“ข้าขอโทษด้วย”“ข้าขอโทษด้วย”“เจ้า...” เฉินฝานรู้สึกเขินอายอยู่ไม่น้อย ขณะผู้คนเข้ามาขอโทษตัวเองทีละคนหากปฏิเสธ เมื่อพิจารณาจากสถานการณ์ปัจจุบัน เกรงว่าจะกล่าวไม่ได้“หากพวกเจ้าทุกคนมาช่วยข้าจับปลา คิดว่าวันเดียวข้าจะขายได้เยอะขนาดนั้นเชียวหรือ! ลองคิดดูว่าจะมีวิธีขายปลาเพิ่มได้หรือไม่ ข้าถึงจ้างพวกเจ้าทั้งหมดได้”“เฉินฝาน โปรดช่วยข้าด้วย ข้าต้องการแค่สามเหวินต่อวัน” ผู้กล่าวคือผู้ชายที่เพิ่งเป็นพ่อคนเฉินฝานรีบกล่าว “เจ้าอย่าทำเช่นนี้!” หากยังแข่งขันกันเองต่อไปเช่นนี้ เกรงว่าคนเหล่านี้คงต่อสู้/ทะเลาะกันขึ้นมาว่าแล้ว ทันทีที่เขากล่าวจบ บางคนบอกว่าพวกเขาสามารถจับปลาให้เฉินฝานได้ในราคาสามเหวินต่อวัน บางคนถึงกับบอกว่า เจ้าทำเช่นนี้ได้อย่างไร?ชาวบ้านเริ่มทะเลาะกันมากขึ้นเรื่อยๆ ทุกคนเริ่มเถียงกันหน้าดำหน้าแดง เฉินฝานยกมือขึ้นเพื่อส่งสัญญาณให้ทุกคนเงียบ“เอาล่ะ หยุดพูดกันได้แล้ว เฉินฝานมีเรื่องจะกล่าว” เฉียนหลิวผู้มีดวงตาแหลมคม ขอให้ทุกคนเงียบลงทันทีทุกคนเงียบมองมาทางเฉินฝานเฉินฝานแอบสูดหายใจ แล้วกล่าวว่า "ทุกคน ให้ข้ากลับบ้านคิดดูก่อน ข้าจะพยายามอย่างเต็มที่เพื่อหาวิธี
“ไฉนถึงต้องรอให้ลุงเจียงเข้ามาในหมู่บ้านก่อนถึงเข้าได้ ช่างน่างงงวย หรือคนแก่จะสับสน?”ฉินเย่ว์เจียวผู้มีอารมณ์ร้อนแรง พ่นคำกล่าวออกมา “ตอนชาวบ้านมารุมล้อมรอบตัวข้า ดูเหมือนว่าข้าจะเห็นลุงเจียงเดินผ่านพวกเราไป” ฉินเย่ว์โหรวกล่าวเบาๆ อยู่ด้านข้าง"หืม?"ฉินเย่ว์เจียวยิ่งสับสนมากขึ้น เมื่อนางกล่าวอีกครั้ง เสียงของนางก็ก้าวร้าวมากขึ้น“เส้นทางเข้าหมู่บ้านเป็นของครอบครัวเขาหรือไง? ไฉนพวกเขาถึงต้องเข้ามาก่อน?”“ปากร้าย เจ้าเป็นหัวหน้าครอบครัวแบบใดกัน ถึงได้มีภรรยาหยาบคายเช่นนี้!” จากอีกด้านของกำแพง เฉินเจียงก่นด่าออกมาอย่างโกรธเคืองเพื่อไม่ให้น้อยหน้า ฉินเย่ว์เจียวสวนกลับทันที "สอบไม่ผ่านด้วยซ้ำ ทำแสร้งเป็นบัณฑิต"“ดูหมิ่นบัณฑิต ดูหมิ่นบัณฑิต ดูหมิ่นบัณฑิต!” เห็นได้ชัดว่าเฉินเจียงโกรธเป็นอย่างมาก เขาบอกว่าดูหมิ่นบัณฑิตซ้ำถึงสามครั้งติดต่อกัน“เอาล่ะ!” เฉินฝานกล่าว “เย่ว์เจียว ไม่ต้องสนใจเขาหรอก“ “นายท่าน!” ฉินเย่ว์เจียวไม่เต็มใจเล็กน้อย “พวกเขาช่างประหลาดนัก ถนนเส้นนี้ไม่ใช่ของครอบครัวพวกเขาสียหน่อย” “ไปยุ่งกับพวกเขาทำไม เหมือนเจ้าโดนหมากัด แล้วจะกัดตอบหรือไร!”เฉินฝานกล่าวด
