จักรพรรดิเฒ่าไม่กล้าพูดแล้ว กลืนน้ำลายลงคอเงียบๆพอคิดจะยื่นมือออกไปนับอะไรให้ร่างกายมั่นคงขึ้นหน่ยอ แต่ก็ไม่กล้ากำขนบนหลังแมงมุมยักษ์ที่อยู่ใต้ก้นของตัวเองทำได้แค่ยื่นมือไปกุ้มมือของพระสนมเอกที่อยู่ข้างๆ ไว้แน่นเทียบกับความตื่นเต้นของจักรพรรดิเฒ่าแล้ว พระสนมเอกดูจะมั่นคงกว่าหน่อย บางทีอาจจะเพราะเคยผ่านร้อนหนาว ตอนนี้ที่รอดชีวิตจากหายนะมาได้ เรื่องอื่นก็เหมือนกลายเป็นเรื่องเล็กไปแล้วแต่นางมองออกถึงความเครียดของฝ่าบาท จึงคิดๆ แล้วเอ่ยกับจักรพรรดิเฒ่าว่า "ฝ่าบาท ท่านหิวไหม?""อะ อะไรนะ?" จักรพรรดิเฒ่าถูกนางเบนความสนใจมาเล็กน้อย จึงไม่ถึงกับถูกการเริ่มเคลื่อนไหวของราชาแมงมุมหน้าผีทำให้อกสั่นขวัญแขวน"ท่านหิวไหม?" พระสนมเอกถามมาอีกครั้ง จากนั้นจึงล้วงเอาห่อผ้าเช็ดหน้าหนึ่งออกมาคลายออก ด้านในมีไก่ย่างตัวขนาดฝ่ามืออยู่ตัวหนึ่งนี่เป็นอาหารตอนที่แม่นางจั๋วจิ่วเข้าไปช่วยหม่อมฉัน แล้วมอบให้หม่อมฉัน หม่อมฉันเหลือไว้ให้ฝ่าบาท" พระสนมเอกยิ้มอย่างอ่อนโยน นำผ้าเช็ดหน้าที่หอไก่ย่าง ยัดเข้าไปในมือของจักรพรรดิเฒ่าตอนนี้เอง จักรพรรดิเฒ่าก็เหมือนจะไม่ค่อยใส่ใจกับการเคลื่อนไหวของเจ้ายักษ์ด้าน
"พวกนี้เป็นคนของน้องห้า! เจ้าลูกกบฏ!" จักรพรรดิเฒ่ายิ่งมองก็ยิ่งโมโห "นี่เพราะเขาบอกว่าจะไปออกรบ จะไปหาประสบการณ์ที่ค่ายทหาร ข้ากังวลความปลอดภัยของเขา เลยจัดคนไปให้เขา! ไอ้เจ้าลูกกบฏ ตอนนี้กลับใช้มารับมือกับข้า!"เด็กเลวทำกรรมชั่วหันมาทำร้ายพ่อแม่จักรพรรดิเท่าที่โกรธขนาดนี้ จั๋วซือหรานเองก็ไม่ใช่จะไม่เข้าใจมีแมงมุมน้อยเปิดทางให้ บวกกับการโจมตีระยะไกลของนาง จั๋วซือหรานจัดการควบคุมระยะห่างของอันตรายไว้ได้เป็นอย่างดีแทบจะไม่มีความยากลำบากเลย แล้วก็มาถึงจุดที่นัดเจอกับอ๋องเซี่ยนมองไกลๆ พระสนมเอกมองเห็นลูกชายแล้วส่วนอ๋องเซี่ยนเองก็เห็นแมงมุมยักษ์นั่นตรงมาทางนี้นานแล้วสถานการณ์น่ากลัวมาก ถ้าเป็นคนปกติก็น่าจะหลีกหนีออกมาจึงจะถูกแต่อ๋องเซี่ยนกลับไม่รู้สึกว่าน่ากลัวเลย เพราะเขารู้ ว่านั่นจะต้องเป็นวิธีการของจั๋วซือหรานและเป็นไปตามคาด หลังจากที่แมงมุมยักษ์เข้ามาใกล้ ก็มองเห็นคนหลายคนที่อยู่บนหลังมันตอนเห็นหญิงสาวที่หน้าตาซูบผอม แต่ยังคงมีแววตาที่อ่อนโยนอ๋องเซี่ยนก็ดีดตัวขึ้นทันที!"เสด็จพ่อ! เสด็จแม่!" ซือคงเซี่ยนร้องเรียกขึ้นมาจากนั้น ร่างชุดแดงที่ยืนอยู่หน้าสุดบนหลังแมง
