"คำถามแรก ข้าไม่มีพันธะกับชายใดใช่หรือไม่"
"ใช่เจ้าค่ะ นายท่านยังไม่ทันได้เรียกใช้เหล่าแม่สื่อก็เกิดเรื่องขึ้นเสียก่อน"
นึกถึงแล้วก็หดหู่กับชะตานายหญิงของตนยิ่งนัก
"งั้นก็ถือเป็นเรื่องดี ข้อสอง..."
จินเยว่ทำท่าครุ่นคิดจะถามอะไรต่อดีจนบังเกิดสิ่งที่อยากรู้ขึ้น
"ทำไมข้ากับเจ้าถึงอยู่ในคุกแค่สองคน พี่สาวข้าอยู่ที่ไหน หรือว่า..."
"ไม่ใช่อย่างที่คุณหนูคิดนะเจ้าคะ คุณหนูใหญ่เดิมทีเป็นคนสนิทขององค์หญิงสามอยู่แล้ว พระองค์จึงใช้อำนาจขององค์หญิงพาตัวคุณหนูใหญ่ไปอยู่ที่ตำหนักในเจ้าค่ะ"
หึ! หนีเอาตัวรอดคนเดียวสิไม่ว่า
แต่ก็อย่างว่า เฟิงเยว่ซินนางเป็นเพียงบุตรีของอนุภรรยา ใครจะยอมเอาชีวิตเข้ามาเสี่ยงกับลูกกบฎแถมเป็นลูกเมียรองเช่นนี้
"เอาตัวรอดเป็นยอดคน"
"..?"
"งั้นคำถามต่อไป"
"คุณหนูยังมีคำถามอีกหรือเจ้าคะ"
นี่เป็นเรื่องราวพื้น ๆ ของนางอยู่แล้ว ถ้าหากแค่นี้ยังจำไม่ได้ เกรงว่าคืนนี้ทั้งคืนคงมีคำถามเป็นร้อยเป็นพันให้เสี่ยวโหรวคนนี้ตอบเป็นแน่
"คำถามสุดท้ายแล้ว"
ได้ยินเช่นนี้ค่อยสบายใจหน่อย
"ที่นี่ที่ไหนเหรอ?"
รู้แค่ว่าตื่นขึ้นมาอีกที จากคุกมืด ๆ กลายเป็นห้องหับที่กว้างขวางสะอาดสะอ้าน ตกแต่งสวยงามไปเสียแล้ว
"นี่คือจวนเหมยฮัวของท่านอ๋องสี่เจ้าค่ะ"
จวนเหมยฮัว?
เหมยฮัวที่แปลว่าดอกบ๊วยหรือเปล่านะ
"จะว่าไปแล้ว ข้ายังไม่เคยเจอท่านอ๋องที่ว่าเลย เจ้าพาข้าไปเจอหน่อยได้ไหม"
เสี่ยวโหรวรีบส่ายหัวทันที
"ท่านอ๋องใช่ว่าผู้ใดจะเข้าพบได้นะเจ้าคะ ยิ่งบ่าวเป็นเหมือนฝุ่นละออง ไม่มีอำนาจพาคุณหนูเข้าพบได้หรอกเจ้าค่ะ"
"แต่พวกเราอยู่ที่จวนของท่านอ๋องแล้วนี่ แค่แอบดูห่าง ๆ คงไม่เป็นไรหรอกมั้ง"
แววตาจินเยว่บ่งบอกว่านางอยากเจอหน้าคนผู้นี้มาก ความตื่นเต้น ความลุ้นต่าง ๆ นานา แสดงออกมาชัดจนเสี่ยวโหรวทำใจลำบาก
"นะ ๆ โหรวโหรว เจ้าใจดีกับข้าที่สุดไม่ใช่หรือไง"
หลันจินเยว่ใช้น้ำเสียงออดอ้อนแถมเป็นน้ำเสียงที่เฟิงเยว่ซินตัวจริงเคยแสดงออกทำให้สาวใช้อย่างเสี่ยวโหรวยิ้มออกมาพร้อมในใจที่คิดว่าอีกไม่นานความทรงจำคุณหนูต้องกลับมาแน่
"บ่าวเองก็เพิ่งจะเข้ามาเยือนที่นี่ครั้งแรก แต่ตอนที่เข้ามาพอจะเดาทางได้อยู่บ้างว่าส่วนไหนที่ท่านอ๋องน่าจะประทับอยู่"
"งั้นก็ไม่ต้องพูดแล้ว เรารีบไปแอบดูท่านอ๋องกัน"
"ค...คุณหนู! รอก่อนสิเจ้าคะ"
เฮอ... ทำไมคุณหนูที่เรียบร้อยดั่งผ้าพับไว้ถึงได้กลายเป็นแก่นแก้วดูต่างจากเมื่อก่อนคนละโยชน์เช่นนี้
"เป็นเช่นไรบ้าง"
เสียงทุ้มเอ่ยถาม ทว่าสายตาจดจ้องอยู่กับฐานจำลองสนามรบขนาดกลาง
"ขอบพระทัยท่านอ๋องที่ทรงยื่นมือเข้าช่วยซินเอ๋อร์ในครั้งนี้" อู่ชิงหรงที่เป็นทั้งรองแม่ทัพ ทั้งองครักษ์ข้างกายองค์ชายสี่กล่าวขอบคุณอย่างเกรงอกเกรงใจ
"เจ้ารู้ดีแก่ใจ ข้าไม่ยอมปล่อยให้คนบริสุทธิ์ตายแบบไร้ประโยชน์"
"ท่านอ๋องคิดว่าเรื่องนี้ต้องมีอะไรมากกว่าการยักยอกเงินในคลังส่งมอบให้กับฝ่ายศัตรูเช่นกันหรือ"
"เจ้ายังคิดได้ เหตุใดข้าจะคิดไม่ได้"
"กระหม่อมช่างเขลาที่ถามเช่นนั้น"
อู่ชิงหรงรีบคุกเข่าเพื่อเตรียมรับโทษที่ตนพูดก่อนคิด
