สุดท้ายเวินฉางอวิ้นก็ไม่ได้ถามออกไปเป็นเพราะได้ผ่านช่วงเวลาหลายวันนี้มา ที่จริงในใจเขาก็ได้คำตอบแล้วและเพราะคำตอบนั้น เขาถึงได้หลบซ่อน หลีกหนีมาตลอดแต่ตอนนี้เขาไม่อาจหลบเลี่ยงได้อีกต่อไป“...ขอครับ ข้าเข้าใจแล้ว”ท้ายที่สุดเวินฉางอวิ้นก็ชักเท้าออกจากห้องหนังสือไป พร้อมรอยแผลหลายรอยบนหลังหลังกลับมาถึงเรือนเล็ก อันเซิ่งที่เห็นว่าบนตัวเขามีเลือดออกก็ตื่นตระหนกขึ้นมาในทันใด“คุณชายใหญ่นี่ท่านโดนอะไรมา?!”“ท่านรีบเข้ามานอนเร็วขอรับ บ่าวจะไปตามหมอมาเดี๋ยวนี้!”อันเซิ่งหันหลังกำลังจะออกไปตามคน“ไม่ ไม่ต้องตามหมอหรอก”เวินฉางอวิ้นหยุดเขา แล้วพูดด้วยสีหน้าเรียบเฉย “แค่แผลจากแส้ไม่กี่รอยเท่านั้น ไม่ต้องทำเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่ เอายาในกล่องยามาทาสักหน่อยก็พอแล้ว”ในความคิดของเขา มันไม่ถึงขั้นต้องไปตามหมออะไรมาจริง ๆอย่างไรเสียเมื่อเทียบกับห้าสิบแส้ที่เขาฟาดน้องหญิงตนไปในคืนนั้น นี่แค่เล็กน้อยไม่กี่แส้ ไม่สลักสำคัญอะไรเลยจริง ๆแต่ในมุมมองของอันเซิ่ง กลับไม่คิดว่านี่เป็นเรื่องเล็กเลยสักนิดก่อนหน้าบนตัวคุณชายใหญ่ยังไม่มีแผลเลยแท้ ๆ นี่ออกจากเรือนเล็กไปแค่ครู่เดียว ตัวเขาก็
จะว่าไปแล้ว เมื่อคืนตอนพบสมุดบัญชีเล่มนั้น หากเขาฉลาดกว่านี้สักหน่อย ไม่คืนมันกลับไปอย่างไร้สติ แต่เอามันมาเสียด้วยเลยก็น่าจะยิ่งดีเวินจื่อเฉินคิดเช่นนี้ แต่ความจริงแล้วจนถึงตอนนี้เขาก็ยังคิดไม่ออกเหมือนกันว่าควรจะจัดการกับสมุดบัญชีเล่มนั้นเช่นไรสิ่งที่ซ่อนอยู่ในสมุดบัญชีเล่มนั้น คือความลับระหว่างท่านพ่อกับสกุลหลานเขาได้รู้มาจากปากของพ่อบ้านสกุลหลาน ว่าท่านพ่อนิ่งดูดายในตอนที่เกิดเรื่องขึ้นกับฝั่งบ้านตาแต่ตอนที่เขาเห็นสมุดบัญชี สิ่งที่เขาสงสัยยิ่งไปกว่านั้นก็คือปีนั้นท่านพ่อคงไม่ได้แค่วางตัวเฉยเมยเป็นไปได้สูงว่าเขาทำอย่างอื่นลงไปด้วย และสมุดบัญชีเล่มนั้นก็อาจเป็นหลักฐานอย่างหนึ่งดังนั้นหลังจากครั้งนั้น เวินจื่อเฉินจึงได้กลับไปยังห้องหนังสือของเวินเฉวียนเซิ่งอีกครั้ง หวังจะลอบขโมยสมุดบัญชีออกมาน่าเสียดายที่แผนการล้มเหลวทว่าโชคดีที่พี่ใหญ่รวมหัวช่วยเขากลบเกลื่อนไปได้แต่ตอนนี้เขาควรจะทำเช่นไรต่อดีเล่า?เวินจื่อเฉินที่เก็บความกลัดกลุ้มไว้ในใจถอนสายตากลับ และท้ายที่สุดก็ออกเดินทางไปยังภูเขาหนานด้วยใจกังวลเวินจื่อเฉินเพิ่งจากไปได้ไม่เท่าใด ก็มีเงาคนหลายร่างสะกดรอยตามเขาไ
