“ก็ดีเหมือนกัน”เฉินจื่อวั่งลูบศีรษะพลางคิดในใจว่า ถ้าอาจารย์ของเขามาที่นี่ได้ก็คงจะดีกว่านี้เพียงแต่ว่า นี่แค่ลองคิดดูเท่านั้นอาจารย์ของเขาคือราชครู ถึงแม้ตอนนี้จะเกษียณกลับบ้านเกิดไปแล้ว แต่นั่นก็คือราชครู ไม่มีทางมาที่เจดีย์หนิงกู่ ไม่มีทาง“เช่นนั้นข้าน้อยขอตัวก่อน เรื่องความคืบหน้าของสำนักศึกษา ข้าน้อยจะคอยจับตาดูอยู่ตลอดเวลา”“อืม”กู้หว่านเยว่หยิบตำราแพทย์ที่เหลืออยู่เล่มเดียวออกมาจากมิติ มอบหมายงานให้ผู้ใต้บังคับบัญชาไปจัดการ วันเวลาว่าง ๆ แสนสบายนั้นไม่เลวจริง ๆไม่ได้ร่ำเรียนวิชาแพทย์มาเป็นเวลานานแล้ว แต่ก็สามารถใช้เวลาศึกษาค้นคว้าจากตำราแพทย์ได้พอกู้หว่านเยว่ได้เปิดอ่านเวลาก็หมดไปทั้งช่วงบ่าย หลังจากยืดเส้นยืดสายจนพอใจแล้ว ก็เห็นเมี่ยชิงหว่านและซูจื่อชิงเข้ามาส่งอาหารให้นาง“เอามาจากจินโหลว จิ่นเอ๋อร์บอกว่าท่านชอบกิน พวกข้าก็เลยเอามาให้ท่านส่วนหนึ่ง”กู้หว่านเยว่เปิดกล่องออก เห็นกุ้งแช่เหล้าจานหนึ่ง จึงดีใจเป็นที่สุดทันที“ขอบคุณนะ ข้าชอบกินจานนี้จริง ๆ”เมี่ยชิงหว่านยิ้มอย่างเก้อเขิน “เรื่องระหว่างข้ากับจื่อชิงก่อนหน้านี้ ทำให้พี่หว่านเยว่ต้องเป็นกังวล”“ไม่
“บ่าว จะเอาความบริสุทธิ์ของตัวเองมาล้อเล่นได้ยังไงเจ้าคะ?”ชิวจู๋จะล้มมิล้มแหล่ ไม่กล้าสบสายตากับกู้หว่านเยว่เมี่ยชิงหว่านกลับมองอะไรไม่ออกมากนัก ในชั่วขณะนั้น สีหน้าก็เปลี่ยนไป“จื่อชิง เจ้าจะว่ายังไง?”กู้หว่านเยว่ทำได้เพียงมองไปทางซูจื่อชิง แต่ปรากฏว่าซูจื่อชิงส่ายหัวอย่างหนักแน่น“คืนวันนั้น ข้าไม่ได้แตะต้องชิวจู๋เลย”“คุณชายรอง ท่าน...”สายตาของชิวจู๋สับสนเล็กน้อย ทำไมซูจื่อชิงถึงพูดเช่นนี้?คืนวันนั้นชัดเจนว่านางปีนขึ้นไปในขณะที่เขากำลังสลบไสลอยู่ ว่ากันตามเหตุผลแล้วเขาไม่ควรรู้เรื่องถึงจะถูก“คืนวันนั้นข้าเมาเหล้า อารมณ์ไม่ค่อยดี แต่มีเรื่องแบบนั้นเกิดขึ้นหรือไม่ ข้ารู้อยู่แก่ใจดี”ซูจื่อชิงขมวดคิ้วเล็กน้อย“ตอนนั้นเพิ่งตื่นพอดี สมองของข้าตื้อเหลือเกิน ยังไม่อาจตอบสนองอะไรได้ทัน”“บนหัวเตียงมีคราบเลือดของข้า ตอนนั้นคุณชายรองก็เห็น”ชิวจู๋ไม่อยากยอมรับ จนทำให้ซูจื่อชิงต้องส่ายหัว “ถ้าไม่ใช่เพราะคราบเลือด ข้าคงไม่สามารถยืนยันได้ เจ้าบอกมาซิว่าบาดแผลที่มือของเจ้าคืออะไร?”“ข้า...” ชิวจู๋รีบซ่อนนิ้วมือเอาไว้ ไม่นึกเลยว่าซูจื่อชิงจะสังเกตได้อย่างรอบคอบเช่นนี้“ชิวจู๋
