“คุณชาย ท่านมั่นใจแล้วหรือขอรับว่าจะเข้าทางใต้เท้ากู้ผู้นี้”
“ที่ให้เจ้าไปสืบเรื่องสกุลกู้ ได้ความว่าอย่างไรบ้าง”
“สกุลกู้เป็นขุนนางมาสี่ชั่วคน ล้วนแต่จงรักภักดี ใต้เท้า “กู้หลาน” ผู้เป็นปู่ของคุณหนูกู้คือหนึ่งในยอดขุนพลแม่ทัพที่ช่วยกอบกู้เมืองจิ่งโจวขึ้นมา แม่ของคุณหนูกู้เป็นท่านหญิงแต่ที่ไม่ได้มอบยศต่อให้คุณหนูกู้เพราะว่านางไม่อยากรับช่วงต่อขอรับ”
“แล้วอย่างไรต่อ”
“ต่อมาเมื่อแม่ทัพกู้สิ้นลง บุตรชายคือใต้เท้ากู้เหว่ยเข้ารับตำแหน่งแม่ทัพต่อแต่เขาเลือกที่จะวางดาบ ฝ่าบาทเลยให้เขาไปประจำการอยู่ที่กรมตุลาการแทนขอรับ”
“อะไรนะ วางดาบงั้นหรือ เพราะอะไรกัน”
“เดิมทีใต้เท้ากู็ผู้นี้มีบุตรด้วยกันสามคนขอรับ คนโต “กู้ซานหรง” เป็นแม่ทัพอยู่แดนใต้และไม่ค่อยได้กลับมา อีกคนก็บุตรคนรอง “กู้หรานจื่อ” เขาเคยเป็นรองแม่ทัพของจิ่งโจวมาก่อนแต่อายุสั้นสิ้นในในสนามรบครั้งที่…ใต้เท้ากู้เป็นแม่ทัพยกออกไปปราบแคว้นเซิ่นหลี่ที่มารุกรานทางเหนือ การสูญเสียบุตรชายในครั้งนั้นทำให้แม่ทัพกู้วางดาบและคืนตราพยัคฆ์ให้กับท่านอ๋องขอรับ"
“ที่แท้เรื่องราวสกุลกู้มิใช่อย่างที่ข้าคิด หากว่าความภักดีนี้ยังคงอยู่เขาถึงกับคืนตราพยัคฆ์คุมกองทัพ ดังนั้นเรื่องการทุจริตนี้เป็นไปได้ว่าเขาอาจจะไม่คิดจะทำเหมือนกับหัวเมืองที่เราเคยพบเจอมา”
“ขอรับ ที่จริงกองทัพสกุลกู้เองก็ยังมีหลงเหลืออยู่และบางคนก็ยังอยู่ในจวนสกุลกู้ และบางคนก็ขอกลับบ้านเดิมแต่หากเมื่อใดแม่ทัพตัดสินใจจับดาบขึ้นมาอีกครั้ง เหล่าบรรดาขุนพลเหล่านั้นก็พร้อมที่จะลุกขึ้นมาเคียงข้างเขาขอรับ”
“บุตรชายคนรองเสียชีวิตแล้ว ดังนั้น…”
“ขอรับ ในตอนนี้ก็เหลือเพียงบุตรสาวคนเล็ก คุณหนูกู้ม่านซีที่ใต้เท้ากู้รักและตามใจนางทุกอย่าง เพราะตอนที่พี่ชายนางเสีย มันเป็นช่วงหลังจากที่ท่านหญิงกู้หว่านเซียงสิ้นใจไปไม่นาน คุณหนูกู้ในตอนนั้นอายุเพียงเจ็ดขวบแต่กลับสูญเสียทั้งมารดาและพี่ชาย ส่วนพี่ใหญ่ของนางโศกเศร้าจนมิอาจทนอยู่ที่จิ่งโจวได้ จึงไม่ค่อยได้กลับมาขอรับ”
เจียงอี้หานพับรายงานที่กำลังอ่านอยู่วางลงกับโต๊ะ เขาคิดถึงใบหน้าของสตรีที่พาเขาขี่ม้าวนรอบเมืองด้วยรอยยิ้มอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยนั่น คิดไม่ถึงจริง ๆ ว่านางจะเคยประสบกับเรื่องการสูญเสียเช่นนั้น
“ภายใต้ใบหน้านั้น ซ่อนอะไรไว้อีกเท่าใดกันนะ”
“ขอรับคุณชาย ว่าอย่างไรนะขอรับ”
“เปล่า ข้าแค่คิดอะไรไปเรื่อยเปื่อย เจ้าขึ้นเขาไปวาดแผนที่จิ่งโจวมาอีกผืน"
“แต่ว่าคุณชาย แผนที่นี้ก็ค่อนข้างชัดแล้วนี่ขอรับ”
"ไม่ ข้าต้องการแผนที่ที่ละเอียดของสามจวนนี้”
“สกุลกู้ สกุลหลิว สกุลไป๋ คุณชายสกุลไป๋เป็นจวนเสนาบดีซ้ายแล้วเราจะเข้าไปได้เช่นไรขอรับ”
“ได้เวลาพบปะขุนนางผู้ใหญ่แล้ว เรื่องนี้ข้าจัดการเองเจ้าแค่เตรียมตัวเอาไว้ก็พอ”
“ขอรับ”
วันถัดมา / จวนสกุลไป๋
“ข้าน้อยเจียงอี้หานคารวะท่านเสนาบดี”
“คุณชายเจียงไม่ต้องเกรงใจเร็วเข้ามานั่งก่อนเถอะ เอ่อนี่ เวยเอ๋อร์ เจ้ารีบให้คนจัดเตรียมชา ของว่างมารับรองคุณชายเจียงเร็วเข้า”
“เจ้าค่ะท่านพ่อ”
เจียงอี้หานโค้งให้นางอย่างสุภาพ “ไป๋รั่วเวย” เองก็เช่นกัน สายตาที่นางมองเจียงอี้หานนั้นแค่ปราดเดียวต้าจื่อก็ทราบแล้วว่า คุณหนูสกุลไป๋ก็ไม่ต่างกับคุณหนูกู้ข้างจวนที่หลงไหลใบหน้าและท่าทางของคุณชายของเขาเข้าแล้ว
“มิได้แจ้งล่วงหน้าก่อนมาเยือนต้องขออภัย ข้าน้อยเพียงแค่เห็นว่าย้ายมาได้หลายวันแล้วยังไม่ได้แวะมาเพื่อคารวะอย่างเป็นทางการ”