หลังจากที่เวินจื่อเฉินเก็บเสื้อผ้าและถุงเงิน พรวดออกจากป่าไป เป่ยเฉินหยวนก็เดินออกมาอย่างเนิ่บช้าเกาเย่าที่อยู่หลังเขาเดินไปข้างหน้าและเอื้อมมือไปหยิบดาบใหญ่เล่มนั้นที่ปัดดาบบินออกไปในตอนแรก“ท่านอ๋อง เหตุใดเราไม่ลงมือกับองครักษ์ลับพวกนั้นไปเสียเลยล่ะพ่ะย่ะค่ะ ดูปวกเปียกเพียงนั้น คงสู้เราไม่ได้สักคน”เกาเย่ากล่าวอย่างภาคภูมิเป่ยเฉินหยวนเหลือบมองเขาอย่างเฉยชาความรังเกียจในแววตาของเขาทำให้เกาเย่าหุบปากในทันทีเอาเถอะ ในใจท่านอ๋องจะต้องรังเกียจที่เขาตัวใหญ่แต่สมองน้อยอีกแล้วเป็นแน่ฮึ!อย่าคิดว่าเขาดูไม่ออกเป่ยเฉินหยวนคร้านจะดุด่าเจ้าหมอนี่ เขาเพียงจับคางครุ่นคิดดูท่าแผนของอู๋โยวจะเป็นไปด้วยดี ตอนนี้เจ้ารองของสกุลเวินคงจะแตกหักกับบิดาของเขาอย่างสมบูรณ์แล้ว และเขาก็น่าจะทำอะไรบางอย่างลงไปด้วย มิเช่นนั้นเวินเฉวียนเซิ่งนั่นก็คงไม่ส่งองครักษ์ลับมาหยั่งเชิงเมื่อคิดมาถึงตรงนี้ เป่ยเฉินหยวนที่เป็นกังวลขึ้นมาทันใด จึงออกสั่ง “ช่วงนี้ส่งคนไปเพิ่มสักหน่อย จับตาดูความเคลื่อนไหวของจวนเจิ้นกั๋วกง แล้วก็เฝ้าดูคนที่ลอบเข้าออกอารามสุ่ยเยว่พวกนั้นด้วย”“พ่ะย่ะค่ะ ท่านอ๋องโปรดวางใจ!”เรื
อ๋องผู้สำเร็จราชการแทนผู้นี้จะทำอาหารที่เรือนน้องสาวเขาหรือ?เวินจื่อเฉินตั้งตัวไม่ติดไปชั่วขณะเขาหันขวับมองน้องสาวตัวเองทันทีกลับเห็นเวินซื่อพยักหน้าอย่างใจเย็น “ดีสิ เช่นนั้นคงต้องลำบากท่านอ๋องแล้ว”เป่ยเฉินหยวนยิ้มทันใด รับตะกร้าของป่ามาจากมือเวินซื่อ “เช่นนั้นท่านไปพักสักครู่ ข้าจะเอาวัตถุดิบเข้าไปจัดการเอง”พูดถึงจัดการ ความจริงก็เป็นแค่วัตถุดิบสดใหม่อย่างเห็ดป่า เยื่อไผ่ หน่อไม้เป็นต้นเขาทำท่าคุ้นเคยกับที่นี่เป็นอย่างดี อีกทั้งยังนำวัตถุดิบเข้าไปในห้องครัวเล็กของเวินซื่ออย่างเป็นธรรมชาติเวินซื่อหันหลังแล้วนั่งลงในลานบ้านเวินจื่อเฉินกลับยืนอยู่ด้านข้างด้วยความประหม่าเล็กน้อย หันมองทางห้องครัวเป็นระยะ“น้อง...อู๋โยว จะให้ท่านอ๋องไปทำอาหารจริงหรือ? คงจะไม่ค่อย...” ไม่ค่อยเหมาะสมเดิมทีเวินจื่อเฉินต้องการพูดอย่างนั้น แต่เมื่อหันไปเห็นใบหน้าใจเย็นของเวินซื่อ“มีสิ่งใดไม่เหมาะสมหรือ?”เวินซื่อเหลือบมองเขาอย่างเรียบเฉย “ที่นี่เป็นดินแดนบริสุทธิ์ของพุทธองค์ ส่วนข้าเป็นผู้ออกบวช ไม่มีสิ่งวุ่นวายมากมายขนาดนั้น”หากเป็นเมื่อก่อน เวินซื่ออาจจะใส่ใจอยู่บ้างเพราะเรื่องอย่าง
