Share

ยอดหญิงในเงามาร
ยอดหญิงในเงามาร
Author: ฉินอันอัน

บทที่ 1

Author: ฉินอันอัน
แสงจันทร์ค่อย ๆ ลาลับขอบฟ้า ทันใดนั้น สวี่อินอินก็รู้สึกเหมือนกับว่ามีภูเขาลูกหนึ่งทับลงบนร่างกายของตนเอง

ความเจ็บปวดแผ่ซ่านไปทั่วอก นางรู้สึกราวกับปลาที่ขาดน้ำ พยายามอ้าปากเพื่อสูดอากาศหายใจ ก่อนจะเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง

สิ่งที่ปรากฏแก่สายตาคือ ใบหน้าที่ดูดุร้าย ส่วนประกอบบนใบหน้าดูแข็งกระด้าง

เป็นติงเฉิงหย่ง!

สวี่อินอินตกตะลึงอย่างยิ่ง ฉากนี้ช่างคุ้นเคยเสียจริง

แต่มันจะเป็นไปได้อย่างไร?

นางยังไม่ทันได้ไตร่ตรอง เสียงเล็กแหลมของหลี่ซิ่วเหนียงก็ดังขึ้น “เจ้าจะเล่นก็เล่นไป แต่อย่าทำให้ตายเสียล่ะ!”

เป็นหลี่ซิ่วเหนียง แม่บุญธรรมของนาง!

สวี่อินอินโกรธจนดวงตาแทบถลนออกมา สั่นเทิ้มไปทั้งตัว

นางกลับมามีชีวิตใหม่อีกครั้ง ย้อนเวลากลับมาเมื่อสิบสามปีก่อน!

ตอนที่นางเพิ่งจะรู้ว่าตนเองเป็นคุณหนูใหญ่แห่งจวนหย่งผิงโหวในเมืองหลวง

หลังจากที่จวนหย่งผิงโหวมาตรวจสอบแล้ว พวกเขาบอกว่าจะส่งคนมารับนาง

ทว่า ในคืนนั้นเองนางก็เกิดเรื่องขึ้นแล้ว!

หลี่ซิ่วเหนียงขังนางเอาไว้ในห้องเก็บฟืน แล้วพาติงเฉิงหย่งมา นางต่อสู้อย่างสุดกำลังจึงรอดพ้นจากการถูกข่มเหง แต่วันรุ่งขึ้น หลี่ซิ่วเหนียงก็พาคนมาจับนางในข้อหาร่วมประเวณี

เมื่อประตูห้องเก็บฟืนเปิดออก ร่างกายของนางเต็มไปด้วยรอยฟกช้ำดำเขียว ไม่มีส่วนไหนเลยที่ไม่บอบช้ำ

ยิ่งไปกว่านั้น ติงเฉิงหย่งก็อยู่ตรงนั้นด้วย

นางพูดอะไรไปก็ไม่มีประโยชน์แล้ว

คนของจวนหย่งผิงโหวมารับนาง ติงเฉิงหย่งยังจงใจจุดประทัดที่หน้าประตูอีกด้วย

บอกว่าเขาได้เป็นลูกเขยของจวนหย่งผิงโหวแล้ว ต้องฉลองกันสักหน่อย

ทำให้คนของจวนหย่งผิงโหวหน้าเสียไปตาม ๆ กัน

แม้ว่าจะยังคงรับนางกลับไป แต่ทุกคนต่างพากันรังเกียจนางเป็นอย่างมาก

บิดามารดาของนางต่างคิดว่า นางเป็นเด็กที่เติบโตมาจากชนบทจริง ๆ เป็นสตรีใจง่าย ไม่มีความละอายใจ

พี่น้องของนางก็ไม่ยอมรับว่านางเป็นคนของจวนโหวเช่นกัน

แม้จะเป็นเช่นนี้ หลี่ซิ่วเหนียงก็ยังไม่ยอมปล่อยนางไป! ยังจงใจยุยงให้ติงเฉิงหย่งไปอาละวาดที่จวนโหว! จนกระทั่งจวนโหวขับไล่นางออกไปในที่สุด

ชีจิ่น บุตรสาวของหลี่ซิ่วเหนียง ผู้ที่แย่งชิงตัวตนของนางไป กลับยืนอยู่ตรงหน้านางด้วยท่าทางสูงส่ง มองดูคนอื่นตีขาของนางจนหักอย่างเลือดเย็น แล้วปล่อยให้นางต้องทนทุกข์ทรมานอยู่บนท้องถนน!

ทั้งหมดนี้ เริ่มต้นขึ้นในคืนนี้ คืนที่ติงเฉิงหย่งปีนขึ้นมาบนเตียงของนาง

ไอ้สารเลวนี่!

ติงเฉิงหย่งกำลังเริ่มกระชากเสื้อผ้าของนางอย่างรีบร้อน

“อินอิน เจ้าคงยังไม่รู้รสชาติของการเสียตัว พี่ชายจะสอนเจ้าเองว่า ความรู้สึกมีความสุขจนแทบจะขึ้นสวรรค์และขาดใจตายเป็นอย่างไร”

ไม่มีเวลาให้คิดทบทวนอีก นางรีบงอขาขึ้นแล้วถีบออกไปสุดแรงตามสัญชาตญาณ หัวเข่าของนางกระแทกเข้าที่หว่างขาของติงเฉิงหย่งอย่างจัง

ติงเฉิงหย่งหน้าตาบิดเบี้ยวด้วยความเจ็บปวด ตัวสั่นเทิ้มอย่างรุนแรง จากนั้นก็ล้มลงกลิ้งไปมาบนพื้น พร้อมกับส่งเสียงร้องโหยหวน

อาศัยจังหวะนี้ สวี่อินอินรีบลุกขึ้นจัดเสื้อผ้าของตนเองที่ตอนนี้เกือบจะหลุดลงมาถึงเอวแล้ว

เมื่อหันกลับมามองติงเฉิงหย่งที่ยังคงกลิ้งอยู่บนพื้น ดวงตาของนางก็เต็มไปด้วยจิตสังหาร

ติงเฉิงหย่งกุมหว่างขาของตัวเองไว้ด้วยความเจ็บปวด กลิ้งไปมาบนพื้นพร้อมกับด่าทอไม่หยุด “นางสารเลว ข้าจะฆ่าเจ้า!”

