“พวกเจ้าดูให้ชัด ๆ ฆาตกรคือนางต่างหาก!”"แขนเสื้อหลุดลุ่ย มีร่องรอยของเศษเชือกป่านและตะไคร่น้ำ! คนที่ตัดเชือกที่นี่เมื่อคืนนี้คือลั่วเยวี่ยอิง!"“การตายของเมิ่งจิ่นอวี่ไม่เกี่ยวกับข้า!” ขณะนั้นเกิดความโกลาหลไปทั่วลั่วเยวี่ยอิงพยายามดิ้นรนอย่างหวาดกลัว ใบหน้าของนางซีดเซียว และพูดขึ้นอย่างเป็นกังวล "ข้ามิได้ทำ มิใช่ข้า""หลักฐานแน่นหนาขนาดนี้ เจ้ายังจะเถียงอีกหรือ! น้องสาวที่ดีของข้า เจ้าจงใจหลอกเมิ่งจิ่นอวี่และฆ่านาง จากนั้นก็โยนความผิดให้ข้า!" ลั่วชิงยวนคว้าข้อมือของลั่วเยวี่ยอิง ดวงตาของนางแหลมคมราวกับใบมีด นางพูดขึ้นอย่างชัดถ้อยชัดคำ "แล้วความรักที่ลึกซึ้งของพี่น้องเล่า? เจ้าทำเช่นนี้หมายความเยี่ยงไร"ครั้งแล้วครั้งเล่า คิดว่านางรังแกได้ง่าย ๆ อย่างงั้นหรือ!ถึงลั่วชิงยวนยอมทนกับความโกรธนี้ แต่นางลั่วเหลาจะไม่มีวันยอมเด็ดขาด!อย่างไรก็ตาม ในวินาทีต่อมา แขนอันทรงพลังคู่หนึ่งก็ดึงลั่วเยวี่ยอิงออกไป ก่อนจะตบนางอย่างรุนแรง พร้อมกับด่าทอด้วยความโกรธ "ลั่วชิงยวน!"ในขณะนั้นแหวนบนมือของฟู่เฉินหวนปัดผ่านแก้มของลั่วชิงยวน ทิ้งรอยนิ้วมือทั้งห้าไว้บนใบหน้าของนางพร้อมกับคราบเลือดกลิ
เมื่อไม่มีใครอยู่ในลานแล้ว ลั่วชิงยวนก็หยิบเข็มทิศออกมาและเดินไปที่ด้านข้างของบ่อน้ำ ดูเหมือนว่าวิญญาณชั่วร้ายถูกเปิดออก พวกมันพุ่งออกมาอย่างบ้าคลั่ง และแพร่กระจายไปทั่วนางขมวดคิ้วสงสัยในใจ พลางผูกเชือกเข้ากับเสา แล้วปล่อยมันห้อยลงไปในบ่อน้ำ ก่อนจะจับเชือกแล้วค่อย ๆ เดินลงไปด้านในนางต้องการตรวจสอบให้แน่ชัดว่า ด้านล่างนั้นมันเป็นอย่างไรกันแน่บ่อน้ำนั้นไม่ได้ลึกอย่างที่นางจินตนาการไว้ นางจึงกลั้นหายใจและว่ายไปที่ก้นบ่อ ก่อนจะพบว่า มีกระจกยันต์แปดทิศอยู่ที่ก้นบ่อ แต่กระจกยันต์แปดทิศนั้นหนักมาก และตรงมุมมีเชือกผูกติดเอาไว้ นางมิสามารถนำมันขึ้นมาได้ วิญญาณชั่วร้ายถูกปล่อยออกมาจากกระจกยันต์แปดทิศนี้ แสดงว่ามันน่าจะเอาไว้สะกดวิญญาณศพที่อยู่รอบ ๆ และเมื่อศพถูกนำออกไป ตำแหน่งของกระจกยันต์แปดทิศจึงเปลี่ยน และได้ปลดปล่อยวิญญาณร้ายจะออกมานางแน่ใจได้เลยว่า นี่คือการรวมตัวของสิ่งชั่วร้ายในแคว้นหลี่ตราบใดที่กระจกยันต์แปดทิศถูกผนึกอย่างดี พลังงานชั่วร้ายจะไม่รั่วไหลออกไป และโดยทั่วไปแล้วตรวจจับได้ไม่ง่ายนัก เมื่อพลังงานชั่วร้ายรวมตัวกัน และมีพลังเพียงพอ เมื่อมันถูกเปิดออกอีกครั้ง พลังงานชั่ว
