"ให้นางทานยานี้ให้หมดก็ปลอดภัยแล้ว"
หมอประจำจวนเหมยฮัวแจงเรื่องยาและอาการคนที่นอนหายใจหอบเหนื่อยอยู่บนเตียง
"เสี่ยวโหรวขอบคุณท่านอ๋อง ขอบคุณท่านหมอมากเจ้าค่ะ"
ปากเอ่ยขอบคุณ ค้อมหัวให้ด้วยความซึ้งในบุญคุณ มือแน่งน้อยกลับมาคอยเช็ดเหงื่อตามกรอบหน้าให้คุณหนูที่รักอย่างเป็นห่วงเป็นใยต่อ
"กระหม่อมทูลลา"
เมื่อหมดหน้าที่รักษาคนแล้ว ท่านหมอเองก็กล่าวคำลาเพื่อกลับไปยังโรงหมอของตน
"เสี่ยวโหรวไปส่งท่านหมอเองเจ้าค่ะ"
เสี่ยวโหรวละมือจากการเช็ดตัวให้หลันจินเยว่ จากนั้นจึงเดินไปส่งท่านหมอกลับที่พักเช่นเดิม ทำให้ตอนนี้ภายในห้องสี่เหลี่ยมเหลือเพียงหนึ่งบุรุษรูปงามกับหนึ่งสตรีไร้สติ
องค์ชายสี่ผู้องอาจ ใบหน้านิ่งเรียบตลอดเวลาปราดมองหญิงสาวที่เริ่มนอนสงบนิ่งบนเตียงด้วยสายตาเพ่งพินิจ
หากดูจากหน้าตาที่สะอาดสะอ้าน ผิวขาวราวปุยเมฆ จมูกเชิดรั้นแลดูเป็นคนดื้ออยู่หน่อย ๆ อายุนางน่าจะน้อยกว่าตนหลายปีนัก
"ลูกกบฎ"
ริมฝีปากหยักลึกเอื้อนเอ่ยสิ่งที่ตนได้ยินมาถึงฐานะของนางบนเตียง
ใครจะคิดว่าคุณหนูของตระกูลที่ผลงานขาวสะอาดมาหลายชั่วอายุคนอย่างนางจะพลอยประวัติด่างพร้อยไปตามบิดาที่กลายเป็นกบฎแผ่นดินชั่วข้ามคืน
ทว่าหากเทียบโชคชะตาของทั้งสองแล้วมีความคล้ายคลึงกันอยู่อย่างหนึ่งคือ ไร้มารดาตั้งแต่เกิด
"ง่ำ ๆ น่องไก่จ๋ามาให้กินเสียดี ๆ"
คนที่กำลังคิดอะไรเรื่อยเปื่อยขณะจ้องหน้าหญิงงามบนเตียงไปด้วยถึงกับคิ้วขมวดมุ่นเมื่อคนที่นอนอยู่ละเมอออกมาพร้อมทำปากเคี้ยวน้ำลายตนเอง ช่างไม่เป็นวิสัยของสตรีเอาเสียเลย
"ตะกละ แม้ในความฝันก็ยังคิดแต่เรื่องกิน"
ตงเปียนอ๋องส่ายศีรษะไปมาอย่างเอือมระอา มือหนาเอื้อมหยิบผ้าที่สาวใช้พาดไว้บนกะละมังเช็ดลงไปบนมุมปากจิ้มลิ้มลวก ๆ พร้อมสายตาที่บ่งบอกว่าขยะแขยงกริยานางยิ่งนัก
"หอมจัง"
จมูกเชิดรั้นเริ่มสูดดมตามหาต้นตอของกลิ่นอันหอมหวน
"นี่เจ้า!"
ตงเปียนอ๋องผู้สง่างามรักความสะอาดและไม่เคยต้องกายสตรีนางใดมาก่อนถึงกับทำตัวไม่ถูกเมื่อคนบนเตียงคว้ามือเขาเอาไว้แน่น
"อืม หอม... น่า...กิน"
ง่ำ ๆ...
"เจ้า!"
ใครจะไปคิดว่าจู่ ๆ คนที่หลับอยู่จะคว้ามือตนไปงับจนเกิดรอยฟัน
"เจ้ากล้ากัดข้า!"
เสียงขบกรามกังกรอด ดวงตาขึงดุจ้องอย่างอาฆาต ตงเปียนอ๋องค่อย ๆ ก้มลงไปจ้องใบหน้าสวยหวานที่มองยังไงก็หลับอยู่ หากแต่เวลาต่อมากลับเกิดสิ่งที่ไม่คาดคิดขึ้น
หมับ!
พึ่บ..!
"อุ้บ!"
หลันจินเยว่ที่กำลังฝันถึงอะไรบางอย่างคว้าเข้าที่ชุดผ้าไหมปักเลื่อมลายสวยงามที่ตงเปียนอ๋องเฟยหลงเพิ่งไปเปลี่ยนมา ด้วยความที่เจ้าของชุดไม่ทันตั้งตัวทำให้เสียหลักล้มลงจนริมฝีปากทั้งสองประกบกันแนบสนิท
"ว้าย!"
