"ชีวิตพลิกผันได้เข้ามาเป็นชายาขององค์ชายอัปลักษณ์ แต่เมื่อเข้ามาอยู่วังหลังทุกอย่างกลับไม่เป็นเช่นดั่งที่นางคิดไว้"
บทที่ 1 เรือนสกุลจิว
“กรุบกรับ กรุบกรับ” เสียงฝีเท้าของรถม้ากำลังวิ่งอยู่หนทางอย่างรวดเร็วสตรีที่งดงามพร้อมกับท่านป้านั่งอยู่บนรถม้านั้นถูกบังคับโดยบ่าวรับใช้ของเขา กำลังมุ่งหน้าไปที่บ้านเกิดของจิวหลิน นางตื่นเต้นมากเพราะนางจำอะไรไม่ได้สักอย่างรวมถึงใบหน้าท่านพ่อและท่านแม่ หัวใจอยู่ไม่เป็นสุข นางพยายามข่มใจหายใจเข้าออกอย่างช้า ๆ จนท่านป้าของนางมองออก
“จิวหลินเจ้าตื่นเต้นสินะ "
“ท่านป้า ข้าตื่นเต้นจนขาของข้าอยู่ไม่นิ่งแล้ว อยากรู้เหลือเกินว่าใบหน้าของท่านพ่อท่านแม่จะเป็นเช่นไร พี่สาวของข้าจะงดงามมากกว่าข้าไม่นะ” นางจินตนาการคิดถึงใบหน้าของครอบครัวก็ยิ้มออกมาอย่างตื่นเต้น
“เด็กน้อยเอ๋ย ท่านพ่อท่านแม่ของเจ้าก็มีใบหน้าเฉกเช่นเจ้า เจ้าถอดแบบทั้งสองออกมาทั้งหมด หากเจ้าอยากคลายความตื่นเต้นเจ้าก็เปิดหน้าต่างออกไปรับลมให้สบายใจเถิด อีกไม่นานก็ถึงเรือนสกุลจิวแล้วล่ะ” หญิงวัยชราเอ่ยกับนางอย่างเอ็นดู หากเด็กสาวที่เขาเลี้ยงมาตั้งแต่เด็ก แต่งงานออกเรือนไปเขาคงจะเศร้าไม่น้อย เพราะจิวหลินเป็นเด็กฉลาดพูดเก่ง ทำให้นางรักเช่นบุตรที่ออกมาจากท้องของนาง
จิวหลินเปิดหน้าต่างรับลมเล็กน้อย วันนี้อากาศค่อนข้างดีนางมองทอดไปด้านหน้าลมตีเข้ากับใบหน้าทำให้นางสบายใจขึ้น ไม่นานนักรถม้าก็มาถึงที่หมู่บ้าน จิวหลินตื่นตาเป็นอย่างมาก แม้ที่ที่นางอยู่จะมีตลาดเช่นกันแต่ที่นี่ก็มีอะไรที่ไม่เหมือนกับที่นางอยู่มากมาย จนกระทั่งรถม้ามาหยุดอยู่ที่หน้าเรือนหลังใหญ่ ป้ายชื่อสลักติดบนหน้าประตูทางเข้าคือบ้านสกุลจิว หัวใจของนางเต้นแรงจนแทบไม่เป็นจังหวะมือไม้เย็นเพราะความตื่นเต้น ท่านป้าของนางจับมือของนางเอาไว้และให้มืออีกข้างตบลงที่หลังมือเบา ๆ
“เจ้าคงตื่นเต้นมากสินะ มือของเจ้าถึงเย็นได้ขนาดนี้ มาเถิดตอนนี้ถึงบ้านสกุลจิวแล้ว” ท่านป้าได้เอ่ยบอกกับจิวหลิน
“ท่านป้าลงดี ๆ นะเจ้าคะ วันก่อนท่านป้าบ่นว่าปวดเข่าอยู่เมื่อกลับจากงานของพี่จิวซินข้าจะนวดให้ท่านป้าเองนะเจ้าคะ”
“เด็กคนนี้ช่างพูดเอาใจข้าเก่งเสียจริง ” ทั้งสองยิ้มให้กันและเดินลงจากรถม้าอย่างช้า ๆ
ชายชรากับสตรีที่ยืนอยู่ข้าง ๆ ใบหน้าซูบผอมแต่ก็มีราศีของฮูหยินจับอยู่ จิวหลินรู้ในทันทีว่านี่คือท่านพ่อและท่านแม่ของนาง เมื่อนางเห็นท่านทั้งสองจึงได้โค้งตัวลงคารวะ
“ข้าจิวหลิน คารวะท่านพ่อ คารวะท่านแม่” ผู้เป็นป้าที่เฝ้าฝึกสอนมาก็ยิ้มอย่างปลื้มปริ่มหัวใจ
“ท่านพี่สบายดีหรือ นี่เจ้าคือจิวหลินของเราหรือนี่” ท่านพ่อได้เอ่ยถามพี่สาวของตนก่อนจะมองดูสตรีร่างเล็กใบหน้าจิ้มลิ้มยืนคารวะเขาอยู่ส่วนผู้เป็นแม่นั้นก็ได้โผล่เข้ากอดบุตรของตนเองด้วยความคิดถึง
“จิวหลินของข้า เจ้าช่างเหมือนกับพี่สาวของเจ้าไม่มีผิด เป็นเช่นไรบ้างชีวิตเจ้าคงอยู่อย่างสุขสบายสินะดูสิเนื้อตัวของเจ้าสะอาดสะอ้านแถมใบหน้ายังเกรี้ยงเกรา ข้าต้องขอบน้ำใจท่านพี่ที่ดูแลจิวหลินของเราดีขนาดนี้”
“เอาเถิด ๆ พวกเจ้าจะไม่ชวนข้าเข้าเรือนหรืออย่างไร อีกอย่างพวกเจ้ามีเวลาที่จะอยู่จิวหลินอีกหลายวัน ข้าจะมาพักที่นี่เมื่อเสร็จงานของจิวซินแล้วจะกลับ " พี่สาวได้เอ่ยปรามทั้งสองคน
“เชิญท่านพี่ ข้าได้ให้สาวใช้เตรียมห้องไว้ให้แล้ว ส่วนเจ้าเองก็เดินทางมาเหนื่อยสินะ ดูสิมือเจ้าเย็นไปหมด ” ท่านแม่ของจิวหลินได้เอ่ยถามนาง ตอนนี้นางดีใจมากส่ะจนเอ่ยอันใดไม่ออกเอาแต่จับจ้องใบหน้าของทั้งสอง