“ไม่จำเป็น”ซูจื่อชิงมองไปที่ร่างบางอ่อนแอของนาง ก็ไม่รู้จะพูดอะไรดี เลื่อนสายตา “ชิวจู๋ ต่อให้วันนี้เจ้าไม่ได้ตั้งใจไปพูดคำเหล่านั้นต่อหน้าพี่สะใภ้ใหญ่ เจ้าก็ไม่สามารถอยู่ข้างกายข้าได้อีกแล้ว”“คุณชายรอง...”ชิวจู๋โงนเงน ประกายน้ำตาเอ่อคลอเต็มดวงตาก่อนหน้านี้ซูจื่อชิงเห็นใจนางอยู่บ้าง แต่กลับเป็นเพียงความเห็นใจที่มีต่อสาวใช้คนหนึ่งเท่านั้น แต่ไหนแต่ไรมาไม่มีความรักระหว่างชายหญิงเมื่อครู่ถูกนางทำร้าย บัดนี้แม้แต่ความเห็นใจก็ไม่เหลือเลยสักเศษเสี้ยว“ข้างกายข้าไม่มีที่ให้สาวใช้มีใจเป็นอื่น”หากวันใดถูกวางอุบายจริง ก็ไม่มีวันรู้“พี่สะใภ้ใหญ่ ในเมื่อนางพูดว่าบ้านของนางจัดเตรียมงานแต่งไว้ให้นางแล้ว เช่นนั้นก็รบกวนพี่สะใภ้ใหญ่มอบหนังสือปลดปล่อยทาสให้นาง ปล่อยให้นางออกไปเถอะ”ภายใต้สถานการณ์ทั่วไป หนังสือปลดปล่อยทาสมอบให้เพียงสาวใช้ทำความผิด นั่นหมายถึงการไล่ออกจากจวน“ไปทำตามความนัยของเขา”กู้หว่านเยว่พยักหน้า ชิวจู๋เป็นคนของเรือนซูจื่อชิง นางเองก็คร้านจะดูแล“คุณชายรอง ท่านจะไล่บ่าวไป เหตุใดท่านใจร้ายถึงเพียงนี้? ดีชั่วอย่างไรบ่าวก็ดูแลท่านมานานแล้ว ยิ่งไปกว่านั้นบ่าวยังจริ
บัดนี้เส้นโครงเรื่องถูกตนเปลี่ยนแปลง ซูจิ่งสิงยังมีชีวิตอยู่ บนตัวซูจื่อชิงกลับไม่มีภาระอะไร ตรงข้ามกันทำให้ตอนนี้ยังมีความเป็นเด็กอยู่บ้าง“ใช่แล้ว พรุ่งนี้โจวเหล่าและซ่งเสวี่ยจะเดินทางมาถึงเจดีย์หนิงกู่”ซูจิ่งสิงเอ่ยเรื่องนี้ออกมาอย่างกะทันหัน ทำให้กู้หว่านเยว่ตกตะลึง“พี่หญิงซ่งมิใช่พูดว่า ผ่านไปอีกระยะเวลาหนึ่งถึงจะเดินทางมามิใช่หรือ เหตุใดโจวเหล่าเองก็มาได้เล่า?”ซูจิ่งสิงเห็นท่าทางตกตะลึงของนางนี้น่ารักมาก ยื่นมือออกไปบีบจมูกนางอย่างสุดจะหักห้ามใจ“เจ้ามิใช่พูดว่าเจ้าต้องการสร้างสำนักศึกษาแห่งหนึ่ง แต่ภายในสำนักศึกษายังขาดแคลนอาจารย์หรอกหรือ? ข้าก็เรียกตัวโจวเหล่ามาอย่างไรเล่า”กู้หว่านเยว่ว้าวุ่นใจ นางขาดแคลนอาจารย์จริง แต่นางเองก็คาดไม่ถึงว่าจะสามารถเรียกตัวโจวเหล่ามาได้ต้องรู้ว่า ในอดีตโจวเหล่าเป็นอาจารย์ขององค์รัชทายาท เป็นราชครูเชียวนะ!ให้เขามาสอนหนังสือที่เจดีย์หนิงกู่?ซูจิ่งสิงพูดยิ้มๆ “โจวเหล่าอยากเห็นเสี่ยวจ้านจ้าน เขาวางแผนสอนเสี่ยวจ้านจ้านด้วยตนเอง”กู้หว่านเยว่เข้าใจแล้วเสี่ยวจ้านจ้านเป็นลูกชายของซูจิ่งสิง ก็คือสายเลือดของอดีตองค์รัชทายาท โจวเหล่าเป็นอ
