"แมงป่องหางแดง"
ดวงตาคมกล้าเบิกอย่างตกใจเมื่อเห็นเจ้าตัวที่ทิ้งร่องรอยไว้บนข้อมือหลันจินเยว่
เดิมทีแมงป่องตามธรรมชาติจะเป็นตัวสีดำขลับทั้งตัว พิษของมันก็แค่ปวดบวม หากผู้ใดแพ้จะมีไข้ไม่นานก็หาย
แต่เจ้าแมงป่องหางแดงตัวนี้มีลักษณะที่เด่นชัดเลยคือตัวเล็กกว่าแมงป่องธรรมดาที่โตเต็มไวถึงสองส่วน หางที่ใช้จู่โจมศัตรูจะมีสีแดงคล้ายสีของเลือด เป็นสัตว์มีพิษที่ประหลาด คนที่โดนต่อยเข้าไปจะมีอาการเดี๋ยวร้อนเดี๋ยวหนาวจนสุดท้ายธาตุในร่างกายแปรปรวนยุ่งเหยิงสิ้นใจในทันที
"ข้ามิได้ตั้งใจแช่งเจ้า"
นึกถึงเรื่องเมื่อครู่ที่เผลอโมโหหลันจินเยว่ที่โยนเสื้อตนทิ้งทำให้เขารู้สึกผิดขึ้นมา
"ร้อน ร้อนจัง ร้อนมากเลย"
สองมือเรียวสวยดึงทึ้งเสื้อตัวเองจนแทบจะหลุดรุ่ย เดือดร้อนไปถึงบุรุษรูปงามที่นั่งกัดฟันกรอด ๆ หงุดหงิดให้กับความไม่รู้จักระมัดระวังแถมยังถือดีท้าอะไรไม่เข้าท่าต้องจับสองมือแน่งน้อยให้ออกจากเสื้อผ้าที่เกือบจะหลุดเห็นผ้าพันอก
"อยู่นิ่ง ๆ" เสียงกังวาลสั่งขึ้น
"ข้าจักทำอันใดกับเจ้าดี"
บุรุษผู้รู้วิธีรักษาพิษจากแมงป่องหางแดงดีถึงกับครุ่นคิดหนัก
ในตำราแพทย์ที่เคยศึกษามามีเพียงวิธีรักษาด้วยการขับเอาพิษออกจากรูขุมขนเท่านั้นถึงจะปลอดภัย
"ถ้ามีอ่างแช่น้ำอุ่นคงดี"
ใช่! หากโดนต่อยที่จวนเขาคงไม่ลำบากใจเช่นนี้ เพียงแค่นำนางลงน้ำอุ่น ๆ เพิ่มระดับความร้อนให้มากหน่อยก็สามารถขับพิษออกมาทางเหงื่อได้จนหมดสิ้น
แต่สถานการณ์ตอนนี้คือในถ้ำ แถมยังเป็นการติดถ้ำที่ด้านนอกฝนยังคงตกส่งผลให้อากาศในนี้ยิ่งอับชื้น การจะขับพิษออกทางรูขุมขนแทบจะเป็นไปได้ช้า ไม่รู้ว่าสตรีนางนี้จะแข็งใจได้นานเพียงใด
หมับ!
กำลังครุ่นคิดถึงวิธีช่วยชีวิตสหายขององครักษ์ข้างกายกลับถูกอีกคนดึงแขนลงไปทับคร่อมนางไว้
"เจ้าจะทำอันใด"
ดวงหน้าคมคร้ามราวเทพเซียนอยู่ห่างจากดวงหน้าใสหวานแก้มนวลเพียงแค่ความบางใบไผ่กั้น
หลันจินเยว่ที่นอนกระสับกระส่ายไม่สบายตัวเพราะถูกพิษควานมือปัดป่ายไปทั่ว จับแตะสิ่งใดได้นางก็คว้าสิ่งนั้นเข้ามากอดเมื่อร่างกายรู้สึกหนาวจัด หากพอกอดนานไปก็ผลักไสเมื่อข้างในร่างกายร้อนระอุราวมีไฟมาสุมกองมหาศาล
ตงเปียนอ๋องผู้ที่ไม่เคยใกล้ชิดสตรีนางใดมากเช่นนี้ถึงกับกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก เขาแทบจะลืมไปว่าต้องหายใจทางไหนเมื่อใบหน้าทั้งสองคนอยู่องศาเดียวกัน ปลายจมูกเฉียดกัน ริมฝีปากเอิบอิ่มฉายเด่นในสายตาคู่คมสีเหล็กกล้าของเขา
เสียงกลืนน้ำลายอย่างไม่รู้ตัวของตงเปียนอ๋องดังขึ้น เมื่อจู่ ๆ ดวงตาดั่งกวางน้อยที่เคยสุกใสค่อย ๆ ลืมขึ้นช้า ๆ
"หยางของฉัน"
ประโยคราวคนเพ้อดังขึ้น คนได้ฟังขมวดคิ้วไม่เข้าใจว่านางกำลังเรียกใคร จะบอกว่าอู่ชิงหรงก็มิใช่เพราะทั้งสองสนิทกันตั้งแต่สิบขวบรู้ดีว่ารองแม่ทัพของเขาไม่เคยเปลี่ยนชื่อแซ่
...หรือว่านางมีคนในดวงใจอยู่แล้ว
เมื่อคิดได้ดังนั้น ร่างกำยำจึงเตรียมลุกขึ้นจากการคร่อมทับอีกคน ทว่าไม่รู้ว่าเขาอ่อนแรงหรือสตรีนางนี้มีแรงมหาศาลมาจากไหน ผลักเขาให้เป็นฝ่ายนอนราบกับแท่นหินแล้วขึ้นคร่อมทับเขาแทน
หลันจินเยว่ที่ตอนนี้แทบจะไม่มีสติทำไปตามภาพลวงตาของพิษแมงป่องที่โดนเข้าไป ตอนนี้นางคิดว่าตนเองกำลังฝันถึงบุรุษรูปงามที่คลั่งไคล้ในซีรีส์ยุคของตนจึงใช้เรี่ยวแรงทั้งหมดหมายข่มเหงคนที่คิดว่าคือภาพมายาในความฝัน
จมูกโค้งงุ้มปลายเล็กน้อยบ่งบอกความดื้อรั้นเอาแต่ใจค่อย ๆ ไต่แตะไปตามใบหน้าของคนที่อยู่ใต้อาณัติ
"บังอาจ!"
