“น้องสี่ น้องสี่!”เสียงเรียกของฉินเย่ว์เจียว ได้นำพาจิตวิญญาณที่ล่องลอยของฉินเย่ว์โหรวกลับคืนมา “พี่สาม”“เจ้าดูแปลกๆ นะ ไม่เป็นอะไรใช่หรือไม่?เมื่อสติสัมปชัญญะของฉินเย่ว์โหรวฟื้นกลับมา ก็พบว่าไม่ใช่แค่ ฉินเย่ว์เจียว แม้แต่เฉินฝานก็กำลังจ้องมองนาง“เจ้ารู้สึกไม่สบายตรงไหนหรือไม่?” เฉินฝานถามด้วยความเป็นห่วง “ไม่ ไม่ ข้าสบายดี ข้าจะไปทำอาหารให้พวกท่านกิน”ก่อนที่นางจะกล่าวจบฉินเย่ว์โหรว ก็รีบเข้าไปในครัว“มีอะไรผิดปกติกับน้องสี่หรือไม่?” ฉินเย่ว์เจียวดูสับสนเฉินฝานส่ายศีรษะ บอกว่าเขาก็ไม่รู้เหมือนกัน นับตั้งแต่ว่าจ้างครอบครัวของเฉินผิงให้จับปลา เฉินฝานก็ไม่ต้องจับปลาในความมืดอีกหลังจากรับประทานอาหารเสร็จ เฉินฝานก็เห็นว่ายังมืดอยู่ เขาจึงออกไปเดินเล่น ชนบทโบราณในกลางฤดูหนาวอันน่าเบื่อ หลังจากเดินไปมาสองสามรอบ เฉินฝานก็กลับบ้านสองพี่น้องฉินสองคนนั่งอยู่บนเตียงคั่ง[footnoteRef:1] เอาหัวชนกัน คำนวณรายได้ของวันนี้ [1: เตียงคั่งหรือเตียงอุ่น ทำจากอิฐสามารถให้ความร้อนด้วยไฟได้] เมื่อเห็นเฉินฝานเข้ามา ฉินเย่ว์เจียวก็รีบลงจากเตียงคั่งแล้ววิ่งออกไปทันทีสักพักนางก็ถือกะล
“แต่เราไม่จำเป็นต้องซื้อหน้าต่างไม้แกะสลัก ซื้อแบบธรมดาก็พอ เช่นเดียวกับกระดาษน้ำมัน เราไม่ควรซื้อมันแผ่นละห้าสิบเหวิน มันแพงเกินไป ใช้แค่กระดาษฟางก็พอ เราเป็นชาวบ้านไม่จำเป็นต้องใช้กระดาษน้ำมันหรูหราทางฝั่งของฉินเย่ว์เจียว ได้ช่วยเฉินฝานล้างหน้ากับเท้าเสร็จแล้ว เขาเอนตัวลงบนผ้าห่มบนเตียงเตา แล้วมองดูฉินเย่ว์โหรวอย่างเงียบ ๆเหมือนได้กลับคืนสู่ยุคสมัยใหม่เช่นเดิมเมื่อใดก็ตามที่พ่อของเขาซื้อของชิ้นใหญ่ แม่ของเขามักจะบ่นพ่อของเขาจนหูชาแบบนี้เสมอในตอนนั้น เขาไม่เข้าใจว่าทำไมพ่อของเขาถึงไม่โกรธแม่แม้แต่น้อย ตอนนี้เขาเข้าใจแล้วว่า การถูกภรรยาบ่นช่างมีความสุขจริงๆเมื่อได้ยินเฉินฝานหัวเราะ ฉินเย่ว์โหรวก็เบ้ปากเล็กๆ ของนาง "นายท่าน ยังหัวเราะได้อย่างไร?"“ภรรยาของข้างดงามขนาดนี้ ก็ย่อมต้องหัวเราะอยู่แล้ว!”"..." ฉินเย่ว์โหรวถูกเฉินฝานหยอกเย้า จนนางไม่สามารถจับพู่กันเขียนได้อย่างมั่นคงใบหน้าของนางแดงระเรื่อด้วยความเขินอาย ทำตัวไม่ถูกเฉินฝานไม่คิดที่จะปล่อยนางไปเขายังจำได้ว่าสาวน้อยผู้จุดไฟของเขาให้ตื่น แต่นางกลับหนีไปโดยไม่รับผิดชอบดับไฟแม้แต่น้อย“โดยเฉพาะตอนที่เจ้ากอ