ทว่ายามอยู่ต่อหน้าโจวเซ่อ กลับไม่แสดงออกมา วางแผนถามซ่งเสวี่ยเป็นการส่วนตัว“เสี่ยวจ้านจ้านเล่า อุ้มเสี่ยวจ้านจ้านของพวกเจ้ามาให้ข้าดูเถอะ”โจวเหล่าหันซ้ายแลขวา มิอาจข่มความอยากเห็นหลานชายตัวน้อยเอาไว้ได้ตั้งนานแล้วกู้หว่านเยว่ให้สาวใช้ไปอุ้มจ้านจ้านออกมา จ้านจ้านเพิ่งตื่น สายตายังพร่ามัวจู่ๆ มองเห็นคนล้อมไว้มากเพียงนี้ กะพริบตาปริบๆ อย่างสับสน“เด็กคนนี้หน้าตาน่ารักจริงๆ มองจากพื้นฐานแล้ว โตขึ้นจะต้องมีพรสวรรค์อย่างแน่นอน”ฮูหยินผู้เฒ่าโจวอุ้มจ้านจ้านขึ้นมาชื่นชม ซ่งเสวี่ยเองก็อุ้มลูกสาวไปเล่นด้วย“เด็กคนนี้ฉลาดมาก” โจวเหล่าครุ่นคิดภายในใจ ภายภาคหน้าจะต้องเป็นกษัตริย์ผู้ทรงปรีชา“เสี่ยวจ้านจ้าน รอเจ้าโตแล้ว ข้าจะสอนเจ้าอ่านหนังสือเรียนอักษรดีหรือไม่?” โจวเหล่ายิ้มตาหยีเดินเข้าไปอ่านหนังสือ เขียนอักษร? เสี่ยวจ้านจ้านจับเคราสีขาวของโจวเหล่าทำเสียจนโจวเหล่ารีบพูด “เร็วๆ ปล่อยเคราของข้าเร็วเข้า เคราใกล้จะถูกเจ้าดึงหลุดแล้ว”จ้านจ้านไม่สนใจมากมายนัก หัวเราะออกมาอย่างมีความสุขเวลาเพียงชั่วพริบตา ความคิดที่โจวเหล่ามีต่อจ้านจ้านเปลี่ยนไปมากแล้วนี่จะต้องเป็นเด็กซุกซนคนหนึ่ง!
กู้หว่านเยว่มองตามสายตานางไป โจวเซ่อและนานนานเข้ากันได้ดีจริงๆ“พี่หญิงทำเช่นนี้ ภายภาคหน้าจะไม่เสียใจหรือ หากภายภาคหน้าได้พบคนที่ชอบจะทำเยี่ยงไร?”กู้หว่านเยว่มักคิดว่าทำเช่นนี้ไม่ดีนัก“ข้าอายุขนาดนี้แล้ว ลูกก็คลอดแล้ว ยังจะสามารถมีอะไรได้อีก? มีคนที่ชอบ หาคนที่สามารถใช้ชีวิตอยู่ไปวันๆ ได้ก็พอ ส่วนความคิดอย่างอื่นก็ไม่คิดแล้ว”ซ่งเสวี่ยถอนหายใจ “ข้าเองก็ไม่อยากให้พ่อสามีและแม่สามีกังวล ล้วนอายุมากแล้ว ระยะก่อนใส่ใจเรื่องของข้าอยู่ตลอด ข้าเองก็พูดเอาชนะพวกเขาไม่ได้”กู้หว่านเยว่ทำได้เพียงถอนหายใจ “โจวเหล่าและโจวฮูหยินดีต่อท่านด้วยใจจริง”“แน่นอนพวกเขาเห็นข้าเป็นลูกสาวแท้ๆ ชนิดที่ว่าก่อนหน้านี้ยังอยากให้ข้าเปลี่ยนเป็นสกุลโจว เข้าลำดับวงศ์ตระกูล เป็นลูกสาวของพวกเขาโดยตรงเพียงแต่ถูกข้าปฏิเสธไปแล้ว ข้าอยากอยู่เฝ้าสามีผู้ล่วงลับ อย่างไรเสียข้าและเขาก็เป็นคู่รักในวัยเยาว์ที่รักกันมาก...”ซ่งเสวี่ยพูดไปน้ำตาก็เอ่อคลอ หลายปีมานี้ไม่มีเรื่องใดสามารถสะเทือนอารมณ์ของนางได้ เว้นเสียแต่เอ่ยถึงสามีผู้ล่วงลับ อารมณ์ของนางถึงเปลี่ยนไปนี่ก็ไม่ใช่เรื่องแปลก ยามคุณชายโจวยังอยู่ เดิมทีพวกเขาสอ
ในสายตาของผู้เฒ่ามีเพียงเสี่ยวจ้านจ้าน กู้หว่านเยว่กลับดีใจมาก มีคนเอ็นดูลูกเพิ่มขึ้นอีกคนนับเป็นเรื่องดียิ่งไปกว่านั้นลูกศิษย์ของโจวเหล่ากระจัดกระจายอยู่ทุกหนแห่ง คนมากมายขอร้องให้เขาสอนแต่กลับไม่สมปรารถนา“นี่คือวาสนาของจ้านจ้านเจ้าค่ะ”กู้หว่านเยว่อุ้มจ้านจ้านไว้แล้วโค้งคำนับโจวเหล่า นับว่ายอมรับอาจารย์ท่านนี้แล้ว“ดี ดี ข้าจะนำความรู้ที่มีทั้งหมด