ที่ทำให้หนุ่มน้อยต้องตกตะลึงก็คือ เบื้องหน้าของเขามีจิ้งจอกเก้าหางหนุ่มรูปงาม สวมอาภรณ์ขาวสะอาด พวงหางสีขาวทั้งเก้าพลิ้วไหวยามก้าวเดินเชื่องช้า ล่วงหน้าไปก่อนแล้ว
ดูเหมือนจิ้งจอกหนุ่มรูปงามผู้นั้นจะยืนนิ่ง จับจ้องมองหอวั่งเซียงครู่หนึ่ง
“อดีตที่ผ่านมาแล้ว ลืมมันไปก็ดี” ว่าแล้วจิ้งจอกหนุ่มรูปงามก็ยกถ้วยน้ำแกงขึ้นจรดปาก ดื่มน้ำแกงลืมอดีตจนหมดถ้วย ก่อนก้าวข้ามสะพานไน่เหอ เข้าสู่ประตูทรงโค้ง คล้ายกระจกบานใหญ่ไป
ทว่าบุรุษอาภรณ์ดำกลับไม่ทำเช่นนั้น เขาเพียงยืนนิ่ง มองหอวั่งเซียงเบื้องหน้า นัยน์ตาฉายแววเจ็บปวด
“ข้ายินดีลืมเลือนทุกสิ่ง แต่ข้าขอสาบานต่อฟ้าดิน ต่อแม่น้ำวั่งชวน สะพานไน่เหอ หอวั่งเซียงแห่งนี้ว่า ข้า...จะไม่ขอลืมเลือนเจ้า แม้ว่าข้าจะดื่มน้ำแกงลืมอดีตนี้แล้วก็ตาม” สิ้นคำสาบานนั้น เสียงฟ้าร้องครืนครั่นก็ดังมาจากที่ไกลแสนไกล เกิดสายฟ้าแลบขึ้นสายหนึ่ง คล้ายรับรู้คำสาบานนั้น ยามบุรุษอาภรณ์ดำก้าวผ่านประตูบานใหญ่นั้นไปสู่ภพภูมิเบื้องหน้า
“เสี่ยวชวน...เสี่ยวชวน ตื่นรึยัง” เสียงตะโกนดังมาจากหน้าเรือนพัก ปลุกให้ “อู๋เหริ่นชวน” นามรอง “เสี่ยวชวน” สะดุ้งตื่นจากความฝันประหลาด ประมุขน้อยแห่งพรรคมารโลหิตผุดลุกจากที่นอน บิดกายไปมาครู่หนึ่ง แล้วลุกมาเปิดประตู
“ศิษย์พี่ นี่ยังเช้าอยู่เลยนะ” คนโอดครวญว่าพลางปิดปากหาวหวอด ขณะที่สตรีร่างสคราญ ดวงหน้างดงามดุจสตรีในภาพวาด ด้วยฝีมือจิตกรชั้นเอก ดวงหน้าหมดจด เส้นคิ้วโค้งงามดุจคันศร ดวงตาคู่เรียวดุจดวงตากวางน้อย จมูกโด่ง กลีบปากสีชมพูดุจกลีบกุหลาบแรกแย้ม แต่งกายด้วยอาภรณ์สีน้ำเงินเข้ม ขับความงามโดดเด่น ยิ้มตอบกลับมา
“เสี่ยวชวน เราต้องเตรียมตัวเดินทางกันแล้ว”
“จะรีบไปไหน อีกตั้งห้าวันกว่าจะถึงวันงาน แต่ก็เอาเถอะ…” อู๋เหริ่นชวนยิ้มเจ้าเล่ห์ เมื่อนึกถึงการได้ออกนอกพรรค ไปท่องโลกกว้างเบื้องนอก
เพราะนอกจากไปเที่ยวในเมืองยวี่เทียนแล้ว ประมุขน้อยเช่นเขาก็ไม่เคยออกไปไกลเกินดินแดนเผ่ามารมาก่อน
ฉะนั้น การไปงานเลี้ยงปักบุปผาที่สำนักเจียงอู่ เมืองเจียงหนาน ในครั้งนี้ เขาจึงวางแผนเอาไว้ในใจว่า อย่างไรจะต้องออกท่องเที่ยวให้เต็มที่ ตั้งแต่ก่อนเริ่มงาน และหลังจากเสร็จสิ้นงานแล้ว
“ข้าจะรีบไปเตรียมตัวเดี๋ยวนี้เลย”
ครึ่งชั่วยามต่อมา ประมุขน้อยแห่งพรรคมารโลหิต สวมชุดตัวยาวสีเขียวอ่อน ทับด้วยเสื้อกั๊กตัวนอกสีเดียวกัน ปักลายฉลุรูปดอกจวี้ฮวา หรือดอกเบญจมาศ เรือนผมดำขลับยาวประดับปิ่นหยกลวดลายดอกไม้ชนิดเดียวกัน เสริมส่งให้เขาดูเป็นหนุ่มน้อยรูปงาม ดูจ้าวสำราญ ไม่เหมือนประมุขน้อยแห่งพรรคมารโลหิตเลยสักนิด
“เสี่ยวชวน ใยเจ้าไม่สวมอาภรณ์ดำ เหตุใดจึงสวมเสื้อผ้าสีสันฉูดฉาดเช่นนี้” “อู๋ลี่หมิง” ประมุขพรรคมารโลหิต ผู้แต่งกายด้วยอาภรณ์ดำ ไหล่ซ้ายและขวาปักลายดอกปี๋อั้นสีแดงเพลิงดุจโลหิต อันเป็นชุดประจำเผ่ามารตำหนิขึ้น ท่ามกลางบรรดาศิษย์พี่และศิษย์น้องมากมาย
“ชุดสำคัญเช่นนี้ ข้าก็ต้องเก็บไว้ใส่วันงานสิขอรับท่านพ่อ ระหว่างเดินทาง ก็ต้องสวมชุดอื่นไปก่อน ท่านก็รู้ว่า ข้าไม่มีพลังวิญญาณ ไร้ซึ่งวรยุทธอย่างศิษย์พี่ศิษย์น้องทั้งหลาย เกิดมีใครคิดปองร้ายข้า จะทำเช่นไร”
