ท่านอ๋องเพียงแค่ยกน้ำชาขึ้นมาดื่มหลังจากได้ลิ้มลองหมั่นโถวรสชาติแปลกใหม่ไปจนหมดจาน พระองค์เพียงคลี่ยิ้มบาง ๆ และมิได้มีท่าทีตกใจกับคำถามนั้น
“ทำไมเล่า เจ้าสงสัยในการมาเยือนของข้างั้นหรือ”
“หม่อมฉัน… มิกล้าเพคะ”
ยิ่งเห็นนางร้อนรนเขายิ่งนึกอยากจะแกล้งมากขึ้น เป็นครั้งแรกที่รู้สึกเช่นนี้กับสตรี เพราะส่วนมากสตรีที่เขาพบไม่เป็นบุตรีขุนนางชั้นสูง ก็จะเป็นเหล่าสตรีที่เอาแต่คุยเรื่องน่าเบื่อ แต่กับไป๋หรูเฟยผู้นี้ ท่าทางของนางแม้จะดูน่าสงสัยแต่ก็มิได้ดูรุนแรงจนเหมือนคนร้าย
“คนร้ายที่ทำร้ายพวกเจ้า ถูกสั่งลงโทษให้เนรเทศไปทำงานหนักที่ชายแดน วันนั้นพวกเขาคว้าถุงเงินของสาวใช้เจ้าไปด้วย วันนี้ข้าจึงนำมาคืน”
พระองค์วางถุงเงินสีขาวของจินถานเอาไว้บนโต๊ะ และลุกขึ้นยืนทันที
“จะเสด็จกลับแล้วหรือเพคะ”
“รีบไล่ข้าปานนั้นเชียว นี่เจ้าเป็นเถ้าแก่นะ ไล่ลูกค้าเช่นนี้ไม่เหมาะสมกระมัง อีกอย่างวันนี้ที่ข้ามาก้เพื่อนำของมาคืนเจ้ามิใช่หรือ”
แม้จะรู้สึกขอบคุณ แต่ไป๋หรูเฟยรู้สึกไม่ถูกชะตากับท่านอ๋องผู้นี้เอาเสียเลย นางโมโหจนอยากจะซัดเขาสักหมัด หากมิต้องเกรงอาญาคงทำไปนานแล้ว คนอะไรถึงได้ยั่วโมโหนางได้ตลอด
“ทูลท่านอ๋อง อย่างแรกร้านของหม่อมฉันปิดไปก่อนที่พระองค์จะเสด็จเข้ามา อย่างที่สองหม่อมฉันยังมีงานอีกหลายอย่างต้องทำ แต่ก็ต้องขอบพระทัยที่ทรงจัดการเรื่องคนร้ายและนำถุงเงินมาคืนให้เพคะ”
“ก็ยังดีที่ยังรู้บุญคุณ เอาไว้ข้าจะแวะมาใหม่เพื่อมาลองเจ้าก้อนแป้งปั้น...ไม่ถูก หมั่นโถวกระต่ายของเจ้า ข้าไปละ”
“ทูล…ลา เพคะ”
ท่านอ๋องหันกลับออกมา พร้อมรอยยิ้มที่กลั้นขำกับท่าทีโมโหของนาง เมื่อพระองค์เดินออกมาจากร้านก็หันไปมองหน้าร้านของนางอีกครั้ง
“ไป๋หรูเฟย… ช่างเป็นสตรีที่น่าสนใจยิ่งนัก”
ในร้าน
“คนบ้าอะไรละนี่ มาเพื่อยั่วโมโหข้าชัด ๆ เลย! ให้ตายเถอะหวังว่าจะไม่ต้องพบเขาอีกนะ”