ซือคงเซี่ยนเองก็ไม่เสียเวลา รีบขึ้นไปบนหลังของแมงมุมกับจั๋วซือหรานราชาแมงมุมหน้าผีจึงพาพวกเขา ตรงห่างออกไปไกลลิบ"พวกเรากำลัง...จะกลับเมืองหลวงหรือ?" จักรพรรดิเฒ่าถามขึ้นคำหนึ่งตอนนี้เขาพูดกับจั๋วซือหรานอ่อนโยนลงเรื่อยๆ แล้ว น้ำเสียงเองก็ไม่มีบารมีอย่างที่องค์จักรพรรดิควรมีจั๋วซือหรานตอบว่า "ไม่ อ๋องอวี้ชินตอนนี้ยังอยู่ในเมืองหลวงน่ะ"พอพูดถึงซือคงอวี้ หน้าของจักรพรรดิเฒ่าก็ขรึมลงมาแล้ว "เจ้าลูกกบฏนั่น!""เพราะยังไม่รู้ว่าเขาวางอะไรเอาไว้บ้างแล้วในวังจักรพรรดิ ถ้าบุ่มบ่ามพาฝ่าบาทกลับไป ข้รารู้สึกว่าคงไม่เหมาะเท่าไร" จั๋วซือหรานเอ่ยขึ้นนางพูดออกมาอย่างไม่มีปิดบัง พูดอย่างตรงไปตรงมา "ซือคงอวี้เจ้าขยะนั่น ด้วยสมองของเขาข้าก็ไม่กังวลว่าจะวางวิธีการอะไรได้มากนักหรอก""แต่ว่าซือคงเจาหมิ่นคนนั้นร้ายกาจอยู่ แม้จะบอกว่านางตอนนี้ไปที่ดินแดนทางใต้แล้วก็ตาม แต่ใครก็ยืนยันไม่ได้ ว่าก่อนที่นางจะไปได้ทิ้งลูกไม้หรือวิธีการอะไรให้ซือคงอวี้มารับมือกับพวกท่านหรือเปล่า"จั๋วซือหรานมองไปทางจักรพรรดิเฒ่า "ถึงอย่างไรก่อนที่นางจะไปก็ขู่อาฆาตข้าไว้ ให้ตระกูลเฟิงพุ่งเป้ามาทางข้า"จักรพรรดิเฒ่าพอได
ในค่ายทหารมีกองกำลังที่จะออกจากค่ายไปฝึกซ้อมในตอนเช้า และมาเจอเข้ากับกลุ่มของจั๋วซือหรานพอดีตอนแรกก็จัดขบวนเตรียมพร้อม แต่หลังจากเห็นร่างในชุดแดงของจั๋วซือหรานชัดแล้ว ก็ผ่อนคลายลงมาอย่างรวดเร็วกองทหารม้ากลุ่มหนึ่งทะยานเข้ามาจนฝุ่นตลบ!"แม่นางจิ่ว!""แม่นางจิ่ว...!""แม่นางจิ่วมาแต่เช้าเลย!"องค์จักรพรรดิตกตะลึงหน่อยๆ เขาเป็นถึงองค์จักรพรรดิ แต่เหมือนในสายตาทหารเหล่านี้ ตัวตนฐานะยังต่ำกว่าหญิงสาวคนนี้เสียอีกแต่ว่ายังดีหลังจากที่พวกเขาเข้าใกล้ ก็มองออกถึงคนในชุดเหลืองสว่างแม้จะบอกว่าพวกเขาเป็นทหารราบที่ยังไม่เคยเข้าเฝ้า แต่ชุดคลุมเหลืองสว่งที่ปักลายมังกรทั้งตัว ก็เพียงพอจะสำแดงตัวตนฐานะแล้วทหารทั้งหมดรีบลงจากหลังม้าแล้วคุกเข่าลงทันที กู่ก้องหมื่นปีหมื่นหมื่นปีหลังจากจักรพรรดิเฒ่าบอกไม่ต้องมากพิธี จั๋วซือหรานจึงเอ่ยขึ้นว่า "พวกเจ้าเปิดทางหน่อย ฝ่าบาทต้องไปพบกับแม่ทัพฉีฮ่าว""ขอรับ!" เหล่าทหารรีบพลิกตัวขึ้นหลังม้าตรงไปเปิดทางนำจั๋วซือหรานไปที่ค่ายทหารถึงแม้ท่าทางของแมงมุมใหญ่ตัวนี้ ทำให้เหล่าทหารราบในค่ายทหารพรั่นพรึงขึ้นมา แต่หลังจากที่เขาจำจั๋วซือหรานได้ ก็ทยอยกันกระ
