พวงทิพย์เดินกลับเข้าโถงคฤหาสน์ด้วยอาการคอแข็งจัด เธอไม่สบอารมณ์กับเหตุการณ์เมื่อครู่ แม่คนที่คุณใหญ่เลือกมาดูจะหัวแข็งไม่น้อย เธอหวั่นว่าสิ่งที่คิดว่าจะควบคุมได้ง่าย มันอาจไม่ใช่เสียแล้ว
“เป็นอะไรคุณทิพย์ ฉันเรียกไม่ได้ยินหรือ” เสียงห้าวทุ้มดังจากคนร่างสูงตรงในชุดเสื้อเชิ้ตสีน้ำเงินเข้มกับกางเกงสแล็กสีดำทำให้เจ้าตัวยิ่งดูแข็งแกร่งเคร่งขรึมขึ้นไปอีก พี่เลี้ยงเก่าแก่ที่พ่วงตำแหน่งแม่บ้านใหญ่ถึงกับสะดุ้ง ดูน่าตลกในสายตาคนมอง หากใบหน้าหล่อเหลาคมเข้มด้วยการผสมอย่างลงตัวของเลือดตะวันตกและตะวันออกนั้นแค่แย้มขบขันนิดเดียว ก่อนเลือนหาย กลายเป็นสีหน้าแห่งความเรียบเฉยเหมือนเดิม “เปล่าค่ะ ไม่มีอะไร คุณใหญ่บอกเรียกดิฉัน ต้องการอะไรหรือคะ” “ไม่มีหรอก แต่คุณทิพย์เดินหน้าเครียดเข้าบ้าน คิดว่าจะมีปัญหาแก้ไม่ตก ฉันจะได้ช่วย” เจ้าของคำพูดหยอกเล่นอย่างที่น้อยครั้งจะได้เห็นเดินนำไปทางระเบียงด้านข้างของคฤหาสน์ซึ่งดูเป็นสัดส่วนพอควร ทรุดกายนั่งบนเก้าอี้ตรงโต๊ะที่จัดไว้สำหรับรับประทานอาหาร “อุ๊ย! คุณใหญ่ไม่ต้องช่วยหรอกค่ะ ดิฉันจะไม่มีปัญหาอะไร ที่คิดๆ อยู่ก็เป็นเรื่องคุณใหญ่ทั้งนั้น” “คิดเรื่องของฉัน...บอกให้รู้ตัวหน่อยสิว่าตัวฉันมีปัญหาอะไร” รัชตะถามยิ้มๆ วินาทีแรกพวงทิพย์สังเกตเห็นว่านายหนุ่มอารมณ์ดี... ดีจนผิดปกติที่คงต่อล้อต่อเถียงอย่างไม่ยอมจบเรื่อง แต่ครั้งนี้เธอมีเรื่องสำคัญและน่าร้อนใจกว่า จึงปัดออกจากใจ “เมื่อกี้เด็กนั่นมาหาคุณใหญ่ค่ะ” บอกด้วยประโยคที่คาดหวังว่าจะเห็นปฏิกิริยาของคนร่างใหญ่ที่นั่งรอชุดอาหารเช้าพลางกางหนังสือพิมพ์อย่างพร้อมจะอ่าน...หากเขาแค่เลิกคิ้ว แล้วตั้งต้นไล่สายตาอ่านข่าวสารเหมือนไม่สะดุดกับสิ่งที่รับรู้ “คุณใหญ่ควรเรียกหมอมาตรวจร่างกายเธอ เตรียมความพร้อมได้แล้วนะคะ อย่าลืมว่าคุณใหญ่เหลือเวลาอีกแค่ปีกว่า ถ้าร่างกายผู้หญิงคนนั้นไม่พร้อมหรือมีปัญหา เราจะได้มีเวลาเปลี่ยนคนทัน คราวนี้จะได้เลือกเฟ้นคนที่มีคุณสมบัติดีพร้อมหน่อย” “ดูเหมือนคุณทิพย์จะอยากให้ฉันคัดผู้หญิงคนนั้นออกจริงๆ นั่นละ จำได้ว่าคุณทิพย์เป็นคนเดียวที่ค้านตั้งแต่ฉันบอกเรื่องนี้กับทุกคน” รัชตะถามเสียงเรียบ ไม่ส่ออารมณ์ใดๆ ก่อนจะดึงสายตาจากหน้าหนังสือพิมพ์มองคนที่ยืนอ้ำอึ้ง “ผู้หญิงคนนี้ไม่ดียังไง คุณทิพย์บอกให้ฉันรู้ตัวหน่อยสิ” “คุณใหญ่รู้ดีว่าได้เธอมายังไง เด็กไม่มีหัวนอนปลายเท้า ถูกเลี้ยงดูโดยลูกหนี้ที่ทำอะไรก็ล้มเหลวแถมขี้โกงสารพัดของคุณใหญ่ ทั้งเชื้อสายและการอบรม ไม่มีข้อไหนผ่าน ดิฉันไม่เข้าใจ ทำไมทั้งคุณเล็กและคุณใหญ่ถึงปักใจเลือกไว้ตั้งแต่สามปีก่อน ยังใจดีส่งเสียค่าเรียน ค่ากินให้อีก” ออกความเห็นยืดยาว แต่คราวนี้ไร้เสียงตอบจากนายหนุ่ม ทำให้คนหวังดีรู้สึกตัว รีบปิดปาก รัชตะใจดีกับลูกน้องและบริวารอยู่ก็จริง แต่ความถือตัวที่มาพร้อมสายเลือดสีน้ำเงินอันเข้มข้นทางฝ่ายพ่อก็เต็มเปี่ยมอยู่ในกาย คนที่ได้ชื่อว่าเป็นพี่เลี้ยง เลี้ยงดูมาแต่อ้อนแต่ออด รู้นิสัยอันนี้ดี และรู้อีกว่าจะไม่มีข้อยกเว้นสำหรับเธอเช่นกัน ส่วนคนที่ไม่เอะใจแม้กระทั่งว่านายรัชตะ ราชเกียรติกูร คนนี้เป็นใคร ถ้ากล้าอวดดี แข็งขืน ก็คงโดนดีไม่น้อย แล้วความคิดนั้นแล่นปราดไปถึงเจ้าของดวงหน้านวล... บางทีแค่เธออยู่เฉยๆ ปล่อยให้รัชตะเห็นตัวตนแม่คนนั้น อาจไม่เกินสามวันที่หล่อนจะโดนเฉดหัวกลับ แค่นี้เธอก็ไม่ต้องฝืนใจเลี้ยงนายน้อยๆ ที่ปะปนมากับสายเลือดคนชั้นต่ำ น่ารังเกียจพวกนั้นแล้ว!