“ซิ่วอิง ลูกกินอาหารให้หมดก่อน ดื่มยา แล้วนอน พ่อสัญญาว่าตื่นขึ้นมาลูกจะมีของกินเยอะกว่านี้”
จิงจิงเงยหน้าขึ้นมองผู้เป็นพ่อด้วยสายตาสับสน ทำไมพ่อในความฝันช่างใจดีเหลือเกิน เธอเองก็อยากมีครอบครัวที่อบอุ่นแบบนี้
น่าเสียดายที่ครอบครัวแสนอบอุ่นนี้กลับมีมารผจญเป็นย่าแท้ ๆ ของเจ้าของร่าง
ถ้าหากนี่เป็นความฝันและทุกอย่างถูกสร้างขึ้นมา จิงจิงคงรู้สึกดีจนไม่อยากจะตื่นเลย ยิ่งหากกำจัดครอบครัวชั่วร้ายของเจ้าของร่างเดิมได้ ก็จะยิ่งดี
“ไม่ต้องห่วงนะอิงอิงลูกรัก พ่อกับแม่จะไปหาข้าวมาให้ลูกกินเพิ่ม”
“แค่นี้…ก็กินได้ค่ะ” จิงจิงก้มหน้าลงขณะพูด
ความฝันนี้เหมือนจริงเหลือเกินกระทั่งน้ำข้าวในช้อนยังจืดเย็นชืดจนแทบกลืนไม่ลง เธอยอมกินสิ่งที่พวกเขาเรียกว่าข้าวด้วยความกล้ำกลืน
หากตนมาอยู่ในร่างของเด็กสาวคนนี้ ซึ่งอยู่ในยุค 70 ยุคแห่งการเปลี่ยนแปลงจริง ๆ เช่นนั้นก็แสดงว่าต้องใช้ชีวิตไปก่อนจนกว่าจะตื่นจากฝันอย่างนั้นเหรอ
ทั้ง ๆ ที่กำลังจะซื้อบ้านได้แล้วแท้ ๆ
ไม่รู้ว่าเจ้าโจรที่ขโมยไปจะถูกตามตัวพบหรือไม่
จิงจิงรู้ดีว่าเคสที่โจรขโมยเงินสดแบบนี้เอากลับคืนมายากมาก ดูเหมือนเมื่อฟื้นขึ้นสิ่งแรกที่หญิงสาวต้องทำคือการทำงานหนักอีกครั้งเช่นนั้นเหรอ
แล้วถ้าต้องพักรักษาตัวนานจนตำแหน่งผู้จัดการที่เพิ่งได้มาหลุดมือไปจะทำอย่างไร ความฝันที่จะมีอนาคตมั่นคงก็คงจะหลุดลอยไปก่อน
นอกจากนี้ไม่รู้ว่าบาดแผลในครั้งนี้จะส่งผลกระทบอย่างไรบ้าง หากกลายเป็นคนอ่อนแอ ทำงานหามรุ่งหามค่ำไม่ได้อีกต่อไปจะทำอย่างไร
แค่คิดจิงจิงก็หวาดกลัวจนแทบกลืนน้ำข้าวไม่ลงมากกว่าเดิม
พวกนี้คืออาหารเหรอ อาหารสุนัขบ้านเธอยังดีกว่านี้มาก แค่คิดก็รู้สึกเศร้าจนอยากจะร้องไห้ออกมาแล้ว
“อิงอิง ไม่ต้องร้องนะลูก แม่อยู่นี่” ความอบอุ่นที่หลังมือทำให้จิงจิงเงยหน้าขึ้นมอง เห็นบิดามารดาในความฝันยืนอยู่ข้างเตียงมองมาด้วยความเป็นห่วง
เธอก้มหน้าลงแล้วรีบกินข้าวพร้อมกลั้นใจยกยาขึ้นดื่มเพื่อจะได้รีบ ๆ นอน แล้วรีบออกจากความฝันนี้เสียที
จิงจิงแค่อยากรู้ว่าตอนนี้โลกความจริงของเธอเป็นอย่างไรบ้าง ไหนจะร่างจริงของเธอที่บาดเจ็บอีกเล่า
“อิงอิง อิ่มไหมลูก”
จิงจิงได้ยินแม่ถามอย่างนั้นก็ส่ายหน้า อยากจะบอกตามตรงว่าถ้าน้ำข้าวที่มีข้าวเพียงไม่กี่เม็ดทำให้คนอิ่มได้ก็มหัศจรรย์แล้ว แม้จะเป็นยุค 70 ก็เถอะ คนก็ไม่ได้ยากจนอดอยากขนาดนั้นนี่นา
นี่ต้องเป็นผลมาจากการกลั่นแกล้งของย่าเจ้าของร่างอีกแน่นอน
“โถ ลูกแม่” คนเป็นแม่เริ่มร้องไห้ ทำให้จิงจิงรู้สึกทำตัวไม่ถูก
“ไม่ต้องร้องหรอกค่ะ ไม่เป็นไร แค่นี้ก็พอกินได้” จิงจิงรับมือกับลูกค้าได้ดี แค่ผู้หญิงร้องไห้คนหนึ่งย่อมไม่พลาด
“ถ้าอย่างนั้นพ่อจะออกไปหาของกินมาให้ลูกเพิ่ม” ว่าแล้วเว่ยตงก็หันหลังกลับเดินออกจากห้องไป
“เอ่อ อิงอิงขอนอนพักต่อหน่อยนะคะ”
“ได้ ๆ นอนเลยลูก นอนเยอะ ๆ จะได้หายไว ๆ”
แม้นางเหม่ยฟางจะรู้สึกแปลก ๆ กับท่าทางของบุตรสาว แต่ยังคะยั้นคะยอให้ลูกนอนลง ช่วยห่มผ้าให้แล้วจึงออกไปข้างนอกเพื่อตั้งใจหาอะไรมาให้บุตรสาวกินเพิ่มเหมือนกัน
ทางด้านจิงจิงนั้นได้แต่ลืมตาโพลงมองเพดานด้วยความสับสน
นี่ไม่ใช่ในหนังในละคร เธอจะทะลุมิติหรือมาสวมร่างกายของคนอื่นได้อย่างไร นี่ต้องเป็นความฝันจากอาการโคม่าแน่ ๆ
ขอเพียงแค่เธอหลับสักตื่น เมื่อลืมตาขึ้นมาอีกครั้งย่อมฟื้นกลับสู่โลกความจริงของตัวเองได้อย่างแน่นอน
เพียงแต่ความทรงจำของร่างนี้ก็น่าสงสารเหลือเกิน ราวกับได้ดูหนังอันแสนอาภัพเรื่องหนึ่ง จนคนที่อวยยศตัวเองว่าเป็นผู้ชมอย่างจิงจิง รู้สึกเหมือนครอบครัวนี้ต้องมีเบื้องลึกเบื้องหลังอะไรสักอย่าง