“ข้า ไม่เหนื่อยเลยท่านแม่ ว่าแต่พี่สาวของข้าอยู่ที่ใด นางมีใบหน้าเช่นข้าจริงหรือ"
“ใช่แล้วล่ะ พี่สาวของเจ้ามีใบหน้าเช่นเจ้าทุกประการ มาเถิดเข้ามาข้างในก่อน ” ทั้งสี่คนก็ได้เดินเข้ามาในเรือน บ่าวรับใช้ก็ได้ยกของใช้ของท่านป้าและจิวหลินไปเก็บไว้ที่ห้องที่จัดเตรียมไว้ให้ ท่านป้าก็ได้ขอคุยกับท่านพ่อเป็นการส่วนตัว ทำให้ตอนนี้จิวหลินนั้นได้อยู่กับท่านแม่ของนางที่ห้องโถงใหญ่
ท่านแม่ได้ให้สาวใช้ไปตามจิวซินมาพบกับน้องสาวของตนเอง
ท่านแม่ก็ได้เอ่ยถามสารทุกข์สุขดิบกับจิวหลินอย่างสนใจความเป็นอยู่ นางเองก็เล่าเรื่องราวของตนเองให้ท่านแม่ฟังอย่างสนุกสนาน
“เจ้าคงคิดถึงพ่อกับแม่มากสินะ ต้องขอโทษเจ้าด้วยที่ไม่ได้ไปหาเจ้าที่เรือนของท่านพี่เลย "
“ข้ารู้ว่าร่างกายของท่านแม่ไม่ค่อยดีท่านป้ามักจะเล่าให้ข้าฟังบ่อย ๆ แถมท่านพ่อก็มีงานมากมายที่ต้องทำ ข้าไม่เคยน้อยใจเลยสักนิดท่านแม่อย่าเป็นกังวล เพราะข้ามีท่านป้าที่ใจดีเมตตาข้าดั่งเป็นบุตรสาวของท่านป้าเอง ข้าก็ไม่เคยขาดเหลืออันใดเลยเจ้าค่ะ” จิวหลินจับมือของท่านแม่มากุมไว้ผิวหนังที่เริ่มหุ่มกระดูกทำให้จิวหลินได้รู้ว่าท่านแม่ของตนเองนั้นป่วยหนักไม่น้อย
“นี่ท่านแม่ ท่านจะให้สาวใช้ไปตามข้ามาทำไมรู้หรือไม่นี่มันเป็นเวลานอนของข้า” เสียงแผดเข้ามาในห้องโถงทำให้จิงหลินรีบหันไปมอง สตรีที่เดินเข้ามาช่างมีใบหน้างดงามราวเทพธิดา ชุดสีส้มที่สวมใส่ช่างขับกับผิวของนางยิ่งนักใบหน้าที่แต่งแต้มด้วยของประทินโฉม ปิ่นที่ปักมากมายบนศรีษะแม้กระทั่งริมฝีปากที่แดงดั่งสีของกุหลาบช่างเข้ากับนางยิ่งนัก ทำให้จิงหลินตกอยู่ในพวังภ์ของความงดงามของพี่สาวของตน ช่างแตกต่างจากนางที่แทบจะแต่งกายเป็นบุรุษอยู่ทุกครั้ง ใบหน้าที่ไม่เคยแต่งเติมมือเล็ก ๆ ของนางก็แข็งกระด้างเพราะมักออกไปช่วยชาวนาทำงาน ชีวิตของนางกับพี่สาวช่างแตกต่างกันเสียจริง
“ที่ข้าเรียกเจ้ามาพบเพราะอยากให้เจ้าพบกับน้องสาวฝาแฝดของเจ้า นี่จิวหลินนางเป็นน้องสาวที่คลอดตามเจ้าออกมา” ท่านแม่แนะนำให้ลูกทั้งสองได้รู้จักกัน จิวหลินดีใจมากจึงได้วิ่งเข้าไปหาจิวซิน
“ท่านพี่ ท่านพี่ของข้าช่างงดงามยิ่งนักข้าดีใจเหลือเกินที่เจอท่าน” แต่ทว่าใบหน้าของจิวซินกลับไม่ได้ดีใจอย่างที่จิวหลินคิดไว้ นางชักสีหน้ารังเกียจหญิงสาวที่มาจากบ้านนอก และผลักนางออกจากกายของตน
“อี้!! ออกไปไกล ๆ ตัวของข้า เสื้อผ้าของข้าจะติดกลิ่นดินของเจ้า แม้เจ้าจะเป็นน้องฝาแฝดของข้าแต่เจ้าก็ไม่ได้เหมือนข้าแม้แต่น้อย ข้าไม่ได้ยินดีที่มีเจ้าหรอกนะ ท่านแม่หากหมดเรื่องแล้วข้าขอตัว ช่างเสียเวลานอนข้าเสียจริง” จิวหลินที่คิดในใจมาตลอดว่าพี่สาวของนางจะคิดถึงนางมากเพียงใดหากได้พบหน้ากันคงมีเรื่องราวมากมายมาเล่าสู่กันฟังและรักนางเหมือนที่นางนั้นรักพี่สาวของนาง แต่ทว่านางกลับถูกมองด้วยสายตารังเกียจและไม่ได้ดีใจเลยแม้สักนิดที่ได้เจอนางในครั้งนี้ จิวหลินใบหน้าถอดสีถอยหลังออกห่างจากจิวซินมือทั้งสองข้างประกบกันอย่างแนบแน่น
