เขียนโดยเพนนี เมื่อ 18 ปีก่อน
นานมาแล้ว
ฉันถูกทิ้งไว้ที่นี่ตั้งแต่ยังจำความไม่ได้ ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไม แต่ถ้าให้เดาแง่บวก ชีวิตข้างนอกนั้นคงแย่กว่าในนี้ ในสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าแห่งนี้ ฉันมีข้าวกินครบสามมื้อ ทุกวันเสาร์-อาทิตย์จะมีคนใจบุญมาเยี่ยมพวกเรา เอาอาหาร ขนม ไอศครีม และร้องเพลงให้พวกเราฟัง ตอนแรกฉันก็ตื่นเต้นและปลื้มปริ่มใจทุกครั้งที่มีคนมาเยี่ยม แต่นานๆ ไป ก็เกิดคำถามในใจ แล้วพ่อแม่ของฉันไปไหน ทำไมต้องทิ้งเราไว้ให้คนอื่นมาสงสารด้วย
ฉันเคยเห็นนะ
เคยเห็นตอนที่พวกลูกๆ กอดพ่อแม่ของเขา ร้องจะเอาโน่นนี่ แต่พวกเราล่ะ มีใครให้อ้อนแบบนั้นบ้าง ฉันยอมแลกช็อกโกแลตที่จะได้กินตลอดชีวิต กับครอบครัวที่จะอยู่กับฉันตลอดไปเลยล่ะ
ฉันมีเพื่อนสนิทคนหนึ่ง ชื่อนิวตัน นิวตันเป็นเด็กผู้ชายอายุเก้าขวบเท่าฉัน ตัดผมทรงนักเรียน ถ้าจะพูดให้ถูกเพราะครูแก้วตัดผมได้แต่ทรงนี้ เขาตัวอวบอ้วน ผิวขาวนวลเหมือนมีเชื้อสายจีน จมูกเล็กๆนั่นทำให้หน้าตาน่ารัก ตากลมโตนั้นพร้อมที่จะถามคำถามทุกครั้งที่สงสัย สมกับชื่อที่เป็นนามสกุลนักวิทยาศาสตร์สมัยก่อน
วันนี้เขามีท่าทางลุกลี้ลุกลน หันซ้ายทีขวาที มันทำให้ฉันอดไม่ได้ที่จะสืบเรื่องเพื่อนสนิทคนนี้
"ถ้านายไม่บอกภารกิจลับกับฉัน ฉันจะไม่ให้นายลอกการบ้านอีกต่อไป"
"มานี่ก่อน เพนนี" นิวตันกระซิบเสียงเบา "ฉันได้ยินมาจากรุ่นพี่ว่า ฝั่งตรงกันข้ามกับบ้านพวกเรา มีร้านน้ำแข็งไสเปิดอยู่ พวกเราได้ค่าขนมไปโรงเรียนทุกวัน" เขาหมายความว่า พวกเราพักที่สถานเลี้ยงเด็กกำพร้าก็จริง แต่ตอนวันธรรมดา เราต้องไปโรงเรียนเหมือนเด็กคนอื่นๆ ดังนั้นจึงได้รับค่าขนมไปด้วย "ฉันรู้ว่าเธอเก็บค่าขนมได้มากอยู่ ไปกินด้วยกันไหม"
คำขู่ได้ผล! มาแล้ว ข้อตกลงพิเศษ
"แต่ครูแก้ว" ฉันเอ่ยถึงผู้ดูแลเรา "จะตีเอานะสิ ถ้ารู้ว่าพวกเราไปที่นั่น"
"ตรงกำแพงด้านข้าง มีช่องเล็กๆ อยู่ ถ้าเราสองคนมุดออกไป ก็น่าจะได้อยู่นะ" เขาทำน้ำเสียงน่าตื่นเต้น ทำให้ฉันพลอยตาโตกับเขาไปด้วย "แต่งตัวให้ดูดีหน่อย ให้เหมือนลูกเจ้าสัวเลยนะ"
"แต่..." ฉันลังเล
"ว่าแล้วเชียว เด็กผู้หญิงหรือจะกล้า ไม่น่าบอกให้เสียเวลาเลย"
นิวตันรู้จักฉันดี รู้ว่าถ้าท้าทายแบบนี้แล้วฉันจะคว้าโอกาสนี้ไว้
ไอ้เพื่อนเจ้าเล่ห์!
"ก็ได้ ถ้าไม่อร่อยจริง นายโดนแน่"
คาดโทษก่อนวิ่งกลับหอนอน ฉันจะสวมชุดที่ดีที่สุด หวีผมให้เรียบที่สุด แต่มันก็กลับมาหยักศกอีก ช่วยไม่ได้แฮะ แล้วฉันก็ติดกิ๊บรูปสตรอว์เบอร์รีอันใหญ่เข้าไป
แน่นอน วันนี้ฉันคิดว่าตัวเองสวยเชียวละ
นิวตันเคยบอกว่า คำชมว่าสวย ควรให้คนอื่นชมไหมเพื่อน หึหึ ฉันเขินความคิดของตัวเองนิดหน่อย ดีนะไม่มีใครรู้
เวลานี้เป็นเวลาห้าโมงเย็น รถราเริ่มติดเพราะทุกคนกำลังเดินทางกลับบ้าน ริมฟุตบาทที่พวกเราเดิน มีคนเดินขวักไขว่
"เชิดหน้าไว้ เพนนี" นิวตันบอก เมื่อมีผู้ใหญ่มองมาทางเรา
"ฉันดูแพงหรือยัง พอที่จะเป็นลูกเจ้าสัวได้หรือยัง" ฉันกระซิบถามเพื่อน
"ได้สิ" เขาพยักหน้าหงึกหงัก ก่อนนำทางไปยังร้านน้ำแข็งไส
