วันรุ่งขึ้นเช้าตรู่ในเมืองหลวง การวิพากษ์วิจารณ์อันร้อนแรงเกิดขึ้นไปทั่ว“ได้ยินข่าวหรือไม่ รัชทายาทกระทำความผิดใหญ่หลวง ถูกส่งตัวเข้าจวนเฟิงเหรินแล้ว! คุณหนูใหญ่ตระกูลฉู่ที่เพิ่งแต่งเข้าช่างน่าสงสารจริง ๆ นางเป็นหญิงงามอันดับหนึ่งแห่งเมืองหลวงเชียวนะ!”“เพิ่งแต่งเข้าเรือนอะไรกัน? คุณหนูใหญ่ตระกูลฉู่นางไม่ใช่พระชายารองรัชทายาทแล้ว! รัชทายาทปลดนางตั้งนานแล้ว!”“หา? นี่มันเรื่องอะไรกัน?”“เจ้ายังไม่รู้หรือ? หลังจากพระชายารองฉู่แต่งเข้าจวนรัชทายาท เป็นเพราะพระชายารัชทายาทริษยา รังแกนางมาตลอด ถึงขนาดทำให้นิ้วมือของนางพิการ! แม่นางผู้บริสุทธิ์ถูกเหยียดหยามจนสภาพดูไม่ได้ ฝ่าบาทถึงได้ทรงทวงความยุติธรรมคือให้คุณหนูใหญ่ตระกูลฉู่...”ไม่รู้ว่าข่าวลือเกิดขึ้นเมื่อไหร่ ยามเมื่อพระอาทิตย์ขึ้น ก็รู้กันทั่วเมืองแล้วจวนอัครมหาเสนาบดีที่โถงหลักอัครมหาเสนาบดีฝ่ายซ้ายฉู่ที่เพิ่งกลับมาจากการประชุมขุนนาง นั่งอยู่ตรงนั้นอย่างเกียจคร้าน ใกล้ ๆ มือมีราชโองการม้วนหนึ่งวางอยู่ นั่นก็คือราชโองการตัวจริงของฉู่หงหลวนฮ่องเต้มีราชโองการชดเชย แก่ฉู่หงหลวนที่ได้รับความไม่ยุติธรรมที่จวนรัชทายาทในเวลา
“อวิ๋นอิง!”“อวิ๋นอิง!”เสียงตะโกนสายหนึ่งทำลายความสงบของจวนอ๋องเฉิน เห็นเพียงร่างเงาสีน้ำเงินสายหนึ่งพุ่งพรวดเข้ามาด้วยความเร็วที่ราวกับจะรีบไปเกิดใหม่“แค่ก!”อวิ๋นอิงที่กำลังดื่มยาสะดุ้งตกใจจนสำลักยาในลำคอ ไออย่างโขลกสองสามครั้ง เงยหน้าขึ้นมองหลิงเชียนอี้ที่สีหน้าร้อนใจแวบหนึ่ง“ยัยหูตึง เจ้าทำอะไรของเจ้า? เจ้าไม่เป็นอะไรกระมัง!”ตอนรู้รับข่าวอวิ๋นอิงได้รับบาดเจ็บ หลิงเชียนอี้ติดปีกบินตรงมายังจวนอ๋องเฉินโดยไม่สนใจอะไรทั้งสิ้นพุ่งพรวดเข้าไปเบียดฉู่เชียนหลีออก แล้วจับมือทั้งสองข้างของอวิ๋นอิง ท่าทางที่ร้อนใจนั่น เหมือนกับ ‘พ่อเฒ่า’ คนหนึ่งฉู่เชียนหลีที่ถูกเบียดออกไป “...”เยว่เอ๋อร์เห็นสถานการณ์ ปิดปากแอบหัวเราะอวิ๋นอิงรีบเช็ดยาที่มุมปากออก วางถ้วยลง “ท่านโหวน้อย ท่านมาได้อย่างไร? ข้าไม่เป็นอะไรนี่ ก็แค่ตอนฝึกยุทธ์ไม่ระวังบิดโดนเอว นอนสักสองวันก็หายดีแล้ว”หลิงเชียนอี้กวาดมองนางตั้งแต่หัวจรดเท้า เมื่อเห็นว่าสีหน้าของนางยังใช้ได้ สภาพจิตใจก็ยังดี จึงจะโล่งอกเล็กน้อยจากนั้นก็ทำหน้านิ่ง จ้องนาง ถามอย่างจริงจัง“เจ้ารู้หรือไม่ว่าคนที่โกหกข้าจะมีจุดจบอย่างไร?”อวิ๋นอิงชะง
