เส้นทางขึ้นเขาย่อมไม่ใช่เส้นทางที่เดินได้อย่างเรียบง่าย เซียวอี้หยางเดินนำหน้าโดยมีหวังชิงหว่านเดินเคียงข้างไป ส่วนเด็กทั้งสองเดินรั้งท้าย พวกเขามองดูฝีเท้าจังหวะก้าวเดินของพี่สะใภ้ต่างก็ส่งสายตาคำถาม ลี่อินเอนตัวกระซิบ
“พี่สะใภ้ดูจะเหมือนไม่ใช่คนขึ้นเขาครั้งแรก”
ลู่อินพยักหน้าเห็นด้วย
“นั่นสิ ดูจะคล่องแคล่วยิ่งกว่าพวกเราเสียอีก”
การเดินเขาไม่ใช่เรื่องยากสำหรับหวังชิงหว่าน แต่ด้วยร่างกายอันบอบบางตอนนี้ทำให้นางเริ่มปวดเมื่อย แขนขาเริ่มไร้เรี่ยวแรง เซียวอี้หยางหันมาเห็นสีหน้าเหนื่อยล้าของอีกฝ่ายก็พูดขึ้น
“อดทนอีกนิด...ป่าข้างหน้าก็จะเป็นที่ตัดฟืนแล้ว”
สีหน้าของเด็กสาวแดงกร่ำ หันยิ้มตอบ “เจ้าค่ะ”
ทั้งน้ำเสียงและสีหน้าบอกว่านางกำลังอดทนอย่างหนัก เด็กทั้งสองมองส่งสายตา พลางคิดว่าพวกเขาคงคิดมากเกินไป
เห็นหวังชิงหว่านพยักหน้ารับอย่างว่าง่ายทำให้เซียวอี้หยางรู้สึกชื่นชอบฮูหยินตัวเองขึ้นมากว่าเดิมหลายส่วน เดินมาไม่นานก็ถึงจุดตัดไม้ เซียวอี้หยางวางตระกร้าด้านหลังลงจากนั้นก็จัดแจงหาที่นั่งพักสำหรับวันนี้
หวังชิงหว่านไม่ฝืนร่างกายของตัวเอง ทันทีที่เซียวอี้หยางบอกให้นางนั่งพัก นางก็แทบจะทิ้งตัวล้มลง แต่กลัวเสียหน้าจึงค่อย ๆ นั่งลงนางนวดขาพลางมองดูเด็กทั้งสองเริ่มช่วยกันตัดฝืน พวกเขาดูพวกเขาเริ่มวางตะกร้าลงแล้วตัดฟืน
ลี่อินเด็กสาวตัวน้อยดูจะไม่เชี่ยวชาญเท่าพี่ชายทั้งสอง แต่สีหน้ากลับจริงจังไม่ถือโอกาสเกียจคร้าน ชิงหว่านพักหายเหนื่อยได้สักพักก็เดินไปหาลี่อินแล้วพูดขึ้น
“ข้าอยากจะลองตัดดู”
ลี่อินหันมามองพี่สะใภ้ นางนึกว่าพี่สะใภ้จะแค่อยากมาลองดูอะไรสนุกๆ ไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะมีใจอยากช่วย
“เอามีดมาสิ...” ลี่อินกำมีดแน่นขึ้น แต่ก็ยังยื่นมันออกไป
“พี่สะใภ้ระวังด้วย” ชิงหว่านยิ้มจากนั้นก็ก้าวขาวางท่าทางแล้วเอามีดฟันลงไป ฉึก! ฉึก!
แม้แรงจะมีน้อยแต่จังหวะการฟันนับว่าถูกต้อง ลี่อินจับตามองพี่สะใภ้ด้วยความรู้สึกสับสน ผ่านไปสักพักเซียวอี้หยางหันไปมองภรรยาของตนเองไม่เห็นนางนั่งอยู่ที่เดิมก็เบนสายตามองเห็นนางกำลังตัดฟืนช่วยลี่อินก็คลี่ยิ้มเอ่ย
“ชิงหว่านอย่าได้หักเหิม...จนตัวเองได้รับบาดเจ็บ”
ลี่อินขมวดคิ้ว รู้สึกว่าพี่ชายกล่าวไม่ถูกต้องลู่อันหันมองเห็นในตะกร้าของน้องสาวมีจำนวนฟืนมากกว่าพลางมองพี่สะใภ้ที่กำลังตัดฟืนอย่างแข็งขันก็ยิ่งสับสน ถึงแม้พี่สะใภ้จะเป็นบุตรของอนุแต่นางก็เป็นคุณหนูเจ็ดจวนเสนาบดี ชีวิตประจำวันทั่วไปย่อมไม่ต้องลำบาก
แต่ทักษะใช้มีดที่ชำชองเช่นนี้?
