จวนธรรมดาหลังหนึ่ง ราคาแค่สามถึงห้าหมื่นตำลึงเท่านั้น เช่นเดียวกับจวนของเชื้อพระวงศ์อย่างองค์ชายหก แต่ของตู้เหวินยวนนั้นแตกต่างออกไป เขาเป็นถึงอัครมหาเสนาบดีของต้าเซี่ย มีอำนาจล้นฟ้า ที่พักของเขาจึงหรูหราโอ่อ่า แกะสลักลวดลายอย่างวิจิตร มีศาลาและเรือนต่างๆ สวยงามมาก ไม่แพ้พระราชวังเลย อย่าว่าแต่หนึ่งล้านตำลึงเลย ต่อให้เพิ่มเป็นสามเท่าหรือห้าเท่า ตู้เหวินยวนก็ไม่มีทางขาย “องค์ชายเก้า!” ตู้เหวินยวนยิ้มแห้งๆ “จวนของข้า ไม่ได้มีมูลค่ามากขนาดนั้น...” หลี่หลงหลินเยาะเย้ย “ไม่เป็นไร! เงินที่ขาด ข้าจะช่วยออกให้ใต้เท้าตู้เอง!” สีหน้าของตู้เหวินยวนเปลี่ยนไป “แบบนั้นก็เกรงใจแย่...” หลี่หลงหลินยิ้มอย่างอารมณ์ดี “เพื่อประชาชน ข้าเสียเปรียบเล็กน้อยจะเป็นอะไรกันล่ะ!” ตู้เหวินยวนได้แต่ด่าในใจ เจ้าเสียเปรียบเล็กน้อย แต่ข้าจะเสียหายหนักมาก! ฮ่องเต้หวู่ที่อยู่บนบัลลังก์มังกร เริ่มหมดความอดทน “ท่านตู้ แพ้ก็ต้องยอมรับ ทำไมถึงได้เรื่องมากนัก! ให้เวลาเจ้าสามวัน จะเอาเงินออกมา หรือยกจวนให้เจ้าเก้า!” “เรื่องนี้ก็เอาตามนัแหละ!” “เลิกเข้าเฝ้า!” ฮ่องเต้หวู่ไม่ให้โอกาสตู้เหวินยวน
แพทย์หลวงในสถาบันแพทย์หลวง จริงๆ แล้วก็เหมือนกับพ่อครัวหลวงในห้องครัวหลวง ต่างก็ให้ความสำคัญกับชาติกำเนิดที่ใสสะอาด บริสุทธิ์ ต้องสืบเชื้อสายมาจากตระกูล! อาชีพใดก็ตาม หากสืบทอดกันมา ขาดการแข่งขัน ไม่ช้าก็เร็วย่อมตกต่ำ! ยิ่งไปกว่านั้น เหล่าแพทย์หลวงอยู่แต่ในวังตลอดทั้งปี จะได้รักษาโรคให้สนมสักกี่ครั้งกัน? วันๆ เอาแต่อ่านตำราแพทย์โบราณ มันจะมีประโยชน์อะไร? แพทย์แผนจีนเป็นศาสตร์ที่ต้องอาศัยประสบการณ์ แต่เหล่าแพทย์หลวงกลับขาดประสบการณ์อย่างมาก จึงกลายเป็นหมอที่ไร้ความสามารถ รู้จักแต่ท่องจำ ไม่รู้จักการประยุกต์ใช้ จ่ายยาอะไร ยาอะไรก็ไม่ได้ผล! รักษาโรคอะไร โรคอะไรก็ไม่หาย! ไม่แปลกที่ฮ่องเต้หวู่ไม่ไว้ใจแพทย์หลวง ยอมทนป่วย ดีกว่ากินยาที่พวกเขาสั่งให้ ที่จริงแล้ว ฮ่องเต้หวู่เล็งเห็นฝีมือทางการแพทย์ที่ยอดเยี่ยมของซุนชิงไต้แล้ว อยากให้นางเข้าวัง มารักษาโรคให้เหล่าสนม โดยเฉพาะไทฮองไทเฮา ที่มีอายุมากแล้ว เจ็บป่วยได้ง่ายๆ ให้ซุนชิงไต้รักษา ฮ่องเต้หวู่ก็วางใจ แต่สำหรับหลี่หลงหลิน นี่ไม่ต่างอะไรกับการถูกแย่งคน! “เสด็จพ่อ!” “เกรงว่าแบบนี้จะไม่ได้!” หลี่หลงหลินครุ่น
