คนชุดดำหลายคนพุ่งตัวเข้ามาจากข้างนอก ล้อมกู้หว่านเยว่และซูจิ่งสิงทั้งสามคนไว้“ใครกันบังอาจบุกรุกจวนโหว?” คนชุดดำตะโกนถามด้วยความไม่พอใจทั้งสามคนปลอมตัวมา คนชุดดำจำไม่ได้ว่าพวกเขาเป็นใคร รู้สึกแค่ว่าพวกเขากล้ามาก“ท่านพี่ รีบจัดการให้เร็วที่สุด”กู้หว่านเยว่ขยิบตาให้ซูจิ่งสิง การหาหลักฐานเป็นเรื่องสำคัญ จึงไม่อยากเสียเวลากับพวกเขานางยื่นมือโปรยผงพิษออกไป ร่างกายของคนชุดดำหลายคนก็อ่อนยวบในทันที ซูจิ่งสิงกลั้นหายใจแล้วพุ่งตัวขึ้นไปอย่างรวดเร็ว จากนั้นปาดคอทั้งห้าคนจัดการคนได้รวดเร็ว และไม่ทำให้คนข้างนอกตกใจทั้งสามคนยังคงค้นหาหลักฐานต่อไปจากบทเรียนเมื่อครู่ ตอนนี้หลี่เฉินอันไม่กล้าพลิกอะไรมั่ว ๆ แล้ว“ข้ามีความรู้เรื่องกลไก ข้าจัดการเอง”ซูจิ่งสิงสังเกตอยู่ครู่หนึ่ง แล้วพบว่าเมื่อครู่หลี่เฉินอันไปโดนแท่นหมึกบนโต๊ะหนังสือ ทำให้กลไกทำงานและดูจากการจัดวางโดยรวมของห้อง พบว่าโต๊ะหนังสือ หัวเตียง และตามจุดต่าง ๆ ล้วนมีกลไกซ่อนอยู่เขาหลีกเลี่ยงจุดเหล่านั้นอย่างระมัดระวัง จากนั้นค้นหาหลักฐาน ในที่สุดก็พบจดหมายลับที่สวีหลานจ้างวานฆ่าคนอยู่ใต้โต๊ะ รวมถึงจดหมายที่ให้ผู้ว่าการอำเภอ
ชายคนนั้นดูเหมือนจะอดใจรอไม่ไหวเมื่อพูดถึงเรื่องนี้ สวีหลานก็รู้สึกหงุดหงิดเล็กน้อย ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใด ทั้งที่ทำมาตั้งนานขนาดนี้แล้ว นางก็ยังไม่ท้องเสียที“ข้าว่าเจ้าคงไม่มีปัญหาหรอกกระมัง?”สวีหลานมองชายคนนั้นด้วยความสงสัยคำพูดนี้ไปกระทบความภาคภูมิใจของชายคนนั้น เขาโอบกอดสวีหลานแล้วเอ่ยขึ้น“ข้ามีปัญหาหรือไม่มีปัญหา เจ้าไม่รู้หรือไร เช่นนั้นก็ให้เจ้ามาลองด้วยตัวเอง!”เห็นว่าทั้งสองคนกำลังจะเริ่มต้นบทรักกันอีกครั้ง กู้หว่านเยว่ที่อยู่นอกประตูไม่อยากดูต่อแล้ว จึงพังประตูเข้าไปโดยตรงสวีหลานและชายคนนั้นกำลังเพลิดเพลินอยู่ในห้วงรัก ไม่คิดเลยว่าจะมีคนบุกเข้ามาจากข้างนอกทั้งสองคนหน้าถอดสี จากนั้นสวีหลานก็ตั้งสติได้อย่างรวดเร็ว กดปุ่มกลไกที่อยู่บนเตียง ผนังก็เปิดออกเผยให้เห็นทางลับ นางรีบวิ่งหนีเข้าไปในทางลับนั้นทันทีชายคนนั้นดึงกางเกงขึ้น แล้วรีบตามไป“หยุดนะ!”กว่าจะคว้าโอกาสนี้มาได้ ซูจิ่งสิงจะปล่อยเขาไปได้อย่างไร จึงพุ่งไปข้างหน้าแล้วคว้าคอเสื้อด้านหลังของชายคนนั้นไว้คิดไม่ถึงเลยว่าชายคนนี้ก็มีวรยุทธ์เหมือนกัน เขาถดตัวกลับมาด้านใน หลบไปได้อย่างคล่องแคล่วคราวนี้ซูจิ่ง