จั๋วซือหรานไม่ได้แสดงท่าทีปฏิเสธอะไรกับเรื่องนี้ มีอะไรน่าปฏิเสธกันสกุลจั๋วอย่างนาง ทุบอกพูดมาได้อย่างเต็มปากว่าได้รับมาอย่างคู่ควรแล้ว...ในเมื่อเจรจากันเสร็จแล้ว จั๋วซือหรานจึงออกจากกระโจมค่าย เตรียมตัวออกจากค่ายทหารจักรพรรดิเฒ่าเองหน้ามองน้องเจ็ดของครอบครัวตน เอ่ยขึ้นอย่างผิดหวัง "แล้วเจ้าจะอยู่ที่นี่เฝ้าข้ากับแม่ของเจ้าทำไมกัน?""อะไรหรือ?" ซือคงเซี่ยนได้ยินคำพูดนี้ของเสด็จพ่อ ก็ไม่ค่อยเข้าใจนักจักรพรรดิเฒ่าแน่นอนว่าไม่อธิบายอะไรมาก แต่เป็นพระสนมเอกข้างๆ ที่เอ่ยขึ้นอย่างอบอุ่นว่า"เซี่ยนเอ๋อร์ พ่อของเจ้ากับแม่อยู่ในค่ายกองทหารองครักษ์ มีแม่ทัพฉีฮ่าวคอยคุ้มกันอยู่ ไม่น่ามีอันตรายอะไรแล้ว ดังนั้น เจ้าสู้เข้าเมืองหลวงไปช่วยแม่นางจั๋วจิ่วดีกว่า นางเป็นหญิงสาวคนเีดยว ต่อให้จะเก่งกาจแค่ไหน ถ้ามีคนอยู่ช่วยด้วยก็ยังดีกว่า"องค์จักรพรรดิเฒ่าที่อยู่ข้างๆ จึงเอ่ยขึ้นว่า "คนที่ดีก็มีสิ่งที่ควรทำและไม่ควรทำ แต่ตอนนี้ตระกูลเฟิงไม่ใช่ไม่ยอมรับการหมั้นหมายของนางแล้วหรือ ถึงได้รังแกนางอยู่แบบนี้..."พอได้ยินคำพูดของเสด็จพ่อและเสด็จแม่ ซือคงเซี่ยนก็เข้าใจขึ้นทันที เขาตาเป็นประกาย รีบประสา
ฉีฮ่าวยืนอยู่ข้างๆ มองจั๋วซือหราน ถามขึ้นว่า "แม่นางจิ่ว เช่นนั้นข้าทางนี้ก็รอข่าวจากท่านแล้วค่อยเดินทางหรือ?""อืม เจ้าปกป้องฝ่าบาทกับพระสนมเอกไว้แล้วกัน รอข่าวจากข้า" จั๋วซือหรานพูดจบ ก็หนีบท้องม้า พุ่งตรงไปทางเมืองหลวงซือคงเซี่ยนตามไปอย่างรวดเร็วเพราะขากลับไม่ได้เร่งเดินทางนัก จึงไม่ได้ห้อทะยานนักระหว่างนี้พอช้าลงมา ซือคงเซี่ยนก็ควบม้าไปอยู่ข้างๆ จั๋วซือหราน ถามขึ้นอย่างกังวลว่า "ซือหราน ครั้งนี้เจ้าคิดจะทำอย่างไรหรือ?"จั๋วซือหรานคิดๆ "ถึงแม้ข้าจะดูถูกซือคงอวี้ แต่ขั้วอำนาจของเขาก็น่าจะใช้ได้อยู่ ดังนั้นข่าวที่ข้าบุกเข้าไปวังสวนราชวงศ์กลางดึกช่วยคนออกมา ไม่ช้าก็น่าจะไปถึงหูของเขาแล้ว เขาน่าจะมีปฏิกิริยาออกมาอย่างรวดเร็ว"พอได้ยินคำนี้ คิ้วของซือคงเซี่ยนก็ขมวดขึ้นมาเบาๆจั๋วซือหรานเอ่ยต่อว่า "ถึงแม้ข้าจะรู้สึกว่าด้วยสมองกับนิสัยนั่นของเขา หลังจากรู้ข่าวแล้ว ก็น่าจะเดือดดาลแล้วมาหาเรื่องข้า แต่ถึงอย่างไรตอนนั้นเขาก็มีซือคงเจาหมิ่นมาวางแผนให้ ดังนั้น...""เจ้าคิดว่าเขามีวิธีการอื่นหรือ?" ซือคงเซี่ยนถามขึ้นจั๋วซือหรานพยักหน้าเบาๆ "เป็นไปได้อยู่ บวกกับตอนนี้ตระกูลเฟิงเดิมที
จั๋วซือหรานพูดมาก็ไม่ผิด ตอนนี้คนที่น่าจะร้อนรนคือซือคงอวี้ ไม่ใช่นางสวนชิวอีซือคงอวี้ได้รับข่าวจากคนคุ้มกันของวังสวนราชวงศ์แล้วซือคงอวี้เนื่องจากโมโหเกินไป อย่าว่าแต่กาน้ำชากับถ้วยชาเลย กระทั่งของเล่นมือทำจากหยกอุ่นที่ชอบที่สุด ก็ยังขว้างมันลงพื้นจนแตกเป็นชิ้นๆ"ขยะเอ๊ย! ขยะทั้งนั้น!""ใต้ฝ่าพระบาทโปรดระงับความโกรธด้วย"ผู้ใต้บัญชาคุกเข่าเป็นแถวอยู่ตรงหน้าซือคงอวี้ ถูกชิ้นส่วนบาดหน้าก็ยังไม่กล้าขยับตัว"ทิ้งพวกเจ้าเอาไว้ตั้งมากมายที่วังสวน! แต่นี่แค่ผู้หญิงคนเดียวก็เอาไม่อยู่! ขยะทั้งนั้น! ไอ้พวกขยะ! ถึงกับทำให้นางพาตาแก่พวกนั้นออกจากเรือนออกไปอย่างผ่าเผยได้ขนาดนี้""ใต้ฝ่าพระบาทโปรดระงับความโกรธด้วย อันที่จริงจั๋วจิ่วคนนั้นปลิ้นปล้อนมาก ใครก็คิดไม่ถึงว่านางจะลอบเข้าไปในวังสวนคนเดียว" เหล่าลูกน้องอธิบายเสียงแผ่วแล้วก็ถูกซือคงอวี้ตบฉาดลงไปกองกับพื้น"ยังมีหน้ามาอธิบายอีกเรอะ !? ถ้าอย่างนั้นยังไม่พูดเรื่องที่จั๋วซือหรานลอบเข้าไปในวังสวนคนเดียว ตั้งนานขนาดนี้แล้ว ทีให้พวกเจ้ารีบไปจัดการตาแก่พวกนั้น พวกเจ้าจัดการแล้วหรือยัง?"เหล่าลูกน้องไม่กล้าขยับตัว และไม่กล้าอธิบายแล้ว
ใบหน้าหล่อเหลาเย็นชานั่น พริบตาที่สบสายตากับนาง ก็ยิ้มกว้างออกมาทันที "ซือหราน! เจ้ากลับมาแล้ว!"เขาเดินก้าวใหญ่ออกมาจากสวนสมุนไพร เท้าเปื้อนโคลนไปหมดแต่ก็ไม่สนใจ บนใบหน้าหล่อเหลา ทั้งที่ดูเฉียบคมและเย็นชา แต่ตอนที่เห็นรอยยิ้มนาง กลับเผยดวงตาโค้งและฟันขาวสะอาดออกมาราวกับหิมะละลายหายไปชั่วพริบตาน่าจะเพราะโคลนที่เท้าเป็นเหตุ มีดินเหลืองก้อนใหญ่ติดอยู่ใต้เท้าเขา ทำให้เขายืนไม่มั่นคงจั๋วซือหรานเหมือนจะเห็นหน้าตาชายหนุ่มคนนี้จนชินแล้ว ในจิตใต้สำนึกยังรู้สึกว่ายังต้องดูแลอีกสักหน่อย พอเห็นเขายืนไม่มั่นคง นางก็ยื่นมือเข้าไปประคองด้วยสัญชาตญาณแต่ชิ่งหมิงก็ประคองร่างให้มั่นคงได้อย่างรวดเร็ว แล้วยังยื่นมือไปกุมไหล่ของนางไว้"ซือหราน" เขาเรียกชื่อนางเสียงต่ำ "ข้าโตแล้วนะ"จั๋วซือหรานพอได้ยินก็หัวเราะขึ้นมา "โตแล้วแต่ยังยืนไม่มั่นคงเนี่ยนะ ข้าก็ยังเห็นเป็นเด็กน้อยอยู่ดี แล้วอยู่ดีดีทำไมถึงมาจัดการสวนสมุนไพรของข้ากันล่ะ?"จั๋วซือหรานเลิกคิ้ว "ซางถิงแอบขี้เกียจหรือ?"ซางถิงเพิ่งจะหิ้วตะกร้าสมุนไพรเข้าไปในห้องตาก พอถือตะกร้าเปล่าเดินออกมาก็ได้ยินคำพูดของจั๋วซือหรานซางถิงเอ่ยขึ้นอย่างจน
นางหมายถึง...กองหนุนที่ย้ายมาจากสำนักเมฆาวารีของผู้เฒ่าเหอสินะ!?แต่ใครก็ตามที่มีความคิดเช่นนี้ เขาคงจะรู้สึกว่าอีกฝ่ายหยิ่งผยองโอหังถึงที่สุดหญิงสาวตรงหน้าคนนี้ ตอนที่เผยความหมายนี้ออกมากลับไม่ทำให้เขารู้สึกถึงความหยิ่งผยองโอหังแม้แต่น้อยเพราะ เรื่องราวเหมือนจะเป็นเช่นนี้จั๋วซือหรานเหมือนจะงึมงำกับตนเองขึ้นว่า "พอเข้าใจวิชาหุ่นเชิดกับหุ่นเชิดมนุษย์แล้ว มันน่าสนใจจริงๆ ทางที่ดีขอให้พวกเขาเอาเจ้าพวกนี้มาเล่นด้วย จะได้ไม่เสียเวลาที่ให้ข้ารอนานขนาดนี้...