...เป็นบทนำเสนอหน้าเล่มนะเจ้าค่ะ เพราะเนื่องจากเรื่องจะดำเนินตั้งแต่นางเอกเด็กๆ ทำให้ตอนปูเรื่องมาอาจน่าเบื่อไปบ้าง เลยถือโอกาสหยิบยกตอนที่เริ่มเข้มข้นแล้วมานำเสนอไว้ตอนแรกสุด และเป็นที่มาของชื่อนิยายด้วยค่ะ.....
......
"ในเมื่อเท่าที่เจ้าเล่ามา... การสัมผัสอาจทำให้เจ้าเห็นอนาคตของผู้อื่นเพิ่มมากขึ้น งั้นเรามาลองกันหน่อยดีหรือไม่?"
เหรินโย่วหลุนมองหญิงสาวในชุดขาวไม่วางตา ใบหน้าสวยสะครานตาก้มหน้าลงต่ำ ผมดำยาวของนางถูกจัดแต่งทรงไว้อย่างงดงาม หัวไหล่มนเล็กที่คล้ายสามารถโดนลมพัดปลิวได้พาให้คนอยากปกป้อง
ความน่าดึงดูดที่แปลกประหลาดที่เกิดจากตัวนางนั้น มาจากความสามารถพิเศษของนางหรือไม่เขาก็ไม่อาจคาดเดาได้ แต่นางกลับสามารถทำให้เขาไม่อาจละสายตาไปจากนางได้เลย โดยไม่รู้ตัวทุกวันเมื่อเมื่อยล้าสายตาก็จะหันไปมองนาง ก็จะเห็นนางนั่งอยู่ต่อหน้าตนเองตลอด อยู่ในห้องทรงอักษรด้วยกันกับเขา นั่งหลับตาคล้ายตัดตนออกจากโลกภายนอก ยามนางจากไปเพียงไม่กี่วันเขาก็แทบทนไม่ไหว รู้ตัวอีกทีก็ต้องการเอาเชือกมาผูกมัดนางไว้กับเขาตลอดเวลาเสียแล้ว
หากพูดถึงถ้านางไม่ได้เป็นนักบวช ใบหน้าเช่นนี้คงถูกจับมาเป็นบุตรสาวบุญธรรมของพวกขุนนางไปแล้ว คนพวกนั้นต้องการอำนาจมากมายเพียงใดทำไมเขาจะไม่รู้ ต่อจากรับนางมาเป็นบุตรสาวแล้วก็คงจับนางแต่งเข้ามาเป็นสนมของเขาเป็นแน่ ทว่ายามนี้นางกลับสวมอาภรณ์ของนักบวชหญิง ใครอยากทำเช่นนั้นก็ทำได้แค่เพียงคิดเท่านั้น
เหรินโยว่หลุนยื่นมือออกไปหานาง
จูมี่เอินที่ก้มหน้าอยู่ก็เหลือบตามองไปแว็บหนึ่ง คลับคล้ายคลับคลาว่าเห็นฮ่องเต้ทรงยื่นพระหัตถ์ออกมา นางจึงขยับเข้าไปใกล้ช้าๆ ก้าวเดินของนางนั้นแผ่วเบา คล้ายเทพเซียนที่ลอยตัวได้ ยามขยับอาภรณ์สีขาวก็ไหวปลิวตามลมเหมือนธารของสายน้ำดูงดงามตา ดูยังไงนางก็เป็นนักบวชที่น่าเลื่อมใสไม่อาจเถียงได้
เหตุใดต้องอยากให้นางเห็นนิมิตรของเขากัน ในเมื่อนางก็บอกไปแล้วว่าสิ่งที่นางเห็นคือการเจ็บป่วยที่รุนแรงหรือหนักสุดก็เป็นการเสียชีวิต ไม่ได้มีนิมิตรที่น่ายินดีเลยสักครั้ง ถ้าหากนางเห็นฮ่องเต้ในนิมิตรของตนก็แสดงว่าเขาต้องพบชะตากรรมที่อาจนำพาไปสู่ความตายได้ ทำไมยังอยากจะให้นางมองเห็นตนในนั้นอีก หรือกำลังกำลังกังวลว่าบางทีนางอาจจะมองพลาดไป ไม่เจอนิมิตรที่อันตรายถึงชีวิตเขากัน แต่ในเมื่อเบื้องสูงมีรับสั่งเช่นนั้น นางสามารถขัดได้หรือ?
จูมี่เอินหยุดยืนอยู่ตรงหน้าเตียงของฮ่องเต้ ยื่นมือทั้งสองข้างไปจับที่ปลายนิ้วของเขา แตะมือลงแผ่วเบาประกบปลายนิ้วของเขาไว้ด้วยมือทั้งสองของตน พระวรกายของฝ่าบาทนั้นมีค่ายิ่งกว่าทองคำ หากนางทำพลาดเพียงนิดไม่แน่ว่าอาจจะรักษาหัวของตนไว้ไม่ได้
ต่อให้ที่ผ่านมาได้อยู่กับเขาทั้งวันในช่วงเช้าก็ไม่คล้ายจะเรียกว่าสนิท วันๆ พูดกันแทบนับคำได้ แถมเขายังมีฐานะสูงส่งเช่นนี้นางมีอาจตีตนเสมอได้ ยามนี้ในใจนางก็เห็นเขาคือฮ่องเต้ของแคว้นและเป็นผู้มีพระคุณของนางคนหนึ่งเท่านั้น
เมื่อแตะมือไปแล้วนอกจากรับรู้ได้ถึงความร้อนจากฝ่ามือของอีกฝ่าย จูมี่เอินก็ไม่รู้สึกถึงสิ่งใดอีก ไร้นิมิตรจากดวงตาวิเศษ
เหรินโย่วหลุนหรี่ตาเล็กลงอย่างชั่วร้ายเมื่อเห็นนางจับมือเขาไว้แล้ว เขากระตุกมือเล็กมาไว้ในมือของตนแล้วดึงร่างบางเข้ามาหาตัวเองทันที
"..." จูมี่เอินเบิกตาโต กำลังจะกรีดร้องออกมาด้วยความตกใจ แต่ก็มีสติได้ทันรีบสั่งตัวเองยกมือมาปิดปากไว้ก่อนจะหลุดเสียงร้องออกมา
ตุบ
ร่างบางเซลงไปนั่งลงบนตักของเหรินโย่วหลุน ทิ้งน้ำหนักลงที่ตัวเขาทั้งหมด ด้วยไม่อาจทรงตัวได้นางจึงซบไปที่ตัวเขาทั้งตัวอีกด้วย
ใบหน้าเล็กที่ก้มต่ำมาตลอดกำลังเบิกตาโตก็แหงนหน้าจ้องขึ้นไปด้านบน เมื่อเห็นฮ่องเต้กำลังก้มมองตนเช่นกันนางก็เพิ่งได้สติ ก้มหน้าลงหนี ไม่มองหน้าเขาอีก
ในนิมิตรนางเคยเห็นใบหน้าเขามาก่อน แน่นอนว่านั้นไม่ถือว่าผิดที่มองพระพักตร์ของฮ่องเต้โดยตรง เพราะในนั้นนางไม่อาจควบคุมตนเองได้ ภาพที่เห็นชัดเจนแม้กระทั่งสีก็ไม่มีเพี้ยนทำให้เห็นถึงความรูปงามของเขาอย่างชัดเจน ไม่มีใครเทียบเขาได้ นางเข้าใจเรื่องนี้อย่างถ่องแท้ คราได้เห็นเขาในนิมิตรยังว่าใจเต้นแล้ว ครานี้เมื่อเขาอยู่ไม่ห่างเช่นนี้นางกลับยิ่งไม่สามารถควบคุมหัวใจตนเองได้ เสียงหัวใจของนางเต้นดังสะท้อนอยู่ในหู จูมี่เอินเม้มริมฝีปากแน่น กลัวฮ่องเต้จะได้ยินไปด้วย นางเพียงคิดว่าตนนั้นเสียหลักล้มลงมา ไม่ได้รู้ตัวเลยสักนิดว่ากำลังถูกแกล้ง จึงรีบขอโทษเขาออกไป
"ขอ ขออภัยที่เสียมารยาทเพคะ" จูมี่เอินรีบจะลุกออกจากตัวของเขา ทว่ากลับไม่สามารถขยับได้ พลันเพิ่งจะได้รู้สึกถึงมือที่เอวของตน มือนั้นแข็งราวกลับเหล็กชิ้นโต ยิ่งนางขยับเขาก็ยิ่งออกแรงกดนางไว้แน่นกว่าเดิม เหตุใดถึงไม่ปล่อยนางเล่า?