ฮ่องเต้หวู่ดวงตาเป็นประกาย แสดงความคิดเห็นว่า “สำนักศึกษาแพทย์หรือ? ให้ซุนชิงไต้เป็นอาจารย์ สอนหมอให้มีมากขึ้น? เป็นความคิดที่น่าสนใจ! แต่ทำไมต้องเป็นผู้หญิง? ผู้ชายไม่ได้หรือ?” ในความคิดของฮ่องเต้หวู่ มีหมอผู้หญิงเพียงไม่กี่คนก็พอ! ส่วนซุนชิงไต้เป็นข้อยกเว้น เพราะโดยส่วนใหญ่แล้ว การเป็นหมอต้องใช้แรงกาย! หลี่หลงหลินเอ่ยด้วยยิ้ม “ผู้หญิงใจละเอียดอ่อน และในสนามรบ สามารถปลอบประโลมจิตใจทหารได้! นอกจากนี้ การที่ผู้หญิงเป็นหมอ ยังสะดวกในการเข้าวัง รักษาโรคให้เหล่าสนม!” เขตพระราชฐานชั้นใน ไม่ใช่สถานที่ที่ใครจะเข้าออกได้ตามใจชอบ โดยเฉพาะผู้ชาย! กล่าวได้ว่า นอกจากฮ่องเต้ และองค์ชายแล้ว ใครก็ตามที่เข้าไปในเขตพระราชฐานชั้นใน ถือเป็นข้อห้ามอย่างยิ่งใหญ่! รวมถึงแพทย์หลวงด้วย! ฮ่องเต้หวู่พยักหน้า “แล้วเจ้าจะรับประกันความจงรักภักดีของพวกนางได้อย่างไร?” สิ่งที่เขากังวล ไม่ใช่แค่ฝีมือทางการแพทย์ แต่ที่สำคัญกว่านั้นคือความจงรักภักดี หากมีมือสังหารแฝงตัวอยู่ในหมู่แพทย์หญิงเหล่านี้ คงจะเป็นเรื่องวุ่นวาย! หลี่หลงหลินตอบอย่างไม่ลังเล “เหมือนกับองครักษ์เสื้อแพร ต้องมีประวัติครอบครัวท
น้ำลึกเกินไป! ซูเฟิ่งหลิงเอ่ยถาม”แล้วท่านจะทำยังไงต่อ?” หลี่หลงหลินขมวดคิ้ว เอ่ยด้วยสีหน้าไม่พอใจ “คนอื่นทำร้ายเสด็จแม่ของข้า ข้าจะนิ่งเฉยได้อย่างไร? แต่เสด็จพ่อกลับมีท่าทีเช่นนี้! เพียงลำพังตัวข้าคนเดียว อยากจะสืบสวนเรื่องนี้ในวังหลัง ก็ยากยิ่งกว่าขึ้นสวรรค์!” “เอาล่ะ ไปที่ตำหนักฉางเล่อก่อน ไปพบเสด็จแม่ของข้า อย่างน้อยก็ช่วยเตือนนาง” ซูเฟิ่งหลิงพยักหน้า “อืม! ทำได้แค่นี้แหละ!” ในเวลานี้ เสียงแหลมคมกฌดังขึ้นด้านหลังหลี่หลงหลิน “องค์ชายเก้า รอสักครู่!” หลี่หลงหลินหันกลับไป เห็นขันทีชราในชุดปักลายหม่างเดินเข้ามาอย่างรีบร้อน “เว่ยกงกง มีอะไรจะชี้แนะหรือ?” เว่ยซวินลดเสียงลง “ฮ่องเต้ให้ข้ามาบอกท่าน! ที่จริงแล้ว พระองค์ก็อยากสืบสวนคดีนี้เช่นกัน แต่...ฮองเฮาอยากให้เรื่องเงียบๆ ไม่อยากให้เรื่องบานปลาย!” หลี่หลงหลินใจเต้นแรง “ฮองเฮาหรือ?” เว่ยซวินพยักหน้า และเอ่ยว่า “อีกอย่าง! เรื่องที่ท่านให้ข้าสืบ มีเบาะแสแล้ว! ในวังหลังทั้งหมด สถานที่ที่มียุงน้อยที่สุดคือตำหนักจิ่นซิ้วของฉินกุ้ยเฟย!” พูดจบ เว่ยซวินก็หันหลังกลับไป หลี่หลงหลินยืนนิ่งอยู่กับที่ในหัวรู้สึกสับสนเล็กน้อย ห