"เจ้าทำอะไร ลุกขึ้น ทำเหมือนข้าเป็นคนไร้เหตุผลเอะอะลงโทษ"
ถ้าเป็นคนอื่นคงถูกกระทำเช่นนั้นไปแล้ว แต่กับอู่ชิงหรงมีหรือท่านอ๋องอย่างเขาจะทำ
เหตุผลเพราะทั้งสองคนเป็นเหมือนพี่น้องที่ตายแทนกันได้มากกว่าองค์ชายกับข้ารับใช้
ส่วนเรื่องที่ทั้งคู่กำลังปรึกษาหารือกันอยู่คือสาเหตุที่ตระกูลเฟิงถูกกล่าวหาว่าเป็นกบฎจนทำให้ผู้นำตระกูลอย่างเสนาบดีเจ้ากรมการคลังเฟิงอู๋เยว่ถูกสังหารขณะทหารเข้าจับกุม ส่วนคนที่เหลืออยู่ทั้งบ่าวรับใช้ทั้งผู้ที่ใช้แซ่เฟิงต่างบ้านแตกสาแหรกขาด บ้างถูกฆ่า บ้างถูกจับ บ้างถูกแยกไปเป็นข้าทาสที่ชายแดน
"ท่านเสนาเฟิงตายแล้วแต่ไร้ศพ เจ้าว่าไม่น่าแปลกรึ"
ปากวิเคราะห์ถึงเรื่องราว มือก็จับตัวเบี้ยหมากรุกเดินไปยังตำแหน่งที่ทหารเล่าว่าเสนาบดีเจ้ากรมการคลังเฟิงอู๋เยว่ถูกสังหาร
"รับราชการมาครึ่งชีวิตกลับถูกคนที่เพิ่งเข้ามาคุมทหารค้นเจอหลักฐานการยักยอกเงินหลวง เจ้าว่า ใครกันที่ควรต้องสงสัย"
"ข้าก็มีความคิดเช่นพระองค์"
"ข้าก็มีความคิดเช่นพระองค์"หากเล่าถึงเสนาบดีเฟิงอู๋เยว่เขาเป็นคนตรงไปตรงมา บัญชีรายรับรายจ่ายตลอดสิบปีถวายให้ฝ่าบาทตรวจสอบไม่เคยมีความผิดปกติ แต่พอซู่จินเพ่ยที่เพิ่งขึ้นรับตำแหน่งเจ้ากรมกลาโหมได้เพียงไม่นานกลับพบหลักฐานการยักยอกเงินในคลังแถมยังใช้อำนาจจัดการปราบกบฎก่อนทูลฮ่องเต้หากยิ่งวิเคราะห์ตามเหตุตามผลทั้งสองยิ่งพบพิรุธจนเชื่อว่าตระกูลเฟิงกำลังถูกใส่ร้าย"เจ้าไม่คิดว่าเรื่องนี้ช่างน่าสนใจรึ ตระกูลซู่ที่เคยตกต่ำในอดีตกลับมามีอำนาจอีกครั้งเพราะอดีตกุ้ยเฟยที่สิ้นไปแล้วเมื่อครึ่งปีก่อน ตัวซู่จินเพ่ยรับราชการไม่นาน เร่งมีผลงานโดดเด่นจับกบฎในราชสำนักได้ ความดีความชอบขนาดนี้ เจ้าว่าฮ่องเต้จะพระราชทานรางวัลอะไรให้ดี"ริมฝีปากหยักลึก กล่าวถึงตระกูลที่ชอบทำตัวเป็นไม้ท่อนงัดไม้ซุงกับเขามาโดยตลอดอดีตตระกูลซู่เคยเป็นเพียงข้าราชการปลายแถว ทว่าพอบุตรีของซู่จ้านเกิง นามว่าซู่กุ้ยลี่ พี่สาวของซู่จินเพ่ยถูกแต่งเข้าเป็นสนมในวังแถมได้รับแต่งตั้งให้เป็นกุ้ยเฟยตระกูลซู่ก็ขึ้นมาเฟื่องฟูมีอำนาจครั้งใหญ่แต่น่าเสียดายที่ซู่กุ้ยลี่ได้เป็นกุ้ยเฟยไม่นานก็ป่วยด้วยโรคประหลาดสิ้นไป"พระองค์จะให้กระหม่อมแอบเข
"เสี่ยวโหรวต้องหลงทางแน่เลย คนอะไรใช้ไม่ได้"ว่าคนอื่นหลงทาง ตนเองต่างหากที่วิ่งไม่สนใจเสียงร้องเตือนของสาวใช้สักนิดทำให้ตอนนี้หลันจินเยว่ย่างกลายเข้ามายังสถานที่ต้องห้ามโดยไม่รู้ตัว"อ้ะ! นั่นศาลากลางน้ำนี่ น่านั่งเล่นจัง"ตรงหน้านางคือศาลากลางน้ำ เป็นที่หวงห้ามของจวนเหมยฮัวแห่งนี้ หากเดินเข้าไปในตัวศาลา จะมีทางเดินไม้เพื่อเดินตรงไปยังบ่ออาบน้ำกลางแจ้งที่อยู่หลังโขดหินขนาดใหญ่สถานที่ประจำของตงเปียนอ๋อง"สดชื่นจัง"ตั้งแต่มาโผล่ที่แห่งนี้ หลันจินเยว่เพิ่งจะได้สูดอากาศบริสุทธิ์เข้าปอดก็ตอนนี้นี่แหละกลิ่นของน้ำสะอาด กลิ่นดอกไม้นานาชนิดที่รู้จักบ้างไม่รู้จักบ้างแย่งกันส่งกลิ่นหอมในตอนใกล้พลบค่ำจ้อก~เสียงท้องน้อย ๆ ดังขึ้นบ่งบอกว่าตอนนี้นางหิวแล้ว"ขนมอะไรหน้าตาน่ากินจัง"เบื้องหน้านางคือขนมหนวดมังกร จะมีลักษณะเป็นเส้นไหมขาว ๆ ปั้นเป็นก้อนกลม ๆ คล้ายดักแด้ สอดไส้ต่าง ๆ ไว้ด้านใน มีกลิ่นหอมของน้ำผึ้งโชยออกมาเรียกน้ำย่อยของกระเพาะอาหาร"หอมจัง ขอชิมหน่อยนะ"หลันจินเยว่มองซ้ายขวาเล็กน้อย เมื่อปลอดคนนางจึงหยิบขนมที่วางอยู่ตรงหน้าขึ้นมากัดกิน"อืม หอมน้ำผึ้ง เม็ดมะม่วงหิมพานต์ก็กร๊อบกรอบ"