สี่วันถัดมา
“ชาของเจ้ารสชาติพอใช้ได้ หากดื่มพร้อมกับกินเจ้า… กระต่ายน้อยนี่ ก็นับว่าเข้ากันได้พอดี”
“วันนี้ท่านอ๋องแวะมาดื่มชากับกินหมั่นโถวแล้ว จะกลับเลยใช่หรือไม่เพคะ”
“นี่เป้าเซี่ย เหตใดคุณหนูถึงได้พูดจาเช่นนั้น เขาเป็นถึงท่านอ๋องเลยมิใช่หรือ”
“ข้าเองก็ไม่รู้ วันก่อนเห็นคุณหนูโมโหแล้วเข้ามาช่วยข้านวดแป้ง ดูจากการนวดแป้งแล้ว เดาได้เลยว่านางคงโมโหมาก”
สาวใช้ทั้งสองของนางทำหน้าที่ขายหน้าร้านต่อโดยไม่สนใจทั้งคู่ หรูเฟยตอนนี้ลดความระแวงไปแล้วว่าท่านอ๋องจะสงสัยนาง เพราะนอกจากเขาจะไม่เคยเอ่ยถามสิ่งใดแล้ว ก็มักจะแวะมาดื่มชากับกินหมั่นโถวของนางเท่านั้น
“ช่วยห่อหมั่นโถวของพวกเจ้า เอาแบบละสองสามชิ้นใส่เถาปิ่นโตนี้ให้ข้าด้วย”
“พระองค์เสวยไม่อิ่มหรือเพคะ หม่อมฉันคิดว่าพระองค์ไม่ชอบหมั่นโถวรสหวานเช่นนี้เสียอีก”
“เอาไปฝากน้องสาวน่ะ นางไม่ค่อยมีโอกาสได้ออกไปไหน น่าจะชอบของหวาน ๆ น่าตาน่ารักเช่นนี้”
หรูเฟยชะงักลงไปเล็กน้อย เมื่อท่านอ๋องตรัสจบองครักษ์ของพระองค์ก็ยื่นเถาปิ่นโตให้กับเป้าเซี่ย หรูเฟยรู้สึกผิดจึงได้หันไปสั่งสาวใช้
“เอาไปเพิ่มอีกหน่อย แล้วก็เอาขนมเปี๊ยะหวานใส่ไปด้วย ไม่ต้องคิดเงินเพิ่ม”
“เจ้าค่ะคุณหนู”
นางเดินกลับมาหาท่านอ๋อง ที่มองไปยังสวนด้านหลังของพวกนาง ซึ่งบัดนี้เริ่มมีคนมาทำสวนด้านหลังให้แล้วหลังจากรกร้างมานาน
“นี่เจ้าคงจะไม่ได้คิดที่จะกำลังขยายร้านหรอกนะ”
“เปล่าเพคะ แค่จะปลูกดอกไม้เท่านั้น"
“เช่นนี้นี่เอง พวกเจ้าเหตุใดจึงไม่หาผู้คุ้มกันสักหน่อย อยู่กันเฉพาะสตรีเช่นนี้ มันน่าจะอันตรายนะ”
“หม่อมฉันยังไม่ทราบเพคะว่าควรจะต้องหาผู้ใดมาคุ้มกัน อีกอย่างต่อให้จ้างมาก็ไม่รู้ว่าควรจะกลัวผู้ใดก่อน คนที่บุกรุก หรือว่าผู้ที่คุ้มกันอยู่”
“นั่นสินะ เช่นนั้นให้ข้ารับหน้าที่นี้ดีหรือไม่”
“อะไรนะเพคะ!”