“อย่าพูดเลย เจ้าจะมีเงินสักเท่าไหร่กัน”กู้หว่านเยว่มองร่างเปลือยเปล่าของสวีหลานด้วยความรังเกียจ ไม่อยากจะพูดอะไรมากมาย จึงทุบนางจนสลบไปมองไปยังเณรน้อยและสวีหลานที่ล้มอยู่บนพื้น กู้หว่านเยว่ก็เอื้อมมือไปจับคอเสื้อด้านหลังของพวกเขาจากนั้นก็หายตัวไปในพริบตา มาถึงที่หน้าห้องท่านหลี่โหว“หว่านเยว่?”ซูจิ่งสิงได้ยินเสียง ก็รีบพุ่งออกมา เมื่อเห็นว่ากู้หว่านเยว่ปลอดภัยดี แต่ก็อดถามไม่ได้ว่า“เจ้าไม่เป็นไรนะ?”“จะไปเป็นอะไรได้ล่ะ”เห็นความกังวลของซูจิ่งสิง กู้หว่านเยว่ก็แลบลิ้นแล้วอธิบายหนึ่งประโยค“ท่านก็รู้ว่าข้ามีความสามารถขนาดไหน”ซูจิ่งสิงรู้ แต่ก็ยังอดเป็นห่วงไม่ได้“ต่อไปห้ามทำอะไรคนเดียวเด็ดขาด”“รู้แล้วน่า”เมื่อครู่ประตูหินปิดลงเร็วเกินไป กู้หว่านเยว่ไม่ทันได้คิดอะไรมาก ก็รีบพุ่งตัวเข้าไปเลยเพราะว่าครั้งนี้ถ้าปล่อยให้สวีหลานหนีไป ต่อไปคงจะยากที่จะหาหลักฐานสำคัญขนาดนี้ได้อีก“อุโมงค์นั้นตรงไปยังห้องพระเล็ก ๆ ข้าเดาว่าพระปลอมนั่นคงจะมาที่นี่ทุกวันผ่านอุโมงค์นี้ เพื่อมาพบกับสวีหลาน พอเสร็จกิจ ก็กลับไปที่ห้องพระเล็ก ๆ ผ่านทางอุโมงค์”เมื่อเป็นเช่นนี้ ต่อให้คนอื่นได้ยิน
เรื่องนี้ก็ใกล้เคียงกับสิ่งที่กู้หว่านเยว่ได้ยินมาเมื่อครู่เวลานี้ สวีหลานเกลียดผู้ชายคนนี้เข้ากระดูกดำ“เจ้ามันไอ้ขี้ขลาดตาขาว พอโดนจับได้ก็ขายข้าจนเกลี้ยง ถ้ารู้ว่าจะเป็นแบบนี้ ฆ่าเจ้าทิ้งตั้งแต่แรกก็ดี!”ผู้ชายคนนั้นหดคอด้วยความกลัว “ข้าก็ไม่มีทางเลือก เจ้าไม่เห็นหรือว่าสองคนนั้นจะฆ่าข้าแล้ว ถ้าพวกเขาฆ่าข้าจริง ๆ เจ้าก็ต้องเสียดายแน่ ๆ !”สวีหลานโกรธจนตาแดงกู้หว่านเยว่เหลือบมองท่านหลี่โหวที่นอนอยู่บนเตียง ถูกทรมานจนแทบไม่เหลือเค้าเดิมแล้ว รู้สึกว่าท่านหลี่โหวน่าสงสารจริง ๆ ทั้งที่ตัวเองเป็นแบบนี้ ยังต้องมาทนดูภรรยาเล่นชู้กับชายอื่นต่อหน้าต่อตาอีกแม้แต่คนที่ถูกสวมเขาก็ยังไม่น่าอนาถขนาดนี้หลังจากเข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างสวีหลานกับผู้ชายคนนี้แล้ว กู้หว่านเยว่ก็หันไปมองสวีหลาน แล้วเอ่ยถามอีกครั้ง“ท่านหลี่โหวเป็นอัมพาตจากโรคหลอดเลือดสมอง นี่เป็นฝีมือเจ้าหรือไม่?”“ไม่ใช่ข้า”สวีหลานจะยอมรับได้อย่างไร ถ้ายอมรับ นางไม่ตายแน่ ๆ หรือ?นางเหลือบมองท่านหลี่โหว แล้วพูดอย่างภาคภูมิใจ“ท่านโหวเป็นอัมพาตเอง ไม่เกี่ยวกับข้าหลังจากที่เขาเป็นอัมพาต ข้าก็ดูแลเขาอย่างดี กินดีอยู่ดี เ