เวินจื่อเฉินบอกเล่าสิ่งที่ค้นพบทั้งหมด ในห้องหนังสือของเวินเฉวียนเซิ่งให้เวินซื่อฟังเมื่อได้ยินว่าสมุดบัญชีเล่มนั้นเกี่ยวข้องกับกิจการของสกุลหลาน แววตาของเวินซื่อเยือกเย็นทันทีนางรู้อยู่แล้วว่าเรื่องในตอนนั้นไม่ใช่เรื่องธรรมดานึกไม่ถึงว่าจะเป็นเช่นนั้นจริงนิ่งดูดายอะไรกัน เกรงว่าที่สกุลหลานต้องล่มสลาย ภายในนั้นคงมีฝีมือของบิดาตัวดีของนางซ่อนอยู่ด้วยเวินซื่อหลุบตาลง เก็บรวบความเย็นชาในแววตา“ตอนนี้สมุดบัญชีเล่มนั้นอยู่ที่ใด?”เวินซื่อเอ่ยถามเวินจื่อเฉินกล่าวอย่างละอายใจ “ตอนนั้นไม่ทันระวังจึงถูกพบเข้า ทำใหข้าไม่ทันได้นำสมุดบัญชีเล่มนั้นออกมาด้วย ตอนนี้น่าจะยังอยู่ในห้องหนังสือของท่านพ่อ”แต่เมื่อพูดสิ่งเหล่านี้จบ เวินจื่อเฉินรีบเอ่ยต่อ “เจ้าห้ามกลับไปเอาเด็ดขาด ความเคลื่อนไหวสองครั้งที่ผ่านมาของข้า เป็นที่จับตามองของท่านพ่อแล้ว ตอนนี้เกรงว่าห้องหนังสือของท่านคงไม่สามารถเข้าไปใกล้ได้ง่ายๆ ดังนั้นให้ข้าคิดหาวิธีดีกว่า เจ้าวางใจ ข้าต้องเอาสมุดบัญชีเล่มนั้นมาให้ได้”เวินซื่อได้ยินดังนั้นจึงมองเขา “ท่านคิดจะไปเอาเองหรือ?”เวินจื่อเฉินพยักหน้าเรื่องนี้เขาย่อมต้องไปอยู่แล้ว
เวินซื่อเม้มริมฝีปากแน่น น้ำเสียงยังคงราบเรียบ “ดูเขาทำไม ข้าไม่เป็นห่วงหรอกว่าเขาจะเป็นอย่างไร”เป่ยเฉินหยวนหัวเราะพร้อมปลอบ “เอาละ ท่านไม่ได้เป็นห่วง ข้าเป็นห่วงเอง”“ตอนนี้ข้าอยากเห็นเหลือเกิน ว่าสีหน้าของเจิ้นกั๋วกงผู้นั้นจะน่าอัศจรรย์เพียงใด”ความลับที่ซุกซ่อนมาหลายปี นึกไม่ถึงว่าจะถูกลูกชายสองคนเปิดโปงหนึ่งในนั้นยังเป็นผู้สืบทอดที่เขาบ่มเพาะมาด้วยตัวเองหากบอกว่าไม่ทำอะไรเวินฉางอวิ้น เกรงว่าจะเป็นการโกหกด้วยความอำมหิตของเวินเฉวียนเซิ่ง เป็นไปไม่ได้ที่เขาจะไม่ทำสิ่งใดเลยต้องดูว่าเขาจะใจร้ายกับลูกชายคนโตมากเพียงใด“สองวันนี้ข้าสะสางงานในมือพอสมควรแล้ว เตรียมตัวให้ดี ถึงเวลาข้าจะมาสอนท่านฝึกวรยุทธ์แล้วนะ”ทั้งสองคนตกลงกันตั้งแต่แรก เพียงแต่การเดินทางไปลู่โจวทำให้เสียเวลาไปมาก หลังกลับมาเป่ยเฉินหยวนมีงานมากมายต้องจัดการ ดังนั้นจึงไม่มีเวลาว่างแต่ตอนนี้ดีขึ้นมาก เป่ยเฉินหยวนจึงตรึกตรองเรื่องเวลา“ได้ ท่านอ๋องผู้สำเร็จราชการแทนวางใจเถอะ ข้าเตรียมพร้อมนานแล้ว”เวินซื่อยิ้มจางๆหลังจากทั้งสองเรียกจู๋เยวี่ยกับเสี่ยวหานมากินอาหารพร้อมกัน เป่ยเฉินหยวนจึงกลับไปคืนนี้เวินซื
ตอนเช้าหลังจากเรียนเสร็จแล้ว ม่อโฉวซือไท่ให้เวินซื่อเข้าไปในเมือง“หากอยากเรียนสิบสามเข็มประตูผี ต้องเตรียมเข็มพิเศษก่อนหนึ่งชุด ไปหาช่างหลี่ทางตะวันออกของเมือง เจ้าบอกเขาว่ามาจากอารามสุ่ยเยว่ เขาจะรู้เองว่าควรทำสิ่งใดให้เจ้า”“เจ้าค่ะ”จากนั้นหลังเวินซื่อกินอาหารกลางวันเสร็จ พาเสี่ยวหานลงเขาไปพร้อมกันทั้งสองอาศัยเกวียนของพวกชาวบ้าน หลังผ่านไปสองชั่วยามจึงถึงเมืองหลวงหลังเข้าเมือง เวินซื่อกับเสี่ยวหานมุ่งหน้าไปทางตะวันออก หาร้านของช่างหลี่จนพบบ้านของช่างหลี่ไม่ใช่ร้านตีเหล็กทั่วไป ภายในยังมีงานฝีมือประณีต อย่างเงินกับทอง หยกก็มี กลับกลายเป็นงานเหล็กที่มีน้อยที่สุดหลังเวินซื่อเดินเข้าไป มองเห็นช่างหลี่ทันทีเพราะภายในร้านมีเขาแค่คนเดียว“ขอถามหน่อย ใช่ช่างหลี่ ประสกหลี่หรือไม่?”