ร้านอยู่ในคูหาเล็กๆ ประดับประดาด้วยดวงไฟระยิบระยับ ป้ายร้านใช้ฟอนท์วัยรุ่นเตะตาคนที่มองมาจากไกล มีลูกค้าหลากหลายวัย แต่ส่วนใหญ่จะเป็นเด็กผู้หญิง ตอนสบตากันแม่ค้ายิ้มให้เรา เมื่อเห็นเรามากันสองคน ฉันเผลอกันเล็บตัวเอง เพราะกลัวเขาจะจับได้ นิวตันหันมามองตาเขียว
"มั่นใจหน่อย"
"ย่ะ"
ฉันเชิดหน้า แล้วยืดหลังให้ตรง ลบคำดูถูกตัวเองที่อยู่ในหัวให้หมด จิตใจจดจ้องแต่กับ…
ของหวานตรงหน้า
พวกเราสั่งน้ำแข็งไสคนละถ้วย มันไม่ใช่ของหวานที่พิเศษสำหรับคนอื่นๆ แต่สำหรับเรา มันพอจะทดแทนความรู้สึกโหยหาใครสักคนในใจได้ การสนุก การมีความสุข การอิ่ม มันช่วยให้เราผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากไปได้ อย่างน้อยๆ ตอนที่ไม่รู้จะนึกถึงอะไรเวลาเหงา ฉันก็จะนึกถึงอาหารอร่อยๆ เกรดดีๆ และเพื่อนซี้ของฉัน เพราะฉะนั้นฉันจะเป็นคนสร้างความสุขขึ้นมาด้วยมือของฉันเอง
เราตักน้ำแข็งไสเข้าปากอย่างบ้าคลั่ง ฉันขอวุ้นมะพร้าวจากนิวตันมาคำหนึ่ง มันหนุบหนับดี ถ้าเราได้ออกมาอีก ฉันจะลองสั่งมากินดู
เราไม่รู้เลยว่าจะเกิดอะไรขึ้น ก็ทุกอย่างดูปกติดี
นิวตันมองนาฬิกาแขวน ก่อนพยายามเอ่ยเสียงเรียบ
"อีกสิบนาที ครูแก้วจะเรียกพวกเราไปกินข้าว เรากลับกันเถอะ"
"อีกนิดน่า" ฉันขอร้อง อยากซดน้ำหวานที่เหลือให้หมดก่อน
คนหน้าหวานก็ต้องเหมาะกับของหวานแบบนี้ล่ะ
"ถ้าโดนจับได้ ถูกหักค่าขนมไม่รู้ด้วยนะ"
พวกเราเหลือเวลาอีกสามนาที จึงวิ่งสุดฝีเท้ากลับบ้าน เราวิ่งเต็มฝีเท้าเข้าซอยลัด
ชายฉกรรจ์คว้าข้อมือฉันไว้ พวกเขามากันสองคน แต่งชุดดำทั้งตัว หน้าตากร่ำแดด คนหนึ่งดูเหมือนลูกพี่ คนหนึ่งเหมือนลูกน้อง อาจเป็นหน้าตาหรือชุดที่น่าสงสัย ทำให้ฉันใจหายวาบ นอกจากจะโชคร้ายเรื่องครอบครัว บางทีฉันอาจจะมีอายุสั้นกว่าคนอื่นๆ หรือเปล่า เสี้ยวหนึ่งในใจแอบคิดร้าย อดไม่ได้ทีจะเปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่น
"ปล่อยนะ ถ้ารู้ว่าหนูลูกใคร ลุงจะต้องหนาว"
ฉันขู่สั้นๆ จำที่นิวตันบอกว่าเราเป็นลูกเจ้าสัว
"ขอโทษนะ เพนนี" นิวตันบอกแล้ววิ่งหายไปในซอย ซึ่งเป็นซอยที่อยู่ของสถานที่ๆ เราเรียกว่าบ้าน
ฉันขาสั่น เมื่อคิดว่าตัวเองอาจถูกฉุดไปขาย หรือเขาจะตัดขา หรือฉันจะไม่มีโอกาสได้เรียนหนังสือ อาจจะมีสักวันที่แม่มาตามหาฉัน แล้วครูแก้วก็บอกแม่ว่า ฉันหายตัวไป หรือฉันหนีไปแล้ว ฉันกลัวและโกรธไปพร้อมๆ กัน ที่นิวตันทิ้งฉันไปแล้ว
ไอ้นิวตัน มันไม่ใช่เพื่อนฉันอีกแล้ว!
"พ่อแม่แกคงรวยสินะ แต่ปล่อยให้มาเที่ยวเล่นสองคนแบบนี้ ก็เสร็จพวกลุงสิจ๊ะ"
เขาหัวเราะเสียงแหบ
"หนูไม่ได้รวยค่ะ" สมองของฉันทำงานอย่างรวดเร็ว "หนูมาจากสถานเลี้ยงเด็กกำพร้า ถึงจะเอาหนูไปก็ไม่ได้ค่าไถ่หรอกค่ะ"
"คิดเหรอว่าพวกลุงโง่ ดูแต่งตัวเข้าสิ ชุดแพงๆ แล้วผิวแบบไอ้เด็กผู้ชายเมื่อกี้ก็ขาวผ่อง ส่วนเธอปากนิดจมูกหน่อย ผิวก็ขาวเหมือนกัน เหมือนพ่อเป็นเจ้าสัวงั้นแหละ"
หรือพวกลุงจะมีพลังจิตนะ ลูกเจ้าสัวอีกแล้ว ฉันว่าฉันได้ยินไม่ผิดนะ
"ถ้าผิวขาวแล้วบ้านรวย ป่านนี้ คนจีนคงรวยกันทั่วประเทศแล้ว"
ฉันต่อปากต่อคำกับตรรกะประหลาดๆ ลืมไปแล้วว่าต้องทำให้เขาอารมณ์ดีไว้ก่อน
เขาอุ้มฉันเข้าซอย เผื่อว่าใครจะเห็นความผิดสังเกต ฉันควรถ่วงเวลา เผื่อว่า ไอ้นิวตันเพื่อนเฮงซวย จะเรียกครูแก้วมาช่วย