“กระทืบเท้าอีกแล้ว อย่ากระทืบ เท้ายังไม่หายดี อยากเสียเงินเพิ่มหรือไง?”"..." ฉินเย่ว์โหรวหยุดชะงักทันที เมื่อได้ยินว่าอยากเสียเงินเพิ่มหรือไง “ต้องแบบนี้สิ” เฉินฝานกล่าวด้วยรอยยิ้ม “เงินหาได้ไม่รู้จบ แต่สุขภาพนั้นสำคัญ” ความจริงถ้าขายอีกหนึ่งร้อยตัว เฉินฝานก็สามารถปล่อยให้ฉินเย่ว์โหรวกับคนอื่นๆ พักผ่อนได้ เขาไม่ได้มีปัญหาที่จะลงมือทำด้วยตนเองเขาไม่อยากบอกเหตุผลที่แท้จริงกับฉินเย่ว์โหรวไม่อยากให้พวกนางกังวลแปดร้อยตัวคงไม่สามารถขายได้หมดตามเวลาเฉลี่ย สินค้ามากกว่าหกร้อยตัวของวันนี้ ยังต้องใช้เวลาขายมากกว่าสามร้อยตัวของเมื่อวานเกือบสี่เท่ายอดขายก็จะต่ำลงกว่าเดิม พวกเขาขายปลาย่างในตลาดเข้าสู่วันที่สามแล้วดีไม่ดีพรุ่งนี้อาจจะมีแผงขายปลาย่างเพิ่มขึ้นอีกร้านหนึ่งก็ได้ หากเป็นอย่างที่คิด ไม่เพียงแต่จะไม่สามารถขายปลาได้ แปดร้อยตัวในวันพรุ่งนี้ อาจจะขายได้น้อยกว่าวันนี้ด้วยซ้ำ….หลังจากออกจากเมือง เฉินฝานก็พาสองพี่น้องตระกูลฉินมุ่งหน้าไปยังโรงเผากระเบื้องการซ่อมหลังคา จำต้องเข้าใจราคากระเบื้องก่อนยิ่งไปกว่านั้น เขาไม่มีประสบการณ์ในการสร้างบ้านอิฐ เขาจึงไม่รู้ว่าบ้านต้อ
“นายท่าน ไปทางอื่นกันเถอะ!”เมื่อวานนางถูกล้อม ฉินเย่ว์โหรวจึงไม่อยากมีปัญหาอีก“กลัวหรือ ไม่ต้องกลัว ข้าอยู่นี่ ข้าจะไม่ให้ใครแตะต้องเจ้า”ใช่ว่าฉินเย่ว์โหรวจะหวาดกลัว นางส่ายศีรษะ “นายท่านข้าไม่กลัว ข้าเป็นห่วงท่าน”“จะเป็นห่วงข้าทำไมกัน ผู้ใดจะกล้าแตะต้องข้า”“ข้ากังวลว่าคนในหมู่บ้านจะเข้าใจท่านผิด ตอนนี้ท่านไม่ใช่คนชั่วร้ายแล้ว ท่านเป็นคนดี!”ดวงตาที่เปล่งประกายเหมือนดวงดาราของฉินเย่ว์โหรว เต็มไปด้วยความกังวล แสดงให้เห็นถึงความรักที่นางมีต่อเฉินฝานแตกต่างจากความหวาดกลัวและเหินห่างอย่างสิ้นเชิง ถ้าเทียบจากตอนที่เขาเพิ่งเดินทางผ่านกาลเวลามาเฉินฝานรู้สึกอยู่เสมอว่าเขาเป็นผู้ใหญ่แล้ว จะไม่ยอมหวั่นไหวง่ายๆตอนนี้เขากำลังเผชิญกับความกังวลของภรรยา เป็นห่วงอยากจะปกป้องตัวเขา... “คนพวกนั้นไม่รู้อะไร มัวแต่พูดจาเหลวไหลไปเรื่อย ถ้าข้าเห็นผู้ใดกล้าพูดจาเหลวไหลอีก ข้าจะยิงธนูหรือไม่ก็สั่งสอนพวกเขาให้หลาบจำ!”ก่อนที่เฉินฝานจะขยับ เสียงที่ฉุนเฉียวของฉินเย่ว์เจียวก็ดังขึ้น เขายิ้มอย่างช่วยไม่ได้ แต่ก็แสร้งทำเป็นโกรธ“เย่ว์เจียว ข้าบอกกี่ครั้งแล้ว เจ้าเป็นสตรีอย่าเอาแต่ตะโกนว่าจะทุบ