ในตอนนั้นเสียงบนหัวก็เอ่ยถาม
"มองเห็นอะไรรึไม่?" เหรินโย่วหลุนหลุบตามองเรือนผมของนางที่อยู่เบื้องหน้าของตน อารมณ์ที่อึดอัดมานานเริ่มคลายตัวลงเล็กน้อย จมูกได้กลิ่นหอมอ่อนๆ มาจากร่างบนตัก คล้ายกลิ่นของกลับดอกบัวจางๆ
"ยัง ยังไม่เห็นเพคะ" อย่างที่จูมี่เอินได้บอกไปก่อนหน้านี้ นางไม่สามารถควบคุมการมองเห็นอนาคตได้ เมื่ออยู่อารามบางครั้งเดินชนกับใครอาจจะเห็นอนาคตของเขา แต่ก็ไม่ใช่ทุกครั้งไป แถมยังเป็นภาพสีขาวดำไม่ชัดเจนอีกด้วย
เหรินโย่วหลุนรอบนี้กลับไม่ได้ดูเหมือนเสียใจที่ได้ฟังเช่นนั้น ต่างกับก่อนหน้านี้ที่ผิดหวังที่นางไม่เห็นเขาในนิมิตรของตนเอง ยามนี้เรื่องนั้นมันกลับเข้าทางของเขา มือใหญ่จับคางมนของคนตัวเล็กในอกให้เงยหน้าขึ้นมามองเขา
ใบหน้าสวยของนักบวชหญิงเงยขึ้นตามแรงดันก็จริง แต่ดวงตาสีดำกระจ่างของนางกลับหลุบต่ำลงไม่มองเขาโดยตรง
เหรินโย่วหลุนจ้องมองริมฝีปากเล็กแต่อวบอิ่มและเป็นสีชมพูของคนใต้ร่าง ช่างน่าดึงดูดจนเขาไม่อาจละสายตาได้ ความต้องการบางอย่างถูกปลุกขึ้นในตัวของเขา ในเมื่อนางจงใจหลอก เขานางก็ต้องโดนสั่งสอนบ้างจริงไหม แผนในใจที่คิดว่าจะค่อยๆ หลอกล่อนางยามนี้ก็เปลี่ยนไปแล้ว
เหรินโย่วหลุนตัดสินใจก้มลงไปประกบปากลงบนริมฝีปากของนาง ความนุ่มอุ่นจากริมฝีปากของคนตัวเล็กทำให้เขารู้สึกพอใจเป็นอย่างมาก รู้สึกดีกว่าที่คาดการณ์ไว้เสียอีก แทบไม่อยากผละออกและต้องการมากกว่านี้
จูมี่เอินเบิกตาโต มองเห็นขนตาของอีกฝ่ายที่กำลังหลับตาลงอยู่ชิดกับดวงตาของนาง รับรู้ถึงความนุ่มชื้นที่ริมฝีปากของตน อีกทั้งลมหายใจของอีกฝ่ายที่เป่ารดใบหน้าของนางนั้นอุ่นจนนางสามารถรับรู้ถึงมันได้อย่างชัดเจน
ไม่ได้!แบบนี้ไม่ถูกต้อง!
มือเล็กผลักอกแกร่งอย่างไวโดยลืมตัวว่าเขาเป็นใคร
คนโดนผลักก็ผละออกไปตามแรงดัน ทว่ากลับไม่ยอมปล่อยเอวบางแน่งน้อยของนางออกให้เป็นอิสระ ยังคงโอบกอดร่างเล็กไว้ด้วยมือเดียว ความหวานจากริมฝีปากของนางยังคงไม่จางหาย ฮ่องเต้หนุ่มยกยิ้มกรุ่มกริ่มอย่างพอใจ มองดูใบหน้าของนักบวชหญิงที่แดงก่ำ ความแดงบนใบหน้ายังแผ่กระจายไปถึงใบหูเล็กๆ ของนางอีกด้วย ยิ่งมองยิ่งรู้สึกเอ็นดูนางเข้าไปใหญ่ ไหนจะดวงตาสีดำกลมโตกำลังจ้องมาที่เขาด้วยความตกใจนั้นอีก ดูเหมือนกระต่ายขี้ตกใจไม่มีผิด
"เช่นนี้เล่าเห็นไหม?" เขายังคงหยอกล้อนาง ในใจหวานล้ำคล้ายได้กินของที่ชอบ ใช้ลิ้นเลียริมฝีปากของตนไปอีกทีเพื่อย้ำรสสัมผัสจากริมฝีปากของคนงามที่ตนเพิ่งขโมยมา
"..." จูมี่เอิ่นแทบหาเสียงของตนเองไม่เจอ จิตใจที่กระเจิดกระเจิงไปไกลไหนเลยจะมีสมาธิในการรับรู้สิ่งอื่น นางจะไปมองเห็นอนาคตได้ยังไงกันเมื่อโดนเขากระทำเช่นนั้น ถึงนางจะอยู่ในสายธรรม ใช้ชีวิตอยู่ในอารามมานาน แต่ก็เข้าใจดีว่าสิ่งที่ฮ่องเต้พระองค์นี้ทรงทำลงไปมันเกินเลยกว่าที่จะอยากให้นางมองเห็นนิมิตรของเขา เกินเลยกว่าหญิงสาวและบุรุษที่คบหาดูใจกันพึ่งกระทำด้วยซ้ำ นี่มันการกระทำของคู่รักที่แต่งงานไปแล้วต่างหาก
พระองค์ทรงรู้ตัวรึไม่ว่าทำสิ่งใดอยู่ แน่นอนว่าเขาเป็นถึงผู้ครองแคว้น อยากได้สิ่งใดก็ย่อมได้ แต่กับนางนั้นมันต่างออกไป นางหาใช่หญิงสาวทั่วไปไม่ นางตัดสินใจอย่างกล้าๆ กลัวๆ ลองย้ำกับเขาออกไปว่า
"ฮ่องเต้...หม่อมฉันเป็นนักบวชนะเพคะ!"
