"แค่เราสองคนคงหาไม่ทั่ว ข้าจะไปทูลขอให้ท่านอ๋องเรียกบ่าวในจวนมาช่วยอีกแรง"
หามาแล้วหนึ่งก้านธูปก็ไม่เห็นแม้เงาเฟิงเยว่ซิน อู่ชิงหรงอุตส่าห์ยืนรออยู่ทางเข้าสนามฝึกซ้อมแต่กลับไม่เห็นสหายวัยเยาว์ออกมาสักที ตอนนั้นตงเปียนอ๋องก็กลับออกไปอีกทางทำให้อู่ชิงหรงเข้าใจผิดคิดว่าทั้งสองยังอยู่ด้านใน
ทว่าพอเมฆฝนครึ้มมากลับไม่เห็นทั้งคู่ออกมาจึงเร่งกลับเข้ามาดูแต่สิ่งที่พบเจอมีเพียงเป้าธนูไร้ผู้คนที่รอคอย
"เจ้าต้องการใช้คนเพื่อการใด"
ตงเปียนอ๋องผู้ยังไม่รู้เรื่องราวใด ๆ เดินผ่านมาได้ยินสิ่งที่องครักษ์ข้างกายพูดขึ้นจึงเอ่ยถาม
"ท่านอ๋อง"
ทั้งสองคนทำความเคารพเจ้าบ้านก่อนที่ชิงหรงผู้ร้อนใจจะเร่งปากเอ่ยขอสิ่งที่ตริตรองไว้
"ข้าต้องการยืมพวกบ่าวในจวนช่วยกันออกตามหาซินเอ๋อร์พะย่ะค่ะ"
"ตามหาใครนะ"
ใช่ว่าไม่ได้ยิน แต่เพราะได้ยินชัดทุกคำจึงรู้สึกตกใจตาม
"ท่านอ๋องพอจะทราบไหมเพคะว่าแยกจากคุณหนูแล้วนางไปไหนต่อ"
เสี่ยวโหรวร้อนใจยิ่งกว่าผู้ใดจึงเสียมารยาทถามออกไป
"ข้ากับนางแยกกันได้ราวครึ่งชั่วยามแล้ว ส่วนจะไปที่ใดนั้น"
ตงเปียนอ๋องเฟยหลงสุดจะหาคำตอบให้สาวใช้ที่ขอบตาแดงก่ำ
"ท่านอ๋องกับซินเอ๋อร์แยกกันแล้วครึ่งชั่วยามแต่นางไม่กลับมาที่ห้อง หรือว่าจะหลงทาง"
อู่ชิงหรงเริ่มจับต้นชนปลาย
"สหายเจ้าเลอะเลือนถึงเพียงนั้นเชียว"
แม่ปากจะพูดจาเช่นนั้นออกไป แต่สายตาของตงเปียนอ๋องเฟยหลงกลับบอกได้ว่าเขาเองรู้สึกเป็นห่วงอีกคนอยู่ไม่น้อย
อาจจะเพราะตนคือคนที่อยู่กับนางเป็นคนสุดท้าย ถ้าหากเกิดอะไรไม่คาดคิดขึ้น เขาที่เป็นเจ้าของจวนคงไม่พ้นคำครหาว่าปกครองดูแลคนในจวนได้ไม่ดี
"คุณหนูเพิ่งเคยมาที่นี่ย่อมต้องไม่คุ้นทางเป็นธรรมดา"
ในน้ำเสียงนั้นของเสี่ยวโหรวมีความไม่พอใจต่อคำกล่าวของตงเปียนอ๋องเฟยหลงอยู่หลายส่วน
"ข้าจะไปตามซินเอ๋อร์ที่ป่าด้านหลัง"
อู่ชิงหรงเตรียมปลีกตัวออกไป ทว่ากลับถูกรั้งไว้เสียก่อน
"เจ้าต้องการคนมิใช่หรือ ข้าจะแบ่งคนช่วยเจ้าออกตามหาอีกแรง"
แม้ใบหน้าของตงเปียนอ๋องเฟยหลงจะเรียบนิ่ง ทว่าแววตาไม่เคยปิดบังความรู้สึกได้ทำให้ชิงหรงรู้สึกซาบซึ้งในบุญคุณครั้งนี้
"ขอบพระทัยพะย่ะค่ะ"
น้อมเคารพแล้วเสร็จ รองแม่ทัพผู้องอาจจึงปลีกตัวกลับไปยังป่าด้านหลังจวนทันที
เสียงฝนเทกระหน่ำอย่างไม่นึกสงสารคนที่ยืนอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่สักนิดเดียว
ป่าไผ่แถบนี้ไม่มีแม้บ้านเรือนคนบ้านร้างหรือแม้แต่ถ้ำให้
หลันจินเยว่ได้หลบฝน โชคดีที่ต้นไม้ใหญ่ต้นนี้แผ่กิ่งก้านกว้างใหญ่พอให้นางได้หลบฝนได้บ้าง แต่เพราะยืนหลบฝนเป็รเวลานานเข้าทำให้สภาพนางตอนนี้ไม่ต่างจากเดินตากฝนสักนิดเดียว"ฮัดชิ้ว!"