ร่างขาวผ่องกลมกลึงเดินกระแทกเท้ากลับบ้านหลังสีฟ้า ซึ่งอยู่ห่างจากคฤหาสน์ด้านหน้าพอสมควร ไกลพอที่จะเรียกจุดแดงขึ้นมาประดับบนพวงแก้มใสด้วยเลือดสาวถูกกระตุ้นจากการออกแรงเดิน อย่างที่คนมองหาอย่างหงุดหงิดเมื่อครู่ ต้องใจอ่อนลง
“ฉันเอามื้อเช้ามาให้ เมื่อกี้คุณไม่อยู่ในบ้าน” “ฉันออกไปเดินเล่น หมกตัวอยู่แต่ในบ้าน มันทำให้ฉันหดหู่ รู้สึกเบื่อ แล้วยังรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นสัตว์ถูกขังไว้ในกรง” ปิ่นลดาประชดแรง ก่อนเหลือบตามอง ‘ผู้คุมส่วนตัว’ คิดว่าจะได้เห็นเจ้าตัวแก้กลับหรือทำสีหน้าตกใจ แต่เปล่าเลย ทุกสิ่งที่แสดงออกมา ทั้งสีหน้าและแววตานั้นเรียบเฉย จนคนช่างประชดต้องเป็นฝ่ายหงุดหงิดขึ้นมาเอง “ว่าแต่เช้านี้มีอะไรกิน” “ซุปฟักทองกับขนมปังกรอบค่ะ” “ฝีมือของศจีเองหรือเปล่า” “ไม่ใช่ค่ะ คนครัวของบ้านราชเกียรติกูรทำมาให้” “บ้านราชเกียรติกูรนี่คือคฤหาสน์สีแดงอิฐ ใหญ่โต เงียบขรึมหลังนั้นใช่ไหม ตอนแรกคิดว่าเป็นวังของท่านชายที่ไหนปลอมตัวมาซะอีก แต่ไม่สิ ดูไปดูมา ฉันว่าเหมือนปราสาทของท่านเคานต์แดรกคิวล่ามากกว่า” คราวนี้คนหน้านิ่งถึงกับเบิกตาโต สีหน้าตกใจจริงจัง จนคนที่จะผ่านเข้าบ้าน จัดการกับอาหารเช้าเพราะเริ่มหิว ถึงกับชะงักเท้ามอง เอียงคอถาม “มีอะไรศจี ทำไมถึงทำหน้าอย่างนั้น” “ไม่ค่ะ ไม่มี” “ไม่เชื่อ! ก็ฉันเห็นอยู่ว่ามี” คนดื้อรั้นโต้ เธอมั่นใจว่าต้องมีสิ่งผิดปกติ เห็นๆ อยู่ว่าศจีถึงกับหน้าซีด ดวงตาเลิ่กลั่ก “บอกมา ศจีตกใจอะไร ที่ฉันพูดเมื่อกี้ใช่ไหม ตรงไหนที่ไปสะกิดต่อมของศจีเข้าล่ะ”“ไม่...ไม่มี ฉันกลับละ”“งั้นเชิญ กลับไปเลย ไม่ต้องมาอีกยิ่งดี ฉันเบื่อหน้าคนขี้ขลาด ไม่มีหัวใจอย่างศจีเต็มทีแล้ว” คนไล่สะบัดหน้าพรืดเข้าบ้าน ท้ายเสียงเครืออย่างระงับไม่อยู่สองเท้าพาร่างบางเข้าห้องนอน แทนที่จะตรงไปยังห้องครัว เพราะความหิวมันหายไปหมดแล้ว กระแทกกายนั่งบนเตียง แล้วพ่นถ้อยคำระบายอารมณ์“เหมือนกันทั้งเจ้านายลูกน้อง ลึกลับ ทึมทื่อ เป็นผีดิบกันทั้งบ้าน ถามอะไรไม่รู้เรื่องสักคน”ใกล้ค่ำ รัชตะกลับมาถึงคฤหาสน์ราชเกียรติกูร บ้านที่สร้างไว้เพื่อระลึกถึงมารดาชาวแคนาดาที่จากโลกนี้ไปเมื่อห้าปีก่อน เขามีความทรงจำดีๆ กับมารดา แถมด้วยญาติสนิททางนั้น และยิ่งมากขึ้นเป็นทวีเมื่อเทียบกับญาติทางฝั่งบิดา บิดาถือกำเนิดในราชสกุลชั้นสูงของเมืองไทย แต่ถูกขับไล่ทั้งครอบครัวเพราะเลือกแต่งงานกับมารดาที่เป็นชาวต่างชาติ แทนที่จะเป็นคนสายสกุลใกล้ชิดกันที่ถูกวางตัวไว้เพื่อจะหนุนงานด้านการทูต มันคือความผิดที่รัชตะไม่ต้องการรับรู้ ไม่อยากเข้าไปยุ่ง อีกทั้งยิ่งหาข้อมูลหลายด้านก็ทำให้มั่นใจว่าอยู่ห่างกันไว้เป็นดีที่สุด เพราะไม่มีทางเลยที่เขาหรือคนอื่นจะรับรู้ถึงความจริงจากเหตุการณ์ซับซ้อนพวกนั้น แม้ ‘พ่