อวิ๋นอิงโดนหยอดจนต้านทานไม่ไหวเล็กน้อย ฉู่เชียนหลียืนอยู่ข้างๆ กลับเผยให้เห็นสายตาที่อิจฉา : เจ้าเด็กน้อยหลิงเชียนอี้คนนี้ ใช้ได้เลยทีเดียว…สมกับเป็นคนที่มีประสบการณ์ดื่มกินเที่ยวเล่นมานานหลายปี…ฝีปากนี่ คารมนี่ เด็กผู้หญิงคนใดไม่ชอบบ้าง?หากเฟิงเย่เสวียนสามารถมีหนึ่งในสิบของหลิงเชียนอี้ นางนอนฝันก็ยังยิ้ม“คำนับท่านอ๋อง” นอกประตู เสียงคำนับดังขึ้น พูดถึงโจโฉ โจโฉก็มาเฟิงเย่เสวียนกลับจากประชุม ได้ยารักษาแผลมาจากหมอหลวงในวังหนึ่งขวด มอบให้อวิ๋นอิงหลังจากทายา อวิ๋นอิงพักผ่อน หลิงเชียนอี้อยู่เป็นเพื่อน ส่วนฉู่เชียนหลีตามเฟิงเย่เสวียนออกไป“ได้ยินข่าวลือที่ข้างนอกแล้ว?” นางเอ่ยปาก หมายถึงเรื่องของฉู่หงหลวน “เจ้าเชื่อ?”หากฉู่หงหลวนเป็นสาวพรหมจรรย์ นางยอมเด็ดศีรษะของตนเองลงมาเฟิงเย่เสวียนส่ายศีรษะ “อ๋องอันเป็นคนขอความเมตตา”“อ๋องอัน?”องค์ชายหกที่ขึ้นชื่อว่าเป็นขี้โรค สุขภาพไม่ดีตั้งแต่เด็ก? เขาพูดแทนฉู่หงหลวน?ฉู่หงหลวนเป็นลูกสาวที่อัครมหาเสนาบดีฝ่ายซ้ายฉู่ให้ความสำคัญที่สุด ไม่มีทางล้มง่ายๆ เกรงว่าต่อไปต้องก่อปัญหาอีกแน่นอน“วันมะรืน พวกพี่น้องเชิญไปร่วมสังสรรค์ด้วยกัน
วันนี้ ท่านอ๋องทั้งหลายของราชวงศ์ เนื่องจากเกิดเรื่องขององค์ชายใหญ่เฟิงเจิ้งอวี้ พี่น้องทั้งหลายถือเป็นบทเรียน จึงนัดหมายรวมตัวกันตอนเช้าตอนออกจากจวน เฟิงเย่เสวียนยัดของบางอย่างใส่มือฉู่เชียนหลีอย่างรวดเร็ว หลังจากนั้นหันหน้าหนี ทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นฉู่เชียนหลีหยิบขึ้นมาดูด้วยความสงสัยยันต์กระดาษ…สีเหลืองสดที่พับเป็นสามเหลี่ยม?นางประหลาดใจ“นี่คือ?”“ไม่มีอะไร เจ้าพกติดตัวเอาไว้ อย่าทำหายล่ะ นอกจากอาบน้ำ เวลาอื่นต้องพกติดตัวตลอด” เขาพูดอย่างฉับไวยันต์คุ้มภัย?เขางมงายกับเรื่องแบบนี้ด้วย?ฉู่เชียนหลีหลุดหัวเราะ “อยากให้ข้าไปร่วมสังสรรค์กับเจ้า ก็พูดตรงๆ เถอะ ต้องเอาของแบบนี้มาเอาใจข้าด้วยหรือ?”ให้ของขวัญยังจะยึกยักทำเป็นหยิ่ง ใครจะหัวเราะเยาะเขาหรืออย่างไร?จริงๆ เลยถ้าเขาได้ครึ่งหนึ่งของหลิงเชียนอี้ ตอนกลางคืนนางฝันก็ยังจะยิ้มจนตื่น“นี่คือยันต์หัวใจเดียวกัน” เขาหยุดฝีเท้า จ้องมองนาง คำพูดแต่ละคำ กล่าวอย่างจริงจังพิเศษ “นี่เป็นของที่ข้าไปขอมาจากวัดเทียนหลิง เจ้าพกหนึ่งแผ่น ข้าพกหนึ่งแผ่น ความหมายคือเกื้อหนุนกันและกัน หัวใจเป็นหนึ่งเดียวตลอดไป”วัดเทียนหลิงม