ดวงตาของลั่วชิงยวนเปลี่ยนเป็นเย็นชา นางจงใจเบียดตัวไปทางเฉียงเวย "ข้าตัวใหญ่จริง ๆ นั่นแหละ และข้าก็สามารถทับเจ้าตายได้ เจ้าเชื่อหรือไม่?"เฉียงเวยถูกเบียดเข้ามุม นางถูกบีบระหว่างลั่วชิงยวนและลั่วเยวี่ยอิง ลั่วชิงยวนเบียดจนมีพื้นที่ว่าง ก่อนจะกวักมือเรียกจือเฉาที่อยู่นอกรถม้า ตบพื้นที่ว่างข้างตัว และเอ่ยขึ้น "จือเฉา ขึ้นมา"จือเฉายิ้มและรีบเข้ามาในรถม้า "พระชายา ท่านใจดีจริง ๆ เจ้าค่ะ"เฉียงเวยบิดตัวไปมา และเอ่ยอย่างไม่พอใจ "พระชายารถม้าคันเล็กนิดเดียว เหตุใดท่านถึงได้นำนางรับใช้ขึ้นมาด้วยเล่าเจ้าคะ! ดูสิเบียดคุณหนูรองหมดแล้ว!”ลั่วเยวี่ยอิงรู้สึกอึดอัดมาก จนนางแทบจะหายใจไม่ออก"พวกเจ้าเบียดกันแล้วเกี่ยวอะไรกับข้า? ถ้าใครมิอยากเบียดก็ลงไปสิ" ลั่วชิงยวนตะคอกเสียงเย็น อาศัยขนาดของตัวเองเบียดเข้าไปอีก แม้ว่าร่างกายจะอ่อนแอ แต่น้ำหนักก็หนักพอควร ไม่ว่าเฉียงเวยจะผลักกลับแค่ไหน นางก็ไม่ขยับเลยสักนิด ราวกับภูเขาลูกเล็ก ๆ ท้ายที่สุดลั่วเยวี่ยอิงก็ทนมิไหวอีกต่อไป นางไล่นางรับใช้สองคนออกจากรถม้า จึงมีพื้นที่ที่กว้างขึ้นลั่วเยวี่ยอิงรู้สึกโมโหเป็นอย่างมาก แต่นางก็ทำอะไรมิได้ ได้แต่นั่
"แม่นมกู้ ในกล่องว่างเปล่าไม่มีสิ่งใดอยู่เลย!" นางขมวดคิ้วและรีบลุกขึ้นเพื่อมองหาแม่นมกู้แม่นมกู้เพิ่งจะเดินมาถึงตู้ นางเหลือบมองไปที่กล่องเปล่าอย่างตกใจ "ไม่มีสิ่งใดเลยหรือเจ้าคะ?""ใครเอาสมบัติของแม่คุณหนูไปกัน!" ทันใดนั้นแม่นมกู้ก็รู้สึกเป็นกังวลใจขึ้นมา ลั่วชิงยวนขมวดคิ้วพลางนึกคิด สมบัตินี้มิน่าจะเพิ่งหายไป ก่อนหน้านี้ต้องมีคนมาแอบเอามันไปเป็นแน่ เพียงแต่ลั่วชิงยวนและแม่นมกู้ไม่ทันได้สังเกตเท่านั้นหลังจากครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง นางก็ขมวดคิ้ว “ลั่วเยวี่ยอิง!” นางรีบสาวเท้าเดินออกจากห้องไปทันทีมีเพียงลั่วเยวี่ยอิงเท่านั้นที่เคยพานางรับใช้มาที่ห้องของนาง ในเวลานั้นลั่วชิงยวนคิดว่า นางคือน้องสาวสุดที่รัก และไม่เคยคิดสงสัยในตัวของลั่วเยวี่ยอิงเลย นอกจากลั่วเยวี่ยอิงแล้ว ใครจะกล้าแตะต้องสมบัติของแม่นางกัน!เมื่อก่อนนางมิได้ใส่ใจกับเรื่องเหล่านี้ แต่เมื่อมาเห็นผังฮวงจุ้ยของตระกูลลั่ว นางก็รู้สึกสงสัยเป็นอย่างมาก และต้องการตรวจสอบให้ได้ว่าแม่ของลั่วชิงยวนเป็นใครกัน! และนางเป็นปรมาจารย์ฮวงจุ้ยจากแคว้นหลี่หรือไม่ ? ถ้าหากใช่ ก็น่าจะเป็นคนที่นางรู้จักความคิดเร่งด่วนนี้ ทำให้นาง