แม้ว่าเฉินเจียงที่อยู่ด้านข้างจะไม่ได้กล่าวอะไร แต่เขากลับยืนวางมาดหลังตรง คงไม่ต้องบอกว่าเขาภูมิใจแค่ไหน“โอ้!” ลุงรองของจางเหลียนฮวาพยักหน้าซ้ำๆ “ข้าได้ยินมาว่าคนจากหมู่บ้านซานเหอมักจะมาบ้านหลานสะใภ้เพื่อขอชามตะเกียบ ดูเหมือนว่าจะเป็นเรื่องจริง”“เฮ่อ” จางเหลียนฮวาหันกลับมาแล้วโบกมือ “จานตะเกียบที่บ้านต้องเปลี่ยนอยู่บ่อยครั้ง”จางเหลียนฮวาไม่ได้กล่าวเกินจริงเลยมีประเพณีในพื้นที่ชนบทของอำเภอผิงอัน หากมีคนในหมู่บ้านชีวิตเจริญรุ่งเรืองหรือมีบัณฑิตมากความสามารถ ชาวบ้านก็จะไปขอชามตะเกียบที่บ้านนั้นเพราะหวังว่าตนเองจะโชคดีตามไปด้วย ถ้ามีผู้ใฝ่เรียนที่บ้าน พวกเขาก็หวังว่าลูกๆ จะอ่านหนังสือจนได้ดิบได้ดีเช่นกันเฉกเช่นเดียวกับเฉินเจียง ซึ่งมีลูกชายสองคนติดต่อกัน นับเป็นบุคคลสูงศักดิ์ตามที่นักพรตเต๋าวัดซานชิงทำนายไว้ โดยปกติแล้วจะมีผู้คนหลั่งไหลเข้ามาที่บ้านเพื่อขอชามตะเกียบอย่างไม่ว่างเว้น “ในหมู่บ้านยังมีชาวบ้านอีกมากที่ไม่ได้ขอชามตะเกียบ สงสัยว่าคงรีบกันมาก”“อืม” ลุงรองเหลียนฮวาพยักหน้าพลางกล่าวกับเฉินเจียง “หลานเขย หลังจากนี้ทิ้งชามตะเกียบไว้ให้ลุงรองของเจ้าด้วย”เฉินเจียงปร
เฉินเจียงเป็นคนมีความสามารถโดดเด่น อย่างเรื่องติดหนี้หอนางโลมอี๋ชุนย่วน นางกล่าวออกไปไม่ได้เด็ดขาด ทำได้แค่รักษาหน้าตา ตอนที่นางอยู่บ้านพ่อแม่ นางกินเนื้อเยอะมากนานมากแล้วที่นางไม่ได้กินเนื้อดีๆ เช่นนี้เมื่อลุงรองได้ยิน เขาก็แสดงความชื่นชมเป็นอย่างมาก "หลานเขยของข้าเก่งจริงๆ เรียนก็ดี แถมยังได้เงินเดือนสูงอีก"ขณะกล่าว เขาก็เงยหน้าขึ้นมองเฉินฝานที่พวกเขากำลังเดินเข้าไปหา“มีคนเลวเช่นนี้อยู่ที่บ้าน เขาคงมาขอเงินที่บ้านบ่อยๆ”“เป็นเรื่องปกติ!” เมื่อกล่าวถึงเฉินฝาน ใบหน้าของจางเหลียนฮวาก็เปี่ยมไปด้วยความรู้สึกเหนือกว่า“ครอบครัวของเราสองครอบครัวอาศัยอยู่ติดกัน เขาจะมาที่บ้านของข้าทุกๆ สองวัน เขายากจนมากจนภรรยาสองคนที่เขารับมาเมื่อปีที่แล้วแทบจะอดตาย”ทันทีที่จางเหลียนฮวากล่าวจบ กลุ่มของพวกเขาก็มาถึงด้านหลังเฉินฝาน ที่กำลังถูกชาวบ้านรุมล้อม"ทุกคน!"เฉินเจียงผสานมือโค้งคำนับให้ชาวบ้านแล้วกล่าวว่า "เจ้าสารเลวนี่ทำให้ทุกคนขุ่นเคืองอีกแล้วใช่หรือไม่ ข้าหวังว่าทุกคนจะยกโทษให้เขาอีกครั้ง เพื่อเห็นแก่น้องชายผู้นี้"หลังจากกล่าวเช่นนั้น เฉินเจียงก็ยืดร่างกายของเขาให้ตรงดูสง่างามเป