หรือจริงแล้วตั้งแต่ข่าวลือก็ล้วนเป็นเท็จ
“ตะกร้าของเจ้าจะเต็มแล้ว” เสียงใสๆ ของชิงหว่านเอ่ยพูดกับลี่อินดังขึ้นดึงสติของลู่อันกลับมา เขามองตะกร้าตัวเองอีกครั้งรู้สึกขัดเขินที่ตัวเองมัวแต่คิดเรื่อยเปื่อย
ผ่านไปสักพักเซียวอี้หยางเดินมากลับมานั่งพักแล้วเอ่ยเรียก “น้องหญิง เจ้าก็มาพักเถอะ”
สายตาชายหนุ่มไปสะดุดตาจำนวนฟืนที่กำลังเต็มตะกร้าของลี่อินก็เบิกตามองด้วยความตกใจ เมื่อก่อนเขาถือว่าตัวเองเป็นบัณฑิตเรื่องการใช้แรงงานย่อมด้อยกว่าพวกน้อง ๆ เป็นเรื่องธรรมดา แต่ครั้งนี้เหมือนว่าเขาจะด้อยกว่าภรรยา..ชายหนุ่มจนคำพูดไปชั่วขณะ
ชิงหว่านมองดูตะกร้าใกล้จะเต็มแล้วจึงยื่นมีดคืนลี่อินแล้วเดินมาหาเซียวอี้หยางที่ยังเหม่อลอยอยู่
“คิดอะไรอยู่หรือเจ้าคะ”
เซียวอี้หยางพลันได้สติ รีบเอ่ยตอบ “น้องหญิงใช้มีดได้คล่องยิ่งนัก”
ดูจากสายตาของทุกคน แค่ใช้มีดคล่อง เดินเขาได้ ก็นับว่าผิดแปลกโชคดีที่นางไม่เอาสาวใช้มาด้วยทำให้สร้างเรื่องเอาตัวรอดไปได้ “อยู่เรือนว่าง ๆ ข้าไม่มีอะไรทำก็ได้หัดใช้อยู่บ้าง”
คำตอบของชิงหว่านทำให้อี้หยางคิดไปอีกเรื่อง คาดว่าชีวิตในจวนตระกูลใหญ่ในฐานะบุตรสาวอนุ ย่อมไม่สบายทุกเรื่อง แววตาที่ชายหนุ่มทอดมองหญิงสาวเต็มไปด้วยความเห็นใจกล่าว
“พวกเราออกมาสายตอนนี้ก็ใกล้เที่ยงแล้ว เจ้าหิวหรือยัง” พูดเสร็จชายหนุ่มก็หันไปเรียกน้องสาว
“ลี่อิน นำหมั่นโถวมาให้พี่สะใภ้”
ลี่อินได้ยินก็รีบเดินเข้ามา แล้วนั่งข้างสัมภาระคลี่ผ้าออกมาจากนั้นก็ยื่นหมั่นโถวสีขาวก้อนหนึ่งออกมาพูดขึ้น
“พวกข้าไม่คิดว่าพี่สะใภ้จะมาด้วย เลยไม่ได้เตรียมอาหารอย่างอื่นมาด้วย” สีหน้าของเด็กสาวเกรงว่าพี่สะใภ้จะพอใจอาหารของชาวบ้าน ชิงหว่านยิ้มในเมื่อเข้าป่ามาแล้วจะเกรงว่าไม่มีอาหารได้อย่างไร
“ไม่เป็นไร ข้ากินเท่านี้ก็พอ...ทว่าท่านพี่...ที่นี่ไม่มีชาวบ้านขึ้นเขาไปหาสัตว์ป่าหรือ”
“มี...แต่ต้องเข้าในป่าลึกพวกข้าเองก็ไม่เคยเข้าไป เพราะอันตรายจนเกินไป”
ชิงหว่านพยักหน้าภายนอกใบหน้าเรียบนิ่ง แต่ภายในใจวางแผนหลายส่วนยิ้มกรุ่น ที่นี่ต้องมีสัตว์ป่าอย่างแน่นอน น่าสนใจ นางรู้สึกคันไม้คันมือ มองไปลำธารแล้วพูดขึ้น “ถ้าอย่างนั้น..พวกเราไปหาปลาในลำธารนั้นกันดีหรือไม่เจ้าคะ”
เซียวอี้หยางยิ้มแห้งไม่กล้าตอบ
ลี่อินก็พูดขึ้น “พวกข้าจับปลาไม่เป็น”
ชิงหว่านยิ้มพูดต่อ “ข้าอยากจะลองดู” จับปลาในน้ำไม่ใช่เรื่องง่าย แต่เซียวอี้หยางไม่กล้าขัดอีกฝ่ายจึงพูดขึ้น
“ตามใจเจ้า...แต่อย่าให้ตัวเองเปียก ตอนนี้ใกล้หน้าหนาวจะเจ็บป่วยได้” ชิงหว่านยื่นหมั่นโถว่คืนลี่อินจากนั้นก็หยิบมีดลุกขึ้นไปตัดไม้ทำหอกปลายแหลม นางจัดการได้ของพอเหมาะมือแล้วก็เดินไปยังลำธารมองหาโขดหินที่พอเหมาะเดินขึ้นไปยืนแล้วใช้สายตากวาดมองโดยรอบ
ลู่อันวางมือจากการตัดฟืนมายืนดูชิงหว่านแล้วหันไปถามอี้หยาง “พี่ชาย พี่สะใภ้จะจับปลาได้หรือไม่ขอรับ”
เซียวอี้หยางส่ายหน้าแววตาสับสน “ข้าก็ไม่แน่ใจ”
หวังชิงหว่านยืนนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง แววตาเฉียดคมจ้องมองลงไปในน้ำอย่างมีสมาธิ ทันทีที่เห็นเป้าหมายนางปักไม้แหลมลงไป เมื่อดึงกลับขึ้นมาเห็นปลาดิ้นในปลายไม้นางก็คลี่ยิ้มงดงาม
“ได้แล้ว!! ข้าจับปลาได้แล้ว” นางดึงปลาออกจากไม้นั้นก็ขว้างขึ้นไปบนฝั่งแล้วพูดต่อ
“ลี่อินก่อไฟ มื้อเที่ยงนี้เราจะกินปลาเผากัน” ไม่รอให้ชิงหว่านพูดเสร็จ ลู่อันก็รีบวิ่งไปเตรียมก่อไฟแล้ว
เสียงร้องยินดีของลี่อินฉุดให้ชายหนุ่มที่ยืนอยู่บนไม้ตรงต้นลำธารห่างออกไปในจุดน้ำตก จ้องมองบางอย่าง
“จางเคอ เจ้ามองอะไร” เกาเวินมาถึงก็เอ่ยถามพลางชำเลืองมองตาม เห็นดุรณีเยาว์วัยผู้หนึ่งในชุดบุรุษดวงตาของนางเป็นประกายระยิบระยับ
เกาเวินคลี่ยิ้มแววตาพราว “นับว่าเป็นสตรีน้อยที่งดงามไม่น้อย...นั่นไม่ใช่ว่ากำลังเล่นจับปลาหรอกนะ ท่าทางดูจริงจังไม่น้อย” เอ่ยเสร็จก็ต้องเบิกตากว้างเพราะในปลายแหลมหอกของนางมีปลาตัวใหญ่ตัวหนึ่งดิ้นอยู่ แล้วก็ต้องขมวดคิ้วเมื่อได้ยินเสียงเด็กชายผู้หนึ่งตะโกนด้วยเสียงยินดี
“พี่สะใภ้สุดยอดเลยขอรับ....”