ลั่วชิงยวนที่บอบช้ำได้บาดแผลเพิ่มขึ้นมาอีกนางเงยหน้าขึ้นด้วยความไม่อยากเชื่อ มองดูท่านพ่อที่เกรี้ยวกราด นางรู้สึกไม่พอใจ "เหตุใดถึงได้ตบตีข้า?"นางรู้สึกโกรธและเจ็บปวดใจ ลั่วชิงยวนก่ออาชญากรรมอะไรอย่างนั้นหรือ ทำไมรอบตัวถึงได้มีแต่คนเยี่ยงนี้ แม้แต่พ่อของนางก็ยังทุบตีนางโดยไร้เหตุผล ทั้ง ๆ ที่ลั่วเยวี่ยอิงเป็นคนเอาสมบัติของแม่นางไปก่อน!ผิดอะไรที่นางอยากได้สมบัติของแม่นางคืน?"เจ้ายังจะกล้าเถียงอีกรึ!" ลั่วไห่ผิงโกรธจัด และตบหน้านางอีกครั้งลั่วชิงยวนเวียนหัวมาก นางไม่มีแม้แต่แรงที่จะหลบหลีก การที่ถูกตบถึงสองคราทำให้ภาพเบื้องหน้าของนางเป็นสีดำ ศีรษะของนางบวมจนทนกับความเจ็บปวดนี้ไม่ไหว เลือดค่อย ๆ ไหลหยดลงบนพื้นนางกำฝ่ามือแน่น เต็มไปด้วยความโกรธ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นและมองตรงไปที่ลั่วไห่ผิงอย่างไม่พอใจ "ข้าทำอะไรผิดอย่างงั้นหรือ? ข้าเพียงแค่ต้องการสิ่งสมบัติของแม่ข้าคืนมาก็เท่านั้น! แต่ท่านพ่อกลับตบตีข้าอย่างไร้เหตุผล ท่านลำเอียงเกินไปหรือไม่!"ในความทรงจำ ลั่วชิงยวนต่างหากที่เป็นผู้ได้รับความรัก และเป็นที่ชื่นชอบของผู้คนมาตั้งแต่เด็ก แต่หลังจากป่วยหนักร่างกายของนางก็อ้วนขึ้น ตั้งแ
ทุกคนตกตะลึง เมื่อเงยหน้ามองไป พวกเขาเห็นชายผู้หนึ่งในชุดผ้าทอก้าวเข้ามาอย่างมั่นคงช้า ๆ ด้วยลักษณะท่าทางที่ดุดันฟู่เฉินหวนชำเลืองมองไปที่ลั่วชิงยวนที่เปื้อนเลือดอยู่บนพื้นพลางขมวดคิ้วแน่น เขาตกใจมากเมื่อได้ยินคำพูดที่หนักแน่นของนางเรื่องการตัดความสัมพันธ์ ในเมืองหลวงแห่งนี้จะมีผู้หญิงสักกี่คนที่กล้าตัดความสัมพันธ์กับครอบครัวของตนเช่นนี้?หลายวันมานี้เขาสังเกตเห็นว่า ลั่วชิงยวนนั้นเปลี่ยนไป แต่เขาไม่เคยคิดเลยว่านางจะกล้าพูดเช่นนี้ น้ำเสียงที่หนักแน่น และจิตใจที่หยิ่งในศักดิ์ศรี ทำให้เขารู้สึกประทับใจเล็กน้อยหลังจากลังเลอยู่ครู่หนึ่ง เขาก็เดินเข้ามาในประตู“กระหม่อมมิทราบว่าท่านอ๋องจะเสด็จมาที่นี่” ลั่วไห่ผิงรีบกำปั้นกำไว้ที่หน้าอกทักทาย “วันนี้กระหม่อมใช้กฎครอบครัวเพื่อสั่งสอนบุตรสาวของกระหม่อม ช่างน่าขายหน้าต่อท่านอ๋องยิ่งนัก”ลั่วไห่ผิงรู้สึกผิดที่บุตรสาวของเขาทำสิ่งที่ไร้ยางอายเช่นการแต่งงานแทน จึงได้ลดท่าทีลงใบหน้าของฟู่เฉินหวนนั้นยังคงเย็นชา เขาเหลือบมองลั่วชิงยวนที่อยู่บนพื้น "ครั้งนี้นางกระทำอันใดผิดกัน เหตุใดท่านถึงได้ใช้กฎครอบครัวเฆี่ยนตีนางเช่นนี้"ลั่วไห่ผิงหน้าเสี