ก็มีเหตุผลอะไรที่แม่แท้ ๆ ต้องรังแกลูกชายตัวเองขนาดนี้ล่ะ
ครอบครัวนี้มีปู่กับย่าเป็นหัวหน้าครอบครัว คุณย่ามีลูกชายสองคนลูกสาวสามคน หากบอกว่าเป็นเพราะเหตุนี้เลยทำให้คุณย่ามีปมเรื่องการมีหลานสาวเป็นผู้หญิงก็ไม่น่าจะใช่
เพราะสุดท้ายแล้ว เว่ยหนานที่เป็นหลานสาวเหมือนกันกลับได้รับความชมชอบจากผู้เป็นย่าอยู่ แม้เป็นรองจากเว่ยหยางหลานชายคนโตและเว่ยจุนที่เรียนเก่งก็เถอะ
บางทีถ้านี่เป็นความฝัน เธออาจสร้างมันมาจากนิยายหรือละครเลือดสุนัขที่เคยดู ไม่แน่ว่าพ่อของเธออาจเป็นลูกชายคนสำคัญของตระกูลเก่าแก่ที่ถูกลักพาตัวมาขายโดยผู้ค้ามนุษย์ จนสุดท้ายก็มาตกอยู่ในมือของนางหวังซื่อ
หากเป็นอย่างนี้ก็พอจะเข้าเค้าไปหมด ไม่ว่าจะเป็นความรังเกียจที่มีต่อลูกชาย แล้วพาลมารังเกียจลูกสาวของเขา
บางทีไม่แน่แม้ว่าบ้านของเด็กคนนี้จะบังเอิญให้กำเนิดบุตรชายมา ก็คงจะไม่เป็นที่รักเหมือนเดิม หากทุกอย่างเป็นเรื่องจริง และพ่อเว่ยตงไม่ใช่ลูกแท้ ๆ ของนางหวัง
น่าเสียดายที่จิงจิงเป็นเพียงผู้ชม และไม่สามารถเปลี่ยนแปลงอะไรได้
ก็ได้แต่หวังว่าเมื่อเจ้าของร่างเดิมกลับมา หรือความฝันจบลงแล้ว ครอบครัวเล็ก ๆ สามคนพ่อแม่ลูกนี้จะหลุดพ้นจากครอบครัวเฮงซวยนี่เสียที
“ช่างเถอะ ยังไงก็ไม่ใช่เรื่องของฉัน” จิงจิงคิดเช่นนั้นขณะพยายามข่มตาลงให้นอนหลับ
แต่นอนคิดอะไรเพลิน ๆ อยู่นาน กว่าจะหลับสนิทในที่สุด
จนกระทั่งมีเสียงเคาะประตูดังรบกวน พร้อมเสียงโวยวายที่คุ้นหูในความทรงจำ
ปัง ปัง ปัง! “ตื่นได้แล้วนังเด็กเสียเงิน นอนกินบ้านกินเมืองไปถึงไหนฮะ! สำออยขนาดนี้ก็หาสามีรวย ๆ แล้วไปเกาะเขากินเถอะ บ้านนี้ไม่เลี้ยงคนขี้เกียจสันหลังยาวโว้ย!”
จิงจิงลืมตาตื่นขึ้นด้วยความสะลึมสะลือ เธอรู้สึกเหมือนใบหน้าร้อนฉ่า ลมหายใจที่ถูกพ่นออกจากจมูกเองก็มีไอร้อนจาง ๆ
“ที่นี่…” มองไปรอบ ๆ หญิงสาวพบว่าตนเองยังอยู่ในฝันเหมือนเดิมก็สูดหายใจเข้าลึก ไม่อยากจะเชื่อว่าจนถึงตอนนี้ก็ยังไม่ตื่น
ดูเหมือนบางทีอาจต้องให้เกิดเหตุการณ์อะไรที่น่าตกใจ หรือจุดเปลี่ยนบางอย่างถึงจะทำให้ตื่นขึ้นได้ บางทีนี่อาจเป็นนรกที่ทุกคนพูดถึง
เมื่อคิดถึงเสียงตะโกนที่ดังขึ้นหน้าห้อง ก็พลันคิดว่านี่อาจเป็นนรกจริง ๆ ก็ได้ นรกที่ใช้ทรมานผู้คนจนเกือบตาย ด้วยความร้ายกาจของผู้เป็นย่านั่นไง
ปัง ปัง ปัง! “ตื่นโว้ย ถ้าแกยังไม่ตื่น วันนี้ฉันจะตีแกให้ตาย นังผีขี้เกียจที่ชั่วร้าย ทำตัวให้มีประโยชน์อะไรไม่ได้สักอย่าง”
“หึ นังแก่ชั่วช้าสมองเลอะเลือนเอ๊ย” จิงจิงด่าอีกฝ่ายเบา ๆ ก่อนสะลึมสะลือมองไปรอบ ๆ เพื่อตามหาร่างของพ่อแม่ในฝัน
เมื่อเห็นว่าพวกท่านไม่อยู่ก็รู้แล้วว่าทำไมยัยย่าชั่วร้ายคนนั้นถึงมาอาละวาด เผลอ ๆ อาจใช้เวลาที่พ่อแม่เผลอและร่างกายนี้ยังอ่อนแอ จับคนส่งขายให้พ่อม่ายชราเลยก็ได้
ถึงจะคิดแบบนั้นแต่เมื่อนึกว่านี่เป็นเพียงความฝัน จิงจิงก็ลุกขึ้นเดินโซเซด้วยความอ่อนแรงไปเปิดประตู
ผ่าง! จู่ ๆ ประตูก็เปิดออก ทำให้นางหวังซื่อที่กำลังจะฟาดไม้ลงยั้งมือแทบไม่ทัน โชคดีที่ไม้โดนขอบประตูด้านข้าง
ปัง! เสียงดังของไม้กระทบกันทำให้จิงจิงสะดุ้ง แต่ดวงตาที่มองตรงไปยังร่างท้วมตรงหน้ากลับเฉยเมยเฉื่อยชา
“ไม่เห็นหรือยังไงว่าคนป่วยจะตายอยู่แล้ว” นี่อาจเป็นความรู้สึกอึดอัดที่อยากจะระบายหลังจากเห็นความทรงจำมานาน
นางหวังซื่อไม่คิดว่าเด็กสาวที่เอาแต่กลัวหัวหดจะมองตรงมาที่ตนอย่างนั้น ซ้ำยังพูดออกมาด้วยน้ำเสียงแหบแห้งน่ากลัว จึงอดลดไม้ลงมาที่ข้างตัวไม่ได้