...........
ที่ได้ยกมาให้อ่านคือบทที่ 51 นะคะ
คำเตือน ✨ เนื้อหาที่ไม่เหมาะกับผู้มีอายุต่ำกว่า 18+ จะใส่ 🔥🔥🔥 กับสัญลักษณ์รูป +++ ไว้นะคะ ใครไม่ชอบกดข้ามได้ค่ะ ส่วนมากไม่มีผลกับเนื้อเรื่อง
.........
จูมี่เอิน: เด็กสาวที่มีดวงตาวิเศษ มองเห็นอนาคตของผู้คน ถูกเลี้ยงดูมาโดยนักบวช มีนิสัยคล้ายผู้ฝึกตนจนเหมือนคนซื่อบื้ออยู่บ้างในเรื่องความรัก
เหรินโย่วหลุน: ฮ่องเต้แคว้นเซียว เอาแต่ใจ อยากได้อะไรก็ย่อมได้
เหรินเยว่เทียน: อ๋องห้า พระอนุชาของฮ่องเต้องค์ปัจจุบัน เป็นจอมเสเพลไม่เอาการเอางาน
หลี่ลู่ซือ: อาจารย์ของจูมี่เอิน ผู้ดูแลอารามที่หมู่บ้านจิ้ง
ศิษย์พี่ทั้งสี่: ศิษย์พี่ทั้งสี่คนของจูมี่เอิน นางเรียกเขาตามลำดับการเข้ามาในอาราม ศิษย์พี่อี้(ศิษย์คนแรกของอาราม)
ศิษย์พี่เอ้อร์ (คนที่สอง) ศิษย์พี่ซาน (คนที่สาม) ศิษย์พี่ซื่อ (คนที่สี่)
เพยเพย/ถิงถิง: สองนางกำนัลฝาแฝดที่เป็นคนสนิทของ จูมี่เอิน เพยเพยเป็นแฝดพี่มีนิสัยสุขุมและรอบขอบ ถิงถิงเป็นแฝดน้องมีนิสัยขี้กลัว
บทนำ บ้านของจูมี่เอินก็ไม่ได้ร่ำรวยอันใด เพียงทำธูปหอม กำยานทั่วไป แต่ก็ถือว่ามีเงินทองเก่าแก่ของรุ่นปู่รุ่นย่าทิ้งไว้ให้ ทำให้ครอบครัวของนางมีอันจะกินมากกว่าบ้านอื่น จูมี่เอินปีนี้อายุได้เพียงแค่สิบขวบ กลับต้องพบเจอเรื่องสะเทือนใจที่เด็กคนหนึ่งยากจะรับไหว เป็นเพราะครอบครัวของนางอาศัยอยู่ในหมู่บ้านห่างไกลไร้หมอ ไร้ยารักษาโรค บิดาของนางป่วยหนักจึงเสียชีวิตลงโดยไม่ทันได้รับการรักษา นางเป็นเพียงแค่เด็กสิบขวบไหนเลยจะเข้มแข็งพอที่จะเผชิญเรื่องสูญเสียขนาดนี้ได้ แต่ยังดีที่ว่านางยังมีมารดาอยู่เรื่องราวในตอนนี้เลยไม่ได้โหดร้ายจนเกินไป ตอนนี้ค่ำแล้ว จูมี่เอินยืนมองประตูรั้วบ้านที่เปิดอ้าออกอยู่ แสงจันทร์วันนี้ดูเหมือนเป็นใจ มันส่องสว่างจนมองเห็นบริเวณรอบกายโดยไม่ต้องใช้คบไฟ ประตูบานนี้ที่นางกำลังมองอยู่นั้นดูแปลกตาเล็กน้อย เพราะปกติมันมักจะปิดอยู่เสมอ นางจำไม่ได้แล้วว่านานเท่าไหร่ที่นางไม่เคยก้าวขาออกจากบ้านหลังนี้ จำได้เพียงสาเหตุของเรื่องราวที่ทำให้นางถูกตัดขาดจากโลกภายนอกอย่างเลือนลางเท่านั้น เรื่องราวเกิดขึ้นเพราะดวงตาวิเศษของนาง การมองเห็นความตายของผู้อื่น
ค่ำแล้ว...นางกัดฟันมองประตูรั้วของบ้านที่ถูกทำขึ้นมาจนปิดหมดทั้งจวน เนื่องจากจะได้ไม่มีใครมองเห็นนาง บิดาถึงได้ทำประตูรั้วจนทึบเช่นนี้ไว้รอบบ้าน ตัดนางออกจากผู้คนภายนอก ยามนี้พอนางจะก้าวขาออกจากบ้านก็นึกหวาดกลัวขึ้นมา หันมองร่างไร้วิญญาณของบิดาที่มีผ้าขาวปิดไว้ นางก็กัดฟันก้าวขาเดิน ลากรถเข็นที่มีร่างของบิดาอยู่บนนั้น ความกลัวกัดกินในใจ คล้ายออกจากที่หลบภัยสู่โลกภายนอก มองเห็นมารดายืนรออยู่หน้าบ้านก็พยายามออกแรงลากรถเข็นออกไปหา มือเล็กเต็มไปด้วยเหงื่อชุ่มจากความประหม่า ทว่าเมื่อเดินออกมาพ้นประตูแล้วก็มีความกล้าขึ้นหลายส่วน ยามนี้เพราะมืดแล้วคนในหมู่บ้านต่างพากันเข้านอนหมด นางจึงสามารถนำร่างของบิดาออกไปฝังกับมารดาได้ 'ถ้าหากวันใดข้าจากไปแล้วให้เจ้าพาข้าไปฝังไว้ที่เขาด้านหลัง ที่นั่นมีหลุมศพอยู่หลุมหนึ่ง ฝังข้าไว้ตรงนั้นข้างหลุมศพนั้น' นึกถึงเสียงพูดของบิดาที่อ่อนแรงยามพูดออกมาคล้ายคนที่ไม่อาจจากไปได้อย่างสงบ นางสงสารเขาจับใจ แน่นอน ด้วยดวงตาของนางนั้น จูมี่เอินรู้ว่าบิดาจะจากไป นางเห็นภาพตั้งแต่ครั้งนั้นที่บิดาโอบกอดนางไว้กลางฝูงชน แต่เพียงเพราะกลัว กลัวที