พูดจบก็พุ่งเข้าหาสวี่อินอิน

รูปร่างอ้วนฉุของเขาทำให้สวี่อินอินรู้สึกขยะแขยง นางเอียงหัวราวกับต้องการจะหลบ แต่แอบกำปิ่นปักผมไม้ที่เพิ่งดึงออกมาไว้ในมือซ้ายอย่างเงียบ ๆ จิตสังหารเดือดพล่านอยู่ในใจ

เมื่อติงเฉิงหย่งเข้ามาใกล้มากขึ้น มือซ้ายของนางก็แทงออกไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว ปิ่นปักผมไม้ที่อยู่ในมือแทงเข้าไปในดวงตาของติงเฉิงหย่ง

ติงเฉิงหย่งส่งเสียงร้องโหยหวน เสียงนั้นแทบไม่เหมือนเสียงคน

สวี่อินอินขยับเท้า ทำให้เขาที่เหมือนหมูอ้วน สะดุดล้มลงไปกองกับพื้น

จากนั้นก็รีบคว้าเก้าอี้พัง ๆ ตัวหนึ่งที่อยู่ด้านข้างขึ้นมา แล้วฟาดไปที่ศีรษะของติงเฉิงหย่งด้วยแรงทั้งหมดที่มี

ฟาดลงไปครั้งแล้วครั้งเล่า สวี่อินอินใช้แรงทั้งหมดที่มี ไม่มีความปรานีแม้แต่น้อย

ไม่นานนัก ศีรษะของติงเฉิงหย่งก็ถูกนางทุบจนแทบจะเละแล้ว ในตอนแรกติงเฉิงหย่งยังส่งเสียงร้องออกมาได้ แต่หลังจากนั้น เขาก็ไม่สามารถส่งเสียงใด ๆ ออกมาได้อีก

ภายในห้องไม่มีแสงไฟ อาศัยแสงจันทร์สลัว สวี่อินอินมองเห็นศีรษะของติงเฉิงหย่งที่แหลกเหลว

นางกระตุกมุมปากเล็กน้อย จากนั้นค่อย ๆ เช็ดมือของตนเองให้สะอาด

ภายในห้องยังคงมีข้าวของจัดวางไว้อย่างคุ้นเคย นอกจากเตียงไม้เก่า ๆ แล้ว ก็มีแค่เก้าอี้ไม้ไผ่พัง ๆ สองสามตัววางอยู่ข้างกำแพง ไม่มีของอื่นใดอีก

นางสาวเท้าไปที่ข้างเตียง ปีนขึ้นไป แล้วคลำไปมาที่มุมหนึ่ง จากนั้นจึงหยิบห่อผ้าออกมาเปิดดู เมื่อเห็นสิ่งของที่อยู่ข้างในก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอก

จากนั้นนางก็ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเดินกลับไปที่ข้างเตียงอีกครั้ง แล้วหยิบเสื้อผ้าตัวหนึ่งมายัดไว้ในอ้อมอกของติงเฉิงหย่ง

ส่วนตัวนางเองก็ปีนออกไปทางหน้าต่างอย่างคล่องแคล่ว

ตั้งแต่เด็กนางก็ตามหลี่ซิ่วเหนียงไปตัดฟืนจับปลาในหมู่บ้าน ทำให้การเคลื่อนไหวของนางว่องไวปราดเปรียวเหมือนกับแมว

ทันทีที่ลงมาถึงพื้น นางก็เห็นว่าห้องโถงใหญ่ยังคงมีแสงไฟส่องสว่างอยู่

นั่นคือห้องของหลี่ซิ่วเหนียงและคนขายเนื้อสวี่

หลังจากเงียบไปครู่หนึ่ง นางก็เดินเลียบกำแพงไปจนถึงใต้หน้าต่างของพวกเขา ได้ยินเสียงพูดคุยดังออกมาจากข้างใน

คนขายเนื้อสวี่โอบกอดหลี่ซิ่วเหนียง แล้วเอ่ยขึ้นซ้ำ ๆ ด้วยน้ำเสียงอ่อนหวานว่ายอดรัก “ซิ่วเหนียงช่างฉลาดจริง ๆ ตอนนั้นก็ใจแข็งพอที่จะสลับลูก ตอนนี้ก็ยังใจแข็งพอที่จะปล่อยให้นางถูกเด็กหนุ่มแซ่ติงนั่นทํามิดีมิร้าย เมื่อเป็นเช่นนี้ ลูกสาวของเราอยู่ในจวนโหวก็ไม่ต้องกังวลใจอีกต่อไปแล้ว!”

หลี่ซิ่วเหนียงที่อยู่ในห้องโกรธจนแทบคลั่ง สั่งให้คนขายเนื้อสวี่หุบปาก

“เมื่อไรจะแก้นิสัยปากไม่มีหูรูดของท่านได้สักที! ลูกสาวของเรากำลังจะมีอนาคตที่ดี จะพลอยเดือดร้อนเพราะท่านไม่ได้!”

นอกหน้าต่าง สวี่อินอินโกรธจนตาแทบถลน ดวงตาแดงก่ำ

ที่บอกว่าสลับตัวกันโดยไม่ได้ตั้งใจเป็นเรื่องโกหกทั้งเพ!

สลับตัวตนให้ชีจิ่นเพื่อปูทางให้นาง หลังจากความจริงถูกเปิดเผยแล้วก็ทำลายความบริสุทธิ์ของนาง

เพราะแผนการร้ายนี้ ในชาติที่แล้ว จวนโหวจึงไม่เคยเปิดเผยตัวตนของนาง ชีจิ่นก็ยังคงเป็นคุณหนูใหญ่ของจวนโหว

ต่อมายังได้เข้าวัง และกลายเป็นพระชายา

หลังจากนั้น คนขายเนื้อสวี่และหลี่ซิ่วเหนียงก็ ‘บังเอิญ’ ช่วยพระชายาเอาไว้ จึงได้รับการแต่งตั้งเป็นขุนนางชั้นสูง กลายเป็นผู้สูงศักดิ์!

ทุกคนในครอบครัวต่างเหยียบย่ำนางเพื่อไต่เต้าขึ้นไป!

ช่างเป็นแม่ผู้ใจดีมีเมตตาเสียจริง ๆ !

น่าเสียดายที่นางกลับมามีชีวิตใหม่อีกครั้ง แผนการของหลี่ซิ่วเหนียงจะไม่มีวันสำเร็จอีกต่อไป!

ใบหน้าของสวี่อินอินแดงก่ำ ตัดสินใจอย่างแน่วแน่

นางจะทำให้คนขายเนื้อสวี่และหลี่ซิ่วเหนียงต้องชดใช้!

คนขายเนื้อสวี่พึมพำตอบรับว่าเข้าใจแล้ว ก่อนจะขมวดคิ้วแล้วเงี่ยหูฟังเสียงจากห้องข้าง ๆ “เหมือนจะไม่มีความเคลื่อนไหวอะไรแล้วนะ”

หลี่ซิ่วเหนียงก็เอ่ยต่อ “คงจะเหนื่อยจากการเล่นสนุกแล้ว ข้าจะออกไปตามคนมา ท่านคอยจับตาดูไว้หน่อย”

พวกเขาต้องจับให้ได้คาหนังคาเขา ทำให้เรื่องราวใหญ่โต พรุ่งนี้เช้าเมื่อคนของจวนหย่งผิงโหวมาถึง จะได้ทำให้พวกเขา ‘ประหลาดใจ’

นางซ่อนตัวอยู่ที่มุมกำแพง มองหลี่ซิ่วเหนียงเดินออกไป แล้วมองคนขายเนื้อสวี่ที่อยู่ในห้อง ทันใดนั้นก็อ้าปากกรีดร้องเสียงดังลั่น ก่อนจะวิ่งกลับไปที่ห้องของตัวเอง

ภายในห้อง ศพของติงเฉิงหย่งยังคงกองอยู่บนพื้น

แต่นางไม่รู้สึกหวาดกลัวเลยแม้แต่น้อย หลังจากผ่านเรื่องราวต่าง ๆ มามากมาย นางเข้าใจดีว่า สิ่งที่น่ากลัวที่สุดบนโลกนี้ไม่ใช่ผี แต่เป็นใจคน

หลังจากที่นางกลับเข้าไปในห้องได้ไม่นาน จู่ ๆ ประตูก็ส่งเสียงดังเอี๊ยดอ๊าด คนขายเนื้อสวี่ลองส่งเสียงร้องเรียกมาจากข้างนอก “อินอิน?”

