เสิ่นซื่อได้ยินเสียงลูกชายคนเล็กร้องเอะอะเรียกนางกับบุตรชายคนโตเสียงดัง ในที่สุดสามีของนางก็กลับมาได้เสียที ความกังวลใจที่มีตลอดหลายวันมานี้ ก็สามารถวางลงได้แล้ว หยางเสี้ยวเองก็อดที่จะตื่นเต้นไม่ได้ ท่านพ่อที่ไม่เคยได้พบหน้ากันผู้นี้ จะมีหน้าตาเหมือนพ่ออาทิตย์ของเขาหรือไม่
สองแม่ลูกรีบเดินออกไปยังลานหน้าบ้านด้วยความเร่งรีบ เสิ่นซื่อมีรอยยิ้มอยู่เต็มหน้า เมื่อเห็นว่าผู้เป็นสามีกลับมาด้วยความปลอดภัย ไม่ได้เกิดเรื่องอะไรร้ายแรงขึ้นกับเขาอย่างที่นางเป็นกังวล เพราะครั้งนี้หยางเทียนเข้าป่าไปหลายวันกว่าทุกครั้ง เสิ่นซื่ออดกลัวไม่ได้ว่าจะมีเรื่องอะไรเกิดขึ้นในป่า
"ท่านพี่ ท่านกลับมาแล้ว"
"อื้ม ข้ากลับมาแล้ว ครั้งนี้ไปเสียหลายวันพวกเจ้าแม่ลูกคงเป็นห่วงแย่"
หยางเสี้ยวที่เดินตามหลังผู้เป็นแม่ออกมา เมื่อเห็นหน้าคนที่ได้ขึ้นชื่อว่าเป็นบิดาในภพภูมินี้ของตน ก็อดที่จะหลั่งน้ำตาออกมาไม่ได้ หยางเทียน บิดาในชาตินี้ของเขามีหน้าตาเหมือนพ่ออาทิตย์อย่างไม่ผิดเพี้ยน ราวกับว่าเป็นคนคนเดียวกันเสียอย่างนั้น หากเขาไม่ได้มาเกิดใหม่ในร่างของหยางเสี้ยว ผู้ชายที่อยู่ตรงหน้าของเขาตอนนี้ก็คือพ่ออาทิตย์ของเขาอย่างไม่ต้องสงสัย
หยางเสียนวิ่งวนรอบตัวท่านพ่อท่านแม่โดยมีเจ้าเสี่ยวไป๋วิ่งตามหลังเหมือนเป็นหางเล็ก ๆ ของเขา หยางเทียนเมื่อไม่เห็นลูกชายคนโตออกมาต้อนรับ จึงคิดจะถามกับภรรยาถึงลูกชาย แต่ยังไม่ทันที่เขาจะได้เอ่ยปาก หยางเทียนกลับเห็นลูกชายยืนร้องไห้อยู่ข้างหลังภรรยาของเขา ด้วยความตกใจเขาจึงรีบเข้าไปหาหยางเสี้ยวทันที เขาไม่เคยเห็นบุตรชายคนนี้ร้องไห้หนักขนาดนี้มาก่อน
"เสี้ยวเอ๋อร์ ลูกเป็นอะไร เกิดอะไรขึ้นกับลูก เหตุใดเจ้าถึงร้องไห้ขนาดนี้"
หยางเสียนเองเมื่อเห็นพี่ชายร้องไห้เขาจึงร้องตาม
"ฮึก แง้ ท่านพี่ ท่านเป็นอะไร บาดเจ็บที่ตรงไหน บอกข้าสิ"
เสิ่นซื่อเองก็ตกใจมากที่จู่ ๆ หยางเสี้ยวก็ร้องไห้หลังจากเห็นว่าสามีของนางกลับมา นางเองรีบเข้าไปปลอบบุตรชาย ตลอดเวลาหลายวันมานี้บุตรชายคนนี้ของนางไม่เคยแสดงความอ่อนแอออกมาให้เห็นอีกทั้งยังหาเงินเข้าบ้านได้ ทุก ๆ วันจะขึ้นเขาไปหาของป่า ทั้งตักน้ำมาเติมโอ่ง และยังช่วยนางทำงานบ้านสารพัด แต่ไม่รู้ว่าเพราะอะไรหลังจากที่ผู้เป็นพ่อกลับมาเขาถึงได้ร้องไห้ขนาดนี้
“เสี้ยวเอ๋อร์ ลูกเป็นอะไร บอกแม่กับพ่อจะได้หรือไม่ หรือว่าลูกบาดเจ็บตรงไหน ลูกดูน้องชายของลูกสิ เสียนเอ๋อร์ร้องไห้เพราะกลัวว่าพี่ชายของเขาจะเป็นอะไรไป น้องชายของลูกเป็นห่วงลูกมากนะ พ่อกับแม่เองก็เป็นห่วงลูกมากเช่นเดียวกัน”
“ข้าแค่ .. ฮึก ข้าแค่คิดถึงท่านพ่อขอรับ พอข้าคิดว่าข้าจะไม่ได้เจอท่านพ่ออีก ข้าเสียใจมาก ตอนที่ข้าไม่สบาย ข้าคิด ฮึก ว่าข้าจะตายไปแล้ว ข้ากลัวว่าจะไม่ได้อยู่กับท่านพ่อ ท่านแม่และน้องชายอีกขอรับ”
หยางเทียนรู้สึกสะเทือนใจเป็นอย่างมาก ในวันที่เขาออกจากบ้านไป หยางเสี้ยวล้มป่วยเขาออกจากบ้านไปทั้ง ๆ ที่ลูกชายนอนป่วยอยู่ โชคดีเหลือเกินที่ลูกชายหายแล้ว หากว่าเกิดอะไรขึ้นกับลูกชายในระหว่างที่เขาไม่ได้อยู่ เขาคงรู้สึกผิดไปตลอดชีวิต
“เสี้ยวเอ๋อร์ พ่อขอโทษนะ ขอโทษที่ไม่สามารถอยู่ดูแลเจ้าในวันที่เจ้าล้มป่วยได้ แต่ตอนนี้พ่อกลับมาแล้ว เจ้าอย่าร้องไห้อีกเลยนะ พ่อไม่ดีเองที่ไม่สามารถอยู่กับลูกได้ในตอนที่ลูกต้องการพ่อ ลูกจะยกโทษให้พ่อได้หรือไม่”
“ข้าไม่ได้โกรธท่านพ่อขอรับ ข้าเข้าใจท่านพ่อต้องไปหาเงิน เพียงแต่ .. เพียงแต่ข้ากลัวว่าจะไม่ได้เจอท่านพ่ออีก มันทำให้ข้าเสียใจมากขอรับ”
“ตอนนี้พ่อกลับมาแล้ว เจ้าสบายใจได้ เรื่องราวร้าย ๆ ผ่านไปแล้ว พ่อดีใจที่เห็นเจ้าแข็งแรงและหายป่วยแล้ว"
“เสียนเอ๋อร์ ไปเข้าบ้านลูก แล้วอย่าลืมไปล้างมือให้เรียบร้อย อย่าลืมช่วยเจ้าเสี่ยวไป๋ล้างมือให้สะอาดด้วยล่ะ”
“ขอรับท่านแม่ ไปเสี่ยวไป๋พวกเราไปล้างมือกันเถอะ วันนี้มีเนื้อไก่ฟ้าด้วย ข้าจะแบ่งให้เจ้ากินด้วยดีหรือไม่”
