดก็จะกลายเป็นไม่มีทางรักษาได้เย่หรงนอนอยู่อย่างโดดเดี่ยว พวกคนรับใช้ล้วนกลัวว่าจะติดเชื้อจึงไม่มีใครเข้าใกล้เขา เย่หรงคิดว่าตนเป็นโร
“เมื่อครู่เจ้าบอกว่าเย่ซวินเป็นหนี้พนันก้อนโต เป็นเรื่องจริงหรือ?”เย่ซื่อเจียงเอ่ยถามออกไปเย่หรงยกยิ้มมุมปากอย่างเยาะเย้ย แล้วเอ่ยออกมาอย่างเย็นชา “บ่อนการพนันมากมายในเมืองหลวงแดนเทพล้วนเปิดโดยสำนักซิงหลัวทั้งนั้น ท่านมิเคยไป จึงมิรู้ว่าบ่อนการพนันมีวิธีการพนันอะไรบ้างกระมัง!”“การทอยลูกเต๋าเป็นเพียงวิธีการเล่นธรรมดา ส่วนการแข่งม้า การเล่นไพ่และอื่น ๆ เป็นวิธีเล่นที่เสียเงินมากที่สุด เมื่ออยู่ข้างในหากท่านใช้เงินมาก ผู้คนในนั้นก็จะเห็นว่าท่านเป็นนายใหญ่ ยิ่งวิธีเล่นระดับสูงก็จะยิ่งเสียเงินมาก!“การสูญเสียเงินหลายแสนในนั้นภายในคืนเดียวมิถือว่าเป็นเงินหรอก! ท่านเข้าไปในนั้นแล้วลองไปถามดู แทบจะไม่มีใครที่มิรู้จักเย่ซวิน! เมื่อรวมเงินที่เขาเป็นหนี้อยู่ครั้งที่แล้ว อย่างน้อยเขาก็ทำกำไรให้สำนักซิงหลัวไปสิบกว่าล้านแล้ว!”หัวใจของเย่ซื่อเจียงจมดิ่งลง แม้ว่าเงินเหล่านั้นจะมิได้มากสำหรับตระกูลเย่ แต่ก็ยังเป็นจำนวนเงินที่มากอยู่ดี เย่ซวินยังหาเงินมิเป็น ก็กล้าใช้เงินราวกับน้ำเช่นนี้แล้วหรือ?“ท่านคิดว่าเป็นครั้งแรกที่เย่ซวินใช้เครื่องยาสมุนไพรปลอมมาหลอกลวงพวกท่านหรือ?”เย่หรงยิ้มเยาะแล้ว
เมื่อองค์หญิงหานเยวี่ยที่ปฏิบัติกับตนราวกับแม่มิช่วยเหลือ หยางหงหนิงก็คิดวิธีที่จะบังคับให้เย่หรงแต่งงานกับตนมิออกแล้วนางพูดออกไปเสียใหญ่โตแล้วด้วย หากถึงเวลาแล้วเย่หรงมิยอมแต่งงานกับตน เช่นนั้นนางจะยังมีหน้าไปเจอผู้คนอีกหรือ?ความคิดนี้ของเย่ซวินเรียกได้ว่าตรงใจนางเลยทีเดียวหยางหงหนิงครุ่นคิดแล้วก็เข้าใจ หากเย่หรงมิเชื่อว่าตนรักเขามากถึงเพียงนั้น เช่นนั้นนางก็จะพิสูจน์ให้เขาเห็นว่า นางต่างหากที่เป็นคนที่รักเขามากที่สุด!หากเรื่องนี้ดำเนินไปด้วยดี นางก็มิเชื่อหรอกว่าเย่หรงจะยังคงมิสนใจตนอีก“เย่ซวิน ข้าให้สองล้านกับท่านได้ ขอเพียงท่านช่วยให้ข้าบรรลุเป้าหมาย เงินเหล่านั้นท่านก็มิต้องคืนหรอก!”