เสียงของนางอ่อนแรงมาก แต่ก็ยังสัมผัสได้ถึงเจตจำนง และความดื้อรั้นที่ไม่ยอมแพ้ของนางเขาขมวดคิ้วมุ่น สมบัติอย่างนั้นหรือ? อะไรคือสมบัติที่ลั่วชิงยวนต้องการถึงเพียงนี้กัน?ลั่วเยวี่ยอิงก้าวไปข้างหน้า หวังจะแยกมือของลั่วชิงยวนออก แต่ลั่วชิงยวนมิได้สติ นางกำเสื้อผ้าของฟู่เฉินหวนแน่น โดยไม่มีทีท่าว่าจะปล่อย และยังพึมพำไม่หยุด "เอาสมบัติของแม่ข้าคืนมา! เอาคืนมาให้ข้า!"“ท่านพี่ตื่นเถิด อย่าทำให้เสื้อผ้าของท่านอ๋องเปื้อนสิเจ้าคะ!” ลั่วเยวี่ยอิงพูดขึ้นอย่างร้อนรนอย่างไรก็ตาม ลั่วชิงยวนยังคงจับมันไว้และไม่ยอมปล่อย นางรั้งมันไว้เหมือนฟางเส้นสุดท้ายดวงตาของฟู่เฉินหวนเคร่งขรึม เขาจ้องมองด้วยความขยะแขยง แต่สุดท้ายก็ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากยอมประนีประนอม "ช่างเถอะ ข้าผู้เป็นอ๋องจะส่งนางกลับเรือนเอง!"เขาก้มลงอุ้มลั่วชิงยวนขึ้นมา แต่ด้วยร่างกายที่หนักอึ้งนี้ แม้แต่ท่านอ๋องที่ฝึกฝนวรยุทธมาตลอดทั้งปี ก็เกือบจะเซทันทีที่ลุกขึ้นเขาอุ้มลั่วชิงยวนขึ้นมาด้วยความยากลำบาก ก่อนจะเดินตามทางที่นางรับใช้บอกไปยังเรือนสายธารเขาวางลั่วชิงยวนลงบนเตียง ใบหน้าของนางซีดเซียวไร้สีเลือด ข้อนิ้วที่จับเสื้อของฟู่
ฟู่เฉินหวนตัวแข็งทื่อลั่วไห่ผิงโกรธมากเมื่อได้ยิน คนในครอบครัวท่านอ๋องอย่างนั้นหรือ? นั่นก็คือจักรพรรดิ คือราชวงศ์เชียวนะ!เขาตะคอก "ลั่วชิงยวน เจ้ากำลังพูดจาไร้สาระอะไร! เจ้ารู้หรือไม่ว่าการสาปแช่งจักรพรรดิ และไม่เคารพราชวงศ์เป็นความผิดบาปใหญ่แรงแค่ไหน? เจ้าตั้งใจจะฆ่าคนในจวนอัครเสนาบดีงั้นรึ!"ลั่วชิงยวนหัวเราะเยาะ น้ำตาและเลือดยังคงไหลออกมาไม่หยุดนางกำลังจะตายอยู่แล้ว จำเป็นต้องกังวลเกี่ยวกับจวนอัครเสนาบดีด้วยหรือ? จวนอัครเสนาบดีจะเป็นเยี่ยงไรนั้นมิเกี่ยวกับนาง หากมิใช่ท่านพ่อซึ่งเป็นท่านอัครเสนาบดีใช้กฎครอบครัวกับนาง นางจะหมดสติไปถึงขั้นโดนคนวางยาเช่นนี้หรือ!หมอกู้พูดด้วยสีหน้าเคร่งขรึม "ท่านอ๋อง กระหม่อมได้จ่ายยาเพื่อรักษาอาการบาดเจ็บแล้ว แต่อาการบาดเจ็บนั้นรุนแรงเกินไปสำหรับพระชายา และนางก็ป่วยกะทันหัน กระหม่อมเกรงว่าจะเหลือเพียงไม่กี่ชั่วยามเท่านั้นพ่ะย่ะค่ะ"เมื่อได้ยินเช่นนี้ ฟู่เฉินหวนก็ขมวดคิ้ว มองไปที่ลั่วชิงยวนที่โชกไปด้วยเลือด เขารู้สึกสงสารนางอยู่ครู่หนึ่งได้รับบาดเจ็บสาหัสและเสียชีวิตจากอาการป่วยกะทันหันอย่างนั้นหรือ? ลั่วชิงยวนอยากจะอ้าปากแย้ง แต่อาการปวดท้อ
ลั่วชิงยวนมิได้สังเกตเห็นความตึงเครียดของเขา ยังคงกล่าวต่อไปว่า“อย่างน้อยก็ยังดีกว่าเจ้านายของเจ้ามากนัก”คนใบ้มิได้ตอบลั่วชิงยวนกล่าวต่อว่า “ซูเซียงกล่าวว่าวันพรุ่งพวกเขาคงมีแผนการบางอย่าง และวันพรุ่งข้าก็อยากจะออกไปข้างนอกด้วย”“เจ้าจะไปกับข้าหรือไม่?”