ฉางเสี่ยวหานเอ่ยถามแทนเวินซื่อเมื่อได้ยินคนเรียกชื่อตัวเอง ช่างหลี่ที่เดิมทีกำลังงีบหลับ รีบลืมตาตื่นขึ้นมาทันที“อ้อ ใช่ใช่ ข้าก็คือช่างหลี่ ท่านทั้งสองต้องการซื้อสิ่งใดหรือ?”เมื่อช่างหลี่พูดจบก็สังเกตเห็นชุดสีฟ้าทะเลบนตัวเวินซื่อหลังประหลาดใจเขาชะงักเล็กน้อย “หรืออาจารย์น้อยท่านนี้เป็นคนขอ
“สมัยนี้แม้แต่แม่ชีก็ยังชอบแต่งตัวแล้วสินะ แต่น่าเสียดายไม่รู้จักดูน้ำหน้าตัวเอง ของที่นี่เจ้าก็คู่ควรซื้อหรือ?”หญิงสาวชุดเหลืองที่เบียดเวินซื่อจนกระเด็น หลังจากก้าวเข้าไปแล้ว หันกลับมามองเวินซื่อแวบหนึ่ง พร้อมทำหน้ารังเกียจแล้วเอ่ยขึ้น“เหอะ เจ้าพูดอะไรของเจ้า? ธิดา...คุณหนูของข้าไม่คู่ควรอย่างไรหรือ?!”ฉางเสี่ยวหานรีบพุ่งไปข้างหน้า ปกป้องเวินซื่อไปด้วย พลางจ้องหญิงสาวชุดเหลืองไปด้วย“คุณหนูอย่างข้ากำลังพูด บ่าวอย่างเจ้าพูดแทรกได้หรือ?”หญิงสาวชุดเหลืองกล่าวอย่างโมโห “หมอมอ ตบปากนางเดี๋ยวนี้!”“เจ้าค่ะ คุณหนูดูให้ดีนะเจ้าคะ!”หญิงวัยกลางคนด้านหลังหญิงสาวรีบถลกแขนเสื้อขึ้น ง้างมือตบมาหาเสี่ยวหาน“เสี่ยวหาน ตบกลับไป”เวินซื่อทำหน้าเย็นชา แล้วพูดออกไปเสี่ยวหานที่เดิมทียังลังเล เมื่อได้ยินดังนั้นดวงตาลุกวาว เบี่ยงตัวหลบฝ่ามือหญิงวัยกลางคน จากนั้นกระโดดแล้วง้างมือตบกลับไปหนึ่งฉาดเพียะ !เสียงฝ่ามือดังชัดเจนหน้าทางเข้าร้านเฟิ่งอวิ๋นตบไปบนใบหน้าหญิงวัยกลางคน พร้อมทั้งหักหน้าหญิงสาวชุดเหลืองด้วย“เจ้า! นางบ่าวชั่ว พวกเจ้ากล้าตบตีคนของข้าหรือ พวกเจ้าทั้งสองคนคงเบื่อโลกแล้วสิน
“พูดจาเหลวไหล! ลูกชายข้าจะทำอย่างนั้นได้อย่างไร เขา...”เวินหย่าลี่เตรียมเอ่ยปากอยากโต้แย้งแทนลูกชายอย่างลืมตัว สรุปกลับถูกเวินซื่อพูดขัดขึ้นเสียก่อน“ใช่ เขาไม่ทำ เขาก็แค่ทำเรื่องลักขโมยเล็กน้อยใส่ร้ายป้ายสีนิดหน่อย อย่างเช่นขโมยเอายาหยกหิมะของฮูหยินจงหย่งโหวไป แล้วใส่ร้ายข้า ใช่หรือไม่?”สีหน้าเวินซื่ออมยิ้ม แววตาเย้ยหยันอย่างมากทำให้ใบหน้าเวินหย่าลี่แดงเถือกทันใดแดงเพราะความโกรธ“ขโมยของอะไรกัน นั่นเป็นยาหยกหิมะของข้า ลูกชายนำสิ่งของของแม่ไปใช้เท่านั้น จะถือว่าลักขโมยได้อย่างไร?”