"ให้นางทานยานี้ให้หมดก็ปลอดภัยแล้ว"หมอประจำจวนเหมยฮัวแจงเรื่องยาและอาการคนที่นอนหายใจหอบเหนื่อยอยู่บนเตียง"เสี่ยวโหรวขอบคุณท่านอ๋อง ขอบคุณท่านหมอมากเจ้าค่ะ"ปากเอ่ยขอบคุณ ค้อมหัวให้ด้วยความซึ้งในบุญคุณ มือแน่งน้อยกลับมาคอยเช็ดเหงื่อตามกรอบหน้าให้คุณหนูที่รักอย่างเป็นห่วงเป็นใยต่อ"กระหม่อมทูลลา"เมื่อหมดหน้าที่รักษาคนแล้ว ท่านหมอเองก็กล่าวคำลาเพื่อกลับไปยังโรงหมอของตน"เสี่ยวโหรวไปส่งท่านหมอเองเจ้าค่ะ"เสี่ยวโหรวละมือจากการเช็ดตัวให้หลันจินเยว่ จากนั้นจึงเดินไปส่งท่านหมอกลับที่พักเช่นเดิม ทำให้ตอนนี้ภายในห้องสี่เหลี่ยมเหลือเพียงหนึ่งบุรุษรูปงามกับหนึ่งสตรีไร้สติองค์ชายสี่ผู้องอาจ ใบหน้านิ่งเรียบตลอดเวลาปราดมองหญิงสาวที่เริ่มนอนสงบนิ่งบนเตียงด้วยสายตาเพ่งพินิจหากดูจากหน้าตาที่สะอาดสะอ้าน ผิวขาวราวปุยเมฆ จมูกเชิดรั้นแลดูเป็นคนดื้ออยู่หน่อย ๆ อายุนางน่าจะน้อยกว่าตนหลายปีนัก"ลูกกบฎ"ริมฝีปากหยักลึกเอื้อนเอ่ยสิ่งที่ตนได้ยินมาถึงฐานะของนางบนเตียงใครจะคิดว่าคุณหนูของตระกูลที่ผลงานขาวสะอาดมาหลายชั่วอายุคนอย่างนางจะพลอยประวัติด่างพร้อยไปตามบิดาที่กลายเป็นกบฎแผ่นดินชั่วข้ามคืนทว่าหากเทีย
"อ๊ะ! ข้ากลับมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง"เหมือนเพิ่งรู้ตัวว่าตนเองเปลี่ยนสถานที่พำนักแล้ว"คุณหนูจำไม่ได้หรือเจ้าคะ ท่านเกือบตามท่านเสนาเฟิงไปแล้วนะเจ้าคะ"หมายถึงตามบิดาของเฟิงเยว่ซินไปน่ะหรือแต่เดี๋ยวนะ!พ่อของเฟิงเยว่ซินตายไปแล้วนี่ เหตุใดสาวน้อยคนนี้ถึงบอกว่านางเกือบตามคนตายไป หรือว่า..."เจ้าช่วยพูดให้ข้าเข้าใจที"เพิ่งตื่นขึ้นมาสมองเหมือนปรับจูนไม่ทันจนต้องถามสาวใช้ออกไป"ก่อนหน้านี้คุณหนูเผลอทานขนมหนวดมังกรไปใช่ไหมเจ้าคะ"หลันจินเยว่นึกย้อนไปถึงเรื่องก่อนหน้าที่ทำ ที่แท้เจ้าขนมสีขาวเหมือนดักแด้นั่นเรียกขนมหนวดมังกรนี่เอง"อืม อร่อยดี"ว่าแล้วก็เพิ่งรู้สึกแสบคอ คอแหบแห้งจนต้องฝืนกลืนน้ำลายลงไป"คุณหนู!"เสี่ยวโหรวมองใบหน้าสวยที่บัดนี้ซีดเซียวเพราะเหมือนเพิ่งผ่านจากความตายมาด้วยความตกใจขั้นสุดเหตุใดคุณหนูนางถึงได้กล่าวชมขนมที่มีส่วนผสมของสิ่งที่ตนเองแพ้ได้หน้าระรื่นเพียงนั้นกัน"เจ้าเสียงดังทำไม แล้วดูจ้องเข้า เหมือนข้าทำอะไรผิด"คนที่มาอยู่ในร่างคนอื่นยังไม่รู้ตัวว่าสิ่งที่ทำลงไปคือสิ่งผิดพลาดที่ร้ายแรงมากสำหรับร่างกายที่สิงสู่อยู่"คุณหนูลืมไปแล้วหรือเจ้าคะว่าตนเองทานน้ำผึ้งไม่ได้"