เจิ้นเจียงเหลือบมองทุกคนที่มีบาดแผลพอคิดๆ ก็ถามจั๋วซือหรานขึ้น "แม่นาง แล้วจะเรียกพวกเขาว่าอย่างไรกัน? เหมือนว่าจะบาดเจ็บกันหนักมาก ข้าพาพวกเขาไปพักผ่อนดีไหม?"หัวหน้าคนคุ้มกันมองออก ว่าคนรับใช้คนนี้ของนายท่าน เหมือนจะไม่ได้กังวลอะไรเลยกับสถานการณ์ที่นายท่านกำลังจะเผชิญแม้ไม่รู้ว่าผ่านเรื่องอะไรมา ถึงทำให้บ่าวมีความเชื่อมั่นที่เด็ดขาดขนาดนี้แต่ไม่ว่าจะผ่านอะไรมาอันที่จริงคนคุ้มกันอย่างพวกเขา ก็เพิ่งจะผ่านการถูกตระกูลเหอปฏิบัติอย่างโหดร้ายมานี่เองและยังเห็นเจิ้นเจียงมีความเชื่อมั่นที่เด็ดขาดขนาดนี้ต่อนายท่านแม้พวกเขา
จั๋วซือหรานหลังจากพูดจบ ผู้เฒ่าเหอในที่สุดก็ทนกับความโกรธไม่ไหวตาเหลือกสลบเหมือดไปอีกครั้งจั๋วซือหรานจึงพาคนออกมาจากจวน ตอนที่ไปยังโรงเตี๊ยม หัวหน้าคนคุ้มกันยังมีความระแวดระวังอยู่"แม่นาง นี่คือโรงเตี๊ยมของตระกูลเหอ"จั๋วซือหรานเหลือบมองเขา พยักหน้าตอบ "ข้ารู้""ท่านไม่กังวล..." ขณะที่หัวหน้าคนคุ้มกันเอ่ยขึ้น ก็ตระหนักขึ้นมาได้อย่างรวดเร็ว ว่าเจ้านายใหม่ของตนเอง เหมือนเดิมทีจะเป็นคนที่ไม่ค่อยกังวลกับอะไรนัก""ถ้าหากกังวลล่ะก็ เกรงว่าตอนที่พวกเขาอยู่ในป่าทวนแสงก่อนหน้านี้ คงไม่ถูกนางเล่นงานเสียจนเป็นแบบนั้นหัวหน้าคนคุ้มกันบอกพูดพลางยิ้มจางๆ บอกกับตนเองว่า "ก็ถูก..."จั๋วซือหรานเพิ่งเดินเข้าประตูโรงเตี๊ยม เจิ้นเจียงก็เข้ามาต้อนรับแล้ว "คุณหนู! ท่านกลับมาแล้ว!"จั๋วซือหรานขานรับอืม เหลือบมองเขา "มีเรื่องอะไรยุ่งยากหรือเปล่า?"เจิ้นเจียงส่ายหัวตอบกลับ "ไม่มีเลยขอรับ ก็แค่ตอนที่เริ่มมีคนคิดจะมาหาเรื่อง แต่ยังไม่ทันได้แตะข้า ก็ถูกฟาดจนล้มไป หลังจากนั้น...ไม่มีหลังจากนั้นแล้วขอรับ"เจิ้นเจียงรู้ว่านายท่านคงทำอะไรไว้บนตัวตนเอง แต่ว่าจนถึงตอนที่เห็นคนที่คิดจะเข้ามาหาเรื่อง กระทั่งย
ราวกับว่าความรู้สึกที่คลุมเครือในใจนั้น ในที่สุดก็โผล่ขึ้นมาอีกครั้งนางไม่มีประสบการณ์ผ่านเรื่องนี้จริงๆ แต่ในเส้นโชคชะตาของเจ้าของร่างเดิม เสน่ห์หนอนพิษกู่ในร่างเจ้าของเดิมถูกควบคุมโดยฉินตวนหยาง ทำให้ร่างกายไม่เป็นตัวของตัวเอง แล้วมองเห็นตนเองถูกควบคุมอยู่ตลอดเวลาทำอะไรไม่ได้ทั้งนั้นแตกต่างอะไรกับหุ่นเชิดความมืดกัน วิญญาณถูกขังให้รับการควบคุมอยู่ในเปลือกร่าง ไม่อาจสงบสุขได้อีก ไม่อาจหลุดพ้นได้...