"ชู่ว!?"
นิ้วเรียวรีบวางแนบริมฝีปากหยักลึกของคนที่ถูกลวนลามเพื่อหวังให้เขาหยุดขัดขืน
'นี่ความฝันฉันนะ! สามีมโนห้ามขัดใจเด็ดขาด'
"หยางจ๋าอย่าขัดขืนเยว่เยว่สิคะ"
เยว่เยว่?
สตรีนางนี้ช่างบังอาจเยี่ยงนักกล้าแทนตนสนิทสนมกับเขา เล่นไม่รู้จักที่ต่ำที่สูงเสียจริง
ครั้นกำลังจะใช้เรี่ยวแรงที่มีผลักสตรีที่คร่อมทับด้านบนออกไปด้วยโทสะ สิ่งที่ไม่คาดคิดว่าจะเกิดกับตนด้วยก็เกิดขึ้น
ฉึก!
ความเจ็บแปล๊บ ๆ เหมือนถูกฝังเข็มแหลมคมเพียงครั้งเดียวเกิดขึ้นที่ลำคอ ครั้นใช้มือที่ว่างอยู่คว้าตัวต้นเหตุจึงเห็นว่ามันคือตัวเดียวกับที่ทำให้คนบนร่างกลายร่างเป็นสตรีไร้ยางอายเช่นนี้
แมงป่องหางแดงเจ้าปัญหาถูกตงเปียนอ๋องเฟยหลงบีบจนแหลกเหลวคามือด้วยความเกรี้ยวโกรธ แผนการในหัวคือต้องหยุดพิษพวกนี้ไม่ให้วิ่งวุ่นทั่วร่างกลับถูกสะกัดไว้ด้วยริมฝีปากเอิบอิ่มของสตรีด้านบนอย่างไม่ทันตั้งตัว
หลันจินเยว่จุมพิตลงบนกลีบปากตงเปียนอ๋องอย่างไม่สนใจอีกคนทักท้วงเพราะตอนนี้เขาคือภาพมายาของคนแซ่หยางที่นางคิดว่าฝันอยู่
แรงบดจูบจากสตรีที่สั่งสมประสบการณ์มาจากการดูซีรีส์อย่างโชกโชนเริ่มขึ้นริมฝีปากนุ่มเหมือนเต้าหู้ขาวบดขยี้กับริมฝีปากบุรุษรูปงานเพื่อให้อีกฝ่ายเผยอกลีบปากแยกออกจากกันรองรับเรียวลิ้นที่กำลังสอดแทรกเข้าสู่โพรงปากอีกคนอย่างหยอกเอินสลับรัวเร็วบุรุษกายกำยำเริ่มสับสนในการเรียบเรียงความคิดเขาต้องยับยั้งพิษในร่างและหยุดการกระทำหยาบโลนของสตรีด้านบนแต่เหมือนร่างกายบุรุษไม่ตอบสนองความคิดของเขาเท่าไรนักสาบเสื้อค่อย ๆ ถูกมือแน่งน้อยสอดล้วงเข้าไปลูบคลำอกหนัดแน่นเรียกเลือดลมภายในตีรวนส่งผลไปยังส่วนที่อยู่ต่ำกว่าสะโพกให้ขยับขยายขึ้น"เฟิงเยว่ซิน เจ้าต้องตั้งสติ"เท่าที่เขาศึกษาตำรามา ในนั้นไม่ได้บอกว่าพิษแมงป่องหางแดงจะทำให้คนที่โดนต่อยมีอาการเหมือนโดนผงกำหนัดเช่นนี้หรือว่าสตรีผู้นี้เป็นคนวิปลาสจิตสกปรกเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว"อืม... อกแน่นมาก ขอขยำให้หนำใจหน่อยนะ"เสียงหัวเราะชอบใจมาพร้อมมือนุ่มที่ล้วงเข้าไปจนสัมผัสผิวกายของอีกคน ลึกขึ้น ต่ำลง จนตงเปียนอ๋องเบิกตากว้างแทบลืมหายใจเมื่อร่างกายมีปฏิกิริยาตอบสนองกับสัมผัสนั้นยิ่งกว่าเดิมลมหายใจเขาร้อนจนแทบจะแผดเผาผิวกายที่โผล่พ้นอาภรณ์ทำบุรุษอกสามศอกกลืน
ผ่านมาแล้วหลายวัน ที่ตงเปียนอ๋องและหลันจินเยว่ออกมาจากถ้ำได้อย่างปลอดภัยจากการตามหาไม่หยุดหย่อนของอู่ชิงหรงและทหารของจวนเหมยฮัว"ทางนั้นมีความเคลื่อนไหวอันใดหรือไม่"มือหยาบกร้านเล็กน้อยเพราะจับดาบวาดฟันมากกว่าวาดพู่กันหยิบองุ่นโยนเข้าปากวันนี้อากาศช่างดี ท้องฟ้าโปร่งแต่กลับไม่ร้อนระอุ ทำให้ตงเปียนอ๋องเรียกรองแม่ทัพข้างกายมาปรึกษาหารือเรื่องศัตรูที่คิดคตกบฎต่อแผ่นดินถังที่สวนเหออี้เทียน"จากที่สายลับรายงานมา อีกสองวันทหารของใต้เท้าซู่จะเคลื่อนทัพไปยังทิศตะวันตก จำนวนพลมากกว่าห้าสิบนาย"ทิศตะวันตกงั้นหรือ?หากเป็นพื้นที่แถบนั้นจะอยู่ติดกับแคว้นเซียงจี เป็นแคว้นของชนเผ่าโจรภูเขาซีเซียว ถึงแม้จะเรียกว่าโจรภูเขา หากแต่พวกเขาไม่เคยลงมาสร้างความเดือดร้อนนอกอาณาเขตของตนสักครั้ง จะรบลาฆ่าฟันเพียงแค่พ่อค้าที่หลงเข้าไปในอาณาเขตซีเซียวของพวกเขาเท่านั้น หรือจะเรียกให้ถูกว่า เผ่าซีเซียวฆ่าจำเพาะผู้ชะตาขาดเท่านั้น"เจ้าให้สายของเราปะปนเข้าไปในกองทัพนั้นสักสองสามคนแต่มิต้องกระทำอันใด ให้ดูลาดเลาและจำเส้นทางขึ้นเขาไว้ให้ดีเท่านั้น""ขอรับ"อู่ชิงหรงรับคำสั่งเสียงหนักแน่น มือแกร่งเอื้อมไปเทน้ำชาให้กั