จะว่าไปแล้ว เหตุผลของอู๋เหริ่นชวนก็เข้าทีไม่น้อย หากกลางทางเกิดพลัดหลงกับศิษย์พี่ ศิษย์น้องขึ้นมา ใครเล่าจะปกป้องเขาได้
“เอาเถอะ ตำหนิเจ้าไปก็เท่านั้น เจ้ากับศิษย์พี่ศิษย์น้อง ออกเดินทางเถอะ อ้อ…” ประมุขอู๋ลี่หมิงคล้ายจะนึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ ก่อนจะร่ายเวทย์ส่งสาส์นล่องหนฉบับหนึ่งใส่มือบุตรชายคนเดียว
“ข้าฝากสาส์นนี่ให้ท่านหลัวเซียนด้วย”
“หลัวเซียน ใครกันขอรับ” อู๋เหริ่นชวนย่นหัวคิ้ว ไม่เข้าใจเลยว่า เหตุใดบิดาของเขาจึงมีสาส์นลับถึงคนผู้นี้ด้วย
“หากเจ้าได้พบ ก็จะรู้เองล่ะว่า เขาเป็นใคร ไปได้แล้ว”
“ขอรับ ท่านพ่อ รักษาตัวด้วย” อู๋เหริ่นชวนประสานมือคารวะนอบน้อม ค้อมศีรษะและลำตัวส่วนบนลงช้าๆ พร้อมเพรียงกับศิษย์พี่และศิษย์น้องของเขา
ครู่ต่อมา ขบวนรถม้าก็เคลื่อนจากเคหาสน์พันดาว มุ่งออกจากเมืองยวี่เทียน สู่เมืองเจียงหนาน
รถม้าแล่นมาตามเส้นทางเล็กๆ ตัดผ่านแนวป่ารกครึ้ม ขณะที่คนบนรถเลื่อนบานหน้าต่างออกมองทิวทัศน์เบื้องนอก พร้อมกับยิ้มกว้าง จนเห็นฟันขาวเรียงเป็นระเบียบ ดวงตาทั้งคู่ทอประกายซุกซน ยามหันมาเอ่ยกับ “อู๋หมิ่นเยี่ยน” ศิษย์พี่ผู้นับถือกันดั่งพี่สาวแท้ๆ
“ศิษย์พี่ ท่านล่วงหน้าไปที่เจียงหนานก่อนได้มั้ย ข้าขอไปเที่ยวสักสองสามวัน แล้วจะตามไปสมทบกับท่านแน่นอน”
“ไม่ได้ ท่านประมุขให้เจ้ามางานสำคัญ ไม่ใช่ให้ออกมาเถลไถล”
“น่า ศิษย์พี่ ท่านก็รู้ว่าข้า ไม่เถลไถลอยู่แล้ว อย่างไรข้าก็ต้องตามท่านไปแน่นอน ท่านอนุญาตให้ข้าออกไปเที่ยวเถอะนะ นะขอรับ” ประมุขน้อยไม่อ้อนเปล่า เขย่าแขนศิษย์พี่เบาๆ อีกต่างหาก มีหรืออู๋หมิ่นเยี่ยนผู้ทั้งรักและตามใจศิษย์น้องมาตลอด จะเอาชนะลูกอ้อนของเขาได้ ที่สุดก็ยอมพยักหน้าอนุญาต
“ขอบคุณขอรับศิษย์พี่”
“เจ้าต้องระวังตัวให้มากนะ อย่าก่อเรื่องล่ะ”
“คนไร้ฝีมือเช่นข้า จะไปก่อเรื่องอะไรได้ ท่านอย่าห่วงไปเลย แล้วพบกันนะขอรับ” ว่าแล้ว ประมุขน้อยหนุ่มก็เปิดหน้าต่างรถออกกว้าง เหินกายออกมาทางหน้าต่างบานนั้น แต่แทนที่จะตีลังกาม้วนหน้า กระโดดตุบลงบนพื้นดินอย่างสง่างามดังหมาย กลับร่วงลงจากรถม้า ก้นจ้ำเบ้า ไม่เป็นท่า
“โอ๊ย!” ประมุขน้อยหนุ่มคลำก้นป้อยๆ ความเจ็บจุกยังไม่เท่าความเจ็บใจ ในความไร้ฝีมือของตนเอง
เห็นดังนั้น บรรดาศิษย์พี่ศิษย์น้องก็ต่างทอดถอนใจไปตามๆ กัน พร้อมกับขบวนรถหยุดลงในทันใด
ขณะที่อู๋เหยียน อู๋ฉง อู๋เฉียง สามศิษย์พรรคมารเองก็ต่างมองหน้ากัน แล้วก็ได้แต่ทอดถอนใจ ไม่มีประโยชน์อะไรที่พวกเขาจะหัวเราะเยาะศิษย์น้องผู้นี้ ด้วยรู้ดีว่า เขาเลือกเกิดไม่ได้ ไม่อาจมีพลังวิญญาณ จึงไม่อาจฝึกวรยุทธได้เช่นผู้อื่น
“เสี่ยวชวน เป็นอย่างไรบ้าง” อู๋หมิ่นเยี่ยนโผล่หน้าออกมาถามด้วยความห่วงใย“ข้าไม่เป็นไร พวกท่านไปเถอะ แล้วเจอกัน” อู๋เหริ่นชวนโบกไม้โบกมือให้บรรดาศิษย์พี่ ศิษย์น้อง ทว่าคล้อยหลังขบวนรถม้า เขาก็กลับลดมือลงคลำก้นตนเองป้อยๆ สูดปากเสียงดัง “เจ้านี่จริงๆ เลย” ว่าแล้วก็หยัดกายลุกขึ้นยืน นัยน์ตา ปราวระยับยามเดินลัดเลาะไปตามแนวปา แรกทีเดียวก็เดินไปตามเส้นทางรถม้าอยู่หรอก แต่นานเข้าก็นึกสนุก ออกนอกเส้นทางเข้ามาในป่าเสียเลย “อยู่ข้างนอกนี่ ช่างอิสระเสรีเหลือเกิน มีความสุขจริงๆ เลย” อู๋เหริ่นชวนตะโกนก้องผืนป่า ยิ้มน้อยๆ ให้กับเสียงสะท้อนก้องกลับไปกลับมาของตนเอง