“บ่าว จะเอาความบริสุทธิ์ของตัวเองมาล้อเล่นได้ยังไงเจ้าคะ?”ชิวจู๋จะล้มมิล้มแหล่ ไม่กล้าสบสายตากับกู้หว่านเยว่เมี่ยชิงหว่านกลับมองอะไรไม่ออกมากนัก ในชั่วขณะนั้น สีหน้าก็เปลี่ยนไป“จื่อชิง เจ้าจะว่ายังไง?”กู้หว่านเยว่ทำได้เพียงมองไปทางซูจื่อชิง แต่ปรากฏว่าซูจื่อชิงส่ายหัวอย่างหนักแน่น“คืนวันนั้น ข้าไม่ได้แตะต้องชิวจู๋เลย”“คุณชายรอง ท่าน...”สายตาของชิวจู๋สับสนเล็กน้อย ทำไมซูจื่อชิงถึงพูดเช่นนี้?คืนวันนั้นชัดเจนว่านางปีนขึ้นไปในขณะที่เขากำลังสลบไสลอยู่ ว่ากันตามเหตุผลแล้วเขาไม่ควรรู้เรื่องถึงจะถูก“คืนวันนั้นข้าเมาเหล้า อารมณ์ไม่ค่อยดี แต่มีเรื่องแบบนั้นเกิดขึ้นหรือไม่ ข้ารู้อยู่แก่ใจดี”ซูจื่อชิงขมวดคิ้วเล็กน้อย“ตอนนั้นเพิ่งตื่นพอดี สมองของข้าตื้อเหลือเกิน ยังไม่อาจตอบสนองอะไรได้ทัน”“บนหัวเตียงมีคราบเลือดของข้า ตอนนั้นคุณชายรองก็เห็น”ชิวจู๋ไม่อยากยอมรับ จนทำให้ซูจื่อชิงต้องส่ายหัว “ถ้าไม่ใช่เพราะคราบเลือด ข้าคงไม่สามารถยืนยันได้ เจ้าบอกมาซิว่าบาดแผลที่มือของเจ้าคืออะไร?”“ข้า...” ชิวจู๋รีบซ่อนนิ้วมือเอาไว้ ไม่นึกเลยว่าซูจื่อชิงจะสังเกตได้อย่างรอบคอบเช่นนี้“ชิวจู๋
“ไม่จำเป็น”ซูจื่อชิงมองไปที่ร่างบางอ่อนแอของนาง ก็ไม่รู้จะพูดอะไรดี เลื่อนสายตา “ชิวจู๋ ต่อให้วันนี้เจ้าไม่ได้ตั้งใจไปพูดคำเหล่านั้นต่อหน้าพี่สะใภ้ใหญ่ เจ้าก็ไม่สามารถอยู่ข้างกายข้าได้อีกแล้ว”“คุณชายรอง...”ชิวจู๋โงนเงน ประกายน้ำตาเอ่อคลอเต็มดวงตาก่อนหน้านี้ซูจื่อชิงเห็นใจนางอยู่บ้าง แต่กลับเป็นเพียงความเห็นใจที่มีต่อสาวใช้คนหนึ่งเท่านั้น แต่ไหนแต่ไรมาไม่มีความรักระหว่างชายหญิงเมื่อครู่ถูกนางทำร้าย บัดนี้แม้แต่ความเห็นใจก็ไม่เหลือเลยสักเศษเสี้ยว“ข้างกายข้าไม่มีที่ให้สาวใช้มีใจเป็นอื่น”หากวันใดถูกวางอุบายจริง ก็ไม่มีวันรู้“พี่สะใภ้ใหญ่ ในเมื่อนางพูดว่าบ้านของนางจัดเตรียมงานแต่งไว้ให้นางแล้ว เช่นนั้นก็รบกวนพี่สะใภ้ใหญ่มอบหนังสือปลดปล่อยทาสให้นาง ปล่อยให้นางออกไปเถอะ”ภายใต้สถานการณ์ทั่วไป หนังสือปลดปล่อยทาสมอบให้เพียงสาวใช้ทำความผิด นั่นหมายถึงการไล่ออกจากจวน“ไปทำตามความนัยของเขา”กู้หว่านเยว่พยักหน้า ชิวจู๋เป็นคนของเรือนซูจื่อชิง นางเองก็คร้านจะดูแล“คุณชายรอง ท่านจะไล่บ่าวไป เหตุใดท่านใจร้ายถึงเพียงนี้? ดีชั่วอย่างไรบ่าวก็ดูแลท่านมานานแล้ว ยิ่งไปกว่านั้นบ่าวยังจริ