ทุกอย่างที่เป็นหลันจินเยว่ถูกตงเปียนอ๋องจดจำภาพลักษณ์ไว้จนหมดสิ้น ถ้าหากสายตาปกปิดหัวใจไม่ได้ บัดนี้ในใจขององค์ชายสี่ผู้ถนัดควบม้าเข้าสนามรบคงกำลังมีเมล็ดต้นรักพ่มเพาะอยู่เป็นแน่ รอเพียงวันเวลาว่าวันไหน เมล็ดพันธุ์ต้นรักนี้จะเติบโตขึ้นมาให้เจ้าของร่างกายรู้ตัว"นั่นปลา!"นางเดินห่างออกมาจากผาน้ำตกนั้นแล้ว ส่วนนี้จึงกลายเป็นส่วนน้ำนิ่งที่สุดเป็นแหล่งรวมสัตว์น้ำที่แหวกว่ายเข้ามาเพราะสระน้ำสกว้างใหญ่แห่งนี้ไหลเชื่อมต่อออกไปยังแม่น้ำสายใหญ่ของแคว้นถังเหลียนอีกทีหลันจินเยว่มองปลาหลากหลายสีแหวกว่ายในน้ำใสจึงแย้มยิ้มออกมาด้วยความดีใจ"เจ้าปลาน้อย ว่ายมาหาข้าบ้างสิ"คนบ้าอะไรเรียกปลาให้ว่ายวนมาหาตนเอง หากปลาฟังภาษามนุษย์รู้เรื่อง มันคงไม่ยอมตกเป็นอาหารพวกเราง่ายดายเช่นนี้หรอกผมที่มัดตั้งครึ่งหนึ่งปล่อยสยายครึ่งล่างสะบัดไปมาตามแรงส่ายของศีรษะให้กับประโยคเด็กน้อยที่ได้ยินตงเปียนอ๋องนั่งพิงลำต้นไม้ใหญ่มือกอดอกยกขาตั้งข้างหนึ่งทอดมองดรุณีสาวอย่างมิอาจละสายตาได้"ทางนี้ ๆ ว่ายมาเลย อีกนิด ๆ"หลันจินเยว่ยืนอยู่ข้างสระใหญ่ยื่นมือไปหมายจะหลอกล่อให้เจ้าปลาในสระแหวกว่ายมาทางตน มัวแต่เล่นกับเหล่าปลาเ
"ซินเอ๋อร์"อู่ชิงหรงเอ่ยเรียกสหายวัยเยาว์ทันทีที่เขาเห็นนางกำลังเดินผ่านหน้าไป"ชิงหรง?"น้ำเสียงนางราวประหลาดใจที่เห็นเขาตรงนี้"เจ้าออกมาทำอะไรแถวนี้"เพราะจุดที่ทั้งสองพบกันคือทางไปสนามซ้อมฝึกดาบและธนูของตงเปียนอ๋อง อู่ชิงหรงจึงใคร่สงสัยว่าสตรีเช่นนางจะมาทำอันใดในที่อันตรายและไม่มีกิจอันใดแถวนี้"นั่นสิ ข้ามาทำอะไรตรงนี้"เพราะความเหม่อลอยแท้ ๆ ทำให้นางเดินมาจนถึงที่แห่งนี้อย่างไม่รู้ตัว"ช่างเถอะ ไหน ๆ เจ้าก็มาแล้ว ข้าพาเจ้าไปเข้าเฝ้าท่านอ๋องแล้วกัน""ข้าไปด้วยได้หรือ"ใจหนึ่งนางยังไม่ลืมเรื่องเมื่อไม่กี่วันก่อนที่สร้างไว้จึงไม่กล้าพบหน้าอีกคนเกรงว่าคงถูกพูดจาเหน็บแนมอีกเป็นแน่"เจ้าจะได้ขอบคุณท่านอ๋องเรื่องที่ช่วยเจ้าด้วยไง"ก็จริงอย่างที่อู่ชิงหรงกล่าว ตั้งแต่วันที่ตงเปียนอ๋องช่วยนางขึ้นจากสระน้ำ หลันจินเยว่ก็ไม่ได้เจอผู้มีพระคุณอีกเลย มีเพียงอู่ชิงหรงที่อยู่ดูแลนางต่อจากเสี่ยวโหรวจนร่างกายดีขึ้น"แล้วนี่เจ้าหายดีแน่แล้ว""ตกน้ำแค่นั้นเรื่องจิ๊บ ๆ""เรื่องจะ...จิ๊..บ""อ้อ! ข้าหมายถึงเรื่องเล็กน่ะ เรื่องเล็ก"หลันจินเยว่รีบพลิกแพลงแปลความหมายคำพูดยุคสมัยใหม่ที่หลุดปากด้วยความฉล