"ลุง หนูกับเพื่อนแค่หนีออกมาหาน้ำแข็งไสกิน แล้วดูซิ มือถือแพงๆ ยังไม่มีใช้สักเครื่องเลย จะเป็นลูกเจ้าสัวได้ไง"
"ค้นตัวมันก่อน" คนที่เป็นลูกพี่บอก เขาล้วงกระเป๋าเป้ของฉัน จับดูรอบๆ ตัว ไม่เจอมือถือสักเครื่อง มีแต่นาฬิการาคาถูกที่ฉันมีติดตัวเพียงอย่างเดียว เป็นนาฬิกาที่รุ่นพี่ให้เป็นของที่ระลึก มันเต็มไปด้วยรอยถลอก แต่ก็ทำให้ฉันตรงต่อเวลาเสมอ
เพราะแบบนั้น เราควรจะวัดที่การทำตัว ไม่ใช่ของภายนอกสิ ถ้าวัดแบบการทำตัวฉันควรเป็นลูกมหาเศรษฐีไปแล้ว
"ถึงจะไม่ใช่ลูกคนรวย แต่มันเห็นหน้าเราแล้วนะลูกพี่" ลูกน้องกระชับแขนที่จับฉันไว้ ไม่ให้ฉันหนีไปไหน "จับไปขายดีไหม อีกไม่กี่ปีก็เป็นสาวแล้ว ขายให้เจ๊ส้ม แม่เล้าในแก๊งเราดีไหมลูกพี่"
ลูกพี่ไม่ตอบ เอามีดออกมาจี้คอฉัน
"ถ้ามึงส่งเสียงดัง กูแทงแน่ ไม่แทงทีเดียวด้วย จะแทงจนกว่ามึงจะตายคามือกูเลย"
เหงื่อของฉันซึมไปทั่วใบหน้า ฉันกลืนถ้อยคำทั้งหมดลงไป พวกเขาดันฉันเข้าไปในรถเก๋งติดกระจกดำ ลูกน้องขับรถ ส่วนลูกพี่นั่งจับฉันไว้ข้างหลังคนขับ นี่คงหลีกเลี่ยงไม่ให้ใครรู้ว่าจะไปไหน เลยใช้คนขับแทน
"พี่แมน ถ้ามันเสียงไม่เพราะ เราตัดแขนขาแล้วส่งไปขอทานดีไหม" ลูกน้องทำท่าครุ่นคิด เหยียบคันเร่งจนแทบสุด เพราะรู้ว่าข้างหน้าไม่มีตำรวจจราจรอยู่
"แถวนี้มีสถานเลี้ยงเด็กกำพร้า เรามาจับตัวไปเดือนละนิดเดือนละหน่อย บอสก็คงจะเพิ่มส่วนแบ่งให้กูมากขึ้น" แมนบีบแขนฉันอย่างเลือดเย็น ฉันว่างานลักพาตัวเป็นงานที่เขาถนัด
ไอ้คนชั่ว ไอ้คนใจทราม ฉันด่าในใจ เพราะว่าปากสั่นจนไม่กล้าเอ่ยอะไร
"ส่งมันที่ซ่องเจ๊ส้มก่อน แล้วค่อยว่ากันว่าจะทำอย่างไรต่อไป"
พวกเขาก็พาฉันเข้าไปในซอยลึกลับ ฉันจำไม่ได้แล้วว่าต้องเลี้ยวกี่ครั้ง ก่อนมาถึงซอยนี้ ในชีวิตนี้จำได้แค่ว่าบ้านและโรงเรียนไปได้ยังไง แล้วสองคนนั้นก็จอดหน้าร้านอาหาร แสงไฟหลากสีกระพริบวิบวับหน้าร้าน ทำให้บรรยายกาศครึกครื้น มีรถจอดอยู่ใกล้ๆ หลายคัน มีผู้หญิงนั่งเรียงกัน แต่งตัววาบหวิว โชว์เนื้อเนียนใต้ร่มผ้า พร้อมรอยยิ้ม และบางคนก็กำลังสูบบุหรี่ไฟฟ้า
"เจ๊ส้ม" คนหัวหน้าตะโกนเรียก หลังจากทิ้งฉันไว้กับลูกน้อง
สักครู่หนึ่ง เจ๊ส้มก็เดินมา หน้ามุ่ยแต่ก็สวยแม้ในวัยสี่สิบกว่า เธอสวมชุดเดรสสีแดงแจ๊ด กระโปรงผ่าขึ้นมาถึงเนิ่นขา ปากแดง เขียนตาเข้ม เจ๊ส้มเห็นฉันก็ทำหน้าพอใจ รู้ว่าเด็กสาวที่สองคนนี้พามาเพราะเรื่องอะไร
"ผิวขาว ปากนิด จมูกหน่อย น่ารักแบบคุณหนู ถ้าส่งไปเดบิวต์เป็นเกิร์ลกรุ๊ปก็คงได้ แต่วาสนาแกนะอีหนู เป็นได้แค่เด็กในซ่อง" เธอเอ่ยอย่างสงสาร
ถ้าสงสารจริง เจ๊คงปล่อยหนูไปนะคะ ฉันตอบในใจ ไม่กล้าพูดอะไรอีก เพราะกลัวมีดในมือพวกคนโฉด
"อายุเท่าไหร่"
"เกือบสิบขวบแล้วค่ะ"
"หัดร้องเพลงไว้ก่อน เด็กใหม่ๆ ซิงๆ ถ้ามีความสามารถพิเศษ จะยิ่งขายได้ราคา" เจ๊ส้มพิจารณาฉันอีกที จนเกือบลืมไปแล้วว่ามีสองคนรอรับเงินอยู่
"เงินละครับเจ๊"
"ทวงอยู่ได้ เอาข้อมือมา" แม้แต่หญิงในซ่องก็ไม่ได้ตกยุคไปกับเขาด้วย แค่สแกนผ่านนาฬิกาก็โอนเงินได้แล้ว
ฉันมองหาจังหวะจะหนีอยู่ตลอด แต่พวกเขาก็จับแขนฉันแน่นจนหนีไปไหนไม่ได้
"ชื่ออะไร"
"เพนนีค่ะ"
"ชื่อเอ็งแปลว่าอะไร"
