เฟิ่งจิ่วเหยียนเอาแผนที่ที่ได้วาดไว้ก่อนหน้านี้ออกมา ชี้ให้เซียวอวี้ดู “ใช้เมืองหลวงเป็นที่ทำการหลัก สั่งการไปยังทั้งสี่ทิศ นี่คือเส้นทางการสั่งการของกลุ่มค้ามนุษย์โอสถ “ตามแบบแผนการดำเนินการของพวกเขา ตอนนี้ถูกราชสำนักและกลุ่มชาวยุทธ์บีบคั้นจนหมดหนทาง พวกเขาต้องตัดทุกช่องทางการติดต่อ เพื่อปกป้องที่ทำการหลัก “ดังนั้น สิ่งแรกที่พวกเขาต้องทำคือ กำจัดพวกพ้องของตนเอง “ภายในกลุ่มค้ามนุษย์โอสถในตอนนี้ คงเต็มไปด้วยความวุ่นวาย ง่ายต่อการเกิดความโกลาหลกันเอง” เซียวอวี้รับคำจากนาง “หมายความว่า พวกเราสามารถใช้โอกาสนี้ เริ่มบุกโจมตีจากสาขาของพวกมัน” เฟิ่งจิ่วเหยียนผงกศีรษะเห็นด้วย นางชี้ไปยังหลายจุด ที่ปรากฏบนแผนที่ “เหล่านี้คือแหล่งที่พวกเราค้นพบว่ามีการทำการของกลุ่มมนุษย์โอสถ “ส่วนใหญ่ตั้งอยู่ในพื้นที่รกร้าง เช่นในถ้ำหมู่บ้านจู๋ซาน “ฝ่าบาทยังจำได้หรือไม่ ปีนั้นพวกเราเคยพบมนุษย์โอสถ ที่ข้างใต้วัดในเมืองหลวง” เซียวอวี้จำได้แน่นอนอยู่แล้วครั้งนั้นนางถูกกลุ่มมนุษย์โอสถทำร้าย เขาเป็นคนช่วยชีวิตนาง แบกนางออกมาจากข้างในนั้น สายตาเฟิ่งจิ่วเหยียนเยือกเย็น “ตอนนี้
การสืบเรื่องตระกูลมู่หรง ไม่มีความคืบหน้ามาตลอดเซียวอวี้ขมวดคิ้วเล็กน้อย“ก่อนหน้านี้ที่ให้คนแอบสืบเรื่องตระกูลมู่หรง กลับไม่ได้ยินว่ามีเรื่องใดผิดปกติ เหตุใดจู่ ๆ จึงนึกถึงเรื่องนี้ขึ้นมา? หรือว่า...”เขาคาดเดาได้อย่างรู้ใจว่าเฟิ่งจิ่วเหยียนกำลังคิดอะไรอยู่นางกำลังสงสัย ว่าตระกูลมู่หรงมีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีมนุษย์โอสถน้ำเสียงของเฟิ่งจิ่วเหยียนเคร่งขรึม“ตอนที่ศิษย์พี่สิงโจวสืบเรื่องคดีมนุษย์โอสถ เป็นช่วงเวลาหลังจากที่ท่านขึ้นครองราชย์ นั่นก็หมายความว่าก่อนที่อดีตฮ่องเต้จะสวรรคต ก็เกิดคดีมนุษย์โอสถขึ้นมานานแล้ว“ถ้าดูตามระยะเวลาแล้ว เป็นไปได้มากว่าอดีตฮ่องเต้จะทรงพบเบาะแสบางอย่าง“ดังนั้นหม่อมฉันจึงสงสัยว่าตระกูลมู่หรงอาจจะเกี่ยวข้องกับคดีมนุษย์โอสถ แน่นอนว่านี่เป็นเพียงการคาดเดาของหม่อมฉันเท่านั้น ไม่มีหลักฐานใดทั้งสิ้น”นางคิดว่าจำเป็นต้องสืบเรื่องตระกูลมู่หรงต่อไปเซียวอวี้ยังมีอารมณ์หยอกล้อนาง“เช่นนั้นก็เป็นการปรักปรำงั้นรึ?”ล้อเล่นก็ส่วนล้อเล่น ทว่าในใจของเขามีคำตอบแล้วคำสั่งเสียในตอนนั้นของอดีตฮ่องเต้ เห็นได้ชัดว่าตระกูลมู่หรงมีปัญหาทว่าที่ผ่านมาเหล่าองครักษ์ส