คนร่างอรชรนอนคว่ำหน้า สายตาไล่ตามตัวหนังสือที่เธออ่านซ้ำ เป็นรอบที่สาม จนเกินชั่วโมงจึงพลิกกายหงาย แล้วทอดถอนใจอย่างเบื่อหน่าย“เบื่อจนเครียด ใกล้จะบ้าแล้วนะ รับรองเถอะ ฉันบ้าเมื่อไหร่ ลุงได้สังเวยความบ้าของฉันเป็นคนแรกแน่ ลุงคุณใหญ่แห่งบ้านผีดิบ!”ท้ายเสียงกระแทกขุ่นมัว นึกภาพชายชราผมขาวโพลนทั้งหัว หากเรือนกายยังกำยำล่ำสัน มีรัศมีสีเทาแผ่ออกมา...และเมื่อภาพนั้นชัดขึ้นปิ่นลดากลับนึกขันปนสมเพช“คงมีเมียเด็กซุกไว้ในคฤหาสน์ พอมีลูก เลยต้องซุกต่อ จะจ้างพี่เลี้ยงยังต้องทำลับๆ ล่อๆ แก่แล้วไม่เจียมตัว ทำเราเดือดร้อนไปด้วย” หล่อนว่าใส่อารมณ์ พยายามสูดลมหายใจลึก บรรเทาอารมณ์เดือดพล่าน แต่เมื่อไม่เป็นผลจึงต่อว่าฝากฟ้าลม “ถ้าลุงอยู่ส่วนลุง ฉันก็ไม่สนใจหรอก ชีวิตใครชีวิตมัน แต่ตอนนี้ฉันอยากฉีกอกลุง ตัณหาหน้ามืดของลุงทำฉันเดือดร้อน ลุงกำลังคุกคามชีวิตอันสงบสุขของฉันอยู่ เข้าใจไหม”เจ้าหล่อนทุบกำปั้นลงกับที่นอน พ่นลมหายใจฟืดฟาดอย่างเคืองแค้น การถูกกักขังให้อยู่ในบ้านหลังเล็ก โดยมีคนคุมคอยส่งอาหารเช้าเที่ยงเย็น จะติดต่อใครก็ไม่ได้ การจะออกไปเปิดหูเปิดตาข้างนอก เป็นอันไม่ต้องคิดฝันถึงขนาดนี้ ใครจะ
คนร่างสูงใหญ่ที่ยืนนิ่งบนระเบียงขบกรามแน่น สายตาคมกริบจ้องไปยังหญิงสาวอย่างประเมินและครุ่นคิด ขณะที่นายปั้นกับนายแสงถึงกับตัวสั่น กล้าๆ กลัวๆ ที่จะห้ามเธอ “กลับไปได้แล้ว แล้วคืนนี้ไม่ต้องมาอีก” เสียงดุกร้าวดังแทรกความเงียบ ปิ่นลดาทำท่าจะค้าน แต่พอเห็นว่าสองคนข้างหลังขยับตัว พากันเดินออกไปอย่างรวดเร็ว เธอเลยถึงบางอ้อคิดว่าจะถูกไล่ซ้ำไล่ซ้อนซะอีก เฮ้อ!เมื่อสองคนนั้นหายไปแล้ว ปิ่นลดาจึงหันมายังชายคนที่หมายตาว่าจะทำให้เธอพบกับตาเฒ่าตัณหากลับที่ทำให้เธออยู่ในสภาพนี้ให้ได้ แต่พอเห็นว่าร่างนั้นกำลังก้าวลงจากบันไดที่ทอดเลื้อย เธอก็ขยับตัว บอกตัวเองไม่ได้ว่าควรดีใจหรือวิ่งหนีกันแน่ร่างใหญ่ทะมึนหากเคลื่อนไหวคล่องแคล่ว ดูประเปรียว ทำให้เธอรู้สึกไม่ต่างกับการเผชิญกับเสือดำ!“ฉัน...ฉันไม่อยากคุยกับคุณ แต่อยากให้เรียกคุณใหญ่มาคุยกับฉัน” ปิ่นลดายอมเสียฟอร์ม เมื่อสัมผัสถึงรังสีอันตรายจากผู้ชายคนนี้ ผู้ชายที่ไม่อาจมองเห็นใบหน้า แต่คะเนจากขนาดร่างกายและความคล่องตัวของเขา หล่อนฉลาดพอที่จะไม่ต่อกร“มีอะไรบอกกับฉันได้”“ไม่ได้หรอก ฉันมีเรื่องสำคัญ คนนอกไม่เกี่ยว”“อ๋อ เรื่องระหว่างเธอกับเขา เรื่องลั
โรงแรมใหญ่ที่สุดในเชียงราชซึ่งเป็นพื้นที่ประตูการค้าเปิดใหม่ สามารถเชื่อมกับประเทศเพื่อนบ้านและเป็นเส้นทางขนส่งสินค้าที่สำคัญ ส่งผลให้กลายเป็นพื้นที่เศรษฐกิจใหม่ที่นักธุรกิจทั้งในและต่างประเทศต่างจับตามอง เข้ามาแสวงหาโอกาส จนสร้างความร่ำรวยและยิ่งใหญ่ให้กับหลายราย ไม่ต่างกับเจ้าของโรงแรมหนุ่มเลือดผสมที่เดินเข้ามาในโถงล็อบบีอย่างสง่าและมั่นคง รัชตะ ราชเกียรติกูรกลับมาเมืองไทยเมื่อเจ็ดปีก่อน ในตอนนั้นเขาเป็นคนหนุ่มเลือดร้อนวัยเบญจเพส ความใจถึง