“หญิงชั่ว เจ้ามันหญิงชั่วจริง ๆ ”หลี่เฉินอันส่ายหน้า“หึ ข้าก็แค่ปกป้องตัวเอง”เมื่อรู้ว่าสถานการณ์ไม่ดีแล้ว สวีหลานจึงยอมเปิดเผยทุกอย่าง“ท่านแม่เจ้าเป็นคนดีแล้วอย่างไรเล่า สุดท้ายก็ตายด้วยน้ำมือข้าไม่ใช่หรือ?แต่พ่อของเจ้าก็ไม่ใช่คนดีอะไร ตอนนั้นเพื่อตำแหน่งโหว เขาจึงต้องแต่งงานกับข้า ทำให้ข้าต้องพลัดพรากจากคนที่ข้ารักแต่พอแต่งกับข้าแล้ว เขาก็ไม่เห็นค่าของข้า! เขาสมควรตาย! เขาติดค้างข้า พวกเขาทั้งหมดติดค้างข้า!”หลี่เฉินอันขมวดคิ้วแน่น เขายังอายุน้อย สิ่งที่สวีหลานพูดออกมานั้น ชัดเจนว่ามันเกินกว่าที่เขาจะรับไหว“ไม่ว่าเจ้าจะพูดอะไร พรุ่งนี้ข้าจะพาเจ้าไปที่หอบรรพบุรุษ และจะเปิดเผยความผิดทั้งหมดของเจ้าต่อหน้าทุกคน”หลี่เฉินอันข่มขู่“เจ้าควรจะอธิบายสาเหตุการตายของแม่ข้าให้ชัดเจน อย่าใส่ร้ายนาง!”สายตาของสวีหลานสั่นไหว “ถ้าอยากให้ข้าแก้ต่างให้แม่ของเจ้า ก็ได้แต่เจ้าต้องรับปากข้าเรื่องหนึ่ง”ผู้ชนะเป็นเจ้า ผู้แพ้เป็นโจร ตอนนี้นางเห็นชัดเจนแล้วว่านางแพ้ข้างกายหลี่เฉินอันมียอดฝีมือสองคน นางหนีไม่พ้นหรอก“เจ้าอย่าหวัง” หลี่เฉินอันไม่อยากถูกนางข่มขู่“เช่นนั้น เจ้าฆ่าข้าแ
“ทั้งหมดนั่นก็แค่หลอกเจ้า ใครใช้ให้เจ้าให้เงินข้ามากมายเช่นนั้น ข้าก็ต้องพูดอะไรดี ๆ ให้เจ้าฟังสิ”“ทะ ท่าน...อุ๊บ!” สวีหลานคงไม่คาดคิดว่าจางเย่ว์จะพูดเช่นนี้ นางโกรธจนกระอักเลือดออกมา แล้วล้มลงไปบนตัวจางเย่ว์อย่างอ่อนแรงจางเย่ว์เหมือนอยากจะพิสูจน์อะไรบางอย่าง รีบผลักสวีหลานออกจากตัวเขา“ตอนนี้พวกท่านคงเชื่อแล้วสินะ ขอแค่พวกท่านปล่อยข้าไป ข้ารับรองว่าจะไม่แก้แค้นอ้อ แล้วก็ข้ายังสามารถช่วยเป็นพยานให้พวกท่าน เปิดโปงนางด้วย”ในขณะที่จางเย่ว์กำลังเอาตัวรอด เขาก็ไม่ลืมที่จะหักหลังสวีหลานแม้ว่ากู้หว่านเยว่จะเกลียดสวีหลานมาก แต่ในเวลานี้ก็อดสงสารนางไม่ได้ผู้ชายคนนี้ น่ากลัวมากจริง ๆ !”“น้องหญิง ไม่ต้องห่วง ข้าจะไม่มีวันเป็นแบบนี้”ซูจิ่งสิงรีบเอ่ยขึ้น พร้อมกับมองจางเย่ว์ด้วยสายตารังเกียจ เขาตัดสินใจแล้วว่า ไม่ว่าอย่างไร ชีวิตของจางเย่ว์ก็ต้องจบลง“ข้าไม่เชื่อ ข้าไม่เชื่อ ท่านรักข้า”สวีหลานยังคงส่ายหัว“ข้ารู้ว่าท่านรักตัวกลัวตาย นี่ต้องเป็นเรื่องโกหกที่ท่านพูดเพื่อเอาตัวรอดแน่ ๆ ข้าไม่โทษท่านหรอก พี่เย่ว์”“ไม่ ข้าไม่ได้รักเจ้าจริง ๆ ”จางเย่ว์กลอกตาไปมา ไม่รู้ว่าสำนึกผิดห