ถ่ายทอดออกไป”โจวเหล่าซับน้ำตา เมื่อแรกเขาเองก็พูดกับอดีตองค์รัชทายาทเช่นนี้ หวังให้อดีตองค์รัชทายาทได้ขึ้นครองบัลลังก์ สามารถนำพาต้าฉีสู่ความเจริญรุ่งเรือง แต่คิดไม่ถึงเลยว่าอดีตองค์รัชทายาทจะด่วนจากไป สิ้นพระชนม์อย่างคลุมเครือเขามองจ้านจ้าน น้ำตาเอ่อคลอหวังว่าเด็กคนนี้ จะสามารถทำให้ความหวังของปู่เขาในปีนั้นสำเร็จ“อา...”จ้านจ้านยกมือขึ้น เช็ดน้ำตาให้โจวเหล่าเบาๆเหตุใดผู้เฒ่าร้องไห้แล้วเล่า?โจวเหล่าเหน็ดเหนื่อย เดินทางมาไกล กู้หว่านเยว่สั่งให้ห้องครัวเล็กเตรียมงานเลี้ยงไว้อย่างดีตั้งนานแล้ว จะได้เลี้ยงต้อนรับพวกเขาอย่างเต็มที่ก่อนรับประทานอาหาร คนอีกสองกลุ่มก็เดินทางมา“เจ้าเด็กตัวเหม็น มีของกินกลับไม่เรียกผู้เฒ่าข้า ไ
เฉินจื่อวั่งยิ้มขมปร่า “เรื่องนี้ ยากจะพูดให้จบได้ภายในคำเดียว”เขาย่อมไม่สามารถพูดว่า เพราะหน้าละอ่อนนี้ของเขา ไม่เพียงทำให้เสียตำแหน่งทั่นฮวาหลาง ยังถูกจับขังคุก เกือบถูกบั่นคอหรอกกระมัง?“บัดนี้ศิษย์เป็นผู้อำนวยการสำนักศึกษาของสำนักศึกษาถงซันขอรับ”เฉินจื่อวั่งพูดยิ้มๆ “ภายภาคหน้าสามารถพบท่านอาจารย์ได้บ่อยๆ แล้ว”“อืม” โจวเหล่าลูบเคราเงียบๆ ภายภาคหน้ามีคนลำบากลงแรงโดยไม่ต้องเสียเงินเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งคนแล้วคล้ายเรื่องคัดลอกหนังสือทำนองนี้ ก็สมควรให้คนหนุ่มมาทำ“ข้าว่าพวกเจ้ายืนอยู่ทำไม? รีบกินข้าวเถอะ ข้าวใกล้จะเย็นแล้ว พวกเจ้าไม่รู้สึกอยากอาหารรึ?”ปรมาจารย์แพทย์นั่งลงอย่างรอแทบไม่ไหว ทำเสียจนโจวเหล่าถลึงตาใส่เขาอีกหนึ่งปราดทุกคนต่างพากันนั่งที่ กู้หว่านเยว่ให้ห้องครัวเล็กเตรียมอาหารเลิศรส เพียงครู่เดียว ระหว่างงานเลี้ยงก็ผลัดกันยกจอกสุรา บรรยากาศครึกครื้นกู้หว่านเยว่ยังตกตะลึงกับหนี้ก้อนใหญ่ที่ปรมาจารย์แพทย์ติดค้างไว้ แปลกใจมาก “ผู้อาวุโส ตกลงท่านทำอะไร เหตุใดติดเงินมากเพียงนั้นเล่า?”“พวกเราสองคนรู้จักกันตั้งแต่เด็ก เขาติดหนี้ข้า ติดหนี้ตั้งแต่เด็กจนโต ไม่รู้ตัวก็สั่งส
“ทุกคนในสกุลโจวล้วนเป็นขุนนางซื่อสัตย์ พวกเขาไม่มีวันยอมจำนน ในเมื่อเป็นเช่นนี้ก็จับเป็นเขาเถอะ จำไว้ให้ดีอย่าทำร้ายแม่ทัพน้อยโจว”ขุนนางซื่อสัตย์เช่นนี้ นางไม่อยากเด็ดขาดเกินไปนัก“บ่าวเข้าใจแล้ว”ชิงเหลียนพูดหนึ่งประโยค ตอนนี้กองทัพเจดีย์หนิงกู่ทางฝั่งนี้ล้วนเคลื่อนไหวทั้งหมดแล้ว ภายในมือพวกเขาถือธนูและหน้าไม้ผู้อยู่ใต้อาณัติโจวเสี้ยนไม่ใช่คู่ต่อสู้ตั้งแต่แรก ผ่านไปเพียงครู่เดียวก็พ่ายแพ้ราบคาบมู่หรงถิงกวาดตามองรอบด้าน หาโอกาสหนีอยู่ตลอดกู้หว่านเยว่ย่อมไม่เปิดโอกาสให้เขาหนีไปได้ เห็นว่าทั้งสองฝ่ายใกล้ปะทะกันเต็มที นางเหินบินขึ้นไป“ฝ่าบาทระวัง”โจวเสี้ยนตะโกนดังลั่น ลองยับยั้งกู้หว่านเยว่กู้หว่านเยว่ยกเท้าขึ้นเตะโจวเสี้ยนออกไป ขณะเดียวกันองครักษ์จันทราทางด้านหลังก็ไล่ตามมาจับโจวเสี้ยนไว้“บังอาจ!”