เกลียดชังขนาดที่แม้จะเกิดใหม่อีกครั้ง ก็ยังไม่อยากมีชีวิตอยู่อีกแล้วผู้เฒ่าเหอพอได้ยินคำนี้ ก็ไม่ได้ส่งเสียงอะไร ยังคงเช็ดแผลเลือดซิบบนหน้าตนเอง เช็ดจนบวมขึ้นมาแล้วจั๋วซือหรานไม่หันไปมองผู้เฒ่าเหออีก นำทางคนที่รับเข้ามาใหม่เตรียมจะออกไปพวกเขาแม้จะยังไม่ได้ฟื้นฟูกลับมาอย่างสมบูรณ์ แต่อย่างน้อยก็เดินกันได้แล้วยิ่งไปกว่านั้นในใจพวกเขาก็เข้าใจดี ต่อให้ตนเองเดินไม่ได้ จะต้องคลาน! ก็ต้องตามแม่นางออกไปพอเห็นจั๋วซือหรานออกไป ในใจผู้เฒ่าเหอก็เกิดความรู้สึกโล่งใจออกมาแต่ความรู้สึกที่มากว่า ยังคงเป็ฯความโกรธเคือง ชิงชังจนเข้ากระดูกดำแม้จะไม่กล้าพูดอะไรที่รุนแรงออกมา แต่กลับยังใช้สาย
จั๋วซือหรานฟังถึงจุดนี้ อันที่จริงก็ไม่มีอะไรให้ฟังต่อเท่าไรแล้ว อย่างอื่นก็เหมือนจะเดาออกมาได้อยู่สาเหตุที่ใช้คนเป็นมาหลอมสกัด โดยเฉพาะต้องไปลอบโจมตีคนที่ทักษะยุทธ์ยอดเยี่ยมมาหลอมเป็นหุ่นเชิดความมืดแน่นอนว่าเป็นเพราะทักษะยุทธ์กับความคิดด้านต่อสู้ของอีกฝ่าย และสิ่งเหล่านี้ไม่ได้อยู่ในร่างกายของอีกฝ่าย แต่อยู่ในจิตใต้สำนึกของอีกฝ่าย...พูดให้ง่ายหน่อย คืออยู่ในจิตวิญญาณของอีกฝ่ายนั่นเองพอร่างตายวิญญาณก็ดับสลายแล้วตะปูวิญญาณนี่...จั๋วซือหรานมองตะปูยาวในมือเล่มนี้ ฟังจากชื่อก็เดาประโยชน์ของมันได้ไม่ยากโหดร้ายมาก ตอกดวงวิญญาณของอีกฝ่ายไว้ในร่างกาย ประสิทธิภาพของอักขระคำสาปเปล่านี้ ก็ควรจะเป็นเช่นนี้กระมังผู้เฒ่าเหอพอเห็นจั๋วซือหรานไม่ถามต่อ ก็ไม่ได้พูดอะไรมาก ถอนใจยาวออกมาและตอนนี้เอง หลังจากได้รับการรักษาของจั๋วซือหราน หัวหน้าคนคุ้มกันที่ฟื้นฟูพลังปราณมาแล้วบางส่วนก็พูดกับจั๋วซือหรานอย่างนอบน้อม "แม่นาง ปรมาจารย์วิชาเหยี่ยนที่หลอมสกัดหุ่นเชิดความมืดเป็นคนแรก ก็คือบรรพจารย์ผู้ก่อตั้งสำนักเมฆาวารี แต่เจ้าสำนักเมฆาวารีในตอนนี้ เป็นรุ่นหลังของบรรพจารย์ผู้ก่อตั้งสำนักคนนั้น"
ถ้าหากใช้ศพของคนล่ะ?แต่ถึงอย่างไรมันก็เป็นสิ่งต้องห้าม ดังนั้นตอนที่หุ่นเชิดร่างแรกถูกหลอมออกมา ปรมาจารย์วิชาเหยี่ยนคนนั้นกระทั่ง ปรมาจารย์วิชาเหยี่ยนคนนั้นก็พบกับการลงโทษที่รุนแรงยิ่งไปกว่านั้นหุ่นเชิดมนุษย์ก็ถูกตราว่าเป็นสิ่งต้องห้าม แต่ว่า ทักษะนี้ก็ปรากฏออกมาแล้วทักษะอะไรก็ตามพอปรากฏออกมาแล้ว ต่อให้จะถูกตีตราเป็นสิ่งต้องห้ามก็ตาม แต่ก็ยังมีคนที่แอบนำมาใช้งานกันอยู่ส่วนหุ่นเชิดความมืดตัวแรกนั้น...จั๋วซือหรานฟังถึงตรงนี้ก็เลิกคิ้วขึ้น "ดังนั้นเอาคนเป็นมาใช้ถึงจะกลายเป็นหุ่นเชิดความมืดสินะ"นางมองผู้เฒ่าเหอ "ข้าเป็นหมอ วิชาแพทย์เองก็ไม่เลวนัก บาดแผลที่เกิดขึ้นก่อนตายกับบาดแผลที่เกิดขึ้นหลายตายไปแล้ว ข้าเข้าใจเป็นอย่างดี"เจตนาที่จั๋วซือหรานพูดคำนี้ออกมานั้นง่ายมาก ก็คือจะพูดกับผู้เฒ่าเหอให้ชัดเจนถึงความหมายหนึ่ง...อย่าโกหกข้าผู้เฒ่าเหอเหลือบมองนางผาดหนึ่ง ตอนนี้จึงเอ่ยขึ้นเสียงเล็ก "ใช่แล้ว แค่นำคนเป็นมาทำ ก็จะเรียกว่าหุ่นเชิดความมืด แม้หุ่นเชิดความมืดจะถูกสั่งห้ามมาตลอด แต่ระหว่างปรมาจารย์วิชาเหยี่ยนด้วยกันก็มีการหารือกันมาตลอด หุ่นเชิดมนุษย์ไม่สามารถแก้ไขปัญหาเรื่องควา