ซูจิ่งสิงมองตามสายตาของกู้หว่านเยว่ กระทั่งเห็นบุรุษผมขาวผู้หนึ่งเดินนำผู้ติดตามเข้ามาอีกฝ่ายสวมเสื้อคลุมสีดำทมิฬ ขับให้ผมสีขาวของเขาดูโดดเด่นมากขึ้น ยามเขาเดินอยู่บนถนนก็ยิ่งดึงดูดความสนใจของผู้คนในบริเวณนั้นไปไม่น้อยบุรุษผมขาวมีท่าทีนิ่งสงบ สายตามองตรงไม่มีไขว่เขวแต่จู่ ๆ เขาก็สัมผัสได้ถึงสายตาของสองสามีภรรยากู้หว่านเยว่และซูจิ่งสิง จนต้องหันไปมองพวกเขาเมื่อสายตาประสานกัน ในใจของกู้หว่านเยว่กลับไม่ได้รู้สึกเกลียงชัง ทั้งยังพยักหน้าเล็กน้อยให้บุรุษผมขาวเพื่อแสดงความเป็นมิตรนัยน์ตาของจงหลี่วูบไหวเล็กน้อย ไม่รู้ว่าทำไมสตรีผู้นี้ถึงทำให้เขารู้สึกคุ้นหน้ายิ่งนักแต่น่าเสียดายที่กู้หว่านเยว่ใส่ผ้าคลุมหน้า เขาเห็นแค่ดวงตาคู่นั้นแม้ว่าจะเห็นเพียงดวงตาคู่นั้น แต่เรื่องที่น่าแปลกใจก็คือ จงหลี่เกิดความรู้สึกดีกับเจ้าของดวงตาคู่นี้เขาผู้ซึ่งไม่ชอบปฏิสัมพันธ์กับคนแปลกหน้า แม้ว่าจะอยากเข้าไปทำความรู้จักกับกู้หว่านเยว่แต่กู้หว่านเยว่กลับละสายตากลับไป นางชอบดูคนซุบซิบนินทากันแต่ก็ได้แค่ดูเท่านั้น ในใจของนางยังอยากเดินเล่นตลาดในเมืองอวี้ อยากเห็นว่าเมืองอวี้แห่งนี้เป็นอย่างไร“ท่านพ
กู้หว่านเยว่กำชับสั้น ๆ หลี่เฉินอันพยักหน้าน้อมรับคำสั่งทั้งสามคนเดินมาถึงห้องโถง มู่หรงอวี้กำลังรออย่างกระวนกระวายใจ จากเมืองตู้เปียนมาถึงเมืองอวี้ เส้นทางนี้ไม่ใช่ทางเดียวกับโรงเตี๊ยมเลยสักนิด ทุกคนรู้ดีว่าเจดีย์หนิงกู่นั้นยากจน แต่ไม่คิดว่าจะยากจนข้นแค้นเช่นนี้มู่หรงอวี้เดินทางอยู่หลายวัน แทบไม่ได้ล้างเนื้อล้างตัวเลย คนกลัวความสกปรกอย่างเขาจึงค่อนข้างทรมานจนแทบทนไม่ไหวเดิมทีคิดว่าหากถึงจวนโหวแล้ว ทุกคนคงรู้สถานะของเขา ต้อนรับเขาราวกับแขกผู้มีเกียรติใครจะรู้ละว่าเขาและเถาเอ๋อร์จะถูกทิ้งอยู่ในนี้ รอจนเวลาผ่านไปแล้วครึ่งชั่วยามทันทีที่หลี่เฉินอันและกู้หว่านเยว่เข้ามา ก็ได้ยินเสียงที่พยายามข่มความโกรธและประชดประชันของมู่หรงอวี้“อ๋องหลี่ก็ช่างวางอำนาจบาตรใหญ่เสียจริง ๆ ปล่อยให้ข้ารออยู่ในนี้หนึ่งชั่วยามแล้ว ไม่รู้ว่าเขากำลังคิดจะทำเรื่องใหญ่อะไรนะขอรับ”สายตาคู่นั้นมองข้ามหลี่เฉินอันไปโดยสิ้นเชิง เด็กอายุเพียงสิบสองสิบสามปี แต่จิตใจกลับต่ำช้ายิ่งกว่าสิ่งใดสายตาคู่นั้นกวาดมองมายังกู้หว่านเยว่และซูจิ่งสิง ทั้งสองคนปลอมตัวเข้ามา มู่หรงอวี้กลับมองไม่ออก เพียงแวบเดียวก็ไม่ได้ใ
เดิมทีหญิงสาวนึกว่าตัวเองจะได้รับการช่วยเหลือ แต่ไม่คิดว่ากลับเป็นเพียงเรื่องเพ้อฝัน“เจ้า”สวีซื่อฉวนอยากก้าวไปข้างหน้า แต่ถูกคนของถูเอ้อร์ขวางไว้“เจ้าหมายความว่าอย่างไร?”