กล้าได้กล้าเสีย รวมถึงเงินทุนมหาศาลที่ได้จากแม่ชาวแคนาดาที่เสียชีวิตลงด้วยอุบัติเหตุเรือสำราญล่มพร้อมกับพ่อชาวไทย จึงส่งผลให้แค่ไม่กี่ปี ชื่อของเขาก็ผงาดขึ้นเป็นนักธุรกิจชั้นแนวหน้าที่ใครๆ ก็อยากเข้าถึงแต่ดูว่าสิ่งที่หลายคนต้องการไม่ได้เกิดขึ้นง่ายๆ รัชตะเก็บเนื้อเก็บตัวยามอยู่เมืองไทย แต่ถ้ามีเวลาว่างพอ สิ่งแรกที่มักทำคือเดินทางท่องเที่ยว ซึ่งถือเป็นการพักผ่อนในตัวด้วยเครื่องบินส่วนตัว โดยจุดหมายปลายทางอยู่ที่ประเทศแคนาดา บ้านเกิดและสถานที่ที่เขาเติบโตมา แม้ว่าตอนนี้จะไม่เหลือทั้งพ่อและแม่อยู่แล้วก็ตาม แต่ที่แห่งนั้นก็ยังเป็นบ้านที่อบอุ่นสำหรั
รัชตะหงุดหงิดทั้งวันเมื่อต้องทำงานอยู่ในโรงแรม ช่วงบ่ายเขามีนัดกับนักธุรกิจจีนที่จะมาคุยรายละเอียดในกิจการประกอบรถยนต์ซึ่งเป็นการร่วมทุนระหว่างเขาและผู้ร่วมหุ้นอีกสองคนถ้าจะเลื่อนนัด รัชตะสามารถทำได้ เพราะความที่ค่อนข้างสนิทสนมและยังรู้ว่านักธุรกิจคนนี้จะพักอยู่ในโรงแรมอีกสามวันกับครอบครัว แต่เขาไม่ต้องการทำ ไม่อยากทำในสิ่งที่ตอกย้ำว่าปิ่นลดามาอยู่เหนือความคิดเขาไปแล้ว“คุณดูใจลอย” คำพูดดังแว่วของมิสเตอร์จางทำให้รัชตะรู้สึกตัว เขายังสามารถควบคุมตัวเองไม่ให้สะดุ้งจนขายหน้า ชายหนุ่มมองชายร่างใหญ่หากจะเทียบกับเชื้อชาติพันธุ์ของเขา แล้วตีหน้าจริงจัง หลังจากเรียกสติคืน“คุณพร้อมดูโรงงานเมื่อไหร่ บอกผมล่วงหน้าสักวัน แล้วจะจัดการให้”“ผมต้องดูแน่ แต่เพื่อศึกษานะ ไม่ใช่ตรวจสอบเพราะไม่วางใจ ผมรู้รายละเอียดคนที่คุณดึงมาร่วมงานในฝ่ายการผลิตแล้ว ยังทึ่งว่าคุณทำได้อย่างไร รู้ทั้งรู้ว่าพวกมีฝีมือ องค์กรเดิมดึงตัวไว้เหนียวหนึบ แกะไม่หลุดเชียว”“แค่เรารู้ว่าเขาต้องการอะไร ก็ไม่มีอะไรที่เป็นไปไม่ได้แล้วครับ”รัชตะตอบอย่างมีเชิง มิสเตอร์จางหัวเราะเสียงดังอย่างชอบใจ เขาพอใจที่ได้ร่วมธุรกิจกับสิงห์หนุ่
แต่ที่ไหนได้...สิ่งที่เธอวาดหวังไว้ ไม่ได้เกิดขึ้นเลย“เราถูกหลอก” เธอให้คำตอบกับตัวเอง แต่ถ้าถามต่อว่าคนทำมีเหตุจูงใจอะไร เธอก็มืดแปดด้าน“เราตัวคนเดียว ทรัพย์สินก็ไม่มี จะว่าเก็บเราไว้ต่อรองกับพ่อแม่ก็ไม่ใช่” พูดถึงตอนนี้ขอบตาเธอร้อนผ่าว แม้ได้รับการดูแลอย่างดี แต่ปิ่นลดาก็รู้ว่าไม่อาจเทียบลูกสาวในไส้อย่างคุณแหวว แต่ความน้อยใจก็คลายลงเมื่อรับรู้ถึงความไม่พร้อมของครอบครัว ปิ่นลดารู้ความจริงในบ้าน มากกว่าที่คุณแหววจะรู้พ่อแม่มีหนี้สินตั้งมากมาย หนี้ที่เกิดจากความผิดพลาดในการลงทุนและส่งคุณแหววเรียนเมืองนอก แถมยังต้องส่งเธอเรียนจนจบมหาวิทยาลัยอีกแล้วจะมีเหตุอะไรให้เจ้าของบ้านหลอกเธอมากักตัวด้วยล่ะ!หญิงสาวส่ายหน้า เมื่อทุกอย่างวนกลับมาที่เดิม สิ่งที่เกิดกับเธอเหมือนมีคนคอยชักใยอยู่เบื้องหลัง ปิ่นลดารู้สึกว่าตนถูกปั่นหัวจากใครสักคน และมั่นใจว่าหนึ่งในนั้นต้องมีคนร่างสูงใหญ่ในสูทสีดำเมื่อครู่รวมอยู่ด้วยเธอไม่ได้ใส่ร้ายใคร หากความมั่นใจเกิดขึ้นหลังจากทบทวนเหตุการณ์เมื่อคืน รวมถึงสีหน้าและแววตาของเขา อีกทั้งท่าทางของหญิงสาวสวยสะดุดตาที่เกาะติดเขา“ผู้ชายคนนั้นเกี่ยวข้องยังไงกับคุณใหญ่”