พระชายาอ๋องเจวี๋ยได้ฟังแล้ว ทักษะการแพทย์ของหมอประจำจวนจะสู้ฉู่เชียนหลีได้อย่างไร? อีกอย่าง ก็แค่ตรวจชีพจร ไม่ใช่ว่าเนื้อบนร่างกายจะน้อยลงเสียหน่อยนางมองพระชายาอ๋องติ้งอย่างไม่พอใจ “น้องสะใภ้สี่ เจ้าพูดเช่นนี้ดูห่างเหินเกินไปกระมัง?”“เจ้า…”“พี่อวี๋” ฉู่เชียนหลีเรียกเสียงเบา พร้อมกับกระตุกแขนเสื้อของนาง แล้วกล่าวด้วยรอยยิ้มที่เป็นมิตร “พี่สะใภ้สาม วันนี้ไม่ได้นำอุปกรณ์มาด้วย ครั้งหน้าไว้มีเวลาว่าง จะตรวจให้ท่านอย่างละเอียดแน่นอน”“เช่นนี้ค่อยว่าไปอย่าง”คำพูดไม่กี่คำ ก็ไล่คนไปแล้วมีปัญหาเพิ่มขึ้นหนึ่งเรื่อง ไม่สู้มีปัญหาน้อยลงหนึ่งเรื่อง ไม่ได้พูดอะไรมากอีก ทุกคนนั่งลง คนสิบกว่าคนนั่งจนเต็มโต๊ะ บวกกับองครักษ์ที่รออยู่ข้างนอกหลายสิบคน แลดูเอิกเกริกมากตอนแรกทักทายถามไถ่ตามมารยาก่อน คุยไปคุยมา ก็พูดถึงเรื่องขององค์ชายใหญ่พูดถึงองค์ชายใหญ่ จึงจะเข้าสู่ประเด็นหลักของวันนี้รัชทายาทถูกปลด ส่งตัวเข้าจวนเฟิงเหริน ไม่มีโอกาสพลิกฟื้นกลับมาอีก ปัจจุบันตำแหน่งของรัชทายาทถูกเว้นว่าง ฮ่องเต้ก็อายุห้าสิบกว่าปีแล้ว ไม่แน่อีกไม่นานก็จะแต่งตั้งรัชทายาทอีกครั้ง…องค์ชายมีทั้งหมดหกคน แต่ต
อ๋องติ้งพูดคำพูดที่มีความยุติธรรม ตรงไปตรงมา ไม่มีการหยั่งเชิง ไม่มีอุบายออกมาประโยคหนึ่ง และยังผ่อนคลายบรรยากาศระหว่างพี่น้องลง ทำให้ฉู่เชียนหลีอดไม่ได้ที่จะมองเขามากขึ้นเป็นผู้ชายที่ขาวสะอาด และผอมมากบนใบหน้าอันหล่อเหลา ซีดเซียวอยู่ในภาวะของคนป่วย เหมือนกับดอกไม้ที่พลิ้วไหวท่ามกลางสายฝนฤดูหนาว ลมพัดฝนตก สั่นไหวไปมาเขาก็คือคนที่ขอความเมตตาต่อฮ่องเต้เพื่อฉู่หงหลวน?เขาดูแล้วเป็นคนจริงใจและใจดีคนหนึ่งฉู่เชียนหลีเห็นเขาไอไม่หยุด นางเอียงศีรษะ อยากช่วยดูให้เขา แต่เมื่อครู่ปฏิเสธพระชายาอ๋องเจวี๋ย ตอนนี้ก็มาตรวจชีพจรให้อ๋องอัน หน้าหลังขัดแย้ง พระชายาอ๋องเจวี๋ยต้องไม่พอใจแน่นอนคำพูดที่มาถึงปลายลิ้นถูกกลืนกลับเข้าไปอย่างเงียบๆ ตัดสินใจไม่พูดอะไรเลย“ข้าไม่กล้าเพ้อฝันราชบัลลังก์ ขอแค่มีที่พักพิงและสามารถทำประโยชน์ให้ราษฎรบ้าง ก็เพียงพอแล้ว” เฟิงเจิ้งหลียิ้มเล็กน้อยอย่างสุภาพอ๋องเฟิง อ๋องเจวี๋ยและคนอื่นเหลือบมองเขาแวบหนึ่ง ก็ละสายตาจากเขาอย่างดูถูกสายเลือดต่ำต้อยที่เกิดจากนางกำนัล มีสิทธิ์เพ้อฝันราชบัลลังก์ด้วยหรือ?สามารถนั่งโต๊ะเดียวกับพวกเขา ก็นับว่าเป็นบุญอันยิ่งใหญ่แล้ว
แม้จะพูดถึงเรื่องนี้ ก็ไม่ได้รับคำตอบเฟิงเย่เสวียนตรวจสอบมานานหลายปี ไม่ใช่วันสองวันก็สามารถทำให้กระจ่าง ได้แต่เดินหนึ่งก้าว ดูหนึ่งก้าว ปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติกลับจวนเขาไปจัดการเรื่องงาน ส่วนฉู่เชียนหลีไปเยี่ยมอวิ๋นอิงหลังจากพักฟื้นหลายวัน ร่างกายอวิ๋นอิงค่อยๆ ดีขึ้น บวกกับพื้นฐานร่างกายของนางดี จึงฟื้นตัวเร็วเป็นพิเศษ“พระชายา เพราะเรื่องของข้า