“ไม่ต้องมากพิธีเช่นนั้น คุณชายเจียงเป็นขุนนางพิเศษที่ฝ่าบาทมอบหมายงานให้มีหรือข้าจะกล้าปฏิเสธ ว่าแต่ท่านมาจิ่งโจวหลายวันแล้วตอนนี้เป็นอย่างไรบ้าง เริ่มคุ้นเคยหรือยัง”
“โชคดีที่อากาศและสภาพความเป็นอยู่ ไม่ต่างจากเมืองหลวงมาก ข้าเริ่มปรับตัวได้แล้วขอบคุณที่ใส่ใจ”
“มิได้ ๆ ท่าเป็นตัวแทนฝ่าบาทเดินทางมาเยี่ยม ครั้งนี้ต้องต้อนรับให้ดีถึงจะถูก อ้อ ข้าลืมแนะนำท่านไปเลยนี่บุตรสาวคนโตของข้ามีนามว่าไป๋รั่วเวย”
“รั่วเวยคารวะคุณชายเจียงเจ้าค่ะ”
“คุณหนูไป๋ ยินดีที่ได้พบ”
หลังจากออกมาจากจวนเสนาบดีและขึ้นรถม้าไปแล้ว เจียงอี้หานจึงได้หันมาคุยกับองครักษ์ของเขา การพบปะขุนนางระดับสูงในวันนี้ เป้าหมายก็เพื่อได้สอดส่องบริเวณในจวนได้โดยพวกเขาไม่คิดสงสัย
“เป็นอย่างไรบ้าง”
“ท่านกล่าวเอาไว้ไม่ผิดคาดเลยขอรับ จวนท่านเสนาบดีผู้นี้ยังมีห้องลับอีกหลายห้องและยังมีชั้นใต้ดินอีกด้วยแต่ว่า…เวลาน้อยนักก็เลย…”
“ไม่เป็นไร ยังมีโอกาสอีกมาก”
“แล้วนี่คุณชายจะไปจวนสกุลหลิวต่อเลยหรือไม่ขอรับ”
“ไปสิ”
เย็นวันนั้น / จวนสกุลกู้
“ซีเอ๋อร์ เจ้าเป็นอะไรลุกลี้ลุกลนพิกลเชียว ดูสิแมวโง่ของเจ้าสิ มันมองจนเวียนหัวแล้ว”
เสี่ยวจูหันไปมองใต้เท้ากู้ราวกับว่ารู้ว่าถูกต่อว่าเป็นแมวโง่ มันหันไปและกระโดดขึ้นไปนั่งตักเขาทันที
“เฮอะ เจ้านี่มันขี้ประจบสอพลอจริง ๆ เอาเด็กดีกินเสียสิ”
“ท่านพ่อ!! อย่าเอาปลาให้มันกินนะเจ้าคะ”
“อะไรกันเล่า แมวก็ต้องกินปลาสิใช่มั้ยเจ้าแมวอ้วนค่อย ๆ กินอย่าให้ก้างติดคออีกล่ะ เสียชาติเกิดหมด”
“คุณท่านขอรับ คุณชายเจียงมาขอพบขอรับ”
“มาแล้ว!!…เอ่อ ท่านพ่อ”
กู้เหว่ยหันมามองบุตรสาวที่ออกอาการดีใจจนเห็นได้ชัด แม้ว่าเขาจะพอรู้ว่ากู้ม่านซีมักจะแวะเวียนไปที่จวนข้าง ๆ นี้บ่อย ๆ แต่กลับคิดไม่ถึงว่าจะเป็นไปได้ถึงขนาดนี้
“เชิญคุณชายเจียงมาพบข้าที่ห้องหนังสือเถอะ”
“ท่านพ่อ ไม่นั่งที่โถงรับแขกหรือเจ้าคะ”
“เจ้าเกี่ยวอะไรด้วยเขามาคารวะพ่อ”
“ท่านพ่อเจ้าคะ แขกมาที่เรือนย่อมต้องต้อนรับ พาคุณชายเจียงไปที่โถงรับแขกชั้นในแล้วบอกให้ป้าถังยกขนมออกมาได้แล้ว”
“ขอรับคุณหนู”
“นี่เจ้า…”
“ท่านพ่อต้องอย่าลืมชวนคุณชายเจียงกินข้าวด้วยนะเจ้าคะ”
“หา ทำไมต้องชวนกินข้าว เขาแค่แวะมาคารวะทักทาย”
“ท่านพ่อ คนอยู่บ้านใกล้เรือนเคียงกันก็ต้องดูแลกันสิเจ้าคะ ท่านพูดกับข้าเองว่าให้แวะไปดูเขาบ่อย ๆ ดูสินี่ย้ายมาไม่กี่วันก็ต้องไปคารวะขุนนางจวนต่าง ๆ ช่างเหนื่อยนัก นี่ก็ใกล้เวลาอาหารเย็นแล้วข้าจะไปสั่งให้คนเตรียมตั้งโต๊ะเลย”
“เดี๋ยวก่อนปัดโธ่ ไวยิ่งกว่าม้าเสียอีกนี่แค่อยากต้อนรับในฐานะเพื่อนบ้านจริงน่ะหรือ เฮอะ!!”
ห้องโถง
“ข้าน้อยเจียงอี้หานคารวะใต้เท้ากู้”
“คุณชายไม่ต้องเกรงใจเชิญนั่งเถอะ รินน้ำชา…”
“ข้าเอง ๆ นี่คุณชายเจียงวันนี้เป็นชาแบบใหม่ข้าพึ่งได้มาจากนอกเมือง คนขายบอกว่าเป็นชาในฤดูคิมหันต์แรกของเมืองเป่ยหยางเลยนะ ท่านลองชิมดู แล้วนี่ขนมผักกาดกินพร้อมกันจะยิ่งสดชื่น”
“อะแฮ่ม!! ซีเอ๋อร์….เจ้าบอกว่าเจ้าจะไปสั่งคนตั้งโต๊ะมิใช่หรือ”
“ข้าสั่งแล้วเจ้าค่ะ ชิมสิคุณชายเจียง ชานี่ต้องดื่มตอนร้อน ๆ นะ ข้าว่าจะแวะ…”
“ซีเอ๋อร์!! แมวของเจ้า…วิ่งไปโน่นแล้วรีบไปจับมันมาเร็วเข้า คนงานพึ่งจะทำความสะอาดคอกม้าเดี๋ยวมันก็โดนม้าเหยียบ”
“ตายจริงเหตุใดท่านไม่รีบบอกข้ากันเล่า คุณชายอีกเดี๋ยวค่อยกลับมาคุยด้วย ขอตัวก่อน เสี่ยวจู!!”