“นะ...นางแต่งงานแล้ว..หรือว่า” เกาเวินเอ่ยด้วยน้ำเสียงตื่นตระหนก จางเคอหันมามองสหายขมวดคิ้วเล็กน้อยที่สหายไม่รู้เรื่องราว “นางคือคุณหนูเจ็ดจวนเสนาบดีหวัง”เกาเวินเบิกตากว้างอ้าปากค้างก่อนจะเอ่ย “นับว่านางงามสมควรรำลือ... มิน่าคุณชายรองกัวฉู่เหอจึงได้หลงใหล แต่เพราะนางเป็นบุตรสาวอนุจึงยังไม่ตบแต่ง” จางเคอมองไปยังหญิงสาวแล้วพูดต่อ“ข้าก็ไม่คาดคิดว่า สตรีเช่นนางจะยินยอมแต่งให้บุตรชายตระกูลชาวนา...” แผนการนี้กลับใช้ได้ผลเกาเวินมองตามเห็นหวังชิงหว่านยกหอกขึ้น ด้านปลายแหลมมีปลาตัวใหญ่ดิ้นอยู่ เขาคลี่ยิ้มมุมปากเอ่ย “แต่ดูนางจะปรับตัวได้ดี...รูปร่างอรชนบอบบางเช่นนั้น กลับจวงแทงไม่พลาดสักครั้ง” “นั่นสิ!! ข้ากลับรู้สึกว่าไม่รู้จักคุณหนูเจ็ดผู้นี้”เกาเวินหัวเราะฝืด “ทุกคนล้วนดิ้นรน ไม่แน่ว่าอยู่ตระกูลจวนนางอาจจะลำบากกว่านี้” ในขณะนั้นพวกเขาก็เห็นกลุ่มคนทหารม้ากำลังมาทางนี้ จึงหยุดวาจาแล้วก็กระโดดเข้าไปขวาง หวังชิงหว่านรู้สึกว่าสายตาที่จ้องมองหายไปแล้ว จึงชำเลืองมองเห็นเพียงปลายอาภรณ์สีดำ นางดึงสายตากลับลอบถอนหายใจพลางคิด “คนที่นี่คงมีกำลังภายในที่สามารถเหาะเห
ในเรือนสกุลเซียวมีเพียงฮูหยินผู้เฒ่าที่อยู่ในเรือน ส่วนบิดาและมารดายังไม่กลับจากทำนา ทั้งลี่อิน ลู่อันและเซียวอี้หยางก็มีหน้าที่ของตนเอง เหลือเพียงหวังชิงหว่านที่นั่งพักเอื่อยเฉื่อยอยู่ในที่นั่งหน้าเรือน นางเงยหน้ามองท้องฟ้าพลางคิดในใจ “สวรรค์ตอนนี้ข้าเริ่มจับปลาขายแล้วนะ...จากนี้ก็คงจะเป็นปลูกผัก ทำนา เลี้ยงเป็ด เลี้ยงไก่ ... นับว่าเป็นชีวิตเรียบง่ายที่ตามข้าร้องขอ...เฮ้อ! เอาเถอะถือว่าข้าไม่รอบคอบเอง...ที่ไม่ขอเงินด้วย”นางนึกบางอย่างได้กลับเข้าไปในเรือน ดึงหีบสินเดิมที่หวังฮูหยินกล่าวว่าจัดเตรียมให้ ความจริงแล้วทั้งหมดล้วนเป็นของใช้ส่วนตัวของนางที่บิดามอบให้ก่อนหน้า นางเปิดหีบหลายหีบออกมา “ล้วนเป็นเสื้อผ้าที่นำมาใส่ไม่ได้ทั้งนั้น....ของพวกนี้เอาไปขายเปลี่ยนเป็นเงินจะดีกว่า” นางในฐานะฮูหยินขุนนางบางส่วนก็ควรต้องเก็บไว้ จึงจัดแจงแยกของอยู่ครึ่งเค่อก็ได้ยินเสียงเด็กสาว “พี่สะใภ้ พี่สะใภ้” เสียงลี่อินตะโกนเรียกอยู่หน้าเรือน หวังชิงหว่านจึงเอ่ยตอบ “ลี่อินหรือ เข้ามาข้างในสิ” ผ้าม่านถูกเลิกขึ้นปรากฏเด็กสาวใบหน้ายิ้มแย้ม นางปร
ลี่อินลากรถลากตามหลังหวังชิงหว่านที่คล้ายกำลังมองหาบางอย่าง นางจึงเอ่ยถาม “พวกเราจะไปไหนต่อหรือเปล่าเจ้าคะ” “ข้าจำเป็นต้องซื้อเสื้อผ้าใหม่ ไปดูร้านผ้าตรงหน้าเถอะ” เอ่ยเสร็จนางก็เดินนำหน้าไปร้านแพรพรรณ หลงจู้เห็นคนเดินเข้ามาก็รีบออกมาต้อนรับ แต่ก็ต้องชะงักในความงามของหวังชิงหว่านอยู่ครู่ใหญ่ ด้วยเป็นร้านผ้าเล็ก ๆ จึงไม่เคยได้ต้อนรับลูกค้าที่เฉิดฉายเช่นนี้มาก่อน เด็กหนุ่มรีบดึงสติเอ่ยถามด้วยความขัดเขิน “ท่านต้องการผ้าไปตัดหรือเป็นชุดเลยขอรับ” หวังชิงหว่านยิ้มตอบพลางเอ่ย “ข้าอยากได้ชุดเรียบง่ายสักสามสี่ชุดแล้วก็ผ้าสำหรับตัดด้วย” “ถ้าอย่างนั้นท่านเลือกผ้าตรงนี้รอก่อนนะขอรับ ข้าจะไปเลือกชุดที่เหมาะสมกับท่านออกมาให้เลือก” หวังชิงหว่านหันไปลี่อินแล้วพูดขึ้น“เจ้าเย็บเสื้อผ้าได้หรือไม่” ลี่อินพยักหน้าตอบ “แม้ฝีมือข้าจะไม่ละเอียดแต่ก็นับว่าใช้การได้เจ้าค่ะ” “งั้นมาเลือกผ้าด้วยกันสิ...ถ้ายังไงก็เลือกไปเผื่อคนอื่น ๆ ด้วย เลือกไปเยอะๆ ถือว่าเป็นค่าจ้างเจ้าตัดให้ข้าด้วย” ลี่อินกะพริบตามองพี