เสี่ยวโหรวเปิดประตูเข้ามาพอดีทำให้เห็นสิ่งที่ไม่ควรเข้า นางเอี้ยวตัวหมายจะกลับออกไปหากแต่ถูกรั้งไว้เสียก่อน
"ดูแลคุณหนูเจ้าให้ดี ตั้งแต่นี้ต่อไปห้ามให้เข้าใกล้ข้าเกินสามก้าว"
เสียงอันเกรี้ยวกราดสั่งการสาวใช้เสร็จจึงเร่งรุดออกจากห้อง
"รับทราบเจ้าค่ะ"
เสี่ยวโหรวแทบลืมหายใจเมื่อเห็นใบหน้าที่เรียบนิ่งอยู่แล้วเพิ่มเป็นขมึงตึงหน้าแดงก่ำจนแลดูน่ากลัว
เสียงปิดประตูดังกระแทกอย่างแรงบ่งบอกถึงความเกรี้ยวกราดของผู้จากไป เสียงปึงปังนั้นทำคนในห้องสะดุ้งตื่นในเวลาต่อมา
"นั่นใคร"
หลันจินเยว่ลืมตาตื่นทันเห็นแผ่นหลังของผู้จากไปพอดี
"คุณหนู! ท่านรู้ตัวไหมเจ้าคะว่าทำอะไรลงไป"
เสี่ยวโหรวไม่ได้ตอบคำถามหลันจินเยว่ ทว่ารีบปรี่เข้าไปนั่งข้างเตียงแทน
"ทำ... ข้าทำอะไร"
หลันจินเยว่มองสาวใช้ด้วยความอยากรู้ ถ้าให้เดาจากสีหน้าของเสี่ยวโหรวในตอนนี้คงเป็นเรื่องคอขาดบาดตายแน่ ๆ
"ก็ท่านกับท่านอ๋อง..."
ควรพูดออกไปดีไหมนะ หากพูดแล้วคุณหนูนางจะคิดมากหรือเปล่า
"ท่านอ๋อง? เจ้าหมายถึงคนเมื่อกี้คือท่านอ๋องที่ช่วยพวกเราออกมา?"
หลันจินเยว่ชะเง้อมองประตูที่ถูกปิดไปเพียงบานเดียวราวกับจะเห็นแผ่นหลังของคนผู้นั้นอีก
"เจ้าค่ะ คนที่เพิ่งออกไปคือตงเปียนอ๋องถังเฟยหลง องค์ชายสี่ขององค์ฮ่องเต้ถังเฟยเทียนคนที่ช่วยคุณหนูไว้สองครั้งสองครา"
"สองครั้ง?"
หลันจินเยว่ขมวดคิ้วพลางนึกคิดตามที่เสี่ยวโหรวบอก นางจำได้เพียงแค่ครั้งในคุกใต้ดินนั้น แล้วอีกครั้งคือครั้งไหนกัน
"อ๊ะ! ข้ากลับมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง"เหมือนเพิ่งรู้ตัวว่าตนเองเปลี่ยนสถานที่พำนักแล้ว"คุณหนูจำไม่ได้หรือเจ้าคะ ท่านเกือบตามท่านเสนาเฟิงไปแล้วนะเจ้าคะ"หมายถึงตามบิดาของเฟิงเยว่ซินไปน่ะหรือแต่เดี๋ยวนะ!พ่อของเฟิงเยว่ซินตายไปแล้วนี่ เหตุใดสาวน้อยคนนี้ถึงบอกว่านางเกือบตามคนตายไป หรือว่า..."เจ้าช่วยพูดให้ข้าเข้าใจที"เพิ่งตื่นขึ้นมาสมองเหมือนปรับจูนไม่ทันจนต้องถามสาวใช้ออกไป"ก่อนหน้านี้คุณหนูเผลอทานขนมหนวดมังกรไปใช่ไหมเจ้าคะ"หลันจินเยว่นึกย้อนไปถึงเรื่องก่อนหน้าที่ทำ ที่แท้เจ้าขนมสีขาวเหมือนดักแด้นั่นเรียกขนมหนวดมังกรนี่เอง"อืม อร่อยดี"ว่าแล้วก็เพิ่งรู้สึกแสบคอ คอแหบแห้งจนต้องฝืนกลืนน้ำลายลงไป"คุณหนู!"เสี่ยวโหรวมองใบหน้าสวยที่บัดนี้ซีดเซียวเพราะเหมือนเพิ่งผ่านจากความตายมาด้วยความตกใจขั้นสุดเหตุใดคุณหนูนางถึงได้กล่าวชมขนมที่มีส่วนผสมของสิ่งที่ตนเองแพ้ได้หน้าระรื่นเพียงนั้นกัน"เจ้าเสียงดังทำไม แล้วดูจ้องเข้า เหมือนข้าทำอะไรผิด"คนที่มาอยู่ในร่างคนอื่นยังไม่รู้ตัวว่าสิ่งที่ทำลงไปคือสิ่งผิดพลาดที่ร้ายแรงมากสำหรับร่างกายที่สิงสู่อยู่"คุณหนูลืมไปแล้วหรือเจ้าคะว่าตนเองทานน้ำผึ้งไม่ได้"