“เสี้ยวเอ๋อร์เองก็ไปล้างหน้าล้างตานะลูก วันนี้เจ้าเหนื่อยมามากแล้ว จะได้กินข้าวแล้วรีบพักผ่อน”
“ขอรับท่านแม่”
“ท่านพี่ ท่านเองก็ไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้า จะได้กินมื้อเย็น มีอะไรค่อยคุยกันหลังจากนี้เถอะเจ้าค่ะ”
“ตกลง ลำบากเจ้าแล้วน้องหญิง”
หยางเสี้ยวที่ล้างหน้าล้างตาเสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็รีบเข้าไปในห้องครัวช่วยท่านแม่ยกกับข้าวออกไปจัดวางที่โต๊ะ ส่วนหยางเสียนช่วยเตรียมชามกับตะเกียบเหมือนเช่นทุกวันโดยมีเจ้าเสี่ยวไป๋คอยวิ่งตามเป็นหางเล็ก ๆ อยู่ตลอดเวลา
หยางเทียนที่อาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าเรียบร้อยแล้วเดินเข้ามาในห้องโถงของบ้าน เขาเห็นลูก ๆ กำลังวุ่นวายจัดโต๊ะอาหารอยู่ กลิ่นหอมของอาหารโชยออกมาจากห้องครัว ดูเหมือนว่าจะเป็นกลิ่นเนื้อ
ไม่นานเสิ่นซื่อก็ยกชามไก่ตุ๋นออกมา หยางเสี้ยวกลับไปยกจานหน่อไม้ผัดไก่ออกมาวางเป็นอย่างสุดท้าย อาหารค่ำก็พร้อมแล้วสำหรับครอบครัวเล็ก ๆ ที่มีสมาชิกเพียงสี่คนพ่อแม่ลูก
หยางเสี้ยวรู้สึกดีใจมากที่ท่านพ่อหยางเทียนมีหน้าตาเหมือนกับพ่ออาทิตย์ของตัวเอง ตอนนี้เขาไม่คิดอยากจะกลับไปที่โลกเดิมที่จากมาแล้ว เพราะกลับไปพ่อแม่ของเขาก็ไม่อยู่แล้ว
แต่ในที่แห่งนี้เขามีครบทั้งพ่อ แม่ และยังมีน้องชายเพิ่มมาอีกด้วย ไม่มีใครล่วงรู้ความในใจของเด็กชาย เสิ่นซื่อเรียกให้พ่อลูกรีบ ๆ นั่งลงกินข้าว ส่วนอาหารของเจ้าเสี่ยวไป๋เป็นน้ำแกงไก่คลุกข้าวผสมเนื้อไก่แสนอร่อย
“พ่อลูก รีบนั่งลงกินข้าวได้แล้ว เสี้ยวเอ๋อร์อาหารของเจ้าเสี่ยวไป๋แม่แบ่งเอาไว้ให้แล้วนะ”
“ขอบคุณขอรับท่านแม่ เดี๋ยวข้าเอาใส่ชามข้าวของมันเสียตอนนี้จะได้กินข้าวไปพร้อมกันเสียเลย”
“ลูกหมาตัวนี้เหมือนว่าจะเป็นลูกหมาป่าใช่หรือไม่ เหตุใดถึงมาอยู่ที่บ้านเราได้ล่ะ” หยางเทียนถามออกมาด้วยความสงสัย เขาไม่ทันได้สังเกตเสี่ยวไป๋ในตอนแรก เพราะมัวแต่ตกใจที่ลูกชายร้องไห้
“ท่านพี่เก็บกลับมาจากป่าขอรับท่านพ่อ”
“นี่พี่ชายของลูกเข้าป่าไปยังงั้นหรือ หมาป่าไม่ใช่ว่ามันอยู่ในป่าลึกไม่ใช่รึ แล้วเสี้ยวเอ๋อร์ไปเก็บมาจากป่าไหนกัน”
“ลูกบอกว่าเจออยู่ชายป่า มันมาติดกับดักที่ลูกวางเอาไว้ก็เลยเอากลับมาด้วยน่ะ รีบกินข้าวเถอะเจ้าค่ะ”
“ท่านพ่อ ท่านกินสิ ไก่ฟ้านี่ท่านพี่ล่ามาได้เชียวนะ นี่ยังมีหน่อไม้นี่อีกอร่อยมากเลยล่ะ” หยางเสียนนักกินตัวน้อยพูดออกมาด้วยสายตาวิบวับ
“เสี้ยวเอ๋อร์ พ่อทำให้ลูกต้องลำบากไปด้วยพ่อขอโทษนะ แต่ลูกเก่งมากที่สามารถดูแลน้องชายและท่านแม่ได้ตอนที่พ่อไม่อยู่บ้าน ลูกชายของพ่อโตแล้วจริง ๆ”
“ข้าแค่อยากเพิ่มอาหารให้ครอบครัวเราขอรับ ส่วนวิธีการวางกับดัก ท่านลุงพรานที่เราพบตอนไปขายสัตว์ป่าในเมืองเป็นคนสอนข้า และยังมีเรื่องราวอีกมากมายที่ท่านลุงคนนั้นบอกเล่าให้ข้าฟัง ข้าเลยจดจำคำสอนเอามาลองทำดูขอรับ”
“เก่งมาก ลูกเก่งมากพ่อภูมิใจในตัวลูกมาก แต่อย่าได้เข้าป่าลึกไปเป็นอันขาด เพราะในป่าอันตรายมาก ลูกเข้าใจหรือไม่”
“เข้าใจขอรับ เอาไว้กินข้าวเสร็จข้ามีเรื่องจะปรึกษาท่านพ่อด้วยขอรับ”
“ได้สิ ถ้าอย่างนั้นก็กินข้าวเถอะ อย่ามัวคุยกันอยู่เลย ดูหน้าแม่ของลูกสิ แทบอยากจะกินหัวพวกเราพ่อลูกแล้ว”
“ท่านพี่ ท่านสอนลูกแบบนี้ได้ยังไงเจ้าคะ”
“อู้ว วันนี้ไก่ผัดหน่อไม้ยังอร่อยเหมือนเดิม ท่านพี่พรุ่งนี้ข้าอยากกินน้ำแกงปลาได้หรือไม่ขอรับ ท่านพี่เหลือปลาเอาไว้ให้ท่านแม่สักสองตัวจะได้หรือไม่” หยางเสียนนักกินตัวน้อยที่มีความอยากอาหารมากกว่าทุกวัน
“ได้สิ พี่จะเหลือเอาไว้ให้ท่านแม่ต้มน้ำแกงให้เจ้าสองตัว”
“ขอบคุณมากขอรับ ท่านพี่ดีที่สุด”
ที่บ้านใหญ่หยางตอนนี้ก็กำลังกินมื้อค่ำอยู่เช่นเดียวกัน เดิมทีหยางเทาเองไม่ต่างอะไรกับหยางเทียนผู้เป็นน้องชาย เขากลับบ้านมาด้วยความรู้สึกหนักอึ้งภายในใจ เงินที่แบ่งกับน้องชายคนละ 300 อิแปะนั้นไม่พอที่จะให้พวกเขาใช้ชีวิตดี ๆ ในหน้าหนาวด้วยซ้ำ