หลังจากที่หลันจินเยว่รู้ความจริงจากปากสาวใช้ว่าตอนที่ตนสลบอยู่ถูกตงเปียนอ๋องทำอันใด นางก็ไม่กล้าออกจากห้องพักอีกเลยจนผ่านมาแล้วสามวันเต็ม"จูบแรกฉัน"ทุกครั้งที่หลันจินเยว่อยู่คนเดียวและส่องคันฉ่องนางมักนึกถึงสิ่งที่สาวใช้เล่าให้ฟังเมื่อสามวันก่อนริมฝีปากจิ้มลิ้มที่สะท้อนผ่านคันฉ่องทองเหลืองตรงหน้าแม้จะไม่ใช่ร่างกายของหลันจินเยว่จริง ๆ แต่คนที่รู้สึกถึงจูบที่ว่าคือตัวนางเอง จะไม่ให้เสียใจได้เยี่ยงไร"คุณหนูไม่สบายรึเจ้าคะทำไมหน้าแดงเช่นนั้น"เสี่ยวโหรวที่ยกสำรับอาหารเข้ามาเอ่ยถามคุณหนูนางที่ไม่รู้ตัวว่าทุกครั้งเวลานึกถึงสิ่งที่สาวใช้บอกจะหน้าแดงอยู่นานสองนาน"ข้าสบายดี หอมจัง"หลันจินเยว่เปลี่ยนเรื่องทำจมูกสูดดมกลิ่นอาหารที่สาวใช้เพิ่งนำมาทันทีเพราะไม่อยากให้สาวใช้ซักความต่อ"เจ้าค่ะ วันนี้เสี่ยวโหรวเข้าครัวเองเลยนะเจ้าคะ"เพราะกลัวว่าพ่อครัวที่จวนจะเผลอทำอาหารที่คุณหนูนางแพ้อีกเลยต้องเข้าครัวจัดเตรียมเสียเอง"น่ากินทั้งนั้นเลย"บนโต๊ะมีอาหารอยู่ไม่กี่อย่างเพราะปกติเฟิงเยว่ซินตัวจริงจะทานน้อย นางมักบอกตนเองเสมอว่า ทานแต่พออิ่มอย่าให้ของเหลือ แล้วทำงานให้มาก บิดาจะได้ไม่แบกรับภาระมากเ
ฉึก!เสียงปลายแหลมคมของลูกธนูปักเข้ากับเป้าวงกลมตรงกลางอย่างแม่นยำคนที่เพิ่งมาถึงสนามยิงธนูที่อยู่ส่วนลึกสุดของจวนเหมยฮัวที่ล้อมรอบไปด้วยต้นไผ่ถึงกับรีบหลบด้านหลังชิงหรงด้วยความหวาดเสียว"ท่านอ๋อง ข้าพาเยว่ซินมาเข้าเฝ้า"มือที่ค้างคันธนูอยู่ชะงักเล็กน้อย ก่อนจะปล่อยลูกธนูที่แหลมคมลงกลางเป้าสีแดงเป็นลูกที่สอง ริมฝีปากหยักลึกเอ่ยอย่างราบเรียบแฝงไปด้วยความเย็นชา"ข้าไม่เคยสั่งหรือไร เขตหวงห้ามคนนอกห้ามเข้า"เพียงแค่ได้ยินคำว่า 'คนนอก' ที่ฟังดูก็รู้ว่าอีกคนกำลังเหน็บแนมตน หลันจินเยว่รู้สึกไม่ชอบใจขึ้นมาทันควันเผลอทำปากล้อเลียนแบบไม่มีเสียงอยู่ด้านหลังบุรุษรูปงาม ทว่าสายตาขององค์ชายเฟยหลงช่างไวยิ่งนักที่เหลือบเห็นด้วยหางตาเข้าพอดี"ข้าไม่ชอบพวกนินทาลับหลัง หากอยากพูดอะไรเปล่งวาจาออกมาตรง ๆ"ชิงหรงก้มมองคนที่ดึงแขนเสื้อเขาอยู่ จินเยว่รีบเชิดหน้าขึ้นสู้สายตาอึกคน"หม่อมฉันแค่จะมาขอบพระทัยท่านอ๋องที่ช่วยสืบเรื่องท่านพ่อ" น้ำเสียงมีความกระแทกกระทั้นเป็นบางส่วน ฟังแล้วรู้ทันทีว่าอีกคนไม่พอใจในสิ่งที่เขาเพิ่งพูดออกไป"หากเป็นเรื่องนั้นจงรู้ไว้ ข้าไม่ได้ทำเพื่อเจ้า"วางท่า!หน้าตาหล่อเหลาก็จริง
"ไร้ยางอาย? หม่อมฉันไม่เคยทำเรื่องไร้ยางอายมาก่อน พระองค์ตรัสแรงเกินไปหรือเปล่าเพคะ"แสร้งทำน้ำเสียงเศร้าสร้อย ใบหน้าบิดเบี้ยวสะอื้นไร้น้ำตาเพื่อให้สมบทบาทที่สร้างขึ้นมากลั่นแกล้งอีกคน"เจ้าทำอันใดที่ไร้ยางอายไว้ย่อมรู้อยู่แก่ใจ"ตงเปียนอ๋องมองสตรีตรงหน้าด้วยแววตาขยะแขยง ไม่อยากเข้าใกล้ราวกับนางติดโรคระบาดมา'เฟิงเยว่ซิน เจ้าเคยไปทำอะไรท่านอ๋องคนนี้ไว้ก่อนที่ข้าจะมาเข้าร่างเจ้าใช่ไหม ดูสายตาเขาที่มองเจ้าสิ รังเกียจเหมือนเป็นอะไรสักอย่าง'"เรื่องสติเลอะเลือน ข้าว่าน่าจะเป็นโรคประจำตัวกระมัง ผ่านมาไม่กี่วัน เรื่องน่าอายพวกนั้นเจ้ากลับจำมันไม่ได้แล้ว"เสียงเหน็บแนมดังขึ้นอีกครั้ง ตงเปียนอ๋องส่ายหน้าอย่าระอาให้กับสตรีตรงหน้าที่ยังค้นหาไม่เจอว่านางทำเรื่องไร้ยางอายอันใดไว้กับตน"เอ๊ะ! หรือว่าพระองค์หมายถึงเรื่องจูบนั่น!"เพราะคำใบ้ที่บอกว่าเพิ่งผ่านมาไม่กี่วันทำให้หลันจินเยว่นึกได้เพียงเรื่องนี้เรื่องเดียว"ไร้ยางอาย! เป็นถึงบุตรีขุนนางชั้นสูงกลับพูดคำนั้นออกมาได้ไม่อายฟ้าดิน"ถ้าไม่พูดตรง ๆ เขาจะรู้ไหมว่านางกำลังเข้าใจเรื่องเดียวกันกับอีกคนหรือไม่"เรื่องนี้จริงด้วย หม่อมฉันมากกว่าที่ต้อง