“เอ่อ… เจ้าอย่าได้เข้าใจผิด ข้าหมายความว่าหากเจ้าอยากว่าจ้างคนคุ้มกัน ข้าก็รู้จักสำนักคุ้มกันภัยในเมือง สามารถแนะนำให้เจ้าได้”
“อ้อ เช่นนี้เองขอบพระทัยเพคะ”
“ไม่เป็นไร เรื่องเล็กน้อย”
“แต่ว่าหม่อมฉันก็ยังคิดว่ายังไม่จำเป็นอยู่ดี ขอบพระทัยเพคะ ขนมได้แล้ว ทั้งหมดสิบอีแปะ”
“ทำไมถูกขนาดนี้ นี่ใส่มาเต็มเถาเลยมิใช่หรือ”
“ถือว่าเป็นการตอบแทนเรื่องในวันก่อนที่พระองค์ช่วยไว้เพคะ”
“ข้าช่วยชีวิตพวกเจ้าสามคนเอาไว้ แต่กลับตอบแทนข้าด้วยขนมเถาเดียวงั้นหรือ นี่มันจะไม่…”
“หม่อมฉันจะทำขนมแบบเดียวกันนี้ให้พระองค์อีกสามวัน เพื่อเป็นการตอบแทนน้ำใจเพคะ”
“ช่างเถอะ ข้าก็ไม่ได้ขัดสนขนาดนั้น หยวนจื่อจ่ายเงินแล้วกลับเถอะ”
“น้อมส่งท่านอ๋องเพคะ”
“ข้ายังไม่ทันได้เดินออกไปจากร้านเลย ไม่ต้องรีบไล่ถึงเพียงนั้นก็ได้กระมังไป๋หรูเฟย”
ท่านอ๋องสะบัดแขนเสื้อด้วยท่าทางหงุดหงิดเล็กน้อย และเดินออกจากร้านไปทันที แม้เขาจะแวะมาทุกวันแต่หรูเฟยกลับไม่ได้อยากจะต้อนรับเขาเท่าที่ควร ดูเหมือนว่านางจะไม่ชอบหน้าเขาเอามาก ๆ
“ข้าก็ไม่ได้จะไปทำอะไรเสียหน่อย!”
“พี่เฟิงหมิง ท่านโมโหอะไรหรือเพคะ”
“เปล่าหรอกอันถิงพี่มิได้เป็นอะไร ว่าแต่วันนี้เจ้าเป็นเด็กดีหรือไม่ ”
“อันถิงเป็นเด็กดีเจ้าค่ะ วันนี้พี่ชุนอิงสอนข้าวาดดวงดาวด้วย”
“งั้นหรือ เช่นนั้นพี่จะให้ของรางวัล”
ท่านอ๋องรับเถาปิ่นโตจากหยวนจื่อมาและเปิดให้ “ฟู่อันถิง” เด็กน้อยในวัยเจ็ดขวบ นางเป็นน้องสาวต่างมารดาเพียงคนเดียวของท่านอ๋อง พระพระสนมฟู่สิ้นพระชนม์ หลังจากคลอดนางได้เพียงไม่กี่วัน
“ว้าว…สวยเหลือเกิน กระต่าย ไก่โต้ง หมี หมู”
“นี่เจ้า…มองออกหมดเลยงั้นหรือ ว่าคือตัวอะไรบ้าง”
“มีเพียงคนตาบอดหรือคนโง่เท่านั้นกระมังเพคะที่จะมองไม่ออก ก็เห็น ๆ อยู่ นี่อย่างไรเพคะ กระต่ายมีหูยาว หมูมีจมูก หมีมีจุดที่ปาก ไก่โต้งมีปากแหลม”
ท่านอ๋องกระแอมเสียงดังเมื่อถูกเด็กน้อยตอบกลับ เขามองอย่างไรมันก็คือก้อนแป้งที่กินได้เท่านั้น แต่เด็กอย่างอันถิงกลับมองออกว่าคือสัตว์ชนิดใดบ้าง
“อื้ม อร่อยมากเลยเพคะ”
“อร่อยก็ค่อย ๆ กิน อย่ารีบร้อน”
เด็กน้อยกินหมั่นโถวด้วยอารมณ์ที่ดี ไม่นานสาวใช้ที่ดูแลอันถิงก็ยกน้ำชาออกมาให้ทั้งสอง “ชุนอิง” เมื่อเห็นสิ่งที่อันถิงกินเข้าไปก็ตกใจ
“แย่แล้ว! ท่านหญิงเหตุใดจึงกินของสกปรกเช่นนี้เพคะ รีบทิ้งไปเร็วเข้า ผู้ใดบังอาจเอาของเหล่านี้มาให้ท่านหญิง!”