สุดท้ายใต้เท้ากู้เหว่ยจึงต้องเชิญเจียงอี้หานกินอาหารเย็นด้วย กู้ม่านซีคอยตักอาหารทุกอย่างใส่ชามให้เขา นางไม่ทันได้สนใจบิดาและแมวอ้วนตาโตที่มองด้วยความอิจฉาด้วยซ้ำไป“กินเยอะ ๆ ท่านน่ะวันนี้คงเดินทางไปหลายที่ล่ะสิกว่าจะมาพบท่านพ่อข้าได้”“เอ่อ…. ข้าน้อยมิได้จะคิดเช่นนั้นขอรับเพียงแต่ว่า….”“อย่าไปคิดมากเลยคุณชายเจียง ข้ารู้ว่าท่านคิดว่าข้าคิดเล็กคิดน้อย เราอยู่บ้านติดกันไม่ต้องคิดมากหรอก ข้าเสียอีกที่ต้องเกรงใจที่ซีเอ๋อร์ไปรบกวนที่จวนท่านบ่อย ๆ ข้าต้องขออภัยแทนนางต่างหาก”“แหมท่านพ่อก็ท่านเป็นคนบอกเองว่า ให้ข้าหมั่นไปแวะเวียนดูแลคุณชายเจียงบ่อย ๆ มาในตอนนี้เหตุใดมาตำหนิข้าล่ะเจ้าคะ”“ซีเอ๋อร์”ใต้เท้ากู้พูดไม่ออก เพราะว่าก่อนหน้านั้นเขาเพียงแค่พูดไปอย่างนั้นเอง ใครจะคิดว่าบุตรสาวของเขาจะเกิดถูกใจคุณชายข้างจวนนี้ขึ้นมาจริง ๆ กันเล่า“เฮ้อ…”“ใต้เท้ากู้อย่าได้กังวลเรื่องนั้น คุณหนูกู้มิได้…ทำเรื่องลำบากใจให้ข้าสักเท่าไหร่หรอกขอรับ”“หึ”เสียงพ่นในลำคอขององครักษ์ข้างกายของเจียงอี้หานดังขึ้น แม้ว่าใต้เท้ากู้จะไม่ได้ยินเพราะยกน้ำชาขึ้นมาดื่มเสียก่อน แต่อี้หานที่ได้ยินชัดถึงกับต้องใช้ขาเตะเพ
“คือว่า…”“คุณหนูกู้ขอรับ เดิมทีหากเจ้าบ้านต้องรับแขกคนอื่น แขกที่ดีควรจะ…กลับก่อนมิใช่หรือขอรับ”“ต้าจื่อ!!”ต้าจื่อหลุดปากพูดออกไปเพราะทนไม่ไหวกับความไร้มารยาทของคุณหนูกู้ผู้นี้มานาน นางทั้งมาเป็นแขกที่ไม่ได้รับเชิญในทุก ๆ วัน ตามติดคุณชายของเขาจนแทบจะไม่เป็นอันกินอันนอน แม้แต่ตอนค่ำก็ปีนกำแพงขึ้นมาถามหาแมว และในตอนนี้ก็จะไปพบแขกอีกคนกับคุณชายอีก“แต่ข้ามิใช่แขก ข้าเป็นคนข้างบ้าน ทำไมล่ะแค่ไป๋รั่วเวยคนเดียวสำคัญมากนักหรือข้าถึงไปพบนางด้วยไม่ได้”“คุณหนูกู้ มิใช่ว่าพบไม่ได้เพียงแต่ว่าข้าคิดว่า มันค่อนข้างที่จะไม่เหมาะสม”“เช่นนั้นการที่ท่านพบนางเพียงลำพังในห้องสองต่อสอง เป็นเรื่องที่เหมาะสมสินะ ข้าเข้าใจแล้วเสี่ยวจูเช่นนั้นเราก็กลับกันเถอะ ข้าเองก็ไม่ได้อยากจะเห็นดอกบัวขาวอย่างไป๋รั่วเวยสักเท่าใดนักหรอก”“เอ่อ…คุณหนูกู้ เจ้า…ออกไปทางประตูดีหรือไม่”“ท่านอยากให้ไป๋รั่วเวยเห็นว่าท่านอยู่กับข้าหรืออย่างไรคุณชายเจียง อย่าดีกว่าข้าไม่อยากทำลายบรรยากาศที่แสนหวานนั่นเท่าไหร่นักหรอก เสี่ยวจูเรากลับกันเถอะ”นางปีนขึ้นบันไดที่นำมาเองจากจวนเพราะว่าเจียงอี้หานสั่งปิดประตูจวนเนื่องจากไม่อยากต้อนร
เจียงอี้หานถึงกับลอบขำเล็กน้อย เมื่อแสร้งพยุงไป๋รั่วเวยที่กำลังอายม้วนตรงหน้าและเมื่อเห็นว่าเขายิ้มนางจึงพอใจมาก“ขอบคุณเจ้าค่ะคุณชายเจียง”“อ้อ ขออภัยล่วงเกินแล้ว เชิญ…”“ขอบคุณเจ้าค่ะ”เขาส่งนางขึ้นรถม้าไปแล้วพร้อมกับเดินขำเข้ามาข้างใน และพยายามจะแกล้งมองไม่เห็นว่านางยังอยู่บนต้นไม้กับแมวอ้วน ๆ ของนาง“คุณชาย ท่านขำอะไรขอรับ หรือว่าท่าน…ชอบคุณหนูไป๋เข้าแล้ว”“เจ้าพูดจาเหลวไหลอะไรของเจ้า!! ข้ากับนางแค่พบกันเพียงสองครั้งเท่านั้นเอง”บนต้นไม้“เสี่ยวจูข้าจะลงแล้ว โอ๊ย!! เจ้าแมวโง่ นี่เจ้ากล้าข่วนข้างั้นหรือ”“คุณหนูกู้….” / เจียงอี้หาน“นั่นเจ้าไปซนอะไรบนนั้นน่ะซีซี หรือว่าเจ้าอ้วนนั่นปีนต้นไม้แล้วลงไม่ได้อีกแล้ว”เจียงอี้หานหันไปและกำลังจะเรียกนาง แต่เสียงบุรุษอีกคนที่เรียกนางอยู่ข้างล่างซึ่งเขามองไม่เห็นตัวกลับตะโกนสวนเขาขึ้นมาก่อน“พี่เนี่ยฟง!!”“ใช่ข้าเอง จะให้ข้าขึ้นไปช่วยเจ้าหรือไม่”“ไม่ต้องเจ้าค่ะข้าลงไปเอง ท่านรอรับข้าก็พอเจ้าค่ะ”“ได้ มาสิ ข้าพร้อมแล้ว ซีซีระวังนะ”“ข้าจะกระโดดแล้วนะรับด้วยล่ะพี่เนี่ยฟง”“รอรับงั้นหรือ มิใช่ว่านางจะให้….” / เจียงอี้หานนางกระโดดลงจากต้นไม้ไป