"แค่เราสองคนคงหาไม่ทั่ว ข้าจะไปทูลขอให้ท่านอ๋องเรียกบ่าวในจวนมาช่วยอีกแรง"หามาแล้วหนึ่งก้านธูปก็ไม่เห็นแม้เงาเฟิงเยว่ซิน อู่ชิงหรงอุตส่าห์ยืนรออยู่ทางเข้าสนามฝึกซ้อมแต่กลับไม่เห็นสหายวัยเยาว์ออกมาสักที ตอนนั้นตงเปียนอ๋องก็กลับออกไปอีกทางทำให้อู่ชิงหรงเข้าใจผิดคิดว่าทั้งสองยังอยู่ด้านในทว่าพอเมฆฝนครึ้มมากลับไม่เห็นทั้งคู่ออกมาจึงเร่งกลับเข้ามาดูแต่สิ่งที่พบเจอมีเพียงเป้าธนูไร้ผู้คนที่รอคอย"เจ้าต้องการใช้คนเพื่อการใด"ตงเปียนอ๋องผู้ยังไม่รู้เรื่องราวใด ๆ เดินผ่านมาได้ยินสิ่งที่องครักษ์ข้างกายพูดขึ้นจึงเอ่ยถาม"ท่านอ๋อง"ทั้งสองคนทำความเคารพเจ้าบ้านก่อนที่ชิงหรงผู้ร้อนใจจะเร่งปากเอ่ยขอสิ่งที่ตริตรองไว้"ข้าต้องการยืมพวกบ่าวในจวนช่วยกันออกตามหาซินเอ๋อร์พะย่ะค่ะ""ตามหาใครนะ"ใช่ว่าไม่ได้ยิน แต่เพราะได้ยินชัดทุกคำจึงรู้สึกตกใจตาม"ท่านอ๋องพอจะทราบไหมเพคะว่าแยกจากคุณหนูแล้วนางไปไหนต่อ"เสี่ยวโหรวร้อนใจยิ่งกว่าผู้ใดจึงเสียมารยาทถามออกไป"ข้ากับนางแยกกันได้ราวครึ่งชั่วยามแล้ว ส่วนจะไปที่ใดนั้น"ตงเปียนอ๋องเฟยหลงสุดจะหาคำตอบให้สาวใช้ที่ขอบตาแดงก่ำ"ท่านอ๋องกับซินเอ๋อร์แยกกันแล้วครึ่งชั่วยาม
"เหตุใดท่านถึง..."จำต้องกลืนคำพูดลงคอเมื่อถูกนิ้วของคนรักปิดไว้ที่ริมฝีปากไม่ให้ขยับเอ่ย"อย่าขยับ ห้ามพูดใด ๆ"ตงเปียนอ๋องรู้สึกว่าร่างกายตนเองแปลกไปข้างในมันร้อนรุ่ม ลำคอแห้งผากเหมือนคนกระหายน้ำหากแต่ความรู้สึกเขากลับบอกว่าน้ำเพียงอย่างเดียวช่วยให้เขาดับกระหายไม่ได้เขาเริ่มตั้งสติจนจมูกสัมผัสได้ถึงกลิ่น ๆ หนึ่ง"ผงเริงรมย์""มันคืออันใด"หลันจินเยว่เพิ่งเคยได้ยินครั้งแรกจึงใคร่สงสัย ทว่าสิ่งที่อยากรู้กลับไม่ได้ถูกเอ่ยออกมาจากปากตงเปียนอ๋องเมื่อด้านนอกมีบุคคลมาเยือน"ฉินกงกงเข้าเฝ้าองค์ชายสี่เฟยหลง"เสียงกงกงของเสด็จย่าเขาดังขึ้นอยู่ด้านนอก"ฉินกงกงมีเรื่องอันใด"เหตุใดคนสนิทของเสด็จย่าถึงได้มาเยือนเข้าถึงจวนแห่งนี้ แถมมาได้เวลาเหมาะเจาะกับอาการประหลาดที่เพิ่งเริ่มแสดงอาการอีก"ไทเฮามีรับสั่ง ผงเริงรมย์นั้นไซร้ จงใช้ให้เกิดประโยชน์ หลังจากนี้สามวันเป็นฤกษ์ดี สามารถจัดงานมงคลได้"เสียงแหลมบาดหูของฉินกงกงเอ่ยราชโองการขององค์ไทเฮาเสร็จจึงทูลลากลับเข้าวังหลวง ทิ้งให้ตงเปียนอ๋องอมยิ้มอยู่ในห้องเมื่อรู้สาเหตุแล้วว่าเหตุใดตนถึงมีอาการแปลกประหลาดเช่นนี้"อะไรคือผงเริงรมย์และอะไรคือสามวันม