ร่างกายเริ่มรับกับอากาศหนาวเย็นของพายุฝนไม่ไหว หลันจินเยว่เริ่มรู้สึกมึนหัว ปวดกระบอกตา แข้งขาเริ่มอ่อนแรงจนต้องถอยหลังค่อย ๆ พิงต้นไม้แล้วลดตัวลงนั่งกับรากไม้ใหญ่ที่โผล่พ้นพื้นดินขึ้นมา
"เราจะตายอีกแล้วใช่ไหม"
ปากสีซีดไร้เลือดวิ่งผ่านขยับช้า ๆ อย่างอดสูกับชะตาชีวิตตนเอง สองแขนยกขึ้นกอดกายคนอื่นเพราะความหนาวเริ่มเกาะกิน
"แม่คะ พ่อคะ ทั้งสองกำลังจะมารับหนูใช่ไหม"
สติเริ่มเลือนลางเพราะพิษไข้จากพายุฝน
เปลือกตาที่หนักอึ้งหลับลงจนสนิททว่าสติยังไม่วูบดับจึงรับรู้ถึงความเหน็บหนาวที่เกาะกินร่างกายทุกส่วนราวกำลังถูกแช่แข็งทั้งเป็น
"อยู่นี่เอง"
เสียง ๆ หนึ่งดังแทรกเสียงเม็ดฝน
"หนาว... หนาวเหลือเกิน"
ร่างแน่งน้อยเริ่มซีดเพราะตากลมตากฝนอยู่นานสองนาน ปากเริ่มแข็งชาจนแทบจะขยับเปล่งเสียงไม่ได้
หมับ!
ร่างกายราวลอยได้เมื่อมีวงแขนแกร่งโอบอุ้มนางขึ้นมา
"ไม่ ...วิญญาณจะออกจากร่างตอนนี้ไม่ได้ ฉันยังไม่อยากตาย"
หลันจินเยว่พึมพำออกมาตอนที่สตินางไม่ครบส่วนเพราะถูกพิษไข้กลืนกิน
"ดูท่าเจ้าคงเสียสติไปแล้วจริง ๆ"
เจ้าของอ้อมกอดส่ายศีรษะไปมาอย่างเวทนา
ขายาว ๆ ก้าวพาตัวปัญหาในสายตาเขาเดินผ่าพายุฝนเข้าไปพักยังถ้ำที่อยู่ห่างจากตรงนี้ไม่ไกล มีเพียงเขาที่คุ้นชินพื้นที่เท่านั้นที่รู้จักสถานที่แห่งนี้
“หนาว ผ้า ขอผ้าห่มที”เสียงสั่นสะท้านบ่งบอกอาการว่าคนที่เปล่งวาจาออกมานั้นกำลังรู้สึกหนาวสะบั้นไปถึงข้างในกายมากเพียงใด ตงเปียนอ๋องเฟยหลงที่กำลังเร่งก่อกองไฟเพื่อให้ความอบอุ่นเงยหน้ามองคนที่กอดกายตนเองเสื้อผ้าเปียกโชกชุ่มฉ่ำเพราะสายฝนด้วยแววตาเรียบเฉย หลังจากที่เขาสั่งให้คนออกตามหาตัวหลันจินเยว่ตามความต้องการของอู่ชิงหรง ท่านอ๋องที่ไม่เคยรู้สึกอ่อนไหวต่อเหตุการณ์ใด ๆ ถึงกับนั่งไม่ติดเก้าอี้ ในใจว้าวุ่นครุ่นคิดอยู่นานสองนาน หากเกิดอะไรขึ้นกับนางผู้นี้ รองแม่ทัพชิงหรงจะเคืองโกรธโทษเขาหรือไม่เพราะเขาคือคนสุดท้ายที่อยู่กับนาง แถมยังเป็นคนที่ทิ้งนางไว้ที่นั่นคนเดียวจนเกิดเรื่อง เมื่อคิดทบทวนความผิดตนเองอยู่นานสองนานจึงตัดสินใจช่วยออกตามหาตัวหลันจินเยว่อีกแรงตงเปียนอ๋องเฟยหลงแกะร่องรอยตามความชำนาญทางของป่าแถบนี้จนพบกับร่างบอบบางนั่งอยู่ใต้ต้นไม้ท่ามกลางสายฝนกระหน่ำแล้วพาเข้ามาหลบฝนในถ้ำแห่งนี้"แม่คะ พ่อคะ หนูหนาวเหลือเกิน"เสียงโอดครวญแผ่วเบาคลอออกมาจากริมฝีปากเป็นกระจับหลันจินเยว่เอาแต่กอดก่ายตัวเองเพื่อควานหาความอบอุ่นให้ร่างกายทว่าในถ้ำแ
"แค่ข้อเท้าเคล็ด ไกลความตายนัก"'คนอะไรขยันประชด มีดีแค่หน้าหล่ออย่างเดียวจริง ๆ'"ท่านอ๋อง ข้าหนาว แต่ข้าคงเดินไม่ไหวแล้ว"เสียงเล็กออดอ้อนดังขึ้นพร้อมสายตาน่าสงสารลอบมองตงเปียนอ๋องที่ไม่สนใจจะมองหน้านางพรึ่บ! เหมือนจำใจทำตามสถานการณ์ ร่างนุ่มนิ่มถูกช้อนอุ้มลอยกลางอากาศเพียงชั่วครู่ก็ถูกวางไว้บนกองหญ้าแห้งที่ใช้ปูแทนเสื่อนั่ง มีกองไฟห่างจากร่างนั้นเพียงเอื้อมมือ"ขอบพระทัยท่านอ๋อง"แม้ปากจะกล่าววาจาน่าฟัง แต่สายตาหลันจินเยว่แสดงออกว่าสะใจที่ครั้งนี้นางแกล้งเขาสำเร็จแล้ว"ฝนคงตกทั้งคืน ถ้าโชคดีพวกชิงหรงอาจจะมาเจอ แต่ถ้าโชคร้ายคงต้องนอนในนี้จนรุ่งสาง"หลันจินเยว่เหลือบมองไปยังปากถ้ำที่ตอนนี้มองไม่เห็นทิวทัศน์ด้านนอกเพราะถูกสายฝนบดบังจนพื้นที่ตรงนั้นกลายเป็นสีเทาขุ่นมัวไปหมด"ในถ้ำนี้มีผีหรือไม่เพคะ"หากมองไกลออกไปจากรัศมีแสงสว่างของเปลวไฟพบเจอแต่ความมืดมิดจนเกิดความกลัวต่าง ๆ นานา ขึ้นในความคิด"เจ้าสื่อสารกับคนตายได้"ตงเปียนอ๋องกำลังหาที่นอนเอ่ยถามพลางเหน็บแนมในที"หม่อมฉันเป็นคนจะไปสื่อสารกับวิญญาณคนตายได้อย่างไรเพคะ""แล้วใยเจ้าจะต้องกลัวผี"นี่เขากำลังหลอกด่านางใช่ไหม"ท่านอ๋องคง
"อืม หอมที่สุด"เคยเห็นแต่ในซีรีส์เขาย่างปลากินกัน มาวันนี้ได้มาลองลิ้มรสการทำอาหารแบบยุคโบราณดูบ้างจะอร่อยตื่นตาขนาดไหนกันนะว่าแล้วมือเรียวจึงค่อย ๆ ฉีกส่วนเนื้อออกมาแล้วเอาเข้าปาก"อื้ม... อร่อย"แม้จะไม่ได้โรยเครื่องเทศอะไรลงไป แต่อาหารตรงหน้านี้กลับให้รสชาติหวานกลมกล่อมยิ่งกว่าถูกปรุงรสเสียอีก"มูมมาม!"หลันจินเยว่ใช้หางตาตวัดมองตงเปียนอ๋องที่จิกกัดนางอีกแล้ว"หม่อมฉันป้อนไหมเพคะ"ไม่ว่าเปล่ามือฉีกชิ้นส่วนที่เป็นส่วนน่องยื่นให้จนเกือบทิ่มปากอีกคน"ข้ามีมือ"ตงเปียนอ๋องเฟยหลงรีบหลบไปอีกทาง มือหนึ่งเอื้อมหยิบไม้อาหารที่เหลือติดมาด้วยแล้วปลีกตัวออกไปนั่งบนหินก้อนใหญ่เพื่อหลบให้ห่างจากสตรีที่ไม่เคยทำอะไรถูกใจตน"หล่อ เก่ง ทำอาหารเป็น นี่มันพ่อของลูกในอนาคตชัด ๆ"หลันจินเยว่เอ่ยชมคนที่ไม่รู้ตัวว่านางแอบปลื้มเบา ๆถ้าหากนี่เป็นยุคปัจจุบันของนาง ป่านนี้คงเป็นฝ่ายขอจีบตงเปียนอ๋องไปแล้วหลังจากมีอาหารตกถึงท้องแล้วทั้งคู่ก็พากันนั่งมองสายฝนกันคนละมุมถ้ำ"ปกติที่นี่ฝนตกนานขนาดนี้เลยเหรอ"ไม่อยากให้บรรยากาศเงียบมีเพียงเสียงอื้ออึงสะท้อนเข้ามาของสายฝน คนที่มาจากยุคสมัยอื่นจึงถามเพื่อเสริมความ
"แมงป่องหางแดง"ดวงตาคมกล้าเบิกอย่างตกใจเมื่อเห็นเจ้าตัวที่ทิ้งร่องรอยไว้บนข้อมือหลันจินเยว่เดิมทีแมงป่องตามธรรมชาติจะเป็นตัวสีดำขลับทั้งตัว พิษของมันก็แค่ปวดบวม หากผู้ใดแพ้จะมีไข้ไม่นานก็หายแต่เจ้าแมงป่องหางแดงตัวนี้มีลักษณะที่เด่นชัดเลยคือตัวเล็กกว่าแมงป่องธรรมดาที่โตเต็มไวถึงสองส่วน หางที่ใช้จู่โจมศัตรูจะมีสีแดงคล้ายสีของเลือด เป็นสัตว์มีพิษที่ประหลาด คนที่โดนต่อยเข้าไปจะมีอาการเดี๋ยวร้อนเดี๋ยวหนาวจนสุดท้ายธาตุในร่างกายแปรปรวนยุ่งเหยิงสิ้นใจในทันที"ข้ามิได้ตั้งใจแช่งเจ้า"นึกถึงเรื่องเมื่อครู่ที่เผลอโมโหหลันจินเยว่ที่โยนเสื้อตนทิ้งทำให้เขารู้สึกผิดขึ้นมา"ร้อน ร้อนจัง ร้อนมากเลย"สองมือเรียวสวยดึงทึ้งเสื้อตัวเองจนแทบจะหลุดรุ่ย เดือดร้อนไปถึงบุรุษรูปงามที่นั่งกัดฟันกรอด ๆ หงุดหงิดให้กับความไม่รู้จักระมัดระวังแถมยังถือดีท้าอะไรไม่เข้าท่าต้องจับสองมือแน่งน้อยให้ออกจากเสื้อผ้าที่เกือบจะหลุดเห็นผ้าพันอก"อยู่นิ่ง ๆ" เสียงกังวาลสั่งขึ้น"ข้าจักทำอันใดกับเจ้าดี"บุรุษผู้รู้วิธีรักษาพิษจากแมงป่องหางแดงดีถึงกับครุ่นคิดหนักในตำราแพทย์ที่เคยศึกษามามีเพียงวิธีรักษาด้วยการขับเอาพิษออกจากรูข