“โรงละครหรือขอรับ!! แต่ว่าคุณชายไม่ชอบดูงิ้ว ฟังละครจะไปสถานที่เช่นนั้นเหตุใดต้องไปเองด้วยขอรับ”“ไหน ๆ ก็มาแล้วนี่ แวะไปหน่อยจะเป็นอะไรไป รีบตามมาเถอะ”“ขอรับ”โรงละครจิ่งโจว“คุณชาย โต๊ะชั้นสองว่างขอรับ”“งั้นหรือ”“คุณชาย ท่าน…มองหาผู้ใดหรือขอรับ”“เปล่า ข้าจะมองหาผู้ใดได้ ที่นี่ข้าไม่ได้รู้จักใคร”“เฮ้อ จะมาดูละครก็เจอนาง เหตุใดไปที่ใดก็เจอแต่คุณหนูกู้ผู้นี้กันนะ”“อะไรนะ เจ้าบอกว่า…. นางนั่งตรงไหนกัน”“ทางโน้นขอรับ ชั้นสอง แต่เป็นฝั่งตรงข้ามกับโต๊ะที่ข้าจองเอาไว้”“ไปเถอะ เจ้าจองเอาไว้แล้วนี่”ต้าจื่อรู้สึกแปลกใจและปรับอารมณ์ไม่ทันกับคุณชายของเขาในวันนี้แต่ก็ทำตามคำสั่งทันที พวกเขานั่งที่ฝั่งตรงข้ามที่จองเอาไว้ ต้าจื่อรินชาให้คุณชายดื่มก่อนที่ละครจะเริ่ม“ชานี่รสชาติแย่จริง ๆ ด้วย”“ไม่เหมือนชาที่จวนหรือขอรับ”“ช่างเถอะ เอาอะไรกับร้านเช่นนี้กันเล่า”เขาพึ่งจะรู้ว่าก่อนหน้านี้ติดรสชาติชาที่กู้ม่านซีเอามาให้เสียแล้ว ตลอดเวลาที่อยู่จิ่งโจวเขาได้กินแต่อาหารดี ๆ ชาที่พิถีพิถันและราคาแพงของกู้ม่านซีจนทำให้เขารู้สึกไม่คุ้นเคยกับอาหารที่อื่นนอกจวนแม้วันก่อนที่ไปเยี่ยมเหล่าขุนนาง ก็ไม่ม
ต้าจื่อเผลอตัวรีบรับปิ่นโตใหญ่นั้นมาทันที เขารู้ว่าหากมาจากคุณหนูกู้แล้วคงเป็นของดีอย่างไม่ต้องสงสัย ครั้งนี้กลับต้องแปลกใจที่คุณชายของเขาไม่เอ่ยอะไรที่เขารับเถาปิ่นโตของกู้ม่านซีมา เขาจึงรีบนำมันออกไปที่รถม้าทันที“คุณหนูกู้ ท่านมาแต่เช้าเช่นนี้มีอะไรเร่งด่วนงั้นหรือ”“ได้ข่าวว่าท่านจะเข้าวังก็เลยมารอพบน่ะเจ้าค่ะ”“รอพบข้างั้นหรือ เจ้าคงไม่คิดที่จะ…”“ข้าเอาขนมมาให้ท่านตามปกติอยู่แล้ว แต่ว่าวันนี้มีเรื่องอยากจะขอร้อง”“ขอร้องข้างั้นหรือ เหตุใดเจ้าถึงไม่ไปขอร้อง…”“หืม คุณชายเจียง ท่านกำลังพูดอะไรอยู่ ข้าก็แค่จะขอติดรถม้าของท่านเข้าวังด้วยเท่านั้นเอง”“อะไรนะ!! เข้าวังงั้นหรือ แล้วเหตุใดเจ้าไม่ไปกับใต้เท้ากู้เล่า”“วันนี้ท่านพ่อไม่ได้เข้าวัง ข้าก็เลยมาขอไปกับท่าน”“แล้วเจ้าจะเข้าวังไปทำไมกัน”“ปัดโธ่ถามมากความไปได้รีบไปกันเถอะสายแล้ว”“เดี๋ยวก่อนคุณหนูกู้ทำเช่นนี้คงไม่เหมาะ ทางที่ดี…”“ท่านจะปฏิเสธข้างั้นหรือ”“มิใช่เช่นนั้นแต่ว่าเจ้ากับข้า เข้าวังพร้อมกันเช่นนี้อาจจะไม่ค่อยเหมาะสมเท่าไหร่ เจ้าอาจจะเสื่อมเสียได้”“ก็คือปฏิเสธนั่นแหละ แต่ช่างเถอะข้าไม่สนใจก็แค่ขอติดรถไปด้วย รับรองไม่ทำ
“ยอดไปเลย ต้าจื่อลาภปากแล้ว”“ท่านหญิงระวังขอรับ”กู้ม่านซีลุกขึ้นจากที่นั่งเพื่อจะขึ้นรถม้า สาวใช้และขันทีรีบห้ามนางเอาไว้เพราะเกรงว่านางจะหกล้ม ต้าจื่อแทบจะไม่กล้าเอ่ยคำใดอีกหลังจากรู้ฐานะที่แท้จริงของกู้ม่านซี“ข้าไม่เป็นไรหรอกน่า พอแล้ว ๆ พวกเจ้ากลับไปได้แล้วข้าบอกแล้วว่าไม่ต้อง ๆ อย่างไรเล่า”“แต่ว่าท่านหญิง เมื่อใดจะเข้าวังอีกเพคะ”“เอาน่า ๆ เมื่อใดก็เมื่อนั้นแต่ข้าจะมาบ่อย ๆ ตกลงหรือไม่ ระหว่างนี้ก็ดูแลหลานชายข้าดี ๆ เล่า ไปได้แล้ว ๆ ข้าจะกลับแล้ว”""น้อมส่งท่านหญิง""กู้ม่านซีเดินเข้าไปนั่งในรถม้าแล้ว ตามไปด้วยเจียงอี้หานที่เดินตามนางเข้าไป ต้าจื่อสั่งให้รถม้าออกจากวัง ไม่นานทั้งคู่ก็มาถึงร้านอาหารหรูของจิ่งโจว ที่นี่เป็นโรงน้ำชาที่ใหญ่ที่สุดเมื่อเดินเข้าไปอี้หานก็เลือกนั่งที่ด้านในและเริ่มสั่งอาหาร“ท่านหญิง ท่านกินเผ็ดได้หรือไม่”“คุณชายเจียงขอร้องล่ะเรียกข้าว่าม่านซีเถอะ ข้าไม่ได้นึกอยากจะได้ยินยศนั่นเท่าใดนักหรอก แค่ฟังก็ขนลุกแล้ว”“แต่ว่า…”“หากท่านไม่สะดวกเรียกชื่อข้าท่านจะเรียกข้าเหมือนก่อนหน้านี้ก็เรียกเถอะ”“เช่นนั้นคุณหนูกู้…”“คุณชายเจียง คิดไม่ถึงว่าจะพบท่านที่นี่