แต่เมื่อนึกขึ้นได้ว่าเด็กนี่ก็แค่คนขลาดเขลา นังจิ้งจอกเหมือนแม่มันที่ชอบล่อลวงผู้ชายไปวัน ๆ ก็เริ่มยกนิ้วขึ้นชี้ ด่าว่าอีกครั้งทันทีราวกับถูกตั้งโปรแกรมไว้ว่า พบหน้าคนนี้แล้วต้องด่าเท่านั้น
บทที่ 7 ย่ามหาภัย“นังเด็กเสียเงินคนนี้ นอกจากสำออยทำเป็นป่วยมาหลายวัน ในที่สุดก็หางโผล่ออกมาแล้วใช่ไหม หายดีแล้วทำไมหล่อนไม่ตามนังเหม่ยฟางไปทำงานที่ทุ่งฮะ! แล้วไหนเมื่อวานยังทำให้เจ้าเว่ยตงไม่ไปช่วยงานจนเสียคะแนนอีก นังเด็กเสียเงิน แกมันคนไร้ประโยชน์จริง ๆ”“พ่อไปหาข้าวมาให้ฉัน เพราะที่บ้านไม่มีข้าวให้ครอบครัวเรากิน ส่วนแม่ก็ทำงานงก ๆ อยู่ในทุ่งเพื่อให้บ้านมีแต้มแลกข้าวมาเยอะ ๆ แต่เราไม่เคยกินกันจนอิ่มเลย”“นังเด็กคนนี้ นี่กล้าขึ้นเสียงกับผู้ใหญ่งั้นเหรอ ดี! นังสะใภ้คนนี้เลี้ยงไม่เชื่องอย่างที่ฉันคิดจริง ๆ ถึงขนาดเสี้ยมสอนลูกสาวเลว ๆ แบบนี้ออกมาได้”นางหวังซื่อโมโหจนตัวสั่นไปหมด ชี้หน้าด่าเว่ยซิ่วอิงจนนิ้วแทบทิ่มตา“แล้วที่ฉันพูดมันผิดตรงไหน เราทั้งสามคนทำงานงก ๆ เลี้ยงคนทั้งครอบครัว นี่มันมีความยุติธรรมตรงไหนกัน นอกจากนี้พอพ่อไม่ยอมให้ฉันแต่งงานกับคนที่คุณหามา ก็มาว่าเราไร้ประโยชน์ มันก็แค่คุณไม่ได้อย่างใจเท่านั้นแหละ”“นัง! นังเด็กเสียของ” หวังซื่อไม่คิดว่าจะโดนเด็กรุ่นหลังพูดถอนหงอกตนขนาดนี้ รีบยกมือขึ้นหวังใช้ไม้ทุบเด็กสาวตรงหน้าให้ตาย ๆ ไปเสียอย่างไรมันก็ไร้ประโยชน์ พ่อแม่ไม่ยอ
บทที่ 8 ทำใจยอมรับวาสนาชีวิตที่อาภัพยิ่งนักหลังจากพ่อแม่ทำแผลให้ด้วยความรู้สึกผิดแล้วก็ปล่อยให้เด็กสาวนั่งทื่ออยู่บนเตียงเพียงลำพัง เพราะพวกเขาต้องรีบไปขออาหารแบ่งมาให้บุตรสาวอีกครั้งจิงจิงจึงได้อยู่ในห้องเพียงลำพัง แต่ก็ดีเพราะตอนนี้หญิงสาวสับสนเหลือเกิน เธอยกมือขึ้นแตะที่หน้าผากก่อนจะร้องซี้ดออกมาด้วยความเจ็บปวด“โอ๊ย นี่มันเจ็บจริง ๆ แปลว่าเราไม่ได้ฝันไป แต่นี่คือความจริงงั้นเหรอ” จิงจิงไม่อยากจะเชื่อว่าทุกอย่างนี้จะเป็นความจริงโลกใบนี้ ยุค 70 ที่แสนแร้นแค้น ชาวบ้านต้องทำงานในกลุ่มคอมมูนเพื่อแลกแต้ม หากแต้มไม่พอก็ไม่มีข้าวให้กินหญิงสาวจากยุคที่เทคโนโลยีเจริญรุ่งเรืองจะอดทนอยู่ในสภาพไร้เครื่องใช้ไฟฟ้าว่าแย่แล้ว แต่นี่ยังอยู่ในช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนแปลง ผู้คนอดอยากหิวโหย แล้วเธอจะทนอยู่ได้อย่างไรนอกจากนี้ร่างเด็กสาว ‘เว่ยซิ่วอิง’ ยังมีวาสนาชีวิตที่อาภัพยิ่งนักหากจะให้เปรียบก็ราวกับว่าเว่ยซิ่วอิงเป็นนางเอกที่ต้องโดนกดขี่ข่มเหงจนผงาดขึ้นในช่วงท้ายนั่นแหละ บังเอิญว่าจิงจิงผู้มาใหม่ต้องรับบทบาทนั้นแทนเสียแล้ว เพราะเว่ยซิ่วอิงคนเดิมทนแรงข่มเหงไม่ไหวจนจากไป ทิ้งไว้เพียงร่างให้อยู่กับ
บทที่ 9 มิติที่ตามมา“นี่ฉัน…นี่ฉันทะลุมิติมาทั้งร่างซิ่วอิงงั้นเหรอ” จิงจิงใช้มือลูบใบหน้าตัวเองอย่างไม่อยากเชื่อ เธอแทบจะกรีดร้องออกมาด้วยความตกใจแต่หลังจากสังเกตรอบร้านดี ๆ ก็พบว่ามีบางอย่างผิดปกติ เธอเดินไปทางเคาน์เตอร์คิดเงินซึ่งควรจะเป็นประตูหน้าร้าน แต่ตอนนี้กลับกลายเป็นผนังสีขาวพร้อมบรรยากาศที่คุ้นตาเป็นภาพฉายอยู่บนนั้น“นี่มัน…ห้องนอนของซิ่วอิงและพ่อแม่นี่นา”สมองของจิงจิงเต็มไปด้วยความมึนงง ตอนนี้เธอคิดอะไรไม่ออกทั้งนั้น ทำได้เพียงหมุนตัวรอบ ๆ เพื่อมองร้านนี้ให้ชัดอีกครั้ง ก่อนจะวิ่งเข้าไปหยุดยืนหน้ากระจกเต็มตัวตรงหน้า“ปวดหัวจริง ๆ…ดูสิหัวโนปูดใหญ่แบบนี้ เว่ยซิ่วอิงอาจตายเพราะเลือดคั่งในสมอง อาจเป็นอาการเลือดออกในสมองอย่างช้า ๆ”จิงจิงจับจุดที่ยังปูดออกมาราวกับลูกมะนาว เธอหายใจเข้าลึก ๆ แล้วพยายามสังเกตอาการตัวเอง ตอนนี้เธออยู่ในร่างของเว่ยซิ่วอิง หากทุกอย่างนี้ไม่ใช่ความฝันแต่เป็นความจริง จิงจิงก็ยังต้องการที่จะมีชีวิตอยู่ต่อไป!“ไม่มีทางเลือกแล้ว ฉันน่าจะทะลุมิติมาอยู่ในร่างของเว่ยซิ่วอิง ฉันต้องดูแลร่างกายนี้ให้ดีถ้ายังอยากมีชีวิตอยู่” ว่าแล้วก็รีบหาทางตรวจสอบทันใดนั้