บทส่งท้าย : เมื่อหมอกจางหาย บุปผางามผลิบาน"ข้าขับพิษออกจากร่างกายองค์ชายเรียบร้อยแล้ว พักฟื้นสักสองสามวันก็หายดี"หมอหลวงประจำจวนเหมยฮัวเอ่ยบอก"ส่วนยานี้ต้มทานสามมื้อจนกว่าแผลจะหายดี"เสี่ยวโหรวรีบเข้าไปรับยานั้นจากหมอหลวง"อ้อข้าลืมอีกเรื่อง"ทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบกว่าเดิมเพราะนึกว่าจะเป็นเรื่องร้ายแรงอันใดอีก"แผลนั้นต้องห้ามโดนน้ำเด็ดขาด คงต้องรบกวนพระชายาแล้ว"หมอหลวงหันมากำชับเรื่องสำคัญนี้กับหลันจินเยว่ ทำเอาใบหน้านางแดงระเรื่อเพราะไม่คิดว่าคนนอกจวนอย่างหมอหลวงท่านนี้จะรู้เรื่องสถานะของนางกับองค์ชายสี่อีกคน"ข้าไปส่งท่านหมอ"อู่ชิงหรงเดินนำหน้าเพื่อส่งหมอหลวงกลับโรงหมอ"บ่าวขอตัวไปต้มยาให้ท่านอ๋องนะเจ้าคะ"ทุกคนออกไปจากห้องหมดแล้วเหลือเพียงแค่หนึ่งคนหลับอยู่บนเตียงอย่างไร้วี่แววจะฟื้นและอีกคนที่นั่งลงข้างเขาด้วยความเป็นห่วง"ไหนท่านรับปากข้าว่าจะกลับมาอย่างปลอดภัย"ตอนที่หลันจินเยว่ได้ยินว่าตงเปียนอ๋องถูกอาวุธลับอาบยาพิษเล่นงานถึงกับวิ่งถือห่อยาหลายขนานไปดักรอพวกเขาระยะทางกือบลี้ ทั้งล้มลุกคลุกคลานจนแข้งขาถลอก บ่าวใช้คนใดขวางนางไล่ตะเพิดจนหมดสิ้น หากไม่สลบเสียก่อนหลันจินเยว
ชายแดนทิศใต้"เจ้าเลิกดื้อรั้นเถิด ตอนนี้เผ่าซีเซียงยอมจำนนต่อกองทัพมังกรขาวหมดแล้ว"เสียงกร้าวของอู่ชิงหรงประกาศลั่นการปราบกบฎดำเนินมาได้สองชั่วยามแล้ว คนของเผ่าซีเซียงบาดเจ็บล้มตายนับไม่ถ้วนจนหัวหน้าเผ่ายกธงขาวยอมแพ้ให้กับอำนาจของแม่ทัพแห่งกองทัพมังกรขาวเฟยหลงทว่าต่อให้เสียเลือดเนื้อเสียคนไปมากมายเพียงใด ผู้ที่หัวรั้นเกลียดการพ่ายแพ้อย่างซู่จิ่งอวิ๋นไม่มีทางวางกระบี่ในมือลงเป็นแน่"วันนี้ข้ากับเจ้า ถ้าปลาไม่ตาย ตาข่ายก็ต้องขาด"ซู่จิ่งอวิ๋นโต้ตอบด้วยสำบัดสำนวนเสียงหนักแน่น วันนี้ทั้งเขาและตงเปียนอ๋องผู้นี้ต้องสู้กันให้ถึงที่สุด ให้ตายกันไปข้างถึงจะจบศึกในครั้งนี้"ช่างเด็ดเดี่ยวเช่นบิดาเจ้าเสียจริง"ตงเปียนอ๋องกล่าวชมในความเด็ดเดี่ยวนี้ หากเอามาใช้ให้ถูกทางคงเป็นที่น่ายกย่อง"วันนี้ข้าจะแก้แค้นให้ท่านพ่อที่ถูกพวกเจ้าบังคับให้ดื่มยาพิษนั่น"[1]ยามโฉ่วของวันนี้ เสนาซู่จินเพ่ยได้กรอกยาพิษฆ่าตัวตายหลังได้รับราชโองการเป็นนักโทษประหารที่ต้องบั่นคอเสียบประจาน ข่าวนั้นดังเซ็งแซ่ไปทั่วแคว้นจนมาถึงหูซู่จิ่งอวิ๋นบุตรชายเพียงคนเดียวที่ตั้งใจจะบุกไปช่วยบิดาออกมาแต่มิทันกาลเสียงกระบี่ฟาดฟันอย่
"ทะ...ท่านอ๋อง"ใบหน้าสวยขึ้นสีแดงระเรื่อเมื่อถูกเอาอกเอาใจจากอีกคน"วันนี้สนุกไหม"เขาชวนนางคุยปกติ หากแต่ในแววตากลับมีความกลัดกลุ้มอยู่หลายส่วนจะเรื่องอะไรได้ ก็ตอนที่นางเดินซื้อของในตลาดมีนักฆ่าสะกดรอยตามถึงสามคน โชคดีที่ตงเปียนอ๋องอ่านเกมในครั้งนี้ออกคนรักของเขาถึงได้ปลอดภัยกลับมาหากเขาเล่าเรื่องนี้ให้นางฟัง หลันจินเยว่คงไม่สบายใจ เก็บเนื้อเก็บตัวอยู่แต่ในห้องอีกเป็นแน่ ตอนนี้เลยต้องเอาอกเอาใจนางเพื่อบอกกล่าวแก่เรื่องที่ตริตรองมาอย่างดีแก่นางในเวลาที่เหมาะสม"ตอนแรกก็สนุก"ตอบพร้อมยู่ปากอย่างหุดหงิดในเวลาต่อมา"ใครทำอันใดให้ว่าที่ชายาของข้าขุ่นเคืองใจ"ที่ใช้คำว่า 'ว่าที่' เพราะทั้งสองยังไม่เข้าพิธีสมรสกัน ตงเปียนอ๋องอยากให้เกียรตินางจึงจะรอปราบกบฎตระกูลซู่แล้วสิ้นถึงจะทำพิธีตามประเพณีแคว้น"ข้ากำลังดูผ้าเพื่อจะเอามาตัดชุดใหม่ให้ท่าน แต่เจอเข้ากับคนที่วางยาสลบข้าเพื่อส่งต่อให้คนพวกนั้นเข้า"ที่จริงเรื่องนี้องครักษ์เงาของเขารายงานมาหมดแล้ว"เจ้าพบเฟิงเยว่ซู?""จะเป็นใครอีกละ! พี่สาวตัวดีของเฟิงเยว่ซินนั่นแหละ"ตงเปียนอ๋องหลุดขำออกมาเบา ๆ เมื่อได้ฟังประโยคแปลก ๆ นั้นจบ"เจ้าพูดเหม