หลี่หลงหลินเอ่ยอย่างไม่เข้าใจ “เสด็จแม่ ตามที่ท่านพูดมา ฉินกุ้ยเฟยควรจะตั้งใจจัดการกับหลู่ฮองเฮาสิ! ทำไมต้องสร้างศัตรูไปทั่ว แล้วยังรังแกพระองค์อีก?” หลินกุ้ยเฟยมีนิสัยอ่อนโยน ไม่ชอบเป็นศัตรูกับใคร ในวังหลัง นางเป็นคนที่ไม่ค่อยโดดเด่น แต่ไหนแต่ไรมาไม่เคยแย่งชิงความโปรดปราน ทำไมฉินกุ้ยเฟยต้องรังแกนาง? หรือว่าสู้กับหลู่ฮองเฮาไม่ได้ เลยมาลงที่สนมคนอื่น? หลินกุ้ยเฟยส่ายหัว “แม่ก็ไม่รู้เหมือนกัน! บางที ฉินกุ้ยเฟยอาจจะชอบตำหนักฉางเล่อและดอกไม้ใบหญ้าพวกนี้มากก็ได้!” เหตุผลนี้ฟังไม่ขึ้น แม้แต่หลินกุ้ยเฟยเองก็ยังไม่เชื่อ หลี่หลงหลินถามต่อ “แล้วฮองเฮาล่ะ? นางมีนิสัยเช่นไร?” หลินกุ้ยเฟยส่ายหัว “แม่ก็ดูไม่ออก! แต่ฮองเฮาเป็นคนดี มีความสามารถ รู้จักคำนึงถึงภาพรวม! นางจัดการวังหลังอันกว้างใหญ่แห่งนี้ได้อย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย!” “ยกเว้นฉินกุ้ยเฟยที่ชอบก่อเรื่อง” “สนมคนอื่นๆ ก็อยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข!” คำนึงถึงภาพรวม! เมื่อหลี่หลงหลินได้ยินประโยคนี้ ก็รู้สึกถึงบางอย่าง หรือว่าฮองเฮาไม่อยากให้เรื่องบานปลาย เพียงเพราะคำว่าคำนึงถึงภาพรวมหรือ? มีความเป็นไปได้สูงมาก! หลู่
หลี่หลงหลินโบกมืออย่างใจร้อน “ช่วงนี้ยุงที่ตำหนักฉางเล่อเยอะมาก!” เหล่าขันทีก็บ่นพึมพำ “ใช่! ยุงเยอะมาก ไม่รู้มาจากไหน! ไม่กี่วันที่ผ่านมา จู่ๆ ก็มีฝูงยุงบินมาเต็มไปหมด ดุร้ายมาก เห็นคนก็กัด แปลกจริงๆ!” หลี่หลงหลินใจเต้นแรง “ไม่กี่วันที่ผ่านมาหรือ? จำวันเวลาที่แน่นอนได้หรือไม่?” ขันทีคนหนึ่งพยักหน้า “จำได้สิ! วันนั้นเป็นวันหยุดของข้าพอดี! ห่างจากวันนี้ห้าวันพอดี...” หลี่หลงหลินถามต่อ “วันหยุดของเจ้า คนอื่นเห็นคนน่าสงสัยอยู่แถวตำหนักฉางเล่อหรือไม่?” เมื่อหลี่หลงหลินเอ่ยย้ำเตือน เหล่าขันทีก็จำได้ทันที “มีขันทีสองคนจากตำหนักจิ่นซิ้ว เดินวนเวียนอยู่หน้าตำหนักฉางเล่อตอนกลางดึก! พอพวกเราตะโกนใส่ พวกเขาก็วิ่งหนีไป!” ดวงตาของหลี่หลงหลินเป็นประกาย “พวกเจ้าไม่ได้มองผิดใช่หรือไม่? เป็นขันทีจากตำหนักจิ่นซิ้วจริงๆหรือ?” ขันทีคนหนึ่งยืนยัน “ไม่ผิดแน่นอน! คือเสี่ยวเต๋อจื่อและเสี่ยวเติ้งจื่อจากตำหนักจิ่นซิ้ว! พวกเขายังติดเงินข้าอยู่เลย! ต่อให้กลายเป็นเถ้าถ่าน ข้าก็จำได้!” หลี่หลงหลินถามต่อ “แล้วในมือพวกเขาถืออะไรอยู่หรือไม่?” ขันทีคนนั้นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก็ตบต้นขาตัวเอง “องค์ชาย ท่
“นอกจากการวางแผนแล้ว ยังมีการดึงตัวไปเข้าข้าง...” หลี่หลงหลินเดินตามขันทีเข้าไปในตำหนักเฟิ่งซี พลางคิดคำนวณในใจ ฮองเฮาไม่ใช่คนที่ใครอยากจะพบก็พบได้ แม้แต่ฮ่องเต้ หากเกิดอยากจะพบหลู่ฮองเฮาขึ้นมา ต้องรอครึ่งชั่วยามก็ยังเป็นไปได้ หากหลู่ฮองเฮาอารมณ์ไม่ดี ถูกปฏิเสธก็เป็นเรื่องธรรมดา หลี่หลงหลินยิ่งมั่นใจ หลู่ฮองเฮาไม่ได้ตั้งใจจะขัดขวางตน เรื่องจะสืบสวนเรื่องมาลาเรีย เพราะนางและเขามีศัตรูคนเดียวกัน นั่นคือฉินกุ้ยเฟย! นี่เป็นข่าวดี! หลี่หลงหลินเดินเข้าไปในตำหนักอันหรูหรา เห็นหลู่ฮองเฮาสวมชุดแบบชาววังที่งดงาม เอนกายอยู่บนเตียงนุ่มๆ นางกำนัลหน้าตาสะสวยสองคนคุกเข่าอยู่ข้างหน้า นวดขาให้นางเบาๆ ต้องยอมรับว่า หลู่ฮองเฮามีสง่าราศีที่จะเป็นแม่ของแผ่นดินจริงๆ ชุดที่หรูหราอลังการ และมงกุฎหงส์สีทองอร่าม หากผู้หญิงคนอื่นสวมใส่ อาจจะดูโอ้อวด หรือแม้แต่ดูไร้รสนิยม แต่หลู่ฮองเฮามีออร่าที่แข็งแกร่งมาก ยิ่งชุดงดงามเท่าไหร่ ก็ยิ่งดูน่าเกรงขามมากขึ้นเท่านั้น! “ลูกถวายบังคมเสด็จแม่!” หลี่หลงหลินโค้งคำนับอย่างเคร่งขรึม แม้ว่าหลู่ฮองเฮาจะไม่ใช่แม่แท้ๆ ของหลี่หลงหลิน แต่ตามกฎ
พระพักตร์ของฮองเฮาหลู่เผยรอยยิ้ม “ขยับขึ้นมา ให้ข้าดู!”สาวใช้ทางด้านข้างรีบรับขวดกระเบื้องเคลือบ ส่งให้ฮองเฮาหลู่ฮองเฮาหลู่เปิดขวดกระเบื้องเคลือบออกเบาๆ ทันใดนั้นกลิ่นหอมอ่อนๆ ของดอกไม้กำจายออกมา ชวนให้คนรู้สึกสมองปลอดโปร่ง“กลิ่นหอมยิ่งนัก!”ฮองเฮาหลู่ตรัสอย่างตกตะลึง “น้ำหอมดอกไม้ก็คือน้ำหอมหรือ?”ในยุคสมัยโบราณก็มีน้ำหอมแต่มากที่สุดคือผสมเข้ากับน้ำยามอาบชำระกาย สามารถรักษากลิ่นหอมได้นานหนึ่งถึงสองวันสิ่งที่หญิงส่วนใหญ่ใช้ก็คือกำยาน ถุงหอมหลี่หลงหลินพยักหน้า “น้ำหอมดอกไม้สามารถใช้เป็นน้ำหอมได้ แท้จริงแล้วเป็นยาชนิดหนึ่งพ่ะย่ะค่ะ!”ฮองเฮาหลู่ตรัสถามอย่างไม่เข้าพระทัย “ยา?”หลี่หลงหลินก้มหน้า “ใช่! เป็นยากันยุงยับยั้งอาการคันชนิดหนึ่ง! ลูกคิดว่าเสด็จแม่จำเป็นต้องใช้ที่สุด จะต้องได้ใช้...”ฮองเฮาหลู่หลักแหลมมากเพียงใด ทันใดนั้นฟังออกว่าภายในคำพูดหลี่หลงหลินยังมีความนัยแฝงอยู่“เจ้าพูดคำนี้หมายความว่ากระไร?”ฮองเฮาหลู่มีน้ำโหอยู่บ้าง “ข้ามีร่างหงส์แข็งแรงดี เหตุใดเจ้าจึงนำยามาส่ง? เจ้าดีที่สุดคืออธิบายให้ชัดเจน!”หลี่หลงหลินเงยหน้า แววตาทอประกายเยียบเย็น “เริ่มแรกคือไท
เขาประจิมจดหมายนิรนามหลั่งไหลเข้ามาดั่งหิมะหนิงชิงโหวและเหล่าบัณฑิตหยิ่งยโสกำลังจัดการกับจดหมายเหล่านี้ จนแทบไม่มีเวลาพักแต่จดหมายมีมากเกินไปจริงๆถึงจะพยายามแล้ว พวกเขาก็ยังจัดการไม่ทันจนสุดท้าย หนิงชิงโหวต้องขอความช่วยเหลือจากหลี่หลงหลินแต่หลี่หลงหลินไม่ได้มา มีแต่ซูเฟิ่งหลิง ลั่วอวี้จู๋ และหลิ่วหรูเยียนที่เดินทางมายังเขาประจิม“รัชทายาทล่ะขอรับ?”หนิงชิงโหวไม่เห็นหลี่หลงหลิน ก็รู้สึกแปลกใจซูเฟิ่งหลิงมุ้ยปาก “เจ้าสุนัขนั่น โรคขี้เกียจกำเริบอีกแล้ว! ซ่อนตัวอยู่ในห้องของ ไม่ยอมออกมา ให้พวกเรามาช่วยแทน!”