เอ้อร์ยา อายุเพียงแปดขวบ มีอุปนิสัยแบบเด็กๆ เมื่อได้ยินผู้อื่นกล่าวหาว่าครอบครัวของตนไม่ดี ก็หน้าแดงรีบโต้ตอบจางโถวทันทีบอกว่าพวกเขาไม่ได้จับปลาเพื่อกิน แต่เพื่อขายเมื่อได้ยินคำกล่าวของ เอ้อร์ยา เหล่าจางโถวก็หัวเราะหนักขึ้นไปอีกปลาขายได้หรือ? เนื่องจากเอ้อร์ยายังอายุน้อยจึงไม่ทันเล่ห์เหลี่ยม เลยคุยโวออกไป เอ้อร์ยาน้ำตาไหล บอกว่าตนเองไม่ได้คุยโว พี่ฝานมอบเงินให้ครอบครัวตนเองวันละห้าสิบเหวิน เอ้อร์ยาปากไว จนสายเกินไปที่เฉินผิงจะหยุดแน่นอนว่าเหล่าจางโถวไม่เชื่อ เขาส่ายศีรษะแล้วเดินออกไปพร้อมกับเสียงหัวเราะไม่นานหลังจากเขากลับมาถึงหมู่บ้าน เขาก็ได้ยินชาวบ้านพูดคุยกันเขาบอกว่าตอนนี้เฉินฝานร่ำรวยแล้วเฉินฝานขายปลาย่างในเมือง มีคนมากมายรีบไปซื้อ เฉียนหลิวเป็นคนพูดเรื่องนี้ไม่มีใครสงสัยในคำกล่าวของเฉียนหลิวเพราะทันทีที่เขากล่าว จะมีคนเป็นพยานให้เขาทันทีวันนี้เฉียนหลิวกับชาวบ้านอีกสามคนไปที่เมืองด้วยกัน ทั้งสามคนได้เห็นกับตา เฉินฝานขับเกวียน ขนตะกร้าขนาดใหญ่ไปหลายตระกร้า ทั้งยังขายหมดตั้งแต่ก่อนเที่ยงวันเมื่อเหล่าจางโถวได้ยินดังนั้น ก็รีบร้องตะโกนทันทีดูเหมือนว่าเ
“ข้าขอโทษด้วย”“ข้าขอโทษด้วย”“เจ้า...” เฉินฝานรู้สึกเขินอายอยู่ไม่น้อย ขณะผู้คนเข้ามาขอโทษตัวเองทีละคนหากปฏิเสธ เมื่อพิจารณาจากสถานการณ์ปัจจุบัน เกรงว่าจะกล่าวไม่ได้“หากพวกเจ้าทุกคนมาช่วยข้าจับปลา คิดว่าวันเดียวข้าจะขายได้เยอะขนาดนั้นเชียวหรือ! ลองคิดดูว่าจะมีวิธีขายปลาเพิ่มได้หรือไม่ ข้าถึงจ้างพวกเจ้าทั้งหมดได้”“เฉินฝาน โปรดช่วยข้าด้วย ข้าต้องการแค่สามเหวินต่อวัน” ผู้กล่าวคือผู้ชายที่เพิ่งเป็นพ่อคนเฉินฝานรีบกล่าว “เจ้าอย่าทำเช่นนี้!” หากยังแข่งขันกันเองต่อไปเช่นนี้ เกรงว่าคนเหล่านี้คงต่อสู้/ทะเลาะกันขึ้นมาว่าแล้ว ทันทีที่เขากล่าวจบ บางคนบอกว่าพวกเขาสามารถจับปลาให้เฉินฝานได้ในราคาสามเหวินต่อวัน บางคนถึงกับบอกว่า เจ้าทำเช่นนี้ได้อย่างไร?ชาวบ้านเริ่มทะเลาะกันมากขึ้นเรื่อยๆ ทุกคนเริ่มเถียงกันหน้าดำหน้าแดง เฉินฝานยกมือขึ้นเพื่อส่งสัญญาณให้ทุกคนเงียบ“เอาล่ะ หยุดพูดกันได้แล้ว เฉินฝานมีเรื่องจะกล่าว” เฉียนหลิวผู้มีดวงตาแหลมคม ขอให้ทุกคนเงียบลงทันทีทุกคนเงียบมองมาทางเฉินฝานเฉินฝานแอบสูดหายใจ แล้วกล่าวว่า "ทุกคน ให้ข้ากลับบ้านคิดดูก่อน ข้าจะพยายามอย่างเต็มที่เพื่อหาวิธี
“ไฉนถึงต้องรอให้ลุงเจียงเข้ามาในหมู่บ้านก่อนถึงเข้าได้ ช่างน่างงงวย หรือคนแก่จะสับสน?”ฉินเย่ว์เจียวผู้มีอารมณ์ร้อนแรง พ่นคำกล่าวออกมา “ตอนชาวบ้านมารุมล้อมรอบตัวข้า ดูเหมือนว่าข้าจะเห็นลุงเจียงเดินผ่านพวกเราไป” ฉินเย่ว์โหรวกล่าวเบาๆ อยู่ด้านข้าง"หืม?"ฉินเย่ว์เจียวยิ่งสับสนมากขึ้น เมื่อนางกล่าวอีกครั้ง เสียงของนางก็ก้าวร้าวมากขึ้น“เส้นทางเข้าหมู่บ้านเป็นของครอบครัวเขาหรือไง? ไฉนพวกเขาถึงต้องเข้ามาก่อน?”