ณ วังหลวงภายในตำหนักเสียนซิ่งหลังจากอาการของเสียนเฟยกำเริบ ไม่นานนางก็สลบไปนางไม่รู้เลยว่าตงเซี่ยวิ่งไปขอพระเมตตาจากไทเฮา เพื่อขอหญ้าบัวแดงให้นาง“พระนาง...”เพี๊ยะ!เสียนเฟยพลันยกมือตบหน้าตงเซี่ยตงเซี่ยทำอะไรไม่ถูกนางไม่รู้ว่าตนทำอะไรผิด จึงถูกพระนางทำเช่นนี้เสียนเฟยกุมอกอย่างเหนื่อยล้า น้ำเสียงแหบ“ออกไป”ตงเซี่ยเพียงคิดว่าพระนางอารมณ์ไม่ดี ตอนที่กำลังจะออกไปก็มีคนเข้ามา“ฝ่าบาทมีคำสั่ง เชิญหมอเทวดาเหยียนมาตรวจรักษาให้เสียนเฟยพ่ะย่ะค่ะ!”สีหน้าของเสียนเฟยเปลี่ยนไปทันทีนางพูดกับคนด้านนอกผ่านผ้าม่านที่กั้นไว้ ด้วยท่าทางที่ดูสงบเยือกเย็น“รบกวนกงกงไปทูลฝ่าบาท ว่าข้าไม่เป็นไร..”หมอเทวดาเหยียนพูดแทรก“พระนาง ฝ่าบาททรงตรัสแล้วว่าจะต้องรักษาท่านให้หายขาด”จากนั้นเขาก็ไม่รอว่าเสียนเฟยจะเห็นด้วยหรือไม่ เขาเดินไปข้างหน้าแล้วพูดต่อไป “ขอพระนางโปรดยื่นมือออกมา กระหม่อมจะจับชีพจรให้พ่ะย่ะค่ะ”คนหลังม่านเงียบอยู่นานผ่านไปเนิ่นนาน จึงค่อย ๆ ยื่นมือออกมาจากช่องผ้าม่านตงเซี่ยหยิบผ้าไหมออกมาวางบนข้อมือพระนางอย่างคุ้นเคย เพื่อป้องกันไม่ให้ผิวของพระนางถูกบุรุษภายนอกสัมผัส
เช้าวันถัดมา เซียวอวี้กลับมาที่วังหลวงเหล่าขุนนางในท้องพระโรงต่างพูดถึงเรื่องคดีมนุษย์โอสถ“ฝ่าบาท ในแต่ละพื้นที่เกิดความโกรธแค้นต่อการเปลี่ยนแปลง พวกค้ามนุษย์โอสถฉวยโอกาสก่อจลาจล ทำให้เกิดการปรักปรำหลายคดี มีขุนนางผู้บริสุทธิ์ได้รับผลกระทบเป็นจำนวนมาก ขอฝ่าบาทโปรดทรงสืบสวนจนได้ข้อเท็จจริงด้วยเถิดพ่ะย่ะค่ะ!”เซียวอวี้เองก็รู้ว่ามนุษย์โอสถเหล่านั้นถูกส่งไปที่บ้านขุนนางแต่ละคนเพื่อลากพวกเขาลงน้ำโคลน ทำให้เป็นเรื่องใหญ่ จะได้ฉวยโอกาสจากความวุ่นวายทว่าก็ไม่อาจรับประกันได้ ว่าขุนนางพวกนั้นจะเป็นขุนนางมือสะอาดที่ไร้ความผิดทั้งหมดดังนั้นส่งผู้ตรวจการไปตรวจสอบก่อนย่อมดีที่สุดหลังจากเลิกว่าราชการ เซียวอวี้ก็ตรงไปที่ตำหนักเสียนซิ่งเสื้อคลุมมังกร ทำให้เขาดูน่าเกรงขามข้าหลวงตำหนักเสียนซิ่งที่ไม่ได้เห็นพระพักตร์ของฮ่องเต้มานาน รู้สึกตื่นเต้นอย่างยิ่ง“ถวายบังคมฝ่าบาทเพคะ!”ภายในตำหนักนางกำนัลตงเซี่ยวิ่งเข้ามาอย่างรวดเร็วราวกับบิน “พระนาง! พระนาง! ฝ่าบาทเสด็จมาแล้วเพคะ!”เสียนเฟยกำลังนั่งดื่มยาอยู่ที่โต๊ะ ทั้งร่างดูอ่อนแอจากอาการป่วย สีหน้าไม่ดีเหมือนแต่ก่อนนางประหลาดใจมากฝ่าบ