มู่หรงถิงฝืนรักษาศักดิ์ศรี ตะเบ็งเสียงใส่กู้หว่านเยว่“เราเป็นโอรสสวรรค์ เป็นฮ่องเต้ต้าฉี เจ้าถึงขั้นขวัญกล้าไล่ต้อนเราถึงเพียงนี้”กู้หว่านเยว่หัวเราะดูเบา“บัดนี้ท่านเป็นฮ่องเต้ต้าฉีจริง แต่ฮ่องเต้ท่านคนนี้หมดวาระแล้ว ภายภาคหน้าให้คนอื่นมาเป็นแทนเถอะ”นางลงพื้นอย่างไร้เ
กู้หว่านเยว่หัวเราะ เสียงเสนาะใสดังกังวาน “ชายาเจิ้นเป่ยอ๋อง”“อะไรนะ?”สีหน้าคนตรงหน้าเปลี่ยนไป“เจ้าคือชายาเจิ้นเป่ยอ๋อง”โจวเสี้ยนลอบตกตะลึงภายในใจมองผ่านท่าทางของกู้หว่านเยว่แล้ว คล้ายรู้ว่าพวกเขาจะหนีมาทางนี้จึงพาคนมาขวางไว้ที่นี่ตั้งแต่แรก“กู้หว่านเยว่”สีหน้ามู่หรงถิงเองก็ไม่สบอารมณ์อย่างมาก“ที่แท้เจ้าก็คือกู้หว่านเยว่!”แม้พูดว่างานแต่งของกู้หว่านเยว่และซูจิ่งสิงเป็นเขาที่ประทานเองกับมือ ทว่าแต่ไหนแต่ไรมาเขาไม่เคยพบกู้หว่านเยว่ตัวจริงมาก่อน นี่เป็นการพบกันครั้งแรกครั้งนี้พบหน้าถึงรู้ว่าเป็นสตรียอดเยี่ยมถึงเพียงนี้เขานึกเสียใจภายหลังแล้ว“ใช่แล้ว ข้าก็คือกู้หว่านเยว่ยังต้องขอบคุณฝ่าบาทพระราชทานสมรสให้ในตอนนั้นหาไม่แล้ว ข้าคงหาสามีหล่อเหลาเก่งกาจถึงเพียงนี้ไม่พบ”กู้หว่านเยว่พูดยั่วโมโหแทงใจดำคนมู่หรงถิงถูกทำให้โมโหไม่ผิดไปดังคาด ถึงขั้นไอออกมาสองครั้ง ชี้นิ้วไปทางนาง“เจ้า เจ้าถึงขั้นขวัญกล้าช่วยซูจิ่งสิงก่อกบฏ เจ้ารู้หรือไม่ ชีวิตของจวนกู้โหวอยู่ในมือของเราหากเจ้ายังหลงผิด เราสามารถฆ่าพวกเขาได้ทุกเมื่อ ภายในนั้นรวมถึงพ่อของเจ้าด้วย”กู้หว่านเยว่หัวเร
“อืออือ!” แม่ทัพโจวถูกทำให้โมโหจนหมดสติไปแล้วเกาเจี้ยนตะโกนเสียงดัง “แม่ทัพโจวถูกจับแล้ว ทุกคนจงวางดาบกระบี่ในมือลง ผู้ยอมจำนนไม่ถูกฆ่าหากยังมีผู้ขัดขืน ฆ่าได้ไม่ละเว้น!”“ผู้ยอมจำนนไม่ถูกฆ่า ผู้ยอมจำนนไม่ถูกฆ่า!”ทหารที่อยู่ข้างหน้าร้องตะโกนกองทัพหลวงต่างหันหน้ามองกัน พวกเขาไม่ใช่คนโง่ สถานการณ์ในคืนนี้ชัดเจนแล้วหากยังดึงดันต่อไป พวกเขามีแต่ต้องตายสถานเดียวราชสำนัก พ่ายแพ้แล้วยิ่งไปกว่านั้น ฮ่องเต้ยังทอดทิ้งพวกเขาและหนีไป“ยอมจำนนเถอะ” มีคนตะโกนเสียงแผ่วเบาหนึ่งประโยค ก้าวขึ้นมาวางอาวุธในมือลงก่อนมีคนนำ คนที่เหลือย่อมวางอาวุธลงตามกัน“อย่าฆ่าพวกเราเลย