สองเท้าก้าวเรื่อยผ่านแนวต้นมะค่า แผ่กิ่งก้านสาขาเขียวครึ้ม สายลมพัดหมู่ไม้เอนไหว ยินเสียงนกร้องมาแต่ไกล แต่แล้ว ความสุขสำราญของประมุขน้อย ก็แปรเปลี่ยนเป็นความตกใจ เพียงแค่เหยียบกองใบไม้ใต้ต้นมะค่าต้นหนึ่ง ตาข่ายกลดักปีศาจก็ตกลงมาคลุมร่างเขาเอาไว้ ก่อนจะถูกดึงขึ้นไปแขวนอยู่บนกิ่งไม้ ยิ่งดิ้นรน ตาข่ายก็ยิ่งรัดแน่นขึ้นทุกที “มีใครอยู่แถวนี้บ้าง ช่วยข้าด้วย” อู๋เหริ่นชวนตะโกนก้อง หน้าตาตื่น กวาดสายตาไปรอบๆ ขณะที่เบื้องล่างนั้น บรรดาศิษย
“มนุษย์ ตาข่ายกลคงเกิดปัญหาขึ้น จึงทำให้เขาติดตาข่ายได้ พวกเจ้าเดินทางล่วงหน้าไปก่อนเถิด แล้วพบกันที่เจียงหนาน”“ขอรับ” เจ้าหน้าละอ่อนทั้งสามประสานมือคารวะนอบน้อม ก่อนมู่เฉินจะหันมาคารวะผู้ที่เขาเข้าใจว่าเป็นปีศาจ“ข้ากับสหายต้องขอโทษด้วย ที่เข้าใจคุณชายผิดไป”“ข้าด้วย”“ข้าด้วย” เห็นมู่เฉินแสดงกิริยานอบน้อม ทั้งซานไป๋และจิวยี่ก็ต่างแสดงการคารวะตาม เจ้ามู่เฉินก็ดูสุภาพ จริงใจดีอยู่หรอก แต่เจ้าซานไป๋กับจิวยี่นี่สิ เพียงทำไปเพราะอยู่ต่อหน้าอาจารย์หรอก มองปราดเดียว อู๋เหริ่นชวนก็เห็นไปถึงใจของศิษย์เซียนทั้งคู่แล้ว“ไม่เป็นไร ข้าไม่ถือสาหรอก” อู๋เหริ่นชวนเอ่ยตามที่คิดจริงๆ ไม่แน่หรอก ที่เขาเดินมาติดตาข่ายดักปีศาจนี่ได้ อาจเพราะเขาเป็นบุตรประมุขพรรคมาร มีไอมรณะแผ่ออกมาจากตัวก็ได้ บอกตนเองแล้ว ประมุขน้อยหนุ่มก็นั่งลงตรงใต้ต้นไม้นั่นเอง รอกระทั่งบรรดาศิษย์ทั้งสามของบุรุษหนุ่มผู้นั้นจากไปแล้ว จึงเอ่ยถามเขาว่า“ท่านรู้แล้วนี่ว่า ข้าเป็นมาร เหตุใดจึงไม่บอกศิษย์ของท่านไปล่ะ” “ที่เจ้าออกเดินทางมาตามลำพังเช่นนี้ เพราะไม่อยากให้ใครรู้ว่า ตนเองเป็นใครไม่ใช่หรือ” “ก็จริง” อู๋เหริ่นชวนพยักหน้าเห็
“เฮ้อ… ข้าไม่น่าติดร่างแหมากับเขาเลย ซวยชะมัด” ประมุขน้อยหนุ่มบ่น มองผ่านปากถ้ำออกไป แลเห็นหลัวเซียนผู้นั้น เรียกกู่ฉินออกมา ดีดบรรเลงเพียงไม่กี่ช่องเสียง ก่อนจะซัดพลังเวทย์จากสายฉินทั้ง 7 เข้าใส่ เพียงลำแสงพลังเวทย์จากสายฉินพุ่งเข้าใส่ มนุษย์พิษกลุ่มนั้นก็สลายกลายเป็นเถ้าทุลีไปในพริบตา แต่แล้ว อู๋เหริ่นชวนก็ต้องละความสนใจจากภาพตรงหน้าอย่างรวดเร็ว เมื่อได้ยินเสียงขู่ฟ่อ ดังมาจากเบื้องหลัง หันไปมองตามเสียง จึงแลเห็นจงอางตัวใหญ่ ศีรษะกลมมน เกล็ดบริเวณส่วนหัวใหญ่ มีเขี้ยว 2 เขี้ยวที่ขากรรไกรด้านบน พร้อมจะฉกกัดปล่อยพิษเข้าใส่เหยื่อ หน้าตาดุดัน จมูกทู่ บริเวณขอบตาบนมีเกล็ดยื่นงองุ้มออกมา มองลึกเข้าไปแลเห็นม่านตากลม ลำคอมีขนาดสมส่วน ลำตัวขนาดใหญ่เรียวยาว ขนาดเท่าลำตาล กำลังเคลื่อนใกล้เข้ามา ก่อนชูคอแผ่แม่เบี้ย ลิ้นสองแฉกแลบแผลบ ชวนให้ขยะแขยง จนต้องถอยกรูดออกมาทางปากถ้ำ แต่ก็ยังช้ากว่างูจงอางยักษ์ตัวนั้นอยู่ดี มันอ้าปากกว้าง แลเห็นเขี้ยวทั้งสองตรงขากรรไกรบนขาววับ เสียงขู่คำรามนั้น ไม่ต่างอะไรจากปีศาจร้าย ประมุขน้อยหนุ่มสัมผัสได้ถึงก้อนเนื้อในช่องอกโลดแรง จมูกสัมผัสกลิ่นฉุนรุนแรงจากละไอพิ