บทที่ 2 ท่านพี่ที่แสนดีของข้าจิวซินใช้มือปิดปากหาวนอนและกำลังจะเดินกลับห้องของนาง แต่ท่านแม่ก็รีบจับตัวของนางไว้ก่อน“นี่จิวซิน เหตุใดเจ้าถึงกล่าวว่าจิวหลินเช่นนี้ อย่างไรนางก็เป็นน้องสาวของเจ้า ช่วยพูดดี ๆ กับนางได้หรือไม่ ข้าอยากให้พวกเจ้าทั้งสองรักกัน ""ท่านแม่อย่าต่อว่าท่านพี่เลยเจ้าค่ะ ตัวของข้ามีกลิ่นเหม็นโคลนเพราะข้ารีบร้อนที่จะมาพบท่านพ่อท่านแม่จึงไม่ได้ล้างเนื้อล้างตัวให้ดี ปล่อยให้ท่านพี่ไปพักผ่อนเถิดเจ้าค่ะ” จิวหลินรีบห้ามท่านแม่ไม่ให้ต่อว่าท่านพี่มิเช่นนั้นนางอาจจะเกลียดขี้หน้าจิวหลินไปมากกว่านี้“ก็นางตัวเหม็นจริง ๆ นี่เจ้าคะ อีกอย่างข้าไม่ถือว่ามีน้องสาวเพราะข้าคือบุตรสาวเพียงผู้เดียวของตระกูลจิว นางเป็นบุตรของท่านป้ามิใช่หรือเจ้าคะ เห็นที่นางเอ่ยออกมามั้ยเจ้าคะ” จิวซินสะบัดมือของท่านแม่ออกจากกับถูกจับก่อนจะเดินออกไปจากห้องโถงโดยไม่สนใจความรู้สึกของทั้งสองคนในตอนนี้“เป็นเพราะข้าเองที่เลี้ยงดูจิวซินอย่างตามใจมาโดยตลอดนางจึงมีนิสัยเช่นนี้ เจ้าอย่าน้อยใจนำคำพูดของนางเลยนะ "“ข้าไม่เป็นอันใดหรอกเจ้าค่ะ ท่านแม่อย่าใส่ใจเลย ว่าแต่ตอนนี้ข้าหิวเหลือเกิน พาข้าไปหาอะไรกินได้หรื
บทที่ 3 จิวซินหายตัวไปยามเหม่า (05.00) สาวใช้พากันตื่นตั้งแต่ยังไม่สว่างเพราะต้องจัดเตรียมแต่งกายให้แก่จิวซิน เป็นเวลาเดียวกันที่จิวหลินนั้นตื่นขึ้นมาเพราะนางเป็นคนที่หูเบามาก นางจึงเดินออกมาดูสาวใช้ที่กำลังจัดเตรียมของต่าง ๆ อย่างกระตือรือร้น"คุณหนูมาทำอันใดอยู่ตรงนี้เจ้าคะ รีบมากับข้าเถิดเดี๋ยวจะไม่ทันการ" จิวหลินที่กำลังเดินอยู่ก็ถูกสาวใช้ที่ดูเหมือนจะเป็นแม่บ้านเก่าแก่ของที่นี่ แต่ที่จิวหลินไม่เข้าใจคือนางมาดึงแขนจิวหลินไปทำไมกัน"เดี๋ยวสิ ท่านจะพาข้าไปที่ใดหรือ" จิวหลินคิ้วขมวดเอ่ยถามอย่างสงสัย"ก็ต้องไปที่ห้องแต่งตัวสิเจ้าคะ อีกประเดี๋ยวฟ้าก็สว่างขบวนเกี้ยวขององค์ชายก็จะมาถึงเดี๋ยวไม่ทันการเจ้าค่ะ อย่าเอ่ยอันใดอีกเลยรีบตามข้ามาเถิดเจ้าค่ะ" จิวหลินยิ่งไม่เข้าใจเข้าไปใหญ่ผู้ที่จะแต่งงานออกนอกเรือนวันนี้ต้องเป็นท่านพี่สิมิใช่นางเสียหน่อย นางจึงหยุดเดินทำให้สาวใช้ถึงกับเซเพราะแรงของจิวหลินนั้นมีมากเหลือเกิน"แต่ข้ามิใช่ท่านพี่จิวซิน และข้าก็ไม่เชื่อว่าท่านมองไม่ออก ท่านดูแลท่านพี่มาตั้งแต่เด็ก ดูไม่ออกจริง ๆ นะหรือ" จิวหลินเห็นว่าบางอย่างผิดแปลกไปทำให้นางเอะใจเหตุใดจู่ ๆ ถึงมาจับต
บทที่ 4 เข้าพิธีแทนจิวหลินถูกแต่งกายประทินโฉมงดงามหากไม่มีผู้ใดรู้ก็คิดว่านี่คือจิวซินทั้งสองช่างเหมือนกันเสียจริงจนแม่นมต้องตกใจเมื่อเห็นจิวหลินแต่งกายเสร็จ นางจึงเดินเข้ามาใช้ผ้าคุมสีแดงคุมใบหน้าของจิวหลินพร้อมพานางเดินออกไปด้านนอกเพื่อรอรับองค์ชายไม่นานนักขบวนเกี้ยวใหญ่โตก็ได้เคลื่อนขบวนมาหยุดอยู่หน้าบ้านของใต้เท้าจิวหัวใจของจิวหลินเต้นไม่เป็นจังหวะด้วยความตื่นเต้นทั้งตื่นกลัว นางอยู่ในผ้าที่ปกคุมจึงไม่ได้เห็นว่าองค์ชายที่จะแต่งกับท่านพี่จิวซินมีใบหน้าเช่นใด ท่านพ่อได้เข้ามาจับมือของจิวหลินเพื่อส่งนางขึ้นเกี้ยวไปทำพิธีที่วังหลวง จิวหลินก้าวเท้าขึ้นเกี้ยวชาวบ้านสาวใช้ต่างพากันมุงดูงานรื่นเริงช่างเป็นเรื่องที่น่ายินดี แต่แตกต่างกับจิวหลินที่เอาแต่กังวลว่าท่านพี่จิวซินจะพบก่อนเสร็จพิธีหรือไม่ เพราะพิธีสุดท้ายของการแต่งงานคือการเข้าห้องหอ นางลืมคิดเรื่องนี้ไปเสียสนิท แต่ก็ไม่ทันการแล้วเมื่อเกี้ยวเริ่มเคลื่อนขบวนออกจากเรือนของใต้เท้าจิวมุ่งสู่วังหลวงสักพักเกี้ยวก็ได้หยุดลงทหารที่แบกเกี้ยวได้เปิดผ้าขึ้นให้องค์ชายได้เข้าไปรับตัวเจ้าสาวเพื่อทำพิธีต่อ"ลงมาเถิดถึงตำหนักของข้าแล้ว" น้ำเสี