กู้ม่านซีไม่ได้ไปที่จวนของอี้หานอีกเลยนับตั้งแต่วันที่แมวของนางถูกเขาสาดน้ำจนมันป่วย ขาของมันบาดเจ็บเพราะถูกหญ้าในสวนของเขาบาดจนเลือดออก และเมื่อถูกน้ำสาดเข้าไปมันจึงเป็นหวัดและนอนซมกู้ม่านซีไม่มีอารมณ์ที่จะพบผู้ใดแม้แต่ว่านเนี่ยฟงที่มาขอพบนางก็ให้เขากลับไปและไม่พบผู้ใดเลยตลอดสามวันมานี้“จวนช่างสงบสุขจริง ๆ นะขอรับ”“ปึก!!”เสียงตำราที่อ่านไม่รู้เรื่องถูกวางลงด้วยความหงุดหงิด ต้าจื่อไม่เข้าใจเลยว่าสามวันมานี้แม้ว่าจวนจะเงียบเพราะไม่มีเสียงของคุณหนูกู้ข้างจวนมาวุ่นวายและพูดไม่หยุดอยู่ข้าง ๆ คุณชายของเขาทุกวัน แต่กลับทำให้อารมณ์ของคุณชายฉุนเฉียวง่ายและโมโหง่ายจนผิดสังเกต เขาสั่งให้คนสวนรื้อสวนด้านหลังที่ติดกับสกุลกู้ออกจนโล่งเตียน ทั้ง ๆ ที่ตรงนั้นเขาตั้งใจจะปล่อยให้รกร้างเพราะกู้ม่านซีมันจะเอาบันไดมาพาดขึ้นลงระหว่างสองจวน และก็เป็นเขาที่ไปขยับบันไดให้วางตั้งอย่างมั่นคงด้วยตัวเองจนต้าจื่อนึกสงสัย“อาการของ…. แมวตัวนั้นเป็นอย่างไรบ้าง”“อะไรนะขอรับ แมว…. เอ่อ….คือว่า”“เจ้าไม่ได้ไปถามเลยงั้นหรือ"“ข้าน้อยไม่คิดว่าคุณชายจะใส่ใจ”“ข้าเป็นคนสาดน้ำใส่มันทั้ง ๆ ที่มันบาดเจ็บอยู่ เจ้าควรจะร
“เอ่อ…. คุณหนูไป๋”“เช่นนั้นน้องหมิ่นฮวา กับหนิงลี่นั่งก่อนสิ ม่านซีเจ้าคงไม่ว่าอะไรใช่หรือไม่ ข้าได้สั่งชาชั้นดีพร้อมกับอาหารมาอีกเดี๋ยวคงจะตามมา”“ม่านซี!!”“ท่านพี่อิ่นเหลา ทางนี้เจ้าค่ะ”“ถวายบังคมมู่หรงซื่อจื่อ”“มู่หรงอิ่นเหลา” พระโอรสองค์โตของท่านอ๋องซึ่งรั้งตำแหน่งซื่อจื่อของจิ่งโจวในตอนนี้เดินเข้ามาทักทายพวกเขาและนั่งร่วมวงด้วย ม่านซีรู้สึกดีขึ้นมานิดหน่อย อย่างน้อยก็มิได้มีเพียงไป๋รั่วเวยเท่านั้นที่นางไม่ค่อยชอบหน้า“พระองค์ทรงเสด็จกลับมาจากหัวเมืองแล้วหรือพ่ะย่ะค่ะ”“คุณชายเจียงอย่าได้เกรงใจ พูดกับข้าไม่ต้องเกร็งขนาดนั้น นี่ม่านซีเจ้ารู้หรือไม่ว่าน้องรองน่ะเตรียมของบางอย่างมาแกล้งเจ้าด้วย นี่ข้ามาเพื่อเตือนเจ้าก่อนนะ”“พวกท่านคิดว่าข้ายังเด็กอยู่หรืออย่างไรกันนะ ชอบให้ข้ากลัวอยู่ตลอดเลย”“ไม่หรอกน่าก็แค่สัตว์หน้าตาประหลาด แต่ข้าคิดว่าคงไม่มีอะไรประหลาดเท่ากับแมวอ้วนหน้างอของเจ้าอีกแล้ว”“ตายจริงม่านซี นี่เจ้าเลี้ยงแมวด้วยงั้นหรือคิดไม่ถึงเลยจริง ๆ”ซื่อจื่อหันไปมองสตรีที่เอ่ยแซวญาติผู้น้องของเขา แม้ว่านางจะดูงดงามราวบุปผาในฤดูร้อน แต่สายตาและคำพูดที่กล่าวถึงญาติของเขากลับดู
จวนองค์ชายห้า “พระชายาอยู่ที่ใด”“ทูลองค์ชาย พระชายายังทรงบรรทมอยู่เพคะ”“เช่นนั้นเองหรือ จริงสิชุนหลิน”“เพคะ”“เจ้าไปเอาเสี่ยวจูกลับมาที่นี่เถอะ แล้วก็หาสาวใช้ที่พอรู้ความมาช่วยอีกสักสองสามคนคอยระวังพระชายาให้ข้าระหว่างที่ข้าไม่อยู่ด้วย”“เพคะองค์ชาย ขอบพระทัยเพคะ”ชุนหลินดีใจและรีบออกไปรับเสี่ยวจูกลับมา นางรู้ว่ากู้ม่านซีเอาแต่นอนเพราะนางไม่มีจิตใจอยากจะลุกขึ้นมาทำอะไรทั้งนั้น อีกอย่างตั้งแต่นางตั้งครรภ์ก็อารมณ์แปรปรวนง่ายจนไม่มีผู้ใดเข้าหน้าติด แม้ว่าจะไม่แพ้ท้องแต่ก็ทำให้ทั้งจวนวุ่นวายไปไม่น้อย ห้องบรรทม องค์ชายเดินมานั่งข้าง ๆ พระชายาที่ยังหลับสนิทอยู่บนเตียง ใบหน้านางยามหลับเป็นสิ่งที่เขาชอบมองมากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นขนตางอนยาวเป็นแพ ริมฝีปากที่อวบอิ่มที่เขามักจะใช้เวลากับมันนานที่สุดก่อนจะนอนทุกค่ำคืน แต่ตั้งแต่ที่รู้ว่านางตั้งครรภ์เขาก็แทบจะไม่ได้แตะต้องนางเลย เพราะอยากให้ม่านซีได้พักผ่อนอย่างเต็มที่“ท่านกลับมาแล้วหรือเพคะ”“อย่าพึ่งรีบลุกสิเดี๋ยวจะหน้ามืดเอา เจ้าเป็นอย่างไรบ้างรู้สึกเวียนหัวอยู่หรือไม่”“ไม่แล้วเพคะ หม่อมฉันนอนนานเกินไปเดี๋ยวตอนค่ำจะนอนไม่ได้ นี่กี่ยามแล
สามเดือนถัดมา“ไม่ได้นะ ท่านจะเอามันไปไว้กับท่านพ่อทำไมกัน”“ไม่ได้! หากยังอยู่เช่นนี้สักวันเจ้าต้องเดินสะดุดมันล้มแน่นอน เจ้าดูสิมันอยู่เฉยเสียที่ไหน ต้าจื่อ!”“พ่ะย่ะค่ะองค์ชาย”“ต้าจื่อ!”“พ่ะย่ะค่ะพระชายา”“เอาเสี่ยวจูไปฝากท่านพ่อเอาไว้”“ห้ามเอามันกลับไปนะ หากว่าเสี่ยวจูกลับ ข้าก็จะไม่อยู่กับท่าน!!”“ม่านซี! เหตุใดเจ้าจึงดื้อนัก หมอหลวงก็บอกแล้วว่าช่วงนี้เจ้าอารมณ์แปรปรวน ครรภ์แรกสำคัญมากและห้ามอยู่ใกล้ ๆ สัตว์เลี้ยง อีกอย่างหากเจ้ายังเดินเหินไม่ระวังเช่นนี้สักวัน…”“ท่านไม่เข้าใจข้าเลยสักนิด ท่านเอาแต่ทำงานในราชสำนัก ออกจวนไปตั้งแต่เช้ากลับมาก็ดึกดื่นข้ามีเพียงเสี่ยวจูอยู่เป็นเพื่อน วันนี้ท่านก็จะเอามันกลับไปอีก เจียงอี้หานท่านว่ามาว่าจะให้ข้าทำเช่นไร!!”จวนสกุลกู้ “เฮ้อ… ดูท่าองค์ชายคงต้องรับศึกหนักอีกแล้วสินะ”“งานนี้น้องเขยคงกินข้าวเช้าไม่อร่อยเป็นแน่ขอรับ ตั้งแต่ซีเอ๋อร์ตั้งครรภ์ก็อารมณ์ขึ้น ๆ ลง ๆ ลูกเห็นใจน้องเขยยิ่งนัก”“ครั้งนี้ดูเหมือนว่าจะเสียงดังกว่าทุกครั้ง เป็นเช่นนี้ไม่ดีแน่ แต่ว่าในเมื่อนางแยกครอบครัวไปแล้วเราก็ไม่สมควรจะไปวุ่นวาย”“ขอรับ ลูกแอบถามองค์ชายแล้วพระอ
“เจียงอี้หานคนขี้โกง….”ริมฝีปากเย็นประกบลงไปเพื่อปิดปากคู่หมั้นสาวทันที ม่านซีมิอาจหลีกหนีสัมผัสแห่งรักนี้ได้เลย ทุกครั้งที่ถูกเขาจู่โจมนางมักจะพ่ายแพ้ราวกับถูกหลอมละลายไปด้วยไฟปรารถนาที่พร้อมจะเผาไหม้นางทั้งตัวเช่นนี้“อื้อ อี้หานเราอย่าพึ่ง…อ๊าา”“ไม่ทันแล้ว เจ้าก็รู้ว่าข้าต้องการเจ้าเพียงใด”“อื้อ…แน่นมาก อี้หาน อ๊าา!!”ลิ้นของเขาดูดดึงยอดอกสีหวานพร้อมกับกายท่อนล่างที่กระหน่ำกระแทกถี่ ๆ เพื่อส่งทั้งคู่ไปแตะทางสวรรค์ เหลืออีกกว่ายี่สิบวันที่จะเข้าพิธีแต่งงาน แต่คนที่พระทัยร้อนอย่างองค์ชายห้าก็ยังรอไม่ไหวจนต้องหาเรื่องเข้าหอกับนางเสียก่อน“อ๊ะ อี้หานข้าต้องกลับจวน อ๊าา….”“หากกล้าพูดอีกคืนนี้ก็อย่าได้หวังจะได้เดินลงจากเตียงข้าได้”“อื้อ อ๊าา…ท่านเบาหน่อยสิ อ๊าา!!!”“เจ้าทั้งหอม หวานและน่ากินไปทั้งตัวเช่นนี้ คิดว่าค่ำคืนนี้ข้าคงไม่อิ่มเป็นแน่ ม่านซีเจ้าอย่าได้กลัวไปเลย ไม่ว่าจะเป็นบิดาของเจ้า พี่ชายหรือแม้แต่สาวใช้และองครักษ์ มีผู้ใดบ้างที่จะไม่รู้ว่าพวกเราเป็นอะไรกัน”“อ๊าา อย่าพึ่งพูดข้าจะ…อ๊าา อี้หาน!!”เขารู้ว่านางเริ่มทนไม่ไหวเขาจึงจับนางขึ้นมาจูบ ปากที่บดขยี้รุนแรงพอ ๆ กับแรงกร