คนข้างหลังเขาก็ร้อนใจเช่นกัน เมื่อเห็นว่ากำลังจะตีกับถูเอ้อร์ จู่ๆ สวีซื่อฉวนเอ่ยขึ้น “ถอยให้หมด พวกเราไป”“หัวหน้ารอง...” หลายคนไม่พอใจ“ไป”สวีซื่อฉวนหันมองใบหน้าคนชั่วได้ใจของถูเอ้อร์แวบหนึ่ง แล้วกำหมัดแน่น พาคนของตัวเองจากไปอย่างเงียบเชียบ“ถุย คิดว่าตัวเองเป็นหัวหน้ารองจริงๆ หรือ”ถูเอ้อร์ถุยน้ำลายใส่แผ่นหลังเขาที่จากไป แล้วลากหญิงสาวที่เหลือออกไปหลังจากพวกเขาไปหมดแล้ว บนหลังคามีคนกระโดดลงมาสองคนซึ่งก็คือกู้หว่านเยว่กับหวังปี้ที่ดูอยู่เมื่อครู่“ดูท่าภายในของโจรพวกนี้ ก็ไม่ได้สามัคคีกันมากนัก”หวังปี้กล่าวพร้อมถอนหายใจ“ก่อนหน้านี้ทุกคนอยู่บนเขา เรียกท่านพี่ใหญ่ เรียกข้าพี่รอง เรียกขานกันดุจพี่น้องตอนนี้ยึดเมืองเหยาได้แล้ว จึงคิดอยากเป็นใหญ่ จะยอมแบ่งอำนาจได้หรือ”หวังปี้บ่นพร้อมส่ายหน้า กู้หว่านเยว่เพียงเม้มปากยิ้ม“นี่ก็พอดีเลยไม่ใช่หรือ จะได้ยุยงให้พวกเขาแตกคอกัน”นางดึงหวังปี้ “ไป พวกเ
ก่อนจากมา กู้หว่านเยว่ยัดเงินใส่มือของจางเอ้อร์“ตอนนี้อยู่ข้างนอก อีกทั้งท่านยังบาดเจ็บ มีเงินอยู่กับตัวดีกว่าไม่ดี รับไว้เถอะ”“แม่นางกู้ บรรพบุรุษของข้าจางเอ้อร์ทำบุญด้วยอะไร ถึงได้มารู้จักกับท่าน”จางเอ้อร์ชั่งน้ำหนักเงินที่อยู่ในมือซึ่งน้ำหนักค่อนข้างมาก น้ำเสียงสะอื้น แล้วมองทั้งสองจากไป“พระชายา เหลือเวลาไม่มากแล้ว พวกเรารีบไปเมืองเหยากันเถอะ”หวังปี้เอ่ยเตือน ในไม่ช้าทั้งสองคนมาถึงนอกเมืองเหยาขณะนี้ภายในเมืองเหยาเงียบสงัดบนถนนเต็มไปด้วยศพที่นอนเกลื่อนกลาด ในอากาศกลิ่นคาวเลือดคละคลุ้ง เลือดไหลมาบรรจบกันดุจแม่น้ำสายเล็กแล้วไหลลงสู่คูเมือง จนทำให้แม่น้ำกลายเป็นสีแดงฉานร้านรวงสองข้างทางถูกปล้นจนว่างเปล่า ถูกทำลายบ้าง ถูกเผาบ้างภายในจวนเจ้าเมือง มีหญิงสาวกลุ่มหนึ่ง กอดกันร้องไห้ส่วนมากพวกนางเป็นหญิงชาวบ้านในเมืองถูกโจรจับมาไว้ในจวน เพื่อให้พวกมันย่ำยี“ข้าอยากกลับบ้าน...”“ท่านพ่อท่านแม่ตายแล้ว พี่น้องก็ตายหมดแล้ว”“พวกเรายังมีบ้านหรือ?”“ไม่มี ไม่มีบ้านแล้ว ไม่มีบ้านอีกต่อไปแล้ว...”จากนั้นเสียงร้องไห้ดังขึ้นระงมขณะนี้ นอกประตูมีคนกลุ่มหนึ่งเข้ามากะทันหันแ
แต่นึกไม่ถึงว่าทำดีไม่ได้ดี ความเมตตานี้กลับถูกคนชั่วหลอกใช้หลังจากเอ้อร์คำนับเสร็จ ก็ยันตัวลุกขึ้นยืนกู้หว่านเยว่ตรวจดูอาการของเขาสักครู่“ข้ากับแม่ทัพหวังยังมีธุระต่อ เกรงว่าคงอยู่ดูแลเจ้าที่นี่ไม่ได้ ที่นี่มีเงินถึงหนึ่ง เจ้ารับไป แล้วหาที่รักษาตัวเถอะ”กู้หว่านเยว่นำก้อนเงินเล็กถุงหนึ่งยื่นให้จางเอ้อร์จางเอ้อร์เห็นถุงก้อนเงินเล็กขอบตาแดงไปหมด มองกู้หว่านเยว่ด้วยสายตาตื้นตันในยามนั้นการทำดีตอนเนรเทศ วันนี้ถือว่ามีส่วนช่วยเขาอย่างใหญ่หลวง“แม่นางกู้”แต่ว่าเขาไม่ได้ยื่นมือไปรับถุงก้อนเงินเล็กมา“พวกท่านจะไปเมืองเหยาหรือ?”