บทที่ 10 สำรวจมิติอีกครั้งจิงจิงลองอีกครั้งด้วยการเทแอลกอฮอล์ล้างแผลทิ้งขยะข้างเคาน์เตอร์ วางขวดไว้บนโต๊ะ แล้วจึงออกไปจากที่นี่ โดยการคิดว่าอยากออกไปที่โลกภายนอกทันใดนั้นก็รู้สึกวูบโหวงอีกครั้งแต่อาการไม่ได้แย่เหมือนช่วงแรก ๆ นี่ทำให้หญิงสาวตื่นเต้นมากขึ้นเรื่อย ๆ จากนั้นก็ลองคิดเข้าไปด้านในอีก คราวนี้มาโผล่ตรงหน้าเคาน์เตอร์ยาทันทีขวดแอลกอฮอล์ล้างแผลหายไปแล้ว บนชั้นมีเติมจนเต็มไม่มีขวดที่เหลือครึ่งหนึ่งอยู่ตรงไหนเลย บ่งบอกว่าของบนชั้นจะใช้ไปเท่าไรก็ถูกเติมจนเต็มเมื่อเข้ามาใหม่อยู่ดี“แบบนี้ถ้าเอาออกไปข้างนอกล่ะ” เว่ยอิงเริ่มพบปัญหาเล็กน้อย เมื่อบรรจุภัณฑ์ของบริษัทค่อนข้างทันสมัย โดยเฉพาะในเครื่องสำอางเคาน์เตอร์แบรนด์ทั้งหลายหญิงสาวหยิบตลับแป้งที่ถือติดมือไปแล้วเดินกลับไปที่ชั้นวางที่หยิบมา ก่อนจะพบว่าบนชั้นมีตลับแป้งวางเต็มอีกครั้ง“นี่มัน…แล้วที่อยู่ในมือฉันล่ะ” จิงจิงรู้สึกว่ามิติของเธอน่าอัศจรรย์อย่างมาก สามารถเติมของที่ถูกนำออกจากมิติไปได้ด้วย“ทำไมในร้านยังมีคอมพิวเตอร์คิดเงิน คงต้องลองดูก่อนเผื่อจะใช้งานได้” ซิ่วอิงเดินไปที่เคาน์เตอร์ พบว่ามีระบบจัดการร้านค้าเพิ่มเข้ามา ซึ่ง
บทที่ 11 เริ่มหาเงินเข้ากระเป๋าเว่ยซิ่วอิงหยิบผ้าคลุมผืนใหญ่ที่พ่อแม่ซ่อนไว้ให้เธอใช้ในยามฤดูหนาวเพื่อนำมาห่มคลุมกายไม่ให้ใครเห็น เธอเดินเนียน ๆ ไม่ได้ทำตัวลับ ๆ ล่อ ๆ แม้จะสวมผ้าคลุมกันแดดไว้ก็ไม่มีใครสังเกตเห็นว่าใครที่เดินผ่านไปจนกระทั่งมาถึงจุดขึ้นรถหรือเกวียน มีรถเข้าเมืองแค่วันละสองเที่ยวไปและกลับซึ่งไม่ทันแล้ว แต่เกวียนจากหมู่บ้านใกล้ ๆ ขับอยู่ทั้งวันรอไม่นานก็มาถึง“ไปเมืองค่ะลุง”“สามเฟิน” คนขับเกวียนเหลือบมองแล้วบอกราคาเมื่อเห็นว่าเป็นเพียงเด็กสาวตัวน้อยเม่ยซิ่วอิงคนเดิมไม่กล้าแอบเก็บเงินมีหรือจะมีเงินจ่าย โชคยังดีที่พ่อมอบเงินให้เป็นของขวัญอยู่ไม่กี่เฟินในช่วงหลายปี และเว่ยซิ่วอิงก็ยืมมาใช้ทั้งหมดแม้จะมีคุณค่าทางจิตใจจนอยากเก็บเอาไว้ แต่ความเป็นอยู่ของบ้านขึ้นอยู่กับการเดินทางครั้งนี้ ถึงอย่างไรก็ต้องจ่ายไปก่อนซิ่วอิงขอโทษผีเจ้าของร่างเดิมอยู่ในใจนั่งเกวียนไม่นานก็มาถึงเมือง แต่กระโดดลงจากเกวียนก็เซแทบล้ม ก้นก็เหน็บกิน อีกทั้งยังวิงเวียนกลิ่นข้าวของผสมกลิ่นเหงื่อชาวบ้านบนเกวียนอีกด้วย“ไหวไหมเนี่ยนังอิงอิง” ป้าที่นั่งข้าง ๆ มาตลอดเอ่ยถาม“ไหวค่ะ ขอบคุณป้า”“ไหวก็ดีแล้
บทที่ 12 วางแผนแยกบ้านหลังจากซื้อของเสร็จแล้วก็รีบกลับบ้าน โดยอาศัยเกวียนเทียมคันใหม่ที่จะผ่านหมู่บ้าน อาจเพราะขากลับไม่ใช่เวลาที่คนจะกลับกันจึงมีคนบนเกวียนเทียมน้อยมากซิ่วอิงแอบฟังที่ลุง ๆ ป้า ๆ นินทาเรื่องต่าง ๆ เพื่อเก็บข้อมูลไปด้วย ไม่แน่อาจมีประโยชน์ต่อตัวเองในอนาคต หลังลงจากเกวียนมาก็รีบเดินลัดเลาะไปตามชายป่าเพื่อกลับบ้านสกุลเว่ยกลับมาถึงบ้านโชคดีที่ไม่มีใครเห็น เพราะอย่างที่กล่าวเอาไว้คนบ้านรองนั้นชอบขลุกศึกษาหนังสืออยู่ในห้อง ส่วนย่าเว่ยก็ยังไม่กลับมาจากไปฝอยอยู่บ้านอื่นเว่ยซิ่วอิงมองซ้ายมองขวาแล้วแอบเดินเข้าห้องเล็กของครอบครัวตัวเองไป ปิดประตูลงตามหลังแล้วจึงพรูลมหายใจออกจากปาก“โชคดีที่ไม่มีใครเห็นนะ ดูเหมือนจะแอบออกไปบ่อย ๆ ไม่ได้ แต่ภายในหนึ่งอาทิตย์นี้ต้องหาทางออกจากบ้านสกุลเว่ยอีกให้ได้!”