"หากหมดธุระเจ้าแล้ว เชิญ"ในเมื่อนางมิได้ตั้งใจมาแสดงน้ำใจต่อเขา การเห็นนางในสายตาต่อมีแต่ทำให้อารมณ์ขุ่นเขือง เดี๋ยวจะว่าธุระกับองครักษ์คนสนิทต่อไม่ได้จึงต้องรีบไล่นางออกไปให้ไกลจากสายตาคู่นี้"คำกล่าวจากใจข้าเมื่อครู่ทำท่านอ๋องทรงกริ้วหรือเพคะถึงได้รีบไล่ข้ากลับเยี่ยงนี้"ใครจะยอมกัน มาถึงยังไม่ทันหายเหนื่อยก็ถูกไล่กลับอีกแล้ว ครั้งนี้หลันจินเยว่จึงใช้เล่ห์ของสตรี ทำตัวเป็นแม่นางน้อยผู้น่าสงสารต่อหน้าบุรุษอกสามศอกทั้งสองคน"ท่านอ๋องมิได้มีเจตนาเช่นนั้น ซินเอ๋อร์เจ้าอย่าเสียใจไปเลย"อู่ชิงหรงผู้นี้อย่างไรกันนะ เขามองจากยอดไผ่ยังดูออกเลยว่าสตรีตรงหน้ากำลังแสร้งทำอยู่ หากบอกว่าอู่ชิงหรงไม่ทันเล่ห์เหลี่ยมสตรีคงมิผิด เพราะทั้งสองคนไม่ค่อยได้คลุกคลีกับสตรีแต่ไหนแต่ไรอยู่แล้ว"ในเมื่อเจ้าคิดว่าข้ากำลังไม่พอใจ งั้นหากข้าจะมอบหน้าที่บางอย่างให้ทำคงจะสบายใจขึ้น"สองสายตาจ้องกันอย่างไม่มีใครยอมใคร"เชิญท่านอ๋องบัญชาเพคะ"อยากรู้จริงตงเปียนอ๋องผู้นี้จะมีอะไรมาแกล้งนางอีก นอกจากปากจะเก่งแล้ว เขาคงมิใช่คนใจไม้ไส้ระกำรังแกหญิงอ่อนแอเช่นนางจนถึงเลือดตกยางออกหรอกกระมัง"เจ้าเดินไปตามทางเดินนั้นจะเจอ
ฮี่ ฮี่...เสียงเจ้าทมิฬกาลดังรัวเมื่อถูกหลันจินเยว่จับหญ้ายัดเข้าปากอย่างไม่อ่อนโยนความที่ไม่ชอบถูกบังคับเพราะเจ้านายมันไม่เคยทำเยี่ยงนี้มาก่อนจึงทำให้ทมิฬกาลตกใจเกิดพยศกระโดดออกจากคอกม้า หลันจินเยว่ที่ปีนขึ้นที่สูงเพื่อป้อนหญ้าจึงเสียหลักตกลงไปบนหลังเจ้าทมิฬกาลพอดิบพอดี"ช่วยด้วย ใครก็ได้ช่วยข้าที!"เสียงกรีดร้องด้วยความตกใจกลัวดังลั่นตามทางที่เจ้าทมิฬกาลวิ่ง ผ่าน ทั้งกลัวเพราะนี่คือการขึ้นหลังม้าครั้งแรกแถมยังอยู่ในท่าพิศดาลนอนขวางพาดอยู่บนหลังม้าศึกทำให้ตอนนี้หลันจินเยว่ได้แต่ร้องขอเทพเซียนบนสวรรค์ช่วยคุ้มครองนางให้ปลอดภัยเสียงฝีเท้าม้าศึกแสนแข็งแกร่งดังกรับกรับผ่านหน้าบุรุษรูปงามทั้งสองที่กำลังวางแผนรับมือหนอนบ่อนไส้ช่างเร็วดั่งสายฟ้าฟาด"ทมิฬกาล!"สองเสียงดังประสาน ก่อนที่จะมองเห็นสตรีนางหนึ่งพาดอยู่บนหลังม้าท่าทางหวาดเสียวหวั่นจะตกลงมาแล้วถูกเจ้าม้าบ้าเลือดนั่นเหยียบซ้ำเอา"ซินเอ๋อร์!"อู่ชิงหรงนั่งไม่ติดพื้นเมื่อเห็นแน่ชัดแล้วว่าผู้ใดอยู่บนหลังม้าตัวนั้น ทว่ากำลังจะปรี่เข้าไปช่วยสหายวัยเด็กกลับถูกอีกคนชิงตัดหน้าไปเสียก่อนเสียงผิวปากเป็นสัญญาณที่รู้กันระหว่างตงเปียนอ๋องและเจ
"ท่านอ๋องปวดแผลหรือไม่"ตงเปียนอ๋องไร้คำตอบเขาทำเพียงแค่ส่ายศีรษะเล็กน้อยแล้วขยับตัวนั่งพิงเสาไม้ตรงหัวเตียงด้วยความเหม่อลอยหลันจินเยว่ที่หนีออกมาจากห้องตงเปียนอ๋องแล้วรีบวิ่งมายืนสูดอากาศเข้าปอดอึกแล้วอึกเล่า ใบหน้านางยังคงเห่อแดงไม่หาย แถมในกายยังร้อนลุ่มไปหมดจนต้องใช้มือพัดโบกหวังคลายความร้อนสักนิดยังดี"คุณหนู ท่านเป็นอันใดเจ้าคะ"เสี่ยวโหรวตั้งใจจะมาไถ่ถามอาการตงเปียนอ๋องและจะเชิญหลันจินเยว่กลับห้องพักเพื่อทานมื้อเย็น ทว่าพอเห็นท่าทางคุณหนูแล้วนางต้องรีบปรี่เข้ามาดูอย่างห่วงใย"เจ้ามาได้จังหวะพอดีเลย""เจ้าคะ?"เสี่ยวโหรวเอียงคอเล็กน้อยใคร่สงสัยสิ่งที่คุณหนูนางกล่าว"เดี๋ยวเจ้าพาข้าไปที่โรงครัวที""โรงครัว! คุณหนูต้องการอันใดเจ้าคะเดี๋ยวบ่าวจัดเตรียมให้""ไม่ได้ เรื่องนี้ข้าต้องทำด้วยตัวเอง"อย่างน้อยสิ่งที่นางตั้งใจทำต่อจากนี้ถือเป็นการตอบแทนบุญคุณที่ตงเปียนอ๋องช่วยชีวิตนางซ้ำแล้วซ้ำเล่าจากใจจริง"คุณหนูแน่ใจนะเจ้าคะว่าจะไม่ให้บ่าวอยู่ช่วย"หลังจากเสี่ยวโหรวพาคุณหนูนางมาที่โรงครัวของจวนเหมยฮัวแล้ว หลันจินเยว่ก็อยากทำอะไรด้วยตัวเองจึงใช้ให้เสี่ยวโหรวไปเก็บดอกไม้มาจัดแจกันแทน"เร