หยางหงหนิงเอ่ยออกมาอย่างหนักแน่น “เรื่องนี้ข้าขอฝากให้ท่านจัดการ ท่านต้องช่วยข้าคิดแผนการที่สมบูรณ์แบบ และต้องแน่ใจว่าเย่หรงจะมิตกอยู่ในอันตราย!”“วางใจเถิด ข้าจะช่วยให้เจ้าสำเร็จดังปรารถนาแน่นอน!”เมื่อเย่ซวินได้ยินว่าตนมิต้องคืนเงิน หัวใจก็พองโตด้วยความดีใจ นี่มันหาเงินได้ง่ายเกินไปแล้ว!“เจ้ารอข้าสักสองสามวัน ตอนนี้เย่หรงได้รับบาดเจ็บ มิสะดวกที่จะไปสระเก้ามังกร รอข้าจัดการเรียบร้อยแล้
คำพูดของหยางหงหนิงคือสิ่งที่เย่ซวินกำลังคิดอยู่พอดี แต่เขาจะยอมรับได้อย่างไรเย่ซวินเอ่ยขึ้นมาอย่างมิพอใจทันที “เจ้าพูดไร้สาระอะไร? ข้าจะทำเรื่องเช่นนั้นได้อย่างไร! ข้าหวังดีกับเจ้าหรอกนะ!”หยางหงหนิงยิ้มออกมาอย่างดูถูก “ท่านคิดว่าข้าเป็นคนโง่หรือ? เรื่องที่ท่านใส่ร้ายเย่หรงเมื่อครู่นั้นข้าได้ยินทั้งหมดแล้ว เย่หรงเปิดโปงคำโกหกของท่าน ท่านจะปล่อยเขาไปง่าย ๆ ได้อย่างไร!”เย่ซวินโกหกจนเคยชิน จึงเอ่ยออกมาโดยที่สีหน้ามิเปลี่ยนไป “ข้าไม่มีทางปล่อยเขาไปแน่ แต่ข้าก็ไม่มีทางสังหารพี่น้องของข้าเช่นกัน!”“ข้าจะบอกความจริงกับเจ้าแล้วกัน ที่ข้าช่วยเจ้าเช่นนี้ ประการแรกก็เพราะข้ามิอยากให้สิงอวี๋แต่งงานเข้าตระกูลเย่ ก่อนหน้านี้ท่านผู้เฒ่าตระกูลข้าเคยบอกกับท่านพ่อของข้าไว้ว่า เขาอยากให้เย่หรงแต่งงานกับสิงอวี๋!”“เจ้าคงเห็นอิทธิพลที่สิงอวี๋มีต่อเย่หรงแล้วกระมัง หากให้สิงอวี๋แต่งงานเข้าตระกูลเย่ พวกเราก็คงจะมิได้มีชีวิตที่ดี!”“ที่ข้าช่วยเจ้ายังมีอีกเหตุผลหนึ่งด้วย… หงหนิง เมื่อครู่เจ้าได้ยินเย่หรงบอกว่าข้าเป็นหนี้จำนวนหนึ่งหรือไม่? เจ้าให้ข้ายืมสักสองล้านได้หรือไม่ รอเจ้าแต่งงานเข้าตระกูลเย่แล้ว
ขณะที่เย่ซวินกำลังคิดจะไป เขาก็เห็นหยางหงหนิงยืนอยู่ที่เดิมอย่างสิ้นหวัง และพลันใจเต้นขึ้นมาเย่ซวินถึงวัยที่จะแต่งงานแล้ว แต่ฮูหยินเย่หาคู่แต่งงานมาให้หลายครั้ง เขาก็ล้วนมิพอใจเมื่อก่อนเขาก็เคยชอบหยางหงหนิงเช่นกัน แต่อย่างไรสายตาของหยางหงหนิงก็มีปัญหา เพราะนางชอบแค่เย่หรงเท่านั้นนี่ก็เป็นเหตุผลหลักที่เย่ซวินมิชอบเย่หรงเช่นกันตอนนี้เมื่อเห็นว่าหยางหงหนิงยังคงหลงใหลเย่หรงอยู่ เย่ซวินก็ทั้งโกรธทั้งเกลียด เย่หรงมีอะไรดีนัก ถึงได้คู่ควรให้หยางหงหนิงรักอย่างมั่นคงอยู่เช่นนี้!