บัดนี้เส้นโครงเรื่องถูกตนเปลี่ยนแปลง ซูจิ่งสิงยังมีชีวิตอยู่ บนตัวซูจื่อชิงกลับไม่มีภาระอะไร ตรงข้ามกันทำให้ตอนนี้ยังมีความเป็นเด็กอยู่บ้าง“ใช่แล้ว พรุ่งนี้โจวเหล่าและซ่งเสวี่ยจะเดินทางมาถึงเจดีย์หนิงกู่”ซูจิ่งสิงเอ่ยเรื่องนี้ออกมาอย่างกะทันหัน ทำให้กู้หว่านเยว่ตกตะลึง“พี่หญิงซ่งมิใช่พูดว่า ผ่านไปอีกระยะเวลาหนึ่งถึงจะเดินทางมามิใช่หรือ เหตุใดโจวเหล่าเองก็มาได้เล่า?”ซูจิ่งสิงเห็นท่าทางตกตะลึงของนางนี้น่ารักมาก ยื่นมือออกไปบีบจมูกนางอย่างสุดจะหักห้ามใจ“เจ้ามิใช่พูดว่าเจ้าต้องการสร้างสำนักศึกษาแห่งหนึ่ง แต่ภายในสำนักศึกษายังขาดแคลนอาจารย์หรอกหรือ? ข้าก็เรียกตัวโจวเหล่ามาอย่างไรเล่า”กู้หว่านเยว่ว้าวุ่นใจ นางขาดแคลนอาจารย์จริง แต่นางเองก็คาดไม่ถึงว่าจะสามารถเรียกตัวโจวเหล่ามาได้ต้องรู้ว่า ในอดีตโจวเหล่าเป็นอาจารย์ขององค์รัชทายาท เป็นราชครูเชียวนะ!ให้เขามาสอนหนังสือที่เจดีย์หนิงกู่?ซูจิ่งสิงพูดยิ้มๆ “โจวเหล่าอยากเห็นเสี่ยวจ้านจ้าน เขาวางแผนสอนเสี่ยวจ้านจ้านด้วยตนเอง”กู้หว่านเยว่เข้าใจแล้วเสี่ยวจ้านจ้านเป็นลูกชายของซูจิ่งสิง ก็คือสายเลือดของอดีตองค์รัชทายาท โจวเหล่าเป็นอ
ทว่ายามอยู่ต่อหน้าโจวเซ่อ กลับไม่แสดงออกมา วางแผนถามซ่งเสวี่ยเป็นการส่วนตัว“เสี่ยวจ้านจ้านเล่า อุ้มเสี่ยวจ้านจ้านของพวกเจ้ามาให้ข้าดูเถอะ”โจวเหล่าหันซ้ายแลขวา มิอาจข่มความอยากเห็นหลานชายตัวน้อยเอาไว้ได้ตั้งนานแล้วกู้หว่านเยว่ให้สาวใช้ไปอุ้มจ้านจ้านออกมา จ้านจ้านเพิ่งตื่น สายตายังพร่ามัวจู่ๆ มองเห็นคนล้อมไว้มากเพียงนี้ กะพริบตาปริบๆ อย่างสับสน“เด็กคนนี้หน้าตาน่ารักจริงๆ มองจากพื้นฐานแล้ว โตขึ้นจะต้องมีพรสวรรค์อย่างแน่นอน”ฮูหยินผู้เฒ่าโจวอุ้มจ้านจ้านขึ้นมาชื่นชม ซ่งเสวี่ยเองก็อุ้มลูกสาวไปเล่นด้วย“เด็กคนนี้ฉลาดมาก” โจวเหล่าครุ่นคิดภายในใจ ภายภาคหน้าจะต้องเป็นกษัตริย์ผู้ทรงปรีชา“เสี่ยวจ้านจ้าน รอเจ้าโตแล้ว ข้าจะสอนเจ้าอ่านหนังสือเรียนอักษรดีหรือไม่?” โจวเหล่ายิ้มตาหยีเดินเข้าไปอ่านหนังสือ เขียนอักษร? เสี่ยวจ้านจ้านจับเคราสีขาวของโจวเหล่าทำเสียจนโจวเหล่ารีบพูด “เร็วๆ ปล่อยเคราของข้าเร็วเข้า เคราใกล้จะถูกเจ้าดึงหลุดแล้ว”จ้านจ้านไม่สนใจมากมายนัก หัวเราะออกมาอย่างมีความสุขเวลาเพียงชั่วพริบตา ความคิดที่โจวเหล่ามีต่อจ้านจ้านเปลี่ยนไปมากแล้วนี่จะต้องเป็นเด็กซุกซนคนหนึ่ง!
กู้หว่านเยว่มองตามสายตานางไป โจวเซ่อและนานนานเข้ากันได้ดีจริงๆ“พี่หญิงทำเช่นนี้ ภายภาคหน้าจะไม่เสียใจหรือ หากภายภาคหน้าได้พบคนที่ชอบจะทำเยี่ยงไร?”กู้หว่านเยว่มักคิดว่าทำเช่นนี้ไม่ดีนัก“ข้าอายุขนาดนี้แล้ว ลูกก็คลอดแล้ว ยังจะสามารถมีอะไรได้อีก? มีคนที่ชอบ หาคนที่สามารถใช้ชีวิตอยู่ไปวันๆ ได้ก็พอ ส่วนความคิดอย่างอื่นก็ไม่คิดแล้ว”ซ่งเสวี่ยถอนหายใจ “ข้าเองก็ไม่อยากให้พ่อสามีและแม่สามีกังวล ล้วนอายุมากแล้ว ระยะก่อนใส่ใจเรื่องของข้าอยู่ตลอด ข้าเองก็พูดเอาชนะพวกเขาไม่ได้”กู้หว่านเยว่ทำได้เพียงถอนหายใจ “โจวเหล่าและโจวฮูหยินดีต่อท่านด้วยใจจริง”“แน่นอนพวกเขาเห็นข้าเป็นลูกสาวแท้ๆ ชนิดที่ว่าก่อนหน้านี้ยังอยากให้ข้าเปลี่ยนเป็นสกุลโจว เข้าลำดับวงศ์ตระกูล เป็นลูกสาวของพวกเขาโดยตรงเพียงแต่ถูกข้าปฏิเสธไปแล้ว ข้าอยากอยู่เฝ้าสามีผู้ล่วงลับ อย่างไรเสียข้าและเขาก็เป็นคู่รักในวัยเยาว์ที่รักกันมาก...”ซ่งเสวี่ยพูดไปน้ำตาก็เอ่อคลอ หลายปีมานี้ไม่มีเรื่องใดสามารถสะเทือนอารมณ์ของนางได้ เว้นเสียแต่เอ่ยถึงสามีผู้ล่วงลับ อารมณ์ของนางถึงเปลี่ยนไปนี่ก็ไม่ใช่เรื่องแปลก ยามคุณชายโจวยังอยู่ เดิมทีพวกเขาสอ
ในสายตาของผู้เฒ่ามีเพียงเสี่ยวจ้านจ้าน กู้หว่านเยว่กลับดีใจมาก มีคนเอ็นดูลูกเพิ่มขึ้นอีกคนนับเป็นเรื่องดียิ่งไปกว่านั้นลูกศิษย์ของโจวเหล่ากระจัดกระจายอยู่ทุกหนแห่ง คนมากมายขอร้องให้เขาสอนแต่กลับไม่สมปรารถนา“นี่คือวาสนาของจ้านจ้านเจ้าค่ะ”กู้หว่านเยว่อุ้มจ้านจ้านไว้แล้วโค้งคำนับโจวเหล่า นับว่ายอมรับอาจารย์ท่านนี้แล้ว“ดี ดี ข้าจะนำความรู้ที่มีทั้งหมด ถ่ายทอดออกไป”โจวเหล่าซับน้ำตา เมื่อแรกเขาเองก็พูดกับอดีตองค์รัชทายาทเช่นนี้ หวังให้อดีตองค์รัชทายาทได้ขึ้นครองบัลลังก์ สามารถนำพาต้าฉีสู่ความเจริญรุ่งเรือง แต่คิดไม่ถึงเลยว่าอดีตองค์รัชทายาทจะด่วนจากไป สิ้นพระชนม์อย่างคลุมเครือเขามองจ้านจ้าน น้ำตาเอ่อคลอหวังว่าเด็กคนนี้ จะสามารถทำให้ความหวังของปู่เขาในปีนั้นสำเร็จ“อา...”จ้านจ้านยกมือขึ้น เช็ดน้ำตาให้โจวเหล่าเบาๆเหตุใดผู้เฒ่าร้องไห้แล้วเล่า?โจวเหล่าเหน็ดเหนื่อย เดินทางมาไกล กู้หว่านเยว่สั่งให้ห้องครัวเล็กเตรียมงานเลี้ยงไว้อย่างดีตั้งนานแล้ว จะได้เลี้ยงต้อนรับพวกเขาอย่างเต็มที่ก่อนรับประทานอาหาร คนอีกสองกลุ่มก็เดินทางมา“เจ้าเด็กตัวเหม็น มีของกินกลับไม่เรียกผู้เฒ่าข้า ไ