สาวใช้ที่เหลือไม่กล้าตอบ ชุนอิงหยิบหมั่นโถวในมือของอันถิงโยนทิ้งไปทันที ท่านอ๋องหันไปมองหน้าสาวใช้อีกครั้ง
“นี่เป็นหมั่นโถวที่มีส่วนผสมของผักและของที่มีประโยชน์ ท่านอ๋องซื้อมาให้ท่านหญิงลอง เหตุใดเจ้าต้องโมโหเช่นนี้”
แม่นมเซี่ยซึ่งเป็นผู้ดูแลท่านหญิงฟู่เอ่ยขึ้น เมื่อรู้ว่าผู้ใดเป็นคนนำมา ชุนอิงถึงกับตกใจและรีบคุกเข่าลงทันที นางไม่เคยรู้มาก่อนว่าท่านอ๋องจะเป็นผู้ซื้อมาให้
“ขออภัยเพคะ หม่อมฉันคิดว่า…”
“เอาล่ะช่างมันเถอะ เจ้าไม่รู้ก็ไม่แปลกหรอก อร่อยหรือไม่อันถิง”
“อร่อยมากเพคะ ข้าอยากกินทุกวันเลย ขนมเปี๊ยะนี้ก็หวานมาก ข้าชอบยิ่งนักเพคะ”
“เช่นนั้นพี่จะไปซื้อมาให้เจ้ากินบ่อย ๆ นะ”
“ขอบพระทัยเพคะ”
“ท่านอ๋องเพคะ วันนี้หม่อมฉันทราบว่าพระองค์จะแวะมาเยี่ยมท่านหญิง จึงเตรียมชงชาจิ่งหรงมาถวาย เชิญเสวยสักหน่อยเถิดเพคะ”
ท่านอ๋องมองไปที่น้ำชาของชุนอิง แต่เขากลับรีบลุกขึ้นในทันทีพร้อมกับปฏิเสธนางไปอีกครั้ง
“ไม่เป็นไร ข้าแค่แวะเอาขนมมาให้อันถิงเท่านั้น อย่างไรก็ฝากเจ้าดูแลนางด้วยข้าจะกลับจวนแล้ว แม่นมเซี่ยข้าฝากด้วยนะ”
“เพคะท่านอ๋อง”
“น้อมส่งเสด็จท่านอ๋องเพคะ”
ท่านอ๋องเดินออกมาจากตำหนักเล็กของฟู่อันถิง ก่อนจะหันมาสั่งให้องครักษ์ข้างกาย
“ช่วงนี้ที่ตำหนักเล็กมีเรื่องอะไรหรือไม่”
“ทุกอย่างปกติดีพ่ะย่ะค่ะ”
“เช่นนั้นก็ดี ให้คนของเราเฝ้าดูทุกฝีก้าว”
“รับทราบพ่ะย่ะค่ะ”
แม้ว่าชุนอิงจะเป็นสาวใช้ที่ดูแลอันถิงมาโดยตลอด แต่เขาก็ยังไม่ไว้ใจนางเท่าที่ควร อีกทั้งสายตาของนางที่มองเขาทำให้รู้ว่านางรู้สึกเช่นไร ชุนอิงเป็นหลานสาวห่าง ๆ ของพระสนมฟู่
นางเข้าวังมาหลังจากที่พระสนมตั้งครรภ์อันถิง หลังจากนั้นก็อยู่ที่ตำหนักเล็กของอันถิงมาโดยตลอด แต่พึ่งมารับหน้าที่ดูแลอันถึงได้ไม่ถึงสามปี
“ท่านหญิงอย่าเสวยมากจะดีกว่าเพคะ เดี๋ยวท้องอืด”
“แต่พี่เฟิงหมิงบอกว่ามีผักผสม ท้องไม่อืดหรอก”
“เชื่อหม่อมฉันนะเพคะ ไปอาบน้ำกันดีกว่า”
“ก็ได้”
อันถิงอิ่มแล้วจึงยอมไปแต่โดยดี ทั้ง ๆ ที่ก่อนหน้านี้นางแทบไม่เคยเถียงหรือขัดใจชุนอิงเลย เมื่อพาอันถิงเดินออกมา ชุนอิงไม่ลืมที่จะหันมามองเถาปิ่นโตนั้นอีกครั้ง ก่อนจะสั่งสาวใช้ที่เดินมา