สวี่อินอินแสยะยิ้มอย่างเย้ยหยันในความมืด นางรู้ว่าคนขายเนื้อสวี่จะต้องมาแน่

หลายปีมานี้ สายตาที่คนขายเนื้อสวี่มองนางนั้น ยิ่งผิดปกติมากขึ้นเรื่อย ๆ บ่อยครั้งที่แตะเนื้อต้องตัว แม้กระทั่งแอบดูนางอาบน้ำ

นางเคยบอกหลี่ซิ่วเหนียงแล้ว แต่หลี่ซิ่วเหนียงกลับด่าทอว่านางเป็นคนปากมาก ชอบยุแยงให้คนแตกคอกัน

“ท่านพ่อ” สวี่อินอินเรียกเบา ๆ

“อืม!” คนขายเนื้อสวี่สายตาเจ้าเล่ห์ ความคิดชั่วร้ายผุดขึ้นมาในหัวทันที

เดิมทีก็ไม่ใช่ลูกแท้ ๆ อยู่แล้ว ถึงอย่างไรก็ถูกติงเฉิงหย่งเล่นสนุกไปแล้ว เขาลวนลามอีกสักหน่อยจะเป็นไรไป?

คิดได้ดังนั้น เขาก็กลืนน้ำลาย แวบเข้าไปในห้อง อาศัยแสงจันทร์สลัว ๆ ย่องไปทางเตียง

ใครจะไปรู้ว่าเดินไปได้ไม่กี่ก้าว ก็สะดุดอะไรบางอย่างเข้าจนล้ม

เขาส่งเสียงโอดโอย คลำทางเพื่อจะลุกขึ้นยืน แต่กลับสัมผัสได้ถึงของเหลวที่เหนียวเหนอะหนะ

ซึ่งก็คือ...เลือด?!

อาศัยแสงสว่างของดวงจันทร์ คนขายเนื้อสวี่มองเห็นติงเฉิงหย่งที่นอนอยู่บนพื้น

น่าจะเป็นติงเฉิงหย่ง รูปร่างและเสื้อผ้าก็ตรงกัน ตะ...แต่ศีรษะของเขาถูกทุบจนแทบจะจมลงไปในพื้น เลือดเนื้อเละเทะไปหมดแล้ว!

“อ๊าก!” เขาส่งเสียงร้องด้วยความหวาดกลัว พยายามตะเกียกตะกายลุกขึ้นเพื่อจะหนีอย่างไม่รู้ตัว

แต่เมื่อหันหลังกลับไปก็พบว่า ภายใต้แสงจันทร์ สวี่อินอินกำลังยิ้มเยาะมาที่เขา “ท่านพ่อ ในเมื่อท่านตอบรับแล้ว ก็ให้ข้าส่งท่านไปสู่สุขคติเถิด”

ไม่รอให้คนขายเนื้อสวี่ที่ตัวสั่นเทาได้ถอยหลัง สวี่อินอินก็พุ่งตัวไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว ก่อนจะแทงปิ่นปักผมไม้ที่อยู่ในมือเข้าที่ลำคอของคนขายเนื้อสวี่อย่างแม่นยำ

คนขายเนื้อสวี่พยายามเอามือกุมคอของตนเอง แต่กลับพบว่ามันไร้ประโยชน์ เลือดไหลทะลักออกมาราวกับสายน้ำ

เขาพูดอะไรไม่ได้แล้ว มองสวี่อินอินด้วยแววตาหวาดกลัว

เขาไม่เข้าใจว่า ลูกสาวที่เคยเชื่อฟังว่านอนสอนง่ายมาตลอด เหตุใดจึงกลายเป็นปีศาจร้ายจากขุมนรกไปได้

สวี่อินอินไม่เสียเวลาพูดไร้สาระกับเขาอีก นางจับขาของคนขายเนื้อสวี่ จากนั้นลากเขาไปไว้ข้าง ๆ ศพของติงเฉิงหย่ง แล้วพลิกตัวเขาให้นอนหงาย

ปิ่นปักผมไม้ยังคงปักอยู่ที่คอของเขา แต่คนขายเนื้อสวี่ได้ขาดใจตายไปแล้ว

สวี่อินอินไม่มีเวลาพักผ่อน ตอนนี้ไม่ใช่เวลาพัก หลี่ซิ่วเหนียงจะพาคนมาในเร็ว ๆ นี้ นางต้องสรุปสาเหตุการตายของสองคนนี้ให้เรียบร้อยก่อนที่หลี่ซิ่วเหนียงจะมา

นางเปิดประตูแล้ววิ่งตรงไปที่บ้านของหัวหน้าหมู่บ้าน
Continue to read this book for free
Scan code to download App

Related chapters

  • ยอดหญิงในเงามาร   บทที่ 2

    หลี่ซิ่วเหนียงนำผู้คนกลุ่มหนึ่งรีบรุดฝ่าแสงจันทร์กลับไปที่นางหามา ล้วนขึ้นชื่อว่าเป็นผู้หญิงขี้นินทาประจำหมู่บ้าน สามารถพูดจาบิดเบือนความจริงได้เมื่อคนเหล่านี้เห็นสวี่อินอินและติงเฉิงหย่งนอนอยู่บนเตียงเดียวกัน คงจะถ่มน้ำลายรุมด่าทอสวี่อินอินจนไม่ได้ผุดไม่ได้เกิดแน่!ฮึ คุณหนูสูงศักดิ์ที่ยังไม่ทันกลับบ้านก็เสียความบริสุทธิ์ไปเสียแล้ว ยังจะเรียกว่าคุณหนูสูงศักดิ์ได้อีกหรือ?นางเคยเป็นแม่นมอยู่ในจวนโหว ย่อมรู้ดีว่าพวกชนชั้นสูงเหล่านั้นทั้งเรื่องมากและจู้จี้จุกจิก มีหรือที่จะอยากได้หญิงสำส่อนที่เคยนอนกับคนอื่นแล้ว?เมื่อถึงตอนนั้น หญิงสำส่อนที่เสียตัวก่อนแต่งงาน กับคุณหนูผู้สูงศักดิ์ที่มีความรู้ความสามารถ ต่อให้จวนหย่งผิงโหวหลับตาเลือก ก็คงเลือกได้ไม่ยากคิดจะกลับไปขวางทางลูกสาวของนาง ฝันไปเถอะ!คิดได้ดังนั้น หลี่ซิ่วเหนียงก็แทบทนรอไม่ไหวแล้ว อยากจะรีบกลับถึงบ้านเสียเดี๋ยวนี้เลยใครจะไปรู้ว่า ห่างจากประตูบ้านประมาณหนึ่งร้อยเมตร หัวหน้าหมู่บ้านกลับพาคนกลุ่มใหญ่ถือคบเพลิงมาล้อมพวกนางเอาไว้หลี่ซิ่วเหนียงชะงักไปครู่หนึ่ง “หัวหน้าหมู่บ้าน? ท่านทำแบบนี้หมายความว่าอย่างไร?”หัวหน้าหม