"หนูตั้งชื่อเอง ให้สัมผัสกับชื่อจริง เพราะตัวหนูไม่มีค่า เท่ากับเงินเพนนียังไงล่ะคะ"
ฉันหวังว่าความจริงนี้จะทำให้เขาสงสารฉันบ้าง แต่เจ๊ส้มแค่ทำหน้าเฉยๆ
เออ ไม่สงสารก็อย่าสงสาร
หลังจากข้อตกลงนั้น ฉันฝึกร้องเพลงอยู่ในซ่องตลอดเจ็ดวัน ความหวังที่จะมีคนมาช่วย ค่อยๆ จางไปเรื่อยๆ หญิงคณิกาอายุมากกว่าฉันทั้งนั้น และทุกคนทำแต่งาน คุยกับแขก และถามเจ๊ส้มนิดๆ หน่อยๆ ไม่มีใครคิดจะคุยหรือสงสารฉันเลย ฉันแอบร้องไห้ทุกวัน ตอนที่ทุกคนหลับไปแล้ว
แน่ละ ตอนเช้าตาฉันบวมเหมือนหมาพันธุ์ชิวาวา
วันนี้เป็นวันที่ฉันจะได้ขึ้นร้องบนเวทีในร้าน เพลงที่ฉันร้องเป็นเพลงยุคยี่สิบปีก่อน เจ๊ส้มบอกว่าผู้ใหญ่ชอบ ไม่แน่ว่าฉันอาจได้ทิปเล็กๆ น้อยๆ ก็ได้ ฉันมีความหวังอีกครั้ง ถ้าเก็บเงินได้แล้วหนีไป ฉันจะกลับไปหาครูแก้ว และขอตบหัวไอ้นิวตันทีเถอะ นี่ไม่คิดจะมาช่วยกันหน่อยหรือไง
เพลงที่ร้องมีแขกชอบหลายคนอยู่ ชายวัยกลางคน สวมเสื้อตัวโคร่งสีน้ำตาล ใส่แหวนและสร้อยทองเต็มตัว ยิ้มแย้มให้ฉัน และเรียกฉันไปคุยด้วย
"เด็กยังใหม่ค่ะท่าน" เจ๊ส้มบอก เพราะกลัวว่าฉันจะทำชื่อเสียงตนพัง
"มานั่งตักป๋ามาหนู" ท่านของเจ๊ส้มบอก ฉันนั่งข้างๆ เขา แล้วไหว้พร้อมกับยิ้ม เหมือนที่คนอื่นทำ แต่ดูท่าทางป๋าจะยังไม่ถูกใจจึงยกฉันมานั่งบนตัก "หน้าตาดีนะ ถึงจะยังเด็ก แต่ป๋าก็ชอบ"
"แต่หนูยังไม่ถึงสิบขวบเลยนะคะ" ฉันทะลุกลางปล้อง แถมทำสีหน้ารังเกียจอย่างเต็มที่
"ขอโทษแทนเด็กนะคะ มันไม่มีพ่อแม่ ก็เลยไม่มีใครสั่งสอน" เจ๊ส้มถลึงตาใส่ฉัน ฉันหาจังหวะที่ป๋าหันไปทางอื่น ทำปากคว่ำใส่เขา "คุยกับท่านดีๆ นะ เพนนี"
"ป๋ายังไม่เคยลองเด็กสักครั้งเลย เขาว่ากินเด็กแล้วเป็นอมตะ" เขาทำหน้ากรุ่มกริ่ม เอามือจับปลายผมของฉัน นี่ประจำเดือนฉันยังไม่มาด้วยซ้ำ เขาคิดอะไรของเขา
"เด็กคนนี้เราจะปั้นให้เป็นดาวนะคะ ท่าน" เจ๊ส้มพูดเพื่อให้สินค้าดูแพงขึ้น "คงจะยอมให้ไปกับแขกง่ายๆ ไม่ได้ เรายังไม่ได้สอนอะไรหลายๆ อย่าง"
"ป๋าสอนเอง" เขาพึมพำ ยิ้มหื่นมาทางฉันอีก "0.0001 บิทคอยน์ต่อคืน"
"0.002 ค่ะ"
"0.0005"
"0.001 ค่ะ"
"ตกลง ตามนั้น" เธอกับเขาเอานาฬิกามาประจันหน้ากัน เป็นอันจบพิธี
ฉันดิ้นให้พ้นตักลุงโรคจิต แต่ยิ่งดิ้นเขายิ่งหัวเราะชอบใจ วางของใช้ส่วนตัวให้ลูกน้องหยิบ จึงเหลือสองมือใหญ่จับแขนฉัน แล้วพาไปออกที่ลานจอดรถ
ฉันร้องไห้ออกมา ทั้งน้ำหูน้ำตาและเสียงสะอื้น
"ปล่อยหนูไปเถอะค่ะ หนูไม่มีพ่อแม่ หนูอยู่ในสถานเลี้ยงเด็กกำพร้า นี่ลุงยังจะเอาหนูไปบำเรอกาม ทั้งๆ ที่หนูยังไม่มีคำนำหน้าว่านางสาวอีกเหรอคะ ถ้าปล่อยหนูไปแล้ว หนูจะหายไปอย่างลึกลับ แล้วไม่บอกเรื่องนี้กับใครเลยค่ะ ปล่อยให้หนูได้ใช้ชีวิตแบบคนปกติบ้างเถอะค่ะ อย่าให้หนูต้องติดอยู่ในนรกนี่เลยนะคะ"
"น่าสงสารจริงๆ คนดีของป๋า ถ้าคืนนี้หนูทำได้ดี ป๋าจะเลี้ยงดูและส่งหนูไปเรียน หนูอาจได้ออกหน้าออกตาเป็นเมียอีกคนของป๋าเลยนะ"
ฉันทั้งขาสั่น สมองตื้อ มองไปรอบๆ ตัวอย่างจนปัญญา ฉันไม่มีใครเลย ไม่เหลือใครให้ช่วยแล้ว หรือนรกบนดินนี่คือปลายทางของชีวิตฉัน ไม่มีใครจะปกป้องฉันได้เลยเหรอ
ป๋าหัวเราะอย่างมีความสุข
ส่วนฉันร้องไห้อย่างสิ้นหวัง
ทำไมฉันถึงซวยแบบนี้ โธ่เว้ย!!