“ตอนนี้ยังนึกไม่ออก เพราะกลิ่นกับข้าวของศจีมันตีขึ้นจมูกจนน้ำลายสอแล้ว”“งั้นคุณกินตามสบายนะ กินเสร็จวางไว้ ฉันจะมาจัดการพรุ่งนี้เช้า” คนหน้านิ่งบอก ดวงตามีความเห็นใจและปรารถนาดีจนปิ่นลดาสัมผัสได้ แต่พอเดินมาถึงประตูห้องครัว เจ้าตัวกลับหยุดลง แล้วหันกลับไปหาคนนั่งมอง ถือช้อนในมือค้างตรงโต๊ะอาหาร“อยู่ให้สบายใจ อย่าพยายามคิดทำอะไร โดยเฉพาะเรื่องขัดใจคุณใหญ่”“ศจีรู้อะไรบ้าง บอกฉันหน่อย ขอร้องล่ะ ฉันจะอกแตกตายอยู่แล้ว รับรองจะทำตัวดีๆ ไม่ทำให้เดือดร้อนถึงศจี”“ที่เตือนคุณ ฉันไม่ได้กลัวว่าตัวเองเดือดร้อน คุณใหญ่ใจดีกับคนในบ้าน เธอมีเหตุผลและใจกว้างพอ”“แต่ไม่ใช่กับฉันใช่ไหม ฉันเป็นคนนอกที่ถูกหลอกให้มาติดอยู่ในนี้ โดยมีศจีเป็นผู้คุม” ปิ่นลดาวางช้อนลงจาน แล้วต่อว่าเสียงขึ้นจมูก “ฉันพูดถูกสินะ ศจีถึงไม่เถียงสักคำ”“ฉันบอกคุณได้แค่ว่าคุณใหญ่ใจดีกับพวกเราทุกคน ถ้าคุณทำตัวดีๆ เธอก็ไม่มีเหตุผลที่จะร้ายกับคุณ”“พูดเหมือนคุณใหญ่เป็นคนเอาแต่ใจที่หนึ่ง คนแก่อารมณ์ฉุนเฉียว ลูกหลานจะเข้าหน้าติดหรือ ฉันเห็นผู้ชายตัวโตๆ ตาสีน้ำตาลก็ดูเอาแต่ใจไม่น้อยเหมือนกัน พวกเขาอยู่ด้วยกันได้ยังไง” “คุณว่าอะไรนะ”
ใกล้ค่ำอากาศเย็น แต่ปิ่นลดาไม่อนาทรกับมัน หล่อนลากกระเป๋าเดินทางที่เพิ่งรู้สึกว่าช่างหนักเอาการไปตามพงหญ้า เลียบกำแพงคอนกรีตสูงท่วมหัวเป็นสองเท่าออกห่างจากบ้านสีฟ้าไปเรื่อยๆ กำแพงเป็นแนวยาวที่หล่อนก็ไม่รู้ว่าไปจบตรงจุดไหน หรือทางข้างหน้าจะเป็นอย่างไร แต่ขอให้ออกไปจากที่แห่งนี้ได้เป็นพอ หล่อนพยายามไม่คิดไปทางเลวร้ายเพราะจะบั่นทอนกำลังใจตัวเอง ทั้งที่งูเงี้ยวเขี้ยวขอ ตลอดจนสิงสาราสัตว์ตัวใหญ่ผ่านแวบไปแวบมาในสมอง แต่รีบปัดมันออก ระยะทางคงหลายร้อยเมตรที่หญิงสาวต้องออกแรงลากกระเป๋าใบโต มันเหนื่อยจนเธอต้องหยุดพัก มองรอบตัวสัมผัสแต่ความเงียบนิ่ง คงยังไม่มีใครรู้ว่าเธอหลบออกมา ปิ่นลดานั่งบนกระเป๋า พักเหนื่อย แล้วเมื่อเขม้นมองข้างหน้าเห็นเหมือนทางโล่ง ไร้ขอบกำแพงกั้น เรียวปากสวยแย้มกว้าง อุทานอย่างมีความหวัง “กำแพง กำแพงสุดแค่นี้เอง โอย รอดตายแล้วเรา” อารามดีใจทำให้หลงลืมความเหนื่อย หญิงสาวออกแรงฮึดอีกครั้งเพื่อลากกระเป๋าอันเป็นสมบัติชิ้นเดียวติดตัวไปด้วย ด้วยระยะทางไม่ถึงร้อยเมตรกับความมืดครึ้มและเส้นทางที่ปูด้วยต้นหญ้าสูงแค่เข่าทำให้ปิ่นลดาแทบขาดใจกว่าจะฝ่าไปถึง ด้านล่างขอบกำแพง เป็
“อืม แต่ฉันหิวกว่า ขอกินเธอก่อน”“ไม่ค่ะ คุณใหญ่”“น่า ไม่นาน”เขารุกเร้าเอาแต่ใจ ร่างหนาใหญ่เคลื่อนมาทาบทับ นิ้วแกร่งเคลื่อนสู่ใจกลางกายเธอ ปิ่นลดาบีบต้นขาอวบแน่น หากมืออีกข้างของเขายันไว้ ก่อนผลักหน้าขาเธอเปิดออก เร่งเร้าด้วยเรียวนิ้วจนเธอพร้อมรองรับ จากนั้นจึงส่งแก่นกายใหญ่ที่ขยายเหยียดยาวกดแทรกลงไปอย่างแม่นยำและมาดหมาย“อ๊า คุณใหญ่”มือหนาหยาบระคายกอบกำอกอวบ บีบเคล้นเร้าอารมณ์ประสานกัน จนหญิงสาวต้องเปล่งเสียงครางระงมอย่างไม่อาจกลั้น ยกบั้นท้ายงามงอนขึ้นรองรับเขาอย่างถนัดถนี่โดยไม่รู้ตัวรัชตะโจนจ้วงไม่ยั้งตัวเองอีก แรงกระแทกส่งผลให้ร่างน้อยสั่นสะเทือน สายตาคมจับจ้องทรวงอกงามที่กำลังกระเพื่อมไหว โน้มตัวลง ครอบครองเม็ดทับทิมสีสดที่ชูชันท้าทายด้วยเรียวปากหยัก ดูดดึงไว้ในอุ้งปาก ส่งเรียวลิ้นสากระคายดันดุนลากไล้วนทั่ว ประสานกับสะโพกแกร่งที่เคลื่อนไหวกระแทกหนักหน่วง จนร่างสาวสะท้านเยือกปิ่นลดาหวีดร้องเมื่อความซ่านเสียวจุดประทุ แตกซ่านออกมาทั่วทุกอณูเนื้อ ร่างน้อยบีบรัดแน่น กระตุกเกร็งเมื่อสายรุ้ง
