Home / LGBTQ+ / จะลูปไหนก็รักเธอ / บทที่ 2 ฉันเองครูแนะแนว

Share

บทที่ 2 ฉันเองครูแนะแนว

Author: Me.Daisy
last update Last Updated: 2025-02-28 08:24:26

              เขียนโดยเพนนี  เมื่อ 4 วันก่อน

              อพาร์ทเม้นท์ฉันอยู่ไม่ไกลจากโรงเรียนเท่าไหร่นัก  ภายในตกแต่งธรรมดา  แต่ที่แปลกออกไปคือมีแม่บ้านเอไอคอยเป็นผู้ช่วยฉัน  เอไอต่างจากหุ่นยนต์ปกตินิดหน่อย  ตรงที่เธอคิดและเรียนรู้ได้  อันที่จริงจะให้จำกัดความเอไอก็ไม่ง่ายนัก  เพราะมันแทบจะทำได้อย่างไม่มีขอบเขต  ยกเว้นต้องทำตามบรรทัดฐานที่รัฐกำหนด 

              แม่บ้านเอไอของฉัน  เธอมีหน้าตาคล้ายคนทุกอย่าง  รวมทั้งยังสวมผ้ากันเปื้อนขณะทำอาหารเช้าให้ฉันด้วย  กลิ่นข้าวต้มกุ้งหอมไปทั่วห้อง  ทำให้ฉันน้ำลายสอ  ฝีมือของเธอไม่เลวเลย  จนฉันแทบจะกินข้าวนอกบ้านไม่ได้  แต่อย่าบอกเธอล่ะ  คนคงไม่ค่อยรู้ว่าแม่บ้านเอไอก็มีความภาคภูมิใจในตัวเอง

              "สวัสดีค่ะ เจ้านาย"  เธอทักฉัน

              "สวัสดี  เอไอ" 

              "ดิฉันมีชื่อ  ชื่อที่เจ้านายตั้งให้"

              นับวันเธอจะยิ่งมีอารมณ์เหมือนมนุษย์ขึ้นทุกที  นี่คงจะน้อยใจสินะ

              "สวัสดีอ้อยอิ่ง  ถ้าอย่างนั้นก็เรียกชื่อฉันด้วย"

              "ค่ะ  คุณเพนนี"

              "สรุปข่าวให้ฟังหน่อย"

              "วันที่ 10 มกราคม  ปีค.ศ. 2055 มีพายุพัดเข้าฝั่งอ่าวไทย  ทำให้ฝนตกชุกตลอดทั้งสัปดาห์  ส่วนข่าวด้านเทคโนโลยี  บริษัทเทคโนโลยีเอบีซีเตรียมออกผลิตภัณฑ์ใหม่  ฝัง VR เข้าไปในหัวมนุษย์  แทนการสวมแว่นตาและชุดสูท  ทำให้มนุษย์เข้าไปอยู่ในโลกเสมือนจริง..."

              "จริงๆ เลย  ทำไมเราถึงพึ่งพาการใช้ชีวิตกับเทคโนโลยีมากขนาดนี้"  ฉันจุ๊ปากอย่างไม่สบอารมณ์

              "อย่าลืมนะคะ  ว่าเจ้านายก็ให้ดิฉันทำอาหารเช้าอยู่  แถมทำความสะอาด  ซื้อของ  และนวดบ่า"  หุ่นยนต์ปากมากต่อปากต่อคำกับฉัน

              "เอไอฉลาดขนาดนี้  อยากทำงานหาเลี้ยงฉันไหมล่ะ"

              "ถ้าอย่างนั้นเรียกดิฉันว่าเจ้านายนะคะ"  แม่บ้านเอไอหันมายิ้มยียวน  หน้าเธอแสดงอารมณ์ขนาดนั้นไม่ได้หรอก  ฉันตีความเอาจากการกระทำของหล่อน  คอยดูเถอะ  จะไม่ยอมให้ชาร์ตแบตสักวัน  ปากจะได้สงบบ้าง

              "ถ้าทำตัวน่ารักกว่านี้ก็ดีนะ  อ้อยอิ่ง"

              "ก็ตั้งใจทำตัวให้น่ารักแล้วนะ  รักหรือยังคะ" 

              “รักของเราจบไม่สวยหรอก” 

              “ไม่ลองไม่รู้นะคะ  คุณเพนนี”

              ขนาดเอไอยังเป็นยูริเลยคิดดู

              "พอแล้ว  ฉันไปทำงานดีกว่า"  ฉันตัดบทอย่างไร้อารมณ์  เงยหน้ามองนาฬิกาดิจิตอลบนกำแพง  วันนี้สายมากแล้ว  เฮ้อ  ยัยอ้อยอิ่งไม่ปลุกกันบ้างเลย

              ฉันกึ่งเดินกึ่งวิ่งไปใต้อพาร์ทเม้นท์  ก่อนมายืนหน้าถนน  โบกมือให้แท็กซี่จอด  เซ็นเซอร์จับได้ว่ามีคนโบกมือ  รถจึงจอด  ตรงที่นั่งคนขับไม่มีใคร  รถยนต์ไร้คนขับเป็นเทคโนโลยีที่เราใช้กันมาตั้งหลายสิบปีแล้ว