“ปากร้าย เจ้าเป็นหัวหน้าครอบครัวแบบใดกัน ถึงได้มีภรรยาหยาบคายเช่นนี้!” จากอีกด้านของกำแพง เฉินเจียงก่นด่าออกมาอย่างโกรธเคืองเพื่อไม่ให้น้อยหน้า ฉินเย่ว์เจียวสวนกลับทันที "สอบไม่ผ่านด้วยซ้ำ ทำแสร้งเป็นบัณฑิต"“ดูหมิ่นบัณฑิต ดูหมิ่นบัณฑิต ดูหมิ่นบัณฑิต!” เห็นได้ชัดว่าเฉินเจียงโกรธเป็นอย่างมาก เขาบอกว่าดูหมิ่นบัณฑิตซ้ำถึงสามครั้งติดต่อกัน“เอาล่ะ!” เฉินฝานกล่าว “เย่ว์เจียว ไม่ต้องสนใจเขาหรอก“ “นายท่าน!” ฉินเย่ว์เจียวไม่เต็มใจเล็กน้อย “พวกเขาช่างประหลาดนัก ถนนเส้นนี้ไม่ใช่ของครอบครัวพวกเขาสียหน่อย” “ไปยุ่งกับพวกเขาทำไม เหมือนเจ้าโดนหมากัด แล้วจะกัดตอบหรือไร!”เฉินฝานกล่าวด
แม้ว่าเฉินเจียงที่อยู่ด้านข้างจะไม่ได้กล่าวอะไร แต่เขากลับยืนวางมาดหลังตรง คงไม่ต้องบอกว่าเขาภูมิใจแค่ไหน“โอ้!” ลุงรองของจางเหลียนฮวาพยักหน้าซ้ำๆ “ข้าได้ยินมาว่าคนจากหมู่บ้านซานเหอมักจะมาบ้านหลานสะใภ้เพื่อขอชามตะเกียบ ดูเหมือนว่าจะเป็นเรื่องจริง”“เฮ่อ” จางเหลียนฮวาหันกลับมาแล้วโบกมือ “จานตะเกียบที่บ้านต้องเปลี่ยนอยู่บ่อยครั้ง”จางเหลียนฮวาไม่ได้กล่าวเกินจริงเลยมีประเพณีในพื้นที่ชนบทของอำเภอผิงอัน หากมีคนในหมู่บ้านชีวิตเจริญรุ่งเรืองหรือมีบัณฑิตมากความสามารถ ชาวบ้านก็จะไปขอชามตะเกียบที่บ้านนั้นเพราะหวังว่าตนเองจะโชคดีตามไปด้วย ถ้ามีผู้ใฝ่เรียนที่บ้าน พวกเขาก็หวังว่าลูกๆ จะอ่านหนังสือจนได้ดิบได้ดีเช่นกันเฉกเช่นเดียวกับเฉินเจียง ซึ่งมีลูกชายสองคนติดต่อกัน นับเป็นบุคคลสูงศักดิ์ตามที่นักพรตเต๋าวัดซานชิงทำนายไว้ โดยปกติแล้วจะมีผู้คนหลั่งไหลเข้ามาที่บ้านเพื่อขอชามตะเกียบอย่างไม่ว่างเว้น “ในหมู่บ้านยังมีชาวบ้านอีกมากที่ไม่ได้ขอชามตะเกียบ สงสัยว่าคงรีบกันมาก”“อืม” ลุงรองเหลียนฮวาพยักหน้าพลางกล่าวกับเฉินเจียง “หลานเขย หลังจากนี้ทิ้งชามตะเกียบไว้ให้ลุงรองของเจ้าด้วย”เฉินเจียงปร
มีชายสองคนปรากฎตัวขึ้นกะทันหันโชคดีที่เฉินฝานผ่านการฝึกอย่างหนักในยุคปัจจุบัน หลังจากเดินทางทะลุมิติมาเขาก็ยังคงฝึกฝนด้วยตนเอง แม้จะถูกวางยา ก็ไม่ถูกใครจับได้ง่ายๆ ยิ่งไปกว่านั้นเรือนหลังนี้อยู่ไม่ห่างจากเรือนของหลิงอวี้เฉินฝานหนีเข้าไปในเรือนของหลิงอวี้ได้สำเร็จเพิ่งเข้าไปในเรือนของหลิงอวี้ ชายทั้งสองคนก็ชะงักฝีเท้าเพราะชิงหนิงเดินมาเมื่อวานชิงหนิงแสดงความสามารถของนางให้เห็นแล้ว ชิงซีไม่กล้าให้ชายทั้งสองคนบุ่มบ่ามเข้าไป“ใต้เท้า เกิดเรื่องอะไรขึ้นกับท่านเจ้าคะ?”