จางเหลียนเซียงไม่เห็นว่าใบหน้าของเฉินเจียงน่าเกลียดเพียงใด ขณะเขาเดินอยู่ข้างหน้าพี่สาวของนางเดิมทีจางเหลียนฮวาต้องการบอกจางเหลียนเซียงให้หยุดพูดได้แล้ว แต่ลุงรองของนางกลับกล่าวขึ้นมาอีก “น่าจะไม่ธรรมดาจริงๆ เมื่อวานข้าได้ยินมาว่ามีพ่อค้าปลาย่างปรากฏตัวที่ตลาดประจำอำเภอ เห็นว่าปลาย่างของเขาอร่อยมาก ผู้เฒ่าหลี่เศรษฐีในหมู่บ้านซื้อมาเมื่อวาน วันนี้ก็รีบออกไปแต่เช้าอีก”“มีคนถามว่าทำไมรีบขนาดนี้ เขาบอกถ้าไปช้ากลัวจะไม่ได้ปลาย่าง”“จริงหรือ?” จางเหลียนฮวาอ้าปากกว้าง “ผู้เฒ่าหลี่กล่าวเช่นนั้นจริงหรือ?”“จริงแท้แน่นอน ตอนนั้นข้าอยู่ที่นั่นเลยได้ยินทุกอย่างชัดเจน”“เช่นนั้นเฉินฝานก็ไม่ธรรมดา แล้วทำไมพี่สาวถึงบอกว่าเขายากจนถึงขั้นภรรยาทั้งสองของเขาแทบจะอดตายเล่า?”ยามนี้จางเหลียนฮวารู้สึกเสียใจมาก ที่ขอให้น้องสาวติดตามมาด้วยเดิมทีนางอยากจะอวดต่อหน้าน้องสาว ให้น้องสาวได้เห็นว่าบ้านเพิ่งสร้างใหม่ของนางที่ปูด้วยอิฐและกระเบื้องสีน้ำเงินนั้นงดงามหรูหราเพียงใด ผลลัพธ์คือ... “พี่สาว… วันละห้าสิบเหวิน เช่นนั้นท่านก็บอกให้พี่เขยไปขอร้องเฉินฝาน ไปขายปลาย่างด้วยคน เขาเป็นหลานชายของพี่เขยไม
"แต่..."หยวนเป่าวัยสามขวบไม่ได้คิดมาก เขาพึมพำเบาๆ “ ตอนนี้ข้าหิวแล้ว ข้าแค่อยากกินของอร่อยๆ”คืนนี้เป็นการนอนหลับที่แย่ที่สุดของเฉินเจียง ในรอบสามปีที่ผ่านมาเฉินฝานซึ่งอาศัยอยู่ข้างๆ ก็นอนไม่หลับเช่นกันคนในหมู่บ้านอยากให้เขาพาทุกคนร่ำรวยไปด้วยกันเขาก็ต้องการเช่นนั้นเพราะด้วยระดับการทำเงินในปัจจุบันของเขา ทำให้เขาไม่สามารถหาเงินมาซ่อมแซมบ้านได้ก่อนวันตังโจ่ยแต่เขาจะหาเงินมากมายในเวลาเพียงสิบวัน แถมยังต้องพาชาวบ้านร่ำรวยไปด้วยได้อย่างไรตอนนี้เป็นฤดูหนาวแล้วทุกสิ่งบนแผ่นดินล้วนขาดแคลนการล่าสัตว์ก็ไม่ใช่ทางเลือกเช่นกัน เพราะเขาไม่สามารถพาชาวบ้านขึ้นภูเขาหัวเสือเพื่อล่าเสือได้แม้ว่าเขาจะมีความคิดนี้ผุดขึ้นมา แต่ชาวบ้านก็อาจจะไม่ไปกับเขาเขาทำงานด้านการผลิต แต่เพิ่งจะเดินทางข้ามกาลเวลามาไม่ถึงหนึ่งเดือน จึงไม่มีเวลาทำความเข้าใจว่าผลิตภัณฑ์ใดสามารถผลิตในยุคนี้ได้บ้างเขาพลิกตัวไปมา ครุ่นคิดหาวิธีแก้ปัญหาทั้งคืนเริ่มจากปลาก่อนแล้วกัน เขาต้องทำอย่างไรถึงจะสามารถจ้างคนเพิ่มได้แต่ด้วยวิธีนี้เขาไม่แน่ใจว่าจะสำเร็จหรือไม่…วันต่อมา ท้องฟ้ายังมืดสลัว เฉินฝานออกเดินท
“มิใช่หรือ? ปลาย่างของพวกเขา เทียบกับของเจ้าได้ที่ไหนน้องเสี่ยวฝาน?”หลี่ซื่อที่ขายขนมอบกับลุงขายขนมเปี๊ยะไม่เพียงต่อสู้เพื่อเฉินฝานเท่านั้น แต่ยังเพื่อตัวของพวกเขาเองด้วยหากการค้าของเฉินฝานซบเซา การค้าของพวกเขาก็จะซบเซาลงเช่นกัน“ขอบคุณพี่ซื่อกับท่านลุงที่พยายามต่อสู้ต่อกับความไม่ถูกต้องเพื่อข้า พอดีวันนี้ข้ามีบางอย่างต้องทำ จึงต้องเก็บร้านก่อน” เฉินฝานรีบขอบคุณพวกเขา เพราะเขาต้องการจากไปแล้ว …ขณะที่เฉินฝานเดินทางไปตลาด หมู่บ้านซานเหอก็ค่อนข้างวุ่นวาย“ข้าบอกเจ้าแล้วว่าเจ้าไร้เดียงสาเกินไป เจ้าจะเชื่อคนอย่างเฉินฝานได้อย่างไรกัน”“เมื่อวานพวกเจ้าแต่ละคนไปขอร้องเขา ช่างน่าขบขันยิ่งนัก เห็นอยู่ว่าเขาวิ่งหนีไปแล้ว โง่หรือไงกัน”จูต้าอันกับชาวบ้านที่ไม่ได้ไปขอร้องเฉินฝานเมื่อวานนี้ ต่างหัวเราะเยาะชาวบ้านที่ไปห้อมล้อมเฉินฝานเมื่อวาน“จูต้าอันเจ้าไม่ใช่หรือที่เพิ่งวิ่งหนีหางจุกตูด?” เฉียนลิ่วตอบโต้จูต้าอัน “เมื่อวานซืนใช่หรือไม่? เจ้าถูกเฉินฝานทุบตีจนมีสภาพเหมือนคางคกยืนไม่ได้” เมื่อวันก่อน เขาถูกเฉินฝานทุบตีต่อหน้าผู้คนมากมายนับเป็นช่วงเวลาน่าอับอายที่สุดของจูต้าอัน ที่เคยพบ
“เฉินฝาน? ข้าไม่เห็นเขาในตลาด!”หัวหน้าหมู่บ้านก็ได้ยินเรื่องเฉินฝานขายปลาย่างเช่นกัน หลังจากเก็บเงิน เขาก็ตั้งใจไปเดินเล่นที่ตลาดโดยเฉพาะ เขาแค่อยากจะดูว่าเฉินฝานขายปลาอย่างไร แต่เขาไม่เห็นเฉินฝาน“ข้าพูดไม่ผิด บอกแล้วว่าเฉินฝานต้องวิ่งหนี”เดิมทีจูต้าอันที่เตรียมจะเดินจากไปอย่างสิ้นหวัง แสดงท่าทางตื่นเต้นอีกครั้งทันที เมื่อได้ยินหัวหน้าหมู่บ้านบอกว่าเขาไม่เห็นเฉินฝาน“ฮ่าฮ่า เฉินฝานยังไงก็คือเฉินฝานอยู่วันยังค่ำ แม้แต่เงินของลุงเจียงเขายังใช้มีดบีบบังคับเอามาได้ เจ้าเชื่อคนแบบนี้งั้นหรือ ฮ่าฮ่าฮ่า ตอนนี้เจ้าคงโดนเขาหลอกเข้าแล้วล่ะ”“ท่านลุง หรือว่าเฉินฝานจะไปขายที่อื่น?”เฉียนลิ่วยังไม่อยากจะเชื่อ เรื่องหน้าตาเป็นแค่เรื่องเล็ก แต่เงินซื้อยาให้แม่สำคัญกว่าเมื่อวาน เขาคิดว่าต้องขอบคุณเฉินฝานที่ทำให้เขามีเงินจ่ายค่ายาของแม่ แต่ไม่คาดคิดว่าจะเกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้น “ไม่!” หัวหน้าหมู่บ้านส่ายศีรษะซ้ำๆ “วันนี้ป้าของเจ้ามีของให้ซื้อมากมาย เราเดินทางไปทั่วทุกสารทิศแล้ว แต่ก็ไม่เห็นเฉินฝานเลย”“เจ้ามันก็แค่คนโง่เขลา เชื่อคนอื่นไม่ดีกว่าหรอ ไปเชื่อเฉินฝานจริงแถมยังอ้อนวอนขอร้องเขา
มีชายสองคนปรากฎตัวขึ้นกะทันหันโชคดีที่เฉินฝานผ่านการฝึกอย่างหนักในยุคปัจจุบัน หลังจากเดินทางทะลุมิติมาเขาก็ยังคงฝึกฝนด้วยตนเอง แม้จะถูกวางยา ก็ไม่ถูกใครจับได้ง่ายๆ ยิ่งไปกว่านั้นเรือนหลังนี้อยู่ไม่ห่างจากเรือนของหลิงอวี้เฉินฝานหนีเข้าไปในเรือนของหลิงอวี้ได้สำเร็จเพิ่งเข้าไปในเรือนของหลิงอวี้ ชายทั้งสองคนก็ชะงักฝีเท้าเพราะชิงหนิงเดินมาเมื่อวานชิงหนิงแสดงความสามารถของนางให้เห็นแล้ว ชิงซีไม่กล้าให้ชายทั้งสองคนบุ่มบ่ามเข้าไป“ใต้เท้า เกิดเรื่องอะไรขึ้นกับท่านเจ้าคะ?”