"นางปีศาจ นางเป็นปีศาจ นางอยู่ทางนี้!" ชายผู้นั้นตะโกนไม่เลิก เพราะกลัวจูมี่เอินจะมาทำร้ายตนเอง จูมี่เอินใจสั่นขาอ่อน แต่จำต้องหันหลังวิ่งหนี นางไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นถ้าคนที่เหลือมาถึง ชายผู้ที่พบนางเป็นคนแรกนั้นหวาดกลัวนางไม่กล้าเข้าใกล้ หากแต่มนุษย์นั้นเมื่ออยู่กันเป็นกลุ่มก็คล้ายฝูงสุนัข กัดไม่เลือก ยอมตายไม่ยอมถอย เมื่อถึงเวลานั้นนางที่ไร้ที่พึ่งคงไม่สามารถมีชีวิตรอดได้ ในหัวน้อยๆ ตอนนี้มีเพียงคำว่า 'หนี' เท่านั้น เท้าเล็กออกวิ่งไปในป่าด้วยความกลัว หนีจากคนเหล่านั้นเข้าไปลึกกว่าตอนแรกเสียอีก ปากก็ยังคงเรียกหามารดา อยู่ร่ำไป ทั้งที่รู้ว่าตนเรียกไปก็เท่านั้น นางไม่ได้อยากให้มารดาออกมาตอนนี้ เพราะกลัวมารดาจะเดือดร้อนไปด้วย ตุ๊บๆๆ จูมี่เอินไม่ระวังกลิ้งตกเนินไปหลายต่อหลายรอบ นางยังเด็กไร้ประสบการณ์ ไร้ความเคยชินในป่า กลิ้งตกเนินอยู่แบบนั้นจนหนีพ้นกลุ่มคนเหล่านั้นได้ในที่สุด เนื้อตัวที่คราแรกเปื้อนดินยามขุดหลุม ยามนี้ก็เปื้อนดินที่ตนกลิ้งใส่ แถมตามเนื้อตัวยังมีรอยเลือดจากการโดนบาดด้วยหินและกิ่งไม้ที่พื้นอีก สภาพนางตอนนี้น่ากลัวเสียยิ่งกลัวน่ากลัวไปแล้ว ผ
"ข้ายังนึกว่าเจ้าจะหลับเลยวันเสียอีก หากเจ้าตื่นแล้วข้าจะได้ไปเสียที" หญิงชราเองยังนึกว่าเด็กน้อยคงต้องนอนพักอีกหลายวันกว่าจะฟื้น แต่เด็กคนนี้กลับตื่นขึ้นมาไวมาก ยามนี้หญิงชราก็สามารถกลับบ้านได้อย่างสบายใจแล้ว จูมี่เอินเมื่อเห็นว่าคนที่ให้อาหารกำลังจะจากไปก็รีบคลานลงเตียงไปด้วยความไว เดินตามหญิงชราไป ยามนี้ถึงเพิ่งจะสังเกตชุดใหม่ที่ตนใส่ ผ้าพันแผลที่มีตามตัว เป็นหญิงชราหรือที่ทำแผลให้นาง? หญิงชราหันมองจูมี่เอินที่ตามมาจนถึงหน้าห้อง "เจ้าหลงทางหรือ?" หญิงชราถามออกไปแต่กลับไม่ได้คำตอบใดๆ กลับมา "..." เด็กน้อยมองนางตาใสแป๋ว ปากเคี้ยวแผ่นแป้งไม่พูดไม่จา ดวงตาของเด็กหญิงกระจ่างใสคล้ายไม่ถูกโลกอันโหดร้ายกัดเซาะได้ ทั้งที่น่าจะผ่านความโหดร้ายมากมายกลับไม่ถูกสิ่งเหล่านั้นรบกวนจิตใจแม้แต่น้อย "จำทางกลับบ้านได้รึไม่?" เมื่อลองถามประโยคอื่นดูก็เหมือนเดิม ไร้ซึ่งคำตอบใดๆกลับมา "..." "ถ้างั้นเจ้าพักอยู่ที่นี่ก่อนเถิด ข้าต้องกลับแล้ว ไว้จะมาหาเจ้าใหม่" หญิงชราลูบไปที่หัวเด็กน้อยเบาๆ นางมาไหว้ขอพรที่อาราม ยามนี้ใกล้ค่ำแล้ว นางเองก็ต้องกลับจวนเหม
สี่ปีแล้วตั้งแต่จูมี่เอินเข้ามายึดอารามในวันแรก หลี่ลู่ซือโค้งหัวลงเล็กน้อยรับไหว้จากชาวบ้านที่มาอารามและกำลังจะลากลับ ยามนั้นเมื่อมองผู้มาเยือนจากไปก็ทอดสายตากลับไปมองเด็กสาวที่ลานกว้าง กำลังขมักเขม้นกวาดพื้นที่เต็มไปด้วยใบไม้อย่างตั้งอกตั้งใจ นางสวมใส่ชุดเก่าๆ สีน้ำเงินเข้ม ชายเสื้อขาดหลุดรุ่ยหลายส่วน ผมถูกมัดไว้ลวกๆ คล้ายไม่ใส่ใจกับรูปลักษณ์ของตน นึกถึงตอนที่นางเริ่มพูดกับเขาใหม่ๆ เมื่อสามปีก่อน ยามนั้นนางเองก็เริ่มเปิดใจคุยกับชาวบ้านที่มายังอารามบ้าง แต่หลังจากที่นางทักท้วงบางอย่างไปคนที่หมู่บ้านก็เริ่มมาที่อารามน้อยลง เขาสังเกตก็ได้รู้ว่านางนั้นมีบางอย่างที่ไม่เหมือนคนอื่น นึกถึงครั้งที่นางพยายามขอให้เขารับนางเข้ามาในฐานะนักบวชหญิง เขาก็ลังเลเพราะรู้ว่านางไม่อาจเป็นแค่นักบวชหญิงธรรมดา จึงยังชั่งใจอยู่นานจนถึงทุกวันนี้ก็ยังไม่อาจตัดสินใจได้เสียที ตอนหลังเมื่อนางไม่รบเร้าเรื่องนั้นแล้วเขาก็ไม่ได้คิดถึงเรื่องนี้อีกเช่นกัน จูมี่เอินที่กวาดพื้นเอาเป็นเอาตายเองก็นึกถึงเรื่องที่ตนทำพลาดอีกแล้วเมื่อสามปีก่อน หลังจากเริ่มพูดคุยกับคนอื่นได้อีกครั้งก็เกิดเรื่อง