หลังจากที่หลันจินเยว่รู้ความจริงจากปากสาวใช้ว่าตอนที่ตนสลบอยู่ถูกตงเปียนอ๋องทำอันใด นางก็ไม่กล้าออกจากห้องพักอีกเลยจนผ่านมาแล้วสามวันเต็ม"จูบแรกฉัน"ทุกครั้งที่หลันจินเยว่อยู่คนเดียวและส่องคันฉ่องนางมักนึกถึงสิ่งที่สาวใช้เล่าให้ฟังเมื่อสามวันก่อนริมฝีปากจิ้มลิ้มที่สะท้อนผ่านคันฉ่องทองเหลืองตรงหน้าแม้จะไม่ใช่ร่างกายของหลันจินเยว่จริง ๆ แต่คนที่รู้สึกถึงจูบที่ว่าคือตัวนางเอง จะไม่ให้เสียใจได้เยี่ยงไร"คุณหนูไม่สบายรึเจ้าคะทำไมหน้าแดงเช่นนั้น"เสี่ยวโหรวที่ยกสำรับอาหารเข้ามาเอ่ยถามคุณหนูนางที่ไม่รู้ตัวว่าทุกครั้งเวลานึกถึงสิ่งที่สาวใช้บอกจะหน้าแดงอยู่นานสองนาน"ข้าสบายดี หอมจัง"หลันจินเยว่เปลี่ยนเรื่องทำจมูกสูดดมกลิ่นอาหารที่สาวใช้เพิ่งนำมาทันทีเพราะไม่อยากให้สาวใช้ซักความต่อ"เจ้าค่ะ วันนี้เสี่ยวโหรวเข้าครัวเองเลยนะเจ้าคะ"เพราะกลัวว่าพ่อครัวที่จวนจะเผลอทำอาหารที่คุณหนูนางแพ้อีกเลยต้องเข้าครัวจัดเตรียมเสียเอง"น่ากินทั้งนั้นเลย"บนโต๊ะมีอาหารอยู่ไม่กี่อย่างเพราะปกติเฟิงเยว่ซินตัวจริงจะทานน้อย นางมักบอกตนเองเสมอว่า ทานแต่พออิ่มอย่าให้ของเหลือ แล้วทำงานให้มาก บิดาจะได้ไม่แบกรับภาระมากเ
ฉึก!เสียงปลายแหลมคมของลูกธนูปักเข้ากับเป้าวงกลมตรงกลางอย่างแม่นยำคนที่เพิ่งมาถึงสนามยิงธนูที่อยู่ส่วนลึกสุดของจวนเหมยฮัวที่ล้อมรอบไปด้วยต้นไผ่ถึงกับรีบหลบด้านหลังชิงหรงด้วยความหวาดเสียว"ท่านอ๋อง ข้าพาเยว่ซินมาเข้าเฝ้า"มือที่ค้างคันธนูอยู่ชะงักเล็กน้อย ก่อนจะปล่อยลูกธนูที่แหลมคมลงกลางเป้าสีแดงเป็นลูกที่สอง ริมฝีปากหยักลึกเอ่ยอย่างราบเรียบแฝงไปด้วยความเย็นชา"ข้าไม่เคยสั่งหรือไร เขตหวงห้ามคนนอกห้ามเข้า"เพียงแค่ได้ยินคำว่า 'คนนอก' ที่ฟังดูก็รู้ว่าอีกคนกำลังเหน็บแนมตน หลันจินเยว่รู้สึกไม่ชอบใจขึ้นมาทันควันเผลอทำปากล้อเลียนแบบไม่มีเสียงอยู่ด้านหลังบุรุษรูปงาม ทว่าสายตาขององค์ชายเฟยหลงช่างไวยิ่งนักที่เหลือบเห็นด้วยหางตาเข้าพอดี"ข้าไม่ชอบพวกนินทาลับหลัง หากอยากพูดอะไรเปล่งวาจาออกมาตรง ๆ"ชิงหรงก้มมองคนที่ดึงแขนเสื้อเขาอยู่ จินเยว่รีบเชิดหน้าขึ้นสู้สายตาอึกคน"หม่อมฉันแค่จะมาขอบพระทัยท่านอ๋องที่ช่วยสืบเรื่องท่านพ่อ" น้ำเสียงมีความกระแทกกระทั้นเป็นบางส่วน ฟังแล้วรู้ทันทีว่าอีกคนไม่พอใจในสิ่งที่เขาเพิ่งพูดออกไป"หากเป็นเรื่องนั้นจงรู้ไว้ ข้าไม่ได้ทำเพื่อเจ้า"วางท่า!หน้าตาหล่อเหลาก็จริง
"ไร้ยางอาย? หม่อมฉันไม่เคยทำเรื่องไร้ยางอายมาก่อน พระองค์ตรัสแรงเกินไปหรือเปล่าเพคะ"แสร้งทำน้ำเสียงเศร้าสร้อย ใบหน้าบิดเบี้ยวสะอื้นไร้น้ำตาเพื่อให้สมบทบาทที่สร้างขึ้นมากลั่นแกล้งอีกคน"เจ้าทำอันใดที่ไร้ยางอายไว้ย่อมรู้อยู่แก่ใจ"ตงเปียนอ๋องมองสตรีตรงหน้าด้วยแววตาขยะแขยง ไม่อยากเข้าใกล้ราวกับนางติดโรคระบาดมา'เฟิงเยว่ซิน เจ้าเคยไปทำอะไรท่านอ๋องคนนี้ไว้ก่อนที่ข้าจะมาเข้าร่างเจ้าใช่ไหม ดูสายตาเขาที่มองเจ้าสิ รังเกียจเหมือนเป็นอะไรสักอย่าง'"เรื่องสติเลอะเลือน ข้าว่าน่าจะเป็นโรคประจำตัวกระมัง ผ่านมาไม่กี่วัน เรื่องน่าอายพวกนั้นเจ้ากลับจำมันไม่ได้แล้ว"เสียงเหน็บแนมดังขึ้นอีกครั้ง ตงเปียนอ๋องส่ายหน้าอย่าระอาให้กับสตรีตรงหน้าที่ยังค้นหาไม่เจอว่านางทำเรื่องไร้ยางอายอันใดไว้กับตน"เอ๊ะ! หรือว่าพระองค์หมายถึงเรื่องจูบนั่น!"เพราะคำใบ้ที่บอกว่าเพิ่งผ่านมาไม่กี่วันทำให้หลันจินเยว่นึกได้เพียงเรื่องนี้เรื่องเดียว"ไร้ยางอาย! เป็นถึงบุตรีขุนนางชั้นสูงกลับพูดคำนั้นออกมาได้ไม่อายฟ้าดิน"ถ้าไม่พูดตรง ๆ เขาจะรู้ไหมว่านางกำลังเข้าใจเรื่องเดียวกันกับอีกคนหรือไม่"เรื่องนี้จริงด้วย หม่อมฉันมากกว่าที่ต้อง