ตอนนี้เว่ยจิงจิงอยู่ในร่างของเว่ยซิ่วอิงแล้ว และต้องใช้ชีวิตในฐานะเว่ยซิ่วอิงต่อไป นี่คือโอกาสมีชีวิตอีกครั้ง เธอไม่ยอมปล่อยมือไปง่าย ๆ และจะทำให้มันดียิ่งขึ้นกลับเข้ามาในห้อง เธอเงี่ยหูฟังเสียงคนในบ้าน เมื่อแน่ใจว่าจะไม่มีใครมาหาเรื่องก็เอนหลังลงบนที่นอนวูบ~ทันใดนั้นทั้งร่างก็มา
บทที่ 13 บอกความจริงพ่อแม่“พ่อคะ แม่คะ” ซิ่วอิงลุกขึ้นนั่งดี ๆ มองพวกท่านด้วยความเห็นใจ น่าสงสารทั้งคู่ที่ต้องเสียลูกสาวไป แต่หลังจากนี้เธอจะเป็นลูกสาวและกตัญญูต่อพวกเขาแทนเจ้าของร่างเดิมเอง “จริง ๆ แล้วอิงอิงรู้สึกเหมือนฝันเลยที่ได้ตื่นขึ้นมาพบหน้าพ่อกับแม่อีกครั้ง”“โถ อิงอิงลูกแม่ พูดอะไรก็ไม่รู้ ลูกต้องตื่นขึ้นมาเห็นพ่อกับแม่อยู่แล้ว ทำไมจะไม่เห็นล่ะ” เหม่ยฟางลูบหัวลูกสาวด้วยความอ่อนโยน“ใช่ อย่าคิดมากเลย ยังไงลูกก็ผ่านเรื่องแย่ ๆ มาได้แล้ว ต่อไปคงจะมีแต่เรื่องดี ๆ” เว่ยตงปลอบลูกสาว เขาไม่ได้เหมือนผู้ชายจากครอบครัวอื่นที่ทำตัวขึงขังและทำเหมือนผู้ชายอยู่เหนือผู้หญิง แต่เขาใช้คำพูดปลอบโยนภรรยาและบุตรสาวมานานจนเคยชินไปแล้ว“จริง ๆ นะคะ อิงอิงเกือบจะไม่ได้ฟื้นขึ้นมาเห็นพ่อกับแม่อีกครั้งแล้ว”“นี่…ลูกพูดจริงเหรออิงอิง” เหม่ยฟางตกใจ ดวงตาเบิกกว้างมองลูกสาว เว่ยตงเองก็มีอาการไม่ได้ต่างกันนัก“ลูกหมายความว่ายังไง ซิ่วอิง…ลูกเล่าเรื่องที่ฝันให้พ่อแม่ฟังได้ไหม” เว่ยตงถามลูกสาว พยายามทำใจเย็นทั้งที่หัวใจเต้นแรงจนเจ็บหนึบ นี่เขาเกือบจะสูญเสียลูกสาวไปจริง ๆ เหรอหากลูกสาวตายจากไปจริง ๆ เหม่
บทที่ 14 ตัดสินใจแยกบ้าน“นั่นสิ พี่สาวเพิ่งหายป่วยแต่ทำไมกินน้อยจังเลย นี่ต้องเป็นเพราะพี่สาวไม่ยอมกิน คุณลุงกับป้าสะใภ้ก็เลยไม่ยอมกินไปด้วยเลย พี่สาวจะทำตัวเอาแต่ใจแบบนี้ไม่ได้นะ ยังไงพี่ก็โตแล้ว” เป็นเว่ยหนานที่ร้องรับเธอเกลียดใบหน้าสวย ๆ ของเว่ยซิ่วอิงกับแม่มัน เกลียดที่ต้องถูกเปรียบเทียบกับทั้งสองตั้งแต่ยังเด็ก แต่แล้วอย่างไร ในเมื่อสุดท้ายทุกคนก็กลับมาเข้าข้างเธออยู่ดี ทั้งคุณย่า เพื่อน ๆ รุ่นพี่ที่โรงเรียน คนในครอบครัว ทุกคนอยู่ข้างอาหนานที่น่ารัก ใจดี อ่อนไหวง่ายกันทั้งนั้น ไม่ใช่คนไร้ประโยชน์ที่หยาบกระด้าง ไร้การศึกษาอย่างเว่ยซิ่วอิง“ครอบครัวลุงใหญ่ทำแบบนี้ ถ้าเกิดเป็นอะไรขึ้นมา บ้านเราคงโดนครหาแย่” เว่ยจุนแค่เข้าข้างครอบครัวตัวเองเท่านั้น และต้องการชี้ให้เห็นถึงความชอบธรรมแต่ความชอบธรรมนั้นเป็นจริงหรือ? ในเมื่อเขาก็ยังเข้าข้างครอบครัวตนเองอยู่เลย“นั่นสิ พวกแกกินทิ้งกินขว้างแบบนั้น แล้วพอออกไปทำงานก็ทำได้น้อย ถ้าเกิดอะไรขึ้นมาก็มาโทษที่บ้านอีก หน็อย~ อย่านึกว่าฉันไม่รู้แผนร้ายของพวกแกนะ” หวังซื่อกัดฟันกรอดด้วยความโมโหยิ่งมีคนจากบ้านรองช่วยกันพูดยุยง ก็ยิ่งรู้สึกว่าคนบ้า