“ใช่ ถูกต้อง แค่เอาไปให้คนอื่นใช้เท่านั้นเอง ไม่เกี่ยวข้องกับข้าเลยสักนิด เพราะฉะนั้นขอแค่ฮูหยินจงหย่งโหวท่านพอใจก็ดีแล้ว”นางจะพอใจได้อย่างไร!เวินหย่าลี่โกรธจนหน้าดำคร่ำเครียดใครจะไปรู้ ในยามที่นางรู้ว่าลูกชายปิดบังตัวเอง นำยาหยกหิมะทั้งหมดของนางไปเอาใจเวินเยวี่ย ในใจของนางเจ็บปวดมากเพียงใด!ในใจของนางกำลังหลั่งเลือดนั่นมันยาหยกหิมะขวดใหญ่สามขวดเชียวนะ ลูกชายของนางไม่เก็บไว้ให้นางแม้แต่ขวดเดียวทุกครั้งที่นึกถึงเรื่องนี้เวินหย่าลี่ปวดใจอย่างมากเดิมทีเวลาผ่านไปนานขนาดนี้ นางเกือบจะลืมไปแ
“เจ้าค่ะ อาจารย์”ในไม่ช้าเวินซื่อออกเดินทางอีกครั้งฉางเสี่ยวหานย่อมตามธิดาศักดิ์สิทธิ์ออกไปพร้อมกันโดยไม่ลังเลทั้งสองขึ้นไปบนรถม้ารถม้าคันนี้เป็นคันที่ก่อนหน้านี้เป่ยเฉินหยวนเปลี่ยนให้นางมีพื้นที่เหลือเฟือสำหรับให้พวกนางทั้งสองคนนั่งในไม่ช้ารถม้าขับมุ่งหน้าลงจากเขาระหว่างทางขณะที่ผ่านกระท่อมหลังหนึ่ง เวินซื่อหันมองอย่างลืมตัว ทว่ากลับไม่เห็นบางคนหลังนางรู้สึกตัวว่ากำลังทำสิ่งใดอยู่ ต่อมาจึงขมวดคิ้วพร้อมเก็บสายตากลับมา“เสี่ยวหาน ขับเร็วหน่อย วันนี้พวกเราต้องรีบกลับ”“ได้เจ้าค่ะ เช่นนั้นธิดาศักดิ์สิทธิ์นั่งให้ดีนะเจ้าคะ!”เพียงไม่นานรถม้าออกจากที่นั่นอย่างรวดเร็วจิตใจที่สับสนเล็กน้อยของเวินซื่อก็กลับมาสงบลง แล้วจากมาพร้อมกับรถม้าหลังผ่านไปหนึ่งชั่วยามครึ่ง รถม้าของพวกเวินซื่อมาถึงเมืองหลวงอย่างรวดเร็วตามคาดเวินซื่อไปถึงที่ทันทีหลังเคาะประตูใหญ่จวนจงหย่งโหวเสียงดัง ภายในมีร่างหนึ่งปรากฏ เป็นคนเฝ้าประตูของจวนจงหย่งโหว“ใครนะ? มาหาใครหรือ?”เวินซื่อเอ่ยขึ้น “มาหาชุยซื่อจื่อกับใต้เท้าจงหย่งโหว”เดิมทีควรไปหาเวินหย่าลี่ก่อน แต่น่าเสียดายที่เวินซื่อไม่อยากเห็นเวิ
อาจารย์ใช้ชีวิตอยู่ในเมืองหลวงมานานขนาดนี้ ยังไม่มีใครพบฐานะที่แท้จริงของท่าน เห็นได้ชัดว่าท่านไม่อยากให้ใครรู้ดังนั้นนางจะเปิดเผยฐานะของอาจารย์ไม่ได้แต่หลินจื่อฟูกลับยืนยันว่าเมื่อครู่เขาไม่ได้ตาฝาด“ต้องเป็นตัวอักษรปีศาจแน่นอน! เมื่อครู่ข้ามองเห็นแล้ว!”ห่อเข็มประเภทนี้ เมื่อก่อนเขาเคยเห็นบนตัวคนคนหนึ่งเท่านั้นนั่นก็คือห่อเข็มของหมอปีศาจ!เมื่อเผชิญกับสายตาขึงขังของหลินจื่อฟู เวินซื่อได้แต่เสแสร้งแกล้งทำ “ไม่มีจริงๆ ท่านตาฝาดไปเอง หากไม่เชื่อเดี๋ยวข้าเอาให้ท่านดู”นางเบี่ยงตัวเล็กน้อยบดบังการมองเห็นของหลินจื่อฟู แล้วยื่นมือไปที่กล่องยา จากนั้นรีบนำห่อเข็มของตัวเองออกมาจากมิติ สลับกับห่อเข็มที่มีตัวอักษรคำว่าปีศาจจากนั้นแกล้งทำท่าเหมือนเอาออกมาจากกล่องยา ให้หลินจื่อฟูดู “ท่านดูสิ ภายในกล่องยาของข้า มีเข็มเพียงสองห่อเท่านั้น ไม่มีตัวอักษรใช่หรือไม่?”