มือแข็งแรงบีบเคล้นบั้นท้ายงามงอน ไม่ใส่ใจคนใต้ร่างที่นอนคว่ำหน้าซึ่งกำลังดิ้นรนหนี โดยไม่รู้หรอกว่าสิ่งที่ทำได้สร้างความสำราญให้คนกุมเกมสักแค่ไหน ดวงตาคมหรี่มองภาพสวยงาม มือหนากอบกำท่อนเนื้อขนาดเขื่องของตัวเอง สอดลำแขนใต้สะโพกผายตึง ดึงจนบั้นท้ายลอยเด่น แล้วผลักดันแก่นกายเข้าสู่ช่องทางสวรรค์อย่างแม่นยำปิ่นลดาสะดุ้งเมื่อความใหญ่โตดุนดันเข้ามา ส่งเสียงร้องเมื่อรู้สึกถึงแรงชำแรกเข้าสู่ช่องทางที่ยังบอบช้ำ เธอครวญสะอื้น สองมือบางที่ยันค้ำกับที่นอนสั่นระริก เข่ามนที่สัมผัสพื้นเตียงนอนนั้นอ่อนแรงจนพานจะพับลงมากองเสียให้ได้ หากไม่มีแรงมหาศาลรั้งเธออยู่หญิงสาวนิ่วหน้า รอรับความเจ็บปวดปานร่างถูกฉีกเป็นเสี่ยงๆ อย่างคืนนั้นที่ยังจำไม่ลืมหากผ่านไปหลายวินาที เธอถึงรู้ว่าสิ่งที่กลัวฝังใจกลับไม่เกิดขึ้น“คุณใหญ่”เสียงหวานเรียกแผ่วเบา ก่อนเจ้าหล่อนจะปล่อยเสียงครางจากลำคอระหง เมื่อท่อนเหล็กกล้าค่อยๆ ไหลชำแรกสู่กายบางอย่างมั่นคง นุ่มนวลทว่าหนักหน่วงและแข็งแกร่ง เติมเต็มจนอัดแน่นรัชตะหอบหายใจ จับสะโพกผายตึงไว้แน่น ผลักดันเข้าไปในตัวเธออีก
ร่างในอ้อมกอดเริ่มขยับ คนที่นอนซ้อนหลังเฝ้าจับมองปฏิกิริยาของหล่อนอย่างไม่คลาดสายตา แสงนวลที่ส่องจากหัวเตียงทำให้เขาเห็นทุกท่าทาง อารมณ์ที่แสดงผ่านสีหน้าและลูกแก้วกลมใสภายใต้แผงขนตายาวที่กระพือถี่ ก่อนเจ้าหล่อนจะตื่นเต็มตาเมื่อรับรู้ว่าคนบุกรุกเข้ามายามเธอหลับใหล หญิงสาวก็รีบหันมองแววตาตื่นตระหนกอย่างที่เขาคาดไว้ไม่ผิด“คุณ”“เป็นไง หลับนานเชียว ฉันรอเธอตื่นนานแล้วนะ รับผิดชอบด้วยที่ทำให้ฉันเสียเวลา”“คุณเข้ามาได้ยังไง”“เธอนี่ถามตลกจริง นี่บ้านของฉัน ฉันจะเข้ามาหาผู้หญิงของฉัน ทำไมจะไม่ได้ล่ะ”“ฉันไม่ใช่ผู้หญิงของคุณ”“อ๋อ แค่คืนเดียวแต่ซ้ำหลายครั้ง ไม่ทำให้เธอจำใช่ไหม งั้นฉันจะประทับรอยบนร่างกายเธอบ่อยๆ เธอจะได้จำติดตรึง แบบลืมไม่ลง”เสียงห้าวพร่าดังพร้อมกับแววตาคมกริบที่ทอประกายหื่นกระหายบ่งบอกความต้องการอย่างโจ่งแจ้ง ทำให้คนร่างเล็กรีบขยับตัว ทำท่าจะผละออก แต่เธอไม่อาจทำได้สำเร็จรัชตะรั้งร่างนุ่มนิ่มเข้าสู่อ้อมกอดแน่นขึ้น พลิกกายหนาทาบทับทันทีและเป็นไปอย่า