บทที่ 5 น่าเห็นใจราตรีมาเยือนเมื่อดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้าจิวหลินทำได้เพียงกังวลใจเป็นห่วงท่านป้าเพราะไม่รู้จะเป็นเช่นไรบ้าง จนซือเล่อต้องมาปลอบประโลม"พระชายาเพคะตอนนี้ถึงเวลามื้อค่ำแล้วอีกสักประเดี๋ยวก็คงมีนางกำนัลนำสำรับมาให้เพคะ""ข้าจะมีอารมณ์กินได้อย่างไรในเมื่อทุกอย่างเปลี่ยนไปเช่นนี้ เจ้าก็หยุดพูดจากับข้าเช่นนี้เถิดนะ""ไม่ได้หรอกเพคะ หากผู้อื่นมาได้ยินหม่อมฉันเกรงว่าหัวไม่อยู่บนบ่าอีกต่อไปเพคะ" ซือเล่อยืนอยู่ข้าง ๆ ได้บอกแก่จิวหลิน"แล้วเมื่อไหร่ท่านพ่อจะหาตัวท่านพี่พบนะ โชคดีหน่อยที่องค์ชายห้าไม่สนใจที่จะร่วมหอไม่เช่นนั้นคืนนี้ข้าคงต้องทำหน้าที่แทนท่านพี่ จริงสิข้าจะมั่วแต่มานั่งวิตกกังวลไม่ได้ข้าจะต้องเอาตัวรอดให้ได้จนกว่าจะหาท่านพี่พบ เจ้ารู้ประวัติองค์ชายห้าหรือไม่ช่วยเล่าให้ข้าฟังที" ซือเล่อทำหน้าหวาดกลัวเล็กน้อยก่อนจะเล่าเรื่องราวขององค์ชายห้าให้แก่จิวหลินฟังองค์ชายห้านามว่าเสี่ยวหลงเป็นโอรสของฝ่าบาทที่มีกับนางสนมคนโปรดไม่ว่าจะเป็นท่องตำราหรือการเรียนฟันดาบฝีมือขององค์ชายเสี่ยวหลงนั้นก็โดดเด่นเป็นที่น่าชื่นชมของฝ่าบาท แต่เป็นเรื่องที่ไม่น่าพอใจกับฮองเฮาเพราะเกรงกลัวว่าวันห
บทที่ 6 เสียจูบจิวหลินตกใจที่จู่ ๆ ชายร่างใหญ่ก็ได้จับปิ่นปักผมออกจากมือของนางไปโดยง่ายแถมตอนนี้นางยังตกอยู่ในอ้อมแขนเขาอีกต่างหาก"ปล่อยข้านะ นี่เจ้าเป็นใครกันแน่ไม่รู้หรือไงว่าข้าเป็นผู้ใดการถูกเนื้อต้องตัวข้าเจ้ามีโทษถึงแก่ชีวิตได้" จิวหลินได้ขู่ชายตรงหน้าเพื่อให้เขาปล่อยนางออกจากการถูกเขาโอบนางไว้"หึ ข้าไม่กลัวสักนิดเจ้าก็แค่ชายาขององค์ชายอัปลักษณ์ ในวังหลวงแห่งนี้ไม่มีผู้ใดหวาดกลัวหรอกนะ เพราะองค์ชายอัปลักษณ์ไม่มีอำนาจในมือ ขนาดนางกำนัลขันทียังไม่มีผู้ใดเกรงกลัวเลย ""เจ้ารู้แล้วก็ปล่อยข้าสิ ถึงอย่างไรข้าก็มีฐานะเป็นถึงพระชายาขององค์ชายห้า เจ้าไม่มีสิทธิ์ที่จะมาแตะต้องข้าเช่นนี้มิเช่นนั้นข้าจะตะโกนเรียกให้ทหารมาช่วยและครั้งนี้ข้าไม่ได้ขู่จริง ๆ ด้วย" จิวหลินกำลังจะอ้าปากตะโกนเรียกทหารแต่ทว่าต้องถูกชายแปลกหน้าผู้นี้ประกบจูบเพื่อปิดปากนางไว้ จิวหลินตกใจเบิกตาโพลงโตเมื่อจู่ ๆ ริมฝีปากหนามาประกบปิดปากของนางจนไม่มีทางให้นางได้กรี๊ดออกมา เขาค่อย ๆ ใช้ลิ้นชุ่มกวาดเข้าไปในปากบางของนาง นี่เป็นครั้งแรกที่นางถูกบุรุษแตะเนื้อต้องตัวมีหรือที่นางจะมีเรี่ยวแรงตอบโต้แต่กลับอ่อนระทวยกับรสจูบที่
บทที่ 7 ข้ารับใช้ประจำตัวรุ่งสางมาเยือน แสงสว่างสาดส่องลอดเล็ดเข้ามาผ่านทางหน้าต่างที่ถูกเปิดโดยซือเล่อที่จัดเตรียมทุกอย่างให้จิวหลินเจ้านายคนใหม่ของนางด้วยความเต็มใจ ก่อนที่จะไปปลุกจิวหลินที่นอนยังไม่ตื่นเพราะเอาแต่คิดโมโหชายแปลกหน้าผู้นั้นจนผล็อยหลับไปจวบจนใกล้แจ้ง"พระชายาเพคะ ตื่นได้แล้วเพคะหม่อมฉันจะออกไปที่เรือนของใต้เท้าจิวตามที่พระชายาสั่งแล้วนะเพคะ" จิวหลินที่นอนอย่างสบายก็ต้องลืมตาขึ้นมาเพราะเสียงเล็กแหลมที่ดังอยู่ข้างหู"อือ... เจ้าจะไปแล้วรึ " จิวหลินลุกขึ้นขยี้ตาของตนเองก่อนจะยืดแขนชูขึ้นเพื่อบิดขี้เกียจ"เพคะ หม่อมฉันจะรีบไปรีบกลับนะเพคะ ไม่รู้เลยว่าในวังหลังแห่งนี้จะมีผู้ใดที่ใจดีกับพระชายาบ้าง หม่อมฉันพอได้ยินมาว่าในวังหลังนั้นล้วนแต่แก่งแย่งริษยากันเพคะ " ซือเล่อเล่าด้วยใบหน้าเต็มไปด้วยความกังวล"เจ้าไม่ต้องเป็นห่วงข้า รีบไปทำตามที่ข้าสั่งเถิด ขนาดงานมงคลยังไม่มีผู้ใดมาแสดงความยินดี เจ้าไม่ต้องกลัวว่าผู้ใดจะมาทำอันใดข้า ข้าว่าการเป็นพระชายาขององค์ชายห้าก็ดีเช่นกันไม่มีผู้ใดสนใจดี ""เพคะ งั้นหม่อมฉันจะไปแล้วนะเพคะ"ซือเล่อโค้งคำนับตามขนบธรรมเนียมเมื่อสตรีที่อยู่ตรงหน