เฉินจื่อวั่งยิ้มขมปร่า “เรื่องนี้ ยากจะพูดให้จบได้ภายในคำเดียว”เขาย่อมไม่สามารถพูดว่า เพราะหน้าละอ่อนนี้ของเขา ไม่เพียงทำให้เสียตำแหน่งทั่นฮวาหลาง ยังถูกจับขังคุก เกือบถูกบั่นคอหรอกกระมัง?“บัดนี้ศิษย์เป็นผู้อำนวยการสำนักศึกษาของสำนักศึกษาถงซันขอรับ”เฉินจื่อวั่งพูดยิ้มๆ “ภายภาคหน้าสามารถพบท่านอาจารย์ได้บ่อยๆ แล้ว”“อืม” โจวเหล่าลูบเคราเงียบๆ ภายภาคหน้ามีคนลำบากลงแรงโดยไม่ต้องเสียเงินเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งคนแล้วคล้ายเรื่องคัดลอกหนังสือทำนองนี้ ก็สมควรให้คนหนุ่มมาทำ“ข้าว่าพวกเจ้ายืนอยู่ทำไม? รีบกินข้าวเถอะ ข้าวใกล้จะเย็นแล้ว พวกเจ้าไม่รู้สึกอยากอาหารรึ?”ปรมาจารย์แพทย์นั่งลงอย่างรอแทบไม่ไหว ทำเสียจนโจวเหล่าถลึงตาใส่เขาอีกหนึ่งปราดทุกคนต่างพากันนั่งที่ กู้หว่านเยว่ให้ห้องครัวเล็กเตรียมอาหารเลิศรส เพียงครู่เดียว ระหว่างงานเลี้ยงก็ผลัดกันยกจอกสุรา บรรยากาศครึกครื้นกู้หว่านเยว่ยังตกตะลึงกับหนี้ก้อนใหญ่ที่ปรมาจารย์แพทย์ติดค้างไว้ แปลกใจมาก “ผู้อาวุโส ตกลงท่านทำอะไร เหตุใดติดเงินมากเพียงนั้นเล่า?”“พวกเราสองคนรู้จักกันตั้งแต่เด็ก เขาติดหนี้ข้า ติดหนี้ตั้งแต่เด็กจนโต ไม่รู้ตัวก็สั่งส
“โจวเหล่าเห็นซ่งเซวี่ยเป็นลูกสาวแท้ๆ เคยตรวจสอบโจวเซ่อมาก่อน ครอบครัวไร้มลทิน”ซูจิ่งสิงมิได้มีความประทับใจต่อโจวเซ่อ แต่ก็คิดว่าอีกฝ่ายค่อนข้างซื่อสัตย์ ตอนที่อยู่ที่งานเลี้ยงเมื่อครู่ก็ไม่ได้ทำตัววุ่นวายอะไร“อาจเป็นสัมผัสที่หกของผู้หญิง อย่างไรเสียข้าก็คิดว่าโจวเซ่อไม่ใช่คนดีอะไร”กู้หว่านเยว่เบ้ปาก แต่หวังว่าสัมผัสที่หกของนางจะผิดพลาดไปอย่างไรเสียนางก็ยังหวังให้พี่หญิงซ่งมีความสุข“ข้าส่งคนไปจับตาดูมากหน่อย”ซูจิ่งสิงครุ่นคิดแล้วจึงพูด เขาเองก็ไม่หวังให้สกุลโจวชักนำภัยเข้าบ้านตอนนี้เองอวิ๋นมู่เดินเข้ามาใบหน้าบึ้งตึง สีหน้าอ่อนล้าเล็กน้อย “หว่านเยว่ เกิดเรื่องแล้ว”“เกิดอะไรขึ้น?”หลายวันนี้กู้หว่านเยว่ให้อวิ๋นมู่ช่วยไปซื้อของใช้จำเป็นอย่างเช่นหนังสือ กระดาษให้แก่สำนักศึกษาถงซัน กลับกันไม่ได้พบหน้าเขามาระยะหนึ่งแล้ว“ราชสำนัก ไม่อนุญาตสำนักศึกษาทุกแห่งให้พวกเรายืมหนังสือมาคัดลอก อีกทั้งยังไม่อนุญาตให้ทางการขายกระดาษให้พวกเรา”เปิดสำนักศึกษาจะขาดกระดาษหมึกพู่กันแท่นฝนหมึกไปไม่ได้ รวมถึงหนังสือด้วยหากไม่มีสิ่งเหล่านี้ สำนักศึกษาจะเปิดได้อย่างไร ศิษย์ไม่มีกระดาษเขียนแม้แ