เพียงไล้ผ้าเช็ดหน้าไปบนดวงหน้าคมคายหมดจด ความยินดีราวได้พบสิ่งของที่เคยทำหล่นหาย ก็แล่นปราดไปทั้งใจ เหตุใดเพียงพบพาลประมุขน้อยหนุ่มแห่งพรรคมารโลหิตผู้นี้ไม่กี่ชั่วยาม จึงทำให้หัวใจอันเหน็บหนาวมาเนิ่นนาน กลับอุ่นซ่านได้เช่นนี้นะ หลัวเซียนถามตนเอง ชักมือกลับรวดเร็ว เมื่ออู๋เหริ่นชวนไอเบาๆ แล้วปรือตาขึ้นช้าๆ แพขนตากระพือขึ้นนั้น คล้ายปีกผีเสื้อกำลังขยับบิน “เป็นไงบ้าง” แทนที่จะตอบคำถาม ประมุขน้อยหนุ่มกลับผุดลุกขึ้น กวาดสายตาไปรอบๆ “ท่านพาข้าออกมาจากป่านั่นหรือ”หลัวเซียนพยักหน้ารับ“ข้าเห็นเจ้าหมดสติ จึงพาออกมา” “ข้าคงไม่ขอบใจท่านหรอกนะ เพราะท่านทำให้ข้าเกือบเอาชีวิตไม่รอด”“เรื่องมนุษย์พิษกับเรื่องงูนั่น ข้าขออภัยด้วย ที่เป็นต้นเหตุให้เจ้าเกือบได้รับอันตราย” หลัวเซียนมองประมุขน้อยหนุ่มด้วยประกายตาอ่อนโยน ทว่าอู๋เหริ่นชวนกลับทำเป็นมองไม่เห็นแววตาคู่นั้น “หลัวเซียน ท่านช่างมีมารยาทงามซะจริงนะ พาผู้อื่นไปเสี่ยงตาย แต่กลับพูดได้เพียงคำว่าขอโทษ”“แล้วเจ้าจะให้ข้าทำอย่างไร” เห็นคนอายุน้อยกว่าพูดจาล่วงเกินไร้ซึ่งมารยาทเช่นนี้ หลัวเซียนก็นึกฉุนขึ้นมาบ้าง ดูเถอะ… เขาอุตส่าห์พาประมุขน้อย
“กินช้าๆ ก็ได้ ไม่มีผู้ใดแย่งเจ้ากินหรอก”“ก็มันอร่อยนี่นา” ประมุขน้อยหนุ่มว่า ทั้งยังเคี้ยวเนื้อกระต่ายป่าไว้เต็มปาก “ท่านไม่กินรึไง”“เจ้ากินก่อนเถอะ” หลัวเซียนพลิกกลับไม้เสียบกระต่ายย่าง ให้ด้านที่ยังไม่สุกโดนความร้อนจากกองไฟ“คนเผ่าเซียนนี่ วางท่าสง่างามเหมือนท่านทุกคนเลยหรือเปล่า”“ยังไง ที่ว่าวางท่า” หลัวเซียนย่นหัวคิ้ว มองปราดเดียวก็รู้ว่า ประมุขน้อยหนุ่มผู้นี้ คงมีอคติกับคนเผ่าเซียนอยู่ไม่น้อยเลยขณะที่อู๋เหริ่นชวนนิ่งคิดครู่หนึ่ง ก่อนตอบ“ก็เวลานั่ง ยืน เดิน ก็ต้องตัวตรง เชิดหน้าขึ้น แสดงกิริยานุ่มนิ่ม เหมือนอะไรดีล่ะ อ้อ เหมือนพญาหงส์ไง”“นั่น เป็นกิริยาส่วนตัวของข้าอยู่แล้ว ท่านแม่สอนให้ข้าวางกิริยาเช่นนี้มาตั้งแต่เล็ก เพื่อจะได้เป็นประมุขเผ่าเซียนที่สง่างาม แล้วเจ้าล่ะ ไม่อยากเป็นประมุขเผ่ามารที่งามสง่าบ้างหรือ” อู๋เหริ่นชวนส่ายหน้าแทนคำตอบ“ข้าน่ะหรือ จะได้เป็นประมุขเผ่ามาร ท่านก็เห็นนี่ว่า ข้าก็แค่คนอ่อนแอ ไร้ประโยชน์คนหนึ่ง แม้ใครๆ จะเรียกข้าว่าประมุขน้อย ก็คงเพราะข้าเป็นบุตรของท่านพ่อเท่านั้น ส่วนเรื่องที่ว่าใครจะก้าวขึ้นมาเป็นประมุขคนต่อไป ก็คงต้องรอการเลือกสรรขึ้นม
“ข้าคิดว่า คงเป็นอย่างที่ท่านเหยียนเจียทำนายไว้จริงๆ ลูกของเรามีพลังปราณมารของท่านจอมมารอู๋เซียงอี๋อยู่ในกายจริงๆ แม้ไม่ต้องฝึกวิชาใด ก็มีพลังปราณแก่กล้า แต่ยามนี้ ลูกของเรายังเล็กนัก ไม่สามารถควบคุมพลังปราณที่มีได้เลย ข้าได้ทุ่มเทพลังปราณทั้งหมดปิดผนึกพลังวิญญาณและพลังปราณของลูกไว้แล้ว”“แล้วเจ้าเล่าฮูหยิน เมื่อไม่มีพลังปราณแล้วเช่นนี้ เจ้ามิต้องตายหรือ แล้วข้าเล่า จะอยู่อย่างไร” ประมุขพรรคมารกอดกระชับร่างฮูหยินไว้ในอ้อมแขน สายน้ำตาเอ่อรินอาบสองแก้ม สะอื้นจนร่างทั้งร่างสั่นสะท้าน“แม้ข้าจะตายลงแล้ว แต่ข้าจะยังอยู่ในใจของท่านพี่ตลอดไป ข้าฝากลูกด้วยนะเจ้าคะ ดูแลลูกของเราให้ดี จนกว่าเขาจะเติบใหญ่ พลังวิญญาณและปราณมารถูกปลุกให้ตื่นขึ้นในเวลาอันสมควร” เหยว่เอ๋อร์ฮูหยินปิดเปลือกตาลงช้าๆ อึดใจต่อมา ลมหายใจสุดท้ายของนางก็ปลิดปลิวไป ราวแสงเทียนต้องลมแรงจนดับวูบ... “เยว่เอ๋อร์ เจ้าอย่าห่วงไปเลย บัดนี้บุตรของเราสองคนเติบโตขึ้นมากแล้ว อีกไม่นานหรอก พลังวิญญาณกับพลังปราณมารของเขาคงใกล้จะตื่นขึ้นมาแล้ว” ประมุขพรรคมารเอ่ยกับกระจกกลมบานใหญ่ตรงหน้า ก่อนร่ายคาถา เสกให้กระจกหมื่นลี้หายลับไป ดวงตาทั้งค