บทที่ 8 ท่านป้ามาหาตลอดทางที่เดินมาจิวหลินก็ได้มองรอบ ๆ อย่างตื่นเต้น วังหลวงช่างกว้างใหญ่นัก ยิ่งเดินเข้ามาใกล้ตำหนักของฮ่องเต้ยิ่งงดงาม จนจิวหลินยิ้มเล็กยิ้มใหญ่เมื่อมีวาสนาได้เข้ามาในวังหลวงแห่งนี้ แต่แล้วจู่ ๆ องค์ชายเสี่ยวหลงก็ได้หยุดเดินทำให้จิวหลินที่เอาแต่มองไปทางอื่นไม่ทันสังเกตว่าเสี่ยวหลงหยุดเดินทำให้นางสะดุดหน้าชนเข้ากับแผ่นหลังของเขาอย่างจัง "โอ๊ย ! " เสี่ยวหลงหันกลับมามองสตรีร่างเล็กที่ใช้มือจับหัวตนเอง"นี่เจ้าเม่อลอยอันใด มีเรื่องอันใดให้เจ้าคิดนักหนา ""แล้วผู้ใดบอกให้องค์ชายหยุดเดินเช่นนี้เพคะ " จิวหลินเงยหน้าตำหนิองค์ชายเสี่ยวหลงที่จู่ ๆ เขาเองที่เป็นผู้หยุดเดิน"ต้องหยุดสิในเมื่อตอนนี้ถึงหน้าตำหนักของท่านพ่อแล้ว เจ้าต่างหากที่เอาแต่เม่อลอย""ชิ หม่อมฉันผิดก็ได้เพคะ " เขาแสยะยิ้มมุมปากก่อนจะพาจิวหลินเดินต่อเข้าไปด้านในตำหนักของฮ่องเต้ "องค์ชายห้าเสี่ยวหลงเสด็จพะย่ะค่ะ" ขันทีหน้าห้องของฝ่าบาทได้ตะโกนเข้าไปด้านในเพื่อแจ้งให้ได้รู้ "เข้ามาได้" น้ำเสียงเข็มขรึมน่าเกรงขามเปล่งออกมาจากด้านในทำให้จิวหลินเริ่มกังวลเกรงว่าตนเองจะทำตัวไม่ดีจนสั่นเทาไปทั้งตัว ทำให้เสี่ยวหล
บทที่ 9 เจ้ามันเสแสร้ง"นี่เจ้าองค์ชายเสี่ยวหลงอยู่ในห้องหรือไม่ ? เข้าไปบอกองค์ชายให้ข้าทีว่าข้าขอพบ" "พะย่ะค่ะพระชายา" ขันทีขององค์ชายที่ยืนอยู่ด้านหน้าห้องได้ตอบรับคำสั่งของพระชายาพร้อมเดินเข้าไปในห้องเพื่อกราบทูลเรื่องที่พระชายาขอเข้าพบ ไม่นานนักขันทีก็ได้เดินออกมา"องค์ชายให้พระชายาเข้าไปพบได้พะย่ะค่ะ แต่ทว่าองค์ชายให้พระชายาเข้าไปในตำหนักเพียงลำพังโดยไม่มีสาวใช้หรือนางกำนัลตามเข้าไปพะย่ะค่ะ" จิวหลินคิ้วขมวดชนกันอย่างไม่เข้าใจ ทำไมองค์ชายเสี่ยวหลงต้องทำตัวเช่นนี้หรือเขาไม่ชอบอยู่กับผู้คนมาก ๆ กันนะ จิวหลินจึงหันกลับไปสั่งนางกำนัลพร้อมกับซือเล่อให้รออยู่ด้านนอก"เช่นนั้นพวกเจ้ารอข้าอยู่ด้านนอกแล้วกัน""เพคะ /พะย่ะค่ะ" จิวหลินย่ำเท้าเดินเข้าไปเหยียบในตำหนักของเสี่ยวหลง ด้านในห้องของเขาเต็มไปด้วยตำรามากมายแทบจะเป็นห้องอ่านตำรามากกว่าเป็นตำหนักขององค์ชายเสียมากกว่า นางเดินเข้ามาเรื่อย ๆ ก็ต้องชะงักเมื่อจู่ ๆ เขาก็เอ่ยดังขึ้น "มีเรื่องอันใดเจ้าถึงมาหาข้าถึงที่นี่ คงไม่มาโวยวายเรื่องที่ข้าไม่ยอมร่วมหอกับเจ้าหรอกนะ เพราะสักครู่ข้าเห็นคนของตระกูลจิวมาคงจะมาถามเรื่องความมั่นคงของตระกู
บทที่ 21 หอมหวาน ฝั่งด้านจิวหลินหลังจากเกิดเหตุการณ์ที่ทำให้นางได้รู้ความจริงวันนั้น มันทำให้นางเข้มแข็งและไม่โศกเศร้าอีกต่อไปเพราะข้างกายของนางมีเสี่ยวหลงที่คอยเอาใจใส่แถมช่วงนี้ดูแลนางเป็นอย่างดี และนางยังมีซือเล่อที่คอยอยู่เคียงข้าง ๆ จิวหลินยิ้มกว้างออกมาอย่างสุขใจจนคนที่นั่งอยู่ข้าง ๆ พลอยมีความสุขไปด้วย "พระชายาเจ้ามีเรื่องอันใดน่ายินดีหรือ ?""หม่อมฉันมีความสุขเพคะ หากเป็นความฝันหม่อมฉันเองก็ไม่ขอตื่นเลยเพคะ " "นี่มิใช่ความฝันเสียหน่อยต่อจากนี้ข้าจะทำให้เจ้ามีความสุขในทุก ๆ วันเอง เจ้านั่งอยู่นิ่ง ๆ สักครู่ อากาศร้อนเช่นนี้แต่เจ้ากลับมีความสุข เจ้าคงชอบออกมานอกเมืองสินะ" เสี่ยวหลงหยิบผ้าเช็ดหน้าของตนมาเช็ดเหงื่อที่ไหลออกมาบนหน้าของจิวหลิน ตอนนี้ทั้งสองนั่งอยู่บนเกี้ยวโดยเป็นขบวนเสด็จของราชวงศ์ วันนี้มีงานรื่นเริงที่ถูกจัดเตรียมขึ้น มีการแข่งขันควบม้าเร็วตามมาด้วยการฟันดาบ ผู้ที่ชนะสามารถขอสิ่งที่ปรารถนาจากฝ่าบาทได้ "ไม่ว่าที่ใดมีท่านพี่ที่ตรงนั้นข้าก็มีความสุขได้ทั้งนั้นเพคะไม่ว่าจะร้อนหรือหนาว" จิวหลินมองเสี่ยวหลงตาหยาดเยิ้ม "เจ้านี่เอ่ยอันใดก็ไม่รู้ ทำตัวให้สมกับเป็นสตรี