จูมี่เอินนั้นนอกจากจะเย็บผ้าไม่เป็นแล้วทักษะด้านอื่นในการเป็นหญิงสาวนางก็พอมีบ้าง ทำอาหารก็ใช้ได้ งานบ้านก็เรียบร้อย อารามแห่งนี้แม่จะเก่าแต่ก็ถูกนางทำความสะอาดจนไม่มีแม้แต่ฝุ่น แต่เพราะอารามตั้งอยู่ในเขตป่าทำให้มีใบไม้มากทีเดียว สิ่งที่ทำให้นางหนักใจที่สุดก็คือใบไม้พวกนี้นี่แหละที่กินเวลางานของนางมากกว่าสิ่งอื่น วันนี้พอทำความสะอาดเสร็จนางก็ไปยกกองหนังสือมากองหนึ่ง ปักหลักลงใต้ต้นไม้ใหญ่กลางอาราม ที่ซึ่งเป็นที่พักผ่อนหย่อนใจของจูมี่เอิน นางนั่งอยู่ตรงนั้นล้อมรอบด้วยกองหนังสือที่อยู่ข้างกาย หนังสือพวกนี้เป็นของคุณหนูท่านหนึ่งฝากให้บ่าวรับใช้นำมาบริจาคไว้ที่อารามเผื่อมีคนมาเอาไปอ่าน ซึ่งก็มี่แค่จูมี่เอินเท่านั้นที่สนใจ ในกองหนังสือมีเล่มหนึ่งที่จูมี่เอินสนใจเป็นพิเศษ นั้นคือเรื่องราวของคนที่มีพรสวรรค์ คล้ายกับว่าได้รับพลังมากจากเทพเซียน บางคนฝึกยุทธมีพลังลมปราณเหนือผู้อื่น บางคนมีความสามารถในการดูดวงดาว แม่นยำ อ่านชีวิตของผู้อื่นได้ บางคนสามารถได้ยินไกลหลายลี้ ที่จูมี่เอินชอบที่สุดคงจะเป็นเรื่องเล่าของ หัตถ์เซียน นาม กู่เฟยเซียน ยาที่ผ่านมือ
จูมี่เอินวันนี้ออกมาตักน้ำในป่าแถวลำธาร เมื่อก่อนนางยังกลัวอยู่บ้างที่จะเข้ามาในป่าเพราะความฝังใจในวันเด็ก แต่ศิษย์พี่ของนางเวลามาตักน้ำที่ลำธารแห่งนี้มักจะพานางมาด้วย สลับพากันมาตักน้ำในทุกวันเพื่อช่วยให้นางสามารถก้าวต่อไปได้ ทำให้นางเปิดใจในความกลัวของตนเองอีกครั้ง และเพราะนางทำให้พวกเขาเดือดร้อนมาครั้งหนึ่งจนแทบเกือบจะรักษาอารามไว้ไม่ได้ เรื่องตักน้ำในภายหลังนางจึงเป็นคนอาสามาเองตลอด เพื่อให้พวกเขาได้มีเวลาศึกษาเรียนรู้อย่างเต็มที่ เรื่องดูแลอารามนางจะช่วยเอง แม้นางจะพูดเช่นนั้นแต่พวกศิษย์พี่ก็ไม่มีใครเอาเปรียบนางเลย มักจะช่วยกันทำทุกอย่างอยู่ตลอด นางอยู่ที่อารามแห่งนี้นั้นสบายใจเป็นอย่างมาก ขอแค่มีกินในแต่ละวันนางก็พอใจมากแล้ว นางไม่มีความฝัน ไม่วาดหวังอนาคต คล้ายคนไร้จุดหมายที่มีความสุขมากคนหนึ่ง ฮึบ ที่ลำธารนางออกแรงแบกคานซึ่งมีน้ำสองถังห้อยอยู่ขึ้นบ่าของตน ก้าวเดินกลับเข้าไปในป่าที่ตนออกมา ถัดจากป่าเล็กๆ เดินไม่พอหนึ่งก้านธูปก็จะไปถึงที่ใต้เนินของอาราม พรึบๆ คล้ายเสียงสลัดผ้าดังขึ้นในหู ร่างเล็กชะงักค้างอยู่กลางทาง ดวงตามีประกายสีทองวาบผ่าน
เมื่อถึงอารามนางก็รีบเข้าไปด้านใน ทิ้งคานที่หาบอยู่บนไหล่ลงไปที่พื้น รีบหันกลับปิดประตูทันที ใส่กลอนไม้ลงอย่างแน่นหนา เอามือตบไปบนบานประตูหลายครั้งเพื่อดูว่ามันแน่นดีหรือไม่ ปกติอารามจะเปิดประตูไว้จนถึงหลังยามเซินค่อยมาปิด ซึ่งก็คือต่อจากเวลาในตอนนี้สักพักถึงค่อยจะปิดได้ แต่จูมี่เอินไม่วางใจนางรู้สึกไม่ดีนางปิดไว้ดีกว่า จูมี่เอินยกคานกลับมาใส่บ่า เมื่อหันกลับไปเดินได้เพียงไม่กี่ก้าวก็เจอศิษย์พี่ของนางเข้าพอดี "ศิษย์น้องอู่ เหตุใดมีสีหน้าเช่นนั้น" ศิษย์พี่อีเห็นนางวิ่งกลับมาด้วยถังที่ว่างเปล่า ที่ขากางเกงยังเปียกน้ำเหมือนหกล้มจนน้ำเลอะขามาก็อดที่จะสงสัยไม่ได้ "เกิดเรื่องร้ายขึ้นกับเจ้ารึไม่" เขาถามนางด้วยความเป็นห่วง รีบเดินเข้ามาดูจับตัวนางพลิกซ้ายทีขวาที เด็กหญิงคนนี้เขาเลี้ยงมากับมือตั้งแต่ตัวเท่าเอว เห็นนางเป็นน้องสาวแท้ๆ ไปแล้ว พอคิดว่ามีเรื่องไม่ดีเกิดขึ้นกับนางก็ไม่อาจนิ่งนอนใจได้ ศิษย์พี่เอ้อร์เห็นคล้ายศิษย์พี่อีกำลังแกล้งน้องเล็กของเขาก็รีบเดินมาดู ร่างบางของน้องอู่กำลังถูกจับหันไปหันมา ใบหน้าเล็กก็ดูตื่นกลัวต่างจากปกติที่มักจะมีรอยยิ้มบางๆ ไว้เสมอ "ท่