พวกเรายอมจำนนแล้ว”กองทัพหลวงต่างวางอาวุธในมือลงแล้ว กอดศีรษะหมอบลงบนพื้นคนยอมจำนนมีมากกว่าคนต่อต้านพวกคนที่ต่อต้านล้วนถูกกำจัดไปแล้ว“เก็บอาวุธทหารในมือทหารเหล่านี้ ให้พวกเขากอดหัวไว้ หมอบอยู่รวมกัน รอฟังคำสั่ง”เกาเจี้ยนออกคำสั่งหนึ่งประโยค“ขอรับ” กองทัพเจดีย์หนิงกู่รีบสั่งให้คนเข้าไปล้อมไว้แล้ว“ท่านอ๋อง” เกาเจี้ยนและพวกหลิวชวี่ขี่ม้ามาหยุดข้างกายซูจิ่งสิง “ฮ่องเต้ชั่วหนีไปแล้วขอรับ”พูดถึงเรื่องนี้ สายตาท
“เร็ว คบเพลิง!” ลางสังหรณ์ภายในใจของเขาทำให้รู้สึกไม่ชอบมาพากลอย่างรุนแรงแม่ทัพโจวรีบยื่นคบเพลิงให้ “ฝ่าบาท”มู่หรงถิงส่องคบเพลิงลงใต้หุบเขา“พวกเจ้าจงโยนคบเพลิงลงไปข้างล่าง”เขาแทบจะร้องตะโกนออกมา ทหารแถวหน้าที่ถือคบเพลิงได้ยินแล้ว ต่างก็โยนคบเพลิงลงไปในหุบเขายังไม่ได้ยินเสียงของคน แต่เปลวเพลิงถูกจุดขึ้นใต้หุบเขาอย่างรวดเร็ว ท่ามกลางแสงไฟ มู่หรงถิงชะเง้อคอมอง เขาเห็นอย่างชัดเจนแล้ว ใต้หน้าผากำลังเผาไหม้หุ่นไล่กาหุ่นไล่กาแต่ละตัวล้วนถูกมัดไว้บนหลังม้า ไม่ใช่คนจริงๆ พวกเขาถูกหลอกแล้ว!เช่นนั้นคนจริงๆ ไปอยู่ที่ใดแล้ว?แผ่นหลังมู่หรงถิงมีเหงื่อเย็นผุด จู่ๆ ทหารสายตาแหลมคมก็ร้องตะโกนทีหนึ่ง“ที่ตีนเขามีทหารขี่ม้าบุกมาแล้ว!”“สวรรค์ พวกเราถูกล้อมไว้แล้ว!”เสียงกีบเท้าม้าดังสนั่นไปทั่วทุกหนแห่งได้ยินเสียงน่ารำคาญของเจ้าคนตัวโตเกาเจี้ยนดังขึ้น “ยอมจำนนไม่ฆ่า ยอมจำนนไม่ฆ่า!”“ฝ่าบาท” แม่ทัพโจวใจสั่น “พวกเราถูกล้อมแล้วพ่ะย่ะค่ะ”เห็นได้ชัดว่าพวกเขาติดกับแล้วเดิมทีพวกเขาอยากวางกับดักฝังซูจิ่งสิงที่นี่ แต่สถานการณ์ในตอนนี้คือซูจิ่งสิงมองแผนการของพวกเขาออกตั้งแต่แรกแล้ว ถึงขั
หลิวชวี่มาหยุดข้างกายซูจิ่งสิง “ท่านอ๋อง พวกเขาคิดหนี”บัดนี้เขานับว่าเชื่อแล้ว การกระทำของคนกลุ่มนี้เหมือนในจดหมายฉบับนั้นทุกกระเบียดนิ้ว เตรียมล่อพวกเขาไปยังหุบเขา“พวกเขาหนีไปทางหุบเขาฝั่งโน้น”“ทำตามแผนเดิมที่วางไว้”ซูจิ่งสิงมองทิศทางที่กองทัพหลวงหนีไป ออกคำสั่งเสียงเย็นชาหนึ่งประโยค“ขอรับ”หลิวชวี่และเกาเจี้ยนรีบนำกำลังพลไล่ตามไป“ฝ่าบาท พวกเขาไล่ตามมาแล้วพ่ะย่ะค่ะ”แม่ทัพโจวพูดอย่างดีใจ คนกลุ่มนี้ติดกับไม่ผิดไปดังคาด ขอเพียงเข้าหุบเขา ก็คือวันตายของพวกเขา“ดี รีบหนีเร็วเข้า”มู่หรงถิงเปล่งเสียงเครียด จับเชือกเอาไว้แน่น นำกองทัพใหญ่เข้าหุบเขาขณะเดียวกันดวงตะวันกำลังลับฟ้า สีท้องฟ้าใกล้มืดเต็มทีสองฟากฝั่งของหุบเขาล้วนเป็นหน้าผาสูงชัน แสงสว่างแย่มากหลังกองทัพใหญ่เข้าไปแล้ว แม้ว่าไม่ถึงขั้นยื่นมือออกมามองไม่เห็นนิ้วทั้งห้า แต่ในขณะเดียวกันก็ยากจะแยกแยะรูปร่างของคนได้“ออกคำสั่งผู้อยู่ใต้อาณัติให้จุดคบเพลิง อย่าปล่อยให้พวกเขาพลัดหายไป”มู่หรงถิงออกคำสั่งหนึ่งประโยคลูกกำพร้าของอดีตรัชทายาทแล้วอย่างไรเล่า?ปีนั้นแม้แต่ตัวอดีตรัชทายาทเองก็ตายในเงื้อมมือของเขา วันนี