ตอนพิเศษ 4 ตลอดไปชีวิตของซิ่วอิงตอนนี้มีความสุขมาก ความจริงเธอก็มีความสุขตลอดมาอยู่แล้ว แต่เมื่อคิดว่ามีเด็กตัวเล็ก ๆ กำลังอาศัยอยู่ภายในร่างกายตัวเองและเจริญเติบโตขึ้นทุกวัน มันเป็นความสุขที่แตกต่างออกไปจริง ๆ“อีกสิบวันก็จะได้เจอหน้ากันแล้วนะลูก” หญิงสาวใช้มือลูบหน้าท้องที่ใหญ่ไม่ต่างจากลูกแตงโมของตนเอง นี่ก็ใกล้คลอดเต็มทีแล้ว ทำให้เมื่อสามีออกไปทำงาน หลันถังกับเหม่ยฟางผู้เป็นแม่ก็จะแบ่งเวลามาอยู่เป็นเพื่อนเสมอถึงตอนนี้หลันเซียงฮั่นจะย้ายมาประจำการอยู่ใกล้ ๆ แต่เขายังคงต้องเดินทางไปทำงานต่างเมืองเมื่อได้รับมอบหมายภารกิจ และคราวนี้ก็เช่นกันในตอนแรกเซียงฮั่นไม่คิดจากภรรยาไปจนกว่าเธอจะคลอดลูกและปลอดภัย เขากลัวว่าซิ่วอิงจะหวาดกลัวหากตนเองไม่ได้อยู่เคียงข้างตอนคลอดลูก จึงคิดปฏิเสธภารกิจในครั้งนี้และขอลาหยุดสักเดือนแต่เป็นซิ่วอิงที่คะยั้นคะยอให้ชายหนุ่มไปทำงานเพราะเหลือเวลาอีกสองอาทิตย์ก่อนถึงกำหนดคลอด อย่างไรเขาก็กลับมาทันอยู่แล้วเธอจึงนั่งอยู่ในสวนสวยเฝ้ามองหน้าประตูเป็นระยะด้วยใจคิดถึงสามีบ้างเป็นบางครั้ง แต่ส่วนใหญ่ก็มักจะนึกคิดทำผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ ออกมาเล่นเสียมากกว่า ไม่ได้อยู่บ้า
ตอนพิเศษ 3 ภรรยาท้องแล้ว“อิงอิง ลุกมากินของอร่อยเถอะลูก วันนี้แม่ของอิงอิงเอาอาหารอร่อยมาฝากแม่ไว้ตั้งเยอะ”“อิงอิงยังเพลีย ๆ อยู่เลยค่ะ สงสัยเพราะช่วงนี้ทำงานหนักเกินไป ขอนอนอีกหน่อยนะคะแม่” ซิ่วอิงบอกกับแม่สามีเนื่องจากสองบ้านปรองดองกันดีมาก ซิ่วอิงใช้เงินเพื่อซื้อบ้านที่อยู่ตรงข้ามให้กับพ่อแม่ ขณะที่ตนเองเลือกจะมาอยู่บ้านแม่สามีเวลาที่คุณพ่อสามีและหลันเซียงฮั่นที่เป็นสามีไปทำงานต่างจังหวัดพร้อมกันโดยมีบ้านของตัวเองที่ใช้อยู่กับสามีต่างหากอีกหลังหนึ่ง และใช้อยู่เมื่อสามีกลับมาหาเท่านั้น แต่ปกติแล้วซิ่วอิงจะสลับไปมาระหว่างบ้านพ่อแม่ตัวเองและพ่อแม่สามีเสียมากกว่าตอนนี้เธอก็มาอยู่บ้านหลัน เพราะทั้งคุณพ่อและสามีล้วนออกไปทำงาน ส่วนเซียงฮั่นนั้นจะกลับมาในวันพรุ่งนี้“อิงอิงไม่ต้องทนนะ ไปหาหมอเลยดีกว่า บ้านเราขาดเงินทองซะที่ไหนกัน หรือแม่ซื้อโรงพยาบาลไว้ให้ก็ได้” หลันถังยังคงใจป้ำเหมือนเดิม เมื่อได้ลูกสะใภ้คนนี้มาชีวิตเธอก็มีความสุขขึ้น จนรู้สึกรักเอ็นดูซิ่วอิงเหมือนเป็นลูกของตัวเองไปอีกคน เผลอ ๆ รักมากกว่าลูกตัวเองเสียอีก“เอ่อ ไม่เป็นไรค่ะ อิงอิงไปหาหมอเฉย ๆ ดีกว่า” ซิ่วอิงยิ้มแหยให้
ตอนพิเศษ 2 สามีที่ดีแม้ว่าทุกอย่างจะดำเนินไปด้วยดี แต่อย่างไรในชีวิตก็ต้องมีบางสิ่งมากระทบกระทั่ง สุดท้ายแล้วซิ่วอิงและครอบครัวก็ยังเป็นมนุษย์ธรรมดาที่ใช้ชีวิตอยู่ในสังคมมนุษย์ช่วงนี้ซิ่วอิงรู้สึกไม่สบายใจเล็กน้อย หลังสามีกลับมาจากทำงานครั้งล่าสุด เธอได้กลิ่นน้ำหอมของผู้หญิงติดมาเพิ่งแต่งงานได้ไม่นาน เขาจะเบื่อเธอและหาเรื่องเข้าบ้านแล้วจริง ๆ อย่างนั้นเหรอ?มีหรือหลันเซียงฮั่นจะไม่รู้ว่าภรรยามีความกังวลอะไรบางอย่างในใจ เขาหันมองไปรอบตัวก่อนจะจับลูกน้องที่มีภรรยาแล้วมาสอบถาม“ภรรยาฉันเป็นอะไรไป” เซียงฮั่นเป็นผู้บัญชาการที่เก่งกาจ เขายังดูแลเอาใจใส่ภรรยาจนลูกน้องแอบเรียกลับหลังว่าสามีแห่งชาติ แต่เมื่อเกิดปัญหาขึ้นมาชายหนุ่มก็ยังเป็นเพียงคนที่เพิ่งเคยมีความรัก“คุณผู้หญิงมีท่าทางยังไงครับ”“ช่วงนี้ไม่ค่อยให้ฉันเข้าใกล้ เวลานอนก็หันหลังให้” เซียงฮั่นนึกถึงท่าทางของภรรยาแล้วก็ปวดใจ เขาไปทำอะไรให้เธอไม่พอใจหรือเปล่า แต่พอถามแล้วเธอก็บอกว่าเปล่าและฝืนยิ้ม เก็บเรื่องราวไว้ในใจคนเดียว คิดว่าเขามองไม่เห็นอย่างนั้นเหรอ“ถ้าอย่างนั้นนายท่านไปทำอะไรมาหรือเปล่าครับ” ทหารคนสนิทมองหน้าเจ้านายอายุน