อีกประการที่ทำให้อดประหลาดใจไม่ได้ก็คือ เหตุใดเจ้าหน้าละอ่อนถึงมีวิชากระบี่ร้ายกาจยิ่งนัก ทุกคราที่วาดคมกระบี่ออกไปต่อสู้กับมือสังหาร ท่าทางการเคลื่อนไหว คมกระบี่วาดออกไปนั้นรวดเร็วราวเงาปริศนาพุ่งเข้าสังหารคู่ต่อสู้อย่างไร้ปราณี“เจ้าไม่เป็นอะไรใช่มั้ย เจ้าหนุ่ม” เจ้าหน้าละอ่อนยังมีแก่ใจห่วงใยหลัวเซียนที่เพิ่งเก็บพัดเวทย์เข้าไว้ในมือขวา “ไม่เป็นไร ต้องขอบคุณท่านที่มาช่วยได้ทันการณ์” หลัวเซียนประสานมือคารวะนอบน้อม ค้อมศีรษะน้อยๆ“ข้าหลัวเซียน ไม่ทราบว่า ท่านมีนามว่าอะไรหรือขอรับ”“ข้าหูซื่อเยว่” “ท่านคือ เซียนกระบี่แห่งเขาเทียนคงหรือขอรับ” หลัวเซียนเอ่ยในสิ่งที่เขาเคยได้ยินมา นึกไม่ถึงเลยว่า เซียนกระบี่อายุน่าจะมากกว่าร้อยปีผู้นี้ จะยังคงมีหน้าตาอ่อนเยาว์ ราวเด็กหนุ่มอายุไม่ถึงยี่สิบ มิหนำซ้ำเพลงกระบี่เงาสังหารของเขายังร้ายกาจไร้เทียมทานอีกต่างหาก“ใช่แล้ว หากปรมาจารย์หรงอ้ายเสียนของเจ้ายังอยู่ อายุก็คงพอๆ กับข้านี่แหละ ว่าแต่เจ้าสองคนจะไปที่ใด”“ข้ากับเขา กำลังเดินทางไปเจียงหนานขอรับ”“ได้ข่าวว่าที่นั่น มีงานเลี้ยงปักบุปผาอย่างนั้นหรือ ดีๆ ข้ากำลังจะไปหาอาหารเลิศรสกินแกล้มสุราอยู่พ
“ข้าหูซื่อเยว่ เซียนกระบี่แห่งเขาเทียนคง” เห็นคนที่ภายนอกดูอ่อนอาวุโสกว่ามากส่งยิ้มน้อยๆ มาแล้ว เจียงเหวินก็เข้าใจว่า หนุ่มน้อยผู้นี้คงจะเป็นศิษย์ผู้หนึ่งของผู้อาวุโสแห่งเขาเทียนคงเป็นแน่ ขณะที่หูซื่อเยว่เอง คร้านจะอธิบาย จำเป็นด้วยหรือที่เขาจะเที่ยวป่าวประกาศบอกแก่คนในใต้หล้าว่า เขาคือเซียนกระบี่ผู้มีชีวิตยืนยาวมานับร้อยปี โดยคงความหนุ่มเอาไว้ดังเดิมมาเนิ่นนาน จนลืมอายุของตนเองไปแล้ว แทนที่จะเอ่ยอะไรต่อ จึงเพียงรับกุหลาบจากมือคนอ่อนอาวุโสแต่หน้าตาแก่วัยกว่ามาถือไว้ในมือ ขณะสองเท้าก้าวเนิบช้าไปตามขั้นบันได ทอดขึ้นสู่ตำหนักเจียงอู่นั่นเอง เซียนกระบี่หน้าละอ่อนก็แทบลืมหายใจ สองเท้าคล้ายถูกตรึงแน่นอยู่กับที่ เพียงสายตาไปปะทะเข้ากับดวงหน้างดงามของสตรีผู้ยืนเคียงข้างอู๋เหริ่นชวน และกำลังหันมาทางเขาพอดี ดวงหน้านาง ขาวนวลราวไข่ปอก ดวงตาคู่เรียวภายใต้เส้นคิ้วโค้งงามตามธรรมชาติ รับกันดีกับสันจมูกโด่ง เหนือริมฝีปากอิ่มงามสีชมพูระเรื่อ แม้แตะแต้มด้วยชาตเพียงเบาบาง แม้ไม่งดงามที่สุดในใต้หล้า แต่มีหรือหัวใจเขาจะลืมดวงหน้านี้ได้ลง หากไม่เห็นกับตาตนเอง หูซื่อเยว่ก็คงไม่เชื่อว่า ในใต้หล้านี้จะม
“ข้าได้ทำร้ายเจ้าหรือไม่” ไม่ ตรงกันข้ามเจ้ากลับเป็นคนพาข้าหนีออกมาด้วยซ้ำ แสดงว่าเจ้ายังคงครองสติได้ แต่ไม่อาจควบคุมพลังสังหารในตัวเจ้าได้” ฟังคำตอบของบุรุษเซียนแล้ว ประมุขน้อยหนุ่มก็ได้แต่ระบายลมหายใจหนักๆ“มือของข้าเปื้อนเลือดซะแล้ว”“แต่พวกเขาเป็นฝ่ายทำร้ายเจ้าก่อน”“หากข้าควบคุมพลังไม่ได้ ทำร้ายผู้บริสุทธิ์ขึ้นมาล่ะ จะทำอย่างไร” “เจ้าอย่าเพิ่งกังวลไปเลย พักผ่อนก่อนเถิด พรุ่งนี้ค่อยเริ่มฝึกกัน” “ก็ได้ๆ ว่าแต่เจ้าเถอะ เป็นอย่างไรบ้าง บาดเจ็บหรือไม่”“ข้าไม่เป็นไร ที่หอเหม่ยลี่ ตอนกำลังจะถูกแส้ของนาง จู่ๆ ข้าก็เรียกพัดเวทย์ออกมาปัดแส้ไว้ได้ทัน