ขนาดจะซ่อมแซมบ้านยังไม่สามารถทำได้เลย ไหนจะต้องเตรียมเสบียงอาหารเอาไว้ ด้วยเงินจำนวนแค่นี้มันไม่พอเลยจริง ๆ หันมองดูลูกชายทั้งสาม เสื้อผ้าที่ใส่ก็เก่าจนมองไม่ออกว่าสีเดิมของมันเป็นสีอะไร อีกทั้งเต็มไปด้วยรอยปะชุน
มองดูพ่อแม่ที่แก่ชรา ภรรยาที่ร่างกายอ่อนแอ ลูก ๆ ทั้งสามยังเล็ก สภาพบ้านที่ผุพัง ในใจหยางเทารู้สึกขมปร่าขึ้นมาทันที เขาไม่รู้ว่าตัวเองเดินเข้าในบ้านได้ยังไง พอรู้ตัวอีกทีเขาก็มานั่งอยู่ตรงนี้แล้ว
เขานั่งมองอาหารค่ำที่มีทั้งน้ำแกงไก่ กระต่ายผัดหน่อไม้ ผัดผักป่า เพียงแค่อาหารสามอย่างนี้ ยังดีกว่าอาหารตอนวันขึ้นปีใหม่เสียด้วยซ้ำ
ตอนที่รู้ว่าไก่ฟ้าและกระต่ายเป็นฝีมือการวางกับดักของหลานชาย ดูเหมือนว่าจะมีเรื่องอะไรเกิดขึ้นมากมายในตอนที่เขาไม่อยู่บ้าน แต่หยางเทาไม่ได้ซักถามอะไรมากมายในตอนนี้ เอาไว้รอกินข้าวเสร็จแล้วเขาค่อยไปสอบถามกับท่านพ่อท่านแม่ ดูเหมือนว่าจะมีเรื่องราวดี ๆ กำลังรอเขาอยู่ เขารู้สึกแบบนั้นจริง ๆ
หยางเสี้ยวไม่ได้สนใจว่าบ้านใหญ่จะมีการพูดคุยกันยังไง หลังจากกินข้าวเย็นจนอิ่มหนำสำราญแล้ว เสิ่นซื่อเก็บกวาดทำความสะอาดโต๊ะอาหารและล้างถ้วยชามอยู่หลังบ้าน หยางเสียนยังคงเล่นอยู่กับเสี่ยวไป๋ หยางเทียนนั่งจ้องหน้าลูกชายเพื่อรอฟังในสิ่งที่ลูกชายจะพูดต่อไปนี้
“ท่านพ่อขอรับ เรื่องที่ข้าอยากปรึกษากับท่านพ่อตอนนี้ก็คือ เรื่องผูเถานี่ขอรับ”
“ผูเถาหรือ ลูกไปเอามาจากไหน”
หลังจากนั้นหยางเสี้ยวก็เล่าทุกอย่างที่เกิดขึ้นในภูเขาอู๋หลงให้ผู้เป็นพ่อฟัง หยางเทียนฟังเรื่องราวต่าง ๆ ที่หลั่งไหลออกมาจากปากของลูกชาย ตอนนี้เขารู้สึกว่าอยากวิ่งไปต่อยหน้าลูกชายผู้ใหญ่บ้านมากจริง ๆ เป็นถึงผู้นำหมู่บ้านทำไมถึงได้มีจิตใจชั่วช้าเช่นนี้ ถึงแม้ว่าตอนนี้จะรู้เรื่องราวทั้งหมดแล้ว แต่พวกเขาเป็นเพียงชาวบ้านธรรมดา ไม่มีทั้งเงินและอำนาจพอที่จะไปสู้รบปรบมือกับคนพวกนี้ได้ ทำได้แค่อดทนอดกลั้นเพียงเท่านั้น
“ท่านพ่อ พรุ่งนี้ข้าอยากให้ท่านพ่อเอาผูเถานี้เข้าไปขายในเมืองขอรับ ข้าเองก็จะไปด้วยแต่ว่าเราคงอาศัยเกวียนโดยสารของผู้ใหญ่บ้านไม่ได้ พวกเราคงต้องเดินเข้าเมืองไปเองขอรับ ผูเถาอีกครึ่งหนึ่งข้าแบ่งให้บ้านท่านลุงใหญ่ไป ตอนนี้ยังพอมีเวลา ข้าอยากให้ท่านพ่อไปคุยกับท่านลุงให้เรียบร้อย ข้าคิดว่าตอนนี้ท่านปู่เองคงเล่าให้ท่านลุงฟังแล้วขอรับ”
“ตกลง พ่อจะไปบ้านท่านปู่ของเจ้าและหารือกับท่านลุงของเจ้าให้ดี ส่วนเรื่องผูเถาพ่อจะเอาไปขายให้โรงเตี๊ยมเอง ส่วนปลาที่เจ้าจับมาแน่ใจนะว่าจะไม่ให้พ่อเอาไปขายในเมือง”
“ไม่ต้องขอรับ ขายให้ท่านลุงฟู่กุ้ยก็พอ รอให้พวกเราสามารถมีวัวเป็นของตัวเอง ถึงตอนนั้นจะขนอะไรไปขายย่อมสะดวก ตอนนี้พวกเราทำได้แค่ค่อย ๆ สะสมเงินและอาหารให้มากขึ้นเท่านั้น”
“เรื่องนี้ต้องยกความดีให้ลูก เอาล่ะลูกไปพักผ่อนได้แล้ว พ่อจะไปบ้านท่านปู่ของลูกแล้ว”
“ขอรับท่านพ่อ”
เช้าวันต่อมาหยางเทียนแบกตะกร้าที่ใส่ผูเถาเอาไว้ออกจากบ้านไปตั้งแต่ยามเหม่า พร้อมด้วยหยางเทาผู้เป็นพี่ชาย เป้าหมายคือโรงเตี๊ยมเยี่ยนไหล เช้านี้ทั้งสองคนจะนำเอาผูเถาที่ลูกชายเก็บกลับมาจากภูเขาอู๋หลงเข้าไปขาย ทั้งสองคนไม่รู้ว่าจะขายได้หรือไม่ แต่หยางเสี้ยวบอกเอาไว้ว่าต้องขายได้แน่ ๆ เพียงแต่จะได้มากได้น้อยนั้นขึ้นอยู่กับราคารับซื้อของโรงเตี๊ยม“น้องรอง ตั้งแต่เสี้ยวเอ๋อร์หายป่วยท่านพ่อบอกว่าหลานเปลี่ยนไปมากหรือ” หยางเทาถามน้องชายถึงความเปลี่ยนแปลงของหลาน“ใช่ขอรับพี่ใหญ่ เสี้ยวเอ๋อร์เปลี่ยนไปมากจริง ๆ ข้าไม่รู้ว่าตอนที่ลูกล้มป่วยเขาไปเจอเรื่องอันใดมา แต่ไม่ว่าจะเปลี่ยนไปมากแค่ไหน เขาก็ยังคงเป็นลูกชายของข้าเสมอ”“เจ้าเองอย่าได้คิดมากเลย การที่อาเสี้ยวเปลี่ยนไปในทางที่ดีแบบนี้ก็ดีแล้ว อายุแค่ 8 ขวบปีแต่จิตใจเข้มแข็งกล้าหาญกว่าข้าที่เป็นท่านลุงอีก อาเชวียนเล่าว่าอาเสี้ยวสอนวางกับดักด้วย เสียดายที่พวกเราไม่มีเงินส่งเสียให้ลูกได้เรียนหนังสือ ด้วยความฉลาดของพวกเขาข้าคิดว่าต้องสอบได้เป็นซิ่วไฉแน่”“ไม่แน่ว่าในอนาคตชีวิตของพวกเราอาจจะดีขึ้นก็ได้ ข้าเองรู้สึกละอายใจมาก ข้ารู้สึกว่าข้าเป็นบิดาที่ไ