ดวงตาของเสียนเฟยว่างเปล่า นางพูดเสียงเบา“หรงเฟยกับฝ่าบาททรงเป็นสหายกันตั้งแต่เด็ก ตอนนั้นที่หรงเฟยได้รับความโปรดปราน ท่านพ่อเห็นว่าข้ามีส่วนคล้ายกับหรงเฟยอยู่หลายส่วน จึงรีบส่งข้าเข้าวัง“คนในวังล้วนพูดกันว่าหรงเฟยอ่อนโยนเมตตา ตอนที่หม่อมฉันเพิ่งจะเข้าวังมาก็คิดเช่นเดียวกัน“ทว่าไม่นานหม่อมฉันก็ได้เห็นโฉมหน้าที่แท้จริงของนาง“ภายนอก นางแสร้งว่าเป็นพี่น้องที่ดีกับหม่อมฉัน นางส่งเครื่องประดับมาให้หม่อมฉันเป็นประจำ ถึงขนาดพาหม่อมฉันไปเข้าเฝ้าฝ่าบาทด้วยกัน...”เซียวอวี้จำเรื่องนี้ไม่ได้เลยตอนนั้นที่เขายกมู่หรงหลันเป็นหรงเฟย ไม่ได้มีความรู้สึกฉันท์คนรักเลยเขาเพียงถือว่านางเป็นสหายที่ดีตอนที่เพิ่งขึ้นครองราชย์มีราชกิจมากมาย เขามีเวลาไปพบสนมในวังหลังเสียที่ไหนกันทว่ามู่หรงหลันกลับเข้าออกห้องทรงพระอักษรเป็นประจำ...ทว่าในภาพความทรงจำ เขาจำไม่ได้เลยว่าเสียนเฟยก็อยู่ด้วยเสียนเฟยเห็นท่าทางของเขา ก็รู้ว่าเขาจำไม่ได้“ฝ่าบาท แต่ไหนแต่ไรมาท่านไม่เคยมองหม่อมฉันอย่างจริงจังมาก่อน“ทว่าหรงเฟยไม่ได้คิดเช่นนั้น ตอนงานคัดเลือก ท่านทรงชมว่าหม่อมฉันมีพรสวรรค์ด้านบทกวี ทำให้หรงเฟยรู้สึกพะว
“แม่ทัพน้อย สารด่วนที่สุด! คุณหนูใหญ่ได้รับความอัปยศจนปลิดชีพตัวเอง นายหญิงต้องการให้ท่านกลับโดยเร็วที่สุด เพื่ออภิเษกสมรสแทนคุณหนูใหญ่!”ชายแดนแคว้นหนานฉี เกือกม้าย่ำผ่านลำธารที่เพิ่งละลาย หยดน้ำกระเซ็นซ่านเฟิ่งจิ่วเหยียนควบม้านำอยู่หน้าสุด นางสวมอาภรณ์เรียบง่ายแขนสอบสีดำ ใช้ปิ่นไม้อันเดียวรวบผมดำขลับ เส้นผมและชายชุดสะบัดพลิ้ว ในความองอาจเหนือคนนั้นแฝงไว้ซึ่งอารมณ์อันคุกรุ่นนางกับเฟิ่งเวยเฉียงน้องสาวเป็นฝาแฝดกัน แต่เนื่องจากการมีฝาแฝดไม่เป็นมงคล นางจึงถูกเลี้ยงดูอยู่ข้างนอกมาตั้งแต่เล็กเวยเฉียงมีนิสัยอ่อนโยนอ่อนหวาน ไม่เคยผูกความแค้นกับใครนางไม่เข้าใจเลย ใครจะทำร้ายคนที่บริสุทธิ์ดีงามเช่นนั้นนางจะจับคนผู้นั้นมาถลกหนังเลาะกระดูก สับเป็นชิ้น ๆ ป้อนให้สุนัขกินเสีย!องครักษ์เห็นว่าจะตามไม่ทันความเร็วของนางแล้วจึงตะโกนว่า“แม่ทัพน้อย ตอนนี้ควบม้าตายไปสองตัวแล้ว ข้างหน้ามีโรงเตี๊ยม แวะพักก่อนดีหรือไม่...”เฟิ่งจิ่วเหยียนสะบัดแส้ม้า“ตามไม่ทันก็ไสหัวกลับค่ายทหาร! ย่าห์!”โง่เง่า! มีเวลามาพักผ่อนเสียที่ไหน!สิ่งที่นางแบกรับอยู่ตอนนี้คือหนึ่งร้อยกว่าชีวิตในตระกูลเฟิ่ง!องคร
เฟิ่งจิ่วเหยียนที่อยู่ในห้องหรี่ดวงเนตรงามลงเล็กน้อยวันนี้ไม่ว่าผลตรวจร่างกายเป็นเช่นไร ก็ล้วนแต่ไม่เป็นผลดีต่อตระกูลเฟิ่งทั้งสิ้นหวงกุ้ยเฟยจะต้องตัดสินว่าบุตรีตระกูลเฟิ่งไม่บริสุทธิ์เป็นแน่ จากนั้นก็ใช้เหตุนี้สร้างเรื่องตามมาถ้าคนที่มาสวมรอยแทนอย่างนางถูกตรวจร่างกายได้ผลว่ายังบริสุทธิ์ ถึงจะสามารถป้องกันแผนร้ายของหวงกุ้ยเฟย แต่ก็คงจะทำให้หวงกุ้ยเฟยนึกสงสัยขึ้นมาทันทีที่เรื่องสวมรอยแต่งงานมีพิรุธปรากฏ ถึงยามนั้นโทษฐานหลอกลวงเบื้องสูงก็เพียงพอให้ตระกูลเฟิ่งประสบหายนะได้แล้ว!