แต่พลังก็ยังคงอ่อนอยู่” “แต่เจ้าก็ไม่ได้อ่อนแรงแล้วนี่ แสดงว่าพลังวิญญาณเจ้าเริ่มฟื้นขึ้นมาทีละน้อยแล้ว เจ้าเองก็ต้องฝึกฝนด้วยเช่นกัน” “คงต้องเป็นอย่างนั้น อากาศเริ่มเย็นแล้ว ใส่เสื้อเถอะ มา ข้าช่วย” ว่าแล้วบุรุษเซียนก็คว้าเสื้อของตนเองมาถือไว้ในมือ รอกระทั่งอีกฝ่ายหยัดกายลุกขึ้นนั่งแล้ว จึงค่อยๆ สวมให้“เสื้อเจ้าขาดหมดแล้ว ใส่เสื้อข้าไปก่อนนะ” “ขอบคุณ” อู๋เหริ่นชวนไม่เอ่ยเปล่า ชำเลืองมองเสี้ยวหน้าคมคายของคนกำลังสวมเสื้อให้แน่วนิ่ง เพีย
“เจ้าต้องการอะไร” “ท่องคัมภีร์มหาเวทย์ออกมา แล้วข้าจะปล่อยเจ้าไป” สตรีหน้าตาหมดจดงดงาม ทว่านัยน์ตาทั้งคู่กลับฉายแววโหดเหี้ยม ลมหายใจเข้าออกเรื่อยช้า เยือกเย็นเชยคางประมุขน้อยหนุ่มขึ้นสบตา แต่แทนที่เขาจะทำตามความต้องการของนาง กลับห่วงความปลอดภัยของผู้ที่ติดตามมาด้วยมากกว่า“คนของข้าล่ะ”“คุณชายดวงตาพิการผู้นั้นน่ะหรือ ข้าขังเขาไว้ในห้องข้างๆ นี่เอง หากเจ้าท่องคัมภีร์มหาเวทย์ออกมาแล้ว ข้าก็จะปล่อยเจ้า และเขาออกไปพร้อมกัน”“แล้วข้าจะแน่ใจได้อย่างไรว่า เจ้าจะไม่โกหก”“ข้ามีเหตุผลอันใดต้องโกหกเจ้าด้วยเล่า”“หากข้าไม่ทำตามล่ะ”“ข้าก็จะทรมานเจ้าจนตาย แม้แต่คุณชายผู้นั้นก็ต้องตายด้วยเช่นกัน” “หากข้าตาย คัมภีร์มหาเวทย์ก็จะหายไปพร้อมกับข้าด้วย เจ้าปล่อยเขาก่อนสิ แล้วข้าจะท่องคัมภีร์นั่นออกมา” ภายนอกนั้น ประมุขน้อยหนุ่มพูดจาเล่นลิ้นไปเรื่อยก็จริง ทว่าสมองกลับคิดหาทางเอาตัวรอดอยู่จริงสินะ ทุกครั้งที่พบกับอันตราย เหตุการณ์จวนตัวจนเกือบเอาชีวิตไม่รอดอยู่แล้ว พลังปราณในกายเขาจึงจะสำแดงออกมา ตอนพบกับจิ้งจอกม่วง หรือแม้กระทั่งตอนวิ่งหนีกลุ่มชายชุดดำเมื่อคืน ก็ล้วนเอาตัวรอดได้อย่างไม่น่าเชื่อทั้งนั
ขณะที่บุรุษเซียนมือไม้สั่น ขณะลงกับหัวกางเกงอีกฝ่าย “พอๆ ไม่ต้องหาแล้ว ข้าล้อเล่นน่ะ อยากรู้ว่าเจ้าจะทำยังไง” “เจ้า!” เจอคนขี้เล่นแกล้งเข้าให้ บุรุษเซียนก็นึกฉุน คว้าไม้ไผ่มาไว้ในมือ ลุกขึ้นได้ก็เดินฉับๆ กลับมาหน้าตาเฉย “เป็นอะไร โกรธรึไง รึว่าเสียดาย” “เสียดายอะไร” “ก็เสียดายที่ไม่ได้จับพญาช้างศารของข้าน่ะสิ เจ้าเกิดในตระกูลเซียนชั้นสูง คงไม่เคยมีใครหยอกเจ้าแบบนี้สินะ” “ใช่” หลัวเซียนพยักหน้ารับ จริงอย่างที่เขาว่านั่นละ ใครเลยจะกล้าเล่นหัวกับว่าที่ประมุขเผ่าเซียน แค่เห็นว่าหลัวเซียนเดินผ่านมาก็ต้องแสดงการคารวะ แล้วเดินตัวลีบเลี่ยงไปทางอื่น ยิ่งเขาเติบโตขึ้น สำนักเซียนรับศิษย์รุ่นใหม่ เขาก็กลายเป็นอาจารย์ไปโดยปริยาย ใครเลยจะกล้าหยอกเล่นกับอาจารย์กันเล่า “รีบกลับเถอะ ข้าง่วงแล้ว” อู๋เหริ่นชวนยกมือขึ้นปิดปากหาวหวอด เร่งฝีเท้านำอีกฝ่ายกลับมายังโรงเตี๊ยม ไม่แม้แต่จะหันกลับไปมองว่า เขาจะเดินตามมาทันหรือไม่ เมื่อไม่มีธุระอะไรแล้ว ใยต้องสนใจคนที่ใจไม่เคยนับเป็นสหายอีกเล่า ณ