"แค่เราสองคนคงหาไม่ทั่ว ข้าจะไปทูลขอให้ท่านอ๋องเรียกบ่าวในจวนมาช่วยอีกแรง"หามาแล้วหนึ่งก้านธูปก็ไม่เห็นแม้เงาเฟิงเยว่ซิน อู่ชิงหรงอุตส่าห์ยืนรออยู่ทางเข้าสนามฝึกซ้อมแต่กลับไม่เห็นสหายวัยเยาว์ออกมาสักที ตอนนั้นตงเปียนอ๋องก็กลับออกไปอีกทางทำให้อู่ชิงหรงเข้าใจผิดคิดว่าทั้งสองยังอยู่ด้านในทว่าพอเมฆฝนครึ้มมากลับไม่เห็นทั้งคู่ออกมาจึงเร่งกลับเข้ามาดูแต่สิ่งที่พบเจอมีเพียงเป้าธนูไร้ผู้คนที่รอคอย"เจ้าต้องการใช้คนเพื่อการใด"ตงเปียนอ๋องผู้ยังไม่รู้เรื่องราวใด ๆ เดินผ่านมาได้ยินสิ่งที่องครักษ์ข้างกายพูดขึ้นจึงเอ่ยถาม"ท่านอ๋อง"ทั้งสองคนทำความเคารพเจ้าบ้านก่อนที่ชิงหรงผู้ร้อนใจจะเร่งปากเอ่ยขอสิ่งที่ตริตรองไว้"ข้าต้องการยืมพวกบ่าวในจวนช่วยกันออกตามหาซินเอ๋อร์พะย่ะค่ะ""ตามหาใครนะ"ใช่ว่าไม่ได้ยิน แต่เพราะได้ยินชัดทุกคำจึงรู้สึกตกใจตาม"ท่านอ๋องพอจะทราบไหมเพคะว่าแยกจากคุณหนูแล้วนางไปไหนต่อ"เสี่ยวโหรวร้อนใจยิ่งกว่าผู้ใดจึงเสียมารยาทถามออกไป"ข้ากับนางแยกกันได้ราวครึ่งชั่วยามแล้ว ส่วนจะไปที่ใดนั้น"ตงเปียนอ๋องเฟยหลงสุดจะหาคำตอบให้สาวใช้ที่ขอบตาแดงก่ำ"ท่านอ๋องกับซินเอ๋อร์แยกกันแล้วครึ่งชั่วยาม
“หนาว ผ้า ขอผ้าห่มที”เสียงสั่นสะท้านบ่งบอกอาการว่าคนที่เปล่งวาจาออกมานั้นกำลังรู้สึกหนาวสะบั้นไปถึงข้างในกายมากเพียงใด ตงเปียนอ๋องเฟยหลงที่กำลังเร่งก่อกองไฟเพื่อให้ความอบอุ่นเงยหน้ามองคนที่กอดกายตนเองเสื้อผ้าเปียกโชกชุ่มฉ่ำเพราะสายฝนด้วยแววตาเรียบเฉย หลังจากที่เขาสั่งให้คนออกตามหาตัวหลันจินเยว่ตามความต้องการของอู่ชิงหรง ท่านอ๋องที่ไม่เคยรู้สึกอ่อนไหวต่อเหตุการณ์ใด ๆ ถึงกับนั่งไม่ติดเก้าอี้ ในใจว้าวุ่นครุ่นคิดอยู่นานสองนาน หากเกิดอะไรขึ้นกับนางผู้นี้ รองแม่ทัพชิงหรงจะเคืองโกรธโทษเขาหรือไม่เพราะเขาคือคนสุดท้ายที่อยู่กับนาง แถมยังเป็นคนที่ทิ้งนางไว้ที่นั่นคนเดียวจนเกิดเรื่อง เมื่อคิดทบทวนความผิดตนเองอยู่นานสองนานจึงตัดสินใจช่วยออกตามหาตัวหลันจินเยว่อีกแรงตงเปียนอ๋องเฟยหลงแกะร่องรอยตามความชำนาญทางของป่าแถบนี้จนพบกับร่างบอบบางนั่งอยู่ใต้ต้นไม้ท่ามกลางสายฝนกระหน่ำแล้วพาเข้ามาหลบฝนในถ้ำแห่งนี้"แม่คะ พ่อคะ หนูหนาวเหลือเกิน"เสียงโอดครวญแผ่วเบาคลอออกมาจากริมฝีปากเป็นกระจับหลันจินเยว่เอาแต่กอดก่ายตัวเองเพื่อควานหาความอบอุ่นให้ร่างกายทว่าในถ้ำแ
"แค่ข้อเท้าเคล็ด ไกลความตายนัก"'คนอะไรขยันประชด มีดีแค่หน้าหล่ออย่างเดียวจริง ๆ'"ท่านอ๋อง ข้าหนาว แต่ข้าคงเดินไม่ไหวแล้ว"เสียงเล็กออดอ้อนดังขึ้นพร้อมสายตาน่าสงสารลอบมองตงเปียนอ๋องที่ไม่สนใจจะมองหน้านางพรึ่บ! เหมือนจำใจทำตามสถานการณ์ ร่างนุ่มนิ่มถูกช้อนอุ้มลอยกลางอากาศเพียงชั่วครู่ก็ถูกวางไว้บนกองหญ้าแห้งที่ใช้ปูแทนเสื่อนั่ง มีกองไฟห่างจากร่างนั้นเพียงเอื้อมมือ"ขอบพระทัยท่านอ๋อง"แม้ปากจะกล่าววาจาน่าฟัง แต่สายตาหลันจินเยว่แสดงออกว่าสะใจที่ครั้งนี้นางแกล้งเขาสำเร็จแล้ว"ฝนคงตกทั้งคืน ถ้าโชคดีพวกชิงหรงอาจจะมาเจอ แต่ถ้าโชคร้ายคงต้องนอนในนี้จนรุ่งสาง"หลันจินเยว่เหลือบมองไปยังปากถ้ำที่ตอนนี้มองไม่เห็นทิวทัศน์ด้านนอกเพราะถูกสายฝนบดบังจนพื้นที่ตรงนั้นกลายเป็นสีเทาขุ่นมัวไปหมด"ในถ้ำนี้มีผีหรือไม่เพคะ"หากมองไกลออกไปจากรัศมีแสงสว่างของเปลวไฟพบเจอแต่ความมืดมิดจนเกิดความกลัวต่าง ๆ นานา ขึ้นในความคิด"เจ้าสื่อสารกับคนตายได้"ตงเปียนอ๋องกำลังหาที่นอนเอ่ยถามพลางเหน็บแนมในที"หม่อมฉันเป็นคนจะไปสื่อสารกับวิญญาณคนตายได้อย่างไรเพคะ""แล้วใยเจ้าจะต้องกลัวผี"นี่เขากำลังหลอกด่านางใช่ไหม"ท่านอ๋องคง
"อืม หอมที่สุด"เคยเห็นแต่ในซีรีส์เขาย่างปลากินกัน มาวันนี้ได้มาลองลิ้มรสการทำอาหารแบบยุคโบราณดูบ้างจะอร่อยตื่นตาขนาดไหนกันนะว่าแล้วมือเรียวจึงค่อย ๆ ฉีกส่วนเนื้อออกมาแล้วเอาเข้าปาก"อื้ม... อร่อย"แม้จะไม่ได้โรยเครื่องเทศอะไรลงไป แต่อาหารตรงหน้านี้กลับให้รสชาติหวานกลมกล่อมยิ่งกว่าถูกปรุงรสเสียอีก"มูมมาม!"หลันจินเยว่ใช้หางตาตวัดมองตงเปียนอ๋องที่จิกกัดนางอีกแล้ว"หม่อมฉันป้อนไหมเพคะ"ไม่ว่าเปล่ามือฉีกชิ้นส่วนที่เป็นส่วนน่องยื่นให้จนเกือบทิ่มปากอีกคน"ข้ามีมือ"ตงเปียนอ๋องเฟยหลงรีบหลบไปอีกทาง มือหนึ่งเอื้อมหยิบไม้อาหารที่เหลือติดมาด้วยแล้วปลีกตัวออกไปนั่งบนหินก้อนใหญ่เพื่อหลบให้ห่างจากสตรีที่ไม่เคยทำอะไรถูกใจตน"หล่อ เก่ง ทำอาหารเป็น นี่มันพ่อของลูกในอนาคตชัด ๆ"หลันจินเยว่เอ่ยชมคนที่ไม่รู้ตัวว่านางแอบปลื้มเบา ๆถ้าหากนี่เป็นยุคปัจจุบันของนาง ป่านนี้คงเป็นฝ่ายขอจีบตงเปียนอ๋องไปแล้วหลังจากมีอาหารตกถึงท้องแล้วทั้งคู่ก็พากันนั่งมองสายฝนกันคนละมุมถ้ำ"ปกติที่นี่ฝนตกนานขนาดนี้เลยเหรอ"ไม่อยากให้บรรยากาศเงียบมีเพียงเสียงอื้ออึงสะท้อนเข้ามาของสายฝน คนที่มาจากยุคสมัยอื่นจึงถามเพื่อเสริมความ
"เหตุใดท่านถึง..."จำต้องกลืนคำพูดลงคอเมื่อถูกนิ้วของคนรักปิดไว้ที่ริมฝีปากไม่ให้ขยับเอ่ย"อย่าขยับ ห้ามพูดใด ๆ"ตงเปียนอ๋องรู้สึกว่าร่างกายตนเองแปลกไปข้างในมันร้อนรุ่ม ลำคอแห้งผากเหมือนคนกระหายน้ำหากแต่ความรู้สึกเขากลับบอกว่าน้ำเพียงอย่างเดียวช่วยให้เขาดับกระหายไม่ได้เขาเริ่มตั้งสติจนจมูกสัมผัสได้ถึงกลิ่น ๆ หนึ่ง"ผงเริงรมย์""มันคืออันใด"หลันจินเยว่เพิ่งเคยได้ยินครั้งแรกจึงใคร่สงสัย ทว่าสิ่งที่อยากรู้กลับไม่ได้ถูกเอ่ยออกมาจากปากตงเปียนอ๋องเมื่อด้านนอกมีบุคคลมาเยือน"ฉินกงกงเข้าเฝ้าองค์ชายสี่เฟยหลง"เสียงกงกงของเสด็จย่าเขาดังขึ้นอยู่ด้านนอก"ฉินกงกงมีเรื่องอันใด"เหตุใดคนสนิทของเสด็จย่าถึงได้มาเยือนเข้าถึงจวนแห่งนี้ แถมมาได้เวลาเหมาะเจาะกับอาการประหลาดที่เพิ่งเริ่มแสดงอาการอีก"ไทเฮามีรับสั่ง ผงเริงรมย์นั้นไซร้ จงใช้ให้เกิดประโยชน์ หลังจากนี้สามวันเป็นฤกษ์ดี สามารถจัดงานมงคลได้"เสียงแหลมบาดหูของฉินกงกงเอ่ยราชโองการขององค์ไทเฮาเสร็จจึงทูลลากลับเข้าวังหลวง ทิ้งให้ตงเปียนอ๋องอมยิ้มอยู่ในห้องเมื่อรู้สาเหตุแล้วว่าเหตุใดตนถึงมีอาการแปลกประหลาดเช่นนี้"อะไรคือผงเริงรมย์และอะไรคือสามวันม