พอได้ยินคำพูดของจั๋วซือหราน ดวงตาผู้เฒ่าเหอถลึงตาโตกว่าเดิมไม่มีอะไรที่ที่จะยอดเยี่ยมไปกว่าคนที่เก่งรอบด้าน คำพูดส่งๆ ที่ว่า 'อันที่จริงข้าก็แค่เล่นๆ เท่านั้น ไม่เคยเรียนรู้จริงจังมาก่อนเลย' ยิ่งทำให้คนรู้สึกว่าถูกดูถูกมากขึ้นไปอีกแต่ผู้เฒ่าเหอถึงจะโกรธก็ไม่กล้าพูด ดูเหมือนกลั้นหายใจค้างอยู่ที่อก เข้าก็ไม่ได้ออกก็ไม่ได้ผ่านไปพักหนึ่งถึงหายใจได้คล่องหน่อยเหมือนเพิ่งจะได้ความสามารถในการพูดกลับมา"สิ่งที่ยอดเยี่ยมที่สุดของวิชาหุ่นเชิดก็คือหุ่นเชิดความมืด และสิ่งที่สำคัญที่สุดของหุ่นเชิดความมืดก็คือตะปูวิญญาณ" ผู้เฒ่าเหอเอ่ยขึ้นหลังจากที่จั๋วซือหรานได้ยิน ก็เลิกคิ้วขึ้น ทำท่าเหมือนจะสนใจขึ้นมา "เล่าให้ละเเอียดหน่อย"ผู้เฒ่าเหอได้ยินคำนี้ของจั๋วซือหราน ในใจก็เกิดความคิดขึ้นเพียงแต่ความคิดเหล่านี้พอโผล่ขึ้นมาในใจ ก็ถูกจั๋วซือหรานทำลายลงทันที"ถึงอย่างไรเจ้าก็คิดจะดึงข้าไว้ที่นี่อยู่แล้ว เจ้าจะได้ให้กองหนุนจากสำนักเมฆาวารีเข้ามาสั่งสอนข้า ช่วยระบายให้กับเจ้าไม่ใช่หรือ" จั๋วซือหรานเอ่ยขึ้น"ข้าเองก็ให้ความร่วมมือกับเจ้าได้ รอกองหนุนของเจ้าที่นี่เสียเลย" จั๋วซือหรานยกมุมปากเป็นร
ตอนที่ยืนอยู่ฝั่งตรงข้าม รู้สึกถึงแต่ความกดดันบีบคั้น ทว่ายืนอยู่ฝั่งตนเองก็ไม่เหมือนเดิม รู้สึกปลอดภัยอย่างสิ้นเชิงโดยเฉพาะ...ทำไมถึงเริ่มนับขึ้นมาล่ะ?ยิ่งไปกว่านั้น ในมือจั๋วซือหรานตอนนี้ ยังปรากฏตะปูยาวสีดำที่เต็มไปด้วยอักขระคำสาปแปลกประหลาดที่ดูแล้วลึกลับอย่างมากเล่มหนึ่ง!จากนั้นจึงเริ่มนับ "หนึ่ง""สอง"แล้วความเร็วการนับก็ไม่ได้ช้าเลย รู้สึกเหมือนไม่คิดจะให้คนได้ลังเลด้วยซ้ำจะยอมแพ้ หรือจะตาย ไม่มีตัวเลือกที่สามจะเจรจาหรือไม่เจรจา ไม่มีให้เห็นทั้งสิ้นผู้เฒ่าเหอ ตอนที่สายตาจับภาพตะปูยาวในมือจั๋วซือหรานได้ก็เปลี่ยนไปแล้ว ความหวาดกลัวตกตะลึงมหาศาลระเบิดขึ้นมาในดวงตากระทั่งตอนที่จั๋วซือหรานนับถึงสอง เขาก็รีบเอ่ยขึ้นว่า "ให้เจ้า! ให้เจ้าก็พอสินะ!"เสียงของผู้เฒ่าเหอแม้จะไม่ได้ต่ำขรึม แต่ก็ยังหนักแน่นแต่ตอนที่รีบตะโกนคำนี้ออกมา เสียงก็สั่นเครือราวกับกรีดร้องแหลมเหมือนกลัวว่าถ้าช้าไปสักนิดเดียว นางจะเอาตะปูประหลาดเล่มนั้นมาเล่นงานเขาดูแล้วพอเทียบกับการกลัวจั๋วซือหราน สู้บอกว่าเขากลัวตะปูในมือนางนั่นมากกว่าจั๋วซือหรานเลิกคิ้ว ตะปูยาวที่อยู่ระหว่างนิ้ว หมุนควงเหมื