ชิงหนิงที่อยู่ไกลๆ สัมผัสได้ถึงความผิดปกติของเฉินฝาน“ใต้เท้า เหตุใดหน้าท่านถึงแดงก่ำเช่นนี้? เป็นไข้หรือเจ้าคะ?”“อย่างแตะต้องข้า!”เฉินฝานปัดมือของชิงหนิงที่จะพยุงเขาทิ้งตอนนี้ไม่อาจให้สตรีคนใดแตะต้องตัวเขาได้ ความรู้สึกที่อัดแน่นในร่างกาย อยู่ในจุดที่ใกล้จะสูญเสียการควบคุมแล้ว“ใต้เท้า?”ชิงหนิงเบิกตากว้าง มองเฉินฝานด้วยความงุนงงเฉินฝานไม่มีแรงอธิบายให้ชิงหนิงฟัง เขาเพียงพูดไม่หยุด “ข้าร้อน! น้ำ ข้าต้องการน้ำเย็น น้ำเย็นจำนวนมาก!”“เจ้าค่ะๆ! ข้าจะรีบไปเตรียมให้เดี๋ยวนี้!”ตอนเฉินฝานบอกว่าร้อน ชิงหนิงเข้
“ข้าจะบอกพวกเจ้าให้นะ ข้าขอบอกไว้เลยว่า หากวันนี้ใต้เท้าก้าวออกไปจากเรือนหลังนี้ ข้าจะส่งพวกเจ้าทุกคนไปหุบเขาพยัคฆ์”เดิมทีเมื่อแม่ชีได้ยินคำพูดของเฉินฝาน ก็ไม่ได้แนบชิดกลับเฉินฝานขนาดนั้นแล้ว แต่ทว่า เมื่อชิงซีพูดขึ้นเช่นนี้ แววตาของพวกนางเริ่มเปี่ยมไปด้วยความหวาดผวา กลับมาแนบชิบเขาอีกครั้งด้วยความหวาดกลัว พวกนางเริ่มถอดเสื้อผ้าของเฉินฝาน แห่กันเข้าไปยั่วยวนเฉินฝานด้วยท่าทีเก้กังเฉินฝานบีบรัดจนแทบระเบิดแล้ว มือทั้งสองข้างของเขาจับเตียงแน่น ไม่ให้ตนมีท่าทีใดๆเวลานี้ แม้แต่นิ้วมือเพียงนิ้วเดียวของตนเอง เขาก็ไม่อาจควบคุมได้แล้วเขาไม่ใช่คนหัวโบราณ ตบแต่งภรรยาได้หลายคน ทว่าเขาไม่อาจทำอะไรแม่ชีได้จริงๆ มนุษย์ไม่อาจทำลายหลักการพื้นฐานของตนได้เขาลืมตาที่ตอนนี้พร่ามัวไปหมด มองไปทางชิงฮวนที่อยู่บนตัวเขา “ชิงฮวน ข้าขอถามเจ้า เจ้าไม่กลัวจริงๆ หรือ?”ชิงฮวนที่ก้มหน้าจูบและเลียเฉินฝาน ตัวสั่นเทาเล็กน้อย“ก่อนหน้านี้ใต้เท้าคนนั้นก็พูดกับพี่เซียงเช่นนี้ สุดท้ายใต้เท้าคนนั้นก็หลับนอนกับหญิงอื่น ส่วนพี่เซียงก็ไปหุบเขาพยัคฆ์”“ท่านรู้หรือไม่? เดิมทีหุบเขาพยัคฆ์ไม่ได้มีชื่อว่าหุบเขาพยัคฆ์ หลา
เขารู้สึกมีแรงกระตุ้นอย่างไม่คาดคิดเฉินฝานรู้สึกตัวทันทีว่ายิ่งเขาอยากควบคุมตนเองมากเพียงใดก็ยิ่งควบคุมสติไม่อยู่เพียงนั้นเขากระชับเสื้อผ้าขึ้นลุกขึ้นยืน อาจเป็นเพราะในเรือนร้อนเกินไป เขาจึงอยากออกไปสูดอากาศด้านนอกไฉนเลยจะรู้ว่า เพิ่งจะลุกขึ้นยืนไม่นาน เท้าเดินโซซัดโซเซขาอ่อนแรงทั้งสองข้าง“ใต้เท้า ท่านเป็นอันใดไปเจ้าคะ?”