โลกคู่ขนานในอีกมิติหนึ่ง มังกรรู้สึกตัวตื่นขึ้นมาด้วยความไม่สบายตัว เขาจำได้ว่าเมื่อตอนกลางวันไปไหว้อัฐิพ่อกับแม่ที่วัดกลับมาก็อาบน้ำนอนหลับไปด้วยความอ่อนเพลียการเดินทางโดยนั่งรถประจำทางกลับมาบ้านเกิดไม่ใช่เรื่องล้อเล่นเลย เหนื่อยมากจริง ๆ พอเขาลืมตาตื่นขึ้นมากลับพบว่าตัวเองอยู่ที่ไหนไม่รู้ แต่ที่แน่ ๆ ที่นี่มันไม่ใช่ห้องนอนของเขาที่บ้านเกิดหลังคามุงหญ้า ฝาผนังทำจากดินโคลนผสมฟาง ที่นี่ที่ไหน หรือเขาโดนจับตัวมาเรียกค่าไถ่ ถึงจะบอกว่าโดนจับตัวมาเขาก็ไม่มีเงินให้หรอกนะตอนนี้ ก็เหลือตัวคนเดียวแล้วเงินที่ไหนจะมี เรียนก็เพิ่งจบงานก็ยังไม่ได้ทำ จะมีก็แค่เงินประกันของพ่อแม่นิดหน่อยเท่านั้น ไม่รู้ว่าตัวเองไปทำอะไรให้ใครไม่พอใจหรือเกิดการเข้าใจผิดกันแน่ ถึงได้จับเขามาขังเอาไว้ที่นี่มังกรนอนคิดเรื่อยเปื่อยจนในที่สุดก็ตัดสินใจว่าตัวเองจะมัวมานอนคิดให้เปลืองสมองทำไม ลุกขึ้นไปดูเลยดีกว่าว่าที่นี่มันคือที่ไหนกันแน่ หวังว่าคนที่จับเขามาจะให้คำตอบเขาได้ เมื่อตัดสินใจได้แล้วมังกรลุกขึ้นจากเตียงแข็ง ๆ ที่นอนจนปวดหลังมาทั้งคืน ยังไม่ทันที่จะก้าวขาลงจากเตียงก็รู้สึกปวดหัวจี๊ดขึ้นมาและก็มีความทรงจำของเด
สองพี่น้องเดินออกจากบ้านและไม่ลืมที่จะปิดประตูรั้วให้เรียบร้อย หยางเสียนเด็กน้อยวัย 6 ขวบเป็นเด็กร่าเริงและรู้ความ ถึงแม้ว่าครอบครัวจะยากจน อาหารการกินไม่พอ แต่เด็กน้อยเองไม่เคยงอแงเลยสักครั้ง กลับกัน ท่าทางของเจ้าหนูน้อยมีความเป็นผู้ใหญ่เกินวัยอยู่มาก อาจจะเป็นเพราะสภาพแวดล้อมและความเป็นอยู่สอนให้เติบโตเป็นผู้ใหญ่ก่อนวัยก็เป็นได้ทั้งสองคนเดินลัดเลาะตามเส้นทางเล็ก ๆ ที่ไม่ค่อยมีคนผ่านมาเท่าไหร่ เพราะลำธารสายนี้ไม่นับว่าใหญ่มาก ไม่เหมือนกับลำธารที่อยู่ทางฝั่งบ้านของท่านปู่ท่านย่า อีกทั้งบ้านของพวกเขาอยู่ถึงท้ายหมู่บ้านจึงทำให้ไม่ค่อยมีคนผ่านไป หยางเสี้ยวพาน้องชายเดินมุ่งหน้าไปทางลำธาร ระหว่างทางก็สอดส่ายสายตามองหาเผื่อว่าจะพบเจออะไรที่สามารถเอากลับไปกินได้ แต่เดินมาจนเกือบถึงลำธารแล้วก็ยังหาของที่กินได้ไม่พบเลยสักอย่าง ตอนนี้ได้แต่ภาวนาว่าเมื่อถึงลำธารแล้วยังจะพอมีอะไรให้กินได้บ้าง “พี่ใหญ่ ข้าคิดถึงท่านพ่อขอรับ หลายวันมานี่ท่านแม่เองก็มีสีหน้าทุกข์ใจ ยิ่งยามที่ท่านป่วยไข้นอนไม่ได้สติอยู่สองวัน ข้าเห็นท่านแม่แอบร้องไห้ในห้องครัวด้วยขอรับ”“เป็นพี่ใหญ่ที่ไม่ดีเอง พี่ใหญ่อ่อนแอ ทำให้เจ
เสิ่นซื่อที่กลับมาจากขุดผักป่ากับเพื่อนบ้าน เมื่อมาถึงกลับพบว่าลูกชายทั้งสองไม่อยู่ในบ้าน นางหาจนทั่วแล้วแต่หาลูกชายทั้งสองไม่พบ สวนหลังบ้านก็ไม่มี เมื่อไปดูในห้องเก็บฟืนถึงได้รู้ว่าตะกร้าสะพายหลังของลูกชายทั้งสองหายไป นี่ไม่เท่ากับว่าสองพี่น้องพากันขึ้นเขาไปหรือ ลูกชายของนางยังไม่ทันได้หายดีก็ขึ้นเขาไปอีกแล้ว ด้วยความร้อนใจเสิ่นซื่อรีบออกไปตามหาทันที แต่ยังไม่ทันที่นางจะได้ก้าวขาออกไปพ้นประตูบ้านก็พบว่าสองพี่น้องจูงมือกันกลับมา และได้ยินเสียงลูกชายคนเล็กหัวเราะคิกคักดังลอยมา เสิ่นซื่อถอนหายใจเฮือกใหญ่ด้วยความโล่งใจ “เสี้ยวเอ๋อร์เจ้าพาน้องไปที่ใดมา ไม่ใช่ว่าแม่บอกให้เจ้าพักผ่อนหรือ เจ้ายังไม่หายดีด้วยซ้ำ เสียนเอ๋อร์เหตุใดเจ้าไม่ห้ามปรามพี่ชาย ไม่ใช่แม่บอกให้เจ้าอยู่ดูแลพี่ชายหรือ”“ท่านแม่ ท่านแม่ขอรับ ข้าเป็นน้องชายเผื่อท่านแม่จะลืม ท่านพี่บอกว่าหายแล้ว อยากออกไปเดินเล่น พวกเราไม่ได้ไปไหนไกลเลยนะขอรับ ไปแค่ลำธารหลังบ้านเอง”“เจ้าลูกคนนี้นี่ ไม่ใช่ว่าเจ้ารบเร้าให้พี่ใหญ่ของเจ้าพาออกไปหรอกนะ”“ท่านแม่ขอรับ อย่าตำหนิน้องเลยขอรับ เป็นข้าเองที่ชวนน้องชายออกไป ข้าหายแล้วจริง ๆ ขอรับ ข้าน