บทส่งท้าย : เมื่อหมอกจางหาย บุปผางามผลิบาน"ข้าขับพิษออกจากร่างกายองค์ชายเรียบร้อยแล้ว พักฟื้นสักสองสามวันก็หายดี"หมอหลวงประจำจวนเหมยฮัวเอ่ยบอก"ส่วนยานี้ต้มทานสามมื้อจนกว่าแผลจะหายดี"เสี่ยวโหรวรีบเข้าไปรับยานั้นจากหมอหลวง"อ้อข้าลืมอีกเรื่อง"ทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบกว่าเดิมเพราะนึกว่าจะเป็นเรื่องร้ายแรงอันใดอีก"แผลนั้นต้องห้ามโดนน้ำเด็ดขาด คงต้องรบกวนพระชายาแล้ว"หมอหลวงหันมากำชับเรื่องสำคัญนี้กับหลันจินเยว่ ทำเอาใบหน้านางแดงระเรื่อเพราะไม่คิดว่าคนนอกจวนอย่างหมอหลวงท่านนี้จะรู้เรื่องสถานะของนางกับองค์ชายสี่อีกคน"ข้าไปส่งท่านหมอ"อู่ชิงหรงเดินนำหน้าเพื่อส่งหมอหลวงกลับโรงหมอ"บ่าวขอตัวไปต้มยาให้ท่านอ๋องนะเจ้าคะ"ทุกคนออกไปจากห้องหมดแล้วเหลือเพียงแค่หนึ่งคนหลับอยู่บนเตียงอย่างไร้วี่แววจะฟื้นและอีกคนที่นั่งลงข้างเขาด้วยความเป็นห่วง"ไหนท่านรับปากข้าว่าจะกลับมาอย่างปลอดภัย"ตอนที่หลันจินเยว่ได้ยินว่าตงเปียนอ๋องถูกอาวุธลับอาบยาพิษเล่นงานถึงกับวิ่งถือห่อยาหลายขนานไปดักรอพวกเขาระยะทางกือบลี้ ทั้งล้มลุกคลุกคลานจนแข้งขาถลอก บ่าวใช้คนใดขวางนางไล่ตะเพิดจนหมดสิ้น หากไม่สลบเสียก่อนหลันจินเยว
ชายแดนทิศใต้"เจ้าเลิกดื้อรั้นเถิด ตอนนี้เผ่าซีเซียงยอมจำนนต่อกองทัพมังกรขาวหมดแล้ว"เสียงกร้าวของอู่ชิงหรงประกาศลั่นการปราบกบฎดำเนินมาได้สองชั่วยามแล้ว คนของเผ่าซีเซียงบาดเจ็บล้มตายนับไม่ถ้วนจนหัวหน้าเผ่ายกธงขาวยอมแพ้ให้กับอำนาจของแม่ทัพแห่งกองทัพมังกรขาวเฟยหลงทว่าต่อให้เสียเลือดเนื้อเสียคนไปมากมายเพียงใด ผู้ที่หัวรั้นเกลียดการพ่ายแพ้อย่างซู่จิ่งอวิ๋นไม่มีทางวางกระบี่ในมือลงเป็นแน่"วันนี้ข้ากับเจ้า ถ้าปลาไม่ตาย ตาข่ายก็ต้องขาด"ซู่จิ่งอวิ๋นโต้ตอบด้วยสำบัดสำนวนเสียงหนักแน่น วันนี้ทั้งเขาและตงเปียนอ๋องผู้นี้ต้องสู้กันให้ถึงที่สุด ให้ตายกันไปข้างถึงจะจบศึกในครั้งนี้"ช่างเด็ดเดี่ยวเช่นบิดาเจ้าเสียจริง"ตงเปียนอ๋องกล่าวชมในความเด็ดเดี่ยวนี้ หากเอามาใช้ให้ถูกทางคงเป็นที่น่ายกย่อง"วันนี้ข้าจะแก้แค้นให้ท่านพ่อที่ถูกพวกเจ้าบังคับให้ดื่มยาพิษนั่น"[1]ยามโฉ่วของวันนี้ เสนาซู่จินเพ่ยได้กรอกยาพิษฆ่าตัวตายหลังได้รับราชโองการเป็นนักโทษประหารที่ต้องบั่นคอเสียบประจาน ข่าวนั้นดังเซ็งแซ่ไปทั่วแคว้นจนมาถึงหูซู่จิ่งอวิ๋นบุตรชายเพียงคนเดียวที่ตั้งใจจะบุกไปช่วยบิดาออกมาแต่มิทันกาลเสียงกระบี่ฟาดฟันอย่
"ทะ...ท่านอ๋อง"ใบหน้าสวยขึ้นสีแดงระเรื่อเมื่อถูกเอาอกเอาใจจากอีกคน"วันนี้สนุกไหม"เขาชวนนางคุยปกติ หากแต่ในแววตากลับมีความกลัดกลุ้มอยู่หลายส่วนจะเรื่องอะไรได้ ก็ตอนที่นางเดินซื้อของในตลาดมีนักฆ่าสะกดรอยตามถึงสามคน โชคดีที่ตงเปียนอ๋องอ่านเกมในครั้งนี้ออกคนรักของเขาถึงได้ปลอดภัยกลับมาหากเขาเล่าเรื่องนี้ให้นางฟัง หลันจินเยว่คงไม่สบายใจ เก็บเนื้อเก็บตัวอยู่แต่ในห้องอีกเป็นแน่ ตอนนี้เลยต้องเอาอกเอาใจนางเพื่อบอกกล่าวแก่เรื่องที่ตริตรองมาอย่างดีแก่นางในเวลาที่เหมาะสม"ตอนแรกก็สนุก"ตอบพร้อมยู่ปากอย่างหุดหงิดในเวลาต่อมา"ใครทำอันใดให้ว่าที่ชายาของข้าขุ่นเคืองใจ"ที่ใช้คำว่า 'ว่าที่' เพราะทั้งสองยังไม่เข้าพิธีสมรสกัน ตงเปียนอ๋องอยากให้เกียรตินางจึงจะรอปราบกบฎตระกูลซู่แล้วสิ้นถึงจะทำพิธีตามประเพณีแคว้น"ข้ากำลังดูผ้าเพื่อจะเอามาตัดชุดใหม่ให้ท่าน แต่เจอเข้ากับคนที่วางยาสลบข้าเพื่อส่งต่อให้คนพวกนั้นเข้า"ที่จริงเรื่องนี้องครักษ์เงาของเขารายงานมาหมดแล้ว"เจ้าพบเฟิงเยว่ซู?""จะเป็นใครอีกละ! พี่สาวตัวดีของเฟิงเยว่ซินนั่นแหละ"ตงเปียนอ๋องหลุดขำออกมาเบา ๆ เมื่อได้ฟังประโยคแปลก ๆ นั้นจบ"เจ้าพูดเหม