ตอนนี้ภาพลักษณ์ของหลี่หลงหลินในสายตาชาวบ้านสูงส่งราวกับเทพเจ้าอาจจะมีแค่ซูเฟิ่งหลิงที่กล้าเรียกเขาแบบนั้นนี่เป็นเรื่องส่วนตัวของสามีภรรยา คนนอกไม่ควรเข้าไปยุ่งแต่หลิ่วหรูเยียนรู้สึกไม่สบายใจ จึงแย้งว่า “น้องหญิง เจ้าเข้าใจองค์รัชทายาทผิดแล้ว! เขาไม่ได้ขี้เกียจ แต่กำลังทำสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่งอยู่ต่างหาก”ซูเฟิ่งหลิงรู้สึกหึงหวง “เรื่องสำคัญ? ข้าไม่เห็นรู้เลย? แล้วพี่สะใภ้สี่รู้ได้อย่างไร?”ใบหน้าสวยของหลิ่วหรูเยียนแดงก่ำ รีบแก้ตัว “องค์รัชทายาทขังตัวเองอยู่ในห้อง
เขาตกใจสะดุ้งโหยง รีบคว้ากระดานประตูขึ้นมาปิดร้านอย่างรวดเร็ว“ท่านแม่!”“ท่านพ่อหนีออกจากคุกมาแล้ว!”“พวกเราเก็บข้าวของ เงินทองของมีค่า แล้วหนีไปเถิด...”เจิ้งเทียนฉินยังเยาว์วัย ไม่เคยประสบเรื่องราวใหญ่โตเช่นนี้ ใบหน้าซีดเผือดราวกับกระดาษในชั่วพริบตามารดาของเขาก็ปาดน้ำตาไปพลางบ่นไปพลาง “ดูสิ! เรื่องวุ่นวายอะไรเช่นนี้? แต่เดิมพวกเราก็อยู่กันดีๆ เหตุใดจู่ๆ กลับกลายเป็นเช่นนี้ไปได้?”เจิ้งถูฮู่เกาศีรษะพลางเอ่ย “เจ้าลูกชาย เมียข้า เจ้าสองคนพูดอะไรกัน? ใครบอกว่าข้าหนีออกจากคุกมา? ข้าน่ะเดินออกจากคุกใหญ่กรมอาญาทางประตูใหญ่เชียวนะ!”เมื่อได้ยินดังนั้น สองแม่ลูกกลับยิ่งแตกตื่นมากกว่าเดิมเดินออกมาทางประตูใหญ่หรือ!?หรือว่าภายในคุกเกิดการจลาจล? เหล่านักโทษลุกฮือขึ้นสังหารผู้คุม ก่อนจะแหกคุกออกมากันหมด!?คุกใหญ่กรมอาญานั้นเคร่งครัดยิ่งนัก ไม่เพียงมีกองทหารคอยดูแล ยังมีองครักษ์เสื้อแพรประจำการอีกด้วย กล่าวได้ว่าปลอดภัยราวกำแพงเหล็ก!ทว่าได้ยินมาว่าครานี้ในคุกมีนักโทษอยู่แน่นขนัด ถูกกักขังไว้นับหมื่นคน เกินขีดจำกัดที่คุกสามารถรองรับได้ไปมากโข!เมื่อคนมากเกินควบคุม ข้อผิดพลาดก็ย่อมเก
เจิ้งถูฮู่เพิ่งหลุดพ้นจากคุกของกรมอาญาได้ ก็รีบเร่งกลับบ้านด้วยความตื่นเต้นลูกชายของเขา เจิ้งเทียนฉิน กำลังปรึกษากับมารดาอยู่ “ท่านแม่ ต่อให้เราต้องขายหม้อขายกระทะก็ต้องช่วยท่านพ่อออกมาจากคุกให้ได้! ที่นั่นข้าเคยไปมาแล้ว มันไม่ใช่ที่ที่คนจะอยู่ได้เลย!”เจิ้งเทียนฉินมีท่าทางสุภาพเรียบร้อย ดูไม่เหมือนลูกชายของคนขายเนื้อ แต่กลับดูเหมือนบัณฑิตเสียมากกว่าความจริงแล้วเจิ้งเทียนฉินเคยเข้าศึกษาเล่าเรียน และมีพรสวรรค์ไม่เลว เขาขยันเรียนมาก จนสามารถสอบผ่านเป็นทงเซิงได้ตั้งแต่อายุยังน้อยเจิ้งถูฮู่ดีใจมาก จัดงานเลี้ยงใหญ่ เชิญเพื่อนบ้านมาร่วมฉลองกินเลี้ยงหมูย่างติดต่อกันถึงสามวันความรักของพ่อแม่นั้นยิ่งใหญ่เขาคิดว่าในที่สุดตระกูลเจิ้งของตนก็จะได้บัณฑิตสืบสกุล นำชื่อเสียงมาสู่วงศ์ตระกูลเสียทีแต่ใครจะคาดคิดว่านั่นกลับเป็นจุดเริ่มต้นของฝันร้ายเจิ้งเทียนฉินเรียนหนังสือเก่ง ไม่เพียงแต่เจิ้งถูฮู่เท่านั้น แม้แต่อาจารย์ของเขาก็ฝากความหวังไว้กับเขาอย่างมากทว่า...