เช้าวันต่อมาหยางเสี้ยวตื่นขึ้นมาด้วยความสดชื่น ข้อดีของการทะลุมิติมาในโลกคู่ขนานแห่งนี้ก็คือ ที่นี่มีทั้งท่านแม่ที่หน้าตาเหมือนคุณแม่ในโลกเดิมทุกอย่าง รวมถึงลักษณะนิสัยด้วย ตอนนี้หยางเสี้ยวมีความมั่นใจว่าท่านพ่อเองก็คงจะมีหน้าตาเหมือนกับคุณพ่อของเขาด้วยเช่นกัน ที่สำคัญเขาไม่ได้เป็นลูกคนเดียวโดดเดี่ยวอีกแล้ว เขามีน้องชายที่น่ารักสดใส ถึงแม้ครอบครัวจะยากจนมากก็ตามที และความยากจนนี่ล่ะที่เป็นอุปสรรคสำคัญของหยางเสี้ยว แต่ถึงจะยากจนหยางเสี้ยวก็ไม่คิดเก็บเอามาใส่ใจ มีเพียงพยายามใช้ชีวิตและมีชีวิตอยู่ตราบใดที่เราพยายามพอ ความยากจนก็ไม่ใช่อุปสรรคสำคัญอีกต่อไป ไม่แน่ว่าการที่เขาทะลุมิติมาอาจจะเป็นบททดสอบในการใช้ชีวิต เหมือนกับการรับภารกิจตอนเล่นเกมออนไลน์ หากทำภารกิจสำเร็จย่อมมีรางวัลตามมา หยางเสี้ยวเชื่อเช่นนั้นหลังจากล้างหน้าล้างตาบ้วนปากเรียบร้อยแล้ว หยางเสี้ยวสะพายตะกร้าเดินมุ่งหน้าไปยังลำธารที่เขาขุดหลุมดักปลาเอาไว้ วันนี้หยางเสี้ยวตั้งใจจะขึ้นเขาเผื่อว่าจะได้อะไรติดไม้ติดมือกลับมาบ้าง ตอนนี้ตัวเขาเองมาอยู่ในร่างของเด็กอายุ 8 ขวบ จึงไม่สามารถทำอะไรได้มากมายนัก สำหรับการล่าสัตว์เขาทำได้เ
หยางเสี้ยวที่เดินมุ่งหน้าไปตรวจดูกับดักที่เขาวางเอาไว้ด้วยความเร่งรีบ ถึงแม้ว่าวันนี้เขาจะไม่พบของกินอย่างอื่นอีกนอกจากผักป่ากับเห็ดหูหนูดำ แต่ในใจลึก ๆ เด็กน้อยหวังว่าจะมีไก่ฟ้าหรือกระต่ายป่ามาติดกับดักที่เขาวางเอาไว้บ้าง อย่างน้อย ๆ จะได้นำไปทำอาหารบำรุงร่างกาย เขาจำไม่ได้แล้วว่าครั้งสุดท้ายที่กินเนื้อคือเมื่อไหร่ ความปรารถนาของหยางเสี้ยวในตอนนี้คือ มีอาหารมากพอให้กินอิ่มในทุกวัน และมีอาหารมากพอเพื่อเก็บสะสมเอาไว้เป็นเสบียงในฤดูหนาว ที่สำคัญหลังคาบ้านคงต้องทำการซ่อมแซมอย่างเร่งด่วน เพราะดูจากสภาพของบ้านในตอนนี้คงอยู่ไม่พ้นฤดูหนาวแน่ พอหิมะตกลงมาหลังคาบ้านคงถล่มลงมาแน่ ๆ แค่คิดก็กลัวแทบแย่แล้ว ไหนจะเสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่มที่ต้องเตรียม เหมือนกับว่าเขาได้ทะลุมิติมาเพื่อทำภารกิจเอาชีวิตรอดในโลกคู่ขนานยังไงยังงั้น“เฮ้อ ชาติที่แล้วว่ายากจนแล้ว ชาตินี้ยิ่งยากจนกว่า ไหน ๆ ก็มาแล้วก็คงต้องสู้กันสักตั้ง หวังว่าจะไม่ตายรอบสองหรอกนะ ทำไมไม่เหมือนที่เราคิดเอาไว้เลยล่ะ ไม่ใช่ชีวิตที่แล้วจน พอได้มีโอกาสได้เกิดใหม่จะต้องรวยหรือเปล่า ทำไมไม่เหมือนที่คิดเอาไว้เลยล่ะ ไม่เห็นเหมือนที่นิยายเขียนเอาไว
ชาวบ้านที่รวมกลุ่มกันเข้าป่าล่าสัตว์พวกเขาเข้าป่ามาหลายวันแล้วแต่เดิมสมควรจะกลับออกจากป่าได้แล้ว เพียงแต่ว่าการเข้าป่ามาครั้งนี้ยังล่าสัตว์ใหญ่อย่างหมูป่าไม่ได้เลยสักตัว หากยังไม่ได้อะไรติดไม้ติดมือกลับไปไม่นับว่ามาเสียเที่ยวหรอกหรือ เพราะความเป็นอยู่ของครอบครัวล้วนยากจน การรวมกลุ่มเข้าป่าล่าสัตว์วันนี้ทุกคนพกความหวังมาเต็มเปี่ยม หากกลับไปมือเปล่าไม่เท่ากับว่าคว้าน้ำเหลวหรอกหรือเพราะเป็นแบบนี้คนทั้งกลุ่มได้ตัดสินใจเข้าไปในป่าลึกกว่าที่เคยมา การรวมกลุ่มกันออกมาล่าสัตว์ในครั้งนี้ กินเวลาไปหลายวันกว่าทุกครั้ง หากว่าอีกสองวันยังคงล่าอะไรไม่ได้เลย พวกเขาก็ตัดสินใจที่จะออกจากป่ากลับบ้านทันที “พี่ใหญ่ พวกเราออกจากบ้านมาหลายวันแล้วข้ารู้สึกใจคอไม่ดีเลย ไม่รู้ว่าจะมีเรื่องอันใดเกิดขึ้นหรือไม่ วันที่พวกเราเดินทางมาเสี้ยวเอ๋อร์มีไข้ ตัวร้อนมาก” หยางเทียน“น้องรองอย่าคิดมากเลย ไม่มีอะไรหรอก ทำใจให้สบายเถอะ ไม่แน่ว่าตอนนี้เสี้ยวเอ๋อร์อาจจะหายดีแล้วก็เป็นได้” หยางเทาได้แต่ปลอบน้องชาย“ถ้าหากว่าสองวันนี้ยังล่าอะไรไม่ได้อีก ข้าจะกลับบ้านแล้วล่ะ อีกอย่างข้าไม่อยากจะเข้าป่าไปลึกมากกว่านี้แล้วพี่ใหญ