“เจิ้นเป่ยอ๋องเป็นลูกกำพร้าของอดีตรัชทายาท สายเลือดเชื้อพระวงศ์โดยแท้จริงของต้าฉีพวกข้าน้อมรับพระราชโองการของอดีตฮ่องเต้ ขอเชิญเจิ้นเป่ยอ๋องขึ้นเป็นฮ่องเต้ขอให้ฝ่าบาทสละบัลลังก์ ส่งมอบแคว้นไว้ในมือของเจิ้นเป่ยอ๋อง”เกาเจี้ยนตะโกนเสียงดัง ทรงพลังดุจฟ้าคำรามเพียงสิ้นเสียง เหล่าทหารทางด้านหลังต่างพากันยกทวนยาวขึ้นสูงอย่างเป็นระเบียบ“สละบัลลังก์ สละบัลลังก์!”“มอบแคว้น มอบแคว้น”มู่หรงถิงเห็นเจดีย์หนิงกู่เป็นหนึ่งเดียวกัน เกือบกระอักโลหิตออกมาแม้ว่าเขานั่งบนหลังม้า แต่กลับกำเชือกเอาไว้ในมือแน่น อยากบุกเข้าไปฆ่าซูจิ่งสิงให้ตายขณะเดียวกันยามได้พบซูจิ่งสิงอีกครั้ง กลับไม่เหมือนเมื่อหนึ่งปีก่อนแล้วคนเบื้องหน้าเขาไม่ใช่ขุนนางซื่อสัตย์ใต้ฝ่าเท้าของเขาอีกต่อไปใบหน้าเปี่ยมความหยิ่งทระนง“เราเสียดายเหลือเกินที่ไม่ได้ฆ่าเจ้า”เขากัดฟันพูดทีละคำแววตาเยียบเย็นของซูจิ่งสิงสบมองเขา เป็นไปได้มากว่าคนตรงหน้านี้คือศัตรูฆ่าบิดามารดาของเขา“ข้าต่างหากคือทายาทสายตรงของต้าฉีฉีอ๋องโปรดสละบัลลังก์ด้วย”“เจ้า!”มู่หรงถิงเจ็บแน่นหน้าอกขึ้นมาคนผู้นี้รู้ดีว่าจะใช้มีดแทงใจคนเยี่ยงไร!ฉี
เขากำลังจะไป นางกำนัลส่วนพระองค์ของฮองเฮาก็เข้ามารายงานอย่างเร่งรีบ“ฝ่าบาท ไม่ได้การแล้วฝ่าบาท ฮองเฮาเป็นลมไปแล้วเพคะ”“อะไรนะ?”สีหน้าของมู่หรงถิงเปลี่ยนไปทันใดร่างกายของหนานหลี่ม่านอ่อนแอมาโดยตลอด การสู้รบครั้งนี้เขาไม่อนุญาตให้นางไปด้วยอยู่แล้ว“รีบพาข้าไปดูหน่อย ตามหมอหลวงแล้วหรือยัง?”“หมอหลวงไปแล้ว ตอนนี้ยังไม่รู้ว่าสถานการณ์เป็นอย่างไร”มู่หรงถิงเดินต่อไปหยุด รีบรุดไปพบฮองเฮาทันทีที่เข้ามาในห้อง ฮองเฮายังคงนอนหลับใหลอยู่บนเตียง หมอหลวงชิงคุกเข่าให้มู่หรงถิงก่อน“ถวายบังคมฝ่าบาท ยินดีด้วยพ่ะย่ะค่ะฝ่าบาท ยินดีด้วยพ่ะย่ะค่ะฝ่าบาท”หมอหลวงยิ้มจนหุบไม่ลง ความสงสัยเกิดขึ้นในใจของมู่หรงถิง“ฮองเฮาเป็นอะไรไปแล้วหรือ?”“ยินดีด้วยฝ่าบาท ฮองเฮาตั้งครรภ์ได้เกือบสามเดือนแล้วพ่ะย่ะค่ะ”“จริงหรือ?”มู่หรงถิงตกตะลึงอยู่ตรงนั้นสุขภาพของฮองเฮาไม่ดีมาโดยตลอด เขาไม่เคยคิดว่าอีกฝ่ายจะมีทายาทสืบสกุลได้ข่าวดีนี้มาอย่างกะทันหันเกินไปหลังจากลังเลอยู่สักครู่ ในที่สุดเขาก็ตั้งสติได้ หัวเราะลั่นด้วยความดีใจ“แน่ใจหรือว่าเป็นชีพจรตั้งครรภ์ ไม่ได้วินิจฉัยผิดใช่ไหม?”มู่หรงถิงไม่กล้าเ