ครั้งแรกที่เขาเข้าสอบมณฑล ไม่เพียงแต่สอบตกหมดสภาพอย่างสิ้นเชิง แต่ยังถูกจับขังคุกอีกด้วยข้อหาคือทุจริตในการสอบ!เจิ้งถูฮู่
หลี่หลงหลินมองใบหน้างดงามของซูเฟิ่งหลิงก่อนจะยิ้มแล้วกล่าวว่า “วีรบุรุษยิ่งใหญ่ ข้าเป็นไม่ได้หรอก งั้นเป็นพ่อของวีรบุรุษยิ่งใหญ่แทนดีไหม เจ้าคิดว่าอย่างไร?”ซูเฟิ่งหลิงชะงักไปเล็กน้อย ก่อนถามด้วยความไม่เข้าใจ “เจ้าหมายความว่าอย่างไร?”หลี่หลงหลินถอนหายใจ “เสด็จพ่ออยากให้ข้าเป็นรัชทายาทสำเร็จราชการแทน ก็ชัดเจนว่าอยากพึ่งลูกกิน! แต่สิ่งที่เขาทำนี้ กลับทำให้ข้านึกอะไรบางอย่างออก!”“เสด็จพ่อพึ่งพาไม่ได้ พวกเราต้องรีบมีลูกให้เร็วที่สุด แล้วทุ่มเททุกอย่างเพื่อฝึกเขาให้เก่งกาจ จากนั้นส่งต่อบัลลังก์ให้เขา ให้เขากลายเป็นวีรบุรุษของชาติบ้านเมือง!”“ข้าจะได้เป็นพ่อของวีรบุรุษ!”“ฮ่าๆ บนพึ่งพาพ่อ ล่างพึ่งพาลูก ข้านี่มันอัจฉริยะจริง ๆ!”ซูเฟิ่งหลิงเบิกตากว้าง จ้องเขาด้วยความตกตะลึงถึงขีดสุดพึ่งพาพ่อก็ว่าน่าละอายแล้ว!หลี่หลงหลิน ไอ้เจ้าหมานี่ คิดจะพึ่งพาลูกตัวเองด้วยงั้นหรือ?ซูเฟิ่งหลิงก้มมองหน้าท้องแบนราบของตนเอง พลันรู้สึกเศร้าใจ “ลูกน้อยของแม่ เจ้าช่างโชคร้ายเสียจริง ยังไม่ทันได้เกิด ก็ต้องเจอพ่อแบบนี้เข้าเสียแล้ว...”เดี๋ยวก่อน!ซูเฟิ่งหลิงฉุกคิดขึ้นมาได้ทันที ใบหน้างามแดงระเรื่อ น
ในที่สุดจางอี้ก็เข้าใจว่าเหตุใดหลี่หลงหลินจึงจับผิดสำนักปราชญ์ไม่ปล่อย จับบัณฑิตขังคุกทีละคนสำนักปราชญ์อาจมีอำนาจทางวาจา แต่กลับไร้ซึ่งกำลังทหารคนธรรมดาไร้ความผิด แต่หากมีทรัพย์สมบัติล้ำค่าติดตัว ก็อาจนำภัยมาสู่ตนนี่ไม่ใช่เนื้อชิ้นโตแล้วจะเป็นอะไร?หลี่หลงหลินยิ้ม “เงินแค่นี้จะนับเป็นอะไรได้? ไป! ตามข้าไปพบฉินฮั่นหยางกันอีกครั้ง!”เมื่อพูดจบแล้วหลี่หลงหลินจึงพาซูเฟิ่งหลิงและจางอี้ไปยังห้องขังของฉินฮั่นหยางอีกครั้ง“รัชทายาท!”“ท่านช่างใจร้ายนัก!”ฉินฮั่นหยางจ้องหลี่หลงหลินเขม็ง ดวงตาลุกโชนราวกับเปลวไฟความเจ้าเล่ห์ขององค์รัชทายาทผู้นี้ ช่างน่ากลัวจนทำให้ผู้คนโกรธเกรี้ยวถึงขีดสุดหลี่หลงหลินโบกมือ “ข้าขี้เกียจพูดมาก! ราคาเดียว หนึ่งล้านตำลึง ขาดแม้แต่ตำลึงเดียวก็ไม่ได้!”ฉินฮั่นหยางส่ายหน้า “ไม่มีทาง!”หลี่หลงหลินแสยะยิ้ม “ดี! ข้าชี้ทางสว่างให้เจ้าแล้ว แต่เจ้ากลับไม่ยอมเดิน เลือกที่จะเดินบนสะพานไม้ซุง! อย่ามาโทษว่าข้าไร้ความปรานีก็แล้วกัน! ไป!”เมื่อสิ้นเสียงหลี่หลงหลินไม่รอให้ฉินฮั่นหยางได้ตอบโต้ใดๆ ก่อนจะหันหลังเดินจากไป“???”ฉินฮั่นหยางมองตามหลังหลี่หลงหลินด้วย