วันนี้เพราะมีหยางเชวียนมาด้วยทำให้หยางเสี้ยวกำลังตัดสินใจว่าจะไปที่ภูเขาอู๋หลงดีหรือไม่ เพราะการที่เขาเข้าป่าลึกไปทุกวันนั้นเขาไม่ได้บอกให้ใครรู้ ทุกคนเข้าใจว่าเขาไปขุดผักป่าและวางกับดักที่ภูเขาซิ่วสือที่อยู่ฝั่งตรงข้ามของภูเขาอู๋หลง แต่หลังจากคิดไตร่ตรองรอบคอบแล้ว หยางเสี้ยวคิดว่าตัวเองสมควรจะพูดจาตกลงกับพี่ชายลูกพี่ลูกน้องของตัวเองให้เข้าใจ ตอนนี้ท่านลุงยังไม่กลับบ้าน ลำพังอาศัยแค่ท่านปู่คนเดียวคงจะไม่ได้ ป้าสะใภ้เจ็บป่วยอ่อนแอ ท่านย่าเองร่างกายไม่ค่อยแข็งแรงเช่นเดียวกัน หยางเสี้ยวคิดว่าที่ทุกคนร่างกายไม่แข็งแรงมักเจ็บป่วยอยู่เสมอนั้นอาจจะเป็นเพราะขาดสารอาหาร เมื่อความเป็นอยู่ไม่ดีอาหารมีไม่เพียงพอ เนื้อสัตว์คือสิ่งที่หายาก อาหารแต่ละมื้อไม่ผักป่าผัดกับน้ำเติมเกลือนิดหน่อยก็เป็นโจ๊กที่หาเม็ดข้าวไม่เจอ น้ำมันสำหรับทำอาหารนั้นเป็นสิ่งที่หายากสำหรับชาวบ้านยากจน ส่วนเกลือก็ราคาแพง แต่ที่แพงกว่าเกลือก็น้ำตาล ไม่ว่าจะอะไรล้วนแล้วแต่ต้องใช้เงินทั้งนั้น“อาเสี้ยว มีอะไรหรือเปล่า ข้าเห็นเจ้าทำหน้านิ่วคิ้วขมวดอยู่นานสองนาน แล้วนี่เราจะไปขุดผักป่าที่ไหนหรือ ทำไมเจ้าพาข้าเดินมาทางนี้ล่ะ เราไม
เช้าวันต่อมาหยางเทียนแบกตะกร้าที่ใส่ผูเถาเอาไว้ออกจากบ้านไปตั้งแต่ยามเหม่า พร้อมด้วยหยางเทาผู้เป็นพี่ชาย เป้าหมายคือโรงเตี๊ยมเยี่ยนไหล เช้านี้ทั้งสองคนจะนำเอาผูเถาที่ลูกชายเก็บกลับมาจากภูเขาอู๋หลงเข้าไปขาย ทั้งสองคนไม่รู้ว่าจะขายได้หรือไม่ แต่หยางเสี้ยวบอกเอาไว้ว่าต้องขายได้แน่ ๆ เพียงแต่จะได้มากได้น้อยนั้นขึ้นอยู่กับราคารับซื้อของโรงเตี๊ยม“น้องรอง ตั้งแต่เสี้ยวเอ๋อร์หายป่วยท่านพ่อบอกว่าหลานเปลี่ยนไปมากหรือ” หยางเทาถามน้องชายถึงความเปลี่ยนแปลงของหลาน“ใช่ขอรับพี่ใหญ่ เสี้ยวเอ๋อร์เปลี่ยนไปมากจริง ๆ ข้าไม่รู้ว่าตอนที่ลูกล้มป่วยเขาไปเจอเรื่องอันใดมา แต่ไม่ว่าจะเปลี่ยนไปมากแค่ไหน เขาก็ยังคงเป็นลูกชายของข้าเสมอ”“เจ้าเองอย่าได้คิดมากเลย การที่อาเสี้ยวเปลี่ยนไปในทางที่ดีแบบนี้ก็ดีแล้ว อายุแค่ 8 ขวบปีแต่จิตใจเข้มแข็งกล้าหาญกว่าข้าที่เป็นท่านลุงอีก อาเชวียนเล่าว่าอาเสี้ยวสอนวางกับดักด้วย เสียดายที่พวกเราไม่มีเงินส่งเสียให้ลูกได้เรียนหนังสือ ด้วยความฉลาดของพวกเขาข้าคิดว่าต้องสอบได้เป็นซิ่วไฉแน่”“ไม่แน่ว่าในอนาคตชีวิตของพวกเราอาจจะดีขึ้นก็ได้ ข้าเองรู้สึกละอายใจมาก ข้ารู้สึกว่าข้าเป็นบิดาที่ไ
เสิ่นซื่อได้ยินเสียงลูกชายคนเล็กร้องเอะอะเรียกนางกับบุตรชายคนโตเสียงดัง ในที่สุดสามีของนางก็กลับมาได้เสียที ความกังวลใจที่มีตลอดหลายวันมานี้ ก็สามารถวางลงได้แล้ว หยางเสี้ยวเองก็อดที่จะตื่นเต้นไม่ได้ ท่านพ่อที่ไม่เคยได้พบหน้ากันผู้นี้ จะมีหน้าตาเหมือนพ่ออาทิตย์ของเขาหรือไม่สองแม่ลูกรีบเดินออกไปยังลานหน้าบ้านด้วยความเร่งรีบ เสิ่นซื่อมีรอยยิ้มอยู่เต็มหน้า เมื่อเห็นว่าผู้เป็นสามีกลับมาด้วยความปลอดภัย ไม่ได้เกิดเรื่องอะไรร้ายแรงขึ้นกับเขาอย่างที่นางเป็นกังวล เพราะครั้งนี้หยางเทียนเข้าป่าไปหลายวันกว่าทุกครั้ง เสิ่นซื่ออดกลัวไม่ได้ว่าจะมีเรื่องอะไรเกิดขึ้นในป่า"ท่านพี่ ท่านกลับมาแล้ว""อื้ม ข้ากลับมาแล้ว ครั้งนี้ไปเสียหลายวันพวกเจ้าแม่ลูกคงเป็นห่วงแย่"หยางเสี้ยวที่เดินตามหลังผู้เป็นแม่ออกมา เมื่อเห็นหน้าคนที่ได้ขึ้นชื่อว่าเป็นบิดาในภพภูมินี้ของตน ก็อดที่จะหลั่งน้ำตาออกมาไม่ได้ หยางเทียน บิดาในชาตินี้ของเขามีหน้าตาเหมือนพ่ออาทิตย์อย่างไม่ผิดเพี้ยน ราวกับว่าเป็นคนคนเดียวกันเสียอย่างนั้น หากเขาไม่ได้มาเกิดใหม่ในร่างของหยางเสี้ยว ผู้ชายที่อยู่ตรงหน้าของเขาตอนนี้ก็คือพ่ออาทิตย์ของเขาอย่างไม่ต้
เสิ่นซื่อมองแผ่นหลังของลูกหลานเดินออกจากบ้านไปพร้อมตะกร้าใบเล็กที่ใส่กระต่ายเอาไว้ กระต่ายตัวอ้วนน้ำหนักน่าจะประมาณสี่หรือห้าชั่ง หยางเชวียนแบกตะกร้าที่เต็มไปด้วยของป่า นอกจากนี้ยังมีไก่ฟ้ากับกระต่ายป่าอย่างละตัว ทั้งสองคนใช้เวลาไม่นานก็เดินมาถึงบ้านลุงฟู่กุ้ย หยางเสี้ยวต้องการขายกระต่ายตัวนี้ก่อน ค่อยไปบ้านท่านปู่พร้อมกับหยางเชวียน “อาเสี้ยว เจ้าว่าท่านปู่กับท่านย่าจะกล้ากินผูเถานี่หรือไม่ แล้วเราสองคนจะโดนท่านปู่ตำหนิหรือไม่ที่เข้าป่าไปลึก” หยางเชวียนเริ่มวิตกกังวล“ท่านไม่ต้องกลัวไป ประเดี๋ยวข้าจะอธิบายให้ท่านปู่ฟังเอง ข้าเชื่อว่าท่านปู่มีเหตุผลพอที่จะไม่ดุด่าพวกเรา อาจจะมีตักเตือนนิดหน่อย”“ข้ากลัวว่าจะโดนไม้เรียวนี่สิ”“ท่านคิดมากไปแล้ว”เด็กชายทั้งสองยืนคุยกันอยู่หน้าบ้านของท่านลุงฟู่กุ้ยจนทำให้ท่านป้าหนิงเปิดประตูออกมาเรียกให้ทั้งสองเข้าไปในบ้าน“เจ้าสองคนพี่น้อง มายืนทำอันใดอยู่ตรงนี้ หรือว่ามีของมาขายให้ลุงฟู่กุ้ยของพวกเจ้ากันล่ะ เข้ามาก่อนสิ”“ขอบคุณท่านป้ามากขอรับ ข้าเอากระต่ายมาขายน่ะขอรับ” “โอ้ กระต่ายเหรอ เจ้ารอสักประเดี๋ยวป้าจะไปเรียกลุงของเจ้ามา”“ขอบคุณท่านป้าขอรับ”