  • ยอดหญิงในเงามาร   บทที่ 3

    “ข้าก็คือสวี่อินอินน่ะสิ” นางแสยะยิ้มมุมปาก “เพียงแต่ไม่ใช่สวี่อินอินคนเดิมที่ยอมให้เจ้าข่มเหงรังแกอีกแล้ว”“แผนการของลูกสาวแท้ ๆ ของเจ้าล้มเหลว พวกเจ้าสองคนก็ตายแล้ว” สวี่อินอินโน้มตัวเข้าไปใกล้หลี่ซิ่วเหนียงน้ำเสียงของนางราวกับภูตผี “เจ้าเดาสิว่าหลังจากข้ากลับไป นางยังจะมีชีวิตที่ดีอีกหรือไม่?”หลี่ซิ่วเหนียงสติแตก ทันใดนั้นนางก็เริ่มคลุ้มคลั่ง ดิ้นรนอย่างรุนแรงอยู่ในกรง “นางสารเลว ข้าจะฆ่าเจ้า ข้าจะฆ่าเจ้า! เจ้าต้องไม่ตายดีแน่!”สวี่อินอินกลัวจนถอยหลังไปสองสามก้าว ล้มลงนั่งกับพื้นจากนั้นก็ร้องไห้ขอร้องด้วยความหวาดกลัว “ท่านแม่ อย่าฆ่าข้า อย่าฆ่าข้า!”หัวหน้าหมู่บ้านแค่นเสียง “จะตายอยู่แล้วยังไม่สำนึกผิด ชั่วร้ายที่สุด! ถ่วงน้ำเดี๋ยวนี้!”กรงถูกยกขึ้น สวี่อินอินมองหลี่ซิ่วเหนียงที่ยังคงดิ้นรนอย่างบ้าคลั่งอยู่ในกรง จากนั้นค่อย ๆ ยิ้มอย่างชั่วร้ายทันใดนั้น เสียงตูมดังขึ้น กรงหมูก็ตกลงไปในทะเลสาบ เกิดคลื่นขนาดใหญ่ซัดกระเซ็นเช้าตรู่วันรุ่งขึ้น ก็มีคนจากจวนหย่งผิงโหวมาถึง เป็นแม่นมคนหนึ่งที่วางมาดใหญ่โตสวี่อินอินมองแวบเดียวก็จำได้ทันทีว่า คนที่วางมาดโอหังยิ่งกว่านายหญิงคนนี

  • ยอดหญิงในเงามาร   บทที่ 4

    อากาศบนผิวน้ำสดชื่นกว่าอากาศในน้ำมากแม่นมฮวาคิดจะฆ่านางให้จมน้ำตายจริง น่าขันสิ้นดีนางต้องรับผิดชอบเรื่องต่าง ๆ ภายในบ้านมาตั้งแต่ตอนที่เริ่มหัดกินข้าวเองได้เหล่าชาวนาต้องจ่ายค่าเช่าทำนาให้กับเจ้าของที่ดิน หลี่ซิ่วเหนียงและคนขายเนื้อสวี่ก็ใช้สารพัดวิธีกดขี่ขูดรีดเงินจากนางขึ้นเขาเก็บเห็ด ตัดฟืน เก็บเมล็ดชา ลงน้ำจับปลา จับเต่า สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นงานถนัดของนางสวี่อินอินเงยหน้าโผล่พ้นน้ำ รู้สึกได้ว่าแรงดิ้นรนของแม่นมฮวาค่อย ๆ น้อยลง จนกระทั่งไม่มีแรงเหลืออยู่สายลมอ่อน ๆ พัดมาจากริมฝั่ง นางอ้าปากจาม กำลังจะดำลงไปลากแม่นมฮวาขึ้นมา เพื่อให้ทุกคนได้เห็นภาพเหตุการณ์ ‘วีรกรรมช่วยชีวิต’ ของนางแต่ใครจะรู้ว่าขณะที่ยกมือขึ้น ข้อศอกของนางกลับไปกระแทกเข้ากับบางอย่างสัมผัสนี้ทำให้นางรู้สึกเย็นวาบไปถึงกระดูกสันหลัง สมองพลันว่างเปล่า จากนั้นก็ตระหนักได้ในทันทีว่า มีคนอื่นอยู่ในน้ำด้วย!หรือว่าแม่นมฮวาจะยังเตรียมคนไว้ในน้ำอีก?หากเป็นเช่นนั้น...ในชั่วพริบตา เลือดในร่างกายของนางก็เดือดพล่านขึ้น แต่สมองกลับสงบลงอย่างประหลาด นางค่อย ๆ ปล่อยแม่นมฮวา และพุ่งตัวไปด้านหลังอย่างรวดเร็วโดยอาศั

  • ยอดหญิงในเงามาร   บทที่ 5

    สวี่อินอินเป็นที่รักของผู้คนในหมู่บ้านต่างจากคนขายเนื้อสวี่และหลี่ซิ่วเหนียงที่ใจดำ สวี่อินอินเป็นเด็กที่เชื่อฟังและรู้ความ คนเราย่อมมีความรู้สึก เห็นสวี่อินอินอายุยังน้อยแต่ต้องลำบากเช่นนี้ คนในหมู่บ้านจึงดูแลนางเป็นพิเศษสวี่อินอินก็เป็นเด็กที่รู้จักบุญคุณ กินข้าวบ้านไหนก็ไปช่วยเขาเลี้ยงหมู ดื่มน้ำบ้านใครก็ไปช่วยเขาตัดฟืนดังนั้นตอนนี้หัวหน้าหมู่บ้านมองนาง ก็เหมือนกับมองลูกหลานของตัวเองยังไม่ทันได้กลับไป บ่าวไพร่ของจวนโหวก็คิดจะฆ่าสวี่อินอินแล้ว ถ้ากลับไป จะมีชีวิตที่ดีได้อย่างไร?อีกอย่าง อย่างน้อยในหมู่บ้าน สวี่อินอินก็เข้ากับทุกคนได้เป็นอย่างดี หากนางสามารถยืนหยัดอยู่ในจวนโหวได้ ในอนาคตก็จะเป็นผลดีต่อหมู่บ้านด้วยเขาตอบรับทันที “ได้! แม่หนูไม่ต้องกลัว ข้าจะไปแจ้งหน่วยปราบปรามเดี๋ยวนี้!”เห็นหัวหน้าหมู่บ้านกำลังจะไปแจ้งทางการจริง ๆ บ่าวไพร่ของจวนหย่งผิงโหวก็นั่งไม่ติดแล้วโดยเฉพาะสาวใช้ที่แต่งตัวงดงามคนนั้น นางรู้ดีแก่ใจว่าแม่นมฮวาตั้งใจนัดสวี่อินอินไปที่ริมทะเลสาบ เพื่อจะฆ่าสวี่อินอินให้จมน้ำตายจริง ๆ หากแจ้งทางการจริง ๆ ไม่ต้องพูดถึงเรื่องที่จวนโหวจะเสียหน้าตัวนางเอ