วันสถาปนา กัวเจียงมิ่งยืนอยู่รวมกับผู้คนสองฟากฝั่งของทางเดินในงานพิธี ดวงตาคู่คมมองสตรีตัวเล็กที่แต่งชุดเต็มยศ บนหัวเล็กๆ นั้นประดับไปด้วยเครื่องหัวหลากชิ้น ท่าทางการเดินที่มั่งคง ใบหน้าที่เรียบนิ่งแต่เป็นมิตร อาภรณ์สีแดงสดที่นางสวมคือลายหงษ์ปักด้วยด้ายทอง พอเห็นลูกศิษย์ใส่ชุดนี้แล้วก็นึกถึงวันแรกที่เจอกัน ยามนั้นเด็กน้อยก็สวมชุดสีแดงอยู่บนหลังของอาชาตัวใหญ่ คนตัวเล็กควบม้ามาหานางที่ลอยน้ำมาติดอยู่ข้างทาง กระโดดลงจากม้าด้วยความคล่องแคล่ว ออกแรงลากนางให้ห่างจากแม่น้ำที่ไหลเชี่ยว "แม่นาง แม่นางทำใจดีๆ ไว้ ข้าจะช่วยท่านเอง" นั่นคือคำที่จูมี่เอินกล่าวกับนางในครั้งแรกที่เจอกัน กัวเจียงมิ่งคิดว่าตนจะตายอยู่ที่นั่นเสียแล้ว นางได้รับบาดเจ็บมีแผลหลายแห่งแล้วพลัดตกน้ำมาไกล อีกทั้งที่ซึ่งนางพยายามตะเกียกตะกายขึ้นมาจากแม่น้ำนั้นก็ห่างไกลไร้ผู้คน แถมทางด้านหน้าที่สตรีชุดแดงควบม้าผ่านมายังมีต้นไม้และหญ้าหนาทึบ ต่อให้มีคนผ่านมาก็ไม่น่ามองเห็นนาง ทว่าสตรีตัวเล็กผู้นี้มาจากไหนไม่รู้ ราวกับตั้งใจมาหานางโดยเฉพาะ คนตัวเล็กสั่งม้าให้นั่งลงแล้วยกนางที่ตัวใหญ่กว่าให้ขึ้นไ
"เพราะนางคือหัตถ์เซียน นามเดิมของอาจารย์คือกู่เฟยเซียน" จูมี่เอินได้รู้ความลับนี้ผ่านการมองเห็นของนางในช่วงจังหวะหนึ่งหลังจากที่ใช้ชีวิตอยู่กับอาจารย์มาสักพักแล้ว หลอมรวมกับที่เคยสังเกตการณ์ดูก็พบว่ากัวเจียงมิ่งนั้นสามารถทำให้คนเจ็บหายป่วยได้ในเร็ววันกว่าที่ตำราบอกไว้มากนัก "ตอนเด็กข้าเคยอ่านเจอเกี่ยวกับคนที่มีพลังวิเศษเหนือคนทั่วไป นั่นเป็นครั้งแรกที่ข้าได้สัมผัสความรู้สึกดีอย่างหนึ่งว่าตนเองไม่ใช่คนที่แตกต่างจากคนอื่น ยังมีอีกหลายคนที่คล้ายกันกับข้า คราแรกที่ได้อ่านข้าสะดุดชื่อของนางและความสามารถของนางเป็นที่สุด ตอนที่ได้เจอกันข้ายังไม่รู้ว่านางคือคนที่ข้าเคยอ่านเจอในตำรา แต่มีอยู่ครั้งหนึ่งในนิมิตร ข้าเห็นคนเจ็บและคนผู้นั้นไม่รอด ข้าพยายามเปลี่ยนนิมิตร ต่อมาจึงเกิดนิมิตรใหม่ขึ้น ในนิมิตรที่สองข้าไปช่วยคนเจ็บไว้แล้วพามาให้นางรักษา คนที่ไม่น่ารอดก็สามารถรอดได้อย่างปาฏิหาริย์ แต่เรื่องเหล่านั้นก็ไม่ได้เกิดขึ้นจริง เพราะข้าหาของไปขวางทางไว้ก่อนที่คนผู้นั้นจะเดินทางผ่านถนนเส้นหนึ่งซึ่งจะมีต้นไม้โค่นลงมาใส่เขา ภายหลังพอจับสังเกตดูและแน่ใจแล้วก็ลองถามท่านอาจารย์ออกไป นางก็เลยเล่
...... วันต่อมาก็ได้เวลาเดินทางกลับวังหลวง รอบนี้มีอาจารย์และโม่โฉวติดตามกลับไปร่วมงานสถาปนาด้วย นอกเหนือจากนั้นแล้วยังมีคนเจ็บอีกคนที่ต้องพาเขากลับไปส่งบ้าน ซึ่งเป็นทางผ่านพอดี ที่รถม้าคันหน้า "กัวเจียงมิ่งท่านมายืนทำอะไรหน้ารถม้าผู้อื่น" เหรินโย่วหลุนเอามือพ่ายหลัง หันมองไปที่อื่น แสดงท่าทางวางอำนาจเต็มที่ แผ่รังสีความเป็นฮ่องเต้ที่มีมาแต่กำเนิดออกไปโดยรอบเพื่อกดดันสตรีชุดฟ้าหน้าไม่อายข้างกาย "สตรีก็ต้องนั่งไปกับสตรีด้วยกันสิ นู้น บุรุษไปขึ้นคันหลัง" กัวเจียงมิ่งเลียนแบบท่าทางเหรินโย่วหลุน นางหมุนตัวเอาหลังหันให้รถม้า ยืนเคียงข้างคนตัวสูงที่สูงเกือบเท่ากันแถมมือพ่ายหลังและหันหน้าไปทางเดียวกัน "สตรีหรือ? ท่านเหมือนสตรีตรงไหนกัน" รถม้าคันหลังนั้นมีคนเจ็บขึ้นไปก่อนแล้วและมีโม่โฉวเป็นคนคุมม้า ความจริงเขาก็ไม่ติดอะไรแม้รถม้าเก่ามากและจะต้องนั่งไปกับราษฎรของตนเอง แต่ที่นั่นไม่มีทั้งภรรยาไม่มีทั้งบุตรชาย เขาจึงไม่อยากไปนั่ง เขาห่างจากภรรยามาถึงสองปีแล้ว ได้อยู่ด้วยกันทั้งวันก็ยังคิดว่ายังไม่พออยู่ดี ยามนี้ยังต้องมานั่งแยกกันอีกเกือบสามวัน ยังไงเขาก็ไม่ยอม "เห