คนใบ้เขียนตอบว่า ไปทำอะไร? เจ้าควรพักผ่อนเพราะอาการบาดเจ็บลั่วชิงยวนกล่าวด้วยความเป็นกังวล “พูดตามตรงว่าข้ามาคราวนี้ ยังมีสหายร่วมเดินทางมาด้วยกันอีกแปดคน”“แต่พวกเขาหายไปหมดแล้ว”“พวกเขาจะไม่มีวันทอดทิ้งข้า ต้องเกิดเรื่องราวอันใดขึ้นเป็นแน่ ข้าอยากจะออกตามหาพวกเขาให้เจอ”เพียงหวังว่ายามนี้พวกเขาจะยังปลอดภัยคนใบ้พยักหน้ารับคำจากนั้นเขียนคำว่า รีบพักผ่อนเถิด ก่อนลุกจากห้องไปเมื่อเขาออกไป ลั่วชิงยวนก็ปิดประตูห้องลงกลอนประตูหน้าต่างให้เรียบร้อย แล้วจึงถอดอาภรณ์เพื่อทำแผลโชคดีที่บาดแผลมิลึก เป็นเพียงบาดแผลภายนอกเท่านั้นหลังจากทำแผลเสร็จก็ล่วงเลยเข้ายามดึกแล้ว ลั่วชิงยวนจึงรีบล้มตัวลงนอนพักผ่อนเพื่อฟื้นฟูพลัง......ขณะนี้หมู่บ้านมีแสงสลัว บ้านเรือนหลายหลังต่างดับไฟลงห้องของฟู่เฉินหวนก็มิได้จุดตะเกียงเช่นกันในขณะ
เขานำยาโสมมังกรออกมาจากขวด แล้วกลืนลงไปหนึ่งเม็ดเหลือมิเยอะแล้ว หวังว่าจะสามารถอยู่รอดจนกระทั่งการเดินทางมาเมืองแห่งภูตผีครั้งนี้สิ้นสุดลง และปกป้องนางให้ลงจากเขาอย่างปลอดภัย!นอกประตู ลั่วชิงยวนนั่งกอดเข่าจนเกือบจะหลับไปเมื่อได้ยินเสียงฝีเท้าใกล้เข้ามา นางก็ตื่นขึ้นในทันทีนางเงยหน้าขึ้นมอง ปรากฏว่าเป็นซูเซียงซูเซียงที่ท้องใหญ่แล้วเดินเข้ามา นางคลี่ยิ้มก่อนกล่าวว่า “ข้ายังเป็นห่วงอยู่เลย เกรงว่าจะเกิดเรื่องกับเจ้า”“ผลสุดท้ายกลับคาดมิถึง เจ้าถึงกับล่าเสือดำตัวนั้นมาได้”ลั่วชิงยวนรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย “พวกเจ้ารู้จักเสือดำตัวนั้นหรือ?”ซูเซียงนั่งลงข้าง ๆ อย่างระมัดระวัง ลั่วชิงยวนช่วยประคองหลังจากนั่งลงแล้ว ซูเซียงก็กล่าว “ยามค่ำคืนเสือดำตัวนั้นถึงจะออกมาหาอาหาร ปกติจะปรากฏตัวในยามจื่อ”“พวกเราถูกมันโจมตีหลายครั้งในตอนกลางคืน ก่อนหน้านี้ทุกคืนจะต้องมีคนตาย”“ต่อมาพวกเราก็ตามหามันหลายสถานที่ พบว่าด้านหลังนี้มีสุสานและเสือดำตัวนั้นมิกล้าเข้าใกล้ที่นี่”“พวกเราจึงมาสร้างเรือนพักอาศัยอยู่ที่นี่ชั่วคราว”เมื่อได้ยินดังนั้น ลั่วชิงยวนก็ประหลาดใจ ที่นี่มีสุสานด้วยหรือ?มิ
ขณะนี้ทั่วทั้งหมู่บ้านกำลังอยู่ในภาวะเฝ้าระวังในความมืดมิด ทุกคนต่างถืออาวุธเฝ้าระวัง มิกล้าส่งเสียงแม้แต่น้อยเสียงลากของหนักใกล้เข้ามา ในใจของทุกคนตึงเครียดลั่วชิงยวนและคนใบ้ลากเจ้ายักษ์นั่นเข้ามาในหมู่บ้านคนที่หลบซ่อนอยู่ในความมืดต่างตกตะลึง“เป็นพวกเขานี่เอง!”“พวกเขากลับมาได้!”ลั่วชิงยวนและคนใบ้สวมหน้ากากที่เดินกลับมายังหมู่บ้านปรากฏตัวต่อหน้าทุกคนด้านหลังพวกเขามีวัตถุขนาดใหญ่ที่ค่อย ๆ ปรากฏแก่สายตานั่นคือเสือโคร่งเมื่อเห็นเสือโคร่งตัวนั้น ทุกคนก็สูดลมหายใจด้วยความตกตะลึง“เสือดำ!”