ยังไม่ทันจะถึงตัวประมุขน้อยหนุ่มด้วยซ้ำ เสียงของใครคนหนึ่งก็ตวาดก้องขึ้น “หยุดนะ! ไม่ว่าใครก็พาเขาไปไม่ได้ทั้งนั้น!” เนื่องจากคืนนี้เป็นคืนเดือนแรม ไม่มีแม้แสงจันทร์เพียงนิดส่องลงมา จั่วเฉินและกลุ่มชายชุดดำ จึงแลเห็นเพียงบุรุษหนุ่มชุดขาวผู้หนึ่งพลิ้วกายลงมาจากหน้าต่างโรงเตี๊ยม ไม่เพียงเท่านั้น เขายังเรียกกู่ฉินออกจากมือทั้งสองข้างได้ด้วย “เจ้าเป็นใคร” “บรรพชนเจ้าไง”สิ้นคำตอบนั้น การต่อสู้ด้วยท่วงทำนองกู่ฉินพิฆาต กับทำนองขลุ่ยก็เริ่มขึ้นไม่เพียงเสียงฉิน เสียงขลุ่ยจะบาดลึกเข้าไปในโสดประสาทของคนฟัง จนแก้วหูลั่นเปรี๊ยะเท่านั้น แต่ยังทำให้มนตร์สะกดที่ครอบงำสติของประมุขน้อยหนุ่มคลายลงด้วยเช่นกัน ถึงคราวคับขันเช่นนี้ คนไร้ฝีมือเช่นประมุขน้อยหนุ่มจะทำอะไรได้ นอกจากออกวิ่งไปเบื้องหน้า แต่ก็ยังเชื่องช้าเป็นเต่าคลาน เมื่อเทียบกับวิชาตัวเบาอยู่ดี วิ่งไปได้ครู่เดียว ชายชุดดำกลุ่มนั้นก็ตามมาทัน “จะหนีไปไหน” “พวกเจ้าก็อย่าตามมาสิ” ประมุขน้อยหนุ่มหยุดฝีเท้ากึก กวาดสายตาไปรอบๆ หาห
“คืนนี้เราสองคนมีที่พักแล้ว รีบเข้าไปหาอะไรกิน แล้วนอนพักเอาแรงก่อนดีกว่า” “เจ้ามีเงินเหรอ” ประมุขน้อยหนุ่มนิ่งคิด มองสำรวจตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้าของบุรุษเซียนครู่หนึ่ง ก่อนจะดึงปิ่นหยกของเขาออกมาอย่างถือวิสาสะ “นี่เจ้า!” “นี่ ปิ่นนี่ สำคัญกว่าปากท้องของเราสองคนรึไง ไป!” ว่าแล้ว ประมุขน้อยหนุ่มก็กึ่งจูงกึ่งลากคนข้างกายเข้ามาในเมือง เพื่อหาร้านแลกเงิน กว่าจะมีที่กิน ที่พักสำหรับค่ำคืนนี้ ช่างยากเย็นเสียจริงขณะที่หลัวเซียนเอง ได้แต่นึกโกรธที่อู๋เหริ่นชวนเอาปิ่นปักผมของเขาไปขาย ระคนเสียดาย จะอะไรเสียอีกเล่า ถ้ามิใช่ปิ่นนั่น เป็นสิ่งสุดท้ายที่ท่านแม่ทิ้งเอาไว้ให้ก่อนสิ้นใจ ต่อให้ต้องอดตาย เขาก็จะไม่มีวันขายปิ่นชิ้นนั้นไปเด็ดขาด แทนที่จะกินอาหารบนโต๊ะ หลัวเซียนจึงเอาแต่นั่งนิ่ง ขณะที่คนไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไรเอาแต่คีบบะหมี่เข้าปากเคี้ยวตุ้ยๆ “ทำไมเจ้าไม่กินล่ะ ไม่หิวรึไง เป็นอะไร” เห็นสีหน้านิ่งขึงของคนตรงหน้าแล้ว ประมุขน้อยหนุ่มก็มองไม่เห็นความเป็นไปได้อื่นอีก นอกจากเรื่องปิ่นหยกเมื่อครู่“ทำไม
“ข้าเป็นคนธรรมดาแล้ว อย่าพูดถึงเปลือกนอกที่ไม่ใช่ของข้านั่นอีกเลย” “ก็ได้ๆ ข้าจะไม่พูดถึงมันอีก เอาเป็นว่า ข้าจะให้เจ้าติดตามข้าไป จนกว่าพลังวิญญาณของเจ้าจะฟื้นคืนก็แล้วกัน อย่างน้อย หากเจ้าเป็นอะไรขึ้นมาอีก จะได้มีคนพาเจ้ามารักษา”“ขอบคุณ” ฟังคำขอบคุณชวนให้ขนลุกนั่นแล้ว อู๋เหริ่นชวนก็รู้สึกจั๊กจี้หัวใจอย่างไรชอบกล “ข้าไม่ได้จะใจดีอะไรกับเจ้าหรอกนะ แค่เห็นแก่มารธรรมเท่านั้นเอง พอแล้วๆ” ประมุขน้อยหนุ่มลุกขึ้นบิดขี้เกียจ แต่แล้วสองบุรุษต่างเผ่าก็ต้องชะงัก เบิกตากว้าง เมื่อจู่ๆ นักพรตเฒ่าผู้หนึ่งก็เดินโซซัดโซเซเข้ามาในศาลเจ้า ด้วยความหวาดหวั่นว่า ปีศาจตนใดจะปลอมตัวเป็นนักพรตเฒ่าอีกหรือไม่ หลัวเซียนจึงออกมายืนขวางระหว่างนักพรตกับอู๋เหริ่นชวนอย่างต้องการปกป้องเต็มที่แม้จะได้กลิ่นคาวเลือดจากอีกฝ่าย บุรุษเซียนก็ไม่กล้าเข้าใกล้คนตรงหน้าอยู่ดี“ท่านบาดเจ็บหรือ”แทนคำตอบ นักพรตเฒ่า หนวดเคราขาวยาวรุงรัง สวมเสื้อผ้าสีซีด แม้ภายนอกจะไม่มีบาดแผล ทว่ากลับบาดเจ็บภายในอย่างหนัก ก็กระอักเอาโลหิตออกมาเป็นสายยาว “เขากระอักเลือดออกมาแล้ว ท่านนักพรต ท่าน...” ว่าแล้วอู๋เหริ่นชวนก็ปราดเข้าไปประคองร่าง