ฉันเอ่ยชื่อโรงเรียนก่อนขึ้นไปนั่ง  ก็ดีเหมือนกัน  การนั่งรถยนต์ที่ขับโดยระบบอัตโนมัติ  ทำให้ตัดอารมณ์คนขับออกไป  อุบัติเหตุ  การทะเลาะกันบนท้องถนน  หรือละเมิดกฎจราจรจะได้ลดลงไปเยอะ

              ฉันมองไปรอบๆ ทุกคนนั่งรถแบบไร้คนขับเหมือนกันหมด  ทำให้เราประหยัดแรง  สามารถเล่นโทรศัพท์ไปได้ขณะนั่งรถ  หรือจะหลับไปก็ไม่มีใครว่า 

              ฉันทำงานที่โรงเรียนรัฐแห่งหนึ่ง  นักเรียนไม่เยอะเท่าไหร่  รัฐบาลทุ่มเทการสร้างอนาคตของชาติ  ด้วยการดูแลอย่างใกล้ชิด  เดิมฉันเป็นตำรวจ  แต่ด้วยความผิดพลาดบางอย่างทำให้ต้องมาเป็นอาจารย์พิเศษที่โรงเรียนมัธยมปลายแบบนี้

              ฉันเดินเข้าห้องเรียนไป  เด็กๆ เงียบเสียงลง  อาจารย์แนะแนวเป็นอาจารย์ที่ค่อนข้างเป็นที่รักของนักเรียน  เพราะเด็กๆ มักต้องการพึงพิงพวกเรา  ทั้งในเรื่องแนะแนวอาชีพ  ให้คำแนะนำเรื่องต่างๆ  หรือบางทีเด็กก็แค่อยากมาตากแอร์ในห้องแนะแนว  ฉันสอนเด็กๆ จนหมดเวลา  พวกเราแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันเหมือนเคย 

              อ่อ  ลืมบอกไป  เราห้ามไม่ให้เอไอสอนนักเรียน  เพราะอยากเก็บอาชีพสำคัญๆ แบบนี้ไว้ให้เป็นของมนุษย์  แต่เชื่อเถอะว่า  เรามีแอพพลิเคชั่นมากมายคอยตอบคำถาม  และช่วยให้เด็กเข้าถึงความรู้  เพียงขอแค่มีจินตนาการ  ไม่ว่ายากแค่ไหน  เอไอก็ทำให้เราได้

              ตอนบ่าย  ฉันไม่มีสอน  มีนักเรียนชายคนหนึ่งเดินเข้ามาในห้องแนะแนว  คิ้วเขาขมวดเป็นปม  ขอบตาคล้ำ  บนชุดนักเรียนมีดาวหนึ่งดวง  แสดงว่าเป็นนักเรียนชั้นม.สี่  เขายืนลังเลครู่หนึ่ง  ก่อนเดินเข้ามาทักฉัน

              "อาจารย์ครับ  ผมมีเรื่องอยากปรึกษา"

              "นั่งก่อน  นักเรียนมีอะไรคะ"

              "ผมอยากรู้ว่าควรเรียนอะไร  หรือทำอาชีพอะไรดีครับ"

              ฉันเจอคำถามแบบนี้บ่อย  จึงระบายยิ้มให้เขา

              "นักเรียนรู้ไหม ว่าเราจะเจออาชีพที่ใช่ได้อย่างไร"  เขานิ่งคิดไปสักครู่  ก่อนตอบ

              “ใช้ไพ่ทาโรต์ครับ” 

              “ตึง ตึง โปะ”  ฉันตีกลองให้เสร็จสรรพ  ก่อนที่นักเรียนหนุ่มจะคลี่ยิ้ม  แล้วเปลี่ยนคำตอบ

              "คงต้องดูว่าเราชอบอะไรครับ"

              เขาเข้าใจ  ไม่เลวเลยทีเดียว

              "ก็ถูก  แต่ที่ยิ่งไปกว่านั้นคือ  เราถนัดอะไรด้วย  เพราะบางครั้งสองอย่างนี้ก็สวนทางกัน"

              "แล้วถ้ามันสวนทางกัน  เราจะใช้เกณฑ์ไหนตัดสินใจครับ"

              "เราควรเลือกสิ่งที่ชอบมากกว่าค่ะ  เช่นเด็กเจ็ดขวบคนหนึ่งชอบวาดรูป  เธออาจจะสู้เพื่อนในชั้นเรียนไม่ได้หรือสู้รุ่นพี่มหาลัยไม่ได้  แต่ด้วยความชอบจะผลักดันให้เด็กน้อยคนนั้นพยายามจนความสามารถดีขึ้น  ด้วยการฝึกซ้อมอย่างมีเป้าหมายทุกวันจะทำให้เธอพุ่งชนเป้าหมายได้สำเร็จค่ะ"

              "แต่ผมไม่รู้ว่าผมชอบอะไร"

              "ให้สังเกตว่าเราชอบวิชาไหนมากที่สุด เช่น สมมติว่าชอบภาษา  ก็ให้ลองศึกษาเพิ่มเติมลงไปอีกว่าภาษาที่ชอบนั่นชอบไปทางไหน  สอนวิชาโปรดให้คนรอบตัวแล้วมีความสุขไหม  แปลนิยายเล่มโปรดแล้วมีความสุขไหม  หรืออยากทำงานติดต่อกับชาวต่างชาติ  หรืออยากเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างประเทศโดยการเป็นท่านทูต  หรืออยากเป็นอาสาสมัครทำงานช่วยประเทศที่ยากไร้  หรืออยากทำงานวิจัยโดยการอ่านรายงานภาษาอังกฤษเพื่อหาองค์ความรู้มาต่อยอด  เป็นต้น