ชิงหนิงที่อยู่ไกลๆ สัมผัสได้ถึงความผิดปกติของเฉินฝาน“ใต้เท้า เหตุใดหน้าท่านถึงแดงก่ำเช่นนี้? เป็นไข้หรือเจ้าคะ?”“อย่างแตะต้องข้า!”เฉินฝานปัดมือของชิงหนิงที่จะพยุงเขาทิ้งตอนนี้ไม่อาจให้สตรีคนใดแตะต้องตัวเขาได้ ความรู้สึกที่อัดแน่นในร่างกาย อยู่ในจุดที่ใกล้จะสูญเสียการควบคุมแล้ว“ใต้เท้า?”ชิงหนิงเบิกตากว้าง มองเฉินฝานด้วยความงุนงงเฉินฝานไม่มีแรงอธิบายให้ชิงหนิงฟัง เขาเพียงพูดไม่หยุด “ข้าร้อน! น้ำ ข้าต้องการน้ำเย็น น้ำเย็นจำนวนมาก!”“เจ้าค่ะๆ! ข้าจะรีบไปเตรียมให้เดี๋ยวนี้!”ตอนเฉินฝานบอกว่าร้อน ชิงหนิงเข้
“ข้าจะบอกพวกเจ้าให้นะ ข้าขอบอกไว้เลยว่า หากวันนี้ใต้เท้าก้าวออกไปจากเรือนหลังนี้ ข้าจะส่งพวกเจ้าทุกคนไปหุบเขาพยัคฆ์”เดิมทีเมื่อแม่ชีได้ยินคำพูดของเฉินฝาน ก็ไม่ได้แนบชิดกลับเฉินฝานขนาดนั้นแล้ว แต่ทว่า เมื่อชิงซีพูดขึ้นเช่นนี้ แววตาของพวกนางเริ่มเปี่ยมไปด้วยความหวาดผวา กลับมาแนบชิบเขาอีกครั้งด้วยความหวาดกลัว พวกนางเริ่มถอดเสื้อผ้าของเฉินฝาน แห่กันเข้าไปยั่วยวนเฉินฝานด้วยท่าทีเก้กังเฉินฝานบีบรัดจนแทบระเบิดแล้ว มือทั้งสองข้างของเขาจับเตียงแน่น ไม่ให้ตนมีท่าทีใดๆเวลานี้ แม้แต่นิ้วมือเพียงนิ้วเดียวของตนเอง เขาก็ไม่อาจควบคุมได้แล้วเขาไม่ใช่คนหัวโบราณ ตบแต่งภรรยาได้หลายคน ทว่าเขาไม่อาจทำอะไรแม่ชีได้จริงๆ มนุษย์ไม่อาจทำลายหลักการพื้นฐานของตนได้เขาลืมตาที่ตอนนี้พร่ามัวไปหมด มองไปทางชิงฮวนที่อยู่บนตัวเขา “ชิงฮวน ข้าขอถามเจ้า เจ้าไม่กลัวจริงๆ หรือ?”ชิงฮวนที่ก้มหน้าจูบและเลียเฉินฝาน ตัวสั่นเทาเล็กน้อย“ก่อนหน้านี้ใต้เท้าคนนั้นก็พูดกับพี่เซียงเช่นนี้ สุดท้ายใต้เท้าคนนั้นก็หลับนอนกับหญิงอื่น ส่วนพี่เซียงก็ไปหุบเขาพยัคฆ์”“ท่านรู้หรือไม่? เดิมทีหุบเขาพยัคฆ์ไม่ได้มีชื่อว่าหุบเขาพยัคฆ์ หลา
เขารู้สึกมีแรงกระตุ้นอย่างไม่คาดคิดเฉินฝานรู้สึกตัวทันทีว่ายิ่งเขาอยากควบคุมตนเองมากเพียงใดก็ยิ่งควบคุมสติไม่อยู่เพียงนั้นเขากระชับเสื้อผ้าขึ้นลุกขึ้นยืน อาจเป็นเพราะในเรือนร้อนเกินไป เขาจึงอยากออกไปสูดอากาศด้านนอกไฉนเลยจะรู้ว่า เพิ่งจะลุกขึ้นยืนไม่นาน เท้าเดินโซซัดโซเซขาอ่อนแรงทั้งสองข้าง“ใต้เท้า ท่านเป็นอันใดไปเจ้าคะ?”ชิงฮวนรีบรุดหน้าไปพยุงเฉินฝาน“เจ้าหลบไป!” เฉินฝานผลักชิงฮวนออกอย่างสุดแรง“ใต้เท้า ไม่สบายงั้นรึ? ชิงฮวนเจ้ารีบพยุงใต้เท้าไปพักที่เตียง”ด้วยคำสั่งของชิงซี ชิงฮวนไม่เพียงแต่ไม่ออกไป แถมยังพยุงอย่างแนบชิดมากกว่าเดิม“เร็วเข้า พวกเจ้าก็รีบมาช่วยกันพยุงใต้เท้าไปที่เตียง”เมื่อได้ยินเสียงของชิงซี