“ขออภัยด้วย!”“ศิษย์ขอไปก่อน หากออกไปได้ ข้าจะหาทางช่วยอาจารย์ออกมาให้ได้ขอรับ!”เหล่าบัณฑิตรีบเขียนจดหมายให้คนทางบ้านส่งเงินมาให้ เมื่อจะจากไปยังไม่ลืมคำนับคารวะต่อหน้าบัณฑิตเช่นฉินฮั่นหยางฉินฮั่นหยางหน้าแดงก่ำด้วยความโกรธพวกเจ้าช่างทรยศนัก!ทิ้งข้าไว้เช่นนี้หรือ?พวกเจ้ารู้จักคำว่าเคารพครูบาอาจารย์หรือไม่? จิตใจของพวกเจ้าเหี่ยวเฉาเสียจนสิ้นดีแล้วหรือ?ตำราที่พวกเจ้าอ่านมา หรือว่าลงกระเพาะสุนัขไปแล้วงั้นรึ?สิ่งที่ฉินฮั่นหยางไม่อาจรับได้ยิ่งกว่าคือแม้แต่อาจารย์วัยชราหลายคนก็ทนไม่ไหว ต่างหยิบเงินหนึ่งพันตำลึงออกมาแล้วออกจากคุกไป“ช่าง...”“ไร้เหตุผลสิ้นดี!”“สำนักปราชญ์เลี้ยงคนเหล่านี้ไว้เสียข้าวสุกจริงๆ!”“ยามสุขร่วมเสพ ยามทุกข์ร่วมต้านทานไม่ได้!”เหล่าบัณฑิตโดยมีฉินฮั่นหยางเป็นผู้นำ มองไปยังบัณฑิตและอาจารย์ที่จากไปด้วยความอิจฉาความจริงแล้ว พวกเขาก็อยากจากไปเช่นกันคุกเป็นสถานที่เช่นไร ใครที่เคยอยู่ย่อมรู้ซึ้งมันไม่ใช่ที่ที่มนุษย์จะอาศัยอยู่ได้อีกอย่าง ฉินฮั่นหยางใช้ชีวิตอย่างสุขสบายมานาน ย่อมไม่อาจทนทุกข์เช่นนี้ได้ปัญหาคือเงินหนึ่งล้านตำลึงมันมากมายเกินไป
จางอี้มีสีหน้างุนงงเงินไถ่ชีวิตราษฎรเพียงหนึ่งอีแปะบัณฑิตต่ำที่สุดหนึ่งร้อยตำลึงสูงที่สุดหนึ่งล้านตำลึงความแตกต่างนี้ช่างราวกับฟ้าและเหวโดยแท้นี่เห็นได้ชัดว่าหลี่หลงหลินต้องการลงมือกับสำนักปราชญ์!ฉินฮั่นหยางโมโหตัวสั่น จับจ้องหลี่หลงหลิน “ผู้สูงศักดิ์ราคาแพง? คนจนราคาถูก? นี่ถือสิทธิ์อะไร?”หลี่หลงหลินยิ้มเย็น พูดเย้ยหยัน “เรายังอยากถามเจ้า เกิดและเติบโตโดยพ่อแม่เฉกเดียวกัน ถือสิทธิ์อะไรพวกเจ้าบัณฑิตสูงส่งกว่าหนึ่งขั้น? นี่ถือสิทธิ์อะไร?”ฉินฮั่นหยางชะงักไป ไม่พูดอีกหลี่หลงหลินคร้านจะพูดไร้สาระ หันหน้าหาจางอี้ ออกคำสั่ง “ทำตามที่เราบอก!”จางอี้พยักหน้า มาที่ด้านหน้าคุก ถ่ายทอดคำพูดเมื่อครู่ของหลี่หลงหลินหนึ่งรอบเหล่าราษฎรฮือฮา ดวงตาเบิกโพลง ใบหน้าเปี่ยมความรู้สึกเหลือจะเชื่อหนึ่งอีแปะ ก็สามารถแลกกับอิสระได้แล้วหรือ?จริงหรือนี่?ทว่า เหล่าราษฎรกลับกังวลประการแรกคือตนเองออกมารับชมความครึกครื้น บนตัวไม่มีเงินแม้อีแปะเดียวประการที่สองคือรัชทายาทมิได้หลอกคนเพียงครั้งเดียวหากเขาหลอกตนจะทำเช่นไร?เจิ้งถูฮู่กลับดีใจมาก ยื่นเงินหนึ่งก้อนออกไป “นี่คือเงินหนึ่งตำลึง