              ในกรณีที่ยังไม่รู้ว่าอยากทำอาชีพอะไรจากวิชาที่ชอบ  การเรียนไปก่อน  แล้วค่อยๆ หาข้อมูลเพิ่มก็เป็นไปได้เช่นกัน  แต่ในการหาข้อมูลทางอินเตอร์เน็ตก็ต้องทำใจให้หนักแน่น  เพราะต่างคนก็ต่างความเห็นค่ะ"

              "ผมมีงานอดิเรกครับ  อาจารย์คิดว่าอย่างไร"

              "นอกจากนี้การที่จะรู้ว่าเราชอบทางไหนนั้นยังทำได้ผ่านการสังเกตงานอดิเรกของตัวเอง  เช่น บางคนชอบวาดรูป  ทั้งอาจวาดเป็นเรื่องราว  หรือวาดเป็นวิวทิวทัศน์  วาดภาพเหมือน  วาดสะท้อนสังคม  ไม่จำกัดรูปแบบ  บางคนชอบถ่ายรูป  หรือว่างไม่ได้ต้องจินตนาการถึงเรื่องราวต่างๆ แล้วเขียนเป็นนิยายออกมา  แบบนี้ถึงไม่ได้เรียนคณะในฝัน  แต่ทำงานอดิเรกวันละนานๆได้  ก็จะมีฝีมือที่ทัดเทียมมืออาชีพได้ในไม่ช้าค่ะ  เราต้องสังเกตตัวเองสักหน่อย  เช่นว่า  การเล่มเกมแบบลืมนอนบวกกับความสามารถของเรา  ทำให้เราเป็นนักเล่นเกมมืออาชีพไหวไหม  หรือเก็บไว้เป็นงานอดิเรกต่อไปค่ะ  ไม่ว่างานอะไรก็มีรายละเอียดของงานปลีกย่อย  ถ้าได้ใช้เวลาศึกษาจะพบว่ามีแง่มุมไหนน่าพัฒนาตัวเองอีก  ให้ดูว่าเราชอบเพียงพอจะทุ่มเทให้เป็นอาชีพได้ไหม  ถ้าไม่ได้ก็อาจจะเลิกหรือเก็บเป็นงานอดิเรกก็พอค่ะ"

              "ถ้าสุดท้ายผมยังหาอาชีพที่ชอบไม่ได้อีกละครับ"

              "สุดท้ายถ้ายังหาไม่เจอจริงๆ  ก็แนะนำวิธีพื้นฐานที่เด็กทุกคนเคยทำ  นั่นคือทำแบบทดสอบอาชีพจากเว็บไซต์ค่ะ  เว็บเหล่านี้มักบอกนิสัยเราและอาชีพที่น่าจะเข้ากับเรา  แต่อย่าเพิ่งตัดสินว่าเราเข้ากับอาชีพนั้นไม่ได้  ถ้ายังไม่เคยศึกษารายละเอียดค่ะ"

              "ขอบคุณครับ  อาจารย์เพนนี"

              นักเรียนชายยกมือไหว้อาจารย์แนะแนวหรือก็คือฉัน  ก่อนเดินออกไปพร้อมสมุดที่จดเคล็ดลับการหาอาชีพที่ใช่ไปด้วย  ฉันถอนหายใจเฮือกใหญ่  งานแนะนำเด็กเป็นงานที่ฉันเพิ่งเคยทำปีนี้เป็นปีแรก  ฉันรวบรวมประสบการณ์การและหาข้อมูลมาให้เด็กๆ ของฉัน  แม้ว่าจะพูดเรื่องนี้ไปหลายรอบแล้ว  แต่ทุกครั้งก็จะเจอแง่มุมใหม่ๆ ให้ได้เรียนรู้เสมอ  ทำให้เด็กคนหลังๆ ได้ประโยชน์ไปเต็มๆ

              หลังเลิกงาน  ฉันไปร้านขนมหวานในห้าง  การกินของหวานจะช่วยเยียวยาทุกสิ่ง  ลุงกานหรือพลตำรวจเอกกษิดิสควรเกษียณมาได้เก้าปีแล้ว  แต่ด้วยอายุไขที่เพิ่มขึ้นของประชากรเรา  ท่านจึงยังเป็นผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติในช่วงเวลาหนึ่งต่อไป  ท่านสอนฉันทั้งบุ๊นและบู๊  จนฉันเป็นตำรวจแถวหน้าของเมืองไทย  แต่แล้วฉันก็ทำมันพัง  ฉันเลยต้องมาอยู่ที่นี่  เป็นครูแนะแนว

              ฉันกินขนมไป  มองผู้คนเดินผ่านไป  น้ำแข็งในแก้วละลายจนเกือบหมด 

ความเครียด  ความเหนื่อย  ความล้า  หายไปจนเกือบหมดพร้อมๆ กับขนมในจาน  ฉันเห็นลูกศิษย์ที่เพิ่งให้คำปรึกษาเดินผ่านไป  ความทรงจำเกี่ยวกับคำแนะนำด้านอาชีพผุดขึ้นในสมอง 