กู้หว่านเยว่สบตากับหวังปี้แวบหนึ่ง เนื่องจากจางเอ้อร์ไม่ใช่คนเลว ดังนั้นทั้งสองจึงไม่ปิดบัง แต่ว่าทัพใหญ่ของหนางหยางอ๋องตั้งค่ายอยู่ในภูเขาเหยา ทั้งสองไม่ได้เปิดเผยให้รู้“ถูกต้อง พวกเราสองคนต้องไปทำธุระในเมืองเหยา”“พาข้าไปด้วยได้หรือไม่?” จางเอ้อร์ถามหยั่งเชิงคราวนี้กู้หว่านเยว่ไม่ลังเล ส่ายหน้าทันที“ท่านคงยังไม่รู้สถานการณ์ในเมืองเหยา เมืองเหยาถูกพวกโจรโจมตีแล้ว ตอนนี้พวกโจรกำลังฆ่าคนไปทั่วเมือง คนทั่วไปเมื่อเข้าไปก็จะไม่ได้ออกมาอีกอีกอย่าง
ไม่ว่าเขาจะเรียกร้องอย่างไร หัวหน้าสำนักคุ้มภัยหวังก็เหมือนคนนอนหลับ ไม่มีการตอบสนองสักนิด“จางเอ้อร์ หักห้ามใจเถอะ”หวังปี้ถอนหายใจ พร้อมเอ่ยเตือนเขาเข้าใจอาการคลุ้มคลั่งในยามนี้ของจางเอ้อร์ดี เพียงแต่ คนตายไม่อาจฟื้นคืน“ข้าผิดคำพูดแล้ว”ในใจจางเอ้อร์เสียใจอย่างที่สุดเขาเคยรับปากหัวหน้าสำนักคุ้มภัยหวังว่าจะช่วยเขา“ข้าจะทำแผลให้ท่านก่อน”กู้หว่านเยว่นำขวดยาและผ้าพันแผลที่ติดตัวมา ทำแผลให้จางเอ้อร์“ขอบคุณแม่นางกู้”จางเอ้อร์น้ำตาร่วงต่อให้ในใจจะเสียใจเพียงใด เขาก็รู้ว่าไม่มีสิ่งใดเปลี่ยนแปลงบาดแผลบนตัวจางเอ้อร์ค่อนข้างลึก กู้หว่านเยว่ทำแผลได้เพียงเบื้องต้น เพื่อไม่ให้บาดแผลอักเสบ“ท่านลุกขึ้นยืนได้หรือไม่?”หลังทำแผลเสร็จ กู้หว่านเยว่สอบถามนางและหวังปี้ต้องเข้าไปสืบข่าวในเมืองเหยา จึงดูแลจางเอ้อร์เป็นเวลานานไม่ได้“ข้า ข้าพอยืนได้”หลังกินยาของกู้หว่านเยว่เข้าไป เรี่ยวแรงของจางเอ้อร์ฟื้นฟูขึ้นมาบ้าง“ยืนได้ก็ดีแล้ว ใช่สิ สำนักคุ้มภัยของพวกท่านพบเจอเรื่องใดหรือ ถึงได้ล้มตายกันหมดเช่นนี้?”กู้หว่านเยว่สอบถาม เมื่อครู่ระหว่างทำแผลให้จางเอ้อร์ นางมองสำรวจโดยรอบพ
เขาโกรธจนกำหมัดแน่นเพื่อให้ทหารระบายความแค้น ก่อนและหลังโจมตีเมือง บางกองทัพจะฆ่าล้างบางชาวบ้านหนึ่งเพื่อข่มขวัญผู้คนที่อยู่ในเมืองสองเพื่อให้เหล่าทหารผ่อนคลายเพียงแต่หนางหยางอ๋องและซูจิ่งสิงปกครองอย่างเข้มงวด ไม่เคยปล่อยให้เกิดเรื่องอย่างนี้ขึ้น“พวกเราไปก่อนเถอะ”กู้หว่านเยว่ทนดูไม่ได้อีกต่อไป จึงเก็บสายตากลับมาเงียบๆตั้งแต่โบราณผู้ที่ทุกข์ร้อนในศึกสงครามก็คือชาวบ้านผู้บริสุทธิ์ขณะที่ทั้งสองเตรียมจากไป จู่ๆ ได้ยินเสียงร้องขอความช่วยเหลือดังแผ่วเบามาจากถนนสายเล็กด้านข้าง“ทางนั้นเหมือนจะมีคน”หวังปี้รีบหันมองทันที“ไป พวกเราไปดูสักหน่อย” กู้หว่านเยว่ลากหวังปี้เข้าไปตรวจดูด้วยกัน ปรากฏว่าเห็นคนสองคนล้มอยู่ในพงหญ้าบนตัวทั้งสองคนเต็มไปด้วยเลือด บนตัวมีบาดแผลจากดาบไม่น้อย“น้องเล็ก ดูจากเสื้อผ้าของพวกเขาน่าจะเป็นคนของสำนักคุ้มภัย”หวังปี้เปลี่ยนสรรพนามอย่างระวัง กู้หว่านเยว่พยักหน้า เดินไปหาคนที่ขอความช่วยเหลือนางรู้สึกว่าเสียงของคนผู้นี้คุ้นหูอยู่บ้างพอดีกับที่ชายผู้นั้นเห็นว่ามีคนเข้ามา จึงรีบมองไปทางพวกกู้หว่านเยว่เมื่อทั้งสองสบตากัน ต่างชะงักไปทันใด กู้หว่าน