บทที่ 20 ข้าไม่มีทางยอมเสี่ยวหลงได้ให้องครักษ์ไปที่เรือนของใต้เท้าจิวเพื่อบอกให้ทหารที่นำเกี้ยวพาพระชายากลับวังหลวงและไม่แจ้งว่าตอนนี้จิวหลินได้กลับแล้วเพราะอย่างไรคนพวกนั้นคงไม่ได้เป็นห่วงนางหลังจากมาถึงตำหนักเสี่ยวหลงพาจิวหลินไปพักที่ห้อง ในห้องอบอวลไปด้วยกลิ่นธูปหอมทำให้นางได้รับกลิ่นมีอาการผ่อนคลายไปได้บ้าง "เจ้าบอกว่าอยากพักตอนนี้ก็พักเถิดนะ เมื่อถึงเวลาอาหารข้าจะให้ขันทีจางมาเรียกเจ้า" เสี่ยวหลงลูบหัวของจิวหลินอย่างอ่อนโยน "เพคะ ขอบคุณนะเพคะที่มาพบเจอหม่อมฉันในวันนี้ ทำให้หม่อมฉันรู้สึกสงบใจมาก ""เจ้ามีเรื่องอันใดอยากจะระบายให้ข้าฟัง ข้าก็พร้อมรับฟังเจ้าเสมอแต่ถ้าหากเจ้ายังไม่อยากจะเอ่ยเรื่องใดข้าก็จะไม่บังคับ นอนพักเถอะนะ" เสี่ยวหลงห่มผ้าให้จิวหลินก่อนจะเดินออกจากห้อง แต่ทว่าเมื่อมองไม่เห็นหลังของเสี่ยวหลง จิวหลินก็ได้ลุกขึ้นนั่ง นางจะหลับตาลงได้อย่างไร ในเมื่อตอนนี้นางรู้สึกผิดกับซือเล่อมาก เพราะความโมโหทำให้นางใช้อารมณ์ต่อว่าซือเล่อแถมยังไล่นางอีกต่างหาก "นี่ข้าทำอันใดลงไป ตอนนี้นางจะอยู่ที่ใดกันนะ " จิวหลินลุกขึ้นเดินไปเปิดประตูเพื่อเรียกหาขันทีจาง ก็พบกับซือเล่อที่ยื
บทที่ 19 กลับตำหนักเรากันเถอะ "เกิดอันใดขึ้นแล้วพระชายาเล่า" องครักษ์ใช้มือแตะลงที่บ่าของซือเล่อเพื่อถามหาพระชายา ซือเล่อยืนตัวสั่นดวงตาแดงก่ำเมื่อเห็นองครักษ์ก็ต้องตกใจ"ท่านเป็นผู้ใดกัน ""ข้าคือองครักษ์ขององค์ชายเสี่ยวหลง ข้าถูกสั่งให้มาตามดูแลพระชายาและเห็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมดแล้ว แต่ว่าตอนนี้พระชายาไปทางใด ""อึก ๆ ข้าไม่รู้เจ้าค่ะ พระชายาเสียใจมากคงคิดว่าข้าเป็นคนที่ทรยศวิ่งหนีจนคลาดสายตาไป""เจ้าตั้งสติหยุดร้องไห้เถิดนะ ข้าจะตามหาพระชายาเอง เจ้าจงกลับไปที่วังหลวงไปแจ้งต่อองค์ชายเสี่ยวหลงให้ตามมาที่นี่โดยด่วน" ซือเล่อเช็ดน้ำตาพยักหน้ารับรู้ หากนางไปตามองค์ชายมาเกลี้ยกล่อมจิวหลินได้ทุกอย่างอาจจะดีขึ้น "เจ้าค่ะ เช่นนั้นข้าฝากตามหาพระชายาให้เจอนะเจ้าคะ""เจ้าไม่ต้องเป็นห่วง อย่างไรนั้นก็คือหน้าที่ของข้า" พูดจบซือเล่อก็ได้เดินทางไปยังวังหลวงเพื่อไปตามองค์ชายเสี่ยวหลงฝั่งจิวหลินนางวิ่งหนีความเจ็บปวดจนลืมไปว่าตนเองไม่รู้เส้นทางนี้แถมตอนนี้นางยังไล่ไม่ให้ซือเล่อตามตนเองอีกด้วย นางหันหลังกลับมาก็ไม่พบเงาของซือเล่อแล้ว จิวหลินเดินต่อไปเรื่อย ๆ จนเห็นศาลาริมน้ำที่ไม่มีผู้ใดนั่งอ