หลิวชวี่มาหยุดข้างกายซูจิ่งสิง “ท่านอ๋อง พวกเขาคิดหนี”บัดนี้เขานับว่าเชื่อแล้ว การกระทำของคนกลุ่มนี้เหมือนในจดหมายฉบับนั้นทุกกระเบียดนิ้ว เตรียมล่อพวกเขาไปยังหุบเขา“พวกเขาหนีไปทางหุบเขาฝั่งโน้น”“ทำตามแผนเดิมที่วางไว้”ซูจิ่งสิงมองทิศทางที่กองทัพหลวงหนีไป ออกคำสั่งเสียงเย็นชาหนึ่งประโยค“ขอรับ”หลิวชวี่และเกาเจี้ยนรีบนำกำลังพลไล่ตามไป“ฝ่าบาท พวกเขาไล่ตามมาแล้วพ่ะย่ะค่ะ”แม่ทัพโจวพูดอย่างดีใจ คนกลุ่มนี้ติดกับไม่ผิดไปดังคาด ขอเพียงเข้าหุบเขา ก็คือวันตายของพวกเขา“ดี รีบหนีเร็วเข้า”มู่หรงถิงเปล่งเสียงเครียด จับเชือกเอาไว้แน่น นำกองทัพใหญ่เข้าหุบเขาขณะเดียวกันดวงตะวันกำลังลับฟ้า สีท้องฟ้าใกล้มืดเต็มทีสองฟากฝั่งของหุบเขาล้วนเป็นหน้าผาสูงชัน แสงสว่างแย่มากหลังกองทัพใหญ่เข้าไปแล้ว แม้ว่าไม่ถึงขั้นยื่นมือออกมามองไม่เห็นนิ้วทั้งห้า แต่ในขณะเดียวกันก็ยากจะแยกแยะรูปร่างของคนได้“ออกคำสั่งผู้อยู่ใต้อาณัติให้จุดคบเพลิง อย่าปล่อยให้พวกเขาพลัดหายไป”มู่หรงถิงออกคำสั่งหนึ่งประโยคลูกกำพร้าของอดีตรัชทายาทแล้วอย่างไรเล่า?ปีนั้นแม้แต่ตัวอดีตรัชทายาทเองก็ตายในเงื้อมมือของเขา วันนี
“เจิ้นเป่ยอ๋องเป็นลูกกำพร้าของอดีตรัชทายาท สายเลือดเชื้อพระวงศ์โดยแท้จริงของต้าฉีพวกข้าน้อมรับพระราชโองการของอดีตฮ่องเต้ ขอเชิญเจิ้นเป่ยอ๋องขึ้นเป็นฮ่องเต้ขอให้ฝ่าบาทสละบัลลังก์ ส่งมอบแคว้นไว้ในมือของเจิ้นเป่ยอ๋อง”เกาเจี้ยนตะโกนเสียงดัง ทรงพลังดุจฟ้าคำรามเพียงสิ้นเสียง เหล่าทหารทางด้านหลังต่างพากันยกทวนยาวขึ้นสูงอย่างเป็นระเบียบ“สละบัลลังก์ สละบัลลังก์!”“มอบแคว้น มอบแคว้น”มู่หรงถิงเห็นเจดีย์หนิงกู่เป็นหนึ่งเดียวกัน เกือบกระอักโลหิตออกมาแม้ว่าเขานั่งบนหลังม้า แต่กลับกำเชือกเอาไว้ในมือแน่น อยากบุกเข้าไปฆ่าซูจิ่งสิงให้ตายขณะเดียวกันยามได้พบซูจิ่งสิงอีกครั้ง กลับไม่เหมือนเมื่อหนึ่งปีก่อนแล้วคนเบื้องหน้าเขาไม่ใช่ขุนนางซื่อสัตย์ใต้ฝ่าเท้าของเขาอีกต่อไปใบหน้าเปี่ยมความหยิ่งทระนง“เราเสียดายเหลือเกินที่ไม่ได้ฆ่าเจ้า”เขากัดฟันพูดทีละคำแววตาเยียบเย็นของซูจิ่งสิงสบมองเขา เป็นไปได้มากว่าคนตรงหน้านี้คือศัตรูฆ่าบิดามารดาของเขา“ข้าต่างหากคือทายาทสายตรงของต้าฉีฉีอ๋องโปรดสละบัลลังก์ด้วย”“เจ้า!”มู่หรงถิงเจ็บแน่นหน้าอกขึ้นมาคนผู้นี้รู้ดีว่าจะใช้มีดแทงใจคนเยี่ยงไร!ฉี
เขากำลังจะไป นางกำนัลส่วนพระองค์ของฮองเฮาก็เข้ามารายงานอย่างเร่งรีบ“ฝ่าบาท ไม่ได้การแล้วฝ่าบาท ฮองเฮาเป็นลมไปแล้วเพคะ”“อะไรนะ?”สีหน้าของมู่หรงถิงเปลี่ยนไปทันใดร่างกายของหนานหลี่ม่านอ่อนแอมาโดยตลอด การสู้รบครั้งนี้เขาไม่อนุญาตให้นางไปด้วยอยู่แล้ว“รีบพาข้าไปดูหน่อย ตามหมอหลวงแล้วหรือยัง?”