ก็มีแม่ชีน้อยอีกสามคนที่อายุรุ่นราวคราวเดียวกับชิงฮวนเดินออกมาเฉินฝานชำเลืองมองเล็กน้อย รีบหลับตาลงทันทีแม่ชีน้อยสองสามคนนั้น คิดไม่ถึงว่าจะสวมชุดที่บางเฉียบเช่นนี้พวกนางแนบชิดร่างกายเขาเย้ายวนด้วยท่าทางเก้ ๆกัง ๆเรื่องมาถึงขั้นนี้แล้ว มีเพียงบุรุษเท่านั้นจึงเข้าใจว่าเกิดอันใดขึ้นเฉินฝานผลักแม่ชีน้อยสี่คนที่ล้อมเขาออกอย่างสุดกำลัง “ชิงฮวน เจ้าช่างกล้ายิ่งน
ของตกแต่งภายในเรือนประณีตและภายนอกเรือนมีลักษณะที่เรียบง่ายสวยงาม แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงผ้าคลุมบนโต๊ะและเก้าอี้ สีสว่างเปล่งประกาย ด้านบนมีลายปักที่ประณีตเตียงที่อยู่ไม่ไกล มีผ้าห่มที่นุ่มสบายและม่านมุ้งที่ลอยละล่องบนโต๊ะมีผลไม้นานาชนิด ถึงขั้นมีผลไม้บางชนิด เป็นผลไม้ที่ไม่สามารถปลูกในเมืองหรงตูได้มีกาน้ำชาที่ประณีตวางไว้ด้านข้างผลไม้ ใบชาในกาน้ำชา ดูแล้วคงจะราคาแพงเช่นกันหากไม่ใช่ว่าชิงซีส่งเสียงออกมาทันเวลา เฉินฝานคงคิดว่าตนเองออกมาจากสำนักชีชิงเมี่ยวแล้ว“ที่แห่งนี้เป็นที่พักที่สำนักชีชิงเมี่ยวจัดไว้ให้ผู้ศรัทธาคนสำคัญ เจ้าอาวาสกล่าวว่าท่านอัครเสนาบดีเป็นผู้ศรัทธาคนสำคัญที่สุดนับตั้งแต่ก่อตั้งสำนักชีชิงเมี่ยวมา จะให้ใต้เท้าลำบากไม่ได้อย่างแน่นอนเจ้าค่ะ”จู่ ๆ ชิงซีก็พูดเสียงดัง “มีแขกคนสำคัญมา ยังไม่ออกมาประเคนชาอีกรึ?”พูดจบไม่นาน ก็มีสตรีนางหนึ่งเดินมาจากห้องข้าง ๆไม่สิ หากจะกล่าวให้ถูกต้อง ไม่ใช่สตรีนางหนึ่ง แต่เป็นเด็กสาวคนหนึ่งเสียมากกว่าเด็กสาวสุดสวมชุดแม่ชีสีอ่อน ความเยาว์วัยและความนุ่มเด้งบนใบหน้ายังคงมีอยู่ ดูแล้วคงจะไม่เกินอายุสิบสามสิบสี่ปีอายุไล่เลี่ย
เถียนเสี่ยวอวี่ก็พยักหน้าเช่นกัน “ถูกต้องแล้ว ปกติแล้วประตูบานนั้นจะไม่เปิดออก และยังล็อกกลอนไว้ด้วย จู่ ๆก็บังเอิญ...” เถียนเสี่ยวอวี่หยุดพูดทันที สีหน้าค่อย ๆ มืดมนลง“หรือว่าคนจงใจเปิดออกงั้นรึ? มีคนที่ไม่อยากเจ้าอาวาสพูดต่อ ดูแล้ว อาของคงจิ้งจะต้องทำเรื่องหายนะอย่างใหญ่หลวงเป็นแน่”“เสี่ยวอวี่!” เฉินฝานหยุดชะงักฝีเท้าทันที สีหน้าเคร่งเครียด “สวี่ซื่อเจี๋ยเป็นผู้ว่าการมณฑลเมืองหรงตู เป็นขุนนางขั้นหกระดับสูงในราชสำนัก เรื่องนี้จะคาดเดาส่งเดชไม่ได้”“ใต้เท้า ข้า...”“พอเถอะ ช่างเรื่องนี้ก่อน”เฉินฝานพูดตัดบทเถียนเสี่ยวอวี่อย่างไม่เกรงใจหลิงอวี้ไม่ให้เถียนเสี่ยวอวี่รู้เรื่องของสวี่ซื่อเจี๋ย ก็เพื่อที่จะปกป้องนางเรื่องบางเรื่อง ไม่รู้จึงปลอดภัยที่สุดเฉินฝานอยากรักษาความพยายามที่หวังดีของหลิงอวี้ให้คงอยู่ต่อไปไม่ว่าสวี่ซื่อเจี๋ยจะทำเรื่องอันใด จะเกี่ยวข้องกับเถียนเสี่ยวอวี่หรือไม่ เฉินฝานก็ไม่ยอมให้นางเข้าไปเกี่ยวข้องอยู่ดี“ชิงหนิง พานางกลับเรือนไปพักผ่อนเถอะ”“เจ้าค่ะ!”ชิงหนิงรีบหิ้วตัวเถียนเสี่ยวอวี่ที่ไม่ยอมกลับจากไปทันที นางคิดเหมือนกับเฉินฝานคือ ไม่อยากให้เถียนเสี่