ถูหมิงตกตะลึงลั่วชิงยวนมองปฏิกิริยาของพวกเขา ดูเหมือนจะรู้ถึงการมีอยู่ของเสือดำตัวนี้ถูหมิงรีบเข้าไปตรวจสอบศพของเสือดำ “ตายแล้วจริง ๆ!”ถูหมิงเงยหน้าขึ้น เมื่อมองลั่วชิงยวนและคนใบ้อีกครั้ง สายตาของเขาก็เปลี่ยนไป“นี่พวกเจ้าล่ามาได้หรือ?”ลั่วชิงยวนเช็ดโลหิตบนใบหน้าซีดเซียว แต่สายตาดุดัน “มิเช่นนั้นจะเอามาได้อย่างไรเล่า?”ทุกคนตกตะลึงมากดูเหมือนว่าทั้งสองคนที่ร่างเต็มไปด้วยเลือดจะต้องผ่านการต่อสู้ที่ดุเดือดมา“รักษาคำพูดใช่หรือไม่?”ถูหมิงจ้องมองนางอย่างพินิจพิเคราะห์ จากนั
มืออีกข้างหนึ่งวางลงบนไหล่อีกข้างของคนใบ้ทันใดนั้นคนใบ้ก็ตัวแข็งทื่อ พลันเงยหน้าขึ้นมอง จึงสบตากับลั่วชิงยวนที่หมอบอยู่บนต้นไม้ในชั่วขณะนั้น คนใบ้ก็หยุดนิ่งทันที มิกล้าขยับตัวบัดนี้เข็มทิศในแขนเสื้อของลั่วชิงยวนเริ่มสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง ความรู้สึกอันตรายรุนแรงถาโถมเข้ามานางทำท่าบอกให้คนใบ้อย่าขยับและอย่าหันกลับไปมองใบหน้าซีดเผือดค่อย ๆ ปรากฏขึ้นจากด้านหลังศีรษะของคนใบ้ดวงตาสีขาวขุ่นคู่นั้นจ้องมองลั่วชิงยวน!ลั่วชิงยวนหายใจขาดห้วงในทันที พลางจ้องมองไปที่ผู้หญิงคนนั้นจากนั้นก็แอบหยิบยันต์ออกมา แล้วเรียกด้วยเสียงแผ่วเบาว่า “เตี่ยฉุย”เตี่ยฉุยรีบเดินไปด้านหลังของสตรีผู้นั้นในทันทีแล้วโจมตีอย่างแรงในชั่วขณะนั้น ดวงตาของสตรีผู้นั้นก็เบิกกว้างเหมือนดวงตาแมวลั่วชิงยวนนำเข็มทิศออกมาแล้วกระโจนลงจากต้นไม้พลางร้องบอกคนใบ้ “หลบไป!”คนใบ้ก็ร่วมมืออย่างดีเยี่ยม รีบกลิ้งตัวไปทางซ้ายเพื่อหลีกเลี่ยงการโจมตีลั่วชิงยวนใช้เข็มทิศในมือส่องไป แสงสีทองพวยพุ่งออกมาสตรีผู้นั้นก็หายไปในชั่วพริบตาเตี่ยฉุยตะลึง “ท่านแม่ นางหายไปแล้ว”ลั่วชิงยวนมองไปรอบ ๆ ร่างนั้นหายไปจริง ๆ หายไปอย่าง
แต่ในครู่ต่อมา ร่างของฝูเหมิ่งก็ถอยหลังไปอย่างรวดเร็วมีเสียงโซ่เหล็กดังขึ้นลั่วชิงยวนไล่ตามไปจึงเห็นฝูเหมิ่งถูกโซ่เหล็กมัดไว้กับต้นไม้ร่างที่ผอมบางใช้กระบี่ห้วงสวรรค์ในมือแทงเข้าไปในอกของฝูเหมิ่งท่วงท่าของเขาคล่องแคล่วและโหดเหี้ยมยิ่งนักฝูเหมิ่งกระอักเลือดออกมา พลันหลับตาลงอย่างหมดแรง ในดวงตานั้นเต็มไปด้วยความมิยินยอม มิเชื่อว่าตนเองจะตายที่นี่ลั่วชิงยวนตกตะลึงในเวลานี้เอง ด้านหลังก็มีกลิ่นอายชั่วร้ายที่แข็งแกร่งพุ่งเข้ามา ลั่วชิงยวนหันกลับไปมองจึงเห็นเงาดำขนาดใหญ่ในความมืดกำลังกระโจนเข้ามาลั่วชิงยวนจึงรีบวิ่งเข้าไปดึงคนใบ้จากนั้นเงาดำขนาดใหญ่ก็พุ่งไปยังฝูเหมิ่งที่ถูกมัดติดอยู่กับต้นไม้ทะลุผ่านร่างของเขาไปอย่างแรงคนใบ้คุกเข่ากระอักเลือดออกมาลั่วชิงยวนตื่นตระหนก ยื่นมือไปหมายจะถอดหน้ากากของเขาออกแต่ทันทีที่สัมผัสหน้ากากของเขา คนใบ้ก็คว้ามือของนางไว้มือที่เปื้อนเลือดจับมือที่ซีดขาวของลั่วชิงยวนไว้แน่นลมราตรีพัดเส้นผมของนาง ทำให้ใบหน้าที่ซีดเผือดยิ่งดูซีดเซียว เลือดที่สาดกระเซ็นบนใบหน้ากลับทำให้นางดูน่าเวทนาและงดงามในเวลาเดียวกันลั่วชิงยวนได้สติ รีบดึงมือ