อมิตตาพุทธ คนออกบวชไม่โป้ปด สรุปตอนนี้นางโกหกอีกแล้ว บาปกรรม บาปกรรมหลินจื่อฟูก้มหน้ามองดูเข็มเงินทั้งสองห่อพบว่าไม่มีตัวอักษรจริงหลินจื่อฟูตะลึงทันที “หรือว่าข้าจะตาฝาดไปจริงๆ?”แต่ทั้งที่เมื่อครู่เขามองเห็นตัวอักษรคำ
“คุณหนูคิดจะทำเช่นไรขอรับ? จะให้บ่าวไปซื้อที่ดินเพิ่มหรือไม่?”พ่อบ้านหลานยืนอยู่ข้างกันเพราะเขาเองก็ได้ยินข่าวนี้เช่นกัน ดังนั้นจึงรีบตามหลินจื่อฟูมาอารามสุ่ยเยว่พร้อมกัน เพื่อดูว่าเวินซื่อจะทำอย่างไรต่อไปเวินซื่อส่ายหน้า “ไม่ ไม่ต้องไปซื้อแล้ว พวกเขาอยากซื้อก็ปล่อยให้พวกเขาซื้อเถอะ เรื่องนี้พวกเราสู้พวกเขาไม่ได้หรอก”เมื่อได้ยินดังนั้น พ่อบ้านหลานรู้สึกดีใจไม่น้อยคุณหนูของเขาฉลาดจริงๆแต่หลินจื่อฟูกลับไม่เข้าใจ “หืม? ทำไม? หากปล่อยให้พวกเขาซื้อไปจนหมด แล้วพวกท่านจะทำอย่างไร?”เรื่องนี้พ่อบ้านหลานช่วยอธิบายแทนเวินซื่อ เขายิ้มพร้อมเอ่ยขึ้น “อำนาจที่อยู่เบื้องหลังที่นาที่ดินละแวกเหมืองหลวงล้วนไม่ธรรมดา ความซับซ้อนวุ่นวายในนั้นเปรียบได้กับอำนาจที่สลับซับซ้อนในราชสำนัก เบื้องหลังของที่ดินแต่ละแห่งอาจเป็นขุนนางในราชสำนักท่านหนึ่ง อีกทั้งมีความเป็นไปได้ว่าเป็นขุนนางฝ่ายบุ๋น ส่วนผู้ที่เหล่าขุนนางบุ๋นสนิทชิดเชื้อมากที่สุด คงหนีไม่พ้นเจิ้นกั๋วกงท่านนั้นที่ไม่มีใครเทียบได้”เมื่อหลินจื่อฟูได้ยิน พลันเข้าใจทันทีบิดาท่านนั้นของธิดาศักดิ์สิทธิ์ถือเป็นผู้นำขุนนางฝ่ายบุ๋นขุนนางฝ่ายบุ๋
“หมั้นหมายกันแล้วอย่างไรเล่า? แต่เดิมจวนเจิ้นกั๋วกงก็ไม่ได้มีเจ้าเป็นบุตรสาวเพียงคนเดียว ต่อให้หมั้นหมายกัน ทว่าขอเพียงซื่อจื่ออย่างข้าไม่อยากแต่งกับเจ้า เช่นนั้นก็ไม่มีใครบังคับข้าได้!”หลังจากนั้น เวินซื่อจากไปอย่างไร้เรี่ยวแรงยามนี้เมื่อนึกขึ้น ตอนนางไปสอบถามชุยเส้าเจ๋อ ดูเหมือนตอนนั้นพวกฉีเซิ่งจะเห็นเหตุการณ์นั้นด้วย มิน่าตอนหลังที่นางไปขอร้องอาจารย์ม่อโฉวที่ภูเขาหนาน พวกฉีเซิ่งถึงได้นึกว่านางทำเพื่อชุยเส้าเจ๋อเวินซื่ออดถอนหายใจไม่ได้ตอนนั้นยังเด็กไม่รู้เดียงสา ไม่รู้จักความรัก ตอนนี้แม้จะยังไม่เข้าใจ แต่ก็เข้าใจอะไรได้มากกว่าเดิมดังนั้นในวันพิธีปักปิ่นแม้ชุยเส้าเจ๋อจะถอนหมั้นต่อหน้าผู้คน เวินซื่อเองก็เห็นด้วยต่อหน้าทุกคนเช่นกันดังนั้นต่อให้ไม่มีปิ่นหยกอันนี้ พวกเขาทั้งสองก็ยอมรับกลายๆ ในเรื่องการถอนหมั้นทว่านี่เป็นสิ่งของหมั้นหมาย แตกต่างจากสิ่งทั่วไปเพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ใดนำเรื่องนี้ไปแอบอ้างในภายหน้า จึงเก็บกลับมาเสียดีกว่า ขาดกันอย่างสิ้นเชิงดีที่สุดเมื่อนึกได้ดังนั้น เวินซื่อมองดูท้องฟ้าภายนอกน่าเสียดายวันนี้มืดค่ำเกินไป อีกสองวันค่อยมาก็แล้วกันเพราะไม่ว