จู่ๆ เสียงไซเรนก็ดังขึ้น รถตำรวจวิ่งเข้ามาในซอยที่ซ่องตั้งอยู่ พวกตำรวจออกมาจากรถ ป๋าดันฉันเข้าไปในรถของเขา แต่มีตำรวจชายวัยกลางคนท่าทางเหมือนเป็นผู้บังคับบัญชาเดินออกมา
"เอาเด็กออกมาจากรถ" เขาประกาศกร้าว "พริมา ไม่สิ เพนนี พวกเรามาช่วยหนูแล้ว และพวกคุณที่เปิดซ่องให้บริการทางเพศแบบผิดกฎหมาย ก็จะมีความผิดพร้อมโดนลงโทษไปด้วย อย่าขัดขวางการจับกุมของเจ้าหน้าที่ ไม่อย่างนั้นเราคงต้องใช้กำลัง"
ฉันหยุดร้องไห้ไม่ได้จริงๆ มีคนเห็นค่าฉันและมาช่วยฉันจนได้ ฉันสาบานกับตัวเองเลย ว่าจะจำวันนี้ไว้จนตาย เพราะเข้าใจคนที่ถูกช่วยไม่ให้ตกนรก มันทำให้คนถูกช่วยดีใจขนาดไหน
ตำรวจมีหน้าที่ปกป้องความสันติสุขของประชาชน ฉันอยากทำอาชีพนี้ อาชีพที่ทำให้ทุกคนรู้สึกว่าบ้านเมืองสามารถเดินได้อย่างปลอดภัย และบ้านเมืองมีกลุ่มคนที่คอยรักษาความปลอดภัยให้ตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมง
ฉันเงยหน้ามองตำรวจวัยกลางคนที่มาช่วยฉัน ฉันจดจำใบหน้าเขาได้อย่างขึ้นใจ
"โตขึ้นหนูจะเป็นตำรวจ" ฉันบอกเขาอย่างภาคภูมิใจ เขายิ้มตอบมาอย่างใจดี
ฉันไม่รู้ว่าเพราะคำพูดนี้หรือเปล่า ในวันเกิดที่ฉันอายุสิบขวบ เขาก็มาหาฉันที่บ้านอีกครั้ง วันนั้นลุงตำรวจคุยกับฉันว่า
"ลุงคือพลตำรวจเอกกษิดิส เกียรติปรีชา" เขาแนะนำตัวอย่างเรียบง่าย ตอนกลางวันฉันเห็นใบหน้าขามีรอยแผลเป็นจางๆ ดวงตามีแววอ่อนโยน เขาดูกระฉับกระเฉงสำหรับคนในวัยห้าสิบกว่า "เรียกลุงว่ากานก็ได้ ลุงกานเป็นตำรวจ ถ้าหนูจำลุงได้"
"หนูจำได้ค่ะ" ฉันตอบตาเป็นประกาย "ลุงกานมาหาหนูเหรอคะ"
"สุขสันต์วันเกิดค่ะ เพนนี" ลุงกานบอกฉัน แล้วหยิบของขวัญให้ฉันเป็นช็อกโกแลตกล่องโต ฉันเห็นเพื่อนๆ น้ำลายหกเมื่อเห็นช็อกโกแลตกล่องนั้น บางทีถ้าให้คนละชิ้นก็คงพอได้ ยกเว้นไอ้นิวตัน แต่จะว่าไปนิวตันหายไปจากสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าตั้งแต่วันเกิดเรื่อง "ลุงมีเรื่องต้องคุยกับหนูด้วย"
"อะไรเหรอคะ หนูทำอะไรผิดหรือเปล่า"
"มีจดหมายฉบับหนึ่งที่ลุงเพิ่งได้ก่อนที่จะไปตามหาตัวเพนนีอะค่ะ" เขาหยิบจดหมายขึ้นมา "พ่อแม่ของหนูเคยไปทำนายอนาคตจากหมอดูที่เก่งที่สุด ซึ่งเป็นคนที่ทำนายสงครามโลกครั้งที่สามได้ถูกเชียวนะ ในการทำนายนั้นทำนายว่าพ่อกับแม่ของหนูจะส่งหนูมาสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าตอนหนูอายุห้าขวบ และเมื่อสิบขวบหนูจะได้ไปอยู่กับตำรวจ สุดท้ายชะตาของหนูจะช่วยคนไว้ได้นับล้านคน ด้วยพลังแห่งกาลเวลา พวกผู้ใหญ่ของประเทศเรา ปรึกษากันแล้ว ว่าก่อนถึงเวลานั้น เราต้องเตรียมความพร้อมให้หนู เราหานักวิจัยเก่งๆ มาวิจัยเรื่องเวลา แม้แต่นักฟิสิกส์รางวัลโนเบลยังได้แต่คลำทางเลยนะ แต่เราจะพยายามอย่างดีที่สุดเพื่อปกป้องคนในโลกใบนี้"
หมอดูและนักฟิสิกส์อยู่ในย่อหน้าเดียวกัน น่าสนใจแฮะ
"หนูเป็นหนี้ลุงกาน หนูจะเข้าร่วมโครงการนี้ค่ะ"
ฉันตอบ โดยไม่รู้เลยว่าเรื่องจะยุ่งยากขนาดนี้
เขียนโดยเรย์ เมื่อ 1 สัปดาห์ก่อน ผมตื่นตั้งแต่ตีสี่ เวลานี้มีคนบอกผมว่าผู้ร้ายไม่ค่อยมี ทำไมเหรอ เพราะว่าเป็นเวลาที่ผู้ร้ายยังไม่ตื่น ผมกระแอมนิดหนึ่งเพื่อเรียกสติตัวเอง ก่อนเดินเข้าไปในซอยเล็กๆ ท่ามกลางตึกสูง ตึกพวกนี้ถูกจับจองไว้หมดแล้ว ในโลกตอนนี้แค่มีความพยายาม ทุกคนจะมีที่อยู่ราคาแพง ล้อมรอบไปด้วยทัศนียภาพอันน่าหลงใหล ผมหยิบอุปกรณ์ปีนตึกออกมา มันเป็นจุกดูดที่แข็งแรงพอจะจับยึด แค่กดมันลงไปบนผนังตึกที่เป็นกระจก จากนั้นดึงตัวเองขึ้นไป จนสูงขึ้นเรื่อยๆ แรงโน้มถ่วงไม่อาจทำอะไรผมได้นัก ผมใช้เวลาเพียงห้านาทีก็มาถึงชั้นที่หนึ่งร้อยหนึ่ง แล้วเจาะกระจกด้วยอุปกรณ์ที่อยู่ในเป้ ในห้องไม่มีคน ส่วนใหญ่ในเวลาอย่างนี้ คนไม่ค่อยอยู่ห้องกัน เขาหลับอยู่ในบ้านซะมากกว่า คนอะไร หาข้อมูลมาละเอียดสิ้นดี ในเพนท์เฮาส์มืดสลัว ดวงอาทิตย์เริ่มทอแสงอย่างช้าๆ ผมมองไปรอบๆ เห็นตู้กระจกตั้งอยู่กลางห้อง ไม่บอกก็รู้ว่าการรักษาความปลอดภัยคงดีมากแน่ๆ ผมหยิบรีโมทออกมา แล้วกดปุ่มสีแดง เสียงระเบิดดังมาจากชั้นหนึ่งของตึกหลังนี