"เสี่ยวโหรวเร็ว ๆ เข้า"เสียงเจื้อยแจ้วของหลันจินเยว่ในอาภรณ์สีลูกท้อร้องเรียกสาวใช้ที่เดินหอบหิ้วข้าวของพะรุงพะรังอยู่ด้านหลัง"คุณหนูช้าหน่อยเจ้าค่ะ"วันนี้ท้องฟ้าแจ่มใส นางเลยขออนุญาตตงเปียนอ๋องออกมาเดินตลาด ฝั่งนั้นเห็นว่านางเพิ่งผ่านอันตรายมาเมื่อไม่กี่วันก่อนเลยให้ออกมาเที่ยวเล่นจะได้ลืมเรื่องร้าย ๆ พวกนั้น หากแต่ตงเปียนอ๋องก็มิได้นิ่งนอนใจ เขาส่งองครักษ์เงาคอยติดตามอยู่ห่าง ๆ เผื่อเกิดเรื่องไม่คาดคิดขึ้นจะได้ช่วยเหลือนางทัน"คุณหนูจะซื้อไปฝากท่านอ๋องหรือเพคะ"หลันจินเยว่ยืนดูผ้าไหมเนื้องามที่ร้านหนึ่งตรงตรอกเล็ก ๆ ของตลาด"เจ้าว่าหากท่านอ๋องเปลี่ยนมาใส่สีสว่างตาขึ้นจะดูภูมิฐานอยู่ไหม"ตั้งแต่ที่เห็นและรู้จักกันมา นางไม่เคยเห็นบุรุษที่ว่าสวมใส่เสื้อผ้าสีอื่นที่มิใช่สีดำสีเข้ม ๆ เลยสักครั้งเดียว"บ่าวว่าผ้าสีไหนหากอยู่บนตัวท่านอ๋องก็ดูสง่างามหมดเจ้าค่ะ"หลันจินเยว่เห็นด้วยอย่างยิ่ง วันนี้สาวใช้ของนางพูดได้ถูกใจต้องตบรางวัล"ผ้าพับนี้ข้าซื้อให้เจ้า"นางหยิบผ้าไหมสีกลีบดอกเหมยส่งให้เถ้าแก่ร้าน"คุณหนู นั่นคงแพงมากนะเจ้าคะ"มองแค่ตายังไม่ได้จับต้องเนื้อผ้าเสี่ยวโหรวก็รู้ว่านั่นคือไห
ผ่านมาครึ่งชั่วยามแล้วหลังจากที่ตงเปียนอ๋องออกมาจากห้องนั้นเพื่อฟังรายงานจากเหล่าทหารว่าซู่จิ่งอวิ๋นหนีไปกบดานกับเผ่าซีเซียงบนเขาทางใต้ เขาเลยสั่งให้ทุกคนกลับมาวางแผนกันที่จวนเหมยฮัวก่อนการเดินทางกลับจำต้องใช้ม้าถึงจะถึงที่หมายโดยเร็ว ทว่าหลันจินเยว่กลับเลือกที่จะโดยสารม้ามากับอู่ชิงหรงแทนอีกคน"เหตุใดข้ารู้สึกว่าเจ้ากำลังหลบหน้าท่านอ๋อง"บุรุษผู้โผงผางคิดเห็นการใดก็พูดออกไปจนหมดสิ้นถามสหายวัยเยาว์"ข้ามิได้หลบหน้าผู้ใด"หลันจินเยว่ที่นั่งอยู่ด้านหลังเขาตอบเหมือนร้อนตัว"หากข้าเป็นคนอื่นคงเชื่อที่เจ้ากล่าวมา"จะมาเกิดฉลาดเอาอะไรตอนนี้ นางยิ่งอยากอยู่เงียบ ๆ ตบตีกับคำถามที่ยังไม่ได้คำตอบจากตงเปียนอ๋องว่าตกลงแล้วที่เขาบอกชอบนางหมายถึงร่างกายเฟิงเยว่ซินหรือตัวตนที่นางแสดงออกกัน"หยุด!"ตงเปียนอ๋องที่ควบม้าตามหลังสองคนนี้สั่งเสียงลั่น ทหารทุกนายต่างหยุดควบม้าเพื่อรอฟังคำสั่งถัดไป"ท่านอ๋องพบสิ่งใดผิดปกติหรือขอรับ"หนึ่งในทหารที่ควบม้ารั้งท้ายลงจากม้ามาถามไถ่"ม้าตัวนี้อ่อนแรงแล้ว หยุดพักที่นี่สักพักก่อน"หากม้าที่ตงเปียนอ๋องทรงขี่อยู่คือทมิฬกาลคงหาข้ออ้างเช่นนี้ไม่ได้สายตาคมมองแผ่นหลังบ