"คุณหนูอารมณ์ดีด้วยเหตุใดเจ้าคะ"เสี่ยวโหรวที่กำลังตักยาในถ้วยป้อนคุณหนูนางเอ่ยถามคนที่ตอนนี้บนใบหน้ามีแต่รอยยิ้มขัดกับอาการบาดเจ็บจากกองเพลิงของนางอย่างสิ้นเชิง"เจ้าบอกว่าท่านอ๋องฝ่ากองเพลิงเข้าไปช่วยข้า""เจ้าค่ะ"หากจำไม่ผิด เสี่ยวโหรวบอกเรื่องนี้หลันจินเยว่ไปนับครั้งไม่ถ้วนแล้ว"ข้ายังไม่ได้ทำยาให้ท่านทานท่านก็ตกหลุมรักข้าแล้วสินะ"ริมฝีปากบางสวยได้รูปพึมพำเบา ๆ พร้อมใบหน้าที่แดงก่ำขึ้นด้วยความเขินอายจากการคิดเข้าข้างตนเองฝ่ายเดียว"คุณหนูมีไข้หรือเจ้าคะ"เสี่ยวโหรวตกใจที่เห็นคนบนเตียงจู่ ๆ ก็หน้าแดงลามไปจนถึงคอ"ข้าไม่เป็นอะไร เอายามาป้อนต่อเถอะ"แม้ยานี้จะขม แต่ยามนี้คนที่กำลังลุ่มหลงกับบุรุษรูปงามที่ยอมเสี่ยงชีวิตช่วยเหลือนางกลายเป็นว่ายานี้หวานราวน้ำผึ้งขึ้นมาทันที"คุณหนูคงอยากรีบหายเพื่อไปดูอาการท่านอ๋องใช่ไหมเจ้าคะ"สมแล้วที่เป็นสาวใช้ข้างกายเฟิงเยว่ซิน"แน่นอนสิ เจ้าบอกว่าท่านอ๋องบาดเจ็บที่มือขวาตอนช่วยข้าออกมา เวลานี้คงหยิบจับอะไรยากเป็นแน่"เพราะความวู่วามวิ่งฝ่ากองเพลิงเข้าไปช่วยสตรีเจ้าปัญหาที่กำลังจะถูกไฟย่างสดจึงถูกกระเบื้องที่ร้าวตกลงมาเฉือนเข้าที่ต้นแขนขวาลากยาวเท
"เหตุใดท่านถึง..."จำต้องกลืนคำพูดลงคอเมื่อถูกนิ้วของคนรักปิดไว้ที่ริมฝีปากไม่ให้ขยับเอ่ย"อย่าขยับ ห้ามพูดใด ๆ"ตงเปียนอ๋องรู้สึกว่าร่างกายตนเองแปลกไปข้างในมันร้อนรุ่ม ลำคอแห้งผากเหมือนคนกระหายน้ำหากแต่ความรู้สึกเขากลับบอกว่าน้ำเพียงอย่างเดียวช่วยให้เขาดับกระหายไม่ได้เขาเริ่มตั้งสติจนจมูกสัมผัสได้ถึงกลิ่น ๆ หนึ่ง"ผงเริงรมย์""มันคืออันใด"หลันจินเยว่เพิ่งเคยได้ยินครั้งแรกจึงใคร่สงสัย ทว่าสิ่งที่อยากรู้กลับไม่ได้ถูกเอ่ยออกมาจากปากตงเปียนอ๋องเมื่อด้านนอกมีบุคคลมาเยือน"ฉินกงกงเข้าเฝ้าองค์ชายสี่เฟยหลง"เสียงกงกงของเสด็จย่าเขาดังขึ้นอยู่ด้านนอก"ฉินกงกงมีเรื่องอันใด"เหตุใดคนสนิทของเสด็จย่าถึงได้มาเยือนเข้าถึงจวนแห่งนี้ แถมมาได้เวลาเหมาะเจาะกับอาการประหลาดที่เพิ่งเริ่มแสดงอาการอีก"ไทเฮามีรับสั่ง ผงเริงรมย์นั้นไซร้ จงใช้ให้เกิดประโยชน์ หลังจากนี้สามวันเป็นฤกษ์ดี สามารถจัดงานมงคลได้"เสียงแหลมบาดหูของฉินกงกงเอ่ยราชโองการขององค์ไทเฮาเสร็จจึงทูลลากลับเข้าวังหลวง ทิ้งให้ตงเปียนอ๋องอมยิ้มอยู่ในห้องเมื่อรู้สาเหตุแล้วว่าเหตุใดตนถึงมีอาการแปลกประหลาดเช่นนี้"อะไรคือผงเริงรมย์และอะไรคือสามวันม