หยางเสี้ยวยังคงเดินหน้าเข้าไปในภูเขาอู๋หลงต่อไปเรื่อย ๆ หยางเชวียนเองก็ไม่ได้มีความหวาดกลัวเท่ากับตอนแรกที่ยังไม่ได้เข้ามา ตอนนี้ในตะกร้าของเขามีผักป่าอยู่มากมาย หยางเสี้ยวบอกกับเขาว่าอย่าเก็บผักป่าไปมากนัก ให้เหลือพื้นที่ในตะกร้าเอาไว้ใส่ผลไม้ด้วย หากว่าไม่พบผลไม้อย่างอื่นค่อยเก็บผักป่าใส่ให้เต็ม“อาเสี้ยว ถ้าพวกเราเดินเข้าไปอีกจะกลับออกจากป่าไม่ทันนะ มันจะมืดเสียก่อน วันนี้พอแค่นี้ดีหรือไม่”“เอาแบบนั้นก็ได้ แต่ว่าพรุ่งนี้ข้าอยากไปดูแถวป่าไผ่ก่อน ไม่รู้ว่าจะมีเห็ดเยื่อไผ่ให้เก็บหรือไม่”“เห็ดเยื่อไผ่คืออะไร ทำไมข้าไม่เคยได้ยินหรือได้เห็นเห็ดเยื่อไผ่ที่เจ้าว่ามานี้เลย” “ข้าว่าท่านน่ะอาจจะเคยเห็นแต่ไม่รู้จักก็เป็นได้”ในตอนที่ทั้งสองคนคุยกันเดินกลับออกจากป่าเพื่อจะไปตรวจดูกับดักที่หยางเสี้ยววางเอาไว้นั้น หยางเสี้ยวได้ยินเสียงคนคุยกันมาจากอีกด้านของป่า เด็กชายส่งสัญญาณให้หยางเชวียนเงียบ จากนั้นจึงพากันไปหลบอยู่หลังต้นไม้ใหญ่ เสียงที่ทั้งสองคนได้ยินนั้นคือเสียงของลูกชายผู้ใหญ่บ้านเป็นไปตามที่หยางเสี้ยวได้คาดการณ์เอาไว้ไม่มีผิด ปล่อยข่าวลือที่ทำให้ชาวบ้านหวาดกลัว เพื่อที่ตัวเองจะได้เก็
วันนี้เพราะมีหยางเชวียนมาด้วยทำให้หยางเสี้ยวกำลังตัดสินใจว่าจะไปที่ภูเขาอู๋หลงดีหรือไม่ เพราะการที่เขาเข้าป่าลึกไปทุกวันนั้นเขาไม่ได้บอกให้ใครรู้ ทุกคนเข้าใจว่าเขาไปขุดผักป่าและวางกับดักที่ภูเขาซิ่วสือที่อยู่ฝั่งตรงข้ามของภูเขาอู๋หลง แต่หลังจากคิดไตร่ตรองรอบคอบแล้ว หยางเสี้ยวคิดว่าตัวเองสมควรจะพูดจาตกลงกับพี่ชายลูกพี่ลูกน้องของตัวเองให้เข้าใจ ตอนนี้ท่านลุงยังไม่กลับบ้าน ลำพังอาศัยแค่ท่านปู่คนเดียวคงจะไม่ได้ ป้าสะใภ้เจ็บป่วยอ่อนแอ ท่านย่าเองร่างกายไม่ค่อยแข็งแรงเช่นเดียวกัน หยางเสี้ยวคิดว่าที่ทุกคนร่างกายไม่แข็งแรงมักเจ็บป่วยอยู่เสมอนั้นอาจจะเป็นเพราะขาดสารอาหาร เมื่อความเป็นอยู่ไม่ดีอาหารมีไม่เพียงพอ เนื้อสัตว์คือสิ่งที่หายาก อาหารแต่ละมื้อไม่ผักป่าผัดกับน้ำเติมเกลือนิดหน่อยก็เป็นโจ๊กที่หาเม็ดข้าวไม่เจอ น้ำมันสำหรับทำอาหารนั้นเป็นสิ่งที่หายากสำหรับชาวบ้านยากจน ส่วนเกลือก็ราคาแพง แต่ที่แพงกว่าเกลือก็น้ำตาล ไม่ว่าจะอะไรล้วนแล้วแต่ต้องใช้เงินทั้งนั้น“อาเสี้ยว มีอะไรหรือเปล่า ข้าเห็นเจ้าทำหน้านิ่วคิ้วขมวดอยู่นานสองนาน แล้วนี่เราจะไปขุดผักป่าที่ไหนหรือ ทำไมเจ้าพาข้าเดินมาทางนี้ล่ะ เราไม
ชาวบ้านที่รวมกลุ่มกันเข้าป่าล่าสัตว์พวกเขาเข้าป่ามาหลายวันแล้วแต่เดิมสมควรจะกลับออกจากป่าได้แล้ว เพียงแต่ว่าการเข้าป่ามาครั้งนี้ยังล่าสัตว์ใหญ่อย่างหมูป่าไม่ได้เลยสักตัว หากยังไม่ได้อะไรติดไม้ติดมือกลับไปไม่นับว่ามาเสียเที่ยวหรอกหรือ เพราะความเป็นอยู่ของครอบครัวล้วนยากจน การรวมกลุ่มเข้าป่าล่าสัตว์วันนี้ทุกคนพกความหวังมาเต็มเปี่ยม หากกลับไปมือเปล่าไม่เท่ากับว่าคว้าน้ำเหลวหรอกหรือเพราะเป็นแบบนี้คนทั้งกลุ่มได้ตัดสินใจเข้าไปในป่าลึกกว่าที่เคยมา การรวมกลุ่มกันออกมาล่าสัตว์ในครั้งนี้ กินเวลาไปหลายวันกว่าทุกครั้ง หากว่าอีกสองวันยังคงล่าอะไรไม่ได้เลย พวกเขาก็ตัดสินใจที่จะออกจากป่ากลับบ้านทันที “พี่ใหญ่ พวกเราออกจากบ้านมาหลายวันแล้วข้ารู้สึกใจคอไม่ดีเลย ไม่รู้ว่าจะมีเรื่องอันใดเกิดขึ้นหรือไม่ วันที่พวกเราเดินทางมาเสี้ยวเอ๋อร์มีไข้ ตัวร้อนมาก” หยางเทียน“น้องรองอย่าคิดมากเลย ไม่มีอะไรหรอก ทำใจให้สบายเถอะ ไม่แน่ว่าตอนนี้เสี้ยวเอ๋อร์อาจจะหายดีแล้วก็เป็นได้” หยางเทาได้แต่ปลอบน้องชาย“ถ้าหากว่าสองวันนี้ยังล่าอะไรไม่ได้อีก ข้าจะกลับบ้านแล้วล่ะ อีกอย่างข้าไม่อยากจะเข้าป่าไปลึกมากกว่านี้แล้วพี่ใหญ