เขียนโดยเพนนี เมื่อ 4 วันก่อน อพาร์ทเม้นท์ฉันอยู่ไม่ไกลจากโรงเรียนเท่าไหร่นัก ภายในตกแต่งธรรมดา แต่ที่แปลกออกไปคือมีแม่บ้านเอไอคอยเป็นผู้ช่วยฉัน เอไอต่างจากหุ่นยนต์ปกตินิดหน่อย ตรงที่เธอคิดและเรียนรู้ได้ อันที่จริงจะให้จำกัดความเอไอก็ไม่ง่ายนัก เพราะมันแทบจะทำได้อย่างไม่มีขอบเขต ยกเว้นต้องทำตามบรรทัดฐานที่รัฐกำหนด แม่บ้านเอไอของฉัน เธอมีหน้าตาคล้ายคนทุกอย่าง รวมทั้งยังสวมผ้ากันเปื้อนขณะทำอาหารเช้าให้ฉันด้วย กลิ่นข้าวต้มกุ้งหอมไปทั่วห้อง ทำให้ฉันน้ำลายสอ ฝีมือของเธอไม่เลวเลย จนฉันแทบจะกินข้าวนอกบ้านไม่ได้ แต่อย่าบอกเธอล่ะ คนคงไม่ค่อยรู้ว่าแม่บ้านเอไอก็มีความภาคภูมิใจในตัวเอง "สวัสดีค่ะ เจ้านาย" เธอทักฉัน "สวัสดี เอไอ" "ดิฉันมีชื่อ ชื่อที่เจ้านายตั้งให้" นับวันเธอจะยิ่งมีอารมณ์เหมือนมนุษย์ขึ้นทุกที นี่คงจะน้อยใจสินะ "สวัสดีอ้อยอิ่ง ถ้าอย่างนั้นก็เรียกชื่อฉันด้วย" "ค่ะ คุณเพนนี" "สรุปข่าวให้ฟังหน่อย" "วันที่ 10 ม
เขียนโดยฮาริส เมื่อ 2 สัปดาห์ก่อน ความสามารถพิเศษของผมคือการสแกนคนด้วยสายตา เพียงแค่ผมมองเข้าไปในตาของคนไหนก็ตาม ผมจะรู้จักว่าเขาเป็นคนเช่นไร ผมรู้ว่าไอ้เรวัชหรือเรย์ มันไม่ใช่แค่วัยรุ่นตัวกวน ที่มาขโมยอย่างเล่นๆ มันทำการบ้านมาดี ทั้งตอนหาข้อมูลจากผม ใช้คำป้อยอ แล้วก็เข้ามาขโมยเพชรตอนที่ผมนอนหลับไปแล้ว อาจเป็นเพราะผมไม่ได้มองตามัน ผมจึงบอกข้อมูลไปอย่างง่ายดาย ผมเป็นหลานปู่ของกษัตริย์คนเก่า แต่เราเปลี่ยนแปลงการปกครองมานานแล้ว คนนับถือผม เพราะความสามารถและวิสัยทัศน์ของผม จนยกย่องให้ผมเป็นผู้นำประเทศเราในตอนนี้ เสียดายเวลาที่สอนมัน รู้งี้เอาเวลาไปจำสูตรอบเค้กให้ลูกสาวดีกว่า “ตามหาให้ทั่วว่ามันเป็นใคร” ผมสั่งแฮกเกอร์ของเรา “แต่ว่า” แฮกเกอร์คนหนึ่งอ้าปาก “ฉันรู้จักมัน แต่ไม่รู้ว่ามันมาจากประเทศอะไร และทำไมต้องขโมยเพชรที่สำคัญของเราด้วย เพชรที่มันขโมยไป เป็นเพชรของปู่ฉัน” “ครับท่านฮาริส” เสียงรัวแป้นพิมพ์ดังขึ้นหลังจากนั้น
เขียนโดยเพนนี เมื่อ 3 วันก่อน "สวัสดีค่ะ ดิฉันพริมา ภัทรโสภณ เป็นอาจารย์แนะแนวที่โรงเรียนน้องเรวัชค่ะ" ฉันแนะนำตัวแก่ผู้ปกครองของเด็ก เธอดูวุ่นอยู่ในครัวก่อนที่จะออกมาคุยกับฉัน คิ้วขมวดน้อยๆ ด้วยความสงสัย "แล้วมีธุระอะไรคะ" "น้องไม่ได้ไปโรงเรียนมาหนึ่งเดือนแล้ว ดิฉันอยากทราบว่าน้องมีปัญหาอะไรหรือเปล่าคะ" ฉันพูดตามสคริปต์อย่างเบื่อหน่าย ไม่เคยชอบเลยจริงๆ ที่จะต้องไปหานักเรียน เกลี่ยกล่อมให้เด็กกลับเข้ามาในระบบ เพราะเด็กพวกนี้ตัดสินใจแล้วว่า โรงเรียนไม่เหมาะกับเขา และฉันก็เชื่อว่าการศึกษาสำหรับคนแต่ละคนนั้นแตกต่างกันออกไป ใครใคร่เรียนเองก็เรียน ใครใคร่เรียนกับคนเป็นๆ ก็เรียน และวิธีเรียนไม่จำกัดแค่ในห้องเรียนด้วยนี่นา "เข้ามาก่อนสิคะ อาจารย์...เอ่อ..อาจารย์ชื่อเล่นว่าอะไรคะ" "เพนนีค่ะ" ฉันทิ้งตัวลงบนโซฟาในห้องรับแขก แม่ของเด็กขึ้นไปตามนายเรวัชลงมา เขาดูง่วงงุน ผมชี้โด่ชี้เด่ หน้าม้ายาวจนแทบปิดตา นี่คงอยู่แต่ในบ้าน ไม่ได้กระทั่งจะออกไปตัดผมเลยสินะ
เขียนโดยฮาริส เมื่อ 10 ปีก่อน ผมเดินเข้าไปในร้านอาหารแห่งหนึ่งของเมืองเรา ภายในร้านมีไฟสลัว เต็มไปด้วยโต๊ะอาหาร แต่มีผู้คนเพียงเล็กน้อย กระทั่งเมื่อเลยเวลาบ่ายสองไป ชาวเมืองเราก็ทยอยเดินเข้าไปในร้าน พวกเขาล้วนแต่เป็นบุคคลสำคัญกับอนาคตของเมืองเรา ผมเดินเลยเข้าไปในห้องลับของร้าน บัดนี้มีคนเกือบเต็มแล้ว จากนั้นผมก็นั่งลงบนเก้าอี้ว่าง มองไปรอบๆ ตัว พวกเราแต่งตัวด้วยชุดโด๊ปหรือชุดอาหรับแบบปอนๆ นั่งมองหน้ากัน ไม่ว่าจะตำแหน่งใหญ่โตแค่ไหน เราก็แทบไม่มีเงินพอๆ กัน น่าสงสารมั้ยครับ พวกเรานั่งกระซิบกระซาบกัน รอให้อีกฝ่ายเปิดประเด็นพูดอะไรก่อน “ยินดีต้อบรับทุกท่าน” พิธีกรเอ่ยก่อน ผมติดต่อเขาเอาไว้ก่อนแล้ว เขายืนขึ้นโบกไม้โบกมือให้พวกเราเงียบและหันมาสนใจเขา “ผมขอเป็นตัวแทนเพื่อนำเราเข้าสู่กระบวนการการเลือกผู้นำ” คนที่เหลือปรบมือให้เขา เขาดูหล่อไม่เบาเลย ผมเองขนาดเป็นชายแท้ ยังละสายตาไม่ได้ ในใจมันร่ำร้องว่า สนใจมาแชร์ดีเอ็นเอกับตระกูลเราไหม ผมมีญาติผู้หญิงทางฝั่งพ่อและแม่อีกหลา
เขียนโดยเพนนี เมื่อ 18 ปีก่อน นานมาแล้ว ฉันถูกทิ้งไว้ที่นี่ตั้งแต่ยังจำความไม่ได้ ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไม แต่ถ้าให้เดาแง่บวก ชีวิตข้างนอกนั้นคงแย่กว่าในนี้ ในสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าแห่งนี้ ฉันมีข้าวกินครบสามมื้อ ทุกวันเสาร์-อาทิตย์จะมีคนใจบุญมาเยี่ยมพวกเรา เอาอาหาร ขนม ไอศครีม และร้องเพลงให้พวกเราฟัง ตอนแรกฉันก็ตื่นเต้นและปลื้มปริ่มใจทุกครั้งที่มีคนมาเยี่ยม แต่นานๆ ไป ก็เกิดคำถามในใจ แล้วพ่อแม่ของฉันไปไหน ทำไมต้องทิ้งเราไว้ให้คนอื่นมาสงสารด้วย ฉันเคยเห็นนะ เคยเห็นตอนที่พวกลูกๆ กอดพ่อแม่ของเขา ร้องจะเอาโน่นนี่ แต่พวกเราล่ะ มีใครให้อ้อนแบบนั้นบ้าง ฉันยอมแลกช็อกโกแลตที่จะได้กินตลอดชีวิต กับครอบครัวที่จะอยู่กับฉันตลอดไปเลยล่ะ ฉันมีเพื่อนสนิทคนหนึ่ง ชื่อนิวตัน นิวตันเป็นเด็กผู้ชายอายุเก้าขวบเท่าฉัน ตัดผมทรงนักเรียน ถ้าจะพูดให้ถูกเพราะครูแก้วตัดผมได้แต่ทรงนี้ เขาตัวอวบอ้วน ผิวขาวนวลเหมือนมีเชื้อสายจีน จมูกเล็กๆนั่นทำให้หน้าตาน่ารัก ตากลมโตนั้นพร้อมที่จะถามคำถามทุกครั้งที่สงสัย สมกั
เขียนโดยฮาริส เมื่อ 10 ปีก่อน ผมเดินเข้าไปในร้านอาหารแห่งหนึ่งของเมืองเรา ภายในร้านมีไฟสลัว เต็มไปด้วยโต๊ะอาหาร แต่มีผู้คนเพียงเล็กน้อย กระทั่งเมื่อเลยเวลาบ่ายสองไป ชาวเมืองเราก็ทยอยเดินเข้าไปในร้าน พวกเขาล้วนแต่เป็นบุคคลสำคัญกับอนาคตของเมืองเรา ผมเดินเลยเข้าไปในห้องลับของร้าน บัดนี้มีคนเกือบเต็มแล้ว จากนั้นผมก็นั่งลงบนเก้าอี้ว่าง มองไปรอบๆ ตัว พวกเราแต่งตัวด้วยชุดโด๊ปหรือชุดอาหรับแบบปอนๆ นั่งมองหน้ากัน ไม่ว่าจะตำแหน่งใหญ่โตแค่ไหน เราก็แทบไม่มีเงินพอๆ กัน น่าสงสารมั้ยครับ พวกเรานั่งกระซิบกระซาบกัน รอให้อีกฝ่ายเปิดประเด็นพูดอะไรก่อน “ยินดีต้อบรับทุกท่าน” พิธีกรเอ่ยก่อน ผมติดต่อเขาเอาไว้ก่อนแล้ว เขายืนขึ้นโบกไม้โบกมือให้พวกเราเงียบและหันมาสนใจเขา “ผมขอเป็นตัวแทนเพื่อนำเราเข้าสู่กระบวนการการเลือกผู้นำ” คนที่เหลือปรบมือให้เขา เขาดูหล่อไม่เบาเลย ผมเองขนาดเป็นชายแท้ ยังละสายตาไม่ได้ ในใจมันร่ำร้องว่า สนใจมาแชร์ดีเอ็นเอกับตระกูลเราไหม ผมมีญาติผู้หญิงทางฝั่งพ่อและแม่อีกหลา