ตอนนี้ดวงตะวันเริ่มขึ้นใหม่อีกครั้ง บ่งบอกว่าทั้งสองกายที่นอนกอดกันทั้งคืนเจอกับรุ่งเช้าของวันใหม่แล้วหลันจินเยว่รู้สึกตัวตื่นก่อนจึงค่อย ๆ แกะมือแกร่งที่โอบกอดนางไว้ในอ้อมกอดทั้งคืนออกอย่างช้า ๆเมื่อคืนไม่รู้ว่าเหตุใดจุดจบของทั้งคู่จึงกลายเป็นการหลอมรวมเป็นหนึ่งเช่นนั้นถึงแม้จะยังเคอะเขินและเจ็บหน่วงไปทั้งร่างกายอยู่ แต่นางไม่อยากให้อีกคนตื่นมาเจอสภาพกึ่งเปลือยเช่นนี้จึงตั้งใจหนีจากอกอุ่นออกมาแต่งกายให้เรียบร้อย"คิดจะหนีข้ารึ"ดวงตาดั่งกวางน้อยตกใจกับเสียงทุ้มที่เอ่ยทว่าหลับตาอยู่"ทะ...ท่านตื่นแล้ว"ปกติไม่ได้พูดจาติดขัดเช่นนี้ เหตุใดครั้งนี้ถึงไม่กล้าต่อปากต่อคำเถียงอีกคนกันเล่าพรึ่บ!ตงเปียนอ๋องขี้แกล้งพลิกร่างบอบบางกึ่งเปลือยของนางให้นอนกองทับบนอกตนหลันจินเยว่จ้องมองร่องรอยจิกข่วนบนกล้ามอกอันเกิดจากนางพลางร้อนรุ่มขึ้นที่พวงแก้มทั้งสองข้าง"แอบอ่านกินข้าอยู่หรือ""บ้า!"กำปั้นน้อย ๆ ทุบลงกึ่งกลางเนื้ออกหนัดแน่น"หากข้าบ้า เจ้ามิน่าสงสารหรือ""ทำไมข้าต้องน่าสงสาร"นางเงยหน้าขึ้นมองคนที่พูดจาให้งวยงง"เพราะเจ้ามีสามีเป็นคนบ้า"สะ...สามี!ใบหน้าสวยแดงกร่ำไปทั่วพวงแก้ม ริมฝีปากเ
"เจ้าไม่ต้องกังวลเรื่องนั้น ตลอดทางมาที่นี่ข้าทำเครื่องหมายเอาไว้แล้ว"อ้อ คงจะเป็นพวกเครื่องหมายลับที่รู้กันแค่ไม่กี่คน"แผลท่าน"ดวงตาสีน้ำตาลเหลือบมองแขนที่พันผ้าสีขาวเพื่อห้ามเลือดเอาไว้"แผลเล็กน้อย ข้าต้มยาไว้เดี๋ยวเอามาให้เจ้าทาน"ไม่รอช้าตงเปียนอ๋องผู้เย่อหยิ่งไม่เคยปรนนิบัติใครมาก่อนรีบออกไปยกหม้อยาที่ต้มรอคนเจ็บฟื้นมาให้นางทันที"แค่กลิ่นก็รู้แล้วว่าขม"จริมฝีปากจิ้มลิ้มกล่าว ใบหน้าสวยหวานหันหนีไปอีกทางเพราะไม่ชอบกลิ่นของยาถ้วยนี้"ยาไม่ขมจะช่วยให้หายได้เยี่ยงไร เจ้าฝืนดื่มสักอึกเถอะ"ถ้วยยาถูกยกขึ้นใกล้ใบหน้าหวานนั้นอีกครั้งหลันจินเยว่เหมือนตกอยู่ในมนตร์สะกดเมื่อเผลอสบตาตงเปียนอ๋องที่จ้องนางอยู่ก่อนแล้ว"งั้นข้าป้อนเจ้าแล้วกัน"ว่าจบจึงจับช้อนแล้ววนยาในถ้วยสองสามรอบ ตักยาขึ้นจากถ้วยแล้วจ่อตรงริมฝีปากบางหลันจินเยว่อ้าปากเล็กน้อยเพื่อกลืนยาในช้อนนั้นหากแต่ไม่ยอมละสายตาไปจากใบหน้าตงเปียนอ๋องราวกับมองแล้วจะช่วยลดรสชาติขมของยานี้ลงได้"เด็กดี"รู้ตัวอีกทีจากแค่คิดว่าต้องดื่มแค่อึกเดียวกลายเป็นถูกตงเปียนอ๋องป้อนจนหมดถ้วย"ทะ...ท่า...น"อ้าปากเตรียมต่อว่าอีกคนที่หลอกให้นางทานยาแ
"ต้าเสียน?"นี่เป็นสิ่งเหนือความคาดเดาของตงเปียนอ๋อง เขาไม่เคยคิดว่าคนที่บงการพ่อลูกตระกูลซู่จะเป็นผู้ร่วมสายเลือดเดียวกับเขาอย่างองค์หญิงสาม"เหนือฟ้าย่อมมีฟ้า เจ้าคงคิดว่าท่านพ่อข้าจะไม่หาทางหนีที่พึ่งไว้สินะ"เมื่อคิดว่าตอนนี้ตนมีอำนาจกว่าอีกฝ่ายก็เริ่มอวดเบ่งด้วยเสียงเย้ยหยัน"ถ้ำแห่งนี้จะเป็นสุสานของพวกเจ้า"จบประโยคนั้น ซู่จิ่งอวิ๋นปรี่เข้าไปฟาดฟันตงเปียนอ๋องเฟยหลงเช่นเดียวกับคู่ของต้าเสียนที่กำลังกันทางไม่ให้อู่ชิงหรงเข้าไปช่วยเหลือหลันจินเยว่บุรุษแห่งกองทัพมังกรขาวทั้งสองแม้จะรับมือคู่ต่อสู้หากแต่ในใจกลับห่วงสตรีเพียงหนึ่งเดียวที่ถูกจับมัดไว้กลางวงต่อสู้หวั่นจะถูกลูกหลงเอา"ท่านอ๋องระวัง!"เสียงนั้นช้าไป คมกระบี่ของซู่จิ่งอวิ๋นเฉือนเข้าที่แขนตงเปียนอ๋องจนเลือดสีแดงซึมออกมา"ท่านอ๋อง!"อู่ชิงหรงอาศัยความเร็วเข้ารับกระบี่ของซู่จิ่งอวิ๋นที่กำลังจะซ้ำลงอีกครั้งได้ทันท่วงที"ท่านพาซินเอ๋อร์หนีไปก่อน"เสียงอู่ชิงหรงดังขึ้น เป็นจังหวะเดียวกับที่คมกระบี่เขาฟันลงบนขาพับของซู่จิ่งอวิ๋นจนเซเสียหลัก"ท่านแม่ทัพอวิ๋น!"ต้าเสียนเห็นท่าทีไม่สู้ดี แม้จะบาดเจ็บทั้งสองฝ่ายแต่บาดแผลของซู่จิ่งอว