  • ยอดหญิงในเงามาร   บทที่ 6

    แม่นมจางควบอาชาเร็วกลับเมืองหลวงแล้วนางหวังฮูหยินหย่งผิงโหวอ่านบันทึกบัญชีที่หัวหน้าหมู่บ้านนำมามอบให้เรียบร้อยแล้ว ขณะที่กำลังจะจิบน้ำชา ก็ได้ยินเสียงของชีอวิ๋นถิงคุณชายใหญ่แว่วดังมาจากด้านนอกนางพลันวางน้ำชาในมือทันใด จ้องมองชีอวิ๋นถิงที่เพิ่งเข้ามา : “เห็นเจ้าดูร้อนรนกระวนกระวายนัก ไปทำอะไรมาหรือ? เพิ่งจะยามนี้เองเหตุใดจึงกลับมาแล้ว?”บุตรธิดาสกุลชีถูกแบ่งตามลำดับอาวุโส ชีอวิ๋นถิงเป็นบุตรคนแรกของนางหวัง และเป็นหลานชายสายหลักคนโตสุด คนทั้งตระกูลล้วนมองเขาประหนึ่งเป็นสมบัติล้ำค่าอย่างไรอย่างนั้นโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อชีอวิ๋นถิงอยู่ต่อหน้ามารดา ครั้นหยิบขนมกุ้ยฮวาขึ้นชิ้นหนึ่งพลางผุดยิ้มอย่างดี ส่งเข้าปากแล้วคำหนึ่ง ค่อยเอ่ยขึ้นว่า : “วันนี้จะออกไปชมงิ้วร่วมกับสหายที่หอจิ่นซิ่ว”“น้องหญิงของเจ้ากลับมาถึงวันนี้ เจ้ายังมีจิตใจไปชมงิ้วอีกหรือ?” นางหวังขมวดหัวคิ้ว ท่าทางไม่สบอารมณ์เล็กน้อย “ในฐานะที่เจ้าเป็นพี่ชายแท้ ๆ ก็สมควรอยู่ต้อนรับคนกลับสู่เหย้าด้วยตนเองสิ!”ชีอวิ๋นถิงพ่นลมฮึออกจากจมูก เบะปากอย่างดูแคลน : “ท่านแม่ จะให้ข้าไปรับเด็กบ้านนอกกลับมา ท่านอยากทำให้เจ้าเด็กอ่อนต่อโลกน

  • ยอดหญิงในเงามาร   บทที่ 7

    ชีเจิ้นเป็นผู้บัญชาการทัพประจำกองพันจีหยิงซึ่งเป็นหนึ่งในสามกองพันใหญ่ และดำรงตำแหน่งเป็นรองเสนาบดีฝ่ายซ้ายประจำกรมยุทธนาการควบคู่ไปด้วย ยามปกติเขาต้องเข้าไปรายงานตัวที่กรมยุทธนาการเสมอ งานยุ่งสาหัสเพียงนี้ คนในเรือนยังไม่กล้าไปรบกวนเขาตามใจเสียด้วยซ้ำ ผู้ใดเล่าจะกล้าเข้าไปพบเขาที่ศาลาว่าการ? นางหวังปรายตามองแม่นมจางปราดหนึ่ง ใบหน้าของแม่นมจางเองก็ฉายแววประหลาดใจไม่ต่างกัน ก่อนที่นางจะเดินทาง ได้กำชับพวกอวิ๋นเชวี่ยแล้วว่าจงดูแลคุณหนูใหญ่ให้ดี และห้ามสะเพร่าจนทำให้อีกคนไม่พอใจอย่างเด็ดขาด หรือเจ้าคนพวกนี้มิได้ฟังที่พูดไปเลยสักนิด?! แต่นั่นก็ไม่น่าเป็นไปได้! เพราะตนเองนั่งรถม้ากลับมาแล้ว สวี่อินอินไม่มีทั้งรถและไม่มีทั้งคน นางจะส่งข่าวมาถึงเมืองหลวงได้อย่างไร? หรือพูดอีกอย่างว่า สวี่อินอินก็เป็นแค่เด็กบ้านนอกคนหนึ่งเท่านั้น เกรงว่าแม้แต่เมืองเป่าตี้กับเมืองต้าซิงยังแยกไม่ออกเสียด้วยซ้ำ อย่างนางจะไปหาศาลาว่าการของกรมยุทธนาการเจอได้อย่างไร? ชีอวิ๋นถิงเองก็มีสีหน้าประหลาดใจเช่นเดียวกัน เหลือบสายตาลอบมองชีเจิ้นแล้วปราดหนึ่ง สีหน้าของชีเจิ้นเยียบเย็น จ้องมองพวกเขาก็ส่งเสีย

  • ยอดหญิงในเงามาร   บทที่ 8

    สวี่อินอินค่อยๆ เงยศีรษะขึ้น แสงอาทิตย์ส่องสว่างบาดตายิ่งนัก ตรงที่ไกลออกไปคนผู้หนึ่งกำลังควบอาชาสูงใหญ่ พร้อมนำคนกลุ่มหนึ่งทะยานเข้ามาด้วยความรวดเร็ว และหยุดตรงเบื้องหน้าสวี่อินอิน ประชาชนไม่ต่อสู้ขุนนาง ถึงแม้กลุ่มชาวบ้านที่เข้ามามุงดูความครึกครื้นเหล่านั้นจะชมเหตุการณ์อย่างเพลิดเพลินได้อรรถรสอยู่ในตอนแรก แต่เมื่อมองเห็นท่านโหวซึ่งสวมชุดเกราะ ห้ออาชาศึกที่ตัวสูงใหญ่กว่าคนเข้ามา ฝูงชนต่างพร้อมใจกันแหวกทางให้ทันที ชีเจิ้นปรายสายตามองลงไปยังจุดที่ต่ำกว่า ประเมินดรุณีที่เนื้อตัวเปียกโชกคนนั้นซึ่งอยู่ไม่ไกลออกไปอย่างละเอียดถี่ถ้วน หลังผ่านไปครู่หนึ่ง ก็เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย ก็ถามด้วยเสียงเรียบเฉยว่า “เป็นเจ้าเองหรือที่เข้ามาฟ้องร้องต่อทางการ?” เขาหันหลังให้ดวงอาทิตย์ และเป็นสวี่อินอินที่เผชิญหน้ากับแสงอาทิตย์โดยตรง เพียงเสี้ยวขณะเดียวก็ถูกแสงอาทิตย์เจิดจ้าร้อนแรงส่องทะลุเข้าตาจนลืมไม่ขึ้น ทั้งที่มองไปแล้วดูบอบบางอ่อนแอ มิหนำซ้ำบนดวงหน้ายังเปรอะดินโคลนสกปรก มิอาจเทียบทาริกาจากตระกูลเศรษฐีผู้รากมากดีได้เลยแม้แต่น้อย แต่ทว่าชีเจิ้นมองปราดเดียวกลับเห็นแผ่นหลังตั้งตรงของนางได้ทันท