ตอนพิเศษ 1 ชีวิตที่ใฝ่หามานานตอนนี้ชีวิตใหม่ของเว่ยซิ่วอิงลงตัวอย่างมาก ได้ก่อตั้งธุรกิจในยุคแรกเริ่ม อนาคตมีแต่จะรุ่งเรืองขึ้นเรื่อย ๆ แม้ไม่ต้องพึ่งพามิติร้านเครื่องสำอางก็ตามนอกจากนี้ยังมีสามีคอยเอาอกเอาใจ แม่สามีแสนดีที่ไม่มีการกดขี่ลูกสะใภ้เลยสักนิด ครอบครัวของเธอก็คอยสนับสนุนอยู่เบื้องหลังเสมอซิ่วอิงคิดว่าแค่นี้เธอก็ประสบความสำเร็จมากแล้วในฐานะผู้หญิงคนหนึ่ง ลำพังเกิดมามีแม่สามีดีอย่างหลันถัง ก็คงมีคนสงสัยว่าเธอทำบุญกู้ชาติมาในชาติก่อนแน่ ๆ ถึงได้มีชีวิตที่ดีขนาดนี้แค่ถึงอย่างไรคนเก่งก็มีปัญหาของคนเก่ง เพราะสามีต้องไปทำงานต่างเมืองบ่อย ๆ เธอเลยใช้เวลาว่างส่วนใหญ่ไปกับงานในร้านกระทั่งสามีกลับมาอยู่ด้วยกันแล้ว เธอก็ยังวุ่นวายอยู่กับร้านค้าโชคดีที่เซียงฮั่นเข้าใจแล้วยังสนับสนุนภรรยาให้ทำตามใจปรารถนาได้เต็มที่ เมื่อเขาได้พักเพิ่มสักหนึ่งหรือสองวัน ก็มักจะพาซิ่วอิงไปที่ร้านเสมอเพื่อเอาอกเอาใจหากพาไปร้านอาหารแบบคนหนุ่มสาวก็แล้วไป เขากลับพาเธอเข้าร้านตัวเองเพื่อให้หญิงสาวหาเงินที่เธอชอบนักหนา และแน่นอนว่าซิ่วอิงชอบการแสดงความรักของสามีแบบนี้มากกว่า“มีอะไรหรือเปล่า” ขณะที่นั่งก
บทส่งท้าย คุณคือคนที่อยากอยู่ด้วยไปตลอดชีวิตรถยนต์สีดำขับไปตามทางที่คุ้นเคยไม่นานก็มาถึงกำแพงบ้านหลัน ทหารเฝ้ายามเปิดประตูต้อนรับด้วยความยินดี เมื่อรถจอดเทียบขาเรียวก็ก้าวออกมา“อิงอิง มาแล้วเหรอจ๊ะ” ที่ยืนอยู่ตรงหน้าตอนนี้คือป้าหลัน พร้อมทั้งเหม่ยฟางผู้เป็นมารดาของตนเอง ซิ่วอิงไม่ได้รู้สึกผิดสังเกตอะไรเพียงยื่นมือไปหาพวกท่านอย่างเป็นธรรมชาติ“ป้าหลันสบายดีไหมคะ วันนี้แอบเข้าครัวกับแม่อีกแล้วหรือเปล่า” ซิ่วอิงสนอกสนใจดูมือของผู้ใหญ่ตรงหน้า ขณะที่ท่านจับจูงเธอเดินทะลุตัวบ้านไปยังสวนด้านหลัง“ป้าเข้าครัวไปก็รกครัวเปล่า ๆ ไม่เข้าไปรบกวนเหม่ยฟางหรอกนะ”“อิงอิงลูกเงยหน้าขึ้นก่อน” เสียงอ่อนโยนของผู้เป็นแม่ดังขึ้น เมื่อรู้ตัวซิ่วอิงก็มาอยู่ในสวนหลังบ้านของสกุลหลันแล้วหญิงสาวเงยหน้าขึ้นด้วยความสงสัย สิ่งแรกที่เห็นคือร่างสูงของชายหนุ่มที่เธอคิดถึงมาตลอดหลายเดือนที่ผ่านมาและติดต่อกันทางโทรศัพท์ไม่กี่นาทีต่อเดือนเท่านั้นตอนนี้เขายังสวมชุดทหารเต็มยศ ในมือมีช่อดอกไม้สีขาวบริสุทธิ์ ล้อมรอบไปด้วยแสงเทียนและซุ้มดอกไม้ที่ถูกตั้งใจตกแต่งเอาไว้อย่างดีจนทั่วทั้งสวน“พี่เซียงฮั่น” ซิ่วอิงยิ้มออกมาด้วย
บทที่ 44 หาเรื่องใส่ตัว“แม่คะ เราไป…” ก่อนที่คุณหนูลู่จะพูดจบ มารดาของหล่อนก็เดินลิ่ว ๆ เข้าไปในวงสนทนาที่เว่ยซิ่วอิงอยู่ก่อนแล้ว เห็นอย่างนั้นก็ยิ่งทำให้คุณหนูลู่พึงพอใจที่ไม่ต้องทำอะไรเอง“นี่มันแม่ค้าขายเครื่องสำอางนี่นา มาตรฐานงานเลี้ยงของกองทัพตกต่ำลงถึงขนาดเชิญพ่อค้าแม่ค้าข้างถนนมาร่วมงานแล้วอย่างนั้นเหรอเนี่ย” คุณนายลู่ไม่พอใจเว่ยซิ่วอิงอยู่แล้วจากงานเลี้ยงน้ำชาที่บ้านของคุณนายหลัน ดังนั้นเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายกำลังไปได้ดีก็รู้สึกว่าต้องเข้ามาทำลายและลากคนคนนี้ลงมาให้ได้“สวัสดีค่ะ คุณนายลู่” เว่ยซิ่วอิงไม่ดิ้นเต้นไปตามอารมณ์ของคน เธอทักทายอีกฝ่ายด้วยความเคารพและมีมารยาทเพียงเท่านี้สายตาที่ทุกคนมองมาก็เปลี่ยนไปเล็กน้อย อย่างน้อย ๆ พวกเขาก็มองซิ่วอิงอย่างชื่นชม ขณะที่มองคุณนายลู่เหมือนนางร้ายเกรดต่ำคนหนึ่ง“โอ้ นี่ใครกัน ไม่ใช่คุณชายหลันเซียงฮั่นลูกรักของคุณนายหลันถังหรอกเหรอคะ”“สวัสดี คุณนายลู่” เซียงฮั่นจำต้องทักทายด้วยสีหน้าไม่ดีนัก เขารู้ว่าใครไม่ถูกกับมารดา และต้องหลีกหนีเสมอเมื่อเข้าสังคม แต่คราวนี้ดูเหมือนคนข้างกายจะไม่ยอมหลีกหนีง่าย ๆ ชายหนุ่มทำได้เพียงยืนปักหลักและเป็น