แรงบดจูบจากสตรีที่สั่งสมประสบการณ์มาจากการดูซีรีส์อย่างโชกโชนเริ่มขึ้นริมฝีปากนุ่มเหมือนเต้าหู้ขาวบดขยี้กับริมฝีปากบุรุษรูปงานเพื่อให้อีกฝ่ายเผยอกลีบปากแยกออกจากกันรองรับเรียวลิ้นที่กำลังสอดแทรกเข้าสู่โพรงปากอีกคนอย่างหยอกเอินสลับรัวเร็วบุรุษกายกำยำเริ่มสับสนในการเรียบเรียงความคิดเขาต้องยับยั้งพิษในร่างและหยุดการกระทำหยาบโลนของสตรีด้านบนแต่เหมือนร่างกายบุรุษไม่ตอบสนองความคิดของเขาเท่าไรนักสาบเสื้อค่อย ๆ ถูกมือแน่งน้อยสอดล้วงเข้าไปลูบคลำอกหนัดแน่นเรียกเลือดลมภายในตีรวนส่งผลไปยังส่วนที่อยู่ต่ำกว่าสะโพกให้ขยับขยายขึ้น"เฟิงเยว่ซิน เจ้าต้องตั้งสติ"เท่าที่เขาศึกษาตำรามา ในนั้นไม่ได้บอกว่าพิษแมงป่องหางแดงจะทำให้คนที่โดนต่อยมีอาการเหมือนโดนผงกำหนัดเช่นนี้หรือว่าสตรีผู้นี้เป็นคนวิปลาสจิตสกปรกเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว"อืม... อกแน่นมาก ขอขยำให้หนำใจหน่อยนะ"เสียงหัวเราะชอบใจมาพร้อมมือนุ่มที่ล้วงเข้าไปจนสัมผัสผิวกายของอีกคน ลึกขึ้น ต่ำลง จนตงเปียนอ๋องเบิกตากว้างแทบลืมหายใจเมื่อร่างกายมีปฏิกิริยาตอบสนองกับสัมผัสนั้นยิ่งกว่าเดิมลมหายใจเขาร้อนจนแทบจะแผดเผาผิวกายที่โผล่พ้นอาภรณ์ทำบุรุษอกสามศอกกลืน
ผ่านมาแล้วหลายวัน ที่ตงเปียนอ๋องและหลันจินเยว่ออกมาจากถ้ำได้อย่างปลอดภัยจากการตามหาไม่หยุดหย่อนของอู่ชิงหรงและทหารของจวนเหมยฮัว"ทางนั้นมีความเคลื่อนไหวอันใดหรือไม่"มือหยาบกร้านเล็กน้อยเพราะจับดาบวาดฟันมากกว่าวาดพู่กันหยิบองุ่นโยนเข้าปากวันนี้อากาศช่างดี ท้องฟ้าโปร่งแต่กลับไม่ร้อนระอุ ทำให้ตงเปียนอ๋องเรียกรองแม่ทัพข้างกายมาปรึกษาหารือเรื่องศัตรูที่คิดคตกบฎต่อแผ่นดินถังที่สวนเหออี้เทียน"จากที่สายลับรายงานมา อีกสองวันทหารของใต้เท้าซู่จะเคลื่อนทัพไปยังทิศตะวันตก จำนวนพลมากกว่าห้าสิบนาย"ทิศตะวันตกงั้นหรือ?หากเป็นพื้นที่แถบนั้นจะอยู่ติดกับแคว้นเซียงจี เป็นแคว้นของชนเผ่าโจรภูเขาซีเซียว ถึงแม้จะเรียกว่าโจรภูเขา หากแต่พวกเขาไม่เคยลงมาสร้างความเดือดร้อนนอกอาณาเขตของตนสักครั้ง จะรบลาฆ่าฟันเพียงแค่พ่อค้าที่หลงเข้าไปในอาณาเขตซีเซียวของพวกเขาเท่านั้น หรือจะเรียกให้ถูกว่า เผ่าซีเซียวฆ่าจำเพาะผู้ชะตาขาดเท่านั้น"เจ้าให้สายของเราปะปนเข้าไปในกองทัพนั้นสักสองสามคนแต่มิต้องกระทำอันใด ให้ดูลาดเลาและจำเส้นทางขึ้นเขาไว้ให้ดีเท่านั้น""ขอรับ"อู่ชิงหรงรับคำสั่งเสียงหนักแน่น มือแกร่งเอื้อมไปเทน้ำชาให้กั
ทุกอย่างที่เป็นหลันจินเยว่ถูกตงเปียนอ๋องจดจำภาพลักษณ์ไว้จนหมดสิ้น ถ้าหากสายตาปกปิดหัวใจไม่ได้ บัดนี้ในใจขององค์ชายสี่ผู้ถนัดควบม้าเข้าสนามรบคงกำลังมีเมล็ดต้นรักพ่มเพาะอยู่เป็นแน่ รอเพียงวันเวลาว่าวันไหน เมล็ดพันธุ์ต้นรักนี้จะเติบโตขึ้นมาให้เจ้าของร่างกายรู้ตัว"นั่นปลา!"นางเดินห่างออกมาจากผาน้ำตกนั้นแล้ว ส่วนนี้จึงกลายเป็นส่วนน้ำนิ่งที่สุดเป็นแหล่งรวมสัตว์น้ำที่แหวกว่ายเข้ามาเพราะสระน้ำสกว้างใหญ่แห่งนี้ไหลเชื่อมต่อออกไปยังแม่น้ำสายใหญ่ของแคว้นถังเหลียนอีกทีหลันจินเยว่มองปลาหลากหลายสีแหวกว่ายในน้ำใสจึงแย้มยิ้มออกมาด้วยความดีใจ"เจ้าปลาน้อย ว่ายมาหาข้าบ้างสิ"คนบ้าอะไรเรียกปลาให้ว่ายวนมาหาตนเอง หากปลาฟังภาษามนุษย์รู้เรื่อง มันคงไม่ยอมตกเป็นอาหารพวกเราง่ายดายเช่นนี้หรอกผมที่มัดตั้งครึ่งหนึ่งปล่อยสยายครึ่งล่างสะบัดไปมาตามแรงส่ายของศีรษะให้กับประโยคเด็กน้อยที่ได้ยินตงเปียนอ๋องนั่งพิงลำต้นไม้ใหญ่มือกอดอกยกขาตั้งข้างหนึ่งทอดมองดรุณีสาวอย่างมิอาจละสายตาได้"ทางนี้ ๆ ว่ายมาเลย อีกนิด ๆ"หลันจินเยว่ยืนอยู่ข้างสระใหญ่ยื่นมือไปหมายจะหลอกล่อให้เจ้าปลาในสระแหวกว่ายมาทางตน มัวแต่เล่นกับเหล่าปลาเ