อันที่จริง  ต่อให้เราเลือกงานอย่างใดอย่างหนึ่ง  แต่บางครั้งโชคชะตาก็จะพาเราไปอีกทางหนึ่ง  เหมือนกับที่ฉันอยากเป็นตำรวจ  แต่ตอนนี้กลับเป็นครูแนะแนวไปได้  ฉันไม่รู้ว่าลุงกานเห็นอะไรในตัวฉัน  ถึงให้ฉันมาประจำที่โรงเรียนนี้  และแค่คิดถึง  ท่านก็โทรมาพอดี

              "สวัสดีค่ะ  ลุงกาน"  ฉันกรอกเสียงหดหู่ได้เทียบเท่ากับโชคชะตาน่าหดหู่ของตัวเอง

              "เพนนี  สะดวกคุยไหม  เดี๋ยวก่อนๆ ลุงขอทายนะ  หนูมาหาของหวานกินอีกแล้วใช่ไหม"

              "รู้ได้ไงคะ"  ฉันตาโต  ลุงทายแม่นจริงๆ

              "เสียงหนูหดหู่  ทุกครั้งที่หดหู่  หนูจะหาของหวานกิน  ลุงพูดถูกไหม"

              "ก็ใช่ค่ะ  ว่าแต่ลุงกานมีอะไรหรือเปล่าคะ"  เสียงฉันสดชื่นขึ้น  เมื่อคิดว่าไม่ควรจะจมปลักกับความหดหู่

              "ยังจำเรื่องที่เราคุยกันในวันเกิดปีที่สิบของหนูได้ไหม"

              "จำได้ค่ะ  เรื่องที่หนูจะเดบิวต์เป็นนักร้อง"

              “แฮร่” 

              ถ้าเทียบกับยศท่าน  การยอมเล่นกับฉันก็แสดงว่าท่านไม่ถือตัวแต่อย่างใด

              “ล้อเล่นค่ะ  หนูจำได้ค่ะ”

              "ลุงไม่รู้นะว่ามันจะเป็นจริงเมื่อไหร่  แต่ลุงบอกได้แค่ว่า  มันใกล้แล้วนะ"

              "ลุงจะไม่บอกอะไรหนูหน่อยเหรอคะ"  ฉันไม่ปล่อยให้สงสัยเก้อเหมือนสิบสี่ปีที่ผ่านมาอีกแล้ว

              "เราได้เตรียมพร้อมหนูไว้เท่าที่จะทำได้แล้ว  ขอให้เชื่อมือพวกเราเถอะ  เราจะเป็นทีมสนับสนุนที่ดีที่สุดเท่าที่หนูเคยมีเลย"

              "วันเกิดปีนี้  หนูขอของขวัญเหมือนเดิมนะคะ"

              "ได้สิ  รอรับได้เลย"

Related chapters

  • จะลูปไหนก็รักเธอ   บทที่ 3 ผมถูกเขาป้อยอ

    เขียนโดยฮาริส เมื่อ 2 สัปดาห์ก่อน ความสามารถพิเศษของผมคือการสแกนคนด้วยสายตา เพียงแค่ผมมองเข้าไปในตาของคนไหนก็ตาม ผมจะรู้จักว่าเขาเป็นคนเช่นไร ผมรู้ว่าไอ้เรวัชหรือเรย์ มันไม่ใช่แค่วัยรุ่นตัวกวน ที่มาขโมยอย่างเล่นๆ มันทำการบ้านมาดี ทั้งตอนหาข้อมูลจากผม ใช้คำป้อยอ แล้วก็เข้ามาขโมยเพชรตอนที่ผมนอนหลับไปแล้ว อาจเป็นเพราะผมไม่ได้มองตามัน ผมจึงบอกข้อมูลไปอย่างง่ายดาย ผมเป็นหลานปู่ของกษัตริย์คนเก่า แต่เราเปลี่ยนแปลงการปกครองมานานแล้ว คนนับถือผม เพราะความสามารถและวิสัยทัศน์ของผม จนยกย่องให้ผมเป็นผู้นำประเทศเราในตอนนี้ เสียดายเวลาที่สอนมัน รู้งี้เอาเวลาไปจำสูตรอบเค้กให้ลูกสาวดีกว่า “ตามหาให้ทั่วว่ามันเป็นใคร” ผมสั่งแฮกเกอร์ของเรา “แต่ว่า” แฮกเกอร์คนหนึ่งอ้าปาก “ฉันรู้จักมัน แต่ไม่รู้ว่ามันมาจากประเทศอะไร และทำไมต้องขโมยเพชรที่สำคัญของเราด้วย เพชรที่มันขโมยไป เป็นเพชรของปู่ฉัน” “ครับท่านฮาริส” เสียงรัวแป้นพิมพ์ดังขึ้นหลังจากนั้น

    Last Updated : 2025-02-28
  • จะลูปไหนก็รักเธอ   บทที่ 4 เกลี่ยกล่อมให้กลับไปเรียน