เมื่อเห็นเวลาผ่านไปพอสมควรแล้ว เวินซื่อเองก็ลุกขึ้นขอลาเป่ยเฉินหยวนรีบลุกตาม “ข้าไปส่งท่าน”เวินซื่อนึกว่าส่งที่เขาพูดหมายถึงส่งถึงหน้าประตูเท่านั้น แต่พอนางออกไปถึงด้านนอก พบว่ารถม้าคันเล็กของตนเองหายไป กลายเป็นรถม้าคันใหญ่หรูหราแทน“เมื่อครู่ได้ยินพวกบ่าวบอกว่าล้อรถม้าของท่านเสียแล้ว”“หา? ล้อรถม้าเสียแล้วหรือ?”เวินซื่อสงสัย ทำไมนางจำได้ว่าตอนมาดูเหมือนจะไม่มีปัญหาใดเลย?เป่ยเฉินหยวนกล่าวด้วยสีหน้าเรียบเฉย “ใช่ สั่งให้คนไปซ่อมแล้วแต่ซ่อมไม่ได้ ดังนั้นข้าจึงเปลี่ยนเป็นคันนี้ให้ท่านโดยพลการ”“เอาเถอะ”เวินซื่อเองก็ไม่ได้คลางแคลงใจคิดเพียงว่าก่อนหน้านี้หลี่เหลียงเซิงแย่งรถม้าไป แล้วอาจไปชนกับสิ่งใดเข้าจึงเสียหายหลังขึ้นไปนั่งบนรถม้าคันนั้น เวินซื่อโบกมือให้เป่ยเฉินหยวน “ท่านอ๋องไม่ต้องไปส่งหรอก รีบกลับไปเถอะ พวกเราควรกลับแล้ว”“ได้ พรุ่งนี้จะไปเยี่ยมท่าน”เพราะตกลงกับเวินซื่อเรื่องสอนวรยุทธ์นางตั้งแต่แรก ดังนั้นช่วงเวลานี้เขาจึงสามารถไปหาเวินซื่อได้ทุกวันเวินซื่อพยักหน้าฉางเสี่ยวหานที่นั่งอยู่ด้านหน้าหวดแส้ในมือออกไป ต่อมาขับรถม้าจากไปอย่างเชื่องช้าขับไปได้ไม่นาน ร
เป่ยเฉินหยวนหยิบดอกไม้ในกล่องไม้ขึ้นมาดูอย่างถี่ถ้วนนั่นคือดอกไม้สีม่วงสวยสดงดงาม กลิ่นพฤกษาหอมหวาน เข้มข้นเป็นพิเศษ ใครได้กลิ่นก็ยากจะลืมเลือน“ดอกไม้นี้...เป็นดอกไม้ทั่วไปหรือ?”เป่ยเฉินหยวนสังเกตเห็นอะไรบางอย่างก่อนใครเวินซื่อแย้มยิ้ม “น่าจะไม่ทั่วไปกระมัง”เป่ยเฉินหยวนเงยหน้าเผชิญกับรอยยิ้มของนาง หลังจากมองดูอยู่ครู่หนึ่ง เขาก็เกิดลางสังหรณ์ที่อธิบายไม่ได้“เป็นสมุนไพรหรือ?”เวินซื่อพยักหน้า“เป็นสมุนไพรที่มีประโยชน์ต่อข้าหรือ?”เวินซื่อพยักหน้าอีกครั้งดอกไม้ สมุนไพร ก็ยังเป็นประโยชน์ต่อเขา...ในใจเป่ยเฉินหยวนสะดุ้งเฮือกทันทีคำตอบนั้นเขาไม่ค่อยกล้าที่จะพูดออกไปหลินจื่อฟูที่ยืนอยู่ข้าง ๆ ในที่สุดก็เข้าใจ เบิกตากว้างด้วยความตื่นตระหนกตกใจเช่นกัน จ้องมองดอกไม้ดอกนั้นอย่างไม่เชื่อสายตา ก่อนจะมองไปที่เวินซื่ออีกครั้ง“ดะ ดอก ๆ...ดอกไม้นี้ท่านอย่าบอกข้านะว่า มันคือหญ้าฝรั่นที่พวกเราตามหามาโดยตลอด?”เวินซื่อย่อมไม่บอกเขาด้วยความมั่นใจเช่นนี้เป็นแน่นางแค่ยักไหล่ แสร้งทำเป็นว่าตัวเองก็ไม่แน่ใจพลางพูดว่า “อาจจะใช่ หรืออาจจะไม่ใช่ก็ได้...”“ช้าก่อน! เรื่องนี้จะไม่แน่ใจไ