ร่างสูงใหญ่ในชุดเสื้อคลุมอาบน้ำตัวเดียวก้าวพ้นประตูห้องน้ำ หยาดน้ำเกาะพราวพร่างทั่วแผงอกกำยำ มือหนายกผ้าขนหนูขึ้นมาขยี้เรือนผมซับหยาดน้ำจนแห้งหมาดด้วยท่าทีผ่อนคลายกว่าเดิม แต่แล้วก็ปาผ้าขนหนูสุดแรงลงกับพื้นพรมเมื่อความว่างเปล่าเข้ามาเกาะจับหัวใจกะทันหันปัญหาและภาระหน้าที่ที่บางครั้งทำให้เกิดคำถามขึ้นในหัว โดยเฉพาะในระยะหลังมีถี่ขึ้นว่าแท้จริงเขาจะทำเพื่อใคร...เพื่อรัชภาคย์ น้องชายคนเดียวอย่างนั้นหรือรัชตะหลับตา แล้วหัวเราะหยันเขาคงไม่โบ้ยให้รัชภาคย์ต้องรับมันแน่…และเชื่อว่าฝ่ายนั้นก็ไม่เต็มใจรับเหมือนกันพลันใบหน้ากระจ่างใสของใครบางคนผุดขึ้นมาแทน คราวนี้ชายหนุ่มต้องหัวเราะอีกครั้ง แต่เป็นการนึกขำตัวเองมากกว่าเจ้าตัวจะรู้ไหมว่าตามติดในความคิดของเราอยู่สามวันสามคืนเต็มๆ“ปิ่นลดา... ปิ่นลดา”เสียงทุ้มครางคล้ายละเมอหา ก่อนจะส่ายหน้าให้ตัวเอง เมื่อคิดว่าอาการที่เป็นอยู่ไม่ต่างกับเด็กหนุ่มริรัก...ช่างน่าขายหน้าจริงๆแม้จะคิดดังนั้น แต่ปฏิกิริยาที่เกิดต่อมาเหมือนว่าเป็นคนละคนกับเมื่อครู่ชายหนุ่มตรงเข้าห้องแต่ง
“คุณอย่าโกรธฉันเลย เรื่องของเจ้านาย คนทำงานอย่างฉันหรืออีกหลายคนในบ้านไม่กล้ายุ่งหรอก”“แม้ว่าเขาจะฆ่าแกงใครให้ตายต่อหน้าต่อตาใช่ไหม” ปิ่นลดาว่าเสียงแข็ง เห็นสาวใหญ่ชะงักจากหางตา ก่อนได้ยินเสียงตอบ“คุณใหญ่ไม่เคยทำร้ายใคร”ได้ยินชื่อคนคนนี้ ปิ่นลดามีปฏิกิริยาขึ้นมาทันควัน แม้ไม่ต้องทนเห็นเขาถึงสามวัน...แต่ความหวาดหวั่นก็ไม่ได้จางจากหัวใจ“เขาทำร้ายฉันแล้ว ศจีอย่าพูดปกป้องเขาให้ฉันได้ยินอีก ไม่งั้นจะไม่ให้เข้าบ้านหลังนี้” เสียงต่อว่าพาลๆ ทำให้ศจีหัวเราะออกมาได้ อย่างน้อยก็ผ่อนคลายบรรยากาศ“แล้วกันสิคุณ ถ้าฉันไม่มาทำงานในบ้านนี้แล้วจะเอาเงินที่ไหนให้เด็กๆ ไปโรงเรียนกัน”พอมองอีกด้านของชีวิต ปิ่นลดาก็ทอดถอนใจ ปลงตกว่าจะหวังพึ่งใครไม่ได้อีก นอกจากตัวเธอเอง“ศจีมีลูกด้วยหรือ ไม่เห็นเคยพูดถึง”“มีสองคน อยู่กับตายายบนที่ราบด้านล่าง ใกล้เมือง ไปโรงเรียนสะดวก พอปิดเทอมก็มาอยู่ด้วย รับจ้างคุณใหญ่เก็บลูกพลับ ผลเบอร์รีในไร่ สนุกไป”แต่พอเล่า ก็ดันพาดพิงถึง
“ปล่อยนะ ปล่อยฉันลง”ปิ่นลดาดิ้นรน ยิ่งตกใจเมื่อเห็นว่าเป้าหมายของเขาเป็นห้องนอน ที่ที่เธอไม่อยากเฉียดใกล้เมื่อมีเขาอยู่ แต่พอรู้ว่าต่อต้านอย่างไรก็ไม่มีผล แถมเหตุการณ์เมื่อคืนยังตอกย้ำชัดเข้ามา ปิ่นลดาถึงกับร้องไห้โฮ“ไม่นะ อย่าทำฉันอีก ฉันกลัว ไม่เอา”ร่างน้อยถูกวางกลางเตียง เจ้าหล่อนรีบพลิกกาย กระถดหนี แต่ข้อเท้ากลมกลึงกลับถูกจับแน่น แล้วกระชากกลับ จนไถลลงนอนอย่างหมดท่ารัชตะรับรู้ถึงร่างกายสั่นเทาของเธอ ดวงหน้าทอความหวาดกลัว จนเขาต้องถอนหายใจ ไม่อยากบอกเลยว่าท่าทางของเจ้าหล่อนช่างสั่นคลอนจิตใจของเขาจริงๆ“ถ้าเธอไม่ดื้อ ฉันก็ไม่ทำอะไรเธอ” เขาบอก บางอย่างในสีหน้าและแววตาทำให้ปิ่นลดานิ่ง มองอย่างประเมิน...แต่เธอมีทางเลือกอื่นที่ไหนกันล่ะ นอกจากทำตามที่เขาว่า เผื่อตนจะรอด“เมื่อคืนเธอไม่ได้พักทั้งคืน” น้ำเสียงเขาโลมไล้ อย่างที่ปิ่นลดาเปลี่ยนอารมณ์มาเป็นแช่งชักหักกระดูกอยู่ในใจ และยังทอดนุ่มนวล “วันนี้คงอ่อนเพลีย แถมเพิ่งยอมทานข้าว เธอไม่เป็นลมล้มพับก็บุญเท่าไหร่แล้ว ฉันไม่ทำอะไรเธอตอนนี้หรอก&rd