"ซินเอ๋อร์"อู่ชิงหรงเอ่ยเรียกสหายวัยเยาว์ทันทีที่เขาเห็นนางกำลังเดินผ่านหน้าไป"ชิงหรง?"น้ำเสียงนางราวประหลาดใจที่เห็นเขาตรงนี้"เจ้าออกมาทำอะไรแถวนี้"เพราะจุดที่ทั้งสองพบกันคือทางไปสนามซ้อมฝึกดาบและธนูของตงเปียนอ๋อง อู่ชิงหรงจึงใคร่สงสัยว่าสตรีเช่นนางจะมาทำอันใดในที่อันตรายและไม่มีกิจอันใดแถวนี้"นั่นสิ ข้ามาทำอะไรตรงนี้"เพราะความเหม่อลอยแท้ ๆ ทำให้นางเดินมาจนถึงที่แห่งนี้อย่างไม่รู้ตัว"ช่างเถอะ ไหน ๆ เจ้าก็มาแล้ว ข้าพาเจ้าไปเข้าเฝ้าท่านอ๋องแล้วกัน""ข้าไปด้วยได้หรือ"ใจหนึ่งนางยังไม่ลืมเรื่องเมื่อไม่กี่วันก่อนที่สร้างไว้จึงไม่กล้าพบหน้าอีกคนเกรงว่าคงถูกพูดจาเหน็บแนมอีกเป็นแน่"เจ้าจะได้ขอบคุณท่านอ๋องเรื่องที่ช่วยเจ้าด้วยไง"ก็จริงอย่างที่อู่ชิงหรงกล่าว ตั้งแต่วันที่ตงเปียนอ๋องช่วยนางขึ้นจากสระน้ำ หลันจินเยว่ก็ไม่ได้เจอผู้มีพระคุณอีกเลย มีเพียงอู่ชิงหรงที่อยู่ดูแลนางต่อจากเสี่ยวโหรวจนร่างกายดีขึ้น"แล้วนี่เจ้าหายดีแน่แล้ว""ตกน้ำแค่นั้นเรื่องจิ๊บ ๆ""เรื่องจะ...จิ๊..บ""อ้อ! ข้าหมายถึงเรื่องเล็กน่ะ เรื่องเล็ก"หลันจินเยว่รีบพลิกแพลงแปลความหมายคำพูดยุคสมัยใหม่ที่หลุดปากด้วยความฉล
"เหตุใดท่านถึง..."จำต้องกลืนคำพูดลงคอเมื่อถูกนิ้วของคนรักปิดไว้ที่ริมฝีปากไม่ให้ขยับเอ่ย"อย่าขยับ ห้ามพูดใด ๆ"ตงเปียนอ๋องรู้สึกว่าร่างกายตนเองแปลกไปข้างในมันร้อนรุ่ม ลำคอแห้งผากเหมือนคนกระหายน้ำหากแต่ความรู้สึกเขากลับบอกว่าน้ำเพียงอย่างเดียวช่วยให้เขาดับกระหายไม่ได้เขาเริ่มตั้งสติจนจมูกสัมผัสได้ถึงกลิ่น ๆ หนึ่ง"ผงเริงรมย์""มันคืออันใด"หลันจินเยว่เพิ่งเคยได้ยินครั้งแรกจึงใคร่สงสัย ทว่าสิ่งที่อยากรู้กลับไม่ได้ถูกเอ่ยออกมาจากปากตงเปียนอ๋องเมื่อด้านนอกมีบุคคลมาเยือน"ฉินกงกงเข้าเฝ้าองค์ชายสี่เฟยหลง"เสียงกงกงของเสด็จย่าเขาดังขึ้นอยู่ด้านนอก"ฉินกงกงมีเรื่องอันใด"เหตุใดคนสนิทของเสด็จย่าถึงได้มาเยือนเข้าถึงจวนแห่งนี้ แถมมาได้เวลาเหมาะเจาะกับอาการประหลาดที่เพิ่งเริ่มแสดงอาการอีก"ไทเฮามีรับสั่ง ผงเริงรมย์นั้นไซร้ จงใช้ให้เกิดประโยชน์ หลังจากนี้สามวันเป็นฤกษ์ดี สามารถจัดงานมงคลได้"เสียงแหลมบาดหูของฉินกงกงเอ่ยราชโองการขององค์ไทเฮาเสร็จจึงทูลลากลับเข้าวังหลวง ทิ้งให้ตงเปียนอ๋องอมยิ้มอยู่ในห้องเมื่อรู้สาเหตุแล้วว่าเหตุใดตนถึงมีอาการแปลกประหลาดเช่นนี้"อะไรคือผงเริงรมย์และอะไรคือสามวันม