บทที่ 18 จิวหลินรู้ความจริงตลอดระยะทางจิวหลินนิ่งเงียบใจหายซือเล่อที่นั่งมาด้วยก็เอ่ยถามด้วยความเป็นห่วง "พระชายาไม่สบายตรงไหนหรือไม่เพคะ ? ตั้งแต่ออกจากวังหลวงมาใบหน้าของพระชายาดูไม่ดีเลยนะเพคะ""ข้าไม่ได้เป็นอันใดหรอกนะ แค่คิดว่าถ้าหากวันนี้เรากลับไปพบเจอท่านพี่จิวซินจะเป็นเช่นไรต่อไป ข้าคงไม่ได้เข้าไปในวังหลวงไม่ได้พบเจอองค์ชายเสี่ยวหลงและทุกคนสินะ แต่ก็ดีข้าจะได้กลับไปใช้ชีวิตของตนเองเป็นจิวหลินสาวบ้านนอกเช่นเดิม เจ้าจะตามข้าไปด้วยหรือไม่? " จิวหลินเอ่ยน้ำเสียงเศร้าสร้อย"โธ่ ! หม่อมฉันก็คิดว่าเรื่องอันใด ไม่ว่าพระชายาจะอยู่ที่ใดหม่อมฉันจะตามไปดูแลจนกว่าชีวิตจะหมดลมหายใจเลยเพคะ " ซือเล่อพอเข้าใจและเห็นใจจิวหลินอย่างมาก นางรู้ดีว่าตอนนี้หัวใจของจิวหลินนั้นมีองค์ชายเสี่ยวหลงเต็มหัวใจ แต่ถ้าหากทุกอย่างกลับไปเป็นเช่นเดิมก็คงเป็นลิขิตของสวรรค์ ไม่นานนักก็มาถึงหน้าเรือนของสกุลจิว จิวหลินกวาดตามองดูรอบ ๆ ทุกคนต่างพากันนิ่งเฉยราวกับว่าไม่เคยเกิดเรื่องอันใดขึ้น ไม่เห็นวุ่นวายตามหาท่านพี่ตามที่บอกไว้อีกด้วย เป็นอย่างที่ซือเล่อได้เอ่ยบอกนางเมื่อคราวก่อน จิวหลินลงจากรถม้าพร้อมบอกทหารที่คว
บทที่ 17 กลับเรือนทุ่งหญ้าเขียวขจีหมู่มวลผีเสื้อพากันบินว่อนเต็มท้องฟ้าวันนี้อากาศช่างสดใสม้าที่ควบมาด้วยความเร็วก็หยุดนิ่งเมื่อถูกเสี่ยวหลงบังคับให้หยุด เมื่อมาถึงที่หมายที่เขาอยากพานางมา"ลงมาจากม้าสิ ข้าจะพาเจ้าไปเลือกผ้าไหมพร้อมเครื่องแต่งกาย" เสี่ยวหลงยื่นมาให้แก่จิวหลินเมื่อเขากระโดดลงจากหลังม้าก่อนนาง "เอ่อ...ทำไมต้องให้หม่อมฉันเลือกล่ะเพคะ "จิวหลินคิ้วขมวดสงสัยที่จู่ ๆเขากลับพานางมาที่ร้านผ้าไหม"เพราะเจ้าเป็นพระชายาของข้าจะให้ใส่แต่เสื้อผ้าอาภรณ์ชุดเก่าได้อย่างไรมาเถิดหากช้าสตรีในเมืองนี้จะมามาก ข้าไม่ชอบที่จะอยู่ในที่ที่มีผู้คนมากมาย" เสี่ยงหลงเพียงอยากรู้ว่านางจะทำเช่นไร หากนางเป็นบุตรสาวสตรีชั้นสูงจริงเรื่องเนื้อผ้าและเครื่องแต่งกายล้วนแต่เป็นเรื่องง่ายต่อการเลือก แม้เขาจะเริ่มมีใจให้นางแต่ก็อยากรู้ถึงตัวตนที่แท้จริงของนางอยู่ดี และนี่ก็คือการพิสูจน์ขั้นแรก "ก็ได้เพคะ " จิวหลินไม่ได้เอะใจอันใดเพียงคิดแค่ว่าเสี่ยวหลงตั้งใจพานางมาเลือกซื้อเสื้อผ้าเท่านั้น นางตื่นตาเมื่อเดินเข้าร้านผ้าเฒ่าแก่ร้านผ้าได้นำผืนผ้ามากมายมาวางให้นางเลือก จิวหลินไม่รู้เรื่องเนื้อผ้าว่าอันใดเป็นเ
บทที่ 16 เผยใบหน้าใต้หน้ากากสัมผัสของจิวหลินที่ประกบจูบอย่างนุ่มนวลแต่ทว่าเสี่ยวหลงต้องตั้งสติ ควบคุมตนเองเขาผลักนางออกจากตัวของเขาทันทีพร้อมตวาดเสียงดัง "นี่เจ้าทำบ้าอะไรของเจ้ากันตั้งสติหน่อยสิ!! หากเจ้าเมาก็จงไปนอนเสีย" จิวหลินยิ้มกริ่ม จ้องมองริมฝีปากที่ต่อว่านางอยู่ "เจ้าจะเล่นตัวไปทำไมกัน ดูสิว่าริมฝีปากของเจ้าต้องการข้าขนาดไหน มานี่มา มาให้ข้าจูบส่ะดี ๆ" จิวหลินมิอาจควบคุมตนเองนางอยากสัมผัสชายตรงหน้าอีกครั้งจนนางต้องเข้าหาเขาเอง "หยุดนะ! หากเจ้าทำเช่นนี้ข้ามิอาจจะรับรองความปลอดภัยของเจ้าได้ " เสี่ยวหลงพยายามจับมือของจิวหลินที่คว้าตัวของเขาให้หยุดนิ่ง แต่แล้วเรื่องไม่คาดคิดก็เกิดขึ้นเมื่อจิวหลินคว้าไปโดนหน้ากากเงินของเขาอย่างไม่ได้ตั้งใจเผยให้เห็นใบหน้าที่แท้จริงขององค์ชายเสี่ยวหลง แม้นางจะยังคงเมามายแต่เมื่อนางเห็นใบหน้าของเสี่ยวหลงทำให้นางแทบจะหายเมาในทันที "นะ..นี่มันเรื่องอันใดกัน !! ทำไมเจ้าไม่สิทำไมองค์ชายเสี่ยวหลงถึงเป็นองครักษ์ได้ โอ๊ย!"""ทำไมปวดหัวเช่นนี้หรือว่า... ที่ผ่านมาองค์ชายเสแสร้งแกล้งทำเป็นองครักษ์มาหลอกลวงข้า แล้วทำไมต้องทำเช่นนั้นด้วยนี่มันเรื่องอันใด