ฝูเหมิ่งกล่าวอย่างเย็นชา พลางจับคมกระบี่ที่คมกริบ พลันหมุนกายหมายจะตัดโซ่เหล็กถึงแม้ว่ากระบี่ห้วงสวรรค์จะยังมิคมกริบถึงขั้นตัดเหล็กได้ แต่ความเหี้ยมโหดของฝูเหมิ่งก็ทำให้โซ่เหล็กมิอาจควบคุมเขาได้ในเวลานี้เอง ลั่วชิงยวนก็ฉวยโอกาสนำเข็มทิศออกมาแล้วใช้โลหิตปลุกวงเวทอัญเชิญวิญญาณ ในป่ามีภูตผีวิญญาณมากมายพุ่งเข้ามาจนเกิดลมกระโชกแรงพัดในป่าลั่วชิงยวนรู้ว่าหากฝูเหมิ่งได้กระบี่ห้วงสวรรค์คืนแล้ว วันนี้นางและคนใบ้อาจจะมิรอดชีวิตในเวลาสำคัญนี้จำต้องใช้กำลังทั้งหมดขัดขวาง!ถึงแม้ว่าจำนวนวิญญาณบนภูเขาเมืองแห่งภูตผีจะมีมากมายและกลิ่นอายชั่วร้ายก็รุนแรง แต่ลั่วชิงยวนก็มิรู้ว่าตนเองจะสามารถควบคุมพวกมันได้หรือไม่วิญญาณชั่วร้ายออกมากันเป็นฝูงฝูเหมิ่งก็อดมิได้ที่จะยกแขนขึ้นมาป้องกันจากนั้นก็ตระหนักถึงอันตราย เขามิสนใจอาการบาดเจ็บที่ฝ่ามือ บังคับตัวเองให้ใช้กระบี่ห้วงสวรรค์ดึงคนใบ้ลงมาจากต้นไม้อย่างแรงด้วยพละกำลังมหาศาล คนใบ้ล้มลง ยกมือขึ้นพยุงตัวเองขึ้นจากพื้นได้ทันเวลา จึงหลีกเลี่ยงการบาดเจ็บได้จากนั้นก็เหาะขึ้นถีบเข้าที่หน้าอกของฝูเหมิ่งถึงกระนั้น ฝูเหมิ่งก็ยังมิยอมปล่อยกระบี่ห้วง
ฝูเหมิ่ง!ชายร่างเตี้ยกำยำผู้นั้นกำลังเดินผ่านความมืดมิดมาเมื่อลั่วชิงยวนหันไปเห็นเขา แล้วสบเข้ากับดวงตาเป็นประกายของเขาก็พลันใจหายวาบฝูเหมิ่งจ้องมองลั่วชิงยวน แล้วกลืนน้ำลาย“ฟ้ามืดแล้ว หมดเวลาหนึ่งวัน พวกเจ้ากลับมามือเปล่า”“เช่นนั้นหญิงงามผู้นี้ก็เป็นของข้า”กล่าวจบฝูเหมิ่งก็กระโจนเข้าหาลั่วชิงยวนในทันทีลั่วชิงยวนตื่นตระหนก รีบถอยหลังไปสองก้าวทว่าในขณะที่ฝูเหมิ่งเข้าใกล้นาง กลับเปลี่ยนทิศทางกระโจนไปยังคนใบ้ที่อยู่ข้าง ๆลั่วชิงยวนยังมิทันได้ชกหมัดที่กำแน่น ฝูเหมิ่งก็หายไปจากตรงหน้าของนางในทันทีจากนั้นก็เห็นฝูเหมิ่งต่อสู้กับคนใบ้ผู้นั้นคนใบ้สู้ฝูเหมิ่งมิได้ ประมือกันมิกี่กระบวนท่าก็ถูกเหวี่ยงออกไปจากนั้นภาพที่ปรากฏต่อหน้าก็ทำให้ลั่วชิงยวนตกตะลึงคนใบ้กุมหน้าอก ลุกขึ้นจากพื้นแล้ววิ่งหนีไปเขาวิ่งหนีมิคิดชีวิตเข้าไปในความมืดหลบหนีด้วยความตื่นตระหนกฝูเหมิ่งมิประหลาดใจ เพียงแค่หัวเราะเยาะจากนั้นก็หันกลับมามองลั่วชิงยวน“เจ้าค่อนข้างเชื่อใจเขามากเลยสินะ รู้หรือไม่ว่าเจ้าเด็กนั่นหลอกลวงเจ้าตั้งแต่แรก”“เขาเพียงต้องการหาข้ออ้างเพื่อหนีออกจากหมู่บ้าน มิได้สนใจควา