"เดี๋ยว! ท่านจะทำอันใด?" จูมี่เอินรีบเอาตัวไปยืนขวางโม่โฉวไว้ "เจ้าปกป้องเขา?" เหรินโย่วหลุนแทบไม่อยากเชื่อ "อย่าบอกนะว่าเขาเป็นพ่อของเด็กคนนั้น" ทั้งที่ได้ยินเต็มสองหูแล้ว แต่เขาก็ยังอยากจะถามย้ำให้แน่ใจอีกรอบ "ใช่...อย่า!" จูมี่เอินเห็นเหรินโย่วหลุนยกมือสั่งฟางอี้ให้เข้ามาทางโม่โฉวนางก็รีบเบี่ยงตัวปิดคนด้านหลังไว้มากกว่าเดิม "เขาเป็นพ่อบุญธรรม เป็นพ่อบุญธรรม!" ก่อนจะเกิดเรื่องไม่ดีขึ้นนางรีบพูดต่อให้จบประโยค เพราะไม่คิดว่าก่อนหน้านี้เขาจะไม่เข้าใจจริงๆ ตอนนั้นฟางอี้ก็หยุดเท้าลงพอดี พร้อมกับเก็บมีดลับที่ดึงออกมาจากไหนไม่รู้กลับไป เพราะการเดินทางฮองเฮาบอกไม่ให้สะดุดตา จึงต้องเก็บดาบที่ใช้ประจำไว้ในรถม้า แต่เขาเป็นองครักษ์ส่วนพระองค์ย่อมไม่อาจปล่อยปะละเลยความปลอดภัยของฮ่องเต้ได้ จึงได้พกมีดสั้นที่ยาวจนถึงข้อศอกซ่อนไว้ในกายด้วย "?!" เหรินโย่วหลุนเลิกคิ้วขึ้นสูง ตอนที่ได้ยินจูมี่เอินบอกว่านั่นเป็นลูกนางเขาก็คาดเดาไปหลายอย่าง คิดว่าอาจเป็นลูกของเขาแต่เพราะท่าทางที่สนิทสนมของภรรยากับคนผู้นั้นดูไม่ปกติ แถมเด็กน้อยก็เรียกคนด้านหลังว่าท่านพ่อ แล้วภรรยาก็ดันมาบอกอีกว่
....... "เจ้าอยู่ที่นี่มาตลอดหรือ" "ใช่แล้ว" จูมี่เอินยกกาชามาวางที่โต๊ะน้ำชา นั่งลงแล้วรินชาให้สามีก่อนจะรินให้ตัวเองทีหลัง "นี่ก็เป็นชาที่ข้าดื่มตลอดสองปีเช่นกัน ไม่หอมมาก หากแต่เมื่อลองได้จิบทีละนิดและมองออกไปที่ป่าไผ่ ต่อจากนั้นค่อยๆ หลับตาฟังเสียงลมที่กระทบผ่านไป ก็พอที่จะทำให้ชารสชาติธรรมดาเช่นนี้พิเศษขึ้นมามากกว่าเดิม ชนิดที่ว่าต่อให้หาที่ไหนก็หาไม่ได้อีกแล้ว" จูมี่เอินยกจอกชาขึ้นมาจิบทำท่าหลับตาพลางพูดอธิบายไปด้วย "..." เหรินโย่วหลุนก็ลองทำตาม จิบชามองป่าไผ่ หลับตาและฟังเสียงลมที่กระทบกับใบของต้นไผ่ "สงบยิ่งนัก" แถมยังได้กลิ่นของธรรมชาติที่สดชื่นลอยมาตามลมด้วย จูมี่เอินเองสองปีกว่าที่ผ่านมา ทุกครั้งที่มีเวลาว่างมานั่งจิบชาและได้ใช้เวลาอยู่กับตนเอง เมื่อจิบชาไปด้วยแล้วได้มองป่าไผ่ ทั้งที่ทำให้รู้สึกสบายใจแต่กลับทำให้นางนึกถึงสามีทุกครั้ง หลังจากที่มานั่งจิบชาคนเดียวทีไรต่อมานางก็จะต้องหาอะไรทำเพื่อไม่ให้ตัวเองได้มีเวลาคิดถึงเขาอีก ช่างเป็นช่วงเวลาที่สงบสุขแต่ก็เศร้าใจในคราเดียว "เสียดายที่ไม่มีท่านอยู่ที่นี่" จูมี่เอินเอ่ยความรู้สึกออกมาจากใจจริง ลืมตาข
....... การเดินทางด้วยรถม้าเพื่อมาที่หมู่บ้านตงนั้นใช้เวลาเกือบสามวันเพราะมีแวะพักบ้าง ไม่เหมือนกับตอนแรกที่เหรินโย่วหลุนเร่งเดินทางอย่างเอาเป็นเอาตายเพื่อแบกภรรยากลับวังในตอนนั้น แต่ก็ใช้เวลาไม่นานเกินที่คาดการณ์ไว้พวกเขาก็มาถึง หน้าโรงหมอกัว หมู่บ้านตง "แปลกจัง..." จูมี่เอินที่ถูกเหรินโย่วหลุนประคองลงรถม้ามาก็มองไปที่รั้วไม้ไผ่ของโรงหมอซึ่งถูกเปิดแง้มไว้ "มีอะไรผิดปกติหรือ?" เหรินโย่วหลุนถามพลางยกมือขึ้นในระดับหัว เตรียมจะส่งสัญญาณให้องครักษ์เงาของตนที่แอบอยู่รอบตัวบุกเข้าไปด้านใน "เดี๋ยว!" ดีที่จูมี่เอินสังเกตทัน รีบยกมือดึงแขนของเขาลงทันที พอห้ามคนสั่งการได้แล้วนางก็ผ่อนลมหายใจออกมาแผ่วเบา เกือบเป็นเรื่องไปเสียแล้ว "ข้าแค่แปลกใจเล็กน้อย อาจารย์ปกติมักจะเอาแต่นั่งดื่มชามองต้นไผ่อยู่ที่โต๊ะน้ำชาตรงนั้นและไม่ค่อยเปิดรั้วทิ้งไว้ แต่บางทีนางอาจไปพักด้านในแล้วก็ได้" "อ่อ..." เหรินโย่วหลุนลากเสียงยาว ที่แท้นอกจากปากเสียแล้วก็ไม่ทำอะไรนอกจากจิบชาสินะ เป็นคนที่ขี้เกียจเสียจริง จูมี่เอินเปิดประตูเข้าไปด้วยความเคยชินและออกตัวเดินนำไปก่อน เมื่อได้กลับมา