คนในสกุลเซียวจะรีบทานข้าวเย็นและเข้านอนแต่หัวค่ำ เพื่อจะได้ตื่นเช้าไปทำนาแตกต่างจากเซียวอี้หยางที่บางวันจะมีสังสรรค์ข้างนอก บางคืนก็จะอ่านหนังสือจนดึก พวกเขาเลยแยกสำรับมาที่เรือนเซียวอี้หยางต่างหากและเซียวฮูหยินก็ไม่เคยจะลืมแยกอาหารดีๆ ไว้สำหรับลูกชายเป็นพิเศษ เรือนหลักสกุลเซียว ในมื้อเย็นวันนี้เต็มไปด้วยความตื่นเต้นน่ายินดี แต่สีหน้านายท่านเซียวก็ยังมีความลังเล เขาขมวดคิ้วไม่อยากจะเชื่อสิ่งที่บุตรชายและบุตรสาวกล่าว “พวกเจ้าแน่ใจนะ ว่านางเป็นคนจับปลาด้วยตัวเอง” ลี่อินเคี้ยวอาหารพลางพยักหน้ามองบิดาด้วยสายตาจริงจัง ลู่อันก็ยืนยันกล่าว “ข้ากับลี่อินเห็นด้วยตาตัวเองเลยขอรับ” ขณะนั้นลี่อินก็ล้วงเงินออกมาเอ่ย “นี่ลู่อัน...25 อีแปะพี่สะใภ้แบ่งค่าขายปลาให้พวกเรา” ลู่อันเบิกตาขึ้นเป็นประกายรีบยื่นมือไปรับ “พี่สะใภ้เป็นคนดีจริง ๆ ท่านย่า ท่านพ่อ ท่านแม่ นางไม่เหมือนที่คนอื่นกล่าวลือเลยนะขอรับ” เซียวฮูหยินมองเงินในมือบุตรชายแล้วหันไปพูดกับสามี “ฟังจากที่อี้หยางเล่า...นางแตกต่างจากที่เขาเล่าลือจริง ๆ เจ้าค่ะ” ลี
หวังชิงหว่านนึกว่าเซียวอี้หยางจะหมดแรง ใกล้รุ่งเขาได้สติก็เสียบดันเข้ามาจากข้างหลัง ความใหญ่และยังเข้ามากระทันหันทำให้นางกระตุ้นเฮือกร้องอ๊ะขึ้น ความเสียวซ่าแล่นปราดขึ้นมาทำให้ชายหนุ่มไม่สนใจอันใด เขาเริ่มขยับบดเบียดส่วนนั้นก็เปียกแฉะอย่างเร็วเอวของชายหนุ่มเปลี่ยนเป็นดุดัน ความซาบซ่านทำให้หวังชิงหว่านรู้สึกพอใจกับการสัมผัสของชายหนุ่มทั้งขนาดและแรงกระแทกนับว่าชาตินี้แค่จุดนี้นางก็คุ้มค่าแล้ว ผ่านไปครู่ใหญ่เซียวอี้หยางก็เกร็งร่างกระตุ้นอย่างสุขสม เขาโอบกอดหญิงสาวอย่างอ้อยอิ่งแล้วพูดเสียงหวาน “ข้าจะไปเตรียมน้ำมาให้เจ้าล้างหน้าล้างตา” หวังชิงหว่านไม่ปฏิเสธนางยังกำชับเพิ่ม “นำผ้ามาด้วยข้าจะเช็ดเนื้อเช็ดตัว เปรอะเปื้อนไปหมดแล้ว” “ได้ ๆ ข้าจะจัดการเดี่ยวนี้” หวังชิงหว่านมองตามหลังสามี สัณชาตญาณบางอย่างบอกว่าชายหนุ่มมีบางอย่างผิดปกติ นางรู้สึกว่าทั้งการพูดคุยกับชายหนุ่มไหลลื่นเป็นธรรมชาติมากเกินไป ไม่มีการโต้แย้งเหมือนนางกำลังถูกควบคุม หวังชิงหว่านสะบัดหน้าทันที น่าจะเป็นเพราะนางอยู่หน่วยสายลับมานานทำให้หวาดระแวงมากเกินไป เซีย
ตอนที่ 12 เป็นข้าที่ผิด เซียวฮูหยินเห็นอี้หยางยกถ้วยออกมาล้างก็เอ่ยขึ้น “แม่สั่งให้ลี่อินกับลู่อันไปรอพวกเจ้าที่เนินเขาแล้ว” เซียวอี้หยางก้มกล่าวขอบคุณอย่างเขินอายพูดขึ้น “ข้าจะพาชิงหว่านไปซื้อทาสสักสองคน ท่านแม่มีสิ่งใดจะกำชับหรือไม่” “ซื้อทาส?” เซียวฮูหยินเอ่ยเสียงสูงเล็กน้อย เซียวอี้หยางรีบกล่าวอธิบาย “นางพอมีเงินบางส่วน ในเมื่อเป็นเงินของนางข้าก็ไม่อยากจะขัดขอรับ...” เหตุใดย่อมซับซ้อนกว่านี้ เซียวฮูหยินไม่เอ่ยถามเพียงแต่เน้นย้ำเพิ่ม “ดูคนให้ละเอียดรอบคอบก็พอ” เซียวอี้หยางพยักหน้ารับ เสียงประตูเรือนเปิดชายหนุ่มจึงเอ่ยขึ้น “ข้าไปก่อนนะขอรับ” หวังชิงหว่านไม่รู้ว่าเซียวฮูหยินอยู่ในครัว พลางเดินพลางบ่นรำพึง “เป็นเพราะท่าน ทำให้พวกเราสายขนาดนี้” ชายหนุ่มรีบกล่าวเอาใจ “ย่อมเป็นข้าผิดอยู่แล้ว ทุกอย่างล้วนเป็นข้าทำ” เสียงหยอกล้อพูดคุยกันห่างออกไปเรื่อย ๆ เซียวฮูหยินจึงเดินออกมาจากครัวมองตามหลังสองคนด้วยแววตาอ่อนโยนตลาดทาส ตลาดทาสย่อมไม่ใช่สถานที่อันดีอะไร หวังชิงหว่านก้าวเข้าไปไห