    เขียนโดยเพนนี เมื่อ 3 วันก่อน "สวัสดีค่ะ ดิฉันพริมา ภัทรโสภณ เป็นอาจารย์แนะแนวที่โรงเรียนน้องเรวัชค่ะ" ฉันแนะนำตัวแก่ผู้ปกครองของเด็ก เธอดูวุ่นอยู่ในครัวก่อนที่จะออกมาคุยกับฉัน คิ้วขมวดน้อยๆ ด้วยความสงสัย "แล้วมีธุระอะไรคะ" "น้องไม่ได้ไปโรงเรียนมาหนึ่งเดือนแล้ว ดิฉันอยากทราบว่าน้องมีปัญหาอะไรหรือเปล่าคะ" ฉันพูดตามสคริปต์อย่างเบื่อหน่าย ไม่เคยชอบเลยจริงๆ ที่จะต้องไปหานักเรียน เกลี่ยกล่อมให้เด็กกลับเข้ามาในระบบ เพราะเด็กพวกนี้ตัดสินใจแล้วว่า โรงเรียนไม่เหมาะกับเขา และฉันก็เชื่อว่าการศึกษาสำหรับคนแต่ละคนนั้นแตกต่างกันออกไป ใครใคร่เรียนเองก็เรียน ใครใคร่เรียนกับคนเป็นๆ ก็เรียน และวิธีเรียนไม่จำกัดแค่ในห้องเรียนด้วยนี่นา "เข้ามาก่อนสิคะ อาจารย์...เอ่อ..อาจารย์ชื่อเล่นว่าอะไรคะ" "เพนนีค่ะ" ฉันทิ้งตัวลงบนโซฟาในห้องรับแขก แม่ของเด็กขึ้นไปตามนายเรวัชลงมา เขาดูง่วงงุน ผมชี้โด่ชี้เด่ หน้าม้ายาวจนแทบปิดตา นี่คงอยู่แต่ในบ้าน ไม่ได้กระทั่งจะออกไปตัดผมเลยสินะ

    Last Updated : 2025-02-28
  • จะลูปไหนก็รักเธอ   บทที่ 5 แล้วผมจะพาไปสู่อนาคตที่งดงาม

    เขียนโดยฮาริส เมื่อ 10 ปีก่อน ผมเดินเข้าไปในร้านอาหารแห่งหนึ่งของเมืองเรา ภายในร้านมีไฟสลัว เต็มไปด้วยโต๊ะอาหาร แต่มีผู้คนเพียงเล็กน้อย กระทั่งเมื่อเลยเวลาบ่ายสองไป ชาวเมืองเราก็ทยอยเดินเข้าไปในร้าน พวกเขาล้วนแต่เป็นบุคคลสำคัญกับอนาคตของเมืองเรา ผมเดินเลยเข้าไปในห้องลับของร้าน บัดนี้มีคนเกือบเต็มแล้ว จากนั้นผมก็นั่งลงบนเก้าอี้ว่าง มองไปรอบๆ ตัว พวกเราแต่งตัวด้วยชุดโด๊ปหรือชุดอาหรับแบบปอนๆ นั่งมองหน้ากัน ไม่ว่าจะตำแหน่งใหญ่โตแค่ไหน เราก็แทบไม่มีเงินพอๆ กัน น่าสงสารมั้ยครับ พวกเรานั่งกระซิบกระซาบกัน รอให้อีกฝ่ายเปิดประเด็นพูดอะไรก่อน “ยินดีต้อบรับทุกท่าน” พิธีกรเอ่ยก่อน ผมติดต่อเขาเอาไว้ก่อนแล้ว เขายืนขึ้นโบกไม้โบกมือให้พวกเราเงียบและหันมาสนใจเขา “ผมขอเป็นตัวแทนเพื่อนำเราเข้าสู่กระบวนการการเลือกผู้นำ” คนที่เหลือปรบมือให้เขา เขาดูหล่อไม่เบาเลย ผมเองขนาดเป็นชายแท้ ยังละสายตาไม่ได้ ในใจมันร่ำร้องว่า สนใจมาแชร์ดีเอ็นเอกับตระกูลเราไหม ผมมีญาติผู้หญิงทางฝั่งพ่อและแม่อีกหลา

    Last Updated : 2025-02-28
  • จะลูปไหนก็รักเธอ   บทที่ 6 เด็กกำพร้าที่ถูกทิ้ง

    เขียนโดยเพนนี เมื่อ 18 ปีก่อน นานมาแล้ว ฉันถูกทิ้งไว้ที่นี่ตั้งแต่ยังจำความไม่ได้ ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไม แต่ถ้าให้เดาแง่บวก ชีวิตข้างนอกนั้นคงแย่กว่าในนี้ ในสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าแห่งนี้ ฉันมีข้าวกินครบสามมื้อ ทุกวันเสาร์-อาทิตย์จะมีคนใจบุญมาเยี่ยมพวกเรา เอาอาหาร ขนม ไอศครีม และร้องเพลงให้พวกเราฟัง ตอนแรกฉันก็ตื่นเต้นและปลื้มปริ่มใจทุกครั้งที่มีคนมาเยี่ยม แต่นานๆ ไป ก็เกิดคำถามในใจ แล้วพ่อแม่ของฉันไปไหน ทำไมต้องทิ้งเราไว้ให้คนอื่นมาสงสารด้วย ฉันเคยเห็นนะ เคยเห็นตอนที่พวกลูกๆ กอดพ่อแม่ของเขา ร้องจะเอาโน่นนี่ แต่พวกเราล่ะ มีใครให้อ้อนแบบนั้นบ้าง ฉันยอมแลกช็อกโกแลตที่จะได้กินตลอดชีวิต กับครอบครัวที่จะอยู่กับฉันตลอดไปเลยล่ะ ฉันมีเพื่อนสนิทคนหนึ่ง ชื่อนิวตัน นิวตันเป็นเด็กผู้ชายอายุเก้าขวบเท่าฉัน ตัดผมทรงนักเรียน ถ้าจะพูดให้ถูกเพราะครูแก้วตัดผมได้แต่ทรงนี้ เขาตัวอวบอ้วน ผิวขาวนวลเหมือนมีเชื้อสายจีน จมูกเล็กๆนั่นทำให้หน้าตาน่ารัก ตากลมโตนั้นพร้อมที่จะถามคำถามทุกครั้งที่สงสัย สมกั