ให้ท่านต้องเป็นห่วงแล้ว ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปข้าจะไม่รบกวนท่านอีก”อวิ๋นอิงเป็นผู้หญิงที่พึ่งพาตนเองและตรงไปตรงมา ยอมฝืนแบกรับไว้คนเดียว ก็ไม่อยากรบกวนผู้อื่นฉู่เชียนหลีตรวจชีพจรให้นาง กล่าวอย่างไม่สบอารมณ์“ได้ เจ้าไม่รบกวนข้า เช่นนั้นข้าก็ไม่รบกวนเจ้า ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป เจ้าไม่ต้องปรนนิบัติข้าแล้ว อยากไปที่ไหนก็ไปเลย”“พระชายา!”อวิ๋นอิงตกใจทันทีนางแอบสาบานไว้แล้ว จะปกป้องพระชายาทั้งชีวิต จะจากไปได้อย่างไร? ไม่ตายไม่เลิกมองดูใบหน้าที่เย็นชาและแข็งกระด้างของพระชายา นางพ่ายแพ้แล้ว ก้มหน้ากล่าวอย่างเชื่อฟัง“ข้าเข้าใจแล้ว ต่อไปข้าจะไม่ปิดบังท่านอีก เกิดอะไรขึ้น มีเรื่องลำบากใจและความลับอะไร ข้าจะบอกท่านทุกเรื่อง”พูด
“ตั้งแต่วันนี้ไป ไม่ต้องมาตรวจชีพจรแล้ว”เฟิงเย่เสวียนเดินออกไป เสียงที่ลดต่ำมากค่อยๆ ห่างออกไป หลังจากที่ปิดประตูก็ยิ่งไม่ได้ยินแล้วนอกห้องหานอิ๋งตะลึงงันครู่หนึ่ง “นายท่าน ท่าน…เชื่อผู้หญิงเหมียวเจียงคนนั้นหรือ?”ผู้หญิงที่ชื่ออูหนูคนนั้น บอกว่ามีวิชาต้องห้ามเหมียวเจียงชนิดหนึ่ง จำเป็นต้องใช้สมุนไพรล้ำค่าที่หายากสามสิบกว่าชนิด และเผาผลาญอายุขัยสิบปี สามารถกำจัดพิษทุกชนิดทั่วหล้าหลังจากพระชายาดื่ม ปลอดภัยทั้งแม่และลูกนางไม่เชื่อ!นางศึกษาเล่าเรียนทักษะการแพทย์ตั้งแต่เด็ก ไม่เคยได้ยินยาที่อัศจรรย์เช่นนี้มาก่อน“เดิมทีอูหนูเป็นคนของรัชทายาท ร้ายกาจและเจ้าเล่ห์ กลอุบายไม่ธรรมดา คำพูดของนางเชื่อไม่ได้เด็ดขาด!” สีหน้าหานอิ๋งแข็งกระด้าง คำพูดแต่ละคำ กล่าวถามอย่างจริงจังเป็นพิเศษ“หรือท่านจะเชื่อคนนอกคนหนึ่ง โดยเดิมพันด้วยชีวิตของพระชายา?”ดวงตาสีหมึกของเฟิงเย่เสวียนขรึมลงเล็กน้อยเขาย่อมไม่มีทางเชื่ออูหนู แต่อูหนูเป็นหัวหน้าเผ่าเหมียวเจียง ชีวิตของคนในเผ่ามากกว่าพันคนอยู่ในมือเขา หากอูหนูกล้าเล่นตุกติก คนพันกว่าคนต้องตายเพราะนางนางเป็นคนฉลาด รู้ว่าควรทำอะไร ไม่ควรทำอะไรหา
“อ่า…”ชายคนนั้นล้มอยู่บนพื้น สองมือกอดร่างกายตัวเองแน่น ใบหน้าที่ละเอียดละออจนยากจะแยกออกว่าเป็นเพศใดแดงก่ำ เต็มไปด้วยความเจ็บปวดและทรมานดวงตาหงส์ที่เรียวยาวพร่ามัว เจ็บจนแทบไม่มีสติแล้วฉู่เชียนหลีขมวดคิ้ว ตรวจชีพจรเขาครู่หนึ่งตัวร้อนจนหน้าตกใจชีพจรยุ่งเหยิงและอ่อนมากถูกพิษ แต่ก็ไม่เหมือนถูกพิษ ไข้สูง แต่ก็ไม่เหมือนไข้สูง ป่วย แต่ก็ไม่เหมือนป่วย รักษาคนมาหลายปี เพิ่งเคยพบอาการแปลกๆ เช่นนี้ครั้งแรกหลังจากครุ่นคิด ทำได้เพียงสกัดจุดชีพจรที่สำคัญต่างๆ ของเขา“ช่วย…ช่วยข้า…”เขาเจ็บมาก มีเส้นเลือดสีฟ้าปูดขึ้นที่หน้าผากเขาคว้าข้อมือของฉู่เชียนหลีไว้มือของเขาร้อนมาก!