เขียนโดยเพนนี เมื่อ 3 วันก่อน "สวัสดีค่ะ ดิฉันพริมา ภัทรโสภณ เป็นอาจารย์แนะแนวที่โรงเรียนน้องเรวัชค่ะ" ฉันแนะนำตัวแก่ผู้ปกครองของเด็ก เธอดูวุ่นอยู่ในครัวก่อนที่จะออกมาคุยกับฉัน คิ้วขมวดน้อยๆ ด้วยความสงสัย "แล้วมีธุระอะไรคะ" "น้องไม่ได้ไปโรงเรียนมาหนึ่งเดือนแล้ว ดิฉันอยากทราบว่าน้องมีปัญหาอะไรหรือเปล่าคะ" ฉันพูดตามสคริปต์อย่างเบื่อหน่าย ไม่เคยชอบเลยจริงๆ ที่จะต้องไปหานักเรียน เกลี่ยกล่อมให้เด็กกลับเข้ามาในระบบ เพราะเด็กพวกนี้ตัดสินใจแล้วว่า โรงเรียนไม่เหมาะกับเขา และฉันก็เชื่อว่าการศึกษาสำหรับคนแต่ละคนนั้นแตกต่างกันออกไป ใครใคร่เรียนเองก็เรียน ใครใคร่เรียนกับคนเป็นๆ ก็เรียน และวิธีเรียนไม่จำกัดแค่ในห้องเรียนด้วยนี่นา "เข้ามาก่อนสิคะ อาจารย์...เอ่อ..อาจารย์ชื่อเล่นว่าอะไรคะ" "เพนนีค่ะ" ฉันทิ้งตัวลงบนโซฟาในห้องรับแขก แม่ของเด็กขึ้นไปตามนายเรวัชลงมา เขาดูง่วงงุน ผมชี้โด่ชี้เด่ หน้าม้ายาวจนแทบปิดตา นี่คงอยู่แต่ในบ้าน ไม่ได้กระทั่งจะออกไปตัดผมเลยสินะ
เขียนโดยฮาริส เมื่อ 2 สัปดาห์ก่อน ความสามารถพิเศษของผมคือการสแกนคนด้วยสายตา เพียงแค่ผมมองเข้าไปในตาของคนไหนก็ตาม ผมจะรู้จักว่าเขาเป็นคนเช่นไร ผมรู้ว่าไอ้เรวัชหรือเรย์ มันไม่ใช่แค่วัยรุ่นตัวกวน ที่มาขโมยอย่างเล่นๆ มันทำการบ้านมาดี ทั้งตอนหาข้อมูลจากผม ใช้คำป้อยอ แล้วก็เข้ามาขโมยเพชรตอนที่ผมนอนหลับไปแล้ว อาจเป็นเพราะผมไม่ได้มองตามัน ผมจึงบอกข้อมูลไปอย่างง่ายดาย ผมเป็นหลานปู่ของกษัตริย์คนเก่า แต่เราเปลี่ยนแปลงการปกครองมานานแล้ว คนนับถือผม เพราะความสามารถและวิสัยทัศน์ของผม จนยกย่องให้ผมเป็นผู้นำประเทศเราในตอนนี้ เสียดายเวลาที่สอนมัน รู้งี้เอาเวลาไปจำสูตรอบเค้กให้ลูกสาวดีกว่า “ตามหาให้ทั่วว่ามันเป็นใคร” ผมสั่งแฮกเกอร์ของเรา “แต่ว่า” แฮกเกอร์คนหนึ่งอ้าปาก “ฉันรู้จักมัน แต่ไม่รู้ว่ามันมาจากประเทศอะไร และทำไมต้องขโมยเพชรที่สำคัญของเราด้วย เพชรที่มันขโมยไป เป็นเพชรของปู่ฉัน” “ครับท่านฮาริส” เสียงรัวแป้นพิมพ์ดังขึ้นหลังจากนั้น
เขียนโดยเพนนี เมื่อ 4 วันก่อน อพาร์ทเม้นท์ฉันอยู่ไม่ไกลจากโรงเรียนเท่าไหร่นัก ภายในตกแต่งธรรมดา แต่ที่แปลกออกไปคือมีแม่บ้านเอไอคอยเป็นผู้ช่วยฉัน เอไอต่างจากหุ่นยนต์ปกตินิดหน่อย ตรงที่เธอคิดและเรียนรู้ได้ อันที่จริงจะให้จำกัดความเอไอก็ไม่ง่ายนัก เพราะมันแทบจะทำได้อย่างไม่มีขอบเขต ยกเว้นต้องทำตามบรรทัดฐานที่รัฐกำหนด แม่บ้านเอไอของฉัน เธอมีหน้าตาคล้ายคนทุกอย่าง รวมทั้งยังสวมผ้ากันเปื้อนขณะทำอาหารเช้าให้ฉันด้วย กลิ่นข้าวต้มกุ้งหอมไปทั่วห้อง ทำให้ฉันน้ำลายสอ ฝีมือของเธอไม่เลวเลย จนฉันแทบจะกินข้าวนอกบ้านไม่ได้ แต่อย่าบอกเธอล่ะ คนคงไม่ค่อยรู้ว่าแม่บ้านเอไอก็มีความภาคภูมิใจในตัวเอง "สวัสดีค่ะ เจ้านาย" เธอทักฉัน "สวัสดี เอไอ" "ดิฉันมีชื่อ ชื่อที่เจ้านายตั้งให้" นับวันเธอจะยิ่งมีอารมณ์เหมือนมนุษย์ขึ้นทุกที นี่คงจะน้อยใจสินะ "สวัสดีอ้อยอิ่ง ถ้าอย่างนั้นก็เรียกชื่อฉันด้วย" "ค่ะ คุณเพนนี" "สรุปข่าวให้ฟังหน่อย" "วันที่ 10 ม
เขียนโดยเรย์ เมื่อ 1 สัปดาห์ก่อน ผมตื่นตั้งแต่ตีสี่ เวลานี้มีคนบอกผมว่าผู้ร้ายไม่ค่อยมี ทำไมเหรอ เพราะว่าเป็นเวลาที่ผู้ร้ายยังไม่ตื่น ผมกระแอมนิดหนึ่งเพื่อเรียกสติตัวเอง ก่อนเดินเข้าไปในซอยเล็กๆ ท่ามกลางตึกสูง ตึกพวกนี้ถูกจับจองไว้หมดแล้ว ในโลกตอนนี้แค่มีความพยายาม ทุกคนจะมีที่อยู่ราคาแพง ล้อมรอบไปด้วยทัศนียภาพอันน่าหลงใหล ผมหยิบอุปกรณ์ปีนตึกออกมา มันเป็นจุกดูดที่แข็งแรงพอจะจับยึด แค่กดมันลงไปบนผนังตึกที่เป็นกระจก จากนั้นดึงตัวเองขึ้นไป จนสูงขึ้นเรื่อยๆ แรงโน้มถ่วงไม่อาจทำอะไรผมได้นัก ผมใช้เวลาเพียงห้านาทีก็มาถึงชั้นที่หนึ่งร้อยหนึ่ง แล้วเจาะกระจกด้วยอุปกรณ์ที่อยู่ในเป้ ในห้องไม่มีคน ส่วนใหญ่ในเวลาอย่างนี้ คนไม่ค่อยอยู่ห้องกัน เขาหลับอยู่ในบ้านซะมากกว่า คนอะไร หาข้อมูลมาละเอียดสิ้นดี ในเพนท์เฮาส์มืดสลัว ดวงอาทิตย์เริ่มทอแสงอย่างช้าๆ ผมมองไปรอบๆ เห็นตู้กระจกตั้งอยู่กลางห้อง ไม่บอกก็รู้ว่าการรักษาความปลอดภัยคงดีมากแน่ๆ ผมหยิบรีโมทออกมา แล้วกดปุ่มสีแดง เสียงระเบิดดังมาจากชั้นหนึ่งของตึกหลังนี