ชิงฮวนรีบรุดหน้าไปพยุงเฉินฝาน“เจ้าหลบไป!” เฉินฝานผลักชิงฮวนออกอย่างสุดแรง“ใต้เท้า ไม่สบายงั้นรึ? ชิงฮวนเจ้ารีบพยุงใต้เท้าไปพักที่เตียง”ด้วยคำสั่งของชิงซี ชิงฮวนไม่เพียงแต่ไม่ออกไป แถมยังพยุงอย่างแนบชิดมากกว่าเดิม“เร็วเข้า พวกเจ้าก็รีบมาช่วยกันพยุงใต้เท้าไปที่เตียง”เมื่อได้ยินเสียงของชิงซี ก็มีแม่ชีน้อยอีกสามคนที่อายุรุ่นราวคราวเดียวกับชิงฮวนเดินออกมาเฉินฝานชำเลืองมองเล็กน้อย รีบหลับตาลงทันทีแม่ชีน้อยสองสามคนนั้น คิดไม่ถึงว่าจะสวมชุดที่บางเฉียบเช่นนี้พวกนางแนบชิดร่างกายเขาเย้ายวนด้วยท่าทางเก้ ๆกัง ๆเรื่องมาถึงขั้นนี้แล้ว มีเพียงบุรุษเท่านั้นจึงเข้าใจว่าเกิดอันใดขึ้นเฉินฝานผลักแม่ชีน้อยสี่คนที่ล้อมเขาออกอย่างสุดกำลัง “ชิงฮวน เจ้าช่างกล้ายิ่งน
ของตกแต่งภายในเรือนประณีตและภายนอกเรือนมีลักษณะที่เรียบง่ายสวยงาม แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงผ้าคลุมบนโต๊ะและเก้าอี้ สีสว่างเปล่งประกาย ด้านบนมีลายปักที่ประณีตเตียงที่อยู่ไม่ไกล มีผ้าห่มที่นุ่มสบายและม่านมุ้งที่ลอยละล่องบนโต๊ะมีผลไม้นานาชนิด ถึงขั้นมีผลไม้บางชนิด เป็นผลไม้ที่ไม่สามารถปลูกในเมืองหรงตูได้มีกาน้ำชาที่ประณีตวางไว้ด้านข้างผลไม้ ใบชาในกาน้ำชา ดูแล้วคงจะราคาแพงเช่นกันหากไม่ใช่ว่าชิงซีส่งเสียงออกมาทันเวลา เฉินฝานคงคิดว่าตนเองออกมาจากสำนักชีชิงเมี่ยวแล้ว“ที่แห่งนี้เป็นที่พักที่สำนักชีชิงเมี่ยวจัดไว้ให้ผู้ศรัทธาคนสำคัญ เจ้าอาวาสกล่าวว่าท่านอัครเสนาบดีเป็นผู้ศรัทธาคนสำคัญที่สุดนับตั้งแต่ก่อตั้งสำนักชีชิงเมี่ยวมา จะให้ใต้เท้าลำบากไม่ได้อย่างแน่นอนเจ้าค่ะ”จู่ ๆ ชิงซีก็พูดเสียงดัง “มีแขกคนสำคัญมา ยังไม่ออกมาประเคนชาอีกรึ?”พูดจบไม่นาน ก็มีสตรีนางหนึ่งเดินมาจากห้องข้าง ๆไม่สิ หากจะกล่าวให้ถูกต้อง ไม่ใช่สตรีนางหนึ่ง แต่เป็นเด็กสาวคนหนึ่งเสียมากกว่าเด็กสาวสุดสวมชุดแม่ชีสีอ่อน ความเยาว์วัยและความนุ่มเด้งบนใบหน้ายังคงมีอยู่ ดูแล้วคงจะไม่เกินอายุสิบสามสิบสี่ปีอายุไล่เลี่ย
เถียนเสี่ยวอวี่ก็พยักหน้าเช่นกัน “ถูกต้องแล้ว ปกติแล้วประตูบานนั้นจะไม่เปิดออก และยังล็อกกลอนไว้ด้วย จู่ ๆก็บังเอิญ...” เถียนเสี่ยวอวี่หยุดพูดทันที สีหน้าค่อย ๆ มืดมนลง“หรือว่าคนจงใจเปิดออกงั้นรึ? มีคนที่ไม่อยากเจ้าอาวาสพูดต่อ ดูแล้ว อาของคงจิ้งจะต้องทำเรื่องหายนะอย่างใหญ่หลวงเป็นแน่”“เสี่ยวอวี่!” เฉินฝานหยุดชะงักฝีเท้าทันที สีหน้าเคร่งเครียด “สวี่ซื่อเจี๋ยเป็นผู้ว่าการมณฑลเมืองหรงตู เป็นขุนนางขั้นหกระดับสูงในราชสำนัก เรื่องนี้จะคาดเดาส่งเดชไม่ได้”“ใต้เท้า ข้า...”“พอเถอะ ช่างเรื่องนี้ก่อน”เฉินฝานพูดตัดบทเถียนเสี่ยวอวี่อย่างไม่เกรงใจหลิงอวี้ไม่ให้เถียนเสี่ยวอวี่รู้เรื่องของสวี่ซื่อเจี๋ย ก็เพื่อที่จะปกป้องนางเรื่องบางเรื่อง ไม่รู้จึงปลอดภัยที่สุดเฉินฝานอยากรักษาความพยายามที่หวังดีของหลิงอวี้ให้คงอยู่ต่อไปไม่ว่าสวี่ซื่อเจี๋ยจะทำเรื่องอันใด จะเกี่ยวข้องกับเถียนเสี่ยวอวี่หรือไม่ เฉินฝานก็ไม่ยอมให้นางเข้าไปเกี่ยวข้องอยู่ดี“ชิงหนิง พานางกลับเรือนไปพักผ่อนเถอะ”“เจ้าค่ะ!”ชิงหนิงรีบหิ้วตัวเถียนเสี่ยวอวี่ที่ไม่ยอมกลับจากไปทันที นางคิดเหมือนกับเฉินฝานคือ ไม่อยากให้เถียนเสี่