“มีเรื่องอันใดซื่อไท่พูดออกมาตรง ๆ เถิด แก้ปัญหาทุกเรื่องเพื่อราษฎรเพื่อขุนนางอย่างถูกทำนองคลองธรรม ไม่จำเป็นต้องขอร้อง”ได้ยินเฉินฝานพูดเช่นนี้ หลิงอวี้ยืนตัวแข็งทื่อน้ำตาไหลพรั่งพรูออกมาจากตาของนางคำพูดของเฉินฝาน นางไม่เคยได้ยินผู้ใดพูดเช่นนี้มานานแล้วใช่แล้ว เดิมทีก็ควรจะเป็นเช่นนี้อยู่แล้ว แก้ปัญหาทุกเรื่องเพื่อราษฎรเพื่อขุนนางอย่างถูกทำนองคลองธรรมทว่า ขุนนางส่วนใหญ่ของต้าชิ่งลืมคำพูดนี้ไปนานแล้ว หลายปีผ่านมานี้เสิ่นหมิงหยวนขุนนางกังฉินกุมอำนาจ ขุนนางต้าชิ่งส่วนใหญ่คิดเพียงว่าจะใช้อำนาจรังแกประชาชนอย่างไรเท่านั้น“ใต้เท้า ท่านโปรดจัดการผู้ว่าการมณฑลสวี่ซื่อเจี๋ยด้วยตนเองนะเจ้าค่ะ เขาเป็นคนที่...”“แค่ก ๆ ๆ ๆ”เฉินฝานไออย่างรุนแรงทันที จู่ ๆ ประตูฝั่งตะวันตกของพระตำหนักก็ถูกลมพัดจนเปิดออก ลมพัดโชยควันธูปมาปะทะหน้าเฉินฝานและหลิงอวี้ขนาดเฉินฝานยังทนไม่ไหว นับประสาอันใดกับหลิงอวี้ที่ป่วยหนัก“แค่ก...”หลังจากที่ไอออกมาอย่างรุนแรง หลิงอวี้ก็รู้ตัวว่าอ่อนแอลงอย่างมาก“แม่นางหวง เจ้ายังมียาอายุวัฒนะอีกหรือไม่” เฉินฝานตะโกนไปด้านนอกตำหนักด้วยน้ำเสียงรีบร้อน เขารู้อยู่แล้วห
เฉินฝานโบกมือ “เอาล่ะ คารวะเรียบร้อยแล้ว พวกเจ้าทั้งหมดจงกลับไปเถอะ”กลุ่มคนโหวกเหวกโวยวาย เฉินฝานไม่ชอบเสียงดังหากไม่ใช่เพราะเถียนเสี่ยวอวี่ เขาคงจะไม่ให้คนเหล่านี้รู้ว่าเขามาที่แห่งนี้มีผู้พิทักษ์สองสามคนติดตามเฉินฝานมาโดยตลอด พวกเขาคือทหารรักษาพระองค์ที่ได้รับคำสั่งจากฉินเย่ว์เหมยให้มาปกป้องเฉินฝานอย่างลับ ๆก่อนรุ่งสาง เขาเรียกผู้พิทักษ์คนหนึ่งออกมา ให้เขาไปป่าวประกาศเส้นทางของตนเองในเมืองหรงตูเฉินฝานคะเนไว้ว่าขุนนางกลุ่มนั้นคงจะมาอย่างรวดเร็ว ไม่คิดว่าจะมาเร็วปานนี้“ใต้เท้า พักที่สำนักชีคงไม่สะดวกนัก ท่านตามข้าน้อยกลับไปพักในเมืองหรงตูจะดีกว่าขอรับ”จางหย่งเชาและขุนนางเมืองหรงตูคนอื่น สีหน้าเปี่ยมไปด้วยความอาลัยอาวรณ์และไม่ยินยอม ในกลุ่มขุนนางเหล่านี้นอกจากจางหย่งเชาที่มาจากเมืองหลวงแล้ว คนอื่นล้วนไม่เคยออกจากเมืองหรงตูไม่ใช่เรื่องง่ายที่ท่านอัครเสนาบดีมาเยือน พวกเขาพยายามอย่างสุดชีวิตเพื่อจะโผล่หน้ามาให้เฉินฝานเห็น เพื่อเพิ่มโอกาสเลื่อนตำแหน่งของตนเองแม้เพียงเล็กน้อยก็ยังดี“ถูกต้องแล้ว ใต้เท้าจางพูดถูก ท่านอัครเสนาบดีท่านกลับเมืองหรงตูไปกับพวกเราเถอะ”“ปกติท่านทำ