“พี่น้องสกุลฮั่ว เจ้าไม่เป็นไรนะ?” กู้หว่านเยว่เดินมาตรงหน้าฮั่วจี๋ แต่อีกฝ่ายยังอยู่บนหลังของหวังปี้ ไม่มีแรงลงมา“คารวะพระชายา”ฮั่วจี๋ใช้หางตาเหลือบมองกู้หว่านเยว่แวบหนึ่งท้องฟ้ามืดสลัว เขาเองก็มองไม่ชัดว่าหน้าตากู้หว่านเยว่เป็นอย่างไรแต่ว่าเขาเพิ่งเคยเห็นหญิงสาวลอบโจมตีสนามรบพร้อมกองทัพยามวิกาลเป็นครั้งแรก ในใจจึงรู้สึกนับถือมาก คำพูดที่พูดกับกู้หว่านเยว่จึงเคารพมาก“พระชายาโปรดอภัย ข้าน้อยไม่อาจลงไปคารวะด้วยตัวเอง”“แค่พิธีเท่านั้น รักษาตัวสำคัญกว่า”กู้หว่านเยว่เป็นคนในยุคปัจจุบัน จึงไม่ใส่ใจพิธีรีตองมากนักอีกอย่างพวกนางกำลังเร่งเดินทาง ไม่จำเป็นต้องให้ฮั่วจี๋ลงจากหลังหวังปี้ เพียงเพื่อทำความเคารพเท่านั้นฮั่วจี๋คุยกับกู้หว่านเยว่เพียงไม่กี่คำ พลันหลับตาลงอย่างอึดอัดบิดาและพี่ชายเพิ่งเสียชีวิต ประชาชนชาวเมืองเหยาตกอยู่ในอันตราย เขาเป็นแม่ทัพน้อยแห่งเมืองเหยา จึงไม่มีแก่ใจพูดคุยกับใครเมื่อนึกถึงกลุ่มโจรเหล่านั้นในเมืองเหยา ที่เข้ามาปล้นชิงฉุดคร่าทำให้หมัดของฮั่วจี๋ กำแน่นยิ่งขึ้นกว่าเดิมเขาโกรธมาก!สกุลฮั่วเฝ้ารักษาเมืองเหยามาตลอดชีวิตราษฎรเมืองเหยาคือครอบ
ฮั่วจี๋รู้สึกแค้นเคืองภายในใจเพียงเขาหลับตาลงหนึ่งข้าง เบื้องหน้าก็ปรากฏภาพศีรษะของบิดาและพี่ชายถูกห้อยอยู่หน้าประตูเมืองหากมิใช่เพราะฮ่องเต้ชั่วตัดสินใจผิดพลาด ไฉนเลยสกุลฮั่วของเขาจะตกลำบากมาถึงขั้นนี้ได้?“ก่อนกองโจรโจมตียึดครองเมืองสองสามวัน ท่านพ่อและพี่ชายได้รับข่าวมาแล้ว ตั้งใจเขียนจดหมายหนึ่งฉบับ ขอความเมตตาจากฝ่าบาทเคลื่อนย้ายกำลังพลจากคูเมืองละแวกใกล้เคียงมาเพียงน่าเสียดาย ฝ่าบาทไม่สนใจพวกเราเลยแม้แต่น้อย”ฮั่วจี๋ย้อนนึกถึงความทรงจำทีละน้อย ภายในสายตาเปี่ยมไอแค้น“บิดาและพี่ชายไม่มีทางเลือก ทำได้เพียงย้ายข้าออกมาก่อนเป็นอันดับแรก”ที่แท้ฮั่วจี๋ไปเลือกกำลังพลในวันนั้นไม่ใช่เรื่องบังเอิญแต่สกุลฮั่วสังเกตเห็นความผิดปกติตั้งแต่แรก ตั้งใจส่งเขาออกไป“ข้าไม่เต็มใจจากไป ท่านพ่อและท่านพี่สั่งให้คนตีข้าจนหมดสติตอนข้าฟื้นขึ้นมา ทั้งหมดก็สายไปแล้ว”อาจเพราะคนของสกุลฮั่วรู้ว่าไม่มีโอกาสพลิกสถานการณ์ได้อีก ดังนั้นจึงต้องการเก็บสายเลือดสุดท้ายไว้ นี่ถึงส่งฮั่วจี๋ออกไป“หลานชาย”หนานหยางอ๋องถอนหายใจเฮือกหนึ่ง ไม่รู้สมควรปลอบเยี่ยงไรนึกถึงตอนแรก เขาและเหล่าฮั่วสองคนต่อสู้เ