"เสี่ยวโหรวเร็ว ๆ เข้า"เสียงเจื้อยแจ้วของหลันจินเยว่ในอาภรณ์สีลูกท้อร้องเรียกสาวใช้ที่เดินหอบหิ้วข้าวของพะรุงพะรังอยู่ด้านหลัง"คุณหนูช้าหน่อยเจ้าค่ะ"วันนี้ท้องฟ้าแจ่มใส นางเลยขออนุญาตตงเปียนอ๋องออกมาเดินตลาด ฝั่งนั้นเห็นว่านางเพิ่งผ่านอันตรายมาเมื่อไม่กี่วันก่อนเลยให้ออกมาเที่ยวเล่นจะได้ลืมเรื่องร้าย ๆ พวกนั้น หากแต่ตงเปียนอ๋องก็มิได้นิ่งนอนใจ เขาส่งองครักษ์เงาคอยติดตามอยู่ห่าง ๆ เผื่อเกิดเรื่องไม่คาดคิดขึ้นจะได้ช่วยเหลือนางทัน"คุณหนูจะซื้อไปฝากท่านอ๋องหรือเพคะ"หลันจินเยว่ยืนดูผ้าไหมเนื้องามที่ร้านหนึ่งตรงตรอกเล็ก ๆ ของตลาด"เจ้าว่าหากท่านอ๋องเปลี่ยนมาใส่สีสว่างตาขึ้นจะดูภูมิฐานอยู่ไหม"ตั้งแต่ที่เห็นและรู้จักกันมา นางไม่เคยเห็นบุรุษที่ว่าสวมใส่เสื้อผ้าสีอื่นที่มิใช่สีดำสีเข้ม ๆ เลยสักครั้งเดียว"บ่าวว่าผ้าสีไหนหากอยู่บนตัวท่านอ๋องก็ดูสง่างามหมดเจ้าค่ะ"หลันจินเยว่เห็นด้วยอย่างยิ่ง วันนี้สาวใช้ของนางพูดได้ถูกใจต้องตบรางวัล"ผ้าพับนี้ข้าซื้อให้เจ้า"นางหยิบผ้าไหมสีกลีบดอกเหมยส่งให้เถ้าแก่ร้าน"คุณหนู นั่นคงแพงมากนะเจ้าคะ"มองแค่ตายังไม่ได้จับต้องเนื้อผ้าเสี่ยวโหรวก็รู้ว่านั่นคือไห
ผ่านมาครึ่งชั่วยามแล้วหลังจากที่ตงเปียนอ๋องออกมาจากห้องนั้นเพื่อฟังรายงานจากเหล่าทหารว่าซู่จิ่งอวิ๋นหนีไปกบดานกับเผ่าซีเซียงบนเขาทางใต้ เขาเลยสั่งให้ทุกคนกลับมาวางแผนกันที่จวนเหมยฮัวก่อนการเดินทางกลับจำต้องใช้ม้าถึงจะถึงที่หมายโดยเร็ว ทว่าหลันจินเยว่กลับเลือกที่จะโดยสารม้ามากับอู่ชิงหรงแทนอีกคน"เหตุใดข้ารู้สึกว่าเจ้ากำลังหลบหน้าท่านอ๋อง"บุรุษผู้โผงผางคิดเห็นการใดก็พูดออกไปจนหมดสิ้นถามสหายวัยเยาว์"ข้ามิได้หลบหน้าผู้ใด"หลันจินเยว่ที่นั่งอยู่ด้านหลังเขาตอบเหมือนร้อนตัว"หากข้าเป็นคนอื่นคงเชื่อที่เจ้ากล่าวมา"จะมาเกิดฉลาดเอาอะไรตอนนี้ นางยิ่งอยากอยู่เงียบ ๆ ตบตีกับคำถามที่ยังไม่ได้คำตอบจากตงเปียนอ๋องว่าตกลงแล้วที่เขาบอกชอบนางหมายถึงร่างกายเฟิงเยว่ซินหรือตัวตนที่นางแสดงออกกัน"หยุด!"ตงเปียนอ๋องที่ควบม้าตามหลังสองคนนี้สั่งเสียงลั่น ทหารทุกนายต่างหยุดควบม้าเพื่อรอฟังคำสั่งถัดไป"ท่านอ๋องพบสิ่งใดผิดปกติหรือขอรับ"หนึ่งในทหารที่ควบม้ารั้งท้ายลงจากม้ามาถามไถ่"ม้าตัวนี้อ่อนแรงแล้ว หยุดพักที่นี่สักพักก่อน"หากม้าที่ตงเปียนอ๋องทรงขี่อยู่คือทมิฬกาลคงหาข้ออ้างเช่นนี้ไม่ได้สายตาคมมองแผ่นหลังบ
ตอนนี้ดวงตะวันเริ่มขึ้นใหม่อีกครั้ง บ่งบอกว่าทั้งสองกายที่นอนกอดกันทั้งคืนเจอกับรุ่งเช้าของวันใหม่แล้วหลันจินเยว่รู้สึกตัวตื่นก่อนจึงค่อย ๆ แกะมือแกร่งที่โอบกอดนางไว้ในอ้อมกอดทั้งคืนออกอย่างช้า ๆเมื่อคืนไม่รู้ว่าเหตุใดจุดจบของทั้งคู่จึงกลายเป็นการหลอมรวมเป็นหนึ่งเช่นนั้นถึงแม้จะยังเคอะเขินและเจ็บหน่วงไปทั้งร่างกายอยู่ แต่นางไม่อยากให้อีกคนตื่นมาเจอสภาพกึ่งเปลือยเช่นนี้จึงตั้งใจหนีจากอกอุ่นออกมาแต่งกายให้เรียบร้อย"คิดจะหนีข้ารึ"ดวงตาดั่งกวางน้อยตกใจกับเสียงทุ้มที่เอ่ยทว่าหลับตาอยู่"ทะ...