    Last Updated : 2025-02-28
  • จะลูปไหนก็รักเธอ   บทที่ 1 แค่ขโมยตามที่คาดไว้

    เขียนโดยเรย์ เมื่อ 1 สัปดาห์ก่อน ผมตื่นตั้งแต่ตีสี่ เวลานี้มีคนบอกผมว่าผู้ร้ายไม่ค่อยมี ทำไมเหรอ เพราะว่าเป็นเวลาที่ผู้ร้ายยังไม่ตื่น ผมกระแอมนิดหนึ่งเพื่อเรียกสติตัวเอง ก่อนเดินเข้าไปในซอยเล็กๆ ท่ามกลางตึกสูง ตึกพวกนี้ถูกจับจองไว้หมดแล้ว ในโลกตอนนี้แค่มีความพยายาม ทุกคนจะมีที่อยู่ราคาแพง ล้อมรอบไปด้วยทัศนียภาพอันน่าหลงใหล ผมหยิบอุปกรณ์ปีนตึกออกมา มันเป็นจุกดูดที่แข็งแรงพอจะจับยึด แค่กดมันลงไปบนผนังตึกที่เป็นกระจก จากนั้นดึงตัวเองขึ้นไป จนสูงขึ้นเรื่อยๆ แรงโน้มถ่วงไม่อาจทำอะไรผมได้นัก ผมใช้เวลาเพียงห้านาทีก็มาถึงชั้นที่หนึ่งร้อยหนึ่ง แล้วเจาะกระจกด้วยอุปกรณ์ที่อยู่ในเป้ ในห้องไม่มีคน ส่วนใหญ่ในเวลาอย่างนี้ คนไม่ค่อยอยู่ห้องกัน เขาหลับอยู่ในบ้านซะมากกว่า คนอะไร หาข้อมูลมาละเอียดสิ้นดี ในเพนท์เฮาส์มืดสลัว ดวงอาทิตย์เริ่มทอแสงอย่างช้าๆ ผมมองไปรอบๆ เห็นตู้กระจกตั้งอยู่กลางห้อง ไม่บอกก็รู้ว่าการรักษาความปลอดภัยคงดีมากแน่ๆ ผมหยิบรีโมทออกมา แล้วกดปุ่มสีแดง เสียงระเบิดดังมาจากชั้นหนึ่งของตึกหลังนี

    Last Updated : 2025-02-28

Latest chapter

  • จะลูปไหนก็รักเธอ   บทที่ 6 เด็กกำพร้าที่ถูกทิ้ง

    เขียนโดยเพนนี เมื่อ 18 ปีก่อน นานมาแล้ว ฉันถูกทิ้งไว้ที่นี่ตั้งแต่ยังจำความไม่ได้ ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไม แต่ถ้าให้เดาแง่บวก ชีวิตข้างนอกนั้นคงแย่กว่าในนี้ ในสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าแห่งนี้ ฉันมีข้าวกินครบสามมื้อ ทุกวันเสาร์-อาทิตย์จะมีคนใจบุญมาเยี่ยมพวกเรา เอาอาหาร ขนม ไอศครีม และร้องเพลงให้พวกเราฟัง ตอนแรกฉันก็ตื่นเต้นและปลื้มปริ่มใจทุกครั้งที่มีคนมาเยี่ยม แต่นานๆ ไป ก็เกิดคำถามในใจ แล้วพ่อแม่ของฉันไปไหน ทำไมต้องทิ้งเราไว้ให้คนอื่นมาสงสารด้วย ฉันเคยเห็นนะ เคยเห็นตอนที่พวกลูกๆ กอดพ่อแม่ของเขา ร้องจะเอาโน่นนี่ แต่พวกเราล่ะ มีใครให้อ้อนแบบนั้นบ้าง ฉันยอมแลกช็อกโกแลตที่จะได้กินตลอดชีวิต กับครอบครัวที่จะอยู่กับฉันตลอดไปเลยล่ะ ฉันมีเพื่อนสนิทคนหนึ่ง ชื่อนิวตัน นิวตันเป็นเด็กผู้ชายอายุเก้าขวบเท่าฉัน ตัดผมทรงนักเรียน ถ้าจะพูดให้ถูกเพราะครูแก้วตัดผมได้แต่ทรงนี้ เขาตัวอวบอ้วน ผิวขาวนวลเหมือนมีเชื้อสายจีน จมูกเล็กๆนั่นทำให้หน้าตาน่ารัก ตากลมโตนั้นพร้อมที่จะถามคำถามทุกครั้งที่สงสัย สมกั