บทส่งท้าย : เมื่อหมอกจางหาย บุปผางามผลิบาน"ข้าขับพิษออกจากร่างกายองค์ชายเรียบร้อยแล้ว พักฟื้นสักสองสามวันก็หายดี"หมอหลวงประจำจวนเหมยฮัวเอ่ยบอก"ส่วนยานี้ต้มทานสามมื้อจนกว่าแผลจะหายดี"เสี่ยวโหรวรีบเข้าไปรับยานั้นจากหมอหลวง"อ้อข้าลืมอีกเรื่อง"ทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบกว่าเดิมเพราะนึกว่าจะเป็นเรื่องร้ายแรงอันใดอีก"แผลนั้นต้องห้ามโดนน้ำเด็ดขาด คงต้องรบกวนพระชายาแล้ว"หมอหลวงหันมากำชับเรื่องสำคัญนี้กับหลันจินเยว่ ทำเอาใบหน้านางแดงระเรื่อเพราะไม่คิดว่าคนนอกจวนอย่างหมอหลวงท่านนี้จะรู้เรื่องสถานะของนางกับองค์ชายสี่อีกคน"ข้าไปส่งท่านหมอ"อู่ชิงหรงเดินนำหน้าเพื่อส่งหมอหลวงกลับโรงหมอ"บ่าวขอตัวไปต้มยาให้ท่านอ๋องนะเจ้าคะ"ทุกคนออกไปจากห้องหมดแล้วเหลือเพียงแค่หนึ่งคนหลับอยู่บนเตียงอย่างไร้วี่แววจะฟื้นและอีกคนที่นั่งลงข้างเขาด้วยความเป็นห่วง"ไหนท่านรับปากข้าว่าจะกลับมาอย่างปลอดภัย"ตอนที่หลันจินเยว่ได้ยินว่าตงเปียนอ๋องถูกอาวุธลับอาบยาพิษเล่นงานถึงกับวิ่งถือห่อยาหลายขนานไปดักรอพวกเขาระยะทางกือบลี้ ทั้งล้มลุกคลุกคลานจนแข้งขาถลอก บ่าวใช้คนใดขวางนางไล่ตะเพิดจนหมดสิ้น หากไม่สลบเสียก่อนหลันจินเยว
ชายแดนทิศใต้"เจ้าเลิกดื้อรั้นเถิด ตอนนี้เผ่าซีเซียงยอมจำนนต่อกองทัพมังกรขาวหมดแล้ว"เสียงกร้าวของอู่ชิงหรงประกาศลั่นการปราบกบฎดำเนินมาได้สองชั่วยามแล้ว คนของเผ่าซีเซียงบาดเจ็บล้มตายนับไม่ถ้วนจนหัวหน้าเผ่ายกธงขาวยอมแพ้ให้กับอำนาจของแม่ทัพแห่งกองทัพมังกรขาวเฟยหลงทว่าต่อให้เสียเลือดเนื้อเสียคนไปมากมายเพียงใด ผู้ที่หัวรั้นเกลียดการพ่ายแพ้อย่างซู่จิ่งอวิ๋นไม่มีทางวางกระบี่ในมือลงเป็นแน่"วันนี้ข้ากับเจ้า ถ้าปลาไม่ตาย ตาข่ายก็ต้องขาด"ซู่จิ่งอวิ๋นโต้ตอบด้วยสำบัดสำนวนเสียงหนักแน่น วันนี้ทั้งเขาและตงเปียนอ๋องผู้นี้ต้องสู้กันให้ถึงที่สุด ให้ตายกันไปข้างถึงจะจบศึกในครั้งนี้"ช่างเด็ดเดี่ยวเช่นบิดาเจ้าเสียจริง"ตงเปียนอ๋องกล่าวชมในความเด็ดเดี่ยวนี้ หากเอามาใช้ให้ถูกทางคงเป็นที่น่ายกย่อง"วันนี้ข้าจะแก้แค้นให้ท่านพ่อที่ถูกพวกเจ้าบังคับให้ดื่มยาพิษนั่น"[1]ยามโฉ่วของวันนี้ เสนาซู่จินเพ่ยได้กรอกยาพิษฆ่าตัวตายหลังได้รับราชโองการเป็นนักโทษประหารที่ต้องบั่นคอเสียบประจาน ข่าวนั้นดังเซ็งแซ่ไปทั่วแคว้นจนมาถึงหูซู่จิ่งอวิ๋นบุตรชายเพียงคนเดียวที่ตั้งใจจะบุกไปช่วยบิดาออกมาแต่มิทันกาลเสียงกระบี่ฟาดฟันอย่
"ทะ...ท่านอ๋อง"ใบหน้าสวยขึ้นสีแดงระเรื่อเมื่อถูกเอาอกเอาใจจากอีกคน"วันนี้สนุกไหม"เขาชวนนางคุยปกติ หากแต่ในแววตากลับมีความกลัดกลุ้มอยู่หลายส่วนจะเรื่องอะไรได้ ก็ตอนที่นางเดินซื้อของในตลาดมีนักฆ่าสะกดรอยตามถึงสามคน โชคดีที่ตงเปียนอ๋องอ่านเกมในครั้งนี้ออกคนรักของเขาถึงได้ปลอดภัยกลับมาหากเขาเล่าเรื่องนี้ให้นางฟัง หลันจินเยว่คงไม่สบายใจ เก็บเนื้อเก็บตัวอยู่แต่ในห้องอีกเป็นแน่ ตอนนี้เลยต้องเอาอกเอาใจนางเพื่อบอกกล่าวแก่เรื่องที่ตริตรองมาอย่างดีแก่นางในเวลาที่เหมาะสม"ตอนแรกก็สนุก"ตอบพร้อมยู่ปากอย่างหุดหงิดในเวลาต่อมา"ใครทำอันใดให้ว่าที่ชายาของข้าขุ่นเคืองใจ"ที่ใช้คำว่า 'ว่าที่' เพราะทั้งสองยังไม่เข้าพิธีสมรสกัน ตงเปียนอ๋องอยากให้เกียรตินางจึงจะรอปราบกบฎตระกูลซู่แล้วสิ้นถึงจะทำพิธีตามประเพณีแคว้น"ข้ากำลังดูผ้าเพื่อจะเอามาตัดชุดใหม่ให้ท่าน แต่เจอเข้ากับคนที่วางยาสลบข้าเพื่อส่งต่อให้คนพวกนั้นเข้า"ที่จริงเรื่องนี้องครักษ์เงาของเขารายงานมาหมดแล้ว"เจ้าพบเฟิงเยว่ซู?""จะเป็นใครอีกละ! พี่สาวตัวดีของเฟิงเยว่ซินนั่นแหละ"ตงเปียนอ๋องหลุดขำออกมาเบา ๆ เมื่อได้ฟังประโยคแปลก ๆ นั้นจบ"เจ้าพูดเหม