การปล่อยข่าวเช่นนี้ มันออกจะกะทันหันเกินไปผู้สอดแนมรีบบอกว่า “จากข้อมูลที่เชื่อถือได้ เมื่อฮ่องเต้มาถึงด่านหานกู่ ก็เกิดล้มป่วยอย่างกะทันหัน และได้ตามหมอมามากมาย”เกาเจี้ยนมองไปทางซูจิ่งสิง “ท่านอ๋อง”ซูจิ่งสิงกำลังจมอยู่กับความคิด ขณะที่กู้หว่านเยว่จู่ ๆ ก็เข้ามาจากข้างนอกพร้อมกับชิงเหลียน“น้องหญิง?”สายตาของเขาอ่อนโยนลงเล็กน้อย รีบเดินเข้าไปหากู้หว่านเยว่“เหตุใดเจ้าถึงมาในเวลานี้?”“ข้ามีเรื่องจะบอกท่าน”กู้หว่านเยว่มองไปรอบ ๆ แล้วหยิบจดหมายฉบับหนึ่งออกมาจากอก มอบให้กับมือซูจิ่งสิง“อะไรหรือ?”ใบหน้าของซูจิ่งสิงเผยความงุนงงออกมา“ท่านดูก่อนแล้วค่อยว่ากัน”กู้หว่านเยว่ส่งสายตาบอกเขา หลังจากที่ซูจิ่งสิงอ่านจบแล้ว ความรู้สึกประหลาดใจก็ปรากฏขึ้นบนใบหน้าจดหมายนี้ถูกส่งมาจากค่ายของศัตรู ในจดหมายบอกว่า มู่หรงถิงป่วยจริง แต่กำลังจะหายดีแล้ว ข่าวที่ส่งมาตอนนี้ล้วนเป็นข่าวปลอม จงใจก่อกวนวิสัยทัศน์ของพวกเขา ดึงดูดให้พวกเขาบุ่มบ่ามกระหายชัยชนะ“จดหมายฉบับนี้ใครเป็นคนส่งมา?”ซูจิ่งสิงสอบถามกู้หว่านเยว่ ฝ่ายหลังส่ายหน้า“มีคนจงใจใช้ธนูยิงเข้ามา ส่วนคนผู้นั้นคือใคร ข้าก็ไม่รู้เช
หลังจากกินยาแรง ๆ ไปหลายขนาน อาการของมู่หรงถิงก็ดีขึ้นเล็กน้อยจริง ๆหลังจากดีขึ้นแล้ว เขาก็อยากจะเปิดศึกกับซูจิ่งสิงอย่างอดใจรอต่อไปไม่ไหว“ข้าต้องการล้างแค้นให้กับการหยามเกียรติคราวก่อน”เขาต้องการโจมตีซูจิ่งสิงให้พ่ายแพ้ยับเยินที่ด่านหานกู่แห่งนี้“รีบระดมพลแม่ทัพทั้งหมดมาที่นี่ ข้าต้องการหารือกับพวกเขาว่าจะโจมตีอย่างไร”มู่หรงถิงสวมเสื้อผ้าเรียบร้อย พลางลุกขึ้นพูดฮองเฮาเห็นดังนั้น ก็วางถ้วยยาลง ทำความเคารพพลางเอ่ยว่า “เรื่องสำคัญของแว่นแคว้นหม่อมฉันไม่อาจก้าวก่าย หม่อมฉันขอตัวก่อนนะเพคะ”“เจ้าไม่ต้องไป”มู่หรงถิงเรียกนางไว้ “เจ้าคอยฟังอยู่ข้าง ๆ ก็ได้ เดินไปเดินมา จะได้ไมทำให้ตัวเองเหนื่อย”“เพคะ”ฮองเฮานั่งลงข้าง ๆ ด้วยแววตาระยิบระยับขุนนางชั้นผู้ใหญ่หลายคนที่ติดตามมาด้วย รวมถึงนายทหารชั้นสูงที่เคยปกป้องเมืองในด่านหานกู่ก็รีบเข้ามาในห้อง“ฝ่าบาทไม่ต้องกังวล ด่านหานกู่ป้องกันง่ายแต่โจมตีได้ยาก หม่อมฉันได้วางแผนโดยละเอียดไว้แล้ว”แม่ทัพโจวก้าวออกมาพูดข้างหน้ามู่หรงถิงพยักหน้า “แผนอะไร? พูดให้ข้าฟังหน่อยซิ”“ฝ่าบาท ด้านนอกด่านหานกู่มีหุบเขาแคบ ๆ อยู่เส้นหนึ่ง หากซูจ