บทที่ 43 เหมาะสมกัน“แต่มีริ้วรอยพวกนี้ นอกจากนั้นฉันยังมีปัญหาใหญ่ในร่มผ้า หนูคิดว่าครีมนั่นจะช่วยได้ไหม”“รอยแผลเป็นเหรอคะ” ซิ่วอิงมองหญิงสาวตรงหน้าด้วยรอยยิ้มบางเบา เธอไม่ได้ตัดสินและคิดไปก่อนว่าปัญหานั้นคืออะไร รวมถึงไม่ได้รู้สึกสงสารหรือเห็นใจคุณปิงเห็นอย่างนั้นก็ยิ่งสนใจในตัวหญิงสาวตรงหน้ามากขึ้น ปกติแล้วเมื่อคนรู้ว่าเธอมีแผลเป็นอยู่ใต้ร่มผ้ามักเกิดความเห็นใจขึ้นมาอัตโนมัติเป็นเรื่องธรรมดา เพราะผู้หญิงรูปร่างหน้าตานั้นสำคัญที่สุด โดยเฉพาะหญิงสาวชนชั้นสูงอย่างพวกหล่อนแต่ถึงแม้คุณปิงจะไม่มีปัญหาในเรื่องชีวิตคู่จากแผลเป็นเหล่านี้ แต่มันก็เป็นตราประทับที่เธออยากลบหากเป็นไปได้ เมื่อได้ยินว่าคุณลุงอิงสามารถลบรอยแผลเป็นได้เกือบสำเร็จแล้ว จึงแอบเดินทางมาเยี่ยมญาติในเมืองเล็ก ๆ นี้“นี่น่ะเหรอ คุณหนูหลันคนใหม่ อ๊ะ ไม่ใช่สิ ยังไม่ได้แต่งเข้าบ้านหลันเลย จะกล้าเรียกตัวเองว่าคนของสกุลหลันได้ยังไง”“นั่นสิ หล่อนอยู่สกุลไหนนะ ว่าน? หวาย? อ้อ ๆ สกุลเว่ยที่เปิดร้านค้าเล็ก ๆ อยู่ในเมืองนั่นไง”เสียงเยาะเย้ยของกลุ่มคุณหนูที่อยู่ไม่ไกลดังขึ้นก่อนหน้านี้เพราะมีคนอยู่มากพวกหล่อนจึงไม่กล้าพูดอะไร ต
บทที่ 42 สนับสนุนคนรัก“ช่วงนี้คุณไม่ต้องทำงานเหรอคะ” เมื่อรถเริ่มแล่นไปตามจุดหมาย ซิ่วอิงหันไปถามคนรักด้านข้างช่วงนี้เขามาเทียวรับส่งหญิงสาวไปนู่นมานี่ แม้ว่าทุกอย่างจะง่ายขึ้นเมื่อมีเขาเดินตามหลังไปเจรจากับทางการหรือคู่ค้า แต่ซิ่วอิงยังอดที่จะเกรงใจไม่ได้“ทำอยู่ แต่อยากอยู่กับคุณมากกว่า” เมื่อชายหนุ่มพูดคำหวานออกมาหน้าตาเฉย น่าแปลกที่มันเขย่าหัวใจหญิงสาวได้มากกว่าปกติ“คุณพูดอะไรก็ไม่รู้”“ผมพูดความจริง…จากใจ”ท่าทางจริงจังของเขาทำให้หญิงสาวพอใจมาก เขาดูไม่เหมือนคนจะพูดเล่น ๆ ดังนั้นเมื่อเอ่ยคำหวานออกมาจึงน่าฟังมากกว่าชายหนุ่มที่พูดคำเหล่านั้นออกมาง่าย ๆ กับใครก็ได้นี่แหละตรงกับความชอบของเธอพอดี“ฉันดีใจมากเลยที่คุณอยากใช้เวลาด้วยกันมาก ๆ เอาเป็นว่าวันนี้เราแวะไปเที่ยวที่สวย ๆ ด้วยกันหลังทำงานเสร็จไหมคะ ฉันอยากมีความทรงจำดี ๆ ร่วมกับคุณ”“ยินดีครับ ผมก็อยากมีความทรงจำดี ๆ ร่วมกับคุณให้มาก ๆ ระหว่างที่ยังมีเวลา”ทั้งคู่พูดจาหวานหูโดยไม่ได้สังเกตเลยว่าคนขับรถเหงื่อแตกพลั่กซิ่วอิงไปดูโรงงานและกลุ่มนักวิจัย เธอซื้อตัวพวกเขามาด้วยครีมระดับสูงและวัตถุดิบชั้นดีเท่าที่พอจะนำออกมาจากร้าน
บทที่ 41 กิจการดีขึ้นเรื่อย ๆดูเหมือนข่าวเรื่องการคบหาและขอหมั้นกะทันหันของคุณชายเซียงฮั่นจะเข้าหูผู้เป็นมารดาอย่างนางหลันถังเร็วมาก เพราะในวันถัดมาเมื่อซิ่วอิงตื่นเช้าขึ้น ก็พบว่ามีรถหรูมารับอยู่หน้าบ้านเสียแล้ว“แต่งตัวดี ๆ หน่อยนะลูก ป้าหลันฝากแม่มาบอกแบบนั้น” เหม่ยฟางยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ แม้เธอจะไม่ได้รู้เรื่องที่ลูกสาวคบหากับหลันเซียงฮั่นลูกชายของเพื่อนสนิทคนใหม่จากปากเจ้าตัว แต่ก็อดไม่ได้ที่จะดีใจและภาคภูมิใจว่ากันว่าตระกูลหลันเป็นคนรักเดียวใจเดียว ว่าที่แม่สามียังดูชื่นชอบลูกสาวเธอไม่น้อย ดังนั้นจึงไม่ต้องกังวลเลยว่าชีวิตหลังแต่งงานของซิ่วอิงจะมีปัญหาเพียงแค่นี้ผู้เป็นแม่อย่างเหม่ยฟางก็วางใจแล้ว ขณะที่คนเป็นพ่อแม้จะกังวลแค่ไหนก็ต้องยอมปล่อยลูกสาวให้ออกจากอ้อมแขนไปในวันหนึ่งแม้ว่าเว่ยตงจะโวยวายลั่นว่าต้องการไปพูดคุยกันตระกูลหลันเร็ว ๆ ให้รู้เรื่องก็เถอะ“ชุดนี้ก็พอแล้วมั้งคะ”“เอาอย่างนี้ ลูกไม่รู้จะใส่ชุดไหนไป งั้นใส่ชุดที่ป้าหลันส่งมาให้สองสามรอบก่อนไปสิจ๊ะ” เหม่ยฟางเอ่ยปากแนะนำด้วยความที่เป็นคนจากชนบท ความรู้ด้านแฟชั่นไม่ได้มีมากเหมือนกับหลันถังที่อยู่ในเมืองมาตลอดชีวิต เธอท