ตอนที่ 13 ไม่เคยโชคดีสักครั้ง ตอนนี้ใกล้จะเที่ยงแล้ว หวังชิงหว่านเงยหน้ามองท้องฟ้าพลางส่งสายตาขุ่นเคืองมาเซียวอี้หยาง ทว่าชายหนุ่มหาได้สำนึกผิดกล่าว “เจ้าไม่ต้องร้อนใจ ลี่อินกับลู่อัน รู้ว่าพวกเราไปทำธุระ” หวังชิงหว่านดึงสายตากลับ จะกล่าวโทษอีกฝ่ายทั้งหมดไม่ได้ ความจริงนางควรจะต่อต้านมากกว่านี้...แต่ว่าสัมผัสของชายหนุ่มทำให้นางอดใจไม่ไหวเช่นกัน นางเม้มปากแน่นไม่อยากจะเชื่อว่าตัวเองจะลุ่มหลงอะไรแบบนี้ไปได้ ฝีเท้านางเร่งก้าวไวขึ้นไม่สนใจความแสบปวดร้อนที่เกิดขึ้นในระหว่างขา“ผ่านเนินตรงหน้าก็คงเจอพวกเขาแล้ว” เซียวอี้หยางเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน ลู่อัน ลู่อินพวกเขานั่งตัดฝืนไปจ้องมองทางไป เมื่อเห็นร่างอันคุ้นเคยก็ตะโกนเรียก“พี่สะใภ้พวกข้าอยู่ที่นี่” เซียวอี้หยางขมวดคิ้วเด็กพวกนี้ไม่เห็นหรือไงว่าเขาก็มาด้วย เซียวถิงเงยหน้ามองก็เห็นเซียวอี้หยางเดินมา ข้างกายเขามีหญิงสาวบอบบางคนหนึ่งเคียงคู่มาด้วย ใบหน้าเด็กหนุ่มมีคำถามชัดเจน ลู่อันกล่าวด้วยเสียงภาคภูมิใจ “นั่นพี่สะใภ้ข้า....พี่ชิงหว่าน” เซียวอี้หยางเดินมาใกล้พวกเขา แล้วพูดขึ้น “พวกเราไปพักกันก
ตอนที่ 14 แรงได้อีก ได้กินข้าวมื้อเย็นร่วมกันหวังชิงหว่านก็รู้สึกคุ้นเคยกับครอบครัวเซียวมากขึ้น แววตาผู้อาวุโสที่เคยมองนางอย่างด้วยความหวาดระแวงก็ดูเหมือนจะแฝงความเมตตาขึ้นมาหลายส่วน หลังมื้อเย็นเซียวอี้หยางจูงมือนางกลับเรือนแล้วพูดขึ้น “พรุ่งนี้ข้าจะพาเจ้ากลับไปเยี่ยมบ้านแต่เช้า” หวังชิงหว่านหันมาสบตาชายหนุ่มแล้วพูดขึ้น “หากข้าห้ามท่านไปด้วยท่านคงจะคิดว่าข้าอับอายที่ได้ท่านเป็นสามี” เซียวอี้หยางส่ายหน้าตอบ “หากข้าไม่ไป เจ้าก็คงถูกนินทาว่าอับอายที่มีข้าเป็นสามี แต่หากข้าไป...เจ้าก็ยังต้องอับอายที่มีข้าเป็นสามีและข้าเองก็อาจจะถูกสายตาดูหมิ่นจากคนที่นั้น...แต่..ขอแค่เจ้าไม่รังเกียจข้า...ข้าก็อยากจะไปด้วย...ข้าไม่กลัวว่าจะถูกดูแคลน” ทั้งน้ำเสียงและแววตาเต็มไปด้วยความจริงใจ หัวใจของหวังชิงหว่านก็รู้สึกว่ามีคนเอาไม้มาขีดนางรู้สึกคันหยุบหยิบอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน นางพินิจดูสามีอีกครั้ง นางไม่เคยสนใจผู้อื่น และไม่ได้เกรงสายตาดูแคลนใคร หากสามีนางเป็นเช่นกันก็นับว่าดี “ได้...เช่นนั้นพรุ่งนี้พวกเราไปด้วยกัน” เมื่อเข้ามา
ตอนที่ 52 ช่วงเวลางดงาม กลิ่นอายฤดูหนาวเริ่มมาเยือนอีกครั้ง ไม่เพียงแต่องุ่นของหวังชิงหว่านออกดอกออกผลเต็มสวน มันฝรั่งก็มีเรื่องราวให้ติดตาม ฮ่องเต้ตั้งชื่อให้ใหม่ว่า อี้โถว หลังจากได้ทดลองปลูกจนมั่นใจแล้วก็นำไปให้เหล่าขุนนางได้ชื่นชมในท้องพระโรง ขันทีหันมันเผาเป็นชิ้นเล็ก ๆ พอดีคำ แจกจ่ายให้กับเหล่าขุนนาง ส่วนฮ่องเต้ที่อยู่เบื้องบนถือมันเผาหัวใหญ่ พอทุกคนได้ครบแล้วพระองค์ก็กัดกินเป็นตัวอย่าง