“มีเรื่องอันใดซื่อไท่พูดออกมาตรง ๆ เถิด แก้ปัญหาทุกเรื่องเพื่อราษฎรเพื่อขุนนางอย่างถูกทำนองคลองธรรม ไม่จำเป็นต้องขอร้อง”ได้ยินเฉินฝานพูดเช่นนี้ หลิงอวี้ยืนตัวแข็งทื่อน้ำตาไหลพรั่งพรูออกมาจากตาของนางคำพูดของเฉินฝาน นางไม่เคยได้ยินผู้ใดพูดเช่นนี้มานานแล้วใช่แล้ว เดิมทีก็ควรจะเป็นเช่นนี้อยู่แล้ว แก้ปัญหาทุกเรื่องเพื่อราษฎรเพื่อขุนนางอย่างถูกทำนองคลองธรรมทว่า ขุนนางส่วนใหญ่ของต้าชิ่งลืมคำพูดนี้ไปนานแล้ว หลายปีผ่านมานี้เสิ่นหมิงหยวนขุนนางกังฉินกุมอำนาจ ขุนนางต้าชิ่งส่วนใหญ่คิดเพียงว่าจะใช้อำนาจรังแกประชาชนอย่างไรเท่านั้น“ใต้เท้า ท่านโปรดจัดการผู้ว่าการมณฑลสวี่ซื่อเจี๋ยด้วยตนเองนะเจ้าค่ะ เขาเป็นคนที่...”“แค่ก ๆ ๆ ๆ”เฉินฝานไออย่างรุนแรงทันที จู่ ๆ ประตูฝั่งตะวันตกของพระตำหนักก็ถูกลมพัดจนเปิดออก ลมพัดโชยควันธูปมาปะทะหน้าเฉินฝานและหลิงอวี้ขนาดเฉินฝานยังทนไม่ไหว นับประสาอันใดกับหลิงอวี้ที่ป่วยหนัก“แค่ก...”หลังจากที่ไอออกมาอย่างรุนแรง หลิงอวี้ก็รู้ตัวว่าอ่อนแอลงอย่างมาก“แม่นางหวง เจ้ายังมียาอายุวัฒนะอีกหรือไม่” เฉินฝานตะโกนไปด้านนอกตำหนักด้วยน้ำเสียงรีบร้อน เขารู้อยู่แล้วห
เฉินฝานโบกมือ “เอาล่ะ คารวะเรียบร้อยแล้ว พวกเจ้าทั้งหมดจงกลับไปเถอะ”กลุ่มคนโหวกเหวกโวยวาย เฉินฝานไม่ชอบเสียงดังหากไม่ใช่เพราะเถียนเสี่ยวอวี่ เขาคงจะไม่ให้คนเหล่านี้รู้ว่าเขามาที่แห่งนี้มีผู้พิทักษ์สองสามคนติดตามเฉินฝานมาโดยตลอด พวกเขาคือทหารรักษาพระองค์ที่ได้รับคำสั่งจากฉินเย่ว์เหมยให้มาปกป้องเฉินฝานอย่างลับ ๆก่อนรุ่งสาง เขาเรียกผู้พิทักษ์คนหนึ่งออกมา ให้เขาไปป่าวประกาศเส้นทางของตนเองในเมืองหรงตูเฉินฝานคะเนไว้ว่าขุนนางกลุ่มนั้นคงจะมาอย่างรวดเร็ว ไม่คิดว่าจะมาเร็วปานนี้“ใต้เท้า พักที่สำนักชีคงไม่สะดวกนัก ท่านตามข้าน้อยกลับไปพักในเมืองหรงตูจะดีกว่าขอรับ”จางหย่งเชาและขุนนางเมืองหรงตูคนอื่น สีหน้าเปี่ยมไปด้วยความอาลัยอาวรณ์และไม่ยินยอม ในกลุ่มขุนนางเหล่านี้นอกจากจางหย่งเชาที่มาจากเมืองหลวงแล้ว คนอื่นล้วนไม่เคยออกจากเมืองหรงตูไม่ใช่เรื่องง่ายที่ท่านอัครเสนาบดีมาเยือน พวกเขาพยายามอย่างสุดชีวิตเพื่อจะโผล่หน้ามาให้เฉินฝานเห็น เพื่อเพิ่มโอกาสเลื่อนตำแหน่งของตนเองแม้เพียงเล็กน้อยก็ยังดี“ถูกต้องแล้ว ใต้เท้าจางพูดถูก ท่านอัครเสนาบดีท่านกลับเมืองหรงตูไปกับพวกเราเถอะ”“ปกติท่านทำ