  • ยอดหญิงในเงามาร   บทที่ 9

    สวี่อินอินก้มศีรษะต่ำ แต่เดิมนางยังคิดว่าตนเองคงจะไม่มีโอกาสใดที่ทำให้พบหน้าเซียวอวิ๋นถิงอีกแล้ว ไหนเลยจะทราบ ยังไม่ทันผ่านพ้นหนึ่งวัน ก็บังเอิญได้พบกันอีกครั้งหนึ่งแล้วเช่นนี้ ใบหน้าของเซียวอวิ๋นถิงฉายประกายครุ่นคิดออกมา ก่อนหน้านี้ที่บังเอิญพบเด็กสาวคนนี้ระหว่างทาง เขายังนึกสงสัยในใจว่าเหตุใดสถานที่แบบนี้ ถึงมีเด็กสาวที่สามารถฆ่าคนได้เด็ดขาดคล่องแคล่วปรากฏอยู่ คิดไม่ถึงเลยว่า แท้จริงแล้วจะเป็นแม่นางของจวนหย่งผิงโหว เขายิ้มคล้ายไม่ยิ้ม “ข้าเคยได้ยินมาบ้าง ว่ามีบุตรสาวของจวนหย่งผิงโหวพลัดพรากจากไปคนหนึ่ง ที่จริงแล้วคือแม่นางท่านนี้เองหรือ?” เขาหัวเราะออกมาหนึ่งเสียง ก็เอ่ยวาจาคล้ายมีความนัยซ่อนเร้น “เหตุใดจึงมาวุ่นวายที่ศาลาว่าการแห่งนี้?” ยามนี้จิ้งอ๋องท่านนี้กำลังดูแลคดีฉ้อโกงเกี่ยวกับการลำเลียงสินค้าผ่านน่านน้ำทางใต้ ที่เขาเดินทางมาศาลาว่าการเป็นไปได้ว่าต้องมีธุระจำเป็นต้องพบเจ้าเมืองประจำเมืองต้าซิงแน่ เข้าศาลาว่าการประจำเมืองไปแล้ว ด้วยฐานะของท่านอ๋องอย่างเขา หากต้องการทราบเรื่องใดมีหรือจะไม่ได้ทราบเรื่องนั้น? ชีเจิ้นไม่กล้าโป้ปด “เรียนท่านอ๋อง ในเรือนมีบ่าวชั่วก

Latest chapter

  • ยอดหญิงในเงามาร   บทที่ 434  

    จนกระทั่งกลับมาถึงอารามไป๋อวิ๋น หลังจากสั่งให้บ่าวรับใช้ล่าถอยออกไปจนหมด และบอกให้อ๋องโจวไปพักผ่อนแล้ว องค์หญิงใหญ่ถึงจะกำมือพระชายาหลิ่วไว้แน่นพร้อมเอ่ยว่า: “พระเชษฐภคินี จะปล่อยเรื่องไปแบบนี้ไม่ได้เพคะ!” ตำแหน่งฮองเฮาเดิมก็ควรเป็นของพระชายาหลิ่วอยู่ก่อนแล้ว! ตั๊กแตนของเซียวโม่พลันกระโดดออกมาจากกล่อง ทันใดนั้นเขาก็ร้องไห้โวยวายขึ้นมา องค์หญิงใหญ่ผงะไป นางมองพระชายาหลิ่วที่กำลังค้อมตัวลงช่วยเซียวโม่หาตั๊กแตนของเขาอย่างเต็มที่ เสี้ยวขณะนั้นก็รู้สึกจุกแน่นพูดไม่ออก นางคล้ายว่าเข้าใจอะไรบางอย่างแล้ว หลังจากทำให้เซียวโม่สงบลงได้แล้ว พระชายาหลิ่วก็เงยหน้าขึ้นมาพร้อมหัวเราะอย่างขมขื่นให้นาง: “เจ้าดูสิ ข้าจะยังไปแย่งชิงตำแหน่งอะไรได้อีกหรือ?” ตำแหน่งฮองเฮาแต่เดิมควรเป็นของนางก็ไม่ผิด ทว่าบางสิ่งหากพลาดไปแล้วก็คือพลาดไปแล้ว ไม่ว่าจะเป็นตำแหน่งฮองเฮา หรือหัวใจของฮ่องเต้หย่งชาง ล้วนไม่มีทางจะรอคอยนางอยู่ที่เดิม พูดไปแล้วก็อาจจะฟังดูไม่ยุติธรรมนัก ทว่าบนโลกนี้เรื่องที่ไม่ยุติธรรมนับกันหมดหรือ? องค์หญิงใหญ่เงียบไปเนิ่นนาน ในหัวของนางเต็มไปด้วยความสับสนวุ่นวาย บางครั้งสิ่งที

  • ยอดหญิงในเงามาร   บทที่ 433  

    เรื่องราวทั้งหมดสิ้นสุดลง งานฉลองปีใหม่ในปีนี้แปลกประหลาดเป็นพิเศษ ภายในวังไม่ต้องพูดถึงก่อน ศพของขันทีและนางข้าหลวงถูกหามออกไปอย่างเงียบเชียบแล้วไม่น้อย ยิ่งจวนฉู่กั๋วกงยิ่งไม่ต้องพูดถึง แม้แต่วันปีใหม่ก็มิอาจทำให้ชีวิตของพวกเขาดีขึ้นได้เลยสักนิด ไล่เฉิงหลงนำกำลังคน ตรวจค้นจวนฉู่กั๋วกงทั้งสามชั้นในสามชั้นนอกจนทั่วแล้ว พวกบุรุษล้วนถูกจับกุมตัวเข้าคุกหลวงของกรมอาญา ส่วนพวกสตรีแต่ละคนล้วนถูกจับมัดและโยนเข้าสำนักการสังคีต ละแวกเขตพระราชวังหลวงล้วนอยู่ในความไม่สงบ คนที่อาศัยอยู่ในละแวกใกล้เคียง ไม่ว่าขุนนางชั้นผู้ใหญ่หรือขุนนางตระกูลสูงศักดิ์ หรือแม้กระทั่งเชื้อพระวงศ์พระประยูรญาติในราชสำนัก ล้วนแต่ปิดประตูใหญ่ของตนเองอย่างแน่นหนา สั่งห้ามมิให้คนในออกข้างนอกอย่างเด็ดขาด แม้จะเป็นการออกไปจับจ่ายซื้อของ ก็ได้รับอนุญาตให้พวกเขาเข้าออกได้เพียงหนึ่งครั้งต่อวันเท่านั้น บนท้องถนนเต็มไปด้วยคนของหน่วยปราบปรามและกองบัญชาการปัญจทิศรักษานครคอยลาดตระเวนอยู่ตลอดเวลา บรรยากาศอันเยือกเย็นและตึงเครียดเช่นนี้ทำให้ชาวบ้านแต่ละคนต่างไม่กล้าปาไข่ไก่และตะโกนด่าคนโดยไม่กลัวเกรงสิ่งใดเหมือนเมื่อก่อน

  • ยอดหญิงในเงามาร   บทที่ 432  

    จากนั้นก็เริ่มห่อเกี๊ยว ชีเจิ้นคิดว่าตนเองเป็นบ้าไปแล้ว วันขึ้นปีใหม่ ยามนี้ไม่รู้เลยว่าในวังหลวงกำลังมีคลื่นลมพายุกระหน่ำเพียงใด แต่ตัวเขาน่ะหรือ? เขากลับมองชีหยวนห่อเกี๊ยวอยู่ตรงนี้! โหวผู้เฒ่าชีกลับยิ้มแย้มแจ่มใส ถึงขั้นแสดงความสนอกสนใจเหมือนฮูหยินผู้เฒ่าชีหัดห่อเกี๊ยวเป็นทรงก้อนเงินตำลึงตามแบบชีหยวนด้วย ขณะที่กำลังห่อเกี๊ยวไปพลาง โหวผู้เฒ่าชีก็ถามขึ้นว่า: “นี่ไม่เยอะเกินไปหน่อยหรือ?” ให้กินทั้งครอบครัวก็กินไม่หมดหรอก! ห้องครัวตอนนี้มีคนกว่าสามสิบชีวิตกำลังช่วยกันห่อเกี๊ยวอยู่! ชีหยวนเลิกคิ้ว ห่อเสร็จหนึ่งชิ้นก็วางบนโต๊ะพลางหัวเราะออกมาเบา ๆ : “ไม่เยอะไปหรอก ต้องแบ่งไปให้องค์หญิงใหญ่สักหน่อยด้วย แล้วยังต้องแบ่งไปให้ทางอ๋องจิ้งอีกสักหน่อยด้วย ปีใหม่นี้จะได้ฉลองกันอย่างเบิกบานมีความสุข” ...... โหวผู้เฒ่าชีชะงักมือที่กำลังห่อเกี๊ยวทันที: “แม่หนูหยวน เจ้าบอกความจริงกับข้าได้หรือไม่ ว่าวันนี้ผลจะออกมาเป็นเช่นไร?” ชีหยวนเหลือบสายตาขึ้นมองโหวผู้เฒ่าชี ก่อนจะเอ่ยอย่างราบเรียบ: “ฉู่กั๋วกงตายแล้ว การประหารเก้าชั่วโคตรก็เป็นไปไม่ได้ ถึงอย่างไรหากมีการประหารเก้าชั่วโคตรขึ้นจ