จางหย่งเชาเจ้าเมืองหรงตูพุ่งตัววิ่งด้วยความเร็วดั่งวิ่งแข่งร้อยเมตรมาเฉินฝาน ด้านหลังเขามีขุนนางเมืองหรงตูกลุ่มหนึ่งตามมาด้วยขุนนางเมืองหรงตูกลุ่มนี้เป็นขุนนางที่เพิ่งได้รับตำแหน่งใหม่หลังจากที่เฉินฝานไปเมืองหลวงแล้ว เฉินฝานรู้จักเพียงจางหย่งเชา เขารู้จักจางหย่งเชาเพราะก่อนที่ออกจากเมืองหลวงมาไม่นาน ฉินเย่ว์เหมยรับสั่งให้เขามาทำภารกิจที่เมืองหรงตูจึงเคยเห็นเขาคนที่ตามหลังจางหย่งเชามาติด ๆคือ ผู้ว่าการมณฑลเมืองหรงตู สวี่ซื่อเจี๋ย เพียงครู่เดียวคงจิ้งก็สามารถมองเห็นอาตนเองได้ นางรีบรุดหน้าเข้าไปหาทันที“ท่านอา!”เห็นคงจิ้งวิ่งมาเช่นนี้ สวี่ซื่อเจี๋ยเหงื่อเย็นผุดขึ้นเต็มหน้าผาก นางตาบอดหรือกระไร? ต่อให้นางไม่รู้จักเฉินฝาน เช่นนั้นนางไม่เห็นจางหย่งเชารึ?เขาร้อนรนใจดั่งไฟสุมอกดึงคงจิ้งลงมาด้านข้าง ในขณะเดียวกันก็ตวาดลั่นไปด้วย “มาทางนี้!”คงจิ้งสีหน้างงงันทันที ผ่านไปครู่เดียวก็วิ่งออกมาอีกแล้ว“ท่านอา คนผู้นั้น!” คงจิ้งยกมือชี้นิ้วออกไป “ไม่รู้ว่ามาจากที่ใด บอกว่าตนเองเป็นสามัญชนมาก่อความวุ่นวายที่สำนักชีชิงเมี่ยว ทำร้ายร่างกายเหล่าแม่ชีในสำนัก หลานก็ถูกทำร้ายเช่นกัน ท่านดูสิ...
“ใต้เท้า ท่านสบายดีหรือไม่?” หลูเฉิงกวงถูมือด้วยความตื่นเต้นอยู่นาน จึงพูดประโยคนี้ออกมาอย่างทุลักทุเล“ข้าสบายดี!” เมื่อเจอคนสนิท เฉินฝานก็ยินดีมากเช่นกันหลิงอวี้พากลุ่มแม่ชีสำนักชีชิงเมี่ยวมาคุกเข่าต่อหน้าเหล่าขุนนางเมืองหรงตูเฉินฝานเดิมอ้อมมา คนด้านข้างจึงยังไม่มีผู้ใดเห็นเขา“พี่หญิงใหญ่ ท่านดูสิ” ชิงผิงตาดี เพียงครู่เดียวก็สังเกตเห็นได้ว่าหลูเฉิงกวงวิ่งมาด้านหน้าเฉินฝานคงจิ้งมองตาม นางขมวดคิ้ว “นั้นคือนายกองหลูเฉิงกวงไม่ใช่รึ?”“คิดว่าใช่นะเจ้าคะ พี่หญิงใหญ่ นายกองเคารพนอบน้อมให้ชายผู้นั้นตลอด ชายผู้นั้นคงจะไม่ใช่สามัญชนแล้วกระมัง?”เมื่อฟังคำพูดของชิงผิงแล้ว ใจของคงจิ้งตึงเครียดทันทีชายผู้นี้ที่เถียนเสี่ยวอวี่พามา เป็นเสนาบดีใหญ่จริงหรือ?ทางเฉินฝาน“ใต้เท้า ข้าจะรายงานท่านเจ้าเมืองจางให้ทราบว่าท่านอยู่ที่นี้” หลูเฉิงกวงกำลังจะไปแจ้งข่าวเจ้าเมืองหรงตูด้วยความยินดี“ตอนนี้ยังไม่ต้อง!” เฉินฝานโบกมือ เขารีบก้าวเท้าฉับเดินไปทางมุมซ้ายของพระอุโบสถมีคนที่เขาอยากเจออย่างมากอยู่ที่นั่น“พี่ฝาน”เป็นต้ายาและสามีของนางโจวถง“ท่านพี่ เร็วเข้าสิ รีบมาคารวะใต้เท้า” ต้ายาท