สายตาเฟิ่งจิ่วเหยียนมองตรงไปข้างหน้า ใช้มือที่จับทวนมาจนชินนั้นแต้มบุปผาตรงหว่างคิ้วของตนเองอย่างหนักแน่นสิ่งที่อาจารย์สั่งสอนนางมีเพียงหลักพิชัยสงครามและหลักการเป็นขุนนางอาจารย์หญิงเคยสอนหลักการครองเรือนให้นาง ในนั้นย่อมมีธรรมเนียมปฏิบัติในวังหลวงด้วยเช่นกัน ยามนั้นแม้นางได้เรียนรู้ แต่ก็ไม่คิดว่าจะได้นำมาใช้งานเพราะปณิธานของนางอยู่ที่ใต้หล้า ไม่ต้องการถูกคุมขังไว้ในเรือน เป็นเพียงภรรยาตัวน้อยที่โอนอ่อนผ่อนตามสามีคิดไม่ถึงว่าคนคำนวณมิสู้ฟ้าลิขิตนอกห้องขันทีผู้นั้นเดินนำนางกำนัลจากในวังหลวงตรงมา
ณ ตำหนักฉือหนิง ที่ประทับของไทเฮาไทเฮาได้ยินเรื่องที่จวนตระกูลเฟิ่งแล้วก็มีสีพระพักตร์แช่มชื่น กล่าวกับกุ้ยหมัวมัวที่ปรนนิบัติอยู่ข้างกายว่า“ตอนงานวันเกิดของข้าปีที่แล้ว เคยเห็นเฟิ่งเวยเฉียงผู้นั้น นิสัยนางอ่อนโยนเกินไป เวลานั้นข้าก็รู้สึกว่านางยากจะรั้งตำแหน่งฮองเฮาได้“เรื่องในวันนี้กลับแปลกใหม่นัก ถึงกับโต้แย้งคนของหลิงเยี่ยนเอ๋อร์ต่อหน้าธารกำนัล“ข้าต้องมองนางใหม่เสียแล้ว”กุ้ยหมัวมัวเป็นคนเก่าคนแก่ข้างกายไทเฮา เข้าใจความซับซ้อนในวังอย่างลึกซึ้ง นางรินน้ำชาร้อนกรุ่นให้ไทเฮา“แต่ดูจากความโปรดปรานที่ฝ่าบาทมีต่อหวงกุ้ยเฟย แม้ฮองเฮาจะปราดเปรื่องกล้าหาญเพียงไหนก็ยากจะรับมือท่านที่อยู่ตำหนักหลิงเซียวผู้นั้นได้ คืนนี้ ยากจะรับประกันว่าหวงกุ้ยเฟยจะไม่ก่อเรื่องนะเพคะ”เห็นได้ชัดว่านางมีความเห็นแตกต่างจากไทเฮา ไม่คิดว่าฮองเฮาจะมีความสามารถถึงเพียงนั้นรอยยิ้มบนใบหน้าไทเฮาสลายไป“เจ้าพูดถูก ข้ายังจำได้ว่า วันที่ซิ่วหว่านเข้าวัง เดิมนั้นฝ่าบาทตั้งใจจะไปหานาง ผู้ใดจะคาดคิดว่าหลิงเยี่ยนเอ๋อร์ผู้นั้นจะเข้ามาขัดขวาง เชิญฝ่าบาทไปหา“น่าสงสารก็แต่ซิ่วหว่านเด็กคนนั้น แม้แต่อาหญิงอย่างข้าก
ดวงตาของเสียนเฟยว่างเปล่า นางพูดเสียงเบา“หรงเฟยกับฝ่าบาททรงเป็นสหายกันตั้งแต่เด็ก ตอนนั้นที่หรงเฟยได้รับความโปรดปราน ท่านพ่อเห็นว่าข้ามีส่วนคล้ายกับหรงเฟยอยู่หลายส่วน จึงรีบส่งข้าเข้าวัง“คนในวังล้วนพูดกันว่าหรงเฟยอ่อนโยนเมตตา ตอนที่หม่อมฉันเพิ่งจะเข้าวังมาก็คิดเช่นเดียวกัน“ทว่าไม่นานหม่อมฉันก็ได้เห็นโฉมหน้าที่แท้จริงของนาง“ภายนอก นางแสร้งว่าเป็นพี่น้องที่ดีกับหม่อมฉัน นางส่งเครื่องประดับมาให้หม่อมฉันเป็นประจำ ถึงขนาดพาหม่อมฉันไปเข้าเฝ้าฝ่าบาทด้วยกัน...”