“หมอหลวงไปแล้ว ตอนนี้ยังไม่รู้ว่าสถานการณ์เป็นอย่างไร”มู่หรงถิงเดินต่อไปหยุด รีบรุดไปพบฮองเฮาทันทีที่เข้ามาในห้อง ฮองเฮายังคงนอนหลับใหลอยู่บนเตียง หมอหลวงชิงคุกเข่าให้มู่หรงถิงก่อน“ถวายบังคมฝ่าบาท ยินดีด้วยพ่ะย่ะค่ะฝ่าบาท ยินดีด้วยพ่ะย่ะค่ะฝ่าบาท”หมอหลวงยิ้มจนหุบไม่ลง ความสงสัยเกิดขึ้นในใจของมู่หรงถิง“ฮองเฮาเป็นอะไรไปแล้วหรือ?”“ยินดีด้วยฝ่าบาท ฮองเฮาตั้งครรภ์ได้เกือบสามเดือนแล้วพ่ะย่ะค่ะ”“จริงหรือ?”มู่หรงถิงตกตะลึงอยู่ตรงนั้นสุขภาพของฮองเฮาไม่ดีมาโดยตลอด เขาไม่เคยคิดว่าอีกฝ่ายจะมีทายาทสืบสกุลได้ข่าวดีนี้มาอย่างกะทันหันเกินไปหลังจากลังเลอยู่สักครู่ ในที่สุดเขาก็ตั้งสติได้ หัวเราะลั่นด้วยความดีใจ“แน่ใจหรือว่าเป็นชีพจรตั้งครรภ์ ไม่ได้วินิจฉัยผิดใช่ไหม?”มู่หรงถิงไม่กล้าเ
การปล่อยข่าวเช่นนี้ มันออกจะกะทันหันเกินไปผู้สอดแนมรีบบอกว่า “จากข้อมูลที่เชื่อถือได้ เมื่อฮ่องเต้มาถึงด่านหานกู่ ก็เกิดล้มป่วยอย่างกะทันหัน และได้ตามหมอมามากมาย”เกาเจี้ยนมองไปทางซูจิ่งสิง “ท่านอ๋อง”ซูจิ่งสิงกำลังจมอยู่กับความคิด ขณะที่กู้หว่านเยว่จู่ ๆ ก็เข้ามาจากข้างนอกพร้อมกับชิงเหลียน“น้องหญิง?”สายตาของเขาอ่อนโยนลงเล็กน้อย รีบเดินเข้าไปหากู้หว่านเยว่“เหตุใดเจ้าถึงมาในเวลานี้?”“ข้ามีเรื่องจะบอกท่าน”กู้หว่านเยว่มองไปรอบ ๆ แล้วหยิบจดหมายฉบับหนึ่งออกมาจากอก มอบให้กับมือซูจิ่งสิง“อะไรหรือ?”ใบหน้าของซูจิ่งสิงเผยความงุนงงออกมา“ท่านดูก่อนแล้วค่อยว่ากัน”กู้หว่านเยว่ส่งสายตาบอกเขา หลังจากที่ซูจิ่งสิงอ่านจบแล้ว ความรู้สึกประหลาดใจก็ปรากฏขึ้นบนใบหน้าจดหมายนี้ถูกส่งมาจากค่ายของศัตรู ในจดหมายบอกว่า มู่หรงถิงป่วยจริง แต่กำลังจะหายดีแล้ว ข่าวที่ส่งมาตอนนี้ล้วนเป็นข่าวปลอม จงใจก่อกวนวิสัยทัศน์ของพวกเขา ดึงดูดให้พวกเขาบุ่มบ่ามกระหายชัยชนะ“จดหมายฉบับนี้ใครเป็นคนส่งมา?”ซูจิ่งสิงสอบถามกู้หว่านเยว่ ฝ่ายหลังส่ายหน้า“มีคนจงใจใช้ธนูยิงเข้ามา ส่วนคนผู้นั้นคือใคร ข้าก็ไม่รู้เช
หลังจากกินยาแรง ๆ ไปหลายขนาน อาการของมู่หรงถิงก็ดีขึ้นเล็กน้อยจริง ๆหลังจากดีขึ้นแล้ว เขาก็อยากจะเปิดศึกกับซูจิ่งสิงอย่างอดใจรอต่อไปไม่ไหว“ข้าต้องการล้างแค้นให้กับการหยามเกียรติคราวก่อน”เขาต้องการโจมตีซูจิ่งสิงให้พ่ายแพ้ยับเยินที่ด่านหานกู่แห่งนี้“รีบระดมพลแม่ทัพทั้งหมดมาที่นี่ ข้าต้องการหารือกับพวกเขาว่าจะโจมตีอย่างไร”มู่หรงถิงสวมเสื้อผ้าเรียบร้อย พลางลุกขึ้นพูดฮองเฮาเห็นดังนั้น ก็วางถ้วยยาลง ทำความเคารพพลางเอ่ยว่า “เรื่องสำคัญของแว่นแคว้นหม่อมฉันไม่อาจก้าวก่าย หม่อมฉันขอตัวก่อนนะเพคะ”“เจ้าไม่ต้องไป”มู่หรงถิงเรียกนางไว้ “เจ้าคอยฟังอยู่ข้าง ๆ ก็ได้ เดินไปเดินมา จะได้ไมทำให้ตัวเองเหนื่อย”“เพคะ”ฮองเฮานั่งลงข้าง ๆ ด้วยแววตาระยิบระยับขุนนางชั้นผู้ใหญ่หลายคนที่ติดตามมาด้วย รวมถึงนายทหารชั้นสูงที่เคยปกป้องเมืองในด่านหานกู่ก็รีบเข้ามาในห้อง“ฝ่าบาทไม่ต้องกังวล ด่านหานกู่ป้องกันง่ายแต่โจมตีได้ยาก หม่อมฉันได้วางแผนโดยละเอียดไว้แล้ว”แม่ทัพโจวก้าวออกมาพูดข้างหน้ามู่หรงถิงพยักหน้า “แผนอะไร? พูดให้ข้าฟังหน่อยซิ”“ฝ่าบาท ด้านนอกด่านหานกู่มีหุบเขาแคบ ๆ อยู่เส้นหนึ่ง หากซูจ
บ่าวที่อยู่ข้าง ๆ ดึงแขนเสื้อของนาง นางคิดอะไรได้ ก่อนพยายามจะข่มโทสะบนใบหน้าเอาไว้“ช่างมันเถอะ ไม่จำเป็นแล้ว ไม่จำเป็นแล้ว เดิมทีนี่ก็เป็นเรื่องส่วนตัวของข้าอยู่แล้วในเมื่อถึงเวลาต้องออกเดินทางแล้ว ถ้าอย่างนั้นก็ไปก่อนเถอะ ไม่จำเป็นต้องมาเสียเวลาที่นี่แล้ว”“ฮึ”มู่หรงถิงสะบัดแขนเสื้อขึ้นรถม้าไปฮองเฮาเหลือบมองนาง และขึ้นรถม้าที่อยู่ข้าง ๆ เช่นกันทันทีที่ขึ้นรถม้า นางก็รู้สึกปวดท้องน้อยอยู่ครู่หนึ่ง พลางขมวดคิ้วไม่เก็บมาใส่ใจปล่อยให้เฟิ่งหมิงกวงยืนอยู่ด้านล่าง สีหน้าไม่พอใจ“ส่งคนไปสืบว่า น้องชายของข้าไปอยู่ที่ไหนแล้ว!”บ่าวรับใช้กระซิบเตือน “องค์หญิง องค์ชายอู๋ชีไม่มีทางใช้ยาพิษ และผู้ใต้บังคับบัญชาของเราทั้งหมดถูกวางยาพิษเสียชีวิต”เฟิ่งหมิงกวงหรี่ตาทั้งสอง“เจ้ากำลังบอกว่า มีคนแอบช่วยเขาอยู่”แต่ว่าคนผู้นี้เป็นใคร?เฟิ่งอู่ฉีเพิ่งมาถึงต้าฉี ไม่รู้จักใครที่ต้าฉีเลย“เป็นไปได้ไหมว่าจะเป็นคนของเจดีย์หนิงกู่?”เฟิ่งหมิงกวงก็เฉลียวฉลาดมากเช่นกัน ไม่เช่นนั้นคงไม่ได้รับความรักอย่างสุดซึ้งจากฮองเฮาหนานเจียงนางคาดเดาได้อย่างรวดเร็วว่า เฟิ่งอู๋ชีคัดค้านการออกศึกของนาง คน
ทางฝั่งของเมืองหลวง มู่หรงถิงได้เริ่มระดมพล วางแผนที่จะมุ่งหน้าไปยังด่านหานกู่แล้ว“ฝ่าบาท หากท่านทรงนำทหารทั้งห้าหมื่นนายนี้ออกไป เมืองหลวงก็จะกลายเป็นเพียงเปลือกที่ว่างเปล่า หากเกิดอะไรขึ้น เอ่อ...”หลิวหลิง นายทหารชั้นสูงแห่งนครจักรพรรดิ พยายามห้ามปรามมู่หรงถิง แต่กลับถูกมู่หรงถิงถีบออกไป“ความตั้งใจของข้าเป็นที่สิ้นสุด พระราชโองการได้ประกาศออกไปแล้ว เจ้าคิดจะต่อต้านพระราชโองการหรือ?”“หม่อมฉันมิกล้า”หลิวหลิงถอนหายใจ ใบหน้าเผยความสิ้นหวังออกมาพวกเขากำลังจะถึงจุดจบแล้วจริงหรือ!ขุนนางอย่างเขากลุ่มนี้ แตกต่างจากขุนนางคนอื่น ๆ ที่หลบหนี ตั้งแต่ตอนที่มู่หรงถิงยังเป็นท่านอ๋อง เขาก็เป็นขุนนางใกล้ชิดที่ติดตามอยู่ข้างกายแล้ว ไม่มีทางทรยศต่อมู่หรงถิงเด็ดขาดหลิวหลิงถูกถีบเข้าที่ยอดอก ออกจากวังอย่างขวัญหนีดีฝ่อ กลับมาถึงจวน“นายท่าน ท่านเป็นอะไรไป?”หลิวฮูหยินเดินเข้ามาหาอย่างร้อนใจ ดูรอยรองเท้าบนร่างกายของหลิวหลิง แล้วถึงกับปิดปาก“ท่านทำให้ฝ่าบาทโกรธหรือ?”หลิวหลิงมองภรรยาสุดที่รักพลางส่ายหัว“ฮ่องเต้องค์นี้ของเรา เกรงว่าจะไม่ไหวแล้ว”เขาตายคนเดียวนั้นไม่เป็นไร แต่ในวันที่เม