หากคนที่นางชอบคือตน ตนจะมิทำให้นางเสียใจอย่างแน่นอน!“จูเอ๋อร์ เจ้ากลับไปก่อนเถิด ข้าจะคุยกับหงหนิงสักหน่อย!”เย่ซวินส่งเย่จูไปแล้วเดินกะเผลกไปหาหยางหงหนิง“หงหนิง เจ้าจะลำบากไปเพื่ออะไรกัน สายตาของเย่หรงมิได้มีเจ้าแม้แต่น้อย ต่อให้เจ้าทำมากแค่ไหน เขาก็ไม่มีทางชอบเจ้า!”เย่ซวินเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงเห็นอกเห็นใจหยางหงหนิงจ้องมองเขาด้วยความโกรธ จากนั้นก็หันหลังเดินไปคนที่รังแกเย่หรงผู้นี้ หยางหงหนิงมิสนใจจะพูดกับเขาหรอก“ข้าได้ยินมาว่า เจ้าสาบานไว้ว่าจะให้เย่หรงแต่งงานกับเจ้าภายในหนึ่งเดือน เจ้าทำได้หรือ?
เย่จูเห็นว่าบรรดาพี่น้องทุกคนล้วนคุกเข่าลงหมดแล้ว นางก็คุกเข่าลงอย่างมิเต็มใจเช่นกันเย่ซงเฉิงมองเด็กรุ่นใหม่เหล่านี้ แล้วเอ่ยออกมาด้วยเสียงทุ้มลึก “ครอบครัวคืออะไร? คือรากฐานที่พวกเจ้าพึ่งพาในการดำรงชีวิต หากไม่มีรากฐาน พวกเจ้าจะนับว่าเป็นอะไร?”“อย่าได้คิดไปว่าในยามนี้มิต้องกังวลเรื่องกินดื่ม แล้วจะสามารถใช้ชีวิตอย่างสงบสุขเช่นนี้ไปได้ตลอดชีวิต!"“เย่หมิง เจ้าเป็นพี่ชายคนโต ช่วยท่านพ่อของเจ้าจัดการเรื่องต่าง ๆ หรือว่าเจ้ามิรู้เลยว่ายามนี้ตระกูลเย่กำลังตกอยู่ในสถานการณ์อย่างไร?”“หอโอสถไป๋เป่าแห่งเดียวก็สามารถปรามตระกูลเย่ได้จนไม่มีที่ยืนในเมืองหลวงแดนเทพแล้ว มิต้องพูดถึงตระกูลอื่น!”“อีกมินานเมืองหลวงแดนเทพจะเกิดเรื่องใหญ่ขึ้น ในเวลานี้พวกเจ้ามิคิดที่จะร่วมแรงร่วมใจกันเป็นครอบครัวเพื่อผ่านอุปสรรค แต่กลับคิดที่จะรังแกพี่น้องของตน เช่นนั้นเมื่อเกิดภัยพิบัติขึ้น พวกเจ้าจะทำเยี่ยงไร?”“หรือว่าจะมองพี่น้องของตนต่างคนต่างหนีตายกันไป และจากนี้ไปตระกูลเย่ก็จะหายไปจากเมืองหลวงแดนเทพเช่นนั้นหรือ?”เย่หมิงถูกพูดใส่ก็รู้สึกอายจนแทบแทรกแผ่นดินหนี เย่ซงเฉิงพูดมิผิด การปราบปรามที่หอโอสถไป๋เป