จวนองค์ชายห้า “เสี่ยวจู!!”ม่านซีวิ่งกระหืดกระหอบไปที่จวนขององค์ชายห้าโดยมีกู้ซานหรงและจิ่วหลงวิ่งตามมา เมื่ออี้หานเห็นนางจึงรีบเดินเข้ามารับเพราะสีหน้าของคู่หมั้นสาวทั้งซีดเซียวและหวาดกลัว“ม่านซีเจ้าใจเย็น ๆ ก่อนค่อย ๆ พูดนะ”“อี้หาน…ไม่สิ องค์ชาย เสี่ยวจูก่อเรื่องแล้ว”“เรื่องนั้นเจ้าอย่าตกใจไป องค์รัชทายาทก็แค่อยากจะเล่นกับมันเท่านั้น”“แต่ว่าวันถึงกับ…”“เอาน่า ๆ พวกเจ้าเข้ามานั่งก่อนเถอะ ตอนนี้องค์ชายกำลังอาบน้ำเปลี่ยนชุดอยู่ข้างใน เข้ามาแล้วข้าจะเล่าให้ฟัง”“องค์ชายครั้งนี้เสี่ยวจูล่วงเกินองค์รัชทายาท โทษหนักถึงตายเลยนะพ่ะย่ะค่ะ”“ซานหรงเจ้าก็พูดเกินไปแล้วไม่มีอะไรหนักหนาขนาดนั้น เข้ามาก่อนแล้วข้าจะเล่าให้ฟัง ค่อย ๆ เดินนะม่านซี”“แต่ว่าตอนนี้เสี่ยวจู”“ไม่ต้องห่วง ต้าจื่อเอามันไปอาบน้ำน่ะ”“แต่ว่ามันยอมหรือเพคะ”“เข้ามานั่งพักก่อนดูเจ้าสิวิ่งหอบมาเป็นลูกแมวเลย บอกกี่ครั้งแล้วว่าอย่าวิ่ง”“ท่านยังจะมาพูดเช่นนี้อีก ล่วงเกินองค์รัชทายาทถึงกับโดนตัดหัวได้เชียวนะแต่นี่มันถึงกับ…”เจียงอี้หานยิ้มและพานางเดินมานั่งที่ระเบียงซึ่งเป็นที่ประจำของพวกเขาเวลามานั่งจิบชาชมสวนที่นี่ ซานหรงน
“ขอบพระทัยพ่ะย่ะค่ะ”“ดูเจ้าสิ ตั้งแต่มาจิ่งโจวเจ้ารู้ตัวหรือไม่ว่าเปลี่ยนไปมากเพียงใด ไม่คิดเลยว่าเจ้าจะยอมแพ้สตรีเช่นนี้ เป็นเรื่องที่เกิดความคาดหมายของข้านัก”เจียงอี้หานหันไปมองกู้ม่านซีที่มีท่านชายรองคอยพยุงอยู่ไกล ๆ เมื่อพวกเขาหันไปสังสรรค์กันที่อีกโต๊ะหนึ่ง เพียงแค่รอยยิ้มของน้องชายห้าที่ปรากฏองค์รัชทายาทก็พอจะรู้ว่าสิ่งที่น้องชายเลือกในครั้งนี้เป็นเรื่องที่ถูกต้อง“ในตอนแรกข้าคิดว่าเจ้าจะยอมรับเงื่อนไขแต่งงานกับท่านหญิงแคว้นจ้าวเป็นเขยแดนเหนือเสียแล้ว”“ข้าเข้าใจความปรารถนาดีของพี่หญิงรองดี แต่ข้ากับท่านหญิงผู้นั้น… ข้าไม่ได้มองนางเป็นเช่นนั้น”“เจ้าทำให้ท่านหญิงซู่หรงเยี่ยนเสียใจถึงกับต้องไปแต่งกับแม่ทัพแคว้นจ้าวเลยล่ะ ดูเหมือนว่านางจะไม่ได้คิดเหมือนเจ้านะเห็นน้องหญิงรองบอกว่านางไม่ยอมกลับเข้าวังหลังจากทราบข่าวว่าเจ้าออกจากแดนเหนือและใช้ชีวิตที่เหลืออยู่ที่กองทัพหลังจากอภิเษก”“เรื่องนั้นไม่เกี่ยวกับข้า บัดนี้คนที่ข้าต้องดูแล มีเพียงสตรีแสนซนตรงนั้น…เอ๊ะ! ท่านดูสิ นางซนขนาดไหน”ทั้งสองพระองค์หันไปเพราะตกใจเสียงของอี้หานที่มองไปที่ม่านซีตลอด นางเกือบจะล้มเพราะลืมนึกว่าต้องใช้ท
“ท่านพูดอะไรน่ะ”เจียงอี้หานเดินมานั่งใกล้ ๆ และดึงนางเข้ามากอดเอาไว้แน่น นางได้ยินเสียงหัวใจของเขาที่ยังเต้นแรงรัวถี่อยู่ข้างในชัดเจนมากกว่าครั้งไหน ๆ“เจ้าฟังสิ ได้ยินหรือไม่”“ข้าได้ยินชัดแล้ว”“ข้าออกศึกเหนือใต้มานับครั้งไม่ถ้วน สืบคดีตามหัวเมืองทั่วหล้า ไม่มีเรื่องใดที่นึกกลัวเท่ากับวันนี้มาก่อน กู้ม่านซีเจ้าจะช่วยทำให้ข้าคลายกังวลลงได้หรือไม่ นับจากนี้ให้ข้าดูแลเจ้าอยู่กับเจ้าตลอดไปได้หรือไม่ อย่าทำตัวห่างเหิน อย่าจากข้าไปอีกเลยนะข้าขอร้อง”เขาสบตากับนางด้วยความจริงใจ วันนี้นางเองก็รู้ดีว่าในช่วงเวลาที่อันตรายที่สุด นางก็เห็นเพียงใบหน้าของเขา ที่จริงแล้วนางเหมือนจะได้ยินเสียงของเขาก่อนที่จะปรากฏตัวด้วยซ้ำ นางจึงมั่นใจว่าไม่อาจขาดเจียงอี้หานได้เช่นกัน“ข้าขอโทษ จากนี้ไปข้าจะเชื่อฟังและเป็นคู่หมั้นที่ดี จะไม่ทำให้ท่านรู้สึกลำบากใจอีกแล้วองค์ชาย”“เจ้าหายโกรธข้าได้หรือยัง”“ข้าบอกแล้วว่าไม่ได้โกรธท่าน”“เช่นนั้นจะเลิกทำตัวห่างเหินได้หรือยัง”“เลิกแล้ว”“เช่นนั้นอย่าได้คิดหลีกหนีข้าอีกได้หรือไม่”“ไม่หนีแล้ว”“ถ้าอย่างนั้น… แต่งงานกันนะ”“เจ้าค่ะ ข้าจะรีบแต่งงานกับท่านให้เร็วที่สุด”