  • ยอดหญิงในเงามาร   บทที่ 431  

    เขาตะโกนเรียกเสียงดังติดต่อกันหลายครั้ง ทว่าองค์หญิงเป่าหรงกลับไม่ไหวตัวแม้แต่น้อย ดูเหมือนว่าจะเป็นลมหมดสติไปแล้ว ก็สั่งผู่อู๋ย่งทันที: “รีบไปเชิญหมอหลวงไปที่ตำหนักข้าง เร็วเข้า!” เดินไปเพียงไม่กี่ก้าวก็เห็นหลิ่วกุ้ยเฟยที่นอนสลบอยู่ที่พื้นเช่นกัน สภาพจิตใจยิ่งย่ำแย่ลงไปอีก วันพรุ่งนี้ก็จะเป็นวันสิ้นปีแล้ว แต่วันนี้เพียงในหนึ่งวันมีคนตายไปแล้วกี่คน?! แม้จะเป็นความผิดของจวนฉู่กั๋วกง แม้ความผิดเมื่อปีก่อนจะเป็นฝีมือของสกุลลู่และฉู่กั๋วกง ทว่าบัดนี้ตัวต้นเหตุที่สมควรตายก็ตายไปหมดแล้ว ยังต้องพัวพันต่อไปอย่างไม่รู้จบสิ้นอีกหรือ? เขาไม่มีเวลาสนใจมองพระชายาหลิ่ว และไม่มีอารมณ์จะไปโทษเซียวโม่ที่สติไม่สมประกอบด้วย ได้แต่สูดหายใจลึก ๆ และรีบอุ้มองค์หญิงเป่าหรงไปที่ตำหนักข้างด้วยความร้อนรน ส่วนเสี่ยวหลิ่วกุ้ยเฟยก็ให้พวกแม่นมช่วยกันหามเข้าไป บาดแผลบนหน้าผากของเสี่ยวหลิ่วกุ้ยเฟยสภาพน่าหวาดเสียว อาภรณ์ด้านหลังขององค์หญิงเป่าหรงถูกหมอหลวงตัดออก เผยให้เห็นบาดแผลที่ชวนให้รู้สึกสยดสยองไม่ต่างกัน ฮ่องเต้หย่งชางหลับตาลงด้วยความรู้สึกปวดร้าว องค์หญิงเป่าหรงเติบโตในอ้อมอกของเขามาตลอด 

  • ยอดหญิงในเงามาร   บทที่ 430

    ขณะที่นางพูด ก็ลุกขึ้นยืนอย่างไม่ยี่หระต่อความตายใด ๆ ทั้งสิ้น แล้วจ้องไปที่เสาตรงระเบียงขันทีเซี่ยและผู่อู๋ย่งซึ่งยืนดูอยู่ใต้ระเบียงมาโดยตลอดพลันหน้าถอดสีพวกเขารู้ดีว่า นี่คือสนมคนโปรดของฮ่องเต้หย่งชาง!และขณะที่เสี่ยวหลิ่วกุ้ยเฟยวิ่งพุ่งเข้าหาเสานั้น ดูเหมือนนางจะชนเข้ากับเซียวโม่ที่กำลังก้มหน้าเล่นกับจิ้งหรีดในมือโดยไม่ได้ตั้งใจเสี่ยวโม่รู้สึกเจ็บแปลบที่เอว จึงร้องไห้ออกมาทันที และเผลอผลักเสี่ยวหลิ่วกุ้ยเฟยออกไปอย่างแรงโดยสัญชาตญาณร่างของเสี่ยวหลิ่วกุ้ยเฟยล้มลงกระแทกพื้นอย่างแรง หน้าผากของนางกระแทกเข้ากับอิฐ จนเลือดไหลทะลักออกมาพระชายาหลิ่วมองเหตุการณ์ตรงหน้าด้วยใบหน้าที่เรียบนิ่ง แต่ในใจกลับหัวเราะเย็นชาอีกแล้ว เป็นเช่นนี้อีกแล้วแม่ลูกคู่นี้ใช้วิธีเดิม ๆ ไม่เคยเปลี่ยนแสร้งทำเป็นอ่อนแอ แสร้งทำเป็นน่าสงสาร แสร้งทำเป็นบอบบางและพวกบุรุษก็มักจะหลงกลเสมอ!นางกำลังจะเอ่ยปากพูดอะไรบางอย่าง แต่ทันใดนั้น เงาร่างหนึ่งที่ผอมบางกลับพุ่งเข้ามาอย่างรวดเร็วราวกับสายลม เมื่อเห็นเลือดบนหน้าผากของเสี่ยวหลิ่วกุ้ยเฟย นางก็คุกเข่าลงกับพื้นทันที แล้วคลานไปข้าง ๆ เสี่ยวหลิ่วกุ้ยเฟย พร

  • ยอดหญิงในเงามาร   บทที่ 429

    นอกตำหนักมีเสียงร่ำไห้อันแสนเศร้าของเสี่ยวหลิวกุ้ยเฟยในขณะที่ภายในตำหนัก องค์หญิงใหญ่ทั้งขุ่นเคืองและปวดใจ “เสด็จพี่! ความความทุกข์ทรมานของพวกหม่อมฉันเป็นเรื่องโกหกอย่างนั้นหรือ? การที่หม่อมฉันกับราชบุตรเขยถูกพรากจากกันนานหลายสิบปีเป็นเรื่องโกหกอย่างนั้นหรือ? หรือการที่หม่อมฉันเคยคิดว่าลูกของหม่อมฉันตายไปแล้ว ทุกคืนวันส่งท้ายปีเก่า ในขณะที่บ้านเมืองเต็มไปด้วยแสงไฟแห่งการเฉลิมฉลอง หม่อมฉันกลับต้องจมอยู่กับความทุกข์นั้นก็เป็นเรื่องลวงตาด้วยหรือเพคะ?”แต่ละคำที่นางเอ่ยถาม ทำให้ฮ่องเต้หย่งชางไม่อาจเอื้อนเอ่ยคำตอบใด ๆ ได้เพลานี้พระองค์รู้สึกเหมือนพระหทัยถูกฉีกออกเป็นสองส่วน ครึ่งหนึ่งห่วงใยพระชายาหลิ่วและน้องหญิงของตน ทรงรู้สึกเจ็บปวดกับชะตากรรมอันโหดร้ายที่พวกนางต้องเผชิญมานานปี และเต็มไปด้วยความโกรธแค้นต่อความโหดเหี้ยมของฉู่กั๋วกงและพรรคพวกของเขาแต่อีกครึ่งหนึ่ง กลับโบยบินไปหาเสี่ยวหลิ่วกุ้ยเฟยที่อยู่ด้านนอกร่างกายของนางอ่อนแอมาแต่ไหนแต่ไรเมื่อตอนที่ให้กำเนิดองค์หญิงหมิงเฉิง นางเสียเลือดมากจนเกือบเอาชีวิตไม่รอดและหมิงเฉิง นางยังเด็กนัก ต้องมาเผชิญกับเหตุการณ์ร้ายแรงเช่นนี้ นา