บทที่ 15 สุราทำพิษ ฝั่งด้านเสี่ยวหลงเมื่อปรึกษาหารือกันเสร็จเรียบร้อย เจ้าแคว้นจึงอาสาพาองค์ชายเสี่ยวหลงเดินสำรวจดูแคว้นของเขา ภายในหมู่บ้านที่เป็นแคว้นเล็ก ๆ แต่ก็มีผู้คนมากมายอยู่ด้วยกันอย่างมีความสุข รอยยิ้มของชาวบ้านทำให้เสี่ยวหลงรู้สึกสบายใจ เจ้าแคว้นพาเดินดูจนกระทั่งถึงแปลงผักพืชไร่ของชาวบ้าน เขาก็ได้ยินเสียงที่คุ้นเคยที่ดังอยู่ไม่ไกลจากที่ยืนอยู่ เสี่ยวหลงจึงเหลียวหาต้นเสียงสายตาของเขาก็มองเห็นพระชายาที่กำลังช่วยชาวบ้านเพาะปลูกข้าวอยู่กลางแปลง แสงแดดที่กำลังร้อนขึ้นเรื่อย ๆ แต่ทว่านางกลับมีรอยยิ้มเต็มใบหน้าอย่างมีความสุข ทำให้เสี่ยวหลงทึ้งในการกระทำของนางอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเตะต้อยหรือแม้กระทั่งงานเช่นนี้ แต่เขาก็ไม่ได้เข้าไปหานางเพราะเจ้าแคว้นได้ชวนเขาไปที่อื่นต่อ ตะวันบ่ายคล้อยจิวหลินได้ช่วยชาวบ้านจนเสร็จนางกลับมาที่พักโดยมีสาวใช้พร้อมกับซือเล่อช่วยกันล้างเนื้อล้างตัวแต่งกายชุดใหม่ให้"ซือเล่อขาปวดบ่าเจ้านวดเป็นหรือไม่ ? ข้าไม่ได้ทำเช่นนี้นานแล้วทำให้ข้ารู้สึกปวดเหมื่อยไปหมด""เห็นมั้ยเพคะหม่อมฉันห้ามแล้วแต่พระชายาไม่ฟังหม่อมฉันเลย "แม้ปากจะตำหนิแต่นางก็ทำตามที่จิวหล
บทที่ 14 เดินทางตลอดระยะทางที่เดินทางจิวหลินรู้สึกว่าถูกสายตาของเสี่ยวหลงจ้องมองมาตลอดจนทำให้นางรู้สึกอึดอัดจนต้องเอ่ยปากถาม"องค์ชายจะจ้องหม่อมฉันอีกนานมั้ยเพคะ? หรือว่าใบหน้าของหม่อมฉันมีสิ่งใดติดอยู่" จิวหลินใช้มือตนเองเช็ดใบหน้าเพราะคิดว่าสิ่งใดติดอยู่ จนเสี่ยวหลงต้องยื้อมือของตนเองไปจับมือของนางเอาไว้แต่แล้วก็ทำให้เขาพบเรื่องที่น่าแปลกมือของนางไม่ได้นุ่มนิ่มดังสตรีชั้นสูงหากแต่ว่ามือของนางกลับสากกระด้างทำให้เขาเกิดความสงสัย จิวหลินเองก็เหมือนจะรู้ตัวก็รีบดึงมือตนกลับ"มีอันใดหรือเพคะ เหตุใดต้องจับมือของหม่อมฉันด้วย""ข้าแค่จะบอกว่าใบหน้าของเจ้าไม่ได้มีอันใดติดอยู่หรอกนะ ""เช่นนั้นหรือเพคะ แล้วองค์ชายจ้องมองหม่อมฉันทำไมกัน""ก็เพราะข้าอยากมองก็มองเท่านั้น ว่าแต่เจ้ามาอยู่ในวังหลวงหลายวันเจ้ารู้สึกเบื่อบ้างหรือไม่""ไม่เลยเพคะ จริงสิองค์ชายเสี่ยวหลงแล้วองครักษ์ของท่านเฉินฟูไม่ตามมาด้วยหรือเพคะ หม่อมฉันไม่เห็นองครักษ์ของพระองค์เลย" จิวหลินนึกออกได้วันนี้ตอนเดินทางมานางไม่เห็นองครักษ์เลยจึงเอ่ยถาม "เจ้ารู้จักองครักษ์ของข้าด้วยหรือ เจ้ารู้หรือไม่ว่าองครักษ์ของข้าไม่ค่อยปรากฎตัวออก
บทที่ 13 ใจเต้นแรงเมื่อเที่ยวเล่นอย่างพอใจเสี่ยวหลินก็พาจิวหลินกลับตำหนัก นางมีความสุขมาก ๆ แถมยังสนุกสนานอีกด้วย มาถึงหน้าห้องนางก็ได้เอ่ยขอบคุณที่เขาพานางออกไป หากไม่ได้เขานางก็ไม่ได้ไปเห็นเทศกาลที่งดงามเช่นนั้น "องค์ชายขอบพระทัยนะเพคะที่พาหม่อมฉันออกไปเที่ยวคืนนี้ หม่อมฉันมีความสุขมากเพคะ""หากเจ้ามีความสุขก็ดีจงเข้าไปพักผ่อนเถิดตอนนี้น้ำค้างก็เริ่มลงแล้วเดี๋ยวจะไม่สบายเอาได้" เสี่ยวหลงตอบนางพร้อมเดินหนี ทำให้จิวหลินไม่เข้าใจเขาสักนิด "อะไรกันทำไมถึงเย็นชาขนาดนี้นะ แต่ก็ช่างเถิดซือเล่อเจ้าเองก็ไปพักเถิดเดี๋ยวข้าจะดับเทียนเองเจ้าไม่ต้องห่วง" "เพคะ พระชายา" ซือเล่อก้มโค้งลงและเดินกลับห้องของตนเอง ส่วนจิวหลินนางกินขนมมามากทำให้ท้องแน่นมิอาจจะเข้านอนได้ นางจึงเดินรับลมเพื่อให้ท้องย่อยก่อนจะเข้านอน นางเดินไปเดินมามองดูดวงจันทร์จู่ ๆ ก็ได้ยินเสียงฝีเท้ากำลังเดินเข้ามาใกล้ ๆ นางรู้ทันทีว่าคงเป็นองครักษ์ขององค์ชายเสี่ยงหลงแน่ ๆ "เจ้าหายตัวไปที่ใดมาช่วงนี้ข้าไม่เห็นเจ้าเลย จริงสิวันนี้องค์ชายของเจ้าออกไปนอกวังเหตุใดเจ้าไม่ตามไปคอยอารักขาล่ะ ""ท่านนี่รู้ดีเสียจริง แค่ฝีเท้าของข้าก็รู้