ดวงตาแดงก่ำฉู่เชียนหลีเม้มริมฝีปาก กวาดมองซ้ายขวา เมื่อเห็นมีโรงหมอที่ท้ายถนน ก็รีบประคองเขาขึ้นมาเตรียมตัวส่งคนไปที่โรงหมอ แต่เนื่องจากรูปร่างของเขาสูงใหญ่และหนักมาก กว่าจะลุกขึ้นได้ น้ำหนักตัวเขาก็ล้มทับไปทางฉู่เชียนหลีทั้งหมดหนึ่งร้อยกว่าชั่ง ทับจนฉู่เชียนหลีล้มลงบนพื้นทันทีปัง!ฉู่เชียนหลีอยู่ข้างล่าง เขาอยู่ข้างบนบนถนน ท่าทางที่เป็นจุดเด่นของคนทั้งสอง ดึงดูดผู้คนไม่น้อยทันที มีชาวบ้านคนหนึ่งยิ
สงครามนำไปสู่ความวุ่นวายพริบตาเดี๋ยวก็ผ่านไปเจ็ดวันแล้ว“รายงาน…”ทหารส่งสารวิ่งเข้าตำหนัก คุกเข่าอยู่บนพื้น กล่าวรายงานด้วยสีหน้าที่หวาดกลัว “ทูล ทูลฝ่าบาท เมืองเจียหนาน…ถูกยึดแล้วพ่ะย่ะค่ะ”สีหน้าของเหล่าขุนนางเปลี่ยนฉับพลันบนราชบัลลังก์ เฟิงเจิ้งหลีได้ยินข่าวนี้ สีหน้าสงบ เรียบเฉยเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นเงียบหลังจากผ่านไปครู่หนึ่ง จึงจะกล่าวอย่างเรียบเฉย“ฮืม”ทหารส่งสารหวาดกลัว กองทัพของอ๋องเฉินมาอย่างดุดัน และโจมตีกะทันหัน บุกโจมตีอย่างดุเดือด เมืองเจียหนานต้านไม่ไหว แค่คืนเดียวก็ถูกยึดแล้วเหล่าขุนศึกกล่าวอย่างร้อนใจ“เมืองเจียหนานขุดเหมืองมากมาย แร่เหล่าหลายหมื่นชั่งล้วนอยู่ที่นั่น หากไม่มีแร่เหล็ก อาวุธของเราก็จะลดลงอย่างมาก เมื่อเกิดการสู้รบ ก็เหมือนกับแม่ครัวไม่มีข้าวให้หุง…”ไม่มีอาวุธจะได้อย่างไร?“เหตุใดอ๋องเฉินโดดข้ามสองเมือง โจมตีเมืองเจียหนานกะทันหัน?”“ไม่มีเหตุผลเลย!”“ใช่”“เมืองมากมายไม่โจมตี ดันไปโจมตีเมืองเจียหนานกะทันหัน…”เหล่าขุนนางเจ้ามองข้า ข้ามองเจ้า ถกเถียงเรื่องนี้กันเบาๆ คนละหนึ่งประโยค บรรยากาศวุ่นวายไปหมดเฟิงเจิ้งหลีหลุบตาเล็กน้อย
พลันจวินลั่วยวนแน่นหน้าอก เมื่อเห็นเสด็จแม่ทำหน้าจริงจัง รีบอธิบายทันที“เสด็จแม่ ข้าไม่ได้หมายความเช่นนั้น…ข้า ข้า…”“ข้าทุ่มเทให้เจ้าทั้งกายและใจ ทุกอย่างที่ทำไม่เคยหวังสิ่งตอบแทนเลย”นางรัก ‘ลูกสาว’ คนหนึ่งที่ไม่มีความเกี่ยวข้องกันทางสายเลือดมากเช่นนี้ ลองถามใจตัวเองดู นางรู้สึกว่าตัวเองทำดีที่สุดแล้วเพราะหาลูกสาวแท้ๆ ไม่เจอเพราะรู้สึกผิดดังนั้นจึงยิ่งดีกับจวินลั่วยวนมากๆ หวังเพียงสิ่งที่ตัวเองทำด้วยใจ จะสามารถทำให้สวรรค์ซาบซึ้ง ประทานพรทั้งหมดให้ลูกสาวแท้ๆ หวังว่าลูกสาวแท้ๆ อยู่ในสถานที่ที่นางไม่รู้จัก ก็มีแม่คนหนึ่งที่ดีกับนางเช่นนี้“เสด็จพ่อของเจ้ารักเจ้า พี่ชายทั้งสามของเจ้าตามใจเจ้าทุกอย่าง ทุกคนล้วนเอาเจ้าเป็นที่ตั้ง ทั้งแคว้นหนานยวนขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของเจ้า หรือข้ายังดีกับเจ้าไม่พออีก?”