บทส่งท้าย : เมื่อหมอกจางหาย บุปผางามผลิบาน"ข้าขับพิษออกจากร่างกายองค์ชายเรียบร้อยแล้ว พักฟื้นสักสองสามวันก็หายดี"หมอหลวงประจำจวนเหมยฮัวเอ่ยบอก"ส่วนยานี้ต้มทานสามมื้อจนกว่าแผลจะหายดี"เสี่ยวโหรวรีบเข้าไปรับยานั้นจากหมอหลวง"อ้อข้าลืมอีกเรื่อง"ทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบกว่าเดิมเพราะนึกว่าจะเป็นเรื่องร้ายแรงอันใดอีก"แผลนั้นต้องห้ามโดนน้ำเด็ดขาด คงต้องรบกวนพระชายาแล้ว"หมอหลวงหันมากำชับเรื่องสำคัญนี้กับหลันจินเยว่ ทำเอาใบหน้านางแดงระเรื่อเพราะไม่คิดว่าคนนอกจวนอย่างหมอหลวงท่านนี้จะรู้เรื่องสถานะของนางกับองค์ชายสี่อีกคน"ข้าไปส่งท่านหมอ"อู่ชิงหรงเดินนำหน้าเพื่อส่งหมอหลวงกลับโรงหมอ"บ่าวขอตัวไปต้มยาให้ท่านอ๋องนะเจ้าคะ"ทุกคนออกไปจากห้องหมดแล้วเหลือเพียงแค่หนึ่งคนหลับอยู่บนเตียงอย่างไร้วี่แววจะฟื้นและอีกคนที่นั่งลงข้างเขาด้วยความเป็นห่วง"ไหนท่านรับปากข้าว่าจะกลับมาอย่างปลอดภัย"ตอนที่หลันจินเยว่ได้ยินว่าตงเปียนอ๋องถูกอาวุธลับอาบยาพิษเล่นงานถึงกับวิ่งถือห่อยาหลายขนานไปดักรอพวกเขาระยะทางกือบลี้ ทั้งล้มลุกคลุกคลานจนแข้งขาถลอก บ่าวใช้คนใดขวางนางไล่ตะเพิดจนหมดสิ้น หากไม่สลบเสียก่อนหลันจินเยว
ชายแดนทิศใต้"เจ้าเลิกดื้อรั้นเถิด ตอนนี้เผ่าซีเซียงยอมจำนนต่อกองทัพมังกรขาวหมดแล้ว"เสียงกร้าวของอู่ชิงหรงประกาศลั่นการปราบกบฎดำเนินมาได้สองชั่วยามแล้ว คนของเผ่าซีเซียงบาดเจ็บล้มตายนับไม่ถ้วนจนหัวหน้าเผ่ายกธงขาวยอมแพ้ให้กับอำนาจของแม่ทัพแห่งกองทัพมังกรขาวเฟยหลงทว่าต่อให้เสียเลือดเนื้อเสียคนไปมากมายเพียงใด ผู้ที่หัวรั้นเกลียดการพ่ายแพ้อย่างซู่จิ่งอวิ๋นไม่มีทางวางกระบี่ในมือลงเป็นแน่"วันนี้ข้ากับเจ้า ถ้าปลาไม่ตาย ตาข่ายก็ต้องขาด"ซู่จิ่งอวิ๋นโต้ตอบด้วยสำบัดสำนวนเสียงหนักแน่น วันนี้ทั้งเขาและตงเปียนอ๋องผู้นี้ต้องสู้กันให้ถึงที่สุด ให้ตายกันไปข้างถึงจะจบศึกในครั้งนี้"ช่างเด็ดเดี่ยวเช่นบิดาเจ้าเสียจริง"ตงเปียนอ๋องกล่าวชมในความเด็ดเดี่ยวนี้ หากเอามาใช้ให้ถูกทางคงเป็นที่น่ายกย่อง"วันนี้ข้าจะแก้แค้นให้ท่านพ่อที่ถูกพวกเจ้าบังคับให้ดื่มยาพิษนั่น"[1]ยามโฉ่วของวันนี้ เสนาซู่จินเพ่ยได้กรอกยาพิษฆ่าตัวตายหลังได้รับราชโองการเป็นนักโทษประหารที่ต้องบั่นคอเสียบประจาน ข่าวนั้นดังเซ็งแซ่ไปทั่วแคว้นจนมาถึงหูซู่จิ่งอวิ๋นบุตรชายเพียงคนเดียวที่ตั้งใจจะบุกไปช่วยบิดาออกมาแต่มิทันกาลเสียงกระบี่ฟาดฟันอย่
"ทะ...ท่านอ๋อง"ใบหน้าสวยขึ้นสีแดงระเรื่อเมื่อถูกเอาอกเอาใจจากอีกคน"วันนี้สนุกไหม"เขาชวนนางคุยปกติ หากแต่ในแววตากลับมีความกลัดกลุ้มอยู่หลายส่วนจะเรื่องอะไรได้ ก็ตอนที่นางเดินซื้อของในตลาดมีนักฆ่าสะกดรอยตามถึงสามคน โชคดีที่ตงเปียนอ๋องอ่านเกมในครั้งนี้ออกคนรักของเขาถึงได้ปลอดภัยกลับมาหากเขาเล่าเรื่องนี้ให้นางฟัง หลันจินเยว่คงไม่สบายใจ เก็บเนื้อเก็บตัวอยู่แต่ในห้องอีกเป็นแน่ ตอนนี้เลยต้องเอาอกเอาใจนางเพื่อบอกกล่าวแก่เรื่องที่ตริตรองมาอย่างดีแก่นางในเวลาที่เหมาะสม"ตอนแรกก็สนุก"ตอบพร้อมยู่ปากอย่างหุดหงิดในเวลาต่อมา"ใครทำอันใดให้ว่าที่ชายาของข้าขุ่นเคืองใจ"ที่ใช้คำว่า 'ว่าที่' เพราะทั้งสองยังไม่เข้าพิธีสมรสกัน ตงเปียนอ๋องอยากให้เกียรตินางจึงจะรอปราบกบฎตระกูลซู่แล้วสิ้นถึงจะทำพิธีตามประเพณีแคว้น"ข้ากำลังดูผ้าเพื่อจะเอามาตัดชุดใหม่ให้ท่าน แต่เจอเข้ากับคนที่วางยาสลบข้าเพื่อส่งต่อให้คนพวกนั้นเข้า"ที่จริงเรื่องนี้องครักษ์เงาของเขารายงานมาหมดแล้ว"เจ้าพบเฟิงเยว่ซู?""จะเป็นใครอีกละ! พี่สาวตัวดีของเฟิงเยว่ซินนั่นแหละ"ตงเปียนอ๋องหลุดขำออกมาเบา ๆ เมื่อได้ฟังประโยคแปลก ๆ นั้นจบ"เจ้าพูดเหม