“ข้ารู้แล้ว ขอบคุณเจ้าที่ยอมเล่าให้พวกเราฟัง”กู้หว่านเยว่มองเจียงม่านมากอีกทีหนึ่ง กลับไม่ดูเบาเพียงเพราะนางเป็นสตรีในโลกีย์“ก่อนหน้านี้ข้าไม่เล่าความจริงให้พวกท่านฟัง นั่นเพราะข้าไม่สามารถแยกออกว่าพวกท่านเป็นมิตรหรือศัตรูกังวลพูดฐานะของคุณชายฮั่วออกไป จะนำมาซึ่งหายนะ”เจียงม่านคำนับกู้หว่านเยว่“ล่วงเกินไปที่ใด หวังว่าแม่นางจะให้อภัย”บัดนี้ได้เห็นกู้หว่านเยว่ออกมือช่วยเหลือฮั่วจี๋ด้วยตนเอง นางก็คือผู้มีบุญคุณช่วยชีวิตฮั่วจี๋ปัดเศษดูแล้ว ภายภาคหน้าก็เป็นผู้มีบุญคุณของเจียงม่านนางเฉกเดียวกัน“ไม่ต้องเกรงใจถึงเพียงนี้”กู้หว่านเยว่ยื่นอาหารแห้งให้นาง“ยังไม่ได้กินข้าวกระมัง รองท้องก่อนเถอะ”เจียงม่านเลียริมฝีปาก นับตั้งแต่หนีออกจากเมืองเหยา เพื่อป้องกันถูกคนพบเห็น นางเองก็ไม่กล้าพาฮั่วจี๋ไปยังที่ที่มีคนมากนางไม่กล้าไปแม้แต่โรงน้ำชาเพื่อจิบชา กลัวถูกคนรู้ฐานะนางไม่ได้กินข้าวมาสองวันแล้ว ได้เห็นอาหารแห้งตาก็ลุกวาว รีบรับอาหารแห้งไปด้วยสองมือ ขอบคุณกู้หว่านเยว่นับพันนับหมื่นครั้งทุกคนเดินไปราวระยะหนึ่ง ฮั่วจี๋ก็ฟื้นขึ้นมาหลังเขาฟื้นแล้ว หนานหยางอ๋องก็แสดงตัว พูดคุย
นางอยากเปิดบาดแผลของฮั่วจี๋ให้พวกเขาดู แต่มือสองข้างถูกมัดไว้“คุณชายถูกยิงที่อก ลูกธนูยังอยู่ข้างในเจ้าค่ะ!”หนานหยางอ๋องเลื่อนคบเพลิงเข้าใกล้อกของฮั่วจี๋ได้เห็นลูกธนูที่บาดแผลบนอกของเขาไม่ผิดไปดังคาด ถูกเกราะบังไว้ เห็นได้ไม่ชัดนัก“พระชายา ต้องรบกวนเจ้าแล้ว”หนานหยางอ๋องมองทางกู้หว่านเยว่ ครั้งนี้พวกเขาออกมาเป็นหน่วยจู่โจมสายฟ้าแลบ ข้างกายมิได้พาหมอทหารมาด้วย“ไม่เป็นไร”กู้หว่านเยว่พกกระเป๋ายาติดมาด้วย ก็เพื่อรับมือในยามจำเป็นแผลถูกธนูยิงนี้สำหรับนางกลับเป็นเรื่องเล็ก“วางคนนอนราบก่อน ข้าจะดูอาการของเขา”หวังปี้รีบขยับขึ้นไป “ข้าเอง”เขามือเท้าคล่องแคล่วว่องไว แก้มัดเชือกบนตัวฮั่วจี๋ออก จากนั้นจับคนนอนราบ“เอาคบเพลิงมาอีกสองอัน ส่องสว่างให้ข้า”เพื่อป้องกันมิให้มีแสงไฟ ทำให้คนสังเกตเห็นเบาะแสดังนั้นภายในหน่วยจึงจุดคบเพลิงเพียงหนึ่งถึงสองอันหนานหยางอ๋องนำคบเพลิงสองอันมา สั่งให้คนย่อตัวถือคบเพลิงข้างกายกู้หว่านเยว่ ส่องแสงให้นางขั้นตอนการดึงธนูออกมีเลือดเล็กน้อยกู้หว่านเยว่สวมถุงมือ การกระทำเป็นขั้นเป็นตอน คีบลูกธนูที่หักออกมาก่อน ล้างแผลด้วยแอลกอฮอล์ โรยผงยาแก