จางหย่งเชาเจ้าเมืองหรงตูพุ่งตัววิ่งด้วยความเร็วดั่งวิ่งแข่งร้อยเมตรมาเฉินฝาน ด้านหลังเขามีขุนนางเมืองหรงตูกลุ่มหนึ่งตามมาด้วยขุนนางเมืองหรงตูกลุ่มนี้เป็นขุนนางที่เพิ่งได้รับตำแหน่งใหม่หลังจากที่เฉินฝานไปเมืองหลวงแล้ว เฉินฝานรู้จักเพียงจางหย่งเชา เขารู้จักจางหย่งเชาเพราะก่อนที่ออกจากเมืองหลวงมาไม่นาน ฉินเย่ว์เหมยรับสั่งให้เขามาทำภารกิจที่เมืองหรงตูจึงเคยเห็นเขาคนที่ตามหลังจางหย่งเชามาติด ๆคือ ผู้ว่าการมณฑลเมืองหรงตู สวี่ซื่อเจี๋ย เพียงครู่เดียวคงจิ้งก็สามารถมองเห็นอาตนเองได้ นางรีบรุดหน้าเข้าไปหาทันที“ท่านอา!”เห็นคงจิ้งวิ่งมาเช่นนี้ สวี่ซื่อเจี๋ยเหงื่อเย็นผุดขึ้นเต็มหน้าผาก นางตาบอดหรือกระไร? ต่อให้นางไม่รู้จักเฉินฝาน เช่นนั้นนางไม่เห็นจางหย่งเชารึ?เขาร้อนรนใจดั่งไฟสุมอกดึงคงจิ้งลงมาด้านข้าง ในขณะเดียวกันก็ตวาดลั่นไปด้วย “มาทางนี้!”คงจิ้งสีหน้างงงันทันที ผ่านไปครู่เดียวก็วิ่งออกมาอีกแล้ว“ท่านอา คนผู้นั้น!” คงจิ้งยกมือชี้นิ้วออกไป “ไม่รู้ว่ามาจากที่ใด บอกว่าตนเองเป็นสามัญชนมาก่อความวุ่นวายที่สำนักชีชิงเมี่ยว ทำร้ายร่างกายเหล่าแม่ชีในสำนัก หลานก็ถูกทำร้ายเช่นกัน ท่านดูสิ...
“ใต้เท้า ท่านสบายดีหรือไม่?” หลูเฉิงกวงถูมือด้วยความตื่นเต้นอยู่นาน จึงพูดประโยคนี้ออกมาอย่างทุลักทุเล“ข้าสบายดี!” เมื่อเจอคนสนิท เฉินฝานก็ยินดีมากเช่นกันหลิงอวี้พากลุ่มแม่ชีสำนักชีชิงเมี่ยวมาคุกเข่าต่อหน้าเหล่าขุนนางเมืองหรงตูเฉินฝานเดิมอ้อมมา คนด้านข้างจึงยังไม่มีผู้ใดเห็นเขา“พี่หญิงใหญ่ ท่านดูสิ” ชิงผิงตาดี เพียงครู่เดียวก็สังเกตเห็นได้ว่าหลูเฉิงกวงวิ่งมาด้านหน้าเฉินฝานคงจิ้งมองตาม นางขมวดคิ้ว “นั้นคือนายกองหลูเฉิงกวงไม่ใช่รึ?”“คิดว่าใช่นะเจ้าคะ พี่หญิงใหญ่ นายกองเคารพนอบน้อมให้ชายผู้นั้นตลอด ชายผู้นั้นคงจะไม่ใช่สามัญชนแล้วกระมัง?”เมื่อฟังคำพูดของชิงผิงแล้ว ใจของคงจิ้งตึงเครียดทันทีชายผู้นี้ที่เถียนเสี่ยวอวี่พามา เป็นเสนาบดีใหญ่จริงหรือ?ทางเฉินฝาน“ใต้เท้า ข้าจะรายงานท่านเจ้าเมืองจางให้ทราบว่าท่านอยู่ที่นี้” หลูเฉิงกวงกำลังจะไปแจ้งข่าวเจ้าเมืองหรงตูด้วยความยินดี“ตอนนี้ยังไม่ต้อง!” เฉินฝานโบกมือ เขารีบก้าวเท้าฉับเดินไปทางมุมซ้ายของพระอุโบสถมีคนที่เขาอยากเจออย่างมากอยู่ที่นั่น“พี่ฝาน”เป็นต้ายาและสามีของนางโจวถง“ท่านพี่ เร็วเข้าสิ รีบมาคารวะใต้เท้า” ต้ายาท