ฮองเฮาหนานยวนกล่าวอย่างปวดใจช่างเถอะพูดมากไปก็ไม่มีประโยชน์เป็นเพราะพวกเขาปกป้องยวนเอ๋อร์ดีเกินไป ส่งผลให้นางอายุสิบเจ็ดปีแล้ว ยังไม่มีความสามารถในการดูแลตัวเอง และไม่เข้าใจสัจธรรมทางโลกอย่างไรก็เป็นลูกที่นางเลี้ยงมากับมือสิบเจ็ดปี โทษลูกสาวไม่ลง ถอนหายใจแล้วกล่าว“กลั
“ความงามของค่าพังหมดแล้ว!”“ข้ากลายเป็นคนอัปลักษณ์แล้ว!”“ข้าจะฆ่าเจ้า! อ๊ะ!”จวินลั่วยวนนั่งอยู่บนพื้น กรีดร้องถีบเท้างอแงเหมือนเด็กคนหนึ่ง มือทั้งสองข้างก็ทั้งโบกทั้งเหวี่ยงท่าทางที่ป่าเถื่อนนั่น ไม่มีใครกล้าเข้าไปใกล้เรื่องราวบานปลายไม่นาน ฮองเฮาหนานยวนมาแล้ว“เสด็จแม่!”เมื่อจวินลั่วยวนเห็นมารดา ก็ปล่อยโฮร้องไห้ทันที “เสด็จแม่ ท่านต้องแก้แค้นให้ยวนเอ๋อร์นะเพคะ พระชายาอ๋องเฉินตีหน้าข้า นางอิจฉาความงามของข้า นางจะทำลายโฉมของข้า!”“ข้ากลายเป็นคนอัปลักษณ์แล้ว ทำอย่างไรดี อ๊ะ! ข้าไม่อยากเป็นคนอัปลักษณ์! ฮือๆ…”นางกล่าวทั้งน้ำตาฮองเฮาหนานยวนยกคางของจวินลั่วยวนขึ้น เมื่อดูอย่างละเอียดบนผิวหนังบริเวณแก้มมีรอยขีดข่วนเล็กๆ และมีเลือดออกเล็กน้อย นอกจากนี้ก็ไม่มีบาดแผลอื่นนางดูจนคิ้วขมวด“ยวนเอ๋อร์!”แผลแค่นี้ ร้องไห้เหมือนจะเป็นจะตาย ทำเอาคนทั้งทำเนียบเจียงหนานวุ่นวายไปหมด ไม่สมกับเป็นองค์หญิงแห่งแคว้นเลยทำให้ผู้คนหัวเราะเยาะจวินลั่วยวนกำลังเสียใจ ไม่สนใจอะไรทั้งสิ้น เอาแต่ร้องไห้อย่างเดียว“ข้าไม่สวยแล้ว! ใบหน้าของข้าได้รับความเสียหายอย่างรุนแรง เสด็จแม่ ท่านต้องออก
หลังจากกล่าวจบ ในความมืด เสียงลมหายใจของเฟิงเย่เสวียนแรงขึ้นแรงน้อย“ครึ่งปีมานี้ เขาดีกับเขา และดีกับจื่อเยี่ยมาก ไม่เคยทำร้ายพวกเราเลย ตอนข้าเลือกที่จะหักหลังเขา ไม่รู้เพราะเหตุใด ในใจรู้สึกผิดอย่างน่าประหลาด”ฉู่เชียนหลีจับหน้าอก อธิบายความรู้สึกนี้ไม่ถูก“ถ้าหากเจ้าได้รับชัยชนะของจุดจบ ไม่ฆ่าเขาได้หรือไม่? ทำให้เขาพิการก็ได้ กักบริเวณทั้งชีวิตก็ได้ ข้าไม่อยากให้เขาตายเพราะทำดีกับข้า”สายตาเฟิงเย่เสวียนเคร่งขรึม มือที่วางอยู่บนเอวของนางกระชับแน่นขึ้นเล็กน้อยเหมือนกำลังข่มอารมณ์แต่แค่สองวินาที ก็คลายมือออกอย่างเงียบๆ เปล่งเสียงออกมาจากลำคอแค่คำเดียว“อืม”ทั้งคืนไร้คำพูดวันรุ่งขึ้นฉู่เชียนหลีเพิ่งกินข้าวเช้าเสร็จ มีเสียงที่เกรี้ยวกราดดังขึ้นจากนอกประตู“ฉู่เชียนหลี!”จวินลั่วหยวนสีหน้านางดูโกรธมาก เดินปรี่เข้ามา ไฟโทสะทั้งหมดมุ่งเป้ามาที่ฉู่เชียนหลีสาวใช้เสียวอู่เข้าไปขวางทันที“เจ้าออกไปก่อน” ฉู่เชียนหลีเงยหน้ามองผู้มา “มีอะไร?”จวินลั่วหยวนกล่าวด้วยความโกรธ“ข้าเจ็บที่หน้า ยังไม่ทันมาหาเรื่องเจ้า แต่เจ้ากลับกล้าส่งคนออกไปปล่อยข่าวลือที่ข้างนอก ทำลายชื่อเสียงข