“พวกเจ้าไปสืบมาว่าท่านอ๋องซื้อขนมจากที่ใดมา แล้วรีบมาบอกข้า”
“เจ้าค่ะแม่นางชุนอิง”
จวนแม่ทัพหลิง / เมืองซานตง / แคว้นฉิน“คุณหนู ฮูหยินบอกว่าให้ท่านแต่งตัวเจ้าค่ะ”“หึ อนุเหวินให้ข้าแต่งตัว เพื่อที่จะไปดูน้องสาวแต่งงานกับอดีตคู่หมั้นของข้างั้นหรือ”“คุณหนู”“เอาเถอะ ในเมื่อนางอยากให้ข้าแต่ง ก็จะแต่งไปร่วมอวยพรให้พวกเขาสักหน่อยก็แล้วกัน”“ผ่าง!”ประตูหน้าห้องของคุณหนูใหญ่ “หลินหยุนซี” เปิดพร้อมกับสาวใช้สูงอายุอีกสองคนที่เดินเข้ามา แม้จะดูมีอำนาจจนสาวใช้ที่เหลือของนางกลัว แต่กลับมิได้ทำให้หลินหยุนซีรู้สึกกลัว นางหันมามองทั้งสองที่แม้จะกล้ากับสาวใช้ แต่ก็ไม่กล้ากับหยุนซี“คุณหนูใหญ่ พวกข้ามาช่วยท่านแต่งตัวเจ้าค่ะ”“คนของข้ามีมากมาย ไม่จำเป็นต้องรบกวนคนของอนุเหวินหรอก”รอยยิ้มของสาวใช้กระตุกขึ้นเล็กน้อย เมื่อนางเอ่ยถึงผู้เป็นนายของทั้งสอง น้ำเสียงของพวกนางเริ่มแข็งขึ้น“คุณหนูใหญ่ บัดนี้ฮูหยินมิได้เป็นเพียงอนุแล้ว บัดนี้ท่านแม่ทัพยกให้นางดูแลจวน อีกทั้ง…”“อ๊ากกก!!!”หญิงสาวหันมา ปิ่นปักผมประดับมุกแทงลงไปที่หัวไหล่ของสาวใช้สูงอายุที่กำลังพูดอยู่ สายตาบ่งบอกถึงความโกรธและการไม่ยอมรับ สาวใช้อีกคนกรีดร้องและล้มตึงไปข้าง ๆ เมื่อเห็นสิ่งที่เกิดขึ้น“เป็นแค่หญิงที่แย่งสามีชาว
เสียงกรีดร้องของคนในงานดังขึ้น เมื่อกระดาษสำหรับเผาส่งวิญญาณให้คนตายลอยลงมาพร้อมกับเลือดสีแดงสดที่เปื้อนอยู่ ด้านบนเพดานมีหัวของสุนัขสีดำตกลงมาตรงหน้าเจ้าสาวจนเปื้อนผ้าคลุม เจ้าสาวกรีดร้องสุดเสียงพร้อมกับแขกเหรื่อที่รีบวิ่งหนีออกจากงาน เพราะเกรงว่าจะมีความอัปมงคลติดตัวกลับจวน“กรี๊ด!!!”“ยินดีด้วยนะ หลินเสี่ยวถง”“เร็วเข้า! รีบให้คนมาจัดการ”หยุนซีลุกและเดินออกจากห้องโถงไปในทันที ท่ามกลางความวุ่นวายที่ไม่มีผู้ใดสังเกตเห็น ไม่นานนางก็กลับไปยังเรือนพักของตัวเอง และเริ่มดึงของที่เก็บไว้ออกมา สองสาวใช้มายืนตรงหน้าพร้อมกัน“คุณหนู ทุกอย่างเรียบร้อยแล้วเจ้าค่ะ"“ไม่มีคนอยู่แถวนี้แล้วใช่หรือไม่”“ทุกคนมุ่งไปที่ห้องโถงหมดเลยเจ้าค่ะ รถม้าก็มาจอดรออยู่ประตูหลังแล้ว รีบไปกันเถอะเจ้าค่ะ”“เช่นนั้นก็ดี ได้เวลาไปจากที่นี่แล้ว”""เจ้าค่ะ""หลินหยุนซีเดินออกมาจากเรือน และตรงไปยังประตูหลังซึ่งมีรถม้าที่นางจ้างมารอรับอยู่แล้ว สาวใช้ของนางรีบเก็บของที่เหลือขึ้นรถเพื่อรอนาง หยุนซีหันไปมองจวนสกุลหลินเป็นครั้งสุดท้าย ตั้งแต่เกิดมาจนโตถึงตอนนี้ นางยังไม่เคยก้าวออกนอกเมืองซานตงเลยสักครั้ง“จบสิ้นกันเสียที จา
หรูเฟยกะพริบตาถี่ ๆ และยืนตัวแข็งทื่อ เมื่อทหารยืนรายงานเขาอยู่ตรงหน้า นางเริ่มถอยและหลบหน้าเขาอีกครั้ง หากว่าเขาคือท่านอ๋องที่ควบคุมหน้าเมืองม่านโจวจริง ๆ แล้ว อาจจะเคยพบกับบิดาของนางซึ่งเป็นแม่ทัพเหมือนกัน“แม่นาง...”“ขอประทานอภัย หม่อมฉันมิทราบว่าพระองค์คือท่านอ๋อง”“ไม่ต้องมากพิธี เงยหน้าขึ้นมาเถิด”“มิกล้าเพคะ หม่อมฉันเป็นเพียงสามัญชนต่ำต้อยมิอาจ…มองพระพักตร์ที่สูงส่งของพระองค์ได้ หากไม่มีอะไรแล้วหม่อมฉันขอทูลลาเพคะ”หรูเฟยรีบย่อถวายบังคมตามความเคยชินของบุตรีขุนนาง ยิ่งทำให้ “จ้าวเฟิงหมิง” รู้สึกแปลกใจมากกว่าเดิม อีกทั้งท่าทางเร่งรีบของพวกนางเมื่อทราบฐานะของเขายิ่งน่าสงสัย“หยวนจื่อ”“พ่ะย่ะค่ะท่านอ๋อง”“เจ้าเคยเห็นพวกนางมาก่อนหรือไม่ นางเป็นบุตรีของขุนนางจวนใดหรือเปล่า แต่ข้าคิดว่าไม่เคยเห็นหน้านางมาก่อน”“หากเป็นพวกนางทั้งสามเมื่อครู่นี้ กระหม่อมไม่เคยเห็นมาก่อนเลยพ่ะย่ะค่ะ คิดว่าไม่น่าจะใช่บุตรีขุนนางในม่านโจวนะ เพราะว่าเหล่าสตรีสูงศักดิ์ในเมือง พระองค์ล้วนเคยพบมาหมดแล้ว…”ท่านอ๋องหันไปมององครักษ์ที่ตอบกลับพระองค์ด้วยท่าทางนิ่ง ๆ “ไม่ใช่บุตรขุนนางงั้นหรือ แต่กิริยามารยาทและว
ท่านอ๋องเพียงแค่ยกน้ำชาขึ้นมาดื่มหลังจากได้ลิ้มลองหมั่นโถวรสชาติแปลกใหม่ไปจนหมดจาน พระองค์เพียงคลี่ยิ้มบาง ๆ และมิได้มีท่าทีตกใจกับคำถามนั้น“ทำไมเล่า เจ้าสงสัยในการมาเยือนของข้างั้นหรือ”“หม่อมฉัน… มิกล้าเพคะ”ยิ่งเห็นนางร้อนรนเขายิ่งนึกอยากจะแกล้งมากขึ้น เป็นครั้งแรกที่รู้สึกเช่นนี้กับสตรี เพราะส่วนมากสตรีที่เขาพบไม่เป็นบุตรีขุนนางชั้นสูง ก็จะเป็นเหล่าสตรีที่เอาแต่คุยเรื่องน่าเบื่อ แต่กับไป๋หรูเฟยผู้นี้ ท่าทางของนางแม้จะดูน่าสงสัยแต่ก็มิได้ดูรุนแรงจนเหมือนคนร้าย“คนร้ายที่ทำร้ายพวกเจ้า ถูกสั่งลงโทษให้เนรเทศไปทำงานหนักที่ชายแดน วันนั้นพวกเขาคว้าถุงเงินของสาวใช้เจ้าไปด้วย วันนี้ข้าจึงนำมาคืน”พระองค์วางถุงเงินสีขาวของจินถานเอาไว้บนโต๊ะ และลุกขึ้นยืนทันที“จะเสด็จกลับแล้วหรือเพคะ”“รีบไล่ข้าปานนั้นเชียว นี่เจ้าเป็นเถ้าแก่นะ ไล่ลูกค้าเช่นนี้ไม่เหมาะสมกระมัง อีกอย่างวันนี้ที่ข้ามาก้เพื่อนำของมาคืนเจ้ามิใช่หรือ”แม้จะรู้สึกขอบคุณ แต่ไป๋หรูเฟยรู้สึกไม่ถูกชะตากับท่านอ๋องผู้นี้เอาเสียเลย นางโมโหจนอยากจะซัดเขาสักหมัด หากมิต้องเกรงอาญาคงทำไปนานแล้ว คนอะไรถึงได้ยั่วโมโหนางได้ตลอด“ทูลท่านอ๋อง อ
หรูเฟยกะพริบตาถี่ ๆ และยืนตัวแข็งทื่อ เมื่อทหารยืนรายงานเขาอยู่ตรงหน้า นางเริ่มถอยและหลบหน้าเขาอีกครั้ง หากว่าเขาคือท่านอ๋องที่ควบคุมหน้าเมืองม่านโจวจริง ๆ แล้ว อาจจะเคยพบกับบิดาของนางซึ่งเป็นแม่ทัพเหมือนกัน“แม่นาง...”“ขอประทานอภัย หม่อมฉันมิทราบว่าพระองค์คือท่านอ๋อง”“ไม่ต้องมากพิธี เงยหน้าขึ้นมาเถิด”“มิกล้าเพคะ หม่อมฉันเป็นเพียงสามัญชนต่ำต้อยมิอาจ…มองพระพักตร์ที่สูงส่งของพระองค์ได้ หากไม่มีอะไรแล้วหม่อมฉันขอทูลลาเพคะ”หรูเฟยรีบย่อถวายบังคมตามความเคยชินของบุตรีขุนนาง ยิ่งทำให้ “จ้าวเฟิงหมิง” รู้สึกแปลกใจมากกว่าเดิม อีกทั้งท่าทางเร่งรีบของพวกนางเมื่อทราบฐานะของเขายิ่งน่าสงสัย“หยวนจื่อ”“พ่ะย่ะค่ะท่านอ๋อง”“เจ้าเคยเห็นพวกนางมาก่อนหรือไม่ นางเป็นบุตรีของขุนนางจวนใดหรือเปล่า แต่ข้าคิดว่าไม่เคยเห็นหน้านางมาก่อน”“หากเป็นพวกนางทั้งสามเมื่อครู่นี้ กระหม่อมไม่เคยเห็นมาก่อนเลยพ่ะย่ะค่ะ คิดว่าไม่น่าจะใช่บุตรีขุนนางในม่านโจวนะ เพราะว่าเหล่าสตรีสูงศักดิ์ในเมือง พระองค์ล้วนเคยพบมาหมดแล้ว…”ท่านอ๋องหันไปมององครักษ์ที่ตอบกลับพระองค์ด้วยท่าทางนิ่ง ๆ “ไม่ใช่บุตรขุนนางงั้นหรือ แต่กิริยามารยาทและว