"เสี่ยวโหรวเร็ว ๆ เข้า"เสียงเจื้อยแจ้วของหลันจินเยว่ในอาภรณ์สีลูกท้อร้องเรียกสาวใช้ที่เดินหอบหิ้วข้าวของพะรุงพะรังอยู่ด้านหลัง"คุณหนูช้าหน่อยเจ้าค่ะ"วันนี้ท้องฟ้าแจ่มใส นางเลยขออนุญาตตงเปียนอ๋องออกมาเดินตลาด ฝั่งนั้นเห็นว่านางเพิ่งผ่านอันตรายมาเมื่อไม่กี่วันก่อนเลยให้ออกมาเที่ยวเล่นจะได้ลืมเรื่องร้าย ๆ พวกนั้น หากแต่ตงเปียนอ๋องก็มิได้นิ่งนอนใจ เขาส่งองครักษ์เงาคอยติดตามอยู่ห่าง ๆ เผื่อเกิดเรื่องไม่คาดคิดขึ้นจะได้ช่วยเหลือนางทัน"คุณหนูจะซื้อไปฝากท่านอ๋องหรือเพคะ"หลันจินเยว่ยืนดูผ้าไหมเนื้องามที่ร้านหนึ่งตรงตรอกเล็ก ๆ ของตลาด"เจ้าว่าหากท่านอ๋องเปลี่ยนมาใส่สีสว่างตาขึ้นจะดูภูมิฐานอยู่ไหม"ตั้งแต่ที่เห็นและรู้จักกันมา นางไม่เคยเห็นบุรุษที่ว่าสวมใส่เสื้อผ้าสีอื่นที่มิใช่สีดำสีเข้ม ๆ เลยสักครั้งเดียว"บ่าวว่าผ้าสีไหนหากอยู่บนตัวท่านอ๋องก็ดูสง่างามหมดเจ้าค่ะ"หลันจินเยว่เห็นด้วยอย่างยิ่ง วันนี้สาวใช้ของนางพูดได้ถูกใจต้องตบรางวัล"ผ้าพับนี้ข้าซื้อให้เจ้า"นางหยิบผ้าไหมสีกลีบดอกเหมยส่งให้เถ้าแก่ร้าน"คุณหนู นั่นคงแพงมากนะเจ้าคะ"มองแค่ตายังไม่ได้จับต้องเนื้อผ้าเสี่ยวโหรวก็รู้ว่านั่นคือไห
ผ่านมาครึ่งชั่วยามแล้วหลังจากที่ตงเปียนอ๋องออกมาจากห้องนั้นเพื่อฟังรายงานจากเหล่าทหารว่าซู่จิ่งอวิ๋นหนีไปกบดานกับเผ่าซีเซียงบนเขาทางใต้ เขาเลยสั่งให้ทุกคนกลับมาวางแผนกันที่จวนเหมยฮัวก่อนการเดินทางกลับจำต้องใช้ม้าถึงจะถึงที่หมายโดยเร็ว ทว่าหลันจินเยว่กลับเลือกที่จะโดยสารม้ามากับอู่ชิงหรงแทนอีกคน"เหตุใดข้ารู้สึกว่าเจ้ากำลังหลบหน้าท่านอ๋อง"บุรุษผู้โผงผางคิดเห็นการใดก็พูดออกไปจนหมดสิ้นถามสหายวัยเยาว์"ข้ามิได้หลบหน้าผู้ใด"หลันจินเยว่ที่นั่งอยู่ด้านหลังเขาตอบเหมือนร้อนตัว"หากข้าเป็นคนอื่นคงเชื่อที่เจ้ากล่าวมา"จะมาเกิดฉลาดเอาอะไรตอนนี้ นางยิ่งอยากอยู่เงียบ ๆ ตบตีกับคำถามที่ยังไม่ได้คำตอบจากตงเปียนอ๋องว่าตกลงแล้วที่เขาบอกชอบนางหมายถึงร่างกายเฟิงเยว่ซินหรือตัวตนที่นางแสดงออกกัน"หยุด!"ตงเปียนอ๋องที่ควบม้าตามหลังสองคนนี้สั่งเสียงลั่น ทหารทุกนายต่างหยุดควบม้าเพื่อรอฟังคำสั่งถัดไป"ท่านอ๋องพบสิ่งใดผิดปกติหรือขอรับ"หนึ่งในทหารที่ควบม้ารั้งท้ายลงจากม้ามาถามไถ่"ม้าตัวนี้อ่อนแรงแล้ว หยุดพักที่นี่สักพักก่อน"หากม้าที่ตงเปียนอ๋องทรงขี่อยู่คือทมิฬกาลคงหาข้ออ้างเช่นนี้ไม่ได้สายตาคมมองแผ่นหลังบ
ตอนนี้ดวงตะวันเริ่มขึ้นใหม่อีกครั้ง บ่งบอกว่าทั้งสองกายที่นอนกอดกันทั้งคืนเจอกับรุ่งเช้าของวันใหม่แล้วหลันจินเยว่รู้สึกตัวตื่นก่อนจึงค่อย ๆ แกะมือแกร่งที่โอบกอดนางไว้ในอ้อมกอดทั้งคืนออกอย่างช้า ๆเมื่อคืนไม่รู้ว่าเหตุใดจุดจบของทั้งคู่จึงกลายเป็นการหลอมรวมเป็นหนึ่งเช่นนั้นถึงแม้จะยังเคอะเขินและเจ็บหน่วงไปทั้งร่างกายอยู่ แต่นางไม่อยากให้อีกคนตื่นมาเจอสภาพกึ่งเปลือยเช่นนี้จึงตั้งใจหนีจากอกอุ่นออกมาแต่งกายให้เรียบร้อย"คิดจะหนีข้ารึ"ดวงตาดั่งกวางน้อยตกใจกับเสียงทุ้มที่เอ่ยทว่าหลับตาอยู่"ทะ...