จะไม่ขอพบอีก…อวิ๋นอิงกล่าวอย่างเด็ดขาดเด็ดเดี่ยว เฉียบขาดไร้ความรู้สึกใดๆ ในแววตาชีวิตที่เหลือ นางและเจี๋ยวเจี๋ยวพึ่งพากันและกัน ไม่คิดไม่ต้องการสิ่งใดๆ ทั้งสิ้น ถูกหรือผิดล้วนไม่ยุ่งเกี่ยวชีวิตที่เหลือ อยู่เพื่อเจี๋ยวเจี๋ยวเท่านั้นฉู่เชียนหลีอ้าปาก ยังอยากพูดอะไรบางอย่าง แต่อวิ๋นอิงตัดสินใจไปแล้ว พูดมากมีแต่จะยิ่งทำให้นางรู้สึกต่อต้านถอนหายใจเบาๆช่างเถอะ!ส่วนวันข้างหน้าจะเป็นอย่างไร ก็ปล่อยให้มันเป็นไปตามธรรมชาติ เส้นทางของวันข้างหน้ายังอีกยาวไกล ใครจะรู้ว่าพรุ่งนี้กับเรื่องไม่คาดคิด อันไหนจะมาก่อนกัน“เจ้าพักผ่อนเถอะ ข้าช่วยเจ้าอุ้มลูกออกไปก่อน แม่นมก็เตรียมไว้แล้ว เจ้าผอมเกินไป อย่าป้อนนมแม่เอง”น้ำนมหนึ่งหยด ก็คือเลือดหนึ่งหยดฉู่เชียนหลียุ่งเรื่องทางนี้เสร็จ เมื่อกลับถึงห้องก็ดึกแล้วหนึ่งวันที่แสนวุ่นวายสิ้นสุดลง ไม่ง่ายเลยที่จะมีเวลาได้นอนกับเว่ยซีและจื่อเยี่ย ยังไม่ทันนอนลงไป ก็ถูกเฟิงเย่เสวียนที่กลับมาไล่ออกไป เปลี่ยนเป็นเขามานอนกับนางแทนตั้งแต่กลับมา ยังไม่เคยได้นอนกับลูกชายและลูกสาวเพียงลำพังเลยถูกเขาไล่ออกไปทุกครั้งเขากล่าว“นี่เป็นเตียงของข้า”ค
จ้านหู่จากไปพร้อมกับคำด่าทอ เหมือนกับเม่นที่อารมณ์ไม่ดีตัวหนึ่งฉู่เชียนหลีไม่ได้มีเจตนาจะฆ่าเขา คิดเสียว่าเป็นการผูกมิตรแม้จ้านหู่เป็นคนของฮองเฮาซีอวี้ แต่ในใจยังมีความอ่อนโยนอยู่ หวังว่ากันผูกมิตรนี้ของนาง วันข้างหน้าจะสามารถช่วยจิ่งอี้กลับห้องอารมณ์ของอวิ๋นอิงสงบลงมากแล้วฉู่เชียนหลีนั่งอยู่ที่ขอบเตียง “ร่างกายของเจ้ารับปัญหาอะไรไม่ไหวแล้ว ต่อจากนี้สามเดือน เจ้าพักฟื้นเถอะ”พักฟื้นหลังคลอดหนึ่งร้อยวันอวิ๋นอิงไม่สนใจเรื่องนี้ นางกอดลูกที่ได้คืนมาหลังจากสูญเสียไว้แน่น เบ้าตาแดงก่ำ“พระชายา ขอบคุณมาก!”“ขอบคุณที่ท่านช่วยเอาลูกสาวของข้ากลับคืนมา!”ตื้นตันจนน้ำตาไหลฉู่เชียนหลีเช็ดน้ำตาให้นาง “ยายโง่ ระหว่างเจ้ากับข้าต้องใช้คำพูดเช่นนี้ด้วยหรือ? ครึ่งปีที่ข้าไม่อยู่ เจ้าช่วยค่าดูแลเว่ยซีกับลู่ฉิน คนที่ควรพูดขอบคุณคือข้า”“ระหว่างพักฟื้น ห้ามร้องไห้เด็ดขาด และห้ามนั่งนาน ระหว่างทิ้งต้นตอของโรคไว้”“อืม!”อวิ๋นอิงกอดลูกไว้แน่น พยักหน้าแรงๆฉู่เชียนหลีมองเด็กที่นอนหลับสนิทในผ้าห่อทารกตัวน้อยๆ หนังเหี่ยวย่น แก้มแดง ท่าทางคล้ายจิ่งอี้ คิ้วบางเหมือนอวิ๋นอิง และยังมีกลีบริม