ผู้เฒ่าเหอก่อนหน้านี้เดิมทีถูกทำให้ตกใจจนสลบไปเท่านั้น ร่างกายไม่ได้บุบสลายแต่อย่างใดดังนั้นจึงได้สติกลับมาอย่างรวดเร็ว เพียงแต่ว่า หลังจากได้สติแล้วในใจยังไม่มีแผนรับมือ จึงทำได้แค่แกล้งนอนสลบไปบนพื้นต่อครุ่นคิดว่าควรจะรับมืออย่างไร แต่หญิงสาวคนนี้จะหลอกล่อก็หลอกไม่ได้ ทิฐิสูงไม่มีอ่อนข้อให้เลยจริงๆชั่วขณะหนึ่งก็ยากจะหาแผนการรับมือออกมาได้จึงทำได้แค่แกล้งสลบดึงเวลาออกไปก่อนดังนั้นผู้เฒ่าเหอจึงแกล้งนอนสลบอยู่บนพื้น ไม่ยอมลุกขึ้นมาเขายังคิดว่าจะไม่ถูกพบเสียอีก ฟังคำพูดเหล่านั้นของจั๋วซือหราน ฟังฟู่จาวหนิงชักชวนยุยงเหล่าคนคุ้มกันของเขาผู้เฒ่าเหอรู้สึกชิงชังในใจ!ตอนนี้เขาเองก็มีปฏิกิริยาขึ้นมาแล้ว ว่าคนคุ้มกันเหล่านี้ไม่ได้ทรยศหักหลังเขาแต่หญิงสาวคนนี้จงใจไว้ชีวิตพวกเขา ปล่อยพวกเขากลับมา...ใครจะรู้ว่านางคำนวณไว้แล้วหรือเปล่าว่าเขาจะไม่มีท่าทีที่ดีกับคนคุ้มกันเหล่านี้ ใครจะรู้ว่านางรอให้สถานการณ์แบบนี้ปรากฏขึ้นหรือเปล่า?!ผู้เฒ่าเหอในใจชิงชังนางอย่างมากแล้วยังแอบคิดในใจ ถึงอย่างไรหนังสือสารกรมธรรม์เจ้าพวกนี้ก็ยังอยู่ในมือเขาขอแค่หนังสือสารกรมธรรม์ยังอยู่ในมือเขา จั
จั๋วซือหรานไม่ตอบ แค่เลิกคิ้วขึ้นอย่างไม่ยอมรับหรือปฏิเสธหัวหน้าคนคุ้มกันออกแรงเม้มปาก ในดวงตาแดงก่ำขึ้นจั๋วซือหรานเอ่ยเสียงเรียบ "เดิมทีข้าคิดว่าเจ้าน่าจะเห็นแล้วว่าเจ้านายเจ้าเป็นพวกที่ไม่เห็นความสำคัญของชีวิตคน จะมองออกถึงดวงชะตาแล้ว ทั้งที่ผ่านความเป็นความตายมาแล้วก็น่าจะหวงแหนชีวิตขึ้นมาบ้างจึงจะถูก นี่เจ้ากลับเข้ามารนหาที่ตาย"หัวหน้าคนคุ้มกันริมฝีปากสั่นระริก "แม่นาง..."จั๋วซือหรานเอ่ยขึ้นเสียงเรียบ "เอาล่ะ เลือกมา"พอได้ยินคำพูดของจั๋วซือหราน หัวหน้าคนคุ้มกันก็ตกตะลึง "อะ อะไรหรือ?""อยากจะรอดหรืออยากจะตาย" จั๋วซือหรานพลิกข้อมือ อาวุธเล่มหนึ่งปรากฏขึ้นกลางฝ่ามือ "ถ้าจะส่งเจ้าไปสบายมันง่ายดายมาก ไม่ใช่เรื่องลำบากเลย อย่าว่าแต่เจ้า พวกลูกน้องเหล่านี้ของเจ้า ข้าสังหารทั้งหมดได้แค่ในไม่กี่อึดใจ"พอได้ยินคำนี้ของจั๋วซือหราน หัวหน้าคนคุ้มกันที่ในดวงตาสงบนิ่งไปแล้วแท้ๆ แต่กลับเหมือนมีประกายของดวงดาวเปล่งปลั่งขึ้นมา"ยังมี...ชีวิตต่อได้หรือ?" ในน้ำเสียงของหัวหน้าคนคุ้มกันมีความหวังขึ้นมาแล้วจั๋วซือหรานเหลือบมองเขาผาดหนึ่ง "ได้ แต่มีสิ่งที่ต้องจ่าย""จ่ายด้วย...อะไรหรือ?"