ท่านตื่นแล้ว"ปกติไม่ได้พูดจาติดขัดเช่นนี้ เหตุใดครั้งนี้ถึงไม่กล้าต่อปากต่อคำเถียงอีกคนกันเล่าพรึ่บ!ตงเปียนอ๋องขี้แกล้งพลิกร่างบอบบางกึ่งเปลือยของนางให้นอนกองทับบนอกตนหลันจินเยว่จ้องมองร่องรอยจิกข่วนบนกล้ามอกอันเกิดจากนางพลางร้อนรุ่มขึ้นที่พวงแก้มทั้งสองข้าง"แอบอ่านกินข้าอยู่หรือ""บ้า!"กำปั้นน้อย ๆ ทุบลงกึ่งกลางเนื้ออกหนัดแน่น"หากข้าบ้า เจ้ามิน่าสงสารหรือ""ทำไมข้าต้องน่าสงสาร"นางเงยหน้าขึ้นมองคนที่พูดจาให้งวยงง"เพราะเจ้ามีสามีเป็นคนบ้า"สะ...สามี!ใบหน้าสวยแดงกร่ำไปทั่วพวงแก้ม ริมฝีปากเ
"เจ้าไม่ต้องกังวลเรื่องนั้น ตลอดทางมาที่นี่ข้าทำเครื่องหมายเอาไว้แล้ว"อ้อ คงจะเป็นพวกเครื่องหมายลับที่รู้กันแค่ไม่กี่คน"แผลท่าน"ดวงตาสีน้ำตาลเหลือบมองแขนที่พันผ้าสีขาวเพื่อห้ามเลือดเอาไว้"แผลเล็กน้อย ข้าต้มยาไว้เดี๋ยวเอามาให้เจ้าทาน"ไม่รอช้าตงเปียนอ๋องผู้เย่อหยิ่งไม่เคยปรนนิบัติใครมาก่อนรีบออกไปยกหม้อยาที่ต้มรอคนเจ็บฟื้นมาให้นางทันที"แค่กลิ่นก็รู้แล้วว่าขม"จริมฝีปากจิ้มลิ้มกล่าว ใบหน้าสวยหวานหันหนีไปอีกทางเพราะไม่ชอบกลิ่นของยาถ้วยนี้"ยาไม่ขมจะช่วยให้หายได้เยี่ยงไร เจ้าฝืนดื่มสักอึกเถอะ"ถ้วยยาถูกยกขึ้นใกล้ใบหน้าหวานนั้นอีกครั้งหลันจินเยว่เหมือนตกอยู่ในมนตร์สะกดเมื่อเผลอสบตาตงเปียนอ๋องที่จ้องนางอยู่ก่อนแล้ว"งั้นข้าป้อนเจ้าแล้วกัน"ว่าจบจึงจับช้อนแล้ววนยาในถ้วยสองสามรอบ ตักยาขึ้นจากถ้วยแล้วจ่อตรงริมฝีปากบางหลันจินเยว่อ้าปากเล็กน้อยเพื่อกลืนยาในช้อนนั้นหากแต่ไม่ยอมละสายตาไปจากใบหน้าตงเปียนอ๋องราวกับมองแล้วจะช่วยลดรสชาติขมของยานี้ลงได้"เด็กดี"รู้ตัวอีกทีจากแค่คิดว่าต้องดื่มแค่อึกเดียวกลายเป็นถูกตงเปียนอ๋องป้อนจนหมดถ้วย"ทะ...ท่า...น"อ้าปากเตรียมต่อว่าอีกคนที่หลอกให้นางทานยาแ
"ต้าเสียน?"นี่เป็นสิ่งเหนือความคาดเดาของตงเปียนอ๋อง เขาไม่เคยคิดว่าคนที่บงการพ่อลูกตระกูลซู่จะเป็นผู้ร่วมสายเลือดเดียวกับเขาอย่างองค์หญิงสาม"เหนือฟ้าย่อมมีฟ้า เจ้าคงคิดว่าท่านพ่อข้าจะไม่หาทางหนีที่พึ่งไว้สินะ"เมื่อคิดว่าตอนนี้ตนมีอำนาจกว่าอีกฝ่ายก็เริ่มอวดเบ่งด้วยเสียงเย้ยหยัน"ถ้ำแห่งนี้จะเป็นสุสานของพวกเจ้า"จบประโยคนั้น ซู่จิ่งอวิ๋นปรี่เข้าไปฟาดฟันตงเปียนอ๋องเฟยหลงเช่นเดียวกับคู่ของต้าเสียนที่กำลังกันทางไม่ให้อู่ชิงหรงเข้าไปช่วยเหลือหลันจินเยว่บุรุษแห่งกองทัพมังกรขาวทั้งสองแม้จะรับมือคู่ต่อสู้หากแต่ในใจกลับห่วงสตรีเพียงหนึ่งเดียวที่ถูกจับมัดไว้กลางวงต่อสู้หวั่นจะถูกลูกหลงเอา"ท่านอ๋องระวัง!"เสียงนั้นช้าไป คมกระบี่ของซู่จิ่งอวิ๋นเฉือนเข้าที่แขนตงเปียนอ๋องจนเลือดสีแดงซึมออกมา"ท่านอ๋อง!"อู่ชิงหรงอาศัยความเร็วเข้ารับกระบี่ของซู่จิ่งอวิ๋นที่กำลังจะซ้ำลงอีกครั้งได้ทันท่วงที"ท่านพาซินเอ๋อร์หนีไปก่อน"เสียงอู่ชิงหรงดังขึ้น เป็นจังหวะเดียวกับที่คมกระบี่เขาฟันลงบนขาพับของซู่จิ่งอวิ๋นจนเซเสียหลัก"ท่านแม่ทัพอวิ๋น!"ต้าเสียนเห็นท่าทีไม่สู้ดี แม้จะบาดเจ็บทั้งสองฝ่ายแต่บาดแผลของซู่จิ่งอว