ความเจ็บปวดจากการสูญเสีย ความสุขจากการได้คืนมา ความรู้สึกสองแบบที่ต่างกันสุดขั้วนี้ นางไม่อยากรู้สึกอีกถ้าหากต้องทนทุกข์ทรมานเช่นนี้อีกครั้ง นางตายแน่!“พระชายา เด็กคนนี้คือชีวิตของข้า ข้าไม่ยอมให้ใครมาแย่งนางไป! ข้าจะปกป้องนางด้วยชีวิต!”ฉู่เชียนหลีนั่งอยู่ตรงขอบเตียง กล่าวปลอบใจ“ข้ารู้”เด็กทุกคนล้วนเป็นจุดอ่อนของมารดา“ไม่มีใครสามารถแย่งลูกของเจ้าไปได้”“แต่ว่า อวิ๋นอิง เรื่องนี้ไม่เกี่ยวข้องกับจิ่งอี้ เจ้าเข้าใจเขาผิดแล้ว” นางเงยหน้า ส่งสัญญาณให้ข้างนอกทหารสองคนคุมตัวจ้านหู่เข้ามาจ้านหู่กล่าว“ช่วงเช้าของวันนี้ ข้าเป็นคนแย่งเด็กในโรงหมอเอง”“ข้าคิดว่าเจ้าคลอดลูกชาย กลัวมีปัญหามากมายตามมา ก็เลยเข้าไปแย่งเด็ก ใครจะรู้ว่าเป็นเด็กผู้หญิง ในเมื่อเป็นเด็กผู้หญิง เช่นนั้นก็จะไม่เป็นภัยคุกคามต่อฮองเฮา”ดังนั้นเขาก็เลยคืนเด็กแล้วอวิ๋นอิงรู้จักจ้านหู่ เขาคือคนที่บีบบังคับให้จิ่งอี้ดื่มยาพิษ แต่หลายวันนี้นางต้องผ่านเหตุการณ์มากมาย เดิมทีสภาพจิตใจก็อ่อนแออยู่แล้ว จึงได้สร้างแนวป้องกันขึ้นในใจนางต้องการแค่ลูกสาว!ใครพูดนางก็ไม่อยากฟัง!และไม่เชื่อใครด้วย!กอดลูกสาวแน่น ปก
ปัง!ประตูถูกกระแทกจนเปิดออก ร่างกายจวินลั่วยวนหมุนกลางอากาศหนึ่งรอบ รอยกระเด็นออกไป ล้มหน้าคว่ำลงพื้น รู้สึกมึนงงไปหมดผ่านไปห้าวินาทีเต็มๆ จึงจะตั้งสติได้นาง…โดนตบ?“นี่มันเกิดอะไรขึ้น?”“เหตุใดองค์หญิงหนานยวนลอยออกมาจากห้องท่านอ๋อง…”“ดูเหมือนใครบางคนไม่รู้จักเจียมตัว…”นอกเรือน เมื่อทหารที่เฝ้ายามและคนรับใช้เห็นภาพนี้ เริ่มพากันวิพากษ์วิจารณ์เบาๆ คำพูดบางประโยคลอยเข้าหูของจวินลั่วยวน ทำให้สีหน้าของนางเดี๋ยวซีด เดี๋ยวดำ เดี๋ยวม่วง ดูน่าเกลียดมากเงยหน้าแก้มแสบร้อนใช้มือลูบเบาๆมีเลือด…“หน้าของข้า!”ใบหน้าเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับนาง!จวินลั่วยวนโกรธแล้ว “อ๋องเฉิน! ท่านกล้าทำร้ายข้า หรือท่านไม่อยากให้แคว้นหนานยวนสนับสนุนท่าน? ฮ่องเต้หลีเริ่มใกล้ชิดกับแคว้นซีอวี้แล้ว ถ้าหากท่านไม่ได้รับการสนับสนุนจากแคว้นหนานยวนของเรา ท่านไม่ใช่คู่ต่อสู้ของฮ่องเต้หลี!”มาถึงขั้นนี้แล้ว เขายังไม่รู้ตัวอีกหรือ?เขาไปเอาความมั่นใจมาจากไหน ถึงกล้าทำร้ายนาง?เฟิงเย่เสวียนยืนอยู่บนบันไดขั้นที่สาม ก้มมองนางที่แยกเขี้ยวยิงฟัน หัวเราะอย่างเย็นชา“วันนี้ได้เห็น แคว้นหนานยวนไม่ได้มีค่า