"เสี่ยวโหรวเร็ว ๆ เข้า"เสียงเจื้อยแจ้วของหลันจินเยว่ในอาภรณ์สีลูกท้อร้องเรียกสาวใช้ที่เดินหอบหิ้วข้าวของพะรุงพะรังอยู่ด้านหลัง"คุณหนูช้าหน่อยเจ้าค่ะ"วันนี้ท้องฟ้าแจ่มใส นางเลยขออนุญาตตงเปียนอ๋องออกมาเดินตลาด ฝั่งนั้นเห็นว่านางเพิ่งผ่านอันตรายมาเมื่อไม่กี่วันก่อนเลยให้ออกมาเที่ยวเล่นจะได้ลืมเรื่องร้าย ๆ พวกนั้น หากแต่ตงเปียนอ๋องก็มิได้นิ่งนอนใจ เขาส่งองครักษ์เงาคอยติดตามอยู่ห่าง ๆ เผื่อเกิดเรื่องไม่คาดคิดขึ้นจะได้ช่วยเหลือนางทัน"คุณหนูจะซื้อไปฝากท่านอ๋องหรือเพคะ"หลันจินเยว่ยืนดูผ้าไหมเนื้องามที่ร้านหนึ่งตรงตรอกเล็ก ๆ ของตลาด"เจ้าว่าหากท่านอ๋องเปลี่ยนมาใส่สีสว่างตาขึ้นจะดูภูมิฐานอยู่ไหม"ตั้งแต่ที่เห็นและรู้จักกันมา นางไม่เคยเห็นบุรุษที่ว่าสวมใส่เสื้อผ้าสีอื่นที่มิใช่สีดำสีเข้ม ๆ เลยสักครั้งเดียว"บ่าวว่าผ้าสีไหนหากอยู่บนตัวท่านอ๋องก็ดูสง่างามหมดเจ้าค่ะ"หลันจินเยว่เห็นด้วยอย่างยิ่ง วันนี้สาวใช้ของนางพูดได้ถูกใจต้องตบรางวัล"ผ้าพับนี้ข้าซื้อให้เจ้า"นางหยิบผ้าไหมสีกลีบดอกเหมยส่งให้เถ้าแก่ร้าน"คุณหนู นั่นคงแพงมากนะเจ้าคะ"มองแค่ตายังไม่ได้จับต้องเนื้อผ้าเสี่ยวโหรวก็รู้ว่านั่นคือไห
ผ่านมาครึ่งชั่วยามแล้วหลังจากที่ตงเปียนอ๋องออกมาจากห้องนั้นเพื่อฟังรายงานจากเหล่าทหารว่าซู่จิ่งอวิ๋นหนีไปกบดานกับเผ่าซีเซียงบนเขาทางใต้ เขาเลยสั่งให้ทุกคนกลับมาวางแผนกันที่จวนเหมยฮัวก่อนการเดินทางกลับจำต้องใช้ม้าถึงจะถึงที่หมายโดยเร็ว ทว่าหลันจินเยว่กลับเลือกที่จะโดยสารม้ามากับอู่ชิงหรงแทนอีกคน"เหตุใดข้ารู้สึกว่าเจ้ากำลังหลบหน้าท่านอ๋อง"บุรุษผู้โผงผางคิดเห็นการใดก็พูดออกไปจนหมดสิ้นถามสหายวัยเยาว์"ข้ามิได้หลบหน้าผู้ใด"หลันจินเยว่ที่นั่งอยู่ด้านหลังเขาตอบเหมือนร้อนตัว"หากข้าเป็นคนอื่นคงเชื่อที่เจ้ากล่าวมา"จะมาเกิดฉลาดเอาอะไรตอนนี้ นางยิ่งอยากอยู่เงียบ ๆ ตบตีกับคำถามที่ยังไม่ได้คำตอบจากตงเปียนอ๋องว่าตกลงแล้วที่เขาบอกชอบนางหมายถึงร่างกายเฟิงเยว่ซินหรือตัวตนที่นางแสดงออกกัน"หยุด!"ตงเปียนอ๋องที่ควบม้าตามหลังสองคนนี้สั่งเสียงลั่น ทหารทุกนายต่างหยุดควบม้าเพื่อรอฟังคำสั่งถัดไป"ท่านอ๋องพบสิ่งใดผิดปกติหรือขอรับ"หนึ่งในทหารที่ควบม้ารั้งท้ายลงจากม้ามาถามไถ่"ม้าตัวนี้อ่อนแรงแล้ว หยุดพักที่นี่สักพักก่อน"หากม้าที่ตงเปียนอ๋องทรงขี่อยู่คือทมิฬกาลคงหาข้ออ้างเช่นนี้ไม่ได้สายตาคมมองแผ่นหลังบ
ตอนนี้ดวงตะวันเริ่มขึ้นใหม่อีกครั้ง บ่งบอกว่าทั้งสองกายที่นอนกอดกันทั้งคืนเจอกับรุ่งเช้าของวันใหม่แล้วหลันจินเยว่รู้สึกตัวตื่นก่อนจึงค่อย ๆ แกะมือแกร่งที่โอบกอดนางไว้ในอ้อมกอดทั้งคืนออกอย่างช้า ๆเมื่อคืนไม่รู้ว่าเหตุใดจุดจบของทั้งคู่จึงกลายเป็นการหลอมรวมเป็นหนึ่งเช่นนั้นถึงแม้จะยังเคอะเขินและเจ็บหน่วงไปทั้งร่างกายอยู่ แต่นางไม่อยากให้อีกคนตื่นมาเจอสภาพกึ่งเปลือยเช่นนี้จึงตั้งใจหนีจากอกอุ่นออกมาแต่งกายให้เรียบร้อย"คิดจะหนีข้ารึ"ดวงตาดั่งกวางน้อยตกใจกับเสียงทุ้มที่เอ่ยทว่าหลับตาอยู่"ทะ...