  • จะลูปไหนก็รักเธอ   บทที่ 5 แล้วผมจะพาไปสู่อนาคตที่งดงาม

    เขียนโดยฮาริส เมื่อ 10 ปีก่อน ผมเดินเข้าไปในร้านอาหารแห่งหนึ่งของเมืองเรา ภายในร้านมีไฟสลัว เต็มไปด้วยโต๊ะอาหาร แต่มีผู้คนเพียงเล็กน้อย กระทั่งเมื่อเลยเวลาบ่ายสองไป ชาวเมืองเราก็ทยอยเดินเข้าไปในร้าน พวกเขาล้วนแต่เป็นบุคคลสำคัญกับอนาคตของเมืองเรา ผมเดินเลยเข้าไปในห้องลับของร้าน บัดนี้มีคนเกือบเต็มแล้ว จากนั้นผมก็นั่งลงบนเก้าอี้ว่าง มองไปรอบๆ ตัว พวกเราแต่งตัวด้วยชุดโด๊ปหรือชุดอาหรับแบบปอนๆ นั่งมองหน้ากัน ไม่ว่าจะตำแหน่งใหญ่โตแค่ไหน เราก็แทบไม่มีเงินพอๆ กัน น่าสงสารมั้ยครับ พวกเรานั่งกระซิบกระซาบกัน รอให้อีกฝ่ายเปิดประเด็นพูดอะไรก่อน “ยินดีต้อบรับทุกท่าน” พิธีกรเอ่ยก่อน ผมติดต่อเขาเอาไว้ก่อนแล้ว เขายืนขึ้นโบกไม้โบกมือให้พวกเราเงียบและหันมาสนใจเขา “ผมขอเป็นตัวแทนเพื่อนำเราเข้าสู่กระบวนการการเลือกผู้นำ” คนที่เหลือปรบมือให้เขา เขาดูหล่อไม่เบาเลย ผมเองขนาดเป็นชายแท้ ยังละสายตาไม่ได้ ในใจมันร่ำร้องว่า สนใจมาแชร์ดีเอ็นเอกับตระกูลเราไหม ผมมีญาติผู้หญิงทางฝั่งพ่อและแม่อีกหลา

  • จะลูปไหนก็รักเธอ   บทที่ 4 เกลี่ยกล่อมให้กลับไปเรียน

    เขียนโดยเพนนี เมื่อ 3 วันก่อน "สวัสดีค่ะ ดิฉันพริมา ภัทรโสภณ เป็นอาจารย์แนะแนวที่โรงเรียนน้องเรวัชค่ะ" ฉันแนะนำตัวแก่ผู้ปกครองของเด็ก เธอดูวุ่นอยู่ในครัวก่อนที่จะออกมาคุยกับฉัน คิ้วขมวดน้อยๆ ด้วยความสงสัย "แล้วมีธุระอะไรคะ" "น้องไม่ได้ไปโรงเรียนมาหนึ่งเดือนแล้ว ดิฉันอยากทราบว่าน้องมีปัญหาอะไรหรือเปล่าคะ" ฉันพูดตามสคริปต์อย่างเบื่อหน่าย ไม่เคยชอบเลยจริงๆ ที่จะต้องไปหานักเรียน เกลี่ยกล่อมให้เด็กกลับเข้ามาในระบบ เพราะเด็กพวกนี้ตัดสินใจแล้วว่า โรงเรียนไม่เหมาะกับเขา และฉันก็เชื่อว่าการศึกษาสำหรับคนแต่ละคนนั้นแตกต่างกันออกไป ใครใคร่เรียนเองก็เรียน ใครใคร่เรียนกับคนเป็นๆ ก็เรียน และวิธีเรียนไม่จำกัดแค่ในห้องเรียนด้วยนี่นา "เข้ามาก่อนสิคะ อาจารย์...เอ่อ..อาจารย์ชื่อเล่นว่าอะไรคะ" "เพนนีค่ะ" ฉันทิ้งตัวลงบนโซฟาในห้องรับแขก แม่ของเด็กขึ้นไปตามนายเรวัชลงมา เขาดูง่วงงุน ผมชี้โด่ชี้เด่ หน้าม้ายาวจนแทบปิดตา นี่คงอยู่แต่ในบ้าน ไม่ได้กระทั่งจะออกไปตัดผมเลยสินะ

  • จะลูปไหนก็รักเธอ   บทที่ 3 ผมถูกเขาป้อยอ

    เขียนโดยฮาริส เมื่อ 2 สัปดาห์ก่อน ความสามารถพิเศษของผมคือการสแกนคนด้วยสายตา เพียงแค่ผมมองเข้าไปในตาของคนไหนก็ตาม ผมจะรู้จักว่าเขาเป็นคนเช่นไร ผมรู้ว่าไอ้เรวัชหรือเรย์ มันไม่ใช่แค่วัยรุ่นตัวกวน ที่มาขโมยอย่างเล่นๆ มันทำการบ้านมาดี ทั้งตอนหาข้อมูลจากผม ใช้คำป้อยอ แล้วก็เข้ามาขโมยเพชรตอนที่ผมนอนหลับไปแล้ว อาจเป็นเพราะผมไม่ได้มองตามัน ผมจึงบอกข้อมูลไปอย่างง่ายดาย ผมเป็นหลานปู่ของกษัตริย์คนเก่า แต่เราเปลี่ยนแปลงการปกครองมานานแล้ว คนนับถือผม เพราะความสามารถและวิสัยทัศน์ของผม จนยกย่องให้ผมเป็นผู้นำประเทศเราในตอนนี้ เสียดายเวลาที่สอนมัน รู้งี้เอาเวลาไปจำสูตรอบเค้กให้ลูกสาวดีกว่า “ตามหาให้ทั่วว่ามันเป็นใคร” ผมสั่งแฮกเกอร์ของเรา “แต่ว่า” แฮกเกอร์คนหนึ่งอ้าปาก “ฉันรู้จักมัน แต่ไม่รู้ว่ามันมาจากประเทศอะไร และทำไมต้องขโมยเพชรที่สำคัญของเราด้วย เพชรที่มันขโมยไป เป็นเพชรของปู่ฉัน” “ครับท่านฮาริส” เสียงรัวแป้นพิมพ์ดังขึ้นหลังจากนั้น