“ศจีอย่าเพิ่งไป” เสียงเรียกนั้นทำให้คนที่ย่างเท้ามาถึงประตูครัวต้องหันกลับ “วันนี้อยู่เป็นเพื่อนฉัน ฉันไม่อยากอยู่คนเดียว”“เอ่อ...” ศจีอึกอัก เพราะเห็นร่างสูงตรงของเจ้านายยืนกอดอกพิงผนัง ทอดมองออกนอกหน้าต่างเหมือนกำลังรอคนในห้องครัวอยู่“ฉันไม่อยากอยู่กับเขาตามลำพัง หรือศจีจะไล่เขาให้ฉัน”“ตายแล้วคุณ อย่าพูดอย่างนี้นะ เดี๋ยวคุณใหญ่ได้ยิน” ศจีตกอกตกใจ ปรี่ไปหาคนบนเก้าอี้แล้วก้มหน้ากระซิบด้วยท่าทางกริ่งเกรง แต่มีหรือที่อีกคนจะรู้สึกเหมือนปิ่นลดาวางช้อน หยิบน้ำมาดื่ม หมดความอยากอาหารขึ้นมาดื้อๆ“ได้ยินแล้วเป็นไง เขาโหดร้ายขนาดจะฆ่าฉันกับศจีไหม”เงียบ...ไม่มีเสียงตอบ แต่เห็นทางหางตาว่าศจีค่อยๆ ยืดกายแล้วเดินออกไป ปิ่นลดานิ่วหน้า เม้มริมฝีปากแน่นที่นี่ก็มีแต่คนของเขา จะหาใครที่เห็นใจเธอก็ไม่มีเลยสักคน“อิ่มแล้วใช่ไหม” เสียงห้าวทุ้มดังขึ้น แม้จะเป็นคำถามห้วนๆ แต่มีแววอ่อนโยนเจืออยู่...จนหล่อนยิ่งขัดใจที่รู้สึกว่ากระแสเสียงนั้นกำลังโลมไล้เข้าไปถึงหัวใจและจิตว
“คุณใหญ่”หลังจากหายตกใจก็เปลี่ยนมาเป็นอึกอักแทน เมื่อเจ้านายใหญ่ปรากฏตัวอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย เธอเหลือบมองประตูห้องนอนอัตโนมัติ นึกห่วงคนข้างในครามครัน“ปิ่นลดาเป็นยังไง”“ดิฉันเพิ่งจัดอาหารให้ค่ะ กำลังจะเข้าไปดู เห็นเงียบเป็นชั่วโมง”แม้นึกขุ่นใจเมื่อภาพของปิ่นลดาในเช้านี้ผุดขึ้นมาในหัว แต่ศจีต้องรีบปัดออก เพราะถึงอย่างไร คนนี้ก็เป็นเจ้านายใหญ่ที่เธอไม่ควรทำให้เคืองใจ“งั้นไม่ต้อง ฉันเข้าไปดูเอง”รัชตะยกมือห้ามคนของตัวเอง ก่อนสาวเท้าตรงไปยังประตูห้องนอนที่เขาเพิ่งจากเมื่อตอนรุ่งสาง ผลักเข้าไปโดยไม่เสียเวลาเคาะ จากที่คาดจะเห็นแม่หน้านวลในภาพต่างๆ แต่ที่ปรากฏกลับไม่ใช่เลยรัชตะยืนนิ่งตรงช่องประตู มองสำรับอาหารที่จัดไว้บนโต๊ะกลางเตียงอย่างพร้อมทาน เบนสายตามายังโต๊ะไม้วางติดผนังใกล้ตู้เสื้อผ้า ทอดมองร่างบางที่ฟุบนิ่งอยู่บนเก้าอี้ เรือนผมยาวนุ่มเคลียอยู่กับพื้นโต๊ะ เมื่อกวาดมองต่อมา เห็นหล่อนในชุดรัดกุมด้วยเสื้อเข้ารูปและกางเกงยีนส์หัวใจแข็งกระด้างอ่อนลงโดยไม่รู้ตัว ใบหน้าหล่อเหลาเย็นชาค
ตะวันเริ่มบ่ายคล้อย หากร่างเล็กบางที่ดูอ่อนแอยังนั่งนิ่งอยู่บนเตียงนอน หลังจากเข้าห้องน้ำชำระคราบอันน่าขยะแขยงที่เปรอะเปื้อนอยู่กับเรือนกาย นานหลายสิบนาทีเธอถึงพาตัวเองออกมา แล้วพบว่าผ้าปูที่นอนถูกเปลี่ยนใหม่ เตียงนอนถูกจัดให้อยู่ในสภาพเรียบร้อย นี่คงเป็นสิ่งเดียวที่เธอต้องการจะได้ในตอนนี้ปิ่นลดาไม่อยากเห็นหลักฐานหรือร่องรอยที่บอกว่าเมื่อคืนนี้ได้เกิดอะไรกับตน แม้อยากหลอกตัวเองว่าเป็นแค่ฝันร้าย แต่พอตื่นขึ้นมา ความเจ็บร้าวระบมยังปรากฏอยู่หล่อนหลับตาลงอย่างเหนื่อยล้า แม้ร่างกายจะหิวและต้องการพัก หากความคิดยังคงวิ่งวนอยู่ในหัว ซ้ำความกลัวและหวาดระแวงยังส่งผลให้เธอไม่สามารถทำอะไรได้เลย“ผู้ชายคนนั้นเป็นเจ้าของคฤหาสน์ เป็นเจ้านายของทุกคนที่นี่”ปิ่นลดาพยายามทบทวน ดวงตาเบิกโพลงเมื่อปะติดปะต่อเรื่องราวจนรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับตน แม้จะนำพาความเจ็บปวดเมื่อใบหน้าหล่อเหลาทว่าเหี้ยมเกรียมที่ยังติดตาได้ผุดซ้อนขึ้นมาในความคิด...แต่เธอต้องผ่านมันไปให้ได้นับจากคำสั่งของพ่อบุญธรรมที่บอกให้เธอเดินทางมายังเนินคุ้มหมอก เพื่อรับงานพี่เลี้ยงเด็กที่มีค่าจ