ท่านตื่นแล้ว"ปกติไม่ได้พูดจาติดขัดเช่นนี้ เหตุใดครั้งนี้ถึงไม่กล้าต่อปากต่อคำเถียงอีกคนกันเล่าพรึ่บ!ตงเปียนอ๋องขี้แกล้งพลิกร่างบอบบางกึ่งเปลือยของนางให้นอนกองทับบนอกตนหลันจินเยว่จ้องมองร่องรอยจิกข่วนบนกล้ามอกอันเกิดจากนางพลางร้อนรุ่มขึ้นที่พวงแก้มทั้งสองข้าง"แอบอ่านกินข้าอยู่หรือ""บ้า!"กำปั้นน้อย ๆ ทุบลงกึ่งกลางเนื้ออกหนัดแน่น"หากข้าบ้า เจ้ามิน่าสงสารหรือ""ทำไมข้าต้องน่าสงสาร"นางเงยหน้าขึ้นมองคนที่พูดจาให้งวยงง"เพราะเจ้ามีสามีเป็นคนบ้า"สะ...สามี!ใบหน้าสวยแดงกร่ำไปทั่วพวงแก้ม ริมฝีปากเ
"เจ้าไม่ต้องกังวลเรื่องนั้น ตลอดทางมาที่นี่ข้าทำเครื่องหมายเอาไว้แล้ว"อ้อ คงจะเป็นพวกเครื่องหมายลับที่รู้กันแค่ไม่กี่คน"แผลท่าน"ดวงตาสีน้ำตาลเหลือบมองแขนที่พันผ้าสีขาวเพื่อห้ามเลือดเอาไว้"แผลเล็กน้อย ข้าต้มยาไว้เดี๋ยวเอามาให้เจ้าทาน"ไม่รอช้าตงเปียนอ๋องผู้เย่อหยิ่งไม่เคยปรนนิบัติใครมาก่อนรีบออกไปยกหม้อยาที่ต้มรอคนเจ็บฟื้นมาให้นางทันที"แค่กลิ่นก็รู้แล้วว่าขม"จริมฝีปากจิ้มลิ้มกล่าว ใบหน้าสวยหวานหันหนีไปอีกทางเพราะไม่ชอบกลิ่นของยาถ้วยนี้"ยาไม่ขมจะช่วยให้หายได้เยี่ยงไร เจ้าฝืนดื่มสักอึกเถอะ"ถ้วยยาถูกยกขึ้นใกล้ใบหน้าหวานนั้นอีกครั้งหลันจินเยว่เหมือนตกอยู่ในมนตร์สะกดเมื่อเผลอสบตาตงเปียนอ๋องที่จ้องนางอยู่ก่อนแล้ว"งั้นข้าป้อนเจ้าแล้วกัน"ว่าจบจึงจับช้อนแล้ววนยาในถ้วยสองสามรอบ ตักยาขึ้นจากถ้วยแล้วจ่อตรงริมฝีปากบางหลันจินเยว่อ้าปากเล็กน้อยเพื่อกลืนยาในช้อนนั้นหากแต่ไม่ยอมละสายตาไปจากใบหน้าตงเปียนอ๋องราวกับมองแล้วจะช่วยลดรสชาติขมของยานี้ลงได้"เด็กดี"รู้ตัวอีกทีจากแค่คิดว่าต้องดื่มแค่อึกเดียวกลายเป็นถูกตงเปียนอ๋องป้อนจนหมดถ้วย"ทะ...ท่า...น"อ้าปากเตรียมต่อว่าอีกคนที่หลอกให้นางทานยาแ
"ต้าเสียน?"นี่เป็นสิ่งเหนือความคาดเดาของตงเปียนอ๋อง เขาไม่เคยคิดว่าคนที่บงการพ่อลูกตระกูลซู่จะเป็นผู้ร่วมสายเลือดเดียวกับเขาอย่างองค์หญิงสาม"เหนือฟ้าย่อมมีฟ้า เจ้าคงคิดว่าท่านพ่อข้าจะไม่หาทางหนีที่พึ่งไว้สินะ"เมื่อคิดว่าตอนนี้ตนมีอำนาจกว่าอีกฝ่ายก็เริ่มอวดเบ่งด้วยเสียงเย้ยหยัน"ถ้ำแห่งนี้จะเป็นสุสานของพวกเจ้า"จบประโยคนั้น ซู่จิ่งอวิ๋นปรี่เข้าไปฟาดฟันตงเปียนอ๋องเฟยหลงเช่นเดียวกับคู่ของต้าเสียนที่กำลังกันทางไม่ให้อู่ชิงหรงเข้าไปช่วยเหลือหลันจินเยว่บุรุษแห่งกองทัพมังกรขาวทั้งสองแม้จะรับมือคู่ต่อสู้หากแต่ในใจกลับห่วงสตรีเพียงหนึ่งเดียวที่ถูกจับมัดไว้กลางวงต่อสู้หวั่นจะถูกลูกหลงเอา"ท่านอ๋องระวัง!"เสียงนั้นช้าไป คมกระบี่ของซู่จิ่งอวิ๋นเฉือนเข้าที่แขนตงเปียนอ๋องจนเลือดสีแดงซึมออกมา"ท่านอ๋อง!"อู่ชิงหรงอาศัยความเร็วเข้ารับกระบี่ของซู่จิ่งอวิ๋นที่กำลังจะซ้ำลงอีกครั้งได้ทันท่วงที"ท่านพาซินเอ๋อร์หนีไปก่อน"เสียงอู่ชิงหรงดังขึ้น เป็นจังหวะเดียวกับที่คมกระบี่เขาฟันลงบนขาพับของซู่จิ่งอวิ๋นจนเซเสียหลัก"ท่านแม่ทัพอวิ๋น!"ต้าเสียนเห็นท่าทีไม่สู้ดี แม้จะบาดเจ็บทั้งสองฝ่ายแต่บาดแผลของซู่จิ่งอว