เซียวอวี้จำเรื่องนี้ไม่ได้เลยตอนนั้นที่เขายกมู่หรงหลันเป็นหรงเฟย ไม่ได้มีความรู้สึกฉันท์คนรักเลยเขาเพียงถือว่านางเป็นสหายที่ดีตอนที่เพิ่งขึ้นครองราชย์มีราชกิจมากมาย เขามีเวลาไปพบสนมในวังหลังเสียที่ไหนกันทว่ามู่หรงหลันกลับเข้าออกห้องทรงพระอักษรเป็นประจำ...ทว่าในภาพความทรงจำ เขาจำไม่ได้เลยว่าเสียนเฟยก็อยู่ด้วยเสียนเฟยเห็นท่าทางของเขา ก็รู้ว่าเขาจำไม่ได้“ฝ่าบาท แต่ไหนแต่ไรมาท่านไม่เคยมองหม่อมฉันอย่างจริงจังมาก่อน“ทว่าหรงเฟยไม่ได้คิดเช่นนั้น ตอนงานคัดเลือก ท่านทรงชมว่าหม่อมฉันมีพรสวรรค์ด้านบทกวี ทำให้หรงเฟยรู้สึกพะว
เช้าวันถัดมา เซียวอวี้กลับมาที่วังหลวงเหล่าขุนนางในท้องพระโรงต่างพูดถึงเรื่องคดีมนุษย์โอสถ“ฝ่าบาท ในแต่ละพื้นที่เกิดความโกรธแค้นต่อการเปลี่ยนแปลง พวกค้ามนุษย์โอสถฉวยโอกาสก่อจลาจล ทำให้เกิดการปรักปรำหลายคดี มีขุนนางผู้บริสุทธิ์ได้รับผลกระทบเป็นจำนวนมาก ขอฝ่าบาทโปรดทรงสืบสวนจนได้ข้อเท็จจริงด้วยเถิดพ่ะย่ะค่ะ!”เซียวอวี้เองก็รู้ว่ามนุษย์โอสถเหล่านั้นถูกส่งไปที่บ้านขุนนางแต่ละคนเพื่อลากพวกเขาลงน้ำโคลน ทำให้เป็นเรื่องใหญ่ จะได้ฉวยโอกาสจากความวุ่นวายทว่าก็ไม่อาจรับประกันได้ ว่าขุนนางพวกนั้นจะเป็นขุนนางมือสะอาดที่ไร้ความผิดทั้งหมดดังนั้นส่งผู้ตรวจการไปตรวจสอบก่อนย่อมดีที่สุดหลังจากเลิกว่าราชการ เซียวอวี้ก็ตรงไปที่ตำหนักเสียนซิ่งเสื้อคลุมมังกร ทำให้เขาดูน่าเกรงขามข้าหลวงตำหนักเสียนซิ่งที่ไม่ได้เห็นพระพักตร์ของฮ่องเต้มานาน รู้สึกตื่นเต้นอย่างยิ่ง“ถวายบังคมฝ่าบาทเพคะ!”ภายในตำหนักนางกำนัลตงเซี่ยวิ่งเข้ามาอย่างรวดเร็วราวกับบิน “พระนาง! พระนาง! ฝ่าบาทเสด็จมาแล้วเพคะ!”เสียนเฟยกำลังนั่งดื่มยาอยู่ที่โต๊ะ ทั้งร่างดูอ่อนแอจากอาการป่วย สีหน้าไม่ดีเหมือนแต่ก่อนนางประหลาดใจมากฝ่าบ
ณ วังหลวงภายในตำหนักเสียนซิ่งหลังจากอาการของเสียนเฟยกำเริบ ไม่นานนางก็สลบไปนางไม่รู้เลยว่าตงเซี่ยวิ่งไปขอพระเมตตาจากไทเฮา เพื่อขอหญ้าบัวแดงให้นาง“พระนาง...”เพี๊ยะ!เสียนเฟยพลันยกมือตบหน้าตงเซี่ยตงเซี่ยทำอะไรไม่ถูกนางไม่รู้ว่าตนทำอะไรผิด จึงถูกพระนางทำเช่นนี้เสียนเฟยกุมอกอย่างเหนื่อยล้า น้ำเสียงแหบ“ออกไป”ตงเซี่ยเพียงคิดว่าพระนางอารมณ์ไม่ดี ตอนที่กำลังจะออกไปก็มีคนเข้ามา“ฝ่าบาทมีคำสั่ง เชิญหมอเทวดาเหยียนมาตรวจรักษาให้เสียนเฟยพ่ะย่ะค่ะ!”สีหน้าของเสียนเฟยเปลี่ยนไปทันทีนางพูดกับคนด้านนอกผ่านผ้าม่านที่กั้นไว้ ด้วยท่าทางที่ดูสงบเยือกเย็น“รบกวนกงกงไปทูลฝ่าบาท ว่าข้าไม่เป็นไร..”