....... รถม้าเดินทางออกจากวังแล้ว จูมี่เอินเลือกรถม้าที่ดูธรรมดาที่สุดแต่ก็ยังถือว่าค่อนข้างเตะตาไม่น้อย การเดินทางรอบนี้มีเพียงฟางอี้ที่เป็นคนขับรถม้าตามมาด้วยเท่านั้น เพราะจูมี่เอินไม่อยากให้สะดุดตา แต่นางก็รู้ว่าสามีได้เตรียมองครักษ์เงาให้ตามอยู่ห่างๆ แล้ว "ข้างนอกคึกคักยิ่งนัก" จูมี่เอินเลิกม่านมองดูเมืองหลวงที่ตนไม่ได้กลับมานานถึงสองปี ตื่นเต้นจนถึงขั้นเกาะขอบหน้าต่างดูเหมือนเด็กน้อยที่ไม่เคยออกจากบ้าน "อดีตผู้สำเร็จราชการแทนทำงานได้ดี" เหรินโย่วหลุนยามนี้ใส่ชุดสีเขียวอ่อนกำลังนั่งกอดอกพิงพนักที่นั่งและมองดูด้านนอกรถม้าเช่นกัน ตอนนี้คือยามอู่[1] ผู้คนเลยสัญจรไปมาค่อนข้างมาก ของขายข้างทางก็มีไม่น้อย เหรินโย่วหลุนเองก็รู้สึกแปลกตาเช่นกัน แต่ก็รักษาท่าทีสุขุมไว้ ([1] ยามอู่ 11.00 น. -12.59 น.) "..." จูมี่เอินนิ่งไปสักพักเมื่อเห็นสตรีงดงามผู้หนึ่งเดินเคียงมากับบุรุษที่เหมือนจะคุ้นหน้าก็ขมวดคิ้วมอง "อาหลุน คนนั้นไม่ใช่...ฟู่เจาหยางกระมัง" "..."เหรินโย่วหลุนทันทีที่ได้ยินชื่อบุรุษอื่นออกจากปากของภรรยาก็หรี่ตาลงด้วยความไม่สบอารมณ์ ขยับเอนตัวไปมองผ่านศีรษะขอ
ตอนพิเศษ 1 หนึ่งอาทิตย์ผ่านไป เหรินโย่วหลุนเห็นถิงถิงวิ่งเข้ามาขอเข้าเฝ้าหน้าตื่นก็ลางสังหรณ์ไม่ดีขึ้นมา ด้วยวางใจว่าตลอดอาทิตย์ที่ผ่านมา ภรรยาดูท่าตกลงปลงใจจะอยู่กับเขาไม่หนีไปไหนอีก เขาจึงกลับมาทำงานดังเดิม แต่ท่าทางของถิงถิงก็ทำกังวลขึ้นมา เหรินโย่วหลุนไม่แม้แต่จะรอเรื่องที่ถิงถิงได้รายงานก็รีบวิ่งออกจากห้องทรงงานของตนไปแล้ว เป็นดังคาด เมื่อเข้ามาถึงที่ห้องก็พบว่าภรรยากำลังเก็บเสื้อผ้าอยู่ "มี่เอิน เจ้าจะไปไหน!!!" เหรินโย่วหลุนตะโกนลั่นตำหนัก ดังไปไกลหลายจั้ง[1] ทำเอาคนที่กำลังหันหลังจัดห่อผ้าอยู่สะดุ้งเฮือก "อาหลุน..." คนตัวเล็กหันมาเรียกหาเขาเสียงเบา ตอนแรกยังยกยิ้มตาหยีส่งไปเพื่อระงับโทสะของอีกฝ่าย หากแต่เมื่อเห็นสามีเดินหน้าตั้งเข้ามาหาด้วยใบหน้าโกรธขึงนางก็หุบยิ้มลง หมุนกายรีบปีนหนีขึ้นเตียงไป ด้วยความตัวเล็กท่าทางตอนหนีเลยดูเหมือนกระต่ายน้อยกำลังกระโดดไปมา "ท่าน ท่าน! ใจเย็นก่อน" นางร้องเสียงหลง ไต่ตัวเข้าไปด้านในสุดของเตียง แต่พบว่าตนเองตัดสินใจผิดเสียแล้ว นอกจากทางที่เพิ่งขึ้นมาเมื่อครู่ รอบด้านก็ไม่มีทางให้หลบหนีอีก "จะหนีไปไหนอีก" เ
จูมี่เอินยืนนิ่ง จ้องมองบานประตูตำหนักของเหรินเยว่เทียนเพราะเพิ่งโดนไล่ออกมา ก่อนจะหันมองคนที่ยืนอยู่ด้านหลังของตน เอาเถอะ แม้แต่ฮ่องเต้ก็ยังโดนไล่ออกมา นางเองก็ควรปล่อยให้เหรินเยว่เทียนได้พักผ่อน จูมี่เอินจึงคิดจะกลับตำหนักของตนเอง "จะไปที่ใด?" เหรินโย่วหลุนเพียงแค่เห็นภรรยาขยับกายก็เอ่ยปากถามอีกรอบ วันนี้เขาพูดประโยคนี้ไปกี่ครั้งแล้วก็ไม่อาจนับได้ครบ "กลับตำหนัก" ความจริงแล้วเหรินโย่วหลุนไม่น่าถาม ที่ที่จูมี่เอินจะไปก็มีแค่ตำหนักของตนเองเท่านั้น หรือในตอนนี้ก็คือตำหนักบรรทมของฮ่องเต้นั่นเอง เพราะเขาไม่ยอมให้นางย้ายไปอยู่ที่ตำหนักในวังหลังเหมือนเมื่อก่อน กฏวังหลังถูกเขาเมินไปเสียแล้ว ครั้นพอได้นึกถึงก็คิดว่าที่แห่งนั้นยามนี้ต่อให้ไม่เหมือนในนิมิตรที่ถูกรื้อจนไม่เหลือเค้าเดิม แต่ก็คงเงียบเหงาไม่ต่างกัน พอคนตัวเล็กเดินนำ เหรินโย่วหลุนก็เดินตาม "..." ระหว่างทางเขาก็มองท้องฟ้า ยังไม่มืด หันมองภรรยาที่ร่างกายยังไม่หายดีจากรอยช้ำที่เขาทำไว้ก็ได้แต่ถอนหายใจเบาๆ หากรู้ว่าเรื่องจะมาถึงยามที่เขาและนางสามารถกลับมาอยู่ด้วยกันได้ปกติโดยที่นางไม่คิดหนีไปอีก หลายวันที่