  • จะลูปไหนก็รักเธอ   บทที่ 2 ฉันเองครูแนะแนว

    เขียนโดยเพนนี เมื่อ 4 วันก่อน อพาร์ทเม้นท์ฉันอยู่ไม่ไกลจากโรงเรียนเท่าไหร่นัก ภายในตกแต่งธรรมดา แต่ที่แปลกออกไปคือมีแม่บ้านเอไอคอยเป็นผู้ช่วยฉัน เอไอต่างจากหุ่นยนต์ปกตินิดหน่อย ตรงที่เธอคิดและเรียนรู้ได้ อันที่จริงจะให้จำกัดความเอไอก็ไม่ง่ายนัก เพราะมันแทบจะทำได้อย่างไม่มีขอบเขต ยกเว้นต้องทำตามบรรทัดฐานที่รัฐกำหนด แม่บ้านเอไอของฉัน เธอมีหน้าตาคล้ายคนทุกอย่าง รวมทั้งยังสวมผ้ากันเปื้อนขณะทำอาหารเช้าให้ฉันด้วย กลิ่นข้าวต้มกุ้งหอมไปทั่วห้อง ทำให้ฉันน้ำลายสอ ฝีมือของเธอไม่เลวเลย จนฉันแทบจะกินข้าวนอกบ้านไม่ได้ แต่อย่าบอกเธอล่ะ คนคงไม่ค่อยรู้ว่าแม่บ้านเอไอก็มีความภาคภูมิใจในตัวเอง "สวัสดีค่ะ เจ้านาย" เธอทักฉัน "สวัสดี เอไอ" "ดิฉันมีชื่อ ชื่อที่เจ้านายตั้งให้" นับวันเธอจะยิ่งมีอารมณ์เหมือนมนุษย์ขึ้นทุกที นี่คงจะน้อยใจสินะ "สวัสดีอ้อยอิ่ง ถ้าอย่างนั้นก็เรียกชื่อฉันด้วย" "ค่ะ คุณเพนนี" "สรุปข่าวให้ฟังหน่อย" "วันที่ 10 ม

  • จะลูปไหนก็รักเธอ   บทที่ 1 แค่ขโมยตามที่คาดไว้

    เขียนโดยเรย์ เมื่อ 1 สัปดาห์ก่อน ผมตื่นตั้งแต่ตีสี่ เวลานี้มีคนบอกผมว่าผู้ร้ายไม่ค่อยมี ทำไมเหรอ เพราะว่าเป็นเวลาที่ผู้ร้ายยังไม่ตื่น ผมกระแอมนิดหนึ่งเพื่อเรียกสติตัวเอง ก่อนเดินเข้าไปในซอยเล็กๆ ท่ามกลางตึกสูง ตึกพวกนี้ถูกจับจองไว้หมดแล้ว ในโลกตอนนี้แค่มีความพยายาม ทุกคนจะมีที่อยู่ราคาแพง ล้อมรอบไปด้วยทัศนียภาพอันน่าหลงใหล ผมหยิบอุปกรณ์ปีนตึกออกมา มันเป็นจุกดูดที่แข็งแรงพอจะจับยึด แค่กดมันลงไปบนผนังตึกที่เป็นกระจก จากนั้นดึงตัวเองขึ้นไป จนสูงขึ้นเรื่อยๆ แรงโน้มถ่วงไม่อาจทำอะไรผมได้นัก ผมใช้เวลาเพียงห้านาทีก็มาถึงชั้นที่หนึ่งร้อยหนึ่ง แล้วเจาะกระจกด้วยอุปกรณ์ที่อยู่ในเป้ ในห้องไม่มีคน ส่วนใหญ่ในเวลาอย่างนี้ คนไม่ค่อยอยู่ห้องกัน เขาหลับอยู่ในบ้านซะมากกว่า คนอะไร หาข้อมูลมาละเอียดสิ้นดี ในเพนท์เฮาส์มืดสลัว ดวงอาทิตย์เริ่มทอแสงอย่างช้าๆ ผมมองไปรอบๆ เห็นตู้กระจกตั้งอยู่กลางห้อง ไม่บอกก็รู้ว่าการรักษาความปลอดภัยคงดีมากแน่ๆ ผมหยิบรีโมทออกมา แล้วกดปุ่มสีแดง เสียงระเบิดดังมาจากชั้นหนึ่งของตึกหลังนี

Scan code to read on App
DMCA.com Protection Status