หมอเทวดาเหยียนพูดแทรก“พระนาง ฝ่าบาททรงตรัสแล้วว่าจะต้องรักษาท่านให้หายขาด”จากนั้นเขาก็ไม่รอว่าเสียนเฟยจะเห็นด้วยหรือไม่ เขาเดินไปข้างหน้าแล้วพูดต่อไป “ขอพระนางโปรดยื่นมือออกมา กระหม่อมจะจับชีพจรให้พ่ะย่ะค่ะ”คนหลังม่านเงียบอยู่นานผ่านไปเนิ่นนาน จึงค่อย ๆ ยื่นมือออกมาจากช่องผ้าม่านตงเซี่ยหยิบผ้าไหมออกมาวางบนข้อมือพระนางอย่างคุ้นเคย เพื่อป้องกันไม่ให้ผิวของพระนางถูกบุรุษภายนอกสัมผัส
การสืบเรื่องตระกูลมู่หรง ไม่มีความคืบหน้ามาตลอดเซียวอวี้ขมวดคิ้วเล็กน้อย“ก่อนหน้านี้ที่ให้คนแอบสืบเรื่องตระกูลมู่หรง กลับไม่ได้ยินว่ามีเรื่องใดผิดปกติ เหตุใดจู่ ๆ จึงนึกถึงเรื่องนี้ขึ้นมา? หรือว่า...”เขาคาดเดาได้อย่างรู้ใจว่าเฟิ่งจิ่วเหยียนกำลังคิดอะไรอยู่นางกำลังสงสัย ว่าตระกูลมู่หรงมีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีมนุษย์โอสถน้ำเสียงของเฟิ่งจิ่วเหยียนเคร่งขรึม“ตอนที่ศิษย์พี่สิงโจวสืบเรื่องคดีมนุษย์โอสถ เป็นช่วงเวลาหลังจากที่ท่านขึ้นครองราชย์ นั่นก็หมายความว่าก่อนที่อดีตฮ่องเต้จะสวรรคต ก็เกิดคดีมนุษย์โอสถขึ้นมานานแล้ว“ถ้าดูตามระยะเวลาแล้ว เป็นไปได้มากว่าอดีตฮ่องเต้จะทรงพบเบาะแสบางอย่าง“ดังนั้นหม่อมฉันจึงสงสัยว่าตระกูลมู่หรงอาจจะเกี่ยวข้องกับคดีมนุษย์โอสถ แน่นอนว่านี่เป็นเพียงการคาดเดาของหม่อมฉันเท่านั้น ไม่มีหลักฐานใดทั้งสิ้น”นางคิดว่าจำเป็นต้องสืบเรื่องตระกูลมู่หรงต่อไปเซียวอวี้ยังมีอารมณ์หยอกล้อนาง“เช่นนั้นก็เป็นการปรักปรำงั้นรึ?”ล้อเล่นก็ส่วนล้อเล่น ทว่าในใจของเขามีคำตอบแล้วคำสั่งเสียในตอนนั้นของอดีตฮ่องเต้ เห็นได้ชัดว่าตระกูลมู่หรงมีปัญหาทว่าที่ผ่านมาเหล่าองครักษ์ส
เฟิ่งจิ่วเหยียนเอาแผนที่ที่ได้วาดไว้ก่อนหน้านี้ออกมา ชี้ให้เซียวอวี้ดู “ใช้เมืองหลวงเป็นที่ทำการหลัก สั่งการไปยังทั้งสี่ทิศ นี่คือเส้นทางการสั่งการของกลุ่มค้ามนุษย์โอสถ “ตามแบบแผนการดำเนินการของพวกเขา ตอนนี้ถูกราชสำนักและกลุ่มชาวยุทธ์บีบคั้นจนหมดหนทาง พวกเขาต้องตัดทุกช่องทางการติดต่อ เพื่อปกป้องที่ทำการหลัก “ดังนั้น สิ่งแรกที่พวกเขาต้องทำคือ กำจัดพวกพ้องของตนเอง “ภายในกลุ่มค้ามนุษย์โอสถในตอนนี้ คงเต็มไปด้วยความวุ่นวาย ง่ายต่อการเกิดความโกลาหลกันเอง” เซียวอวี้รับคำจากนาง “หมายความว่า พวกเราสามารถใช้โอกาสนี้ เริ่มบุกโจมตีจากสาขาของพวกมัน” เฟิ่งจิ่วเหยียนผงกศีรษะเห็นด้วย นางชี้ไปยังหลายจุด ที่ปรากฏบนแผนที่ “เหล่านี้คือแหล่งที่พวกเราค้นพบว่ามีการทำการของกลุ่มมนุษย์โอสถ “ส่วนใหญ่ตั้งอยู่ในพื้นที่รกร้าง เช่นในถ้ำหมู่บ้านจู๋ซาน “ฝ่าบาทยังจำได้หรือไม่ ปีนั้นพวกเราเคยพบมนุษย์โอสถ ที่ข้างใต้วัดในเมืองหลวง” เซียวอวี้จำได้แน่นอนอยู่แล้วครั้งนั้นนางถูกกลุ่มมนุษย์โอสถทำร้าย เขาเป็นคนช่วยชีวิตนาง แบกนางออกมาจากข้างในนั้น สายตาเฟิ่งจิ่วเหยียนเยือกเย็น “ตอนนี้