หลังจากเดินทางมาตลอดทั้งวัน ประมุขน้อยหนุ่มก็ติดตามบุรุษเซียนมาถึงเผ่ามนุษย์ระหว่างแอบอยู่หลังต้นไม้ใหญ่ มองหลัวเซียนเดินเคาะไม้ไผ่ในมือไปเรื่อยนั่นเอง เหตุการณ์ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น เมื่อจู่ๆ ก็มีโจรป่าร่างกำยำ สวมชุดดำ โพกผ้าดำจนเห็นเพียงตาทั้งสอง พร้อมกระบี่ครบมือบุกมาขวางหน้า “ส่งเงินมา แล้วพวกข้าจะไว้ชีวิตเจ้า” “ข้าไม่มีเงิน ซ้ำยังตาบอด ทุกท่านโปรดปล่อยข้าไปเถิด” หลัวเซียนประสานมือขึ้นคารวะนอบน้อม ขอร้องออกไป แต่แทนที่สามโจรป่าจะยอมอ่อนข้อ กลับชักกระบี่ออกจากฝัก เกือบพร้อมกันหนึ่งในสามโจรป่าเข้าประชิดตัวบุรุษเซียน ยกปลายกระบี่ขึ้นจ่อที่คอเขาเอาไว้ หลัวเซียนไร้ทางเลือก จึงต้องหลับตาลง กำหนดสมาธิจดจ่อ ใช้ตาในสำรวจไปรอบๆ ใช้ไม้ไผ่ต่างกระบี่ในมือ ต่อสู้กับสามโจรป่าปลายกระบี่ฉวัดเฉวียนในอากาศ ต่างรุกรับโรมรัน แม้ท้ายที่สุดหลัวเซียนจะเป็นฝ่ายจัดการกับสามโจรป่า จนต่างทิ้งกระบี่วิ่งหนีไปคนละทิศละทาง แต่การใช้กำลังก็ทำให้พิษกำเริบขึ้นมาอีก บุรุษเซียนทรงกายด้วยไม้ไผ่ในมือ เพื่อมิให้ตนเองต้องล้มลงไปกองกับพื้น พาร่างกายอันอ่อนเปลี้ยมายังใต้ต้นไม้ใหญ่ใกล้ๆ อย่างยากเย็น เขาเอนหลังพิงลำต้
ดวงตะวันลับขอบฟ้า พาให้สรรพชีวิตในป่ากลับสู่รวงรัง ถิ่นที่อยู่ของตน ขณะที่คณะเดินทางของอู๋หมิ่นเยี่ยนและบรรดาศิษย์น้องเอง ก็พักค้างแรมกลางป่าเช่นกัน จากการเดินทางแบบไม่รีบร้อนนัก พรุ่งนี้ก็คงถึงเมืองยวี่เทียนแล้ว “แม่นางอู๋” หูซื่อเยว่ส่งมันเผาเสียบไม้หัวหนึ่งให้ แล้วเดินมานั่งลงอีกด้านหนึ่งของกองไฟ มองเปลวไฟแลบเลียกองฟืน สลับกับดวงหน้านวล ยามต้องแสงไฟ ยิงพิศมองก็ยิ่งชวนให้นึกถึงดวงหน้าฮูหยินผู้ล่วงลับของเขา หากไม่เพราะอยากมองดวงหน้างดงามนี้ให้เต็มตาในทุกๆ วัน ผู้อาวุโสอายุร่วมร้อยปีเช่นเขา คงกลับเขาเทียนคงไปแล้ว ไม่ตามติดแม่นางน้อย อายุคราวเหลนอยู่เช่นนี้หรอก “คุณชายหู พรุ่งนี้ก็จะถึงเมืองยวี่เทียนแล้ว หลังจากท่องเที่ยวฟังนิทาน ชมละครที่เมืองยวี่เทียนจนอิ่มหนำแล้ว หากไม่รังเกียจละก็ ข้าขอเชิญท่านไปเป็นแขกที่เคหาสน์พันดาวได้ทุกเมื่อเลยนะเจ้าคะ” “ขอบคุณแม่นางอู๋ อย่างไรข้าต้องไปเป็นแขกที่เคหาสน์พันดาวแน่” หูซื่อเยว่ประสานมือคารวะนอบน้อม หากไม่เกรงว่าหญิงงามตรงหน้าจะเสียหายละก็ เขาคงติดตามนางไปจนถึงเคหาสน์พันดาวแล้ว ไม่ทำตัว
จอมมารอู๋เซียงอี๋เหินกายอ้อมไปยังด้านหลังของมัน ฟาดฟันคมกระบี่เข้าใส่ขาหลังของมันสุดแรง จนขาหลังสองข้างขาดกระเด็น ขณะที่ปรมาจารย์หรงอ้ายเสียนเอง ซัดพลังจากกู่ฉินพิฆาตเข้าใส่ เพียงต้องเวทย์จากสายฉินพิฆาต ผนวกกับถูกโจมตีด้วยคมกระบี่หยกโลหิต ปีศาจแมงมุมก็ถึงคราวสิ้นฤทธิ์ ยอมคายพลังวิญญาณของมนุษย์ที่นางกลืนกินเข้าไปออกมา พลังวิญญาณลักษณะคล้ายลูกแก้วหลายดวงล่องลอยในอากาศ ครู่เดียวก็ค่อยๆ ล่องลอยขึ้นสู่ท้องฟ้า อึดใจต่อมาร่างของปีศาจแมงมุมก็ค่อยๆ สลายกลายเป็นเถ้าธุลี “เป็นยังไงบ้าง” ปรมาจารย์หรงอ้ายเสียนปราดเข้าไปหาสหายรัก ผู้กำลังสอดกระบี่เก็บเข้าฝัก แล้วเก็บเข้าไว้ในมือขวาดังเดิม “เป็นยังไงบ้าง” ปรมาจารย์หรงอ้ายเสียนกราดสายตาสำรวจไปทั่วร่างสหายรัก คิ้วมังกรเข้มเลิกขึ้นน้อยๆ เมื่อพบว่า แขนเสื้อข้างซ้ายของเขาขาดวิ่น “เสื้อเจ้า!” “เล็กน้อยน่า” จอมมารหนุ่มยกมือขึ้นคลำแขนเสื้อข้างที่ขาด พลางส่งยิ้มกว้างจนเห็นฟันขาวเรียงเป็นระเบียบ “ก็แค่เสื้อขาด เดี๋ยวค่อยซื้อใหม่ก็ได้”