จางอี้เตรียมการไว้ตั้งแต่แรกแล้ว ทางหนึ่งสั่งผู้อยู่ใต้อาณัติ ใช้ปลอกดาบเคาะตีที่กรงเหล็ก ตะคอกนักโทษภายในคุก ทางหนึ่งคุ้มกันหลี่หลงหลิน ก้าวเท้าฉับไวเข้าไปยังส่วนลึกที่สุด ชี้ประตูห้องขังแห่งหนึ่ง “องค์ชาย ฉินฮั่นหยางอยู่ข้างในนี้พ่ะย่ะค่ะ”ฉินฮั่นหยางอยู่ห้องขังเดี่ยวไม่ใช่เพราะเขาเป็นบัณฑิตทรงคุณวุฒิ มีสิทธิพิเศษอะไรแต่เพราะมีตัวอย่างของซ่งชิงหลวน หากฉินฮั่นหยางอยู่ที่คุกด้านนอก ตายไปอย่างคลุมเครือ จางอี้ก็ยากจะหาข้อแก้ตัว รองผู้บัญชาการองครักษ์เสื้อแพรนี้เขาก็ไม่ต้องทำแล้วเพราะเหตุนี้ฉินฮั่นหยางไม่เพียงขังอยู่ในห้องขังเดี่ยว ประตูยังมีองครักษ์เสื้อแพรเฝ้าอีกสองคน รับรองไม่ให้เกิดข้อผิดพลาดหลี่หลงหลินผลักเปิดประตูเข้าห้องขัง ได้เห็นฉินฮั่นหยางกำลังนั่งขัดสมาธิ“ฮึๆ รัชทายาท เจ้ามาหาข้าว่องไวถึงเพียงนี้เชียวหรือ!”“อะไรกัน?”“เจ้ามาเชิญข้าออกไปหรือ?”“บอกเจ้า ข้าอยู่ที่นี่สบายมากนัก! เว้นเสียแต่เจ้าคุกเข่าบนพื้น โขกศีรษะสามครั้ง ขอร้องให้ข้าออกไป! หาไม่แล้ว ชาตินี้ข้าก็จะอยู่ที่นี่!”เสียงฉินฮั่นหยางแหบพร่า ใบหน้าประดับยิ้มเย็นหลายวันมานี้ เขาด่าอย่างหยาบคาย เสียงแห
หลี่หลงหลินลูบจมูก สบมองหนิงชิงโหวอย่างพูดไม่ออก “สหายร่วมสำนักศึกษาของเจ้านี้คิดมากเกินไปแล้ว ข้ามิใช่เทพเซียนเสียหน่อย เพียงแค่ตัวอักษรของจดหมายนิรนามก็สามารถหาตัวเขาได้แล้วกระนั้น?”หนิงชิงโหวยิ้มแห้ง “องค์ชาย ท่านยังไม่รู้ คนบนโลกล้วนพูดว่าท่านฉลาดปราดเปรื่องเหนือกว่ามนุษย์ เป็นปีศาจ...”หลี่หลงหลินยิ้มขมปร่าตนเองให้เสด็จพ่อยกเว้นเก็บภาษีราษฎรสามปี พวกเขายังพูดว่าตนเป็นปีศาจอีกนะคนดี เป็นได้ยากยิ่ง!“ในเมื่อเป็นเช่นนี้...”หลี่หลงหลินใคร่ครวญ พูดกับหนิงชิงโหว “เจ้าไปบอกให้ซูเฟิ่งหลิงเตรียมรถม้า ไปที่คุกใหญ่กับข้า”หนิงชิงโหวค้อมตัว “น้อมรับคำสั่ง”ครู่ต่อมารถม้าคันหนึ่งแล่นออกจากภูเขาทิศประจิม มุ่งหน้าไปสู่คุกใหญ่กรมอาญาบัดนี้คุกใหญ่กรมอาญามีคนเนืองแน่น ภายในถูกยัดไว้แน่นเอียด เสียงโอดครวญดังระงมผู้คุมเรือนจำต้องควบคุมนักโทษมากถึงเพียงนี้ ยุ่งแทบตายตั้งแต่เช้าจรดเย็น เหนื่อยเสียจนพูดไม่ออกหากไม่ใช่เพราะจางอี้พาองครักษ์เสื้อแพรมาคุมเชิง พวกเขากล้าโมโหแต่ไม่กล้าพูดอันใด ป่านนี้คงหนีหายไม่ทำแล้วเห็นหลี่หลงหลินและซูเฟิ่งหลิงลงจากรถม้า จางอี้รีบเข้าไปต้อนรับ โค้งคำนั