เฟิ่งจิ่วเหยียนขมวดคิ้วอย่างสงสัย “เมืองหลวงก็มีหญ้าบัวแดงหรือ?” เซียวอวี้พูดอย่างจริงจัง“ตอนนี้ยังไม่ทราบอย่างแน่ชัด ว่าผู้ใดปลูกหญ้าบัวแดงในเขตชานเมืองตะวันตก และมีมากน้อยเพียงใด เราได้สั่งให้คนไปตรวจสอบแล้ว คงจะทราบผลในไม่ช้า” เฟิ่งจิ่วเหยียนพยักศีรษะ พร้อมนั่งครุ่นคิด เซียวอวี้ยื่นมือไปตักกับข้าวใส่ชามของนาง “ทานข้าวก่อน ดูเจ้าสิ ผอมหมดแล้ว ตอนนี้เจ้ากำลังตั้งครรภ์ ต้องทานให้มากขึ้น” เฟิ่งจิ่วเหยียนยังคงคิดอยู่อย่างเหม่อลอย “ยังไม่มีข่าวของเลี่ยอู๋ซินใช่หรือไม่เพคะ?” นางถาม เซียวอวี้ส่ายหน้าอย่างหนักใจ เกรงว่านางจะกงวลเกินไป เขาจึงพูดถึงเรื่องอื่นหลังจากพาเซียวจั๋วกลับเมืองหลวง เขาได้สั่งให้หมอหลวงรักษาแล้ว แต่บาดแผลเกิดที่ดวงตาทั้งคู่ของเซียวจั๋ว ไม่สามารถรักษาให้หายได้ง่าย ๆ ตอนนี้เขาไม่ต่างอะไรกับคนตาบอด การใช้ชีวิตตามลำพังไม่ใช่เรื่องง่ายจัดสาวใช้ให้เขา เขาก็ปฏิเสธ เฟิ่งจิ่วเหยียนถามด้วยสีหน้าสงบ “ตอนนี้ท่านได้จัดการให้เขาอยู่ที่ใด?” “เราได้หาบ้านหลังหนึ่ง ให้เขาอยู่ชั่วคราว และคอยปกป้องอยู่อย่างลับ ๆ ” เซียวอวี้เล่าเรื่องนี้ให้นางฟัง ไม่ใ
หนิงเฟยดูเหมือนไม่รู้ตัวว่า ตนเองได้พูดสิ่งใดที่รุนแรงถึงเพียงนั้นนางมองเสียนเฟยอย่างยิ้มแย้ม“ในฐานะที่เป็นพี่น้องกัน ข้าอยากมาเตือนท่าน แทนที่จะถูกผู้อื่นฟ้องร้อง สู้สารภาพต่อฝ่าบาทก่อนจะดีกว่า“หากบริสุทธิ์ใจ ย่อมไม่ต้องหวาดกลัว“หญ้าบัวแดงไม่มีความผิด ผู้ที่เอามาทำเป็นยาพิษต่างหากที่ผิด“พี่สาวเป็นคนใจดีขนาดนี้ ต้องไม่มีเกี่ยวข้องกับกลุ่มค้ามนุษย์โอสถอย่างแน่นอน ใช่หรือไม่?”รอยยิ้มของหนิงเฟย ทำให้เสียนเฟยรู้สึกแสบตาสีหน้าเสียนเฟยซีดเผือด“น้องหนิงเฟย ข้าเข้าใจว่าเจ้าอาจจะสงสัย นั่นเป็นเรื่องปกติ แต่ข้าขอสาบานว่า ยาที่ข้าดื่มนั้น ไม่เกี่ยวข้องกับคดีมนุษย์โอสถแม้แต่น้อย”หนิงเฟยไม่ตอบ “ข้าเชื่อพี่สาวหรือไม่นั้น ไม่สำคัญ ที่สำคัญคือฝ่าบาทจะคิดอย่างไร”เสียนเฟยเก็บอารมณ์ พูดด้วยเสียงหนักแน่น“น้องสาวพูดถูก”“เอาล่ะ ที่ควรพูดก็พูดแล้ว ข้าจะไปตำหนักฉือหนิงไปสวดมนต์เป็นเพื่อนไทเฮา พี่สาว ไม่ต้องส่งนะ”หลังจากหนิงเฟยไปแล้ว สาวใช้ของเสียนเฟย ตงเซี่ยรู้สึกกังวลอย่างมาก“พระนาง เสียนเฟยพูดมีเหตุผล ฝ่าบาทกำลังสอบสวนคดมนุษย์โอสถอย่างเข้มงวด การใช้หญ้าบัวแดงเป็นเรื่องใหญ่หลวงมาก