เกาเจี้ยนอาลัยอาวรณ์ จับจ้องไปที่ปืนไฟ “จบแค่นี้หรือ? ข้ายังอยากฝึกอีก”“ข้าก็เหมือนกัน” หลิวชวี่พยักหน้าตามของสิ่งนี้ ผู้นำทหารคนไหนได้สัมผัสแล้ว จะตัดใจวางลงได้บ้าง?“กลับไปร่างรายชื่อก่อน เลือกคนน่าเชื่อถือ”ซูจิ่งสิงส่งสายตาดุดันให้ทั้งสอง พวกเขาถึงยอมเงียบปากลงแต่โดยดี ไม่ไกลนัก เฉิงเหลียนวางปืนไฟกลับลงไปในหีบก่อนใคร“หลังจากเลือกเสร็จแล้ว พรุ่งนี้เช้าตรู่ก็เรียกคนมา เพื่อฝึกฝนอย่างลับ ๆ”ซูจิ่งสิงสั่งการเสร็จ ก็โบกมือ ให้คนปิดหีบ แล้วยกเข้าไปในกระโจมของสิ่งนี้ต้องเก็บรักษาไว้เป็นอย่างดี วางไว้อย่างเหมาะสมในค่ายทหารไม่กลัวของหาย บริเวณใกล้เคียงล้วนเป็นองครักษ์ส่วนพระองค์ของเขา เว้นแต่จะมีเหนือธรรมชาติแบบกู้หว่านเยว่มาอีกคนทางด้านนี้ กู้หว่านเยว่ยังคงศึกษาแผนที่ทางการทหารอยู่ซูจิ่งสิงเดินเข้ามา เขี่ยไส้เทียนให้นาง ทำให้แสงไฟสว่างขึ้นเล็กน้อย“พรุ่งนี้ค่อยดูแล้วกัน สายตาจะเสียเอา”“ท่านมานี่” กู้หว่านเยว่ดึงเขามานั่งด้วยกัน “ท่านดูซิ นี่คือที่ไหน?”ซูจิ่งสิงมองดูแผนที่ แววตาวิบวับ “นี่คือด่านหานกู่”“ถูกต้อง”กู้หว่านเยว่พยักหน้า“วันนี้ข้าได้ยินมาว่า มู่หรงถิงจ
“ท่านพี่ ท่านยิงได้แม่นยำกว่าข้าเสียอีก”ซูจิ่งสิงหน้าแดงทันใด “น้องหญิง เจ้าได้อาวุธปืนมามากมายเหลือเกิน วางแผนที่จะแจกจ่ายของเหล่านี้ให้แก่ทหารหรือ?”“ใช่เจ้าค่ะ”กู้หว่านเยว่พยักหน้า“แต่ว่า ที่ข้ามีอาวุธปืนทั้งหมดเพียงสองพันกระบอกเท่านั้น สามารถแจกจ่ายได้เฉพาะกับองครักษ์ใกล้ชิดที่เชื่อถือได้และทหารชั้นยอดเท่านั้น”แววตาของซูจิ่งสิงเป็นประกายขึ้นเล็กน้อย“เมื่อมีของเหล่านี้ การเอาชนะการสู้รบจะง่ายดายและสะดวกยิ่งขึ้น”“ไม่เลว”เขาค่อนข้างตื่นเต้น“ตอนนี้ข้าจะแจกจ่ายของเหล่านี้ลงไป แล้วสอนวิธีใช้แก่พวกเขา”“ช้าก่อน”กู้หว่านเยว่เรียกเขาไว้ “ยังมีอีกของสำคัญอีกสิ่งหนึ่งที่ยังพูดไม่จบ”นางยกปืนไฟในมือขึ้นมา“หลังจากยิงกระสุนออกไปแล้วต้องทำความสะอาดให้ทันเวลา มิฉะนั้นจะส่งผลต่อการยิงครั้งถัดไป”นางหยิบก้านทำความสะอาดออกมา ทำความสะอาดต่อหน้าซูจิ่งสิงรอบหนึ่ง หลังจากแน่ใจแล้วว่าอีกฝ่ายเรียนรู้ได้หมดแล้ว ค่อยวางปืนไฟกลับลงไปในหีบ“เอาล่ะ ตอนนี้ท่านไปเรียกคนมาได้แล้ว”“ข้าจะไปเดี๋ยวนี้”จังหวะก้าวเท้าของซูจิ่งสิงค่อนข้างสับสนสามารถจินตนาการได้ว่า เมื่อของแบบนี้ปรากฏขึ้น กอ