เมื่อหลินจื่อฟูได้ยินว่าเป็นสมุนไพร ดวงตาทั้งสองก็เป็นประกายทันทียังจำได้ว่าหลังจากที่ท่านอ๋องของพวกเขาช่วยเหลือธิดาศักดิ์สิทธิ์ผู้นี้ ก็ได้รับของขวัญทั้งหมดสองชิ้นทุกครั้งล้วนเป็นสมุนไพรที่ล้ำค่าและหายากมากหลินจื่อฟูเฝ้ารอคอยอยู่ภายในใจอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้หลังจากที่เขาเปิดกล่องไม้ดัง “แกร๊ก” ก็เผยให้เห็นเห็ดหลินจือดอกใหญ่เท่าอ่างล้างหน้าที่อยู่ข้างในหลินจื่อฟูตกใจจนแทบจะหุบปากไม่ลง“โอ้สวรรค์!”เขากำลังฝันอยู่หรือเปล่านี่?”เห็ดหลินจือดอกใหญ่ขนาดนี้!นี่ต้องเป็นเห็ดหลินจืออายุร้อยปีแน่นอน!และดูเหมือนเห็ดหลินจืออายุร้อยปีที่เพิ่งขุดขึ้นมาใหม่ ๆ ด้วย!“ของขวัญเล็ก ๆ น้อย ๆ” ที่ธิดาศักดิ์สิทธิ์ประทานให้ชิ้นนี้จะเล็ก ๆ น้อย ๆ ได้อย่างไร?!มันค่อนข้างใหญ่มากทีเดียว ไม่เล็ก ๆ น้อย ๆ เลยสักนิดจริงไหม!“ธิดาศักดิ์สิทธิ์ ท่านใจดีเกินไปแล้วกระมัง! เห็ดหลินจือชั้นดีเช่นนี้ท่านตัดใจประทานให้ข้าน้อยได้จริงหรือ?!”หลินจื่อฟูมองดูเห็ดหลินจือดอกใหญ่นั้น ราวกับไม่ค่อยอยากจะเชื่อสายตา“มันถูกเตรียมไว้เป็นพิเศษสำหรับท่านอยู่แล้วหมอหลิน ทักษะฝังเข็มของท่านนั้นล้ำค่ายิ่งกว่าเห็ดหลินจ
เป่ยเฉินหยวน “ไม่ต้องแล้ว ขอบคุณสำหรับความหวังดีของคุณชายฉี แม่ชีลงจากเขาครั้งนี้ยังมีธุระอื่นอีก เกรงกว่าจะไม่สามารถไปเป็นแขกที่จวนเสนาบดีได้ ขออภัยด้วย”ฉีเซิ่งไม่สามารถเชื้อเชิญได้สำเร็จ แม้ว่าจะผิดหวังเล็กน้อย แต่ก็ยังเอ่ยด้วยความยินดีปรีดา “ถ้าอย่างนั้นก็ไม่เป็นไร หากธิดาศักดิ์สิทธิ์ยังมีธุระก็รีบไปทำเลยเถอะ แค่บอกข้าว่าอีกประเดี๋ยวจะไปหาท่านได้ที่ไหนก็พอ”เวินซื่อเห็นเขามีท่าทีดึงดันที่จะมอบของขวัญชิ้นนี้ให้ได้ จึงทำได้เพียงพูดอย่างไม่มีทางเลี่ยง “ตอนนี้แม่ชีจะไปที่จวนอ๋องผู้สำเร็จราชการแทน ถ้าคุณชายฉีไม่ถือสา ก็ไปที่จวนอ๋องผู้สำเร็จราชการแทนแล้วกัน”จวนอ๋องผู้สำเร็จราชการแทน?ฉีเซิ่งรู้สึกปวดหัวขึ้นมาทันทีพูดตามตรง เขาค่อนข้างหวาดกลัวอ๋องผู้สำเร็จราชการแทนท่านนั้นจริง ๆถึงอย่างไรบารมีอันเด็ดเดี่ยวและเฉียบขาดจากร่างกายของอีกฝ่าย ก็ไม่ใช่สิ่งที่คนทั่วไปสามารถต้านทานได้จริง ๆแต่เพื่อมอบของขวัญชิ้นนี้ที่เขาตั้งอกตั้งใจเตรียมไว้ให้กับมือของเวินซื่อ ฉีเซิ่งก็ทำได้เพียงดึงดันพยักหน้าตอบว่า “ตกลง ถ้าอย่างนั้น...ก็ไปที่จวนอ๋องผู้สำเร็จราชการแทนแล้วกัน”หลังจากนั้นไม่นาน เวินซื