เหล่าขุนนางเห็นเช่นนั้นก็ไม่กล้ามีคำถามรีบทำตามทันที ไม่ถือว่าสิ่งรสชาติเลิศรสแต่ก็นับว่าหอมหวานมันอร่อย แปลกใหม่เหล่าขุนนางต่างส่งสายตาให้กัน ขุนนางชั้นผู้น้อยย่อมไม่กล้าเอ่ยถาม เสนาธิการจึงเอ่ยถามขึ้น “ฝ่าบาทสิ่งนี้คือ...” ฮ่องเต้ตรัสทันที “เราให้ชื่อมันว่า อี้โถว เราได้ทดลองปลูกแล้วให้ผลผลิตมากกว่าข้าวถึงห้าเท่า” ขุนนางผู้หนึ่งเอ่ยขึ้นอย่างตกใจ “พระองค์หมายความว่ามันสามารถกินแทนข้าวได้หรือพะยะค่ะ” ฮ่องเต้พยักหน้ากล่าว “ใช่...หากเราปลูกสิ่งนี้คาดว่าจะช่วยแก้ปัญหาอาหารขาดแคลนได้ไม่น้อย...” แววตาเหล
ตอนที่ 51 สวรรค์ประทานพรท้องฟ้าแสงดาวระยิบระยับแสงจันทร์สาดส่อง สายลมราตรีพัดผ่านผ้าม่านปลิวไสว ในช่วงกระพริบตามีเงาดำสายหนึ่งเคลื่อนไหว มือของหลิวซูชะงักเล็กน้อยจากนั้นก็วางผ้าปักลงแล้วเอ่ยกับสาวใช้“พวกเจ้าไปพักเถอะ...ข้าจะเข้านอนแล้ว” สาวใช้ได้ยินเช่นนั้นก็พากันถอยออกไป แต่ไหนแต่ไรมาหลิวซูก็ไม่ให้ใครมาเฝ้าหน้าห้อง หลังจากที่พวกนางออกไปห้องก็เงียบสงัดขึ้นทันที หลิวซูลุกขึ้นไปปิดหน้าต่างแล้วเอ่ยเสียงอ่อนโยน“เหตุใดถึงได้มาเยือนเวลาดึกเช่นนี้...” สักพักก็ปรากฏสตรีผู้หนึ่งเดินออกมาจากฉากกั้น นางเดินเข้ามาหาหลิวซูแล้วพูดขึ้น“ข้ามาเยือนท่านแม่กระทัน...เสียมารยาทแล้ว”หลิวซูยิ้มที่มุมปาก จากนั้นก็ยกจอกชารินแล้วยื่นออกไปเอ่ย “ในเมื่อมาแล้วก็มาดื่มชาเป็นเพื่อนแม่สักจอก...ชาหลงชิงนี้แม่พึ่งได้มาใหม่”หวังชิงหว่านเดินไปนั่งเบื้องหน้ามารดา ยกจอกชาขึ้นจิบพลางชำเลืองมองใบหน้าอีกฝ่าย“เจ้ามีเรื่องจะถามแม่หรือ”หวังชิงหว่านสูดหายใจเข้าแล้วเอ่ย “ข้ามีเรื่องจะขอความกระจ่างใจจากท่านแม่ไม่น้อย” หลิวซูวางจอกชาลงแล้วพูด “เดิมทีแม่ก็ไม่คิดจะปิดปังเจ้า ...เพียงแต่ยังไม่ถึงเวลา” “ท
ตอนที่ 50 ชีวิตเรียบง่าย เซียวอี้หยางเดินเข้ามาในโรงเรือนองุ่น ใช้สายตาสำรวจครู่หนึ่งเมื่อมองเห็นร่างอรชนที่กำลังตัดแต่งกิ่งองุ่นอยู่ ก็เดินตรงเข้าไปหา กล่าวด้วยน้ำเสียงห่วงใย “แสงแดดยังเจิดจ้า...น้องหญิงไม่กลัวผิวแห้งกร้านหรือ” หวังชิงหว่านตัดกิ่งองุ่นแล้ววางลงตะกร้าเอ่ย “เหตุใดท่านพี่จึงได้กลับเรือนเวลานี้เจ้าคะ” เซียวอี้หยางถอนหายใจแล้วกล่าว “น้องหญิงคงลืมไปแล้ว ข้าต้องไปตรวจภาษีที่นอกเมืองพรุ่งนี้...จึงต้องกลับมาเตรียมตัว” ดวงตาของหวังชิงหว่านเบิกกว้างขึ้น “ข้าลืมไปเสียสนิท...อ่า..จริงสิ! ข้าจะต้องไปจัดเตรียมสัมภาระให้ท่านพี่” ชายหนุ่มยิ้มคว้าแขนอีกฝ่ายเอ่ย “ไม่ต้อง...ข้าให้ป้าเหมยจัดเตรียมให้แล้ว” หวังชิงหว่านยิ้มพยักหน้า “ป้าเหมยหรือ...เช่นนั้นข้าก็วางใจ” จากนั้นนางก็หันกลับไปตัดแต่งกิ่งองุ่นต่อ เซียวอี้หยางส่งสายตาให้อิงฮว่าที่กำลังช่วยเก็บกิ่งไม้ เด็กสาวเห็นเช่นนั้นย่อคารวะและเดินหลบออกมา หวังชิงหว่านเอ่ยถาม “ท่านพี่มีเรื่องสำคัญหรือ” “อืม...มันฝรั่งของเจ้าตอ