  • ยอดหญิงในเงามาร   บทที่ 428

    แม้แต่เฉินฮ่าวและจูปินที่มาขอความเมตตา ก็ยังถูกปลดจากตำแหน่งขุนนางโดยตรงองค์หญิงใหญ่และลู่หมิงอันยังคงร่ำไห้แสดงความน่าสงสารอยู่ที่นี่ ก็มีแต่ทำให้ความโกรธของฮ่องเต้หย่งชางก็จะยิ่งเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆถึงเวลานั้น เกรงว่าแม้แต่พระสนมกุ้ยเฟยและเหล่าองค์หญิงองค์ชายก็คงต้องพลอยเดือดร้อนเพราะตนไปด้วยต่อให้ฮ่องเต้หย่งชางเห็นแก่โศกาดูรของพระชายาหลิ่วและเซียวโม่ ในอนาคต พระองค์ก็ต้องมีอคติต่อเสี่ยวหลิ่วกุ้ยเฟยอย่างแน่นอนชีหยวน! ชีหยวน!หากเขารู้ล่วงหน้าว่าบุตรสาวบุญธรรมของคนเชือดหมูผู้นี้ จะสามารถลุกขึ้นมาก่อคลื่นลมปั่นป่วนได้เพียงลำพัง เขาจะบีบคอฆ่านางให้ตายตั้งแต่แรก!เพราะเขาประมาท! ทั้งหมดเป็นเพราะเขาประมาท!หัวใจของเขาเจ็บปวดอย่างรุนแรง แต่สมองกลับยังคงคิดวางแผนอย่างรวดเร็วไม่ได้! เขาจะลากกุ้ยเฟยและเหล่าองค์หญิงองค์ชายมาเกี่ยวข้องไม่ได้!ตราบใดที่ขุนเขาเขียวขจียังอยู่ อย่าได้กลัวไม่มีฟืนเผาเขารู้ดีว่าองค์หญิงเป่าหรงมีความสามารถเพียงใดตราบใดที่ยังมีความหวังแม้เพียงเส้นด้ายเดียว เขาย่อมสามารถพลิกสถานการณ์กลับมาได้ดังนั้น......ดังนั้นมีเพียงคนแก่อย่างเขาที่ต้องตายไปเท่าน

  • ยอดหญิงในเงามาร   บทที่ 427

    ตลอดหลายปีที่ดำรงตำแหน่งขุนนางมา ฉู่กั๋วกงไม่เคยตกอยู่ในสภาพที่น่าอับอายเช่นนี้มาก่อนเขารู้สึกว่าตัวเองถูกต้อนจนมาถึงริมหน้าผา เพียงแค่ก้าวพลาดเพียงนิดเดียว ก็จะตกลงไป จนร่างแหลกสลาย ไม่เหลือแม้แต่ซากแต่มาถึงตอนนี้ เจียงเหยียนเจินพูดได้ชัดเจนทุกอย่าง ทั้งยังกล้าสาบานด้วยชีวิตลู่หมิงอันก็กลับมาแล้ว พาหม่าเซวียน เจ้าเมืองทงโจวกลับมาด้วย รวมถึงอ๋องโจว ผู้ที่ฮ่องเต้หย่งชางให้ความไว้วางใจมาตลอด คนทั้งสองสามารถเป็นพยานได้ว่า ลู่หมิงฮุยเป็นคนที่ไปลอบสังหารเซียวโม่และราชบุตรเขยลู่ยังมีหญิงรับใช้ชราที่อยู่ในจวนของลู่หมิงฮุย นางกล่าวยืนยันอย่างหนักแน่นว่านางสามารถสาบานด้วยชีวิตได้ ว่าฉู่กั๋วกงเป็นผู้สั่งให้เฉินชง ซึ่งเป็นพ่อบ้านใหญ่ของจวนลู่หมิงฮุย ลงมือสังหารฮูหยินใหญ่ลู่เพื่อปิดปาก ป้องกันไม่ให้ฮูหยินใหญ่ลู่เป็นเหมือนเจียงเหยียนเจินที่หันมาหักหลังเมื่อมีคนเอาเรื่องราวในอดีตและเหตุการณ์ล่าสุดมาปะติดปะต่อกัน ก็กลายเป็นตาข่ายที่แน่นหนาแม้ว่าบางเรื่องในนี้จะไม่เป็นความจริง แต่ก็ไม่สำคัญอีกต่อไป เพราะคำโกหกที่ปะปนทั้งเรื่องจริงและเรื่องเท็จนี่แหละ คือสิ่งที่จับพิสูจน์ได้ยากที่สุดเป็น

  • ยอดหญิงในเงามาร   บทที่ 426

    เพราะองค์หญิงเป่าหรงก็ยังเอ่ยถ้อยคำที่ว่าให้ละทิ้งจวนฉู่กั๋วกงเช่นนี้ออกมาในเวลานี้ฉู่กั๋วกงก็มาถึงตำหนักไท่จี๋แล้วด้านนอกตำหนักไท่จี๋มีกองกำลังองครักษ์เสื้อแพรล้อมอยู่เต็มไปหมด ไล่เฉิงหลงเข้าไปด้านในล่วงหน้าก่อน ไม่นานนักเขาก็เดินออกมา ขณะที่เดินผ่านฉู่กั๋วกงและจูปิน เขายกมุมปากขึ้นยิ้มเยาะด้วยสายตาเย็นชาให้พวกเขาจูปินยังแค้นใจเรื่องที่ไล่เฉิงหลงฟันแขนเสื้อเฉินฮ่าวไปเมื่อครู่ จึงสบถออกมาว่า “ทำเป็นวางท่าอะไรนักหนา?!”ไม่นาน ผู่อู๋ย่งก็เดินออกมาจากด้านใน แล้วร้องประกาศเสียงแหลม “เรียกฉู่กั๋วกงเข้าเฝ้า!”เมื่อเห็นผู่อู๋ย่ง สีหน้าของเหล่าขุนนางชั้นสูงก็ไม่สู้ดีนักเขาคือขันทีชั้นผู้ใหญ่แห่งกรมขันทีพระราชพิธี ปกติมักติดต่อกับสำนักขุนนางหลวง และมีอำนาจตรวจทานราชโองการ ถือเป็นขุนนางขันทีที่ทรงอิทธิพลที่แท้จริงฉู่กั๋วกงจัดเสื้อคลุมของตนให้เรียบร้อย ก่อนจะเชิดหน้าขึ้น ก้าวเข้าสู่ตำหนักไท่จี๋ในใจของเขาได้เตรียมแผนการรับมือไว้แล้วอันดับแรกคุกเข่าทูลรายงานข่าวการจากไปของฮูหยินฉู่กั๋วกงที่ถูกบีบบังคับจนต้องปลิดชีพจากนั้นก็ร้องไห้คร่ำครวญ ว่าตลอดหลายปีที่ผ่านมา ตนได้ภักดีต่อฮ่องเต

Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status