เสียงกรีดร้องของคนในงานดังขึ้น เมื่อกระดาษสำหรับเผาส่งวิญญาณให้คนตายลอยลงมาพร้อมกับเลือดสีแดงสดที่เปื้อนอยู่ ด้านบนเพดานมีหัวของสุนัขสีดำตกลงมาตรงหน้าเจ้าสาวจนเปื้อนผ้าคลุม เจ้าสาวกรีดร้องสุดเสียงพร้อมกับแขกเหรื่อที่รีบวิ่งหนีออกจากงาน เพราะเกรงว่าจะมีความอัปมงคลติดตัวกลับจวน“กรี๊ด!!!”“ยินดีด้วยนะ หลินเสี่ยวถง”“เร็วเข้า! รีบให้คนมาจัดการ”หยุนซีลุกและเดินออกจากห้องโถงไปในทันที ท่ามกลางความวุ่นวายที่ไม่มีผู้ใดสังเกตเห็น ไม่นานนางก็กลับไปยังเรือนพักของตัวเอง และเริ่มดึงของที่เก็บไว้ออกมา สองสาวใช้มายืนตรงหน้าพร้อมกัน“คุณหนู ทุกอย่างเรียบร้อยแล้วเจ้าค่ะ"“ไม่มีคนอยู่แถวนี้แล้วใช่หรือไม่”“ทุกคนมุ่งไปที่ห้องโถงหมดเลยเจ้าค่ะ รถม้าก็มาจอดรออยู่ประตูหลังแล้ว รีบไปกันเถอะเจ้าค่ะ”“เช่นนั้นก็ดี ได้เวลาไปจากที่นี่แล้ว”""เจ้าค่ะ""หลินหยุนซีเดินออกมาจากเรือน และตรงไปยังประตูหลังซึ่งมีรถม้าที่นางจ้างมารอรับอยู่แล้ว สาวใช้ของนางรีบเก็บของที่เหลือขึ้นรถเพื่อรอนาง หยุนซีหันไปมองจวนสกุลหลินเป็นครั้งสุดท้าย ตั้งแต่เกิดมาจนโตถึงตอนนี้ นางยังไม่เคยก้าวออกนอกเมืองซานตงเลยสักครั้ง“จบสิ้นกันเสียที จา
จวนแม่ทัพหลิง / เมืองซานตง / แคว้นฉิน“คุณหนู ฮูหยินบอกว่าให้ท่านแต่งตัวเจ้าค่ะ”“หึ อนุเหวินให้ข้าแต่งตัว เพื่อที่จะไปดูน้องสาวแต่งงานกับอดีตคู่หมั้นของข้างั้นหรือ”“คุณหนู”“เอาเถอะ ในเมื่อนางอยากให้ข้าแต่ง ก็จะแต่งไปร่วมอวยพรให้พวกเขาสักหน่อยก็แล้วกัน”“ผ่าง!”ประตูหน้าห้องของคุณหนูใหญ่ “หลินหยุนซี” เปิดพร้อมกับสาวใช้สูงอายุอีกสองคนที่เดินเข้ามา แม้จะดูมีอำนาจจนสาวใช้ที่เหลือของนางกลัว แต่กลับมิได้ทำให้หลินหยุนซีรู้สึกกลัว นางหันมามองทั้งสองที่แม้จะกล้ากับสาวใช้ แต่ก็ไม่กล้ากับหยุนซี“คุณหนูใหญ่ พวกข้ามาช่วยท่านแต่งตัวเจ้าค่ะ”“คนของข้ามีมากมาย ไม่จำเป็นต้องรบกวนคนของอนุเหวินหรอก”รอยยิ้มของสาวใช้กระตุกขึ้นเล็กน้อย เมื่อนางเอ่ยถึงผู้เป็นนายของทั้งสอง น้ำเสียงของพวกนางเริ่มแข็งขึ้น“คุณหนูใหญ่ บัดนี้ฮูหยินมิได้เป็นเพียงอนุแล้ว บัดนี้ท่านแม่ทัพยกให้นางดูแลจวน อีกทั้ง…”“อ๊ากกก!!!”หญิงสาวหันมา ปิ่นปักผมประดับมุกแทงลงไปที่หัวไหล่ของสาวใช้สูงอายุที่กำลังพูดอยู่ สายตาบ่งบอกถึงความโกรธและการไม่ยอมรับ สาวใช้อีกคนกรีดร้องและล้มตึงไปข้าง ๆ เมื่อเห็นสิ่งที่เกิดขึ้น“เป็นแค่หญิงที่แย่งสามีชาว