ตอนที่ 49 แยกย้ายกันไปเติบโต เซียวอี้หยางตื่นแต่งกายเตรียมไปทำงานตั้งแต่เช้ามืดเช่นเคย ชายหนุ่มจัดแต่งดึงอาภรณ์ให้เรียบร้อยรอบหนึ่งก่อนจะเดินไปหอมแก้มหวังชิงหว่านที่ยังนอนอยู่บนเตียงด้วยความรักใคร่ “อืม” หญิงสาวพึมพำเบาๆ รับทราบว่าชายหนุ่มกำลังจะไปทำงานแล้ว ชายหนุ่มลุกขึ้นดึงผ้าห่มปิดขาให้หญิงสาวก่อนจะเดินออกจากห้องมาแล้วตรงไปยังโรงครัว เมื่อเดินมาถึงก็เห็นมารดากำลังจัดแจงตั้งโต๊ะอาหารรอเขาอยู่ ชายหนุ่มจึงเอ่ยทักขึ้น “ท่านแม่” เซียวฮูหยินได้ยินเสียงบุตรชายก็เงยหน้าขึ้นคลี่ยิ้มอย่างอ่อนโยน “อี้หยางมาแล้วหรือ...รีบมาทานโจ๊กต้มกระดูกหมู กำลังร้อน ๆ” เซียวอี้หยางรีบก้าวเดินเข้าไปอย่างกระตือรือร้น ขณะตักโจ๊กเข้าปากก็ปรายตามองดูมารดา ยังไม่ทันเอ่ยปากเซียวฮูหยินก็เอ่ยขึ้น “เจ้ากำลังจะห้ามแม่...ไม่ให้ลุกขึ้นมาเตรียมอาหารเช้าใช่หรือไม่” ชายหนุ่มก้มหน้าลงเอ่ย “ลูกมิกล้า เพียงแต่ตอนนี้ในเรือนก็มีบ่าวไพร่ไม่น้อย...ท่านแม่มิจำเป็นต้องเหน็ดเหนื่อย” เซียวฮูหยินถอนหายใจแล้วกล่าว “ทำงานมาทั้งชีวิต จู่ ๆ จะให้น
ตอนที่ 48 ไม่เอาได้หรือไม่ หวังหรูเยว่เปิดหนังสือภาพสรุปการปลูกองุ่นด้วยความรู้สึกหวาดหวั่น หวังชิงหว่านส่งมาให้นางเมื่อเช้านี้พร้อมกับเทียบเชิญให้ไปชมต้นองุ่นที่กำลังออกช่อ แม้ใบหน้าของหวังหรูเยว่จะเรียบเฉยทว่ามือกลับสั่นเทาอย่างห้ามไม่อยู่ สาวใช้ลอบมองแล้วเอ่ยอย่างระมัดระวัง “สะใภ้รองจะให้บ่าว...แจ้งกลับพวกเขาอย่างไรดีเจ้าคะ” หวังหรูเยว่สูดลมหายใจเข้าเล็กน้อยแล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบนิ่ง “ให้คนไปแจ้งน้องเจ็ดว่าข้าจะไปเยือนสวนองุ่นของนางในวันพรุ่งนี้เช้า” “เจ้าค่ะ...สะใภ้รอง” หวังหรูเยว่เหม่อมองอออกไปนอกหน้าต่าง ทบทวนเรื่องราวอยู่อย่างเงียบ ๆ ตกเย็นเมื่อสามีกลับมานางยื่นหนังสือภาพเล่มนั้นออกไป แล้วมองดูใบหน้าสามีที่ตื่นตกตะลึงกับเนื้อหาข้างในด้วยความรู้สึกหลากหลาย คุณชายรองอันเปิดหนังสืออ่านด้วยความรู้สึกลิงโล้ดแม้ว่าตระกูลอันจะเป็นตระกูลขุนนางเก่าแก่ ทว่าความมั่งคั่งล้วนมาจากการขายองุ่น มันทำสร้างรายได้หลายหมื่นตำลึงต่อปี หากครั้งนี้สามารถเพิ่มรายได้ขึ้นมามากกว่าเดิม ไม่แน่ว่าตำแหน่งผู้นำตระกูลอาจจะเป
ตอนที่ 47 มีบางอย่างแฝง เรื่องของกัวฉู่เหอกับซ่งหยวนกลายเป็นเรื่องขบขันพูดคุยสนุกปากของคนในเมืองหลวง ทั้งตระกูลกัว ตระกูลซ่งต่างปิดประตูจวนเงียบไม่ออกมาแก้ต่างหรือให้ข้อมูลอะไร แต่กระนั้นก็ยังมีกระแสข่าวเล็ดรอดออกมา ว่ากัวฉู่เหอถูกส่งไปอยู่ชายแดนให้ท่านแม่ทัพกัวอบรม ส่วนซ่งหยวนก็ถูกส่งไปเลี้ยงสัตว์ที่ชายแดนใต้ทั้งคู่คาดว่าอีกหลายปีถึงจะกลับเมืองหลวง หวังชิงหว่านผงกศีรษะฟังเรื่องราวจากเด็กๆ ด้วยสีหน้าตื่นเต้นคล้ายกับเรื่องนี้ไม่เกี่ยวข้องกับตนเอง วันเวลาผ่านไป องุ่นเริ่มแทงช่อดอกออกมา “นี่คือดอกองุ่นหรือขอรับพี่สะใภ้” ลู่อันเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น “ใช่แล้ว...อีกสามสี่เดือนพวกเราคงจะได้ทานองุ่นกันแล้ว” “พวกเจ้าเห็นแล้วก็ขยับออกไปให้ข้าดูด้วย” เด็ก ๆที่มารดน้ำต่างเบียดกันเข้ามาดู หวังชิงหว่านหัวเราะเบา ๆ กล่าว “ค่อย ๆ ก็ได้” จากนั้นนางก็หันไปเอ่ยกับลี่อิน “จำได้หรือไม่...ว่าข้าทำช่อดอกองุ่นอย่างไร”ลี่อินยิ้มพยักหน้า “จำได้เจ้าค่ะ...พี่สะใภ้จะให้ข้าเลือกทำช่อต้นอื่น ๆ เลยหรือเปล่าเจ้าคะ”