เจียงอี้หานเร่งควบอาชาเข้าไปในสายหมอกที่เริ่มปกคลุมพื้นที่ป่า เขาเริ่มใช้การฟังเสียงจากระยะไกล ซึ่งก่อนหน้านี้ทุกคนไม่ได้ยินเสียงแต่เพราะวิชาหูแปดทิศเขาจึงได้ยินเสียงตกใจของม้า“ม่านซี!! อยู่ที่ไหน”เสียงธนูที่พุ่งไปตรงเป้าหมายทำให้เจียงอี้หานเริ่มจับทิศทางอีกครั้ง เขาค่อย ๆ ควบอาชาเข้าไปใกล้ ๆ และสั่งให้กำลังทั้งหมดถอยออกไปเพราะเสียงฝีเท้าของม้าหลาย ๆ ตัวทำให้เขาแยกเสียงไม่ออก“จิ่วหลง ต้าจื่อ พวกเจ้าล้อมป่านี้ให้หมดอย่าให้สิ่งใดหลุดออกไปได้ ข้าจะเข้าไปหาม่านซี”""ขอรับ""เจียงอี้หานควบอาชามุ่งหน้าไปทางทิศที่เขาได้ยินเสียงธนู ทั้งเสียงสายน้าวและแรงดึงเขามั่นใจว่าต้องเป็นกู้ม่านซี เพราะเขาจดจำเสียงและน้ำหนักมือของนางได้ดี “ม่านซี!!”“อี้หาน!”ในที่สุดเขาก็เห็น ม่านซีที่ถูกล้อมด้วยหมาป่าสี่ตัว มันน่าจะทำให้ม้าของนางตกใจจนสลัดนางตกลงมา บัดนี้เหมือนกับว่าม่านซีบาดเจ็บที่ขาจึงไม่สามารถหนีจากดงหมาป่าได้ “ฉึก!!”“กรี๊ด!!”“ม่านซี!”นางยิงธนูดอกสุดท้ายที่มีไปที่หมาป่าหัวหน้าฝูงที่ก้าวเข้ามา ทำให้หมาป่าอีกตัวกระโจนเข้าหานาง เจียงอี้หานดึงมีดสั้นที่พกมาพุ่งไปที่ลำคอของมันอย่างแม่นยำ หมาป่าตั
นางยังไม่ยอมหันมาคุยกับเขา เจียงอี้หานไร้หนทางจึงได้แค่กอดนางจากด้านหลังและสารภาพกับนางด้วยความจริงใจเพื่อมิให้กู้ม่านซีเดินหนีเขาไปอีกครั้ง“ครั้งแรกที่มาที่นี่ ข้าเองก็มิได้ต้องการอยากจะผูกมิตรกับผู้ใดเลยจริง ๆ คิดเพียงว่าจิ่งโจวก็ไม่ต่างกับหัวเมืองอื่น ๆ ที่เต็มไปด้วยขุนนางที่มากเล่ห์กล ข้าไม่เคยชอบเลย”ม่านซีได้แต่พ่นลมหายใจเป็นคำตอบ แต่เจียงอี้หานยังไม่คิดจะยอมแพ้ เขากอดนางแน่นขึ้นแต่ก็ไม่กล้าจะทำอะไรมากกว่านี้“เจ้าก็รู้ว่าครั้งแรกที่เราพบกัน ข้าเองก็มิได้ใส่ใจเจ้ารวมถึงคนอื่น ๆ ด้วย ข้าไม่เคยมีเรื่องอื่นให้คิดจนกระทั่งมีเจ้าเข้ามาในชีวิต เริ่มเปลี่ยนหัวใจที่แห้งแล้งของข้า… ทีละนิด พอรู้ตัวก็เอาแต่มองหาเจ้าไม่หยุด ไม่ได้ยินเสียงก็เริ่มกระสับกระส่าย พอเห็นเจ้ามีคนอื่นมาติดพันก็เริ่มหงุดหงิดอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน ม่านซีเจ้าคงคิดว่าข้าเป็นบ้าเป็นแน่”“ปล่อยข้าเถอะ ข้าอึดอัด”“ไม่! ข้ายังพูดไม่จบนะ เจ้าช่วยฟังข้าสักหน่อยเถอะเรื่องแบบนี้ใช่ว่าข้าจะพูดออกมาได้ง่าย ๆ ข้านั่งคิดทั้งคืนแต่ก็ยอมเสียเจ้าไปไม่ได้ ถึงอย่างไรก็ต้องบอกเจ้า ม่านซีข้าขอโทษแต่เพราะตำแหน่งองค์ชายกับอ๋องแม่ทัพแดนอุด
วันถัดมา จวนสกุลกู้ เจียงอี้หานเดินทางกลับมาจากวังหลวงพร้อม ๆ กับใต้เท้ากู้และกู้ซานหรงที่เข้าไปถวายรายงานและส่งมอบรายงานการจับกุมพร้อมกับสรุปเรื่องที่เกิดขึ้นทูลท่านอ๋องให้ทรงทราบ ตอนนี้ดูเหมือนว่าไป๋รั่วเวยจะยังไม่ฟื้นจากอาการบาดเจ็บที่สาหัสราวกับตายทั้งเป็น“ครั้งนี้หากไม่ได้คุณชายเจียง ไม่สิองค์ชายห้าช่วยคลี่คลายคดี การสอบคงจะวุ่นวายมากกว่านี้ อีกทั้งเราอาจจะได้ขุนนางที่เป็นโจรปะปนเข้ามาในราชสำนักโดยไม่รู้ตัวเป็นแน่”“ใต้เท้ากู้กล่าวเกินไปแล้ว ข้าเองก็มีความผิดซึ่งเดิมทีที่ข้าเลือกจะมาพักที่นี่เป็นเพราะสงสัยท่านเป็นคนแรก ขออภัยด้วยจริง ๆ ขอรับ”“มิได้ ๆ กระหม่อมย่อมทราบดีอยู่แล้วว่าเมืองอื่น ๆ ก่อนหน้านี้เกิดเรื่องใดขึ้น เพียงแต่คิดไม่ถึงจริง ๆ ว่าผู้ที่จะมาอยู่ข้างจวนจะเป็นเพชฌฆาตไร้เงาผู้เลื่องชื่อคนนั้น อีกอย่างตอนนี้…เอ่อ”กู้ซานหรงหันไปมองหน้าขององค์ชายห้าที่ทำหน้าเจื่อนลงเล็กน้อย ที่จริงพวกเขาก็สังเกตเห็นตั้งแต่ก่อนออกจากวังแล้วว่าเจียงอี้หานมีสีหน้าที่ดูไม่ดีนัก ซึ่งซานหรงพอจะเดาเหตุการณ์ออก“ซีเอ๋อร์รู้ฐานะที่แท้จริงขององค์ชายแล้วใช่หรือไม่”“อะไรนะ! หรือว่าเมื่อคืนนี้…”