เรื่องนี้ทำให้ลั่วชิงยวนยิ่งรู้สึกสับสน รอจนฟ้ามืด แล้วเขากับนางจะยังมีเวลากลับไปหรือ?เพียงแต่ในเมื่อคนใบ้ผู้นี้กล้ารับปากตั้งแต่เมื่อคืน ก็แสดงว่าเขาคงจะมีแผนอยู่ในใจแล้วนางมอบยาให้เขา แล้วพูดว่า “ข้าก็มิรู้หรอกว่าเจ้าต้องการหรือไม่”คนใบ้อึ้งไปครู่หนึ่ง รับขวดยาไป แล้วพยักหน้าเล็กน้อยแสดงความขอบคุณลั่วชิงยวนถามด้วยความสงสัย “ก่อนหน้านี้เจ้าเคยช่วยข้ามาแล้วสองครั้งใช่หรือไม่?”“ครั้งหนึ่งที่คฤหาสน์ตระกูลมู่ อีกครั้งหนึ่งที่จวนแม่ทัพ”“เมื่อคืนแค่เห็นเจ้า ข้าก็จำได้แล้ว”ภายใต้หน้ากาก ฟู่เฉินหวนพยายามควบคุมการเปลี่ยนแปลงของสายตา แต่หัวใจของเขากลับเต้นแรงเป็นจังหวะแล้วนางจำได้จริง ๆนางได้พบเจอเขาเพียงสองครั้งหลังจากสงบสติอารมณ์อยู่ครู่หนึ่ง เขาจึงพยักหน้าลั่วชิงยวนเห็นเขายอมรับอย่างตรงไปตรงมาก็อดมิได้ที่จะดีใจ พลางถามด้วยรอยยิ้ม “เช่นนั้นเหตุใดเจ้าจึงช่วยข้าเล่า?”“เจ้าเป็นผู้ใด?”“พวกเรารู้จักกันมาก่อนหรือไม่?”ถึงแม้ว่าลั่วชิงยวนบางครั้งจะรู้สึกว่าคนผู้นี้คุ้นเคย แต่รูปร่างของเขาต่างจากคนผู้นั้นมากยิ่งไปกว่านั้น ฟู่เฉินหวนก็ตายไปแล้ว...ทุกครั้งที่คิดถึงเรื่องน
จากนั้นฉีเสวี่ยเวยก็ออกจากห้องไปลั่วชิงยวนนั่งลงบนเตียงและดึงอาภรณ์ออกเผยให้เห็นบาดแผลที่หัวไหล่ นางหยิบสมุนไพรที่เก็บมาทาลงบนบาดแผลเพื่อห้ามเลือดอย่างง่าย ๆ โชคดีที่บาดแผลมิลึกทันใดนั้นเอง ลั่วชิงยวนก็รู้สึกได้ถึงสายตาเย็นชานางเงยหน้าขึ้นมองในทันทีจึงเห็นว่าหน้าต่างถูกเปิดออกตั้งแต่เมื่อใดมิรู้ และมีดวงตาคู่หนึ่งกำลังจ้องมองนางผ่านรอยแยกของหน้าต่างลั่วชิงยวนขมวดคิ้ว รีบดึงคอเสื้อขึ้นแล้วมองไปที่หน้าต่างด้วยความระแวดระวังคนผู้นั้นคือฝูเหมิ่ง!เมื่อเป้าหมายรู้ตัวแล้ว ฝูเหมิ่งก็มิได้หลบ กลับเปิดหน้าต่างออกอย่างมิเกรงกลัวเขาอมยิ้มอย่างหยาบคาย ใช้สายตาลามกจ้องมองนางสายตาดุดันของลั่วชิงยวนจ้องมองเขาฝูเหมิ่งจ้องมองนางเช่นนี้อยู่ครู่หนึ่ง มิได้เอ่ยคำใด แต่สายตาและรอยยิ้มนั้นก็บ่งบอกทุกสิ่งเขาจะต้องทำให้ลั่วชิงยวนเป็นเหยื่อของเขาให้ได้!หลังจากฝูเหมิ่งจากไปแล้ว ลั่วชิงยวนก็รีบเดินไปปิดหน้าต่างให้สนิทลั่วชิงยวนนอนลงบนเตียงก็มิอาจหลับลงได้ มักจะอดมิได้ที่จะมองไปยังประตูและหน้าต่างเมื่อนึกถึงฝูเหมิ่งที่แอบจ้องมองนางก็รู้สึกขยะแขยงนางจึงลุกขึ้นจัดเตรียมสมุนไพรที่เก็บม