หยางเสี้ยวที่เดินมุ่งหน้าไปตรวจดูกับดักที่เขาวางเอาไว้ด้วยความเร่งรีบ ถึงแม้ว่าวันนี้เขาจะไม่พบของกินอย่างอื่นอีกนอกจากผักป่ากับเห็ดหูหนูดำ แต่ในใจลึก ๆ เด็กน้อยหวังว่าจะมีไก่ฟ้าหรือกระต่ายป่ามาติดกับดักที่เขาวางเอาไว้บ้าง อย่างน้อย ๆ จะได้นำไปทำอาหารบำรุงร่างกาย เขาจำไม่ได้แล้วว่าครั้งสุดท้ายที่กินเนื้อคือเมื่อไหร่ ความปรารถนาของหยางเสี้ยวในตอนนี้คือ มีอาหารมากพอให้กินอิ่มในทุกวัน และมีอาหารมากพอเพื่อเก็บสะสมเอาไว้เป็นเสบียงในฤดูหนาว ที่สำคัญหลังคาบ้านคงต้องทำการซ่อมแซมอย่างเร่งด่วน เพราะดูจากสภาพของบ้านในตอนนี้คงอยู่ไม่พ้นฤดูหนาวแน่ พอหิมะตกลงมาหลังคาบ้านคงถล่มลงมาแน่ ๆ แค่คิดก็กลัวแทบแย่แล้ว ไหนจะเสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่มที่ต้องเตรียม เหมือนกับว่าเขาได้ทะลุมิติมาเพื่อทำภารกิจเอาชีวิตรอดในโลกคู่ขนานยังไงยังงั้น“เฮ้อ ชาติที่แล้วว่ายากจนแล้ว ชาตินี้ยิ่งยากจนกว่า ไหน ๆ ก็มาแล้วก็คงต้องสู้กันสักตั้ง หวังว่าจะไม่ตายรอบสองหรอกนะ ทำไมไม่เหมือนที่เราคิดเอาไว้เลยล่ะ ไม่ใช่ชีวิตที่แล้วจน พอได้มีโอกาสได้เกิดใหม่จะต้องรวยหรือเปล่า ทำไมไม่เหมือนที่คิดเอาไว้เลยล่ะ ไม่เห็นเหมือนที่นิยายเขียนเอาไว
เช้าวันต่อมาหยางเสี้ยวตื่นขึ้นมาด้วยความสดชื่น ข้อดีของการทะลุมิติมาในโลกคู่ขนานแห่งนี้ก็คือ ที่นี่มีทั้งท่านแม่ที่หน้าตาเหมือนคุณแม่ในโลกเดิมทุกอย่าง รวมถึงลักษณะนิสัยด้วย ตอนนี้หยางเสี้ยวมีความมั่นใจว่าท่านพ่อเองก็คงจะมีหน้าตาเหมือนกับคุณพ่อของเขาด้วยเช่นกัน ที่สำคัญเขาไม่ได้เป็นลูกคนเดียวโดดเดี่ยวอีกแล้ว เขามีน้องชายที่น่ารักสดใส ถึงแม้ครอบครัวจะยากจนมากก็ตามที และความยากจนนี่ล่ะที่เป็นอุปสรรคสำคัญของหยางเสี้ยว แต่ถึงจะยากจนหยางเสี้ยวก็ไม่คิดเก็บเอามาใส่ใจ มีเพียงพยายามใช้ชีวิตและมีชีวิตอยู่ตราบใดที่เราพยายามพอ ความยากจนก็ไม่ใช่อุปสรรคสำคัญอีกต่อไป ไม่แน่ว่าการที่เขาทะลุมิติมาอาจจะเป็นบททดสอบในการใช้ชีวิต เหมือนกับการรับภารกิจตอนเล่นเกมออนไลน์ หากทำภารกิจสำเร็จย่อมมีรางวัลตามมา หยางเสี้ยวเชื่อเช่นนั้นหลังจากล้างหน้าล้างตาบ้วนปากเรียบร้อยแล้ว หยางเสี้ยวสะพายตะกร้าเดินมุ่งหน้าไปยังลำธารที่เขาขุดหลุมดักปลาเอาไว้ วันนี้หยางเสี้ยวตั้งใจจะขึ้นเขาเผื่อว่าจะได้อะไรติดไม้ติดมือกลับมาบ้าง ตอนนี้ตัวเขาเองมาอยู่ในร่างของเด็กอายุ 8 ขวบ จึงไม่สามารถทำอะไรได้มากมายนัก สำหรับการล่าสัตว์เขาทำได้เ
เสิ่นซื่อที่กลับมาจากขุดผักป่ากับเพื่อนบ้าน เมื่อมาถึงกลับพบว่าลูกชายทั้งสองไม่อยู่ในบ้าน นางหาจนทั่วแล้วแต่หาลูกชายทั้งสองไม่พบ สวนหลังบ้านก็ไม่มี เมื่อไปดูในห้องเก็บฟืนถึงได้รู้ว่าตะกร้าสะพายหลังของลูกชายทั้งสองหายไป นี่ไม่เท่ากับว่าสองพี่น้องพากันขึ้นเขาไปหรือ ลูกชายของนางยังไม่ทันได้หายดีก็ขึ้นเขาไปอีกแล้ว ด้วยความร้อนใจเสิ่นซื่อรีบออกไปตามหาทันที แต่ยังไม่ทันที่นางจะได้ก้าวขาออกไปพ้นประตูบ้านก็พบว่าสองพี่น้องจูงมือกันกลับมา และได้ยินเสียงลูกชายคนเล็กหัวเราะคิกคักดังลอยมา เสิ่นซื่อถอนหายใจเฮือกใหญ่ด้วยความโล่งใจ “เสี้ยวเอ๋อร์เจ้าพาน้องไปที่ใดมา ไม่ใช่ว่าแม่บอกให้เจ้าพักผ่อนหรือ เจ้ายังไม่หายดีด้วยซ้ำ เสียนเอ๋อร์เหตุใดเจ้าไม่ห้ามปรามพี่ชาย ไม่ใช่แม่บอกให้เจ้าอยู่ดูแลพี่ชายหรือ”“ท่านแม่ ท่านแม่ขอรับ ข้าเป็นน้องชายเผื่อท่านแม่จะลืม ท่านพี่บอกว่าหายแล้ว อยากออกไปเดินเล่น พวกเราไม่ได้ไปไหนไกลเลยนะขอรับ ไปแค่ลำธารหลังบ้านเอง”“เจ้าลูกคนนี้นี่ ไม่ใช่ว่าเจ้ารบเร้าให้พี่ใหญ่ของเจ้าพาออกไปหรอกนะ”“ท่านแม่ขอรับ อย่าตำหนิน้องเลยขอรับ เป็นข้าเองที่ชวนน้องชายออกไป ข้าหายแล้วจริง ๆ ขอรับ ข้าน