เมื่อปีก่อน เฟิ่งจิ่วเหยียนไปเก็บดอกจื่อซวี่ แล้วประสบเหตุบนภูเขาหิมะเทียนฉือ ก็มีหมอเทวดาเหยียนที่ช่วยชีวิตนางไว้ภายหลังด้วยเหตุบังเอิญ ทำให้ทั้งสองคนได้พบกันอีกครั้ง ณ เวลานั้น หมอเทวดาเหยียนก็กำลังสืบค้นหาวิธีถอนพิษมนุษย์โอสถนางจึงตัดสินใจพาคนกลับมายังเมืองหลวงก่อนหน้านั้นหมอเทวดาเหยียนก็ได้คิดค้นยาถอนพิษขึ้นมาได้แล้ว แต่เมื่อใช้กับผู้ที่ถูกพิษ กลับไม่ได้ผลลัพธ์ที่ชัดเจนตอนนี้ยาถอนพิษที่แท้จริงถูกคิดค้นขึ้นมาได้แล้ว ถือเป็นข่าวดีอย่างมาก!“ตามที่หมอเทวดาเหยียนบอก โชคดีที่มีหญ้าบัวแดง ช่วยให้เขาคิดออกถึงปมสำคัญต่าง ๆ จึงสามารถคิดค้นยาถอนพิษได้สำเร็จ เขาได้ให้ผู้ถูกพิษทานยาแล้ว และพิษก็ถูกขจัดออกไปจนหมดสิ้น รวมถึงมารดาของจางฉวนด้วย”จางฉวนเป็นเด็กชายคนหนึ่ง ตอนนั้นหลายแคว้นร่วมมือกันโจมตีแคว้นหนานฉี เฟิ่งจิ่วเหยียนได้ให้โอกาสพิเศษพาเขาไปด้วย ให้ทำหน้าที่ด่าทอข้าศึกมารดาของเขา ก็เพราะถูกพิษมนุษย์โอสถ ทำให้กลายเป็นคนที่ยังมีชีวิตแต่ไร้สติมาตลอดเมื่อมียาถอนพิษแล้ว ถือเป็นเรื่องดีอย่างไม่ต้องสงสัยทว่า สุขทุกข์มักเป็นสิ่งคู่กันเฟิ่งจิ่วเหยียนส่งสายตามองไป เซียวอวี้ก็เข้าใ
จักรพรรดิทรงนั่งบนราชบัลลังก์ กวาดมองเหล่าขุนนาง ด้วยสายตาเฉียบคม“เราไปจากเมืองหลวงแค่ไม่กี่เดือน พวกเจ้ากลับยิ่งอยู่ยิ่งละหลวม!” เหล่าขุนนางหวาดหวั่น ไม่กล้าสบตาความน่าเกรงขามของจักรพรรดิเซียวอวี้ถามด้วยน้ำเสียงเย็นชา“ราชสำนักมีคำสั่ง ให้ตรวจสอบคดีมนุษย์โอสถ ในทุกเมืองทุกพื้นที่“ตอนนี้ เราถามพวกเจ้า เกี่ยวกับคดีนี้ พวกเจ้ารู้เรื่องมากน้อยเพียงใด?”สีหน้าขุนนางส่วนใหญ่ตกตะลึง ต่างมองหน้ากันไปมา เรื่องสืบคดี ไม่ใช่หน้าที่ของขุนนางแต่ละพื้นที่หรือ?พวกเขาต่างควรทำหน้าที่ของตนเองไม่ใช่หรือ?แต่ก็มีขุนนางส่วนน้อยไม่กี่คน คำตอบของพวกเขาเป็นที่น่าพอใจพอสมควร“ฝ่าบาท ตามที่ข้าน้อยทราบ คดีมนุษย์โอสถนั้นเกี่ยวข้องกับพิษมนุษย์โอสถ พิษนี้ทำให้คนไร้สติ ไม่กลัวความเจ็บปวด ปีนั้นพรรคเทียนหลงก่อกบฏ ก็เคยมีกองทัพมนุษย์โอสถจำนวนหนึ่งปรากฏตัว การสืบสวนเรื่องนี้ต้องทำอย่างเข้มงวดพ่ะย่ะค่ะ!”“ฝ่าบาท ข้าน้อยได้ยินมาว่า แคว้นตงซานกำลังสร้างมนุษย์โอสถอยู่อย่างลับ ๆ ดูเหมือนกำลังพยายามขยายกองทัพมนุษย์โอสถ พิษมนุษย์โอสถนั้น อาจจะมาจากแคว้นตงซานพ่ะย่ะค่ะ!”เซียวอวี้มองเหล่าขุนนางที่ยังคงไม่รู้