ตอนที่ 46 คิดไม่ถึง เซียวอี้หยางจูงม้าโดยมีหวังชิงหว่านเดินอยู่เคียงข้าง หญิงสาวเอ่ยถาม “เรื่องราวต่อจากนี้จะเป็นอย่างไรคะ” ชายหนุ่มอมยิ้มชำเลืองมอง “นึกว่าน้องหญิงจะยังอยากจะเดาเรื่องราวต่อ” หวังชิงหว่านส่ายหน้า “ท่านพี่เล่ามาเถอะ...แผนซ้อนที่ท่านวางไว้มีอะไรบ้างกันแน่”เซียวอี้หยางมองไปข้างหน้าแล้วเอ่ยขึ้น “...คุณหนูสามเมิ่งที่ได้รับข้อความหนึ่งจากคนแปลกหน้า .... ช่วงเวลานี้...คงจะอยู่หน้าเรือนลับเรือนนั้นพร้อมกับเจ้าหน้าที่ทางการแล้ว” หวังชิงหว่านยิ้มกล่าว “ข้อความนั้นคงเป็นพวกท่านที่จัดการ...ทว่ามือปราบของทางการที่หาเรือนลับเจอได้อย่างรวดเร็ว...คงเป็นคนของกัวฉู่เหอที่ปูทางเอาไว้ให้ หวังให้พาท่านพี่..ไปเจอข้ากับเขาอยู่ตามลำพังกระมัง” เซียวอี้หยางพยักหน้ากล่าว “แม้จะคนจะผิดพลาด แต่เรื่องสนุกนับว่ายังมีให้คนชมอยู่” หวังชิงหว่างยิ้มนึกสนุก “พวกเราไปดูกันดีหรือไม่” ชายหนุ่มส่ายหน้า “ไม่ได้...”เรือนลับ รถม้าคันหนึ่งจอดอยู่ห่างออกไป คุณหนูสามเมิ่งเปิดผ้าม่านดูมีคนจำนวนหนึ่งกำลังมุ่ง นา
ตอนที่ 45 ผู้ไม่บริสุทธิ์ หวังชิงหว่านหยิบเนื้อหมูตุ๋นเข้าปาก ความนุ่มอร่อยกลิ่นหอมอบอวลทำให้นางแทบลืมหายใจ “อืม...อร่อยแล้ว..ในที่สุดแม่ครัวคนใหม่ของเราก็ทำอาหารได้อร่อยแล้ว” เซียวอี้หยางยิ้มอย่างเอ็นดูแล้วพูด “เจ้าคงสบายใจเสียที” หวังชิงหว่านพยักหน้ากล่าว “แน่สิ...หากให้ท่านแม่เข้าครัวทำอาหารให้ทานทุกมื้อ.. ถึงแม้ท่านจะเต็มใจข้าก็รู้สึกอกตัญญูอยู่ดี” เซียวอี้หยางจับตะเกียบหยิบไก่ทอดสมุนไพรเอ่ย “แต่เจ้าก็รู้...ตอนนี้ท่านแม่ก็มีความสุขกับการทำอาหารมาก” “ถึงกระนั้นพอมีลูกมือ...ก็นับว่าดีกว่าอยู่ดี” เซียวอี้หยางพยักหน้าเห็นด้วย ชายหนุ่มเคี้ยวอาหารเสร็จแล้วก็พูดต่อ “…กัวฉู่เหอจะลงมือแล้วนะ” หวังชิงหว่านหรี่ตามองอีกฝ่ายแล้วพูด “นี่เป็นข่าวจากสายลับข้างกายพวกเราหรือ” เซียวอี้หยางส่ายหน้า “มิใช่...การใช้ข่าวสายลับอาจจะทำให้อีกฝ่ายรู้ตัวได้ ครั้งนี้เป็นการได้มาด้วยวิธีธรรมดาเท่านั้น” หวังชิงหว่านพยักหน้าเข้าใจแล้วเอ่ยถาม “ท่านเห็นว่าอย่างไร” “ช่วงนี้...คงจะต้องรบกวนน้อง
ตอนที่ 44 รอเวลาบรรยากาศยามราตรีสงบ ดวงดาวเปล่งประกายจัดตาใต้รัศมีแสงจันทร์ เซียวอี้หยางพรมจูบหวังชิงหว่านด้วยความรักใคร่ เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงแหบพร่า“ข้าอยากจะยกเลิกภารกิจคืนนี้เสียจริง”หวังชิงหว่านทุบอกชายหนุ่มเบา ๆ กล่าว “ท่านเก็บอาการลงเสีย...โน้นมีคนมาทางนี้แล้ว” เซียวอี้หยางมองตาม จากนั้นก็ดันร่างหญิงสาวกระโจนไปหากลุ่มคนดังกล่าว จางเคอกำลังจะชักกระบี่เห็นว่าเซียวอี้หยางก็หยุดแล้วเอ่ยขึ้น “ของที่พวกเจ้าต้องการมาแล้ว...เข้าไปข้างในกันเถอะ”หวังชิงหว่านเดินเข้าไปดูถังน้ำที่นางสั่งให้พวกเขาทำขึ้นมาด้วยความสนใจ เกาเวินเข้ามาอธิบาย“นี่เป็นถังน้ำสองชั้นแบบที่ท่านต้องการ” แล้วชายหนุ่มก็เปิดให้ดูข้างใน หวังชิงหว่านกวาดตาดูรอบหนึ่งแล้วเอ่ยถาม“มันเก็บน้ำได้ใช่หรือไม่” “ได้...สามารถใส่น้ำในถังด้านนอกนี้ได้เลย”หญิงสาวพยักหน้าชื่นชม จางเคอหยิบของในหีบออกมาแล้วเอ่ย “นี่คือดินประสิว...แม่นางหวังคงทราบ ว่าสิ่งนี้นอกจากราชสำนักห้ามผู้อื่นครอบครอง”หวังชิงหว่านพยักหน้าตอบ “ข้าเข้าใจ...อี้หยางเทน้ำลงในถังด้านนอกให้ข้า” เทน้ำได้ปริมาณพอเหมาะ หวังชิงหว่านก็เทดินประส