ท่านตื่นแล้ว"ปกติไม่ได้พูดจาติดขัดเช่นนี้ เหตุใดครั้งนี้ถึงไม่กล้าต่อปากต่อคำเถียงอีกคนกันเล่าพรึ่บ!ตงเปียนอ๋องขี้แกล้งพลิกร่างบอบบางกึ่งเปลือยของนางให้นอนกองทับบนอกตนหลันจินเยว่จ้องมองร่องรอยจิกข่วนบนกล้ามอกอันเกิดจากนางพลางร้อนรุ่มขึ้นที่พวงแก้มทั้งสองข้าง"แอบอ่านกินข้าอยู่หรือ""บ้า!"กำปั้นน้อย ๆ ทุบลงกึ่งกลางเนื้ออกหนัดแน่น"หากข้าบ้า เจ้ามิน่าสงสารหรือ""ทำไมข้าต้องน่าสงสาร"นางเงยหน้าขึ้นมองคนที่พูดจาให้งวยงง"เพราะเจ้ามีสามีเป็นคนบ้า"สะ...สามี!ใบหน้าสวยแดงกร่ำไปทั่วพวงแก้ม ริมฝีปากเ
"เจ้าไม่ต้องกังวลเรื่องนั้น ตลอดทางมาที่นี่ข้าทำเครื่องหมายเอาไว้แล้ว"อ้อ คงจะเป็นพวกเครื่องหมายลับที่รู้กันแค่ไม่กี่คน"แผลท่าน"ดวงตาสีน้ำตาลเหลือบมองแขนที่พันผ้าสีขาวเพื่อห้ามเลือดเอาไว้"แผลเล็กน้อย ข้าต้มยาไว้เดี๋ยวเอามาให้เจ้าทาน"ไม่รอช้าตงเปียนอ๋องผู้เย่อหยิ่งไม่เคยปรนนิบัติใครมาก่อนรีบออกไปยกหม้อยาที่ต้มรอคนเจ็บฟื้นมาให้นางทันที"แค่กลิ่นก็รู้แล้วว่าขม"จริมฝีปากจิ้มลิ้มกล่าว ใบหน้าสวยหวานหันหนีไปอีกทางเพราะไม่ชอบกลิ่นของยาถ้วยนี้"ยาไม่ขมจะช่วยให้หายได้เยี่ยงไร เจ้าฝืนดื่มสักอึกเถอะ"ถ้วยยาถูกยกขึ้นใกล้ใบหน้าหวานนั้นอีกครั้งหลันจินเยว่เหมือนตกอยู่ในมนตร์สะกดเมื่อเผลอสบตาตงเปียนอ๋องที่จ้องนางอยู่ก่อนแล้ว"งั้นข้าป้อนเจ้าแล้วกัน"ว่าจบจึงจับช้อนแล้ววนยาในถ้วยสองสามรอบ ตักยาขึ้นจากถ้วยแล้วจ่อตรงริมฝีปากบางหลันจินเยว่อ้าปากเล็กน้อยเพื่อกลืนยาในช้อนนั้นหากแต่ไม่ยอมละสายตาไปจากใบหน้าตงเปียนอ๋องราวกับมองแล้วจะช่วยลดรสชาติขมของยานี้ลงได้"เด็กดี"รู้ตัวอีกทีจากแค่คิดว่าต้องดื่มแค่อึกเดียวกลายเป็นถูกตงเปียนอ๋องป้อนจนหมดถ้วย"ทะ...ท่า...น"อ้าปากเตรียมต่อว่าอีกคนที่หลอกให้นางทานยาแ
"ต้าเสียน?"นี่เป็นสิ่งเหนือความคาดเดาของตงเปียนอ๋อง เขาไม่เคยคิดว่าคนที่บงการพ่อลูกตระกูลซู่จะเป็นผู้ร่วมสายเลือดเดียวกับเขาอย่างองค์หญิงสาม"เหนือฟ้าย่อมมีฟ้า เจ้าคงคิดว่าท่านพ่อข้าจะไม่หาทางหนีที่พึ่งไว้สินะ"เมื่อคิดว่าตอนนี้ตนมีอำนาจกว่าอีกฝ่ายก็เริ่มอวดเบ่งด้วยเสียงเย้ยหยัน"ถ้ำแห่งนี้จะเป็นสุสานของพวกเจ้า"จบประโยคนั้น ซู่จิ่งอวิ๋นปรี่เข้าไปฟาดฟันตงเปียนอ๋องเฟยหลงเช่นเดียวกับคู่ของต้าเสียนที่กำลังกันทางไม่ให้อู่ชิงหรงเข้าไปช่วยเหลือหลันจินเยว่บุรุษแห่งกองทัพมังกรขาวทั้งสองแม้จะรับมือคู่ต่อสู้หากแต่ในใจกลับห่วงสตรีเพียงหนึ่งเดียวที่ถูกจับมัดไว้กลางวงต่อสู้หวั่นจะถูกลูกหลงเอา"ท่านอ๋องระวัง!"เสียงนั้นช้าไป คมกระบี่ของซู่จิ่งอวิ๋นเฉือนเข้าที่แขนตงเปียนอ๋องจนเลือดสีแดงซึมออกมา"ท่านอ๋อง!"อู่ชิงหรงอาศัยความเร็วเข้ารับกระบี่ของซู่จิ่งอวิ๋นที่กำลังจะซ้ำลงอีกครั้งได้ทันท่วงที"ท่านพาซินเอ๋อร์หนีไปก่อน"เสียงอู่ชิงหรงดังขึ้น เป็นจังหวะเดียวกับที่คมกระบี่เขาฟันลงบนขาพับของซู่จิ่งอวิ๋นจนเซเสียหลัก"ท่านแม่ทัพอวิ๋น!"ต้าเสียนเห็